14 กุมภาพันธ์ 2561
23 K

นักวิ่งเทรล 2 คนพบกันครั้งแรกในรายการ The North Face 100 Thailand 2017 สนามเทรลที่ขึ้นชื่อว่าโหดหินที่สุดในประเทศไทย

1 ปีผ่านไป ทั้งคู่กลับมารายการเดียวกันในฐานะคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกัน บรรยากาศสนามแข่งขันที่ดูร้อนแรงกลายเป็นอบอุ่นขึ้นมาทันที

สำหรับนั่งวิ่งคู่รักสายเทรลแล้ว จะเรียกที่นี่ว่าเป็นที่ฮันนีมูนก็ไม่ผิดนักครับ

อากาศที่เขาใหญ่ปีนี้เย็นสบายผิดกับหลายๆ ปีที่ผ่านมา ผมได้นั่งคุยกับ อุ๊บอิ๊บ-ภคณีย์ บุรุษภักดี ในงาน Expo day ขณะที่เรากำลังนั่งรอ เจ-จันทรบูรณ์ เกรียงชัยไพรพนา นักวิ่งเทรลระดับแนวหน้าของประเทศ

ก่อนหน้านี้ผมรู้จักอุ๊บอิ๊บในฐานะนักวิ่งที่มีชื่อเสียงในวงการเทรลรันนิ่ง และติดตามดูอุ๊บอิ๊บแข่งขันรายการเทรลต่างๆ ซึ่งแต่ละรายการที่อุ๊บอิ๊บลงแข่งล้วนแต่มีระยะและเส้นทางที่ผู้ชายอย่างผมได้แต่นั่งเอาใจช่วยผ่านหน้าฟีดเฟซบุ๊กตาปริบๆ

อุ๊บอิ๊บ ภคณีย์ บุรุษภักดี เจ จันทรบูรณ์ เกรียงชัยไพรพนา

หลงทาง

เส้นทางชีวิตนักวิ่งอุ๊บอิ๊บเริ่มจากรายการวิ่งถนนปกติ ก่อนที่จะเข้าสู่โลกของการวิ่งเทรลเมื่อ 5 ปีก่อนในรายการ The North Face 100 Thailand เช่นเดียวกัน เพราะในตอนนั้นประเทศไทยยังมีรายการเทรลอยู่ไม่มากนัก

การเปลี่ยนบรรยากาศจากวิ่งบนถนนในเมืองมาวิ่งบนดินครั้งนั้น ทำให้อุ๊บอิ๊บเหมือนตกหลุมรักการวิ่งเทรลอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

อุ๊บอิ๊บสนุกและตื่นเต้นตั้งแต่ก้าวแรกที่วิ่งลงไปบนพื้นดิน เธอเล่าว่าใช้เวลากับเทรล 10 กิโลเมตรแรกในชีวิตนานมาก ตอนนั้นไม่ค่อยมีใครรู้จักเทรล เลยอยากถ่ายรูปทุกจุดไปอวดเพื่อนๆ เสน่ห์ของเทรลในความคิดอุ๊บอิ๊บคือการได้ตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆ ที่เจอตลอดเส้นทาง มันมีความพีกอยู่ตลอดเส้นทาง เราไม่รู้ว่าก้าวต่อไปจะเจอดิน เจอทราย หรือจะเจออะไรบ้าง อากาศจะร้อนขึ้น หรือจะเจอร่มไม้ ได้อยู่กับเขา กับธรรมชาติ เวลาวิ่งจบจะคุยกับเพื่อนไม่หยุดเลยว่าได้เห็นนั่นเห็นนี่ระหว่างทางเหมือนกันมั้ย ต่างกับเวลาวิ่งบนถนนในเมือง ที่ความพีกสำหรับอุ๊บอิ๊บคือตอนเข้าเส้นชัยและดูว่าเราได้เวลาที่ดีขึ้นหรือเปล่าเท่านั้น

