ในวันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมานั้น ผมได้มีโอกาสเดินทางไปยังโบสถ์นักบุญยอแซฟ อยุธยา เพื่อฟังเสวนาประวัติศาสตร์เรื่อง 350 ปี แห่งการสถาปนามิสซังสยาม และการเปิดนิทรรศการ ‘มรดกตกทอดจากคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส’ ในวันดังกล่าว มีคำพูดหนึ่งซึ่งผมประทับใจมากจาก อาจารย์พุฒิพงศ์ พุฒตาลศรี ซึ่งกล่าวระหว่างเสวนาไว้ว่า “วันหนึ่งพวกเราจะกลายเป็นประวัติศาสตร์” ประโยคนี้เป็นประโยคที่น่าคิดอย่างมาก อาจารย์พุฒิพงศ์ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “แต่ประวัติศาสตร์จะไม่สามารถรับรู้ได้ หากปราศจากการจดบันทึก” จากความคิดนี้ จึงทำให้ผู้คนหลายร้อยคนมารวมกันในวันนั้น เพื่อชมนิทรรศการพิเศษที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสนี้

01

รากฐานของคริสต์ศาสนาในกรุงสยาม

หากจะกล่าวว่าคริสต์ศาสนาเข้ามาประเทศไทยตอนไหน คงต้องย้อนไปเริ่มตั้งแต่การค้นพบเส้นทางการเดินเรือมายังประเทศอินเดียของ วาสโก ดา กามา (Vasco da Gama) นักเดินเรือชาวโปรตุเกส ใน ค.ศ. 1498 ซึ่งออกเดินทางภายใต้คำมั่นที่ให้ไว้กับพระราชาแห่งโปรตุเกสว่า ถ้าเขาค้นพบเส้นทางเดินเรือไปยังอินเดียได้สำเร็จ พระราชาจะสร้างวิหารเป็นเกียรติแก่เขา ซึ่งทุกวันนี้ร่างของวาสโก ดา กามา นอนสงบอยู่ภายในมหาวิหาร Mosteiro dos Jerónimos ใจกลางกรุงลิสบอน 

โลงศพของวาสโก ดา กามา ภายในวิหาร Mosteiro dos Jerónimos กรุงลิสบอน โปรตุเกส

ภายหลังการค้นพบเส้นทางเดินเรือนี้เพียง 13 ปี ชาวโปรตุเกสกลุ่มแรกก็เดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยาใน ค.ศ. 1511 ซึ่งตั้งแต่ช่วงเวลานั้น ชาวโปรตุเกสก็ทยอยเข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรุงศรีอยุธยา โดยมิชชันนารีคณะแรกเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาใน ค.ศ. 1567 จากช่วงเวลาดังกล่าว ชาวโปรตุเกสเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก จนในศตวรรษที่ 17 บาทหลวงตาชาร์ด (Tachard) บันทึกไว้ว่า ที่กรุงศรีอยุธยามีชาวโปรตุเกสอยู่กันมากกว่า 2,000 คน 

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของชาวโปรตุเกสในกรุงสยามเวลานั้น เป็นการเข้ามาในนามของกษัตริย์แห่งโปรตุเกส ซึ่งได้รับอภิสิทธิ์ปาโดรอาโด (Padroado) รับผิดชอบการเผยแผ่พระวรสารในดินแดนใหม่ ซึ่งการถืออภิสิทธิ์นี้ก็มักทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายระหว่างชาวโปรตุเกสกับบรรดามิชชันนารีชนชาติอื่น

ต่อมาสันตะสำนักที่กรุงโรมทราบถึงปัญหาของการปกครองกลุ่มคนและบรรดาคริสตชนในดินแดนต่างๆ จึงได้ก่อตั้งสมณกระทรวงว่าด้วยการเผยแผ่ความเชื่อ (Propaganda Fide) ขึ้น เพื่อให้สันตะสำนักที่กรุงโรมได้รับอำนาจการเผยแผ่ศาสนากลับคืนมา

โดยสมณกระทรวงใหม่นี้ทำหน้าที่ในการแพร่ธรรมโดยตรง คำว่า มิสซัง (Mission) จึงถูกนำมาใช้ มีความหมายว่า การส่งออกไป อันได้แก่การส่งผู้แทนสมเด็จพระสันตะปาปาออกไปทำงานในนามของพระสันตะปาปา โดยพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับโปรตุเกสและสเปน

ภายหลังการตั้งสมณกระทรวงเผยแผ่ความเชื่อขึ้น บาทหลวงคณะเยซูอิตองค์หนึ่งคือ คุณพ่ออเล็กซองดร์ เดอ โรดส์ (Alexandre de Rhodes) ผู้เคยทำงานในดินแดนตะวันออกไกล ได้เดินทางกลับไปยังกรุงปารีสเพื่อหามิชชันนารีไปทำงานเผยแผ่ศาสนาในดินแดนตะวันออกไกล ในที่สุดด้วยความร่วมมือและความช่วยเหลือของหลายๆ คน คณะมิสซังต่างประเทศประจำกรุงปารีส จึงได้ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1659 

อาจารย์พุฒิพงศ์ ขณะบรรยายการเดินทางของบรรดามิชชันนารีในยุคแรกซึ่งต้องเดินทางทางบก เพื่อไม่ทับเส้นทางการเดินเรือของชาวโปรตุเกส

02

มิสซังสยาม

ภายหลังการก่อตั้งคณะมิสซังต่างประเทศประจำกรุงปารีส หนึ่งในผู้ก่อตั้งคณะนี้คือ พระสังฆราชลังแบรต์ เดอ ลา มอตต์ (Mgr. Lambert de la Motte) เป็นพระสังฆราชองค์แรกที่เดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1662

ในเวลาต่อมากรุงศรีอยุธยามีการจัดสัมมนาที่เรียกว่า ประชุมพระสังฆราช (Synod) โดยผลการประชุมเห็นว่า การทำงานในสยามประสบผลอย่างดีด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระเจ้าแผ่นดินและข้าราชการสยาม ประกอบกับสยามอยู่ในทำเลที่เหมาะสม ความเจริญทางด้านศาสนาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พวกท่านจึงขออำนาจจากกรุงโรมให้มีอำนาจการปกครองทางศาสนาในเขตนี้ หลังจากกรุงโรมใช้เวลาในการพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ จึงได้ตั้งมิสซังสยามด้วยเอกสารทางการที่ชื่อว่า ‘Cum sicut accepimus’ ลงวันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 1669 โดยข้อความตอนหนึ่งในเอกสารนี้กล่าวว่า 

“เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาตามที่เรียกกันทั่วไปว่า ‘สยาม’ เป็นศูนย์กลางการค้าของทั่วราชอาณาจักรสยาม และชนชาติต่างๆ ทั้งที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งที่อยู่ห่างไกลออกไป เต็มใจกันมาชุมนุมกัน พระมหากษัตริย์ของราชอาณาจักรที่กล่าวนี้ทรงอนุญาตให้ประชาชนเหล่านี้เข้ามารวมกันอยู่ที่นี่อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น ทรงอนุญาตให้ปฏิบัติศาสนกิจและลัทธิของตนได้อย่างอิสระ