งานเทรลไม่ได้จัดกันบ่อยๆ มีปีละไม่กี่งาน อุ๊บอิ๊บพัฒนาระยะของตัวเองอยู่เรื่อยๆ ด้วยงานวิ่งถนน จาก  10 กิโลเมตร เป็นฮาล์ฟมาราธอน ระหว่างนั้นก็จะลงวิ่งเทรลทุกรายการที่จัดในไทยสลับกันไปด้วย

จนเมื่ออุ๊บอิ๊บวิ่งถนนได้ถึงระยะมาราธอน และรู้สึกว่าร่างกายพีกมากถึงขั้นลงมาราธอน 3 รายการใน 2 เดือน (อุ๊บอิ๊บบอกว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเท่าไหร่นะครับ) ด้วยความที่เวลาของทั้งสามมาราธอนนั้นดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อุ๊บอิ๊บเริ่มอยากกลับไปวิ่งเทรล ไม่ใช่ระยะสั้นๆ แบบที่เคยวิ่ง แต่เธอมองไปที่ 100 KM

อุ๊บอิ๊บตัดสินใจลงแข่ง 100 KM ครั้งแรกในรายการ The North Face Thailand แต่สิ่งที่อุ๊บอิ๊บมั่นใจต้องทลายลงเมื่อเธอบาดเจ็บและ DNF หรือถูกออกจากการแข่งขัน

และเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ทำให้อุ๊บอิ๊บกลัวการวิ่งเทรล

เจ็บจนเข้าใจ

แม้วิ่งไม่จบ แต่ก็ทำให้อุ๊บอิ๊บเริ่มเข้าใจตัวเองขึ้นว่าความท้าทายของตัวเองในการวิ่งคือการเพิ่มความอดทนและเพิ่มระยะทาง ไม่ใช่การทำเวลาให้สั้นลง อุ๊บอิ๊บเลยกลับมาวิ่งถนนในระยะไกลขึ้นแทนการวิ่งเทรลที่ยังคงเป็นฝันร้ายอยู่

เธอพัฒนาความอดทนของร่างกายจนเพิ่มระยะการวิ่งถนนทางเรียบได้มากที่สุด หลังจากจบรายการวิ่งรายการหนึ่งที่ทำระยะทางได้ถึง 115 กิโลเมตร ความมั่นใจที่จะกลับไปแก้ตัวกับเทรลอีกครั้งก็เพิ่มมากขึ้น

อุ๊บอิ๊บเรียนรู้ว่าทุกอย่างมันมีสเต็ปในการพัฒนาของมัน ไม่ใช่ว่าจบมาราธอนแล้วมั่นใจจนจะข้ามไปถึง 100 KM ได้เลย ร่างกายต้องค่อยๆ พัฒนา สะสมระยะทางและความอดทน

และพร้อมกลับไปแก้สิ่งที่เธอกลัวคือการวิ่งเทรลอีกครั้ง

และแน่นอนว่าต้องกลับมาที่สนามเดิมคือ The North Face 100 Thailand 2015

แน่นอนว่าความพร้อมครั้งนั้นทำให้อุ๊บอิ๊บผ่านบททดสอบจิตใจและร่างกายจบ 100 KM แรกได้ในที่สุด อุ๊บอิ๊บเล่าว่าท่ามกลางความมืด ตอนที่เห็นแสงไฟของเส้นชัยอยู่ไม่ไกล เธอรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก จนเมื่อชื่อของเธอถูกประกาศต้อนรับกลับมาที่เส้นชัย ความกลัวการวิ่งเทรลทั้งหมดก็สลายไป

ผมคุยกับอุ๊บอิ๊บอยู่สักพัก เจก็ตามมาสมทบ

อุ๊บอิ๊บ ภคณีย์ บุรุษภักดี

ผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดา

เจเป็นเด็กหนุ่มจากอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีอาชีพเป็นไกด์พานักท่องเที่ยวฝรั่งขี่จักรยานเสือภูเขาขึ้นลงดอย แต่วันหนึ่งมีฝรั่งต้องการคนที่ขี่จักรยานลงดอยได้เก่งที่สุด บริษัทจึงส่งเจไปปั่นนำทางตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติก็เพราะฝรั่งคนนั้นคือ ไรอัน แบลร์ หัวหน้าทีม The North Face Adventure Team วันนั้นไรอันเห็นความสามารถของเจ และรู้ว่าเด็กคนนี้มีพรสวรรค์ เลยชักชวนมาร่วมทีมด้วย

เจลงแข่งกีฬาผจญภัยให้กับทีม กีฬาผจญภัยคือกีฬาที่ต้องใช้ทักษะของร่างกายหลายอย่าง ทั้งปั่นจักรยานเสือภูเขา พายเรือ ว่ายน้ำ และการวิ่งเทรล ที่ตอนหลังเจเริ่มสนใจที่จะลงแข่งรายการวิ่งเทรลควบคู่ไปด้วย

ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เจคือการเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 7 และเป็นคนไทยคนแรกที่เข้าเส้นชัยในรายการ HK 100 หรือ Vibram Hong Kong 100 ซึ่งเจถือเป็นม้ามืดเหนือความคาดหมายมากในรายการนั้น และหลังจากนั้น ชื่อของเจเริ่มถูกพูดถึงและเป็นที่สนใจของวงการวิ่งเทรลบ้านเรา

รู้ทั้งรู้

เมื่อเจมานั่งร่วมวงคุยกันแบบนี้ทำให้ผมนึกถึงตอนที่สองคนนี้เจอกันครั้งแรก อุ๊บอิ๊บพบกับเจโดย ‘กามเทพป๊อก’ หรือพี่ป๊อก-อิทธิพล สมุทรทอง ขณะที่ Live สัมภาษณ์เจในฐานะนักวิ่ง ขณะที่สัมภาษณ์ก็เห็นว่าอุ๊บอิ๊บมานั่งดูอยู่ด้วย เลยออกปากแซวว่าวันนี้เจพาแฟนมาด้วย แล้วก็เชิญอุ๊บอิ๊บมานั่งเป็นแขกรับเชิญแบบงงๆ

เหตุการณ์ผ่านไป 1 ปี สองคนนี้ก็กลายเป็นแฟนกันจริงๆ โดยที่พี่ป๊อกก็ทั้งงง ทั้งยินดี กับผลของการแซวเล่นของตัวเองครั้งนั้น

ต้นเหตุเหมือนจะเป็นเรื่องแซวเล่นและดูบังเอิญ ใครจะรู้ว่าที่จริงก็ไม่บังเอิญขนาดนั้น อุ๊บอิ๊บเล่าว่าวันนั้นก็ตั้งใจไปนั่งดูเจอยู่แล้ว เคยได้ยินชื่อเจอยู่บ่อยๆ จากการติดอันดับหลายรายการระดับสากล แต่กลับแทบไม่มีใครรู้จักเจมาก่อน และพอเริ่มมีคนพูดถึงเจมากขึ้น อุ๊บอิ๊บก็เริ่มสนใจว่าคนที่ชื่อเจคือใคร จนรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นแฟนคลับเจไปเสียแล้ว

ในปีนั้นอุ๊บอิ๊บบาดเจ็บหนักจากการลงแข่งขันหลายรายการจนต้องหยุดวิ่งไประยะหนึ่ง ครั้งนั้นมาเพื่อเป็นทีมซัพพอร์ตให้กับเพื่อน แต่ทันทีที่รู้ว่าเจลงแข่ง 100 KM ในรายการนั้น อุ๊บอิ๊บเลยเปลี่ยนใจเป็นคนคอยซัพพอร์ตเจทันที ด้วยการตามไปให้น้ำในจุดต่างๆ เจผู้ไม่รู้จักอุ๊บอิ๊บมาก่อนก็เริ่มคุ้นหน้าผู้หญิงคนนี้มากขึ้น