“และตามที่ท่านภราดาพระสังฆราชผู้แทนพระสันตะปาปา (Vicarii Apostolici) ซึ่งได้รับแต่งตั้งมาสำหรับอาณาจักรในจีน ตังเกี๋ย และโคชินจีน ได้แจ้งให้เราทราบว่า เนื่องจากความยากลำบากอย่างยิ่งที่จะเข้าไปประจำอยู่ในเขตปกครองของตนได้ ในระหว่างนั้นท่านจึงไปตั้งสำนักงานของตนในกรุงศรีอยุธยา ทั้งยังสร้างวัดใหญ่น้อยที่นั่น

“และเพื่อจะทำงานให้ผู้ที่ยังไม่มีความเชื่อทั้งในเทียบสังฆมณฑลของตน และประชาชนชาติอื่นได้กลับใจ จึงได้จัดตั้งสามเณราลัยขึ้นด้วย และเพราะเหตุนี้ยังปรารถนาให้เรากรุณามอบหมายให้พระสังฆราชแห่งเมแตลโลโปลิสผู้แทนพระสันตะปาปา ซึ่งได้รับการบวชแล้วหรือจะได้รับการบวชในเร็วๆ นี้ ได้ขยายขอบเขตการปกครองเทียบสังฆมณฑลของตนเข้าไปในราชอาณาจักรสยามและกรุงศรีอยุธยาด้วย…” เคลเมนต์ที่ 9 พระสันตะปาปา

มิสซังสยาม พื้นที่ทำงานแรกอย่างเป็นทางการของมิชชันนารีในฐานะผู้แทนพระสันตะปาปาในดินแดนตะวันออกไกล

03

โบสถ์นักบุญยอแซฟ

ในสมัยอยุธยา โบสถ์นักบุญยอแซฟสร้างขึ้นบนผืนดินพระราชทานจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งในสมัยนั้นเรียกผืนดินบริเวณนี้ว่าบ้านปลาเห็ด ในช่วงแรกพวกเขาสร้างอาคาร 2 ชั้นขึ้นหลังหนึ่ง ชั้นล่างก่ออิฐแบ่งเป็นหลายห้อง ชั้นสองเป็นไม้ ใช้เป็นโบสถ์น้อย อันเป็นที่ไว้ศีลมหาสนิท ต่อมาใน ค.ศ. 1682 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมีพระบัญชาให้สร้างตามแผนผังที่บรรดามิชชันนารีได้เสนอ ซึ่งคุณพ่อดือแชนได้บรรยายถึงสภาพโบสถ์นักบุญโยแซฟไว้ว่า 

“โบสถ์นี้ยาวประมาณ 23 วา และกว้างประมาณ 11 วา มีตอนที่เป็นที่นั่งสัตบุรุษสามตอน (กลาง ซ้าย ขวา) กับหอสี่เหลี่ยมใหญ่โตสองหออยู่ข้างหน้า มีห้องสักการภัณฑ์ (Sacristie) ที่มีความสูงเท่ากันและโครงสร้างเดียวกัน

“ตัวโบสถ์ทำเป็นรูปไม้กางเขน ตอนที่เป็นส่วนขวางจากปีกขวาถึงปีกซ้ายนั้น กว้าง 4 วา และยาว 12 วา 2 ศอก ตัวโบสถ์เองกว้าง 10 วา กำแพงสูง 6 วา 2 ศอก เสาทำด้วยอิฐแปดเหลี่ยม เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 ศอก แต่ละต้นห่างกัน 2 วา กั้นตอนเป็นที่นั่งสัตบุรุษจากกัน

“รอบๆ หลังคาโบสถ์ มีลูกกรงและรางน้ำ ทำด้วยตะกั่ว สำหรับรองน้ำ แล้วน้ำก็จะไหลออกไปข้างนอก ผ่านทางท่อตะกั่วที่ยื่นออกไป ภายในโบสถ์บุด้วยไม้กระดานและลงทองเหมือนกับต้นเสา เมื่อโบสถ์นี้สร้างเสร็จแล้ว จะดึงดูดชาวสยามหลายๆ คนให้มาถือศาสนาตามที่เราหวัง…” 

แต่หลังจากการสร้างโบสถ์นักบุญยอแซฟสำเร็จ โบสถ์หลังนี้ก็มีอายุไม่นานและพังทลายไปพร้อมๆ กับการเสียกรุงศรีอยุธยาใน ค.ศ. 1767 หลังเหตุการณ์นั้นทำให้กลุ่มคริสตังกระจัดกระจายไป และส่วนหนึ่งอพยพไปตั้งชุมชนที่บางกอก

แผนที่นี้ถูกพิมพ์ขึ้น ณ กรุงปารีสใน ค.ศ. 1889 หรือเมื่อ 130 ปีที่แล้ว บนแผนที่มีการระบุตำแหน่งโบสถ์และชุมชนคาทอลิก รวมถึงเขตพื้นที่ของมิสซังสยาม จากตอนเหนือสุด จรดถึงตรังกานู – ที่มา : อาจารย์พุฒิพงศ์ พุฒตาลศรี

04

ฟื้นฟูหมู่บ้านคริสตังที่อยุธยา

หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาใน ค.ศ. 1767 วัดนักบุญยอแซฟก็ไม่ได้รับการฟื้นฟู เนื่องจากกลุ่มคริสตังส่วนใหญ่อพยพไปตั้งชุมชนใหม่ที่บางกอก จนกระทั่ง ค.ศ. 1830 จึงเริ่มมีการฟื้นฟูพื้นที่บริเวณนี้ขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากเป็นพื้นที่สำคัญต่อการก่อตั้งมิสซังสยามรวมถึงสำคัญต่อประวัติศาสตร์ ที่บรรดามิชชันนารีได้ถูกส่งมาทำงานมานานหลายร้อยปีแล้ว ในเวลาต่อมาจึงเริ่มมีการรวมกลุ่มคริสตชนตั้งชุมชนขึ้นใหม่ และส่งมิชชันนารีมาดูแล รวมทั้งมีดำริที่จะสร้างวัดใหม่ขึ้นอีกครั้งในที่ดินผืนนี้เอง ดังที่มีบันทึกไว้ว่า