ผลคือปีนั้นเจจบรายการแข่งขัน The North Face 100 Thailand ครั้งแรกของตัวเองด้วยการเข้าเส้นชัยอันดับ 2

หลังจบงานอุ๊บอิ๊บส่งรูปของเจที่ตัวเองถ่ายไว้ตามจุดต่างๆ ให้กับเจ ทำให้ทั้งคู่เริ่มคุยกันตั้งแต่นั้นมา

เจ จันทรบูรณ์ เกรียงชัยไพรพนา

เธอดีเกินไป

เจเป็นผู้ชายนิ่งๆ เงียบๆ แต่ดูใจดี ผมพบเจครั้งแรกยังรู้สึกได้ถึงความเป็นคนจริงใจ ไม่แปลกใจที่เจให้ความรู้สึกอุ่นใจกับอุ๊บอิ๊บ ถึงจะอยู่ไกลกันเจทำงานอยู่เชียงใหม่ ส่วนอุ๊บอิ๊บอยู่ที่กรุงเทพ ครั้งหนึ่งเจกำลังไปแข่งที่ต่างจังหวัด พอทราบว่าอุ๊บอิ๊บป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล เจก็ขับมาหาทันที แล้วค่อยขับรถไปแข่ง พอแข่งเสร็จก็ขับกลับมาอยู่เป็นเพื่อน  เจมาอยู่เป็นเพื่อนจนอุ๊บอิ๊บหายดี แล้วค่อยกลับไปเชียงใหม่ ทำให้อุ๊บอิ๊บรู้ว่าเจเป็นคนที่คอยอยู่ข้างๆ เสมอเวลามีเรื่องไม่ดี เหตุการณ์นั้นทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มเพิ่มความเร็วขึ้น 

อยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม

หลังจากมีอาการบาดเจ็บที่รุมเร้าตลอดปี อุ๊บอิ๊บได้เจเป็นแรงบันดาลใจในการกลับมาซ้อมอีกครั้งหนึ่ง โดยมีเป้าหมายว่าอยากกลับมาวิ่งระยะไกลให้ได้เหมือนก่อน

ก่อนหน้านี้หากการแข่งขันมีระยะให้เลือกลงแข่ง อุ๊บอิ๊บจะเลือกลงในระยะสูงสุดเสมอ เพื่อต้องการเอาชนะใจตัวเอง นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เจ็บหนัก จนเจต้องบอกว่าไม่ต้องเลือกเอาระยะสูงสุดเสมอไปก็ได้ ลงเท่าที่เราไหว ค่อยเป็นค่อยไป ความเป็นคนใจเย็นของเจช่วยปรับให้คนที่ร้อนอย่างอุ๊บอิ๊บค่อยเย็นลงมาด้วย

อุ๊บอิ๊บ ภคณีย์ บุรุษภักดี เจ จันทรบูรณ์ เกรียงชัยไพรพนา

อุ๊บอิ๊บ ภคณีย์ บุรุษภักดี เจ จันทรบูรณ์ เกรียงชัยไพรพนา

เราไปด้วยกันไม่ได้

ผมเห็นในหน้า Facebook ของอุ๊บอิ๊บอยู่บ่อยๆ ว่าทั้งคู่มักจะซ้อมวิ่งด้วยกัน ความเข้าใจของผมคือทั้งคู่วิ่งขึ้นดอยไปด้วยกัน 2 คน แต่ที่จริงไม่ใช่อย่างที่ผมคิด อุ๊บอิ๊บบอกว่าชาตินี้ทั้งชาติก็วิ่งไม่ได้แบบเจ และบอกกับเจด้วยว่าไม่ต้องลดความเร็วลงมาเพื่อให้เท่ากับอุ๊บอิ๊บ เพราะนั่นจะทำให้เจไม่ได้อะไรเลย

แต่ทุกอย่างมีทางออก  

ทั้งคู่ออกแบบการซ้อมแบบน่ารักๆ ด้วยกันจนลงตัว ด้วยการเริ่มซ้อมวิ่งขึ้นดอยพร้อมๆ กัน แต่อุ๊บอิ๊บจะให้เจวิ่งขึ้นไปในความเร็วของเจ ส่วนอุ๊บอิ๊บก็จะค่อยๆ วิ่งด้วยความเร็วที่ช้ากว่าตามขึ้นไป ส่วนเจ เมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะวิ่งวกกลับลงมาหาอุ๊บอิ๊บเพื่อวิ่งด้วยกันอีกสักพัก แล้วก็วิ่งไปข้างหน้าอีกด้วยความเร็วเดิม ทำแบบนี้สลับกันไปเรื่อยๆ เจก็ได้ระยะทางที่เพิ่มขึ้นไปในตัว

ไม่มีเวลา

1 ปีผ่านไป ทั้งคู่กลายเป็นสามีภรรยา อาจจะดูว่าเป็นช่วงเวลาที่เร็ว แต่กับนักวิ่งทั้งคู่ที่ความเร็วไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าระยะทางที่เพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ

“จะเร็วหรือไม่เร็ว ระยะเวลาไม่ใช่ตัววัดของผม 1 ปีไม่ได้มีผลในการตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือกับใคร แต่สำคัญที่ว่าได้อยู่กับใครแล้วมีความสุขตลอดไปมากกว่า” เจตอบด้วยสายตาจริงใจ

ไม่ธรรมดาอีกแล้วนะครับผู้ชายคนนี้

เริ่มใหม่อีกครั้ง

หลังจากอาการบาดเจ็บหายดี อุ๊บอิ๊บกลับมาลงแข่งรายการ The North Face 100 Thailand 2018 อีกครั้ง และเลือกลงระยะ 50 KM ถึงไม่ใช่ระยะสูงสุดของรายการนี้ แต่อุ๊บอิ๊บก็อยากใช้สนามที่มีความผูกพันกับตัวเองมาตลอดเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองอีกครั้ง ด้วยกำลังใจและแรงบันดาลใจที่มีอยู่ใกล้ตัวอย่างเจ

——

ส่วนเจรองแชมป์เก่าของระยะ 100 KM ในปีนี้มีอาการบาดเจ็บเลยขอลดระยะลงมาเหลือ 25 KM แทน และอย่างที่เดาไว้ไม่ผิดครับ เข้าเป็นอันดับหนึ่งชนิดที่อันดับหนึ่งของระยะ 15 KM ยังไม่เข้าเส้นชัยด้วยซ้ำ

ผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ

อุ๊บอิ๊บ ภคณีย์ บุรุษภักดี เจ จันทรบูรณ์ เกรียงชัยไพรพนา

ขอบคุณภาพจาก : The North Face Thailand และ อุ๊บอิ๊บ-ภคณีย์ บุรุษภักดี

Cloud Running

เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจของบุคคลน่าสนใจในวงการวิ่ง

ตอนนี้เมืองไทยมีรายการวิ่งมากถึง 1,500 รายการทั่วประเทศ มีนักวิ่งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติกว่า 15 ล้านคนที่สนใจการวิ่งแข่งขันในแต่ละปี

ความสนใจในกีฬาใช้ฝีเท้าที่มากมายมหาศาล ทำให้ภาครัฐและเอกชนอยากสนับสนุนกีฬานี้อย่างจริงจัง และผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Sport Destination ของนักท่องเที่ยวที่สนใจกีฬา