“ที่อยุธยา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของมิสซังสยาม มีวัดเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่งสร้างด้วยอิฐ โดยพระสังฆราชปัลเลอกัวซ์ วัดนี้สร้างบนรากฐานของวัดเก่าขนาดใหญ่ คือวัดนักบุญยอแซฟ กำแพงวัดเก่าที่ล้อมรอบวัดเล็กหลังใหม่นั้นพังไปมากแล้ว จนแทบไม่สามารถป้องกันการบุกรุกของสัตว์เดรัจฉาน ที่แผ่นหินสลักชื่อผู้ตายเหนือหลุมศพยังมีอยู่ แม้เวลาได้ล่วงเลยไปนานแล้วก็ตาม พระสงฆ์มิชชันนารีที่ทำงานที่อยุธยาได้ตัดสินใจสร้างวัดใหม่บนวัดเดิมซึ่งยังมีรากฐานมั่นคงดีอยู่ และเพื่อเก็บรักษากระดูกที่มีค่าของบรรดามิชชันนารีรุ่นก่อนๆ ที่ฝังไว้ ณ ที่นี้ด้วย คุณพ่อแปร์โร จึงได้จัดการซื้อที่ดินอีกหลายแปลงซึ่งเคยเป็นของมิสซังมาก่อนในอดีตกลับคืนมา และให้คริสตังกลับมาอยู่อีกครั้งหนึ่ง…”

05

การก่อสร้างวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา

กระจกสีภายในวัดนักบุญยอแซฟอยุธยาหลังปัจจุบัน ซึ่งพระสังฆราชเวย์ ได้เดินทางไปที่โรงงานกระจกสีที่เมือง Le Mans ประเทศฝรั่งเศส เพื่อสั่งผลิตกระจกสีด้วยตนเอง

เริ่มต้นจากที่ดินพระราชทานจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมาจนถึงการก่อสร้างโบสถ์นักบุญยอแซฟใน ค.ศ. 1682 และถูกพม่าทำลายใน ค.ศ. 1767 และการเริ่มก่อตั้งชุมชนอีกครั้งใน ค.ศ. 1830 มาจนถึง ค.ศ. 1883 ก็ถึงคราวสถาปนิกชาวคริสต์อย่าง นายโยอาคิม กราสซี ได้เข้ามาช่วยดำเนินการออกแบบก่อสร้างโบสถ์หลังนี้

การไปร่วมฟังเสวนาประวัติศาสตร์ ณ โบสถ์นักบุญยอแซฟ อยุธยา ในวันนั้น ทำให้ผมนึกถึงจดหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งนายโยอาคิม กราสซี เขียนถึงคุณพ่อเจ้าอาวาสวัดกาลหว่าร์ใน ค.ศ. 1890 ซึ่งกล่าวว่า ตนอยู่ที่อยุธยา และเมื่อกลับไปที่กรุงเทพฯ จะส่งผังฐานรากให้คุณพ่อแดซาลส์ซึ่งในขณะนั้นกำลังเตรียมการก่อสร้างโบสถ์กาลหว่าร์อยู่

จดหมายลายมือนายโยอาคิม กราสซี เขียนถึงคุณพ่อแดซาลส์เจ้าอาวาสวัดกาลหว่าร์ ลงวันที่ 28 ธันวาคม 1890 (ด้านหน้า)
จดหมายลายมือนายโยอาคิม กราสซี เขียนถึงคุณพ่อแดซาลส์เจ้าอาวาสวัดกาลหว่าร์ ลงวันที่ 28 ธันวาคม 1890 (ด้านหลัง)

จากข้อความในจดหมาย นายโยอาคิม กราสซี ในฐานะสถาปนิกผู้ออกแบบและก่อสร้างโบสถ์นักบุญยอแซฟที่อยุธยา ไปทำอะไรที่อยุธยาในวันดังกล่าวผมก็ไม่ทราบแน่ชัด แต่แผ่นศิลาเหนือซุ้มประตูทางเข้าภายในโบสถ์จารึกไว้เป็นภาษาละตินว่า “วัดหลังนี้สร้างขึ้นเป็นเกียรติแด่นักบุญยอแซฟแทนวัดหลังเดิมที่คณะมิชชันนารีต่างประเทศสร้างขึ้นโดยพระราชทรัพย์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ ค.ศ. 1685 และถูกชาวพม่าทำลายลงใน ค.ศ. 1767 ต่อมานายโยอาคิม กราสซี สถาปนิกได้ออกแบบสร้างขึ้น พระสังฆราช หลุยส์ เวย์ พระสังฆราชเกียรตินามแห่งเกราซา ประกอบพิธีเสกวัดใหม่หลังนี้เมื่อ 13 วันก่อนเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1891  

ศิลาบริเวณเหนือซุ้มทางเข้าภายในวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา จารึกถ้อยคำภาษาละตินระบุเรื่องราวการก่อสร้างอาคาร
พระสังฆราชเวย์ ประมุขมิสซังสยาม บุคคลสำคัญที่ได้ขอเงินจากคณะมิสซังต่างประเทศประจำกรุงปารีส เพื่อก่อสร้างโบสถ์หลังนี้

06

กลับสู่จุดกำเนิด

ในวันนี้ นับจากช่วงเวลาที่มีการก่อตั้งมิสซังสยามเมื่อ ค.ศ. 1669 ก็นับเป็นเวลากว่า 350 ปี พอดิบพอดีที่มีการวางรากฐานคริสต์ศาสนาในประเทศไทย เป็นเรื่องน่ายินดีที่มรดกตกทอดจากอดีตเหล่านั้นยังคงอยู่ และปรากฏให้เห็นเป็นประจักษ์พยานถึงความมุ่งมั่นและทุ่มเทของบรรดามิชชันนารีในอดีต

โบสถ์นักบุญยอแซฟ อยุธยา ในวันนี้ ภายในยังบรรจุร่างของมิชชันนารีที่สำคัญที่สุดคนหนึ่ง เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส และอีกคนหนึ่งคือพระสังฆราชองค์แรกที่ปกครองมิสซังสยาม สองเสาหลักแห่งความเชื่อของชาวคริสต์ในประเทศไทย ได้นอนหลับอย่างสงบอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ที่ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 350 ปี และก็ถือเป็นโชคดีที่ในปีนี้หอจดหมายเหตุอัครสังฆมณฑลกรุงเทพร่วมกับสื่อมวลชนคาทอลิกแห่งประเทศไทยร่วมกันจัดนิทรรศการชั่วคราวในโอกาสฉลองครบรอบ 350 ปี และได้นำวัตถุโบราณและเอกสารสำคัญที่ไม่สามารถหาชมได้ทั่วไปมาจัดแสดงในสถานที่ที่ประวัติศาสตร์หน้าแรกได้ถูกบันทึกขึ้น 

นิทรรศการนี้เปิดให้เข้าชมจนถึงวันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 2020 ซึ่งไม่เพียงแต่พิพิธภัณฑ์เท่านั้นที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ตลอด 350 ปีของการสถาปนามิสซังสยาม แต่ตัวโบสถ์นักบุญยอแซฟเองยังมีเรื่องราวที่ปรากฏบนบานกระจกสี คำจารึกต่างๆ และร่างของบรรดามิชชันนารีในยุคแรกเริ่มที่นอนหลับเป็นประจักษ์พยานถึงความเชื่ออยู่ ณ สถานที่แห่งนี้

โลงศพของพระสังฆราชหลุยส์ ลาโน ซึ่งประดิษฐานภายในพระแท่นด้านทิศตะวันตกของวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา พระสังฆราชลาโน เป็นพระสังฆราชองค์แรกของมิสซังสยาม ซึ่งปกครองมิสซังฯ ระหว่าง ค.ศ. 1674 – 1696

07

Legacy of Mission Étrangère de Paris

ส่วนหนึ่งของวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เป็นเอกสารโบราณและศาสนภัณฑ์ล้ำค่าซึ่งไม่สามารถหาชมได้ในโอกาสทั่วไป

พระราชหัตถเลขาสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึง ฯพณฯ เวย์
พระราชหัตถเลขาสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึง ฯพณฯ เวย์
สมุดบันทึกของคุณพ่อกอลมเบต์ ค.ศ. 1887 เล่าถึงเรื่องการเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฏราชกุมาร เพื่อทรงวางศิลาฤกษ์อาคารเรียนหลังแรกของโรงเรียนอัสสัมชัญ
เชิงเทียนพระราชทานแก่โบสถ์คาทอลิกเนื่องในโอกาสเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระธาตุนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู
แหวนประจำตำแหน่งพระสังฆราชในอดีต
ส่วนหนึ่งของนิทรรศการเล่าเรื่องสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและนครรัฐวาติกัน
ด้านหน้าวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา อาคารพิพิธภัณฑ์ และเรือซึ่งจำลองการเดินทางของมิชชันนารีในอดีต ปรากฏตราคณะมิสซังต่างประเทศประจำกรุงปารีส (MEP) และธงสีเหลืองของวาติกัน เพื่อบ่งบอกว่ามิชชันนารีเหล่านี้เดินทางมาในนามของพระสันตะปาปา เพื่อมุ่งหน้ามายังดินแดนสยาม

Writer & Photographer

อภิชาติ กิตติเมธาวีนันท์

โตมากับวัดกาลหว่าร์ หลงใหลในประวัติศาสตร์ คริสตศาสนา และการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

ย้อนกลับไปฤดูร้อน ค.ศ. 2020 ผมได้มีโอกาสฝึกงานกับ Monuments and Architectural Maintenance Division ของมหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งเมืองเลอเวินที่ประเทศเบลเยียม งานที่ผมได้รับคือให้ทำหน้าที่ประเมินสภาพกำแพงรอบหมู่บ้านมรดกโลกซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเลอเวิน ตอนได้รับโปรเจกต์มาก็รู้สึกตื่นเต้น ว่าจะได้มีโอกาสประเมินสภาพกำแพงหมู่บ้านเก่าอายุหลายร้อยปีต้องสนุกมากแน่ๆ เลย แต่พอเจองานจริงๆ เข้าไปก็ทึ่งไปสักพักว่ากำแพงรอบหมู่บ้านมันใหญ่และยาวมาก ทำไปกี่ชาติกว่าจะเสร็จ และสภาพก็ค่อนข้างยับเยินแตกต่างจากตัวอาคารภายในหมู่บ้าน

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
รูปตัวอย่างกำแพงโซน 1 ของหมู่บ้าน

ต้องเล่าก่อนว่าการประเมินสภาพกำแพงนี้เป็นการทำงานต่อจากการประเมินภาพครั้งล่าสุดเมื่อ ค.ศ. 2008 ซึ่งได้ทำแบบรังวัดไว้ก่อนหน้าแล้ว หน้าที่ของผมคือสร้างภาพออร์โทโฟโต (Orthophoto) ผ่านเทคนิคที่เรียกว่าโฟโต้แกรมเมทรี (Photogrammetry) เพื่อประกอบกับรังวัดเดิม และอัปเดตข้อมูลสภาพในปัจจุบัน

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
ตัวอย่างแบบสำรวจสภาพ

อย่างไรก็ตาม โปรเจกต์จากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเสร็จใน 3 เดือน ตอนนี้ก็ลากยาวมาจะหนึ่งปีเข้าไปแล้ว แถมเพิ่มขึ้นมาคือกลายเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ของผม เด็กไทยตาดำๆ ต้องมานั่งทำวิทยานิพนธ์หมู่บ้านเก่าแก่ที่ก่อตั้งใน ค.ศ. 1232 และเอกสารส่วนใหญ่เป็นภาษาฝรั่งเศสกับภาษาดัตช์

เอาเป็นว่าเพื่อไม่ให้ยืดเยื้อ ส่วนหนึ่งของงานวิจัยของผมคือ การเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของกำแพงนี้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยหากเล่าไม่เข้าใจว่าหมู่บ้านนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ดังนั้น ผมจึงขอถือโอกาสเริ่มอธิบายต่อจากนี้ไปครับ

Beguinages หมู่บ้านสำหรับผู้หญิง

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม

ในอดีตราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 บริเวณพื้นที่ยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือหรือปัจจุบัน คือประเทศเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ เริ่มมีการรวมกลุ่มของผู้หญิงที่มีใจศรัทธาในพระเจ้าและตั้งหมู่บ้านขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งผู้หญิงเหล่านี้อาจไม่ได้แต่งงาน หรือเป็นแม่หม้ายที่เลือกอุทิศชีวิตเพื่อพระเจ้า หมู่บ้านเหล่านี้มีลักษณะเป็นเหมือนอารามที่มีโบสถ์อยู่ใจกลางหมู่บ้าน รายล้อมไปด้วยอาคารขนาดเล็กซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้หญิง และมีรั้วรอบรอบบ่งบอกอาณาบริเวณชัดเจน หมู่บ้านแบบนี้กระจายตัวอยู่มากมายในเขตพื้นที่ที่เรียกว่า Flanders ในประเทศเบลเยียม 

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
บรรยากาศ ‘เบกีนาจ’ ในอดีต
ภาพ : The Archives of Ghent University

Beguines ผู้หญิงศักดิ์สิทธิ์

คำถามนี้ด้วยเวลาที่ล่วงมาหลายศตวรรษ ก็ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ แหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือได้บอกว่าความหมายของคำว่า Beguine (Latin : Beguina) อาจมาจากภาษาเก่าของแซกซัน (Old Saxon) คือคำว่า Beggen หรือแปลว่า To Beg การวอนขอ หรือ To Pray การภาวนา อย่างไรก็ตาม สมมติฐานนี้ไม่ได้มีการยอมรับอย่างแพร่หลาย รวมไปถึงสมมติฐานที่บอกว่าคำว่า Beguine ที่อาจเพี้ยนมาจากคำว่า Beige ในภาษาฝรั่งเศสโบราณ ซึ่งเป็นสีชุดที่กลุ่มผู้หญิงเหล่านี้สวมใส่

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ถูกเรียกว่า Beguine ครั้งแรก จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปในช่วงปลายศตวรรษที่ 12 ในเมือง Liège ซึ่งได้อธิบายว่า พวกเขาคือผู้หญิงศักดิ์สิทธิ์ Holy Women (Latin : Mulieres Sanctae, Mulieres Religiosae) ต่อมาในช่วงกลางศตวรรษที่ 13 กลุ่มเหล่านี้ได้แพร่หลายออกไปในอาณาเขต ซึ่งปัจจุบันคือประเทศเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และภาคเหนือของประเทศฝรั่งเศส 

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
Beguine of Ghent ราว ค.ศ. 1840
ภาพ : en.wikipedia.org

การเคลื่อนไหวของ ‘เบอแกน’ เริ่มต้นจากผู้หญิงชั้นสูง และค่อยๆ กระจายลงมายังชนชั้นกลาง โดยมุ่งเน้นที่การอุทิศตนเพื่อพระเจ้าและการภาวนา ช่วยเหลือคนยากจนและปัญหาของเศรษฐกิจสังคมในสมัยนั้น ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ได้รับการยอมรับในเขตเมือง

ในอดีตเบอแกนอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน ซึ่งเรียกว่า ‘เบกีนาจ’ โดยไม่เคยได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากสันตสำนักที่กรุงโรม ดังนั้น จึงเป็นเพียงกลุ่มของผู้หญิงผู้มีความเชื่อที่อยู่ร่วมกันและปฏิบัติศาสนกิจร่วมกัน นอกจากนั้นการอยู่อาศัยในรูปแบบชุมชนปิดยังสะท้อนถึงการพึ่งพาตนเอง ลักษณะพิเศษของชุมชนเหล่านี้ถูกเรียกว่า ‘เมืองในเมือง’ (Towns in Towns) อ่านมาถึงตรงนี้ ห้ามเชื่อมโยงกับเขตทาวน์อินทาวน์ที่ลาดพร้าวนะครับ ถึงเป็นย่านเมืองในเมืองเหมือนกัน แต่ไม่ได้มีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด 

มาที่สาระกันต่อ พวกเขาได้พัฒนางานหัตกรรม Lace Making หรือการถักลายลูกไม้ ซึ่งกลายเป็นของฝากเลื่องชื่อของประเทศเบลเยียมในปัจจุบัน 

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
บรรยากาศเบอแกน ขณะทำงานหัตถกรรมลูกไม้ (Lace Making)
ภาพ : adore.ugent.be
Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
เบอแกนขณะสวดภาวนาภายในโบสถ์นักบุญยอห์นบัปติสต์ในเมืองเลอเวิน
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

การขึ้นทะเบียนมรดกโลก

เบกีนาจเริ่มต้นราวคริสตศตวรรษที่ 13 และอยู่เรื่อยมาจนถึงยุครุ่งเรืองในราวคริสตศตวรรษที่ 16 และ 17 ดังนั้น รูปแบบสถาปัตยกรรมของเบกีนาจส่วนใหญ่จึงเป็นรูปแบบผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมกอธิก เรอเนซองส์ และบาโรก ซึ่งส่วนใหญ่สะท้อนผ่านสถาปัตยกรรมโบสถ์ที่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน ภายนอกมักสร้างรูปแบบสถาปัตยกรรมกอธิก แต่ภายในมักจะประดับประดาด้วยงานสถาปัตยกรรมภายในรูปแบบบาโรก ซึ่งเติมแต่งในยุครุ่งเรืองช่วงคริสตศตวรรษที่ 16 และ 17 

จากการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในประเทศแถบนี้ จากปัญหาทางการเมืองตามที่เราเคยได้ยินเรื่องปฏิวัติฝรั่งเศสและสงครามโลก ทำให้เบกีนาจเกือบทั้งยุโรปหายไป เหลืออยู่เพียงภายในประเทศเบลเยียมเท่านั้น เบกีนาจเหล่านี้ยังคงสภาพดั้งเดิม ด้วยเหตุนี้ เองชาวเบลเยียมจึงได้เขียนคุณค่าและความสำคัญของเบกีนาจรายงานต่อยูเนสโก จนได้รับการยอมรับเป็นมรดกโลก (Serial Nominations) ในปีคริสตศักราช 1998 

การได้รับการยอมรับเป็นมรดกโลกนั้นมักคำนึงถึงปัจจัยหลัก 4 ประการ คือ คุณค่าโดดเด่นสากล บูรณภาพ ความแท้ และแผนการจัดการมรดกวัฒนธรรม ต่อจากนี้ไปอาจมีสาระนิดหน่อยนะครับ เพราะอยากให้เข้าใจว่าจริงๆ การได้เป็นมรดกโลกนั้นเริ่มกันยังไง และต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

ปกติแล้ว UNESCO มีเกณฑ์ 10 ข้อ ซึ่งหากตัวมรดกวัฒนธรรมนั้นมีคุณค่าเพียงข้อเดียว ก็ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกได้ อย่างเมืองมรดกโลกกรุงศรีอยุธยาของเราผ่านเกณฑ์คุณค่าเพียงแค่ข้อเดียว ก็ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกแล้ว

แต่ที่เบกีนาจ มีคุณค่าโดดเด่นสากล (Outstanding Universal Value) ถึง 3 ประการ คือ 

  1. ลักษณะทางกายภาพของเบกีนาจโดดเด่น จากการตั้งถิ่นฐานที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมทางศาสนาและแบบแผนที่เรียกว่า the Flemish Cultural Region
  2. เบกีนาจเป็นหลักฐานอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของวัฒนธรรมแบบแผน ของกลุ่มผู้หญิงที่มีความเชื่อในยุคกลางบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรป (คุณค่าข้อนี้เป็นข้อเดียวกันกับอยุธยา ซึ่งถือว่าแสดงการพัฒนาและความโดดเด่นของศิลปะชาติไทย)
  3. รูปแบบสถาปัตยกรรมเบกีนาจโดดเด่น ผสมผสานระหว่างลักษณะสถาปัตยกรรมทางศาสนาในยุคกลาง ที่สะท้อนคุณค่าของรูปแบบชีวิตทางศาสนาและสภาพทั่วไปของชุมชนในสังคมนั้น

เมื่อเราพูดถึงบูรณภาพ (Integrity) อาจเป็นคำที่หลายคนเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก อธิบายง่ายๆ ก็คือความครบถ้วนบริบูรณ์ ในความหมายของ UNESCO ลักษณะชุมชนปิดของเบกีนาจ ทำให้รักษาความสมบูรณ์ของชุมชนที่ตั้งอยู่ในเมืองได้อย่างดี นัยหนึ่งคือตัดขาดออกจากเมือง และอีกนัยหนึ่งคือแสดงออกและรักษาอัตลักษณ์ที่ชัดเจนของสภาพดั้งเดิมไว้ได้อย่างดีภายในกำแพงและประตูรั้วล้อมรอบหมู่บ้านนั่นเอง หากเราเปรียบเทียบกับอยุธยา บูรณภาพของอยุธยาคือการที่เจดีย์เก่าต่างๆ ได้รับการรักษาให้อยู่ในสภาพดี และตำแหน่งคูคลองถนนโบราณยังคงแสดงออกถึงความครบถ้วนบริบูรณ์ดั้งเดิม ดังนั้นอยุธยาจึงมีบูรณภาพเป็นที่ยอมรับนั่นเอง

ความแท้ (Authenticity) คำศัพท์นี้ถือเป็นระดับสูงสุด เพราะเป็นของที่อธิบายยากสักหน่อย ขออธิบายง่ายๆ ว่า เราทุกคนเกิดมามีใบหน้าของเราที่ธรรมชาติให้มา ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม ซึ่งหากเราไม่ทำอะไรกับใบหน้านี้เลย เมื่อเวลาผ่านไปจนเราอายุมาก ใบหน้าก็อาจเกิดริ้วรอย กลากเกลื้อน และอื่นๆ 

สิ่งนี้เองเป็นเครื่องสะท้อนว่า ใบหน้าเราผ่านกาลเวลามานาน มีความแท้หนึ่งเดียวที่เป็นใบหน้าเรา ซึ่งหากเราไปทำศัลยกรรม เสริมดั้ง ตาสองชั้น หรือฉีดฟิลเลอร์เข้าไป (สิ่งนี้อาจเปรียบได้ในเชิงอนุรักษ์คือ Repair, Re-habilitation, Reconstruction หรือ Restoration) ถ้าคนยังพอจำได้ว่าเป็นใบหน้าเราอยู่ ก็เท่ากับว่าเรายังมีความเป็นของแท้ แต่วัสดุหน้าเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง ซึ่งถือว่ามีหนึ่งเดียว ไม่เหมือนใคร แต่ความแท้มากน้อยแค่ไหนนั้น ก็วิพากษ์วิจารณ์กันได้ต่อไป

สำหรับมรดกวัฒนธรรมอย่างเบกีนาจ ความแท้ค่อนข้างชัดเจนและเข้าใจได้ง่าย กล่าวคือ ถึงกลุ่มเบอแกนจะหมดไปจากเบลเยียมแล้ว แต่ที่ตั้ง (Setting) ของหมู่บ้านเหล่านี้เองถูกรักษาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ซึ่งเป็นความแท้ที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ของชุมชน ความสงบ และพื้นที่ที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของชุมชนและพื้นที่ปิดล้อม นอกจากนั้นสภาพแวดล้อมแบบยูโธเปีย (Eutopian Setting) ยังคงแสดงออกผ่านรูปแบบสถาปัตยกรรมของชุมชนให้สัมผัสได้ในปัจจุบัน

ท้ายสุด การได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจะต้องมีแผนการจัดการเพื่อรักษา คุณค่า บูรณภาพ และความแท้ให้คงอยู่ต่อไปได้ ซึ่งแผนการจัดการนี้จะต้องถูกเขียนขึ้นอย่างบูรณาการจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อเป็นการยืนยันว่าจะรักษาสภาพที่ดีของมรดกโลกเหล่านี้ต่อไปได้ หากวันใดวันหนึ่งคุณค่า ความแท้ หรือบูรณภาพ ถูกลดทอนไป ก็อาจถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกที่ถูกคุกคาม และอาจถูกเพิกถอนการประกาศได้ในที่สุด ดังนั้น การดูแลรักษาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ต้องกระทำอย่างต่อเนื่องและประเมินตามระยะเวลาที่กำหนดไว้

Great Beguinage Leuven (Groot Begijnhof Leuven)

เนื่องจากงานวิจัยของผมนั้นมุ่งศึกษากำแพงของเบกีนาจที่เมืองเลอเวิน ดังนั้นผมจึงได้มีโอกาสค้นคว้าข้อมูลในหอจดหมายเหตุของเมืองและของมหาวิทยาลัย เพื่อประกอบการเขียนเล่มวิทยานิพนธ์ของผมเป็นส่วนใหญ่ ผมจึงอยากแบ่งปันข้อมูลส่วนที่เป็นประวัติศาสตร์คร่าวๆ เพื่อให้เข้าใจสภาพว่าหมู่บ้านเบกีนาจที่เลอเวินนั้นเกิดขึ้นและพัฒนาอย่างไรจนถึงทุกวันนี้

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
แผนที่เมืองเลอเวินปีคริสตศักราช 1363
ภาพ 1363 PRENT, zonder datum, Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

เบกีนาจในเมืองเลอเวินก่อตั้งขึ้นประมาณปีคริสตศักราช 1232 ซึ่งก่อตั้งขึ้นนอกกำแพงเมือง 

ในยุคแรกเริ่ม เห็นได้จากแผนที่เก่าของเมืองเลอเวินในราวปีคริสตศักราช 1363 ที่ระบุตำแหน่งของโบสถ์นักบุญยอห์นบัปติสต์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำแดเลอ (Dijle) อย่างไรก็ตาม ตอนผมทราบว่าเขามีแผนที่ย้อนกลับไปถึงเมื่อเกือบ 800 ปีที่แล้วก็แอบตกใจนะครับ ที่ไทยเองเวลาค้นเจอแผนที่ร้อยกว่าปีก็รู้สึกมีคุณค่ามากมายแล้ว

Great Beguinage Leuven รีโนเวตหมู่บ้าน 800 ปีของนางชีคาทอลิก เป็นหอพักนักศึกษาในเบลเยียม
ภาพขยายแผนที่เมืองเลอเวินปีคริสตศักราช 1363
ภาพ 1363 PRENT, zonder datum, Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

นอกเหนือไปกว่านั้น แผนที่ยังถูกเขียนเป็นภาพสามมิติไอโซเมตริก ซึ่งแสดงองค์ประกอบสำคัญของเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว เราจะเห็นว่าอาคารโบสถ์ส่วนใหญ่สร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมกอธิกซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น แต่นอกจากตัวโบสถ์แล้วไม่ได้ระบุตำแหน่งอาคารโดยรอบของหมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยทางด้านประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่า หมู่บ้านเริ่มก่อตั้งในปีคริสตศักราช 1305 โดยเป็นอาคารโครงสร้างไม้ประกอบกับดิน ซึ่งเราพอจะเห็นความชัดเจนของหมู่บ้านมากขึ้นจากแผนที่ที่เขียนขึ้นราว 200 ปีให้หลัง ซึ่งให้รายละเอียดของหมู่บ้านเบกีนาจเลอเวินไว้อย่างดี 

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
แผนที่เก่าราวคริสตศตวรรรษที่ 16 แสดงอาณาบริเวณ ‘เบกีนาจเลอเวิน’
ภาพ : the 16th isometric illustration of Groot Begijnhof Leuven by Croÿ

จากแผนที่ เราจะเห็นว่าตัวอาคารโบสถ์ซึ่งสร้างในคริสตศตวรรษที่ 13 รายล้อมด้วยอาคารบ้านเรือนขนาดเล็ก และล้อมรอบด้วยกำแพง ซึ่งภายในกำแพงนี้เองเป็นพื้นที่ที่เหล่าเบอแกนใช้ชีวิตอยู่ 

ซึ่งเมื่อเรามาดูแผนที่เกือบ 400 ปีที่แล้วกันต่อ เราจะเห็นพื้นที่สีเขียวที่ขยายต่อไปด้านทิศใต้ ซึ่งเหล่าผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่า อาจเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่เบอแกนใช้เพาะปลูกเพื่อเลี้ยงดูหมู่บ้าน 

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ภาพวาดทิวทัศน์เมืองเลอวเวินแสดงบรรยากาศของเมืองโดยเราสามารถเห็นหอระฆังของเบกีนาจ (Beguinage) และ ซินควินเทอน (Sint-Quinten) ซึ่งตั้งอยู่กลางภาพ 
ภาพ : Stadsgezicht van Leuven by Antoon Van Den Wijngaerde, [1557-1559] – Oxford, Ashmolean Museum, University of Oxford

เมื่อถึงยุครุ่งเรืองในคริสตศตวรรษที่ 17 อาคารแทบทั้งหมดถูกทดแทนด้วยอาคารก่ออิฐรูปแบบเฟลมมิชเรอเนซองส์ เราอาจเห็นความหนาแน่นของหมู่บ้านได้จากแผนที่ของบราว (Blaeu, 1649) อย่างไรก็ตาม รายละเอียดก็ไม่ได้แสดงอย่างชัดเจนเหมือนแผนที่ในยุคก่อนหน้า เพราะนักประวัติศาสตร์ในยุคต่อมาได้เล่าว่า การเข้าไปในพื้นที่หลังกำแพงนั้นก่อน ค.ศ.​ 1800 เป็นสิ่งที่ยากมาก ข้อมูลจึงอาจไม่ระเอียดดังแผนที่ยุคก่อนหน้า ซึ่งผู้เขียนแผนที่อาจถูกเชื้อเชิญให้เข้าไปวาดเป็นพิเศษ

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
Map of Leuven by BLAEU, 1649
ภาพ : Bibliotheek Campus Arenberg, KU Leuven

นอกจากแผนที่แล้ว ช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ 18 เริ่มมีบันทึกต่างๆ ระบุว่ามีผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านกว่า 300 คน แต่นั่นก็เป็นช่วงที่หนาแน่นที่สุดก่อนเข้าสู่การปฏิวัติฝรั่งเศสในเวลาต่อมา ซึ่งทำให้สิทธิการครอบครองที่ดินเปลี่ยนจากการปกครองตนเองของเบกีนาจ เป็นครอบครองโดยรัฐ Commissie van Openbare Onderstand (Public Welfare Commission) ซึ่งเจ้าของใหม่ก็ใจดียินยอมให้เบอแกนอาศัยอยู่ในที่ดิน และดำเนินกิจวัตรประจำวันต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม จำนวนของผู้อยู่อาศัยลดลงอย่างต่อเนื่อง และส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและเด็กกำพร้า บ้านเรือนถูกปล่อยเช่าในราคาที่ถูก นักประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในยุคดังกล่าวว่า ‘เป็นชุมชนที่มีสถาพถดถอยของหญิงชรา’ 

จุดเปลี่ยน

ฟังไปก็ดูหน้าเศร้านะครับสำหรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และโดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ความถดถอย เมื่อผมค้นคว้าเอกสารในหอจดหมายเหตุของมหาวิทยาลัยและของเมืองเลอเวิน ภาพถ่ายต่างๆ ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 20 ยิ่งสะท้อนสภาพของชุมชน และเบอแกนกลุ่มสุดท้ายที่ภาพถ่ายบันทึกวิถีชีวิตของพวกเขาไว้ได้ ผมจึงขอเลือกสักภาพสองภาพมาแบ่งปันกัน

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
เบอแกนกลุ่มสุดท้ายในเมืองเลอเวิน
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

ผลของการปฏิวัติฝรั่งเศสทำให้ที่ดินตกเป็นของรัฐ ประกอบกับจำนวนที่ลดลงของผู้อยู่อาศัย สภาพการจัดการของเบกีนาจก็เสื่อมโทรมลงจนในที่สุดรัฐต้องประกาศประกาศขายหมู่บ้าน ซึ่งไม่ใช่แค่ประกาศขายอย่างเดียว แต่เป็นการประกาศขายที่ระบุว่า ผู้ซื้อต้องซ่อมหมู่บ้านให้อยู่ในสภาพดีด้วย

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บรรยากาศภายในบ้านพักของเบอแกน
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

ในช่วงเวลานั้นคนสนใจก็มีน้อย และใครจะมีเงินมากพอซื้อและซ่อมหมู่บ้านนี้ได้ นอกไปจากมหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งเมืองเลอเวิน ผ่านการโน้มน้าวของ ศาสตราจารย์เลมอนด์ เลอแมร์ (Prof. Raymond M. Lemaire) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม และหนึ่งในผู้เขียนกฏบัตรเวนิส (Venice Charter) หมู่บ้านแห่งนี้ก็ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราวปีคริสตศักราช 1962 

จากจุดเริ่มต้นนี้เอง มหาวิทยาลัยได้มอบหมายให้ศาสตราจารย์เลอแมร์ บูรณะอาคารในหมู่บ้านทั้งหมด เพื่อใช้เป็นที่พักของอาจารย์ และนักศึกษาจากทั่วโลก นับจากเวลานั้นเองการบูรณะครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ตัวอย่างแบบรังวัดอาคารในช่วงการสำรวจอาคารเพื่อการบูรณะ
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

เริ่มต้นจากการสำรวจอาคารทุกหลัง ซึ่งในขณะนั้นมีสภาพเสื่อมโทรมอย่างมากถึงมากที่สุด เนื่องจากอาคารดูต่อเติมดัดแปลงต่อกันหลายศตวรรษ ทำให้การค้นหาความแท้ไม่ใช่เรื่องง่าย และภายนอกอาคารทั้งหมดทาทับด้วยปูนหมักผสมสีขาว (Limewash-layer) ซึ่งเป็นกระบวนการอนุรักษ์อาคารอย่างหนึ่ง เพื่อรักษาสถาพของอิฐและยาแนวของผนังไม่ให้เสื่อมโทรม

ผ่านการบูรณาการกฏบัตรอนุรักษ์สากลอย่างเวนิสชาร์เตอร์ ศาสตราจารย์เลอแมร์ เลือกบูรณะอาคารให้กลับไปอยู่ในสภาพดั้งเดิมในช่วงศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นสภาพที่ไม่ถูกทาทับด้วยปูนหมักผสมสี ดังนั้น การบูรณะครั้งใหญ่เพื่อลอกชั้นปูนหมักผสมสีออกทั้งหมู่บ้านจึงเกิดขึ้น 

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ภาพถ่ายเปรียบเทียบก่อนและระหว่างบูรณะ
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

การเปิดหน้างานบูรณะอาคารนั้นต้องค่อยๆ ทำ เพราะจริงๆ แล้วการลอกเปลือกอาคารออก นัยหนึ่่งคือการทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไปด้วย แต่หากตัดสินใจแล้วก็ต้องเก็บข้อมูลให้มากที่สุด จากภาพเราจะเห็นว่า เมื่อลอกชั้นปูนหมักผสมสีออก ผนังอิฐเปลือยก็เผยโฉมสู่สายตาผู้คนอีกครั้ง ซึ่งเรารู้ได้ว่าอาคารถูกสร้างเป็นอิฐเปลือยแต่แรก ก็จากลักษณะของการเรียงอิฐที่เป็นแบบแผน

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บางครั้งในชั้นประวัติศาสตร์ก่อนหน้าเราอาจเจอหลักฐานที่บ่งบอกเวลาในการก่อสร้าง เช่นภาพนี้ ภายหลังการลอกชั้นปูนหมักผสมสีออกก็ค้นพบหลักฐาน ซึ่งบ่งบอกว่าอาคารถูกสร้างขึ้นในปีคริสตศักราช 1674
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

จากสภาพภายนอกที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีส้มอิฐ สภาพภายในอาคารเองก็ถูกแทนที่ด้วยเฟอร์นิเจอร์และองค์ประกอบสมัยใหม่ เพื่อตอบรับการอยู่อาศัยในปัจจุบัน ดังนั้น แนวคิดในการอนุรักษ์ของกฏบัตรเวนิสที่กล่าวไว้ว่า การใช้ของใหม่ ควรแสดงออกถึงความแตกต่างจากของเดิมอย่างชัดเจน ก็ได้ถูกถ่ายทอดผ่านการปรับปรุงสภาพภายในนี้เอง

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ภาพร่างแนวคิดออกแบบการอยู่อาศํยภายในอาคารเก่าเพื่อการปรับปรุง
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven
นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บรรยากาศห้องพักใต้หลังคาในเบกีนาจ
ภาพ : Archief R. Lemaire, Centrale Bibliotheek, KU Leuven

นอกจากนั้น แนวคิดการมองหมู่บ้านเบกีนาจในแบบองค์รวม ถูกนำมาใช้ในการปรับปรุงเพื่อสร้างบูรณภาพของพื้นที่ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งในเวลาต่อมา แนวคิดนี้เองได้แผ่ขยายไปจนถึงการจัดการพื้นที่สีเขียวภายในหมู่บ้าน เพื่อให้การอยู่อาศัยของยุคสมัยใหม่ไม่แออัดเหมือนในอดีต

เบกีนาจวันนี้

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บรรยากาศเบกีนาจเลอเวินในฤดูใบไม้ผลิ
ภาพ : dontthinktoomuch.com

หลังจากการบูรณะเสร็จสิ้นลงราวปีคริสตศักราช 1970 อาจารย์และนักศึกษาก็ทยอยเข้ามาอยู่อาศัยจนถึงทุกวันนี้ ณ ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าการเข้ามาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ก็ต้องต่อสู้กับคนเยอะหน่อย เพราะนอกจากราคาค่าเช่าที่ค่อนข้างสูงกว่าอาคารพักอาศัยทั่วไปแล้ว ยังต้องเขียน Motivation letter อธิบายว่าทำไมเบกีนาจถึงควรรับเราเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านนี้ (ก็เพราะเราอยากอยู่ไหม มีตลกร้ายบอกว่าการเข้าอยู่ในเบกีนาจ ยากกว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีก)

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
บรรยากาศเบกีนาจเลอเวินในฤดูร้อน
ภาพ : www.uitinleuven.be

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ถูกปรับปรุงเป็นที่พักอาจารย์และนักศึกษา พื้นที่แห่งนี้ก็มีชีวิติชีวาอีก เพราะนอกจากอาคารมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นแล้ว การที่เป็นพื้นที่สีเขียวของเมือง รวมถึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักในเมืองเลอเวิน ทำให้โดยปกติมักจะมีกิจกรรมมากมายเกิดขึ้นในหมู่บ้าน และในฤดูร้อน ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุ่งหญ้าสีเขียวที่รายล้อมไปด้วยอาคารโบราณ ช่างอบอุ่นและดึงดูดให้มีผู้คนมานอนอาบแดด ดื่มเบียร์กันตามภาษาชาวเบลเยียมอย่างสุขกายสบายใจ

นักศึกษาไทยที่วิจัยกำแพงหมู่บ้านโบราณเบลเยียม พาไปไขความลับในหมู่บ้านแห่งหญิงโสดและแม่ม่าย ซึ่งกลายเป็นพื้นที่มรดกโลก
ในช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว เบกีนาจจะมีคืนแห่งแสงเทียน เทียนนับพันดวงถูกจุดและประดับประดารอบหมู่บ้าน เพื่อให้ผู้คนได้มาเดินชมความงามของหมู่บ้านในยามค่ำคืน และต้อนรับสู่ฤดูหนาวที่ค่ำคืนยาวนานขึ้น
ภาพ : leveninleuven.be
หนึ่งในอาคารเพียงไม่กี่หลังที่ยังใช้ปูนหมักผสมสีฉาบผนังอาคาร เนื่องจากค้นพบว่าเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมก่อนศตวรรษที่ 17 ซึ่งการใช้ปูนหมักประกอบกับโครงสร้างไม้และผนังก่ออิฐ เป็นกรรมวิธีที่ควรอนุรักษ์เนื่องจากเป็นงานช่างของยุคสมัยนั้น
ภาพ : dontthinktoomuch.com

ท้ายที่สุดแล้ว ผมก็ยังนั่งทำวิจัยเรื่องกำแพงเก่าต่อไป เพราะว่าหมู่บ้านทั้งหมดได้รับการบูรณะ แต่กำแพงรอบหมู่บ้านกลับเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้รับการรักษาให้ดีเท่าที่ควร มันยังเป็นพื้นที่สุดท้ายที่ร่องรอยของปูนหมักผสมสียังปรากฏให้เห็นเป็นเครื่องหมายแห่งกาลเวลาที่ไม่ได้ถูกทำลายไป ดังนั้น คำถามที่น่าสนใจมากก็คือ ในพื้นที่ที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญ แต่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์มีสภาพเสื่อมโทรม เราควรจะเสนอแนวทางในการอนุรักษ์ และดูแลรักษาอย่างไร หากมีโอกาส ผมคงได้มีโอกาสแบ่งปันเรื่องกำแพงโบราณอายุกว่า 400 ปีต่อไปครับ 

หากท่านผู้อ่านสนใจอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถเข้าไปในเว็บไซต์ของยูเนสโกได้ครับ

Writer

อภิชาติ กิตติเมธาวีนันท์

โตมากับวัดกาลหว่าร์ หลงใหลในประวัติศาสตร์ คริสตศาสนา และการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load