“เป้าหมายพื้นฐานของเราคือสุขภาพของประชาชนชาวไทย ตามมาด้วยการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐในเรื่องการรักษาพยาบาล แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทุกคนร่วมมือกันมาทำตรงนี้ คือทำให้กีฬาสร้างรายได้ให้ประชาชน สร้างอุตสาหกรรมกีฬาให้คนในจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นที่พัก อาหาร โรงแรม ขนส่งในจังหวัดควรมีรายได้ ถ้าภาครัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนให้งานวิ่งในเมืองไทยได้มาตราฐานระดับโลก นักท่องเที่ยวด้านกีฬาจะหลั่งไหลเข้ามาอีก” 

ทนุเกียรติ จันทร์ชุ่ม ผอ. การฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย

ทนุเกียรติ จันทร์ชุ่ม ผอ. การฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย ตัวแทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอธิบายในฐานะตัวแทนภาครัฐ

“แต่ก่อนประเทศไทยเรามุ่งเน้นการส่งออก พอการส่งออกลดลง ก็มีการท่องเที่ยวนี่แหละที่เป็นตัวสร้าง GDP ให้เติบโต จากประสบการณ์ที่เราดึงงานใหญ่ๆ ไปลงในเมืองต่างๆ คนในเมืองทั้งทางราชการ เอกชน หรือประชาชนทั่วไป เขาพอใจเพราะงานจะช่วยเศรษฐกิจในพื้นที่เขา ของที่ชาวบ้านทำก็ขายได้ มีการประชาสัมพันธ์เมืองเขาให้คนได้รู้จักมากขึ้น 

“บ้านเราได้เปรียบที่โลเคชันใจกลางอาเซียน สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละภาคก็สวยงามหลากหลาย คนไทยมีอัธยาศัยดี เป็นเจ้าบ้านที่มีมิตรไมตรีอยู่แล้ว พอมีงานวิ่งหรือกิจกรรมอื่นที่มีคุณภาพเข้ามา ก็ช่วยทำให้เศรษฐกิจแต่ละที่ดีขึ้น”

ศุภวรรณ ตีระรัตน์ รอง ผอ. สายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (สสปน. หรือ TCEB) อธิบายเหตุผลที่หน่วยงานของเธอสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานของการจัดงานวิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางหรือการจัดงานที่ได้มาตราฐานของสหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ (IAAF) จะทำให้เกิดการยกระดับงานและบุคลากรไปโดยอัตโนมัติ

TCEB ตั้งใจสนับสนุนให้นักจัดงานชาวไทยจัดการแข่งขันได้ตามมาตรฐานนานาชาติ สร้างเครือข่ายให้พวกเขาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และช่วยกันพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาในบ้านเราเอง

ศุภวรรณ ตีระรัตน์ รอง ผอ. สายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (สสปน. หรือ TCEB)

ด้วยเหตุผลนี้เอง Global Running Summit 2019 การประชุมวิ่งมาราธอนจึงถูกจัดขึ้นที่เชียงราย โดยมีวิทยากรจากงานวิ่งระดับโลกมาให้ความรู้ด้านการจัดแข่งขัน

สำหรับบางคน โตเกียว ลอนดอน เบอร์ลิน ชิคาโก นิวยอร์ก และบอสตัน อาจเป็นแค่ชื่อเมืองใหญ่ๆ ในโลก

 แต่สำหรับนักวิ่งมาราธอนจำนวนมาก เมือง 6 เมืองนี้คือจุดหมายในการแข่งขัน คือเส้นชัยที่อยากพิชิตให้ได้สักครั้ง 

ภายในงาน Global Running Summit นี้ กูรูนักจัดงานวิ่งจากเมืองต่างๆ เดินทางมาแบ่งปันเคล็ดลับการจัดงานวิ่งที่ดีและดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก 

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

หนึ่งในนั้นคือ Andy Deschenes ผู้เป็น Start Line Director ของ Boston Marathon รองประธานของ DMSE Sports จัดงานมาราธอนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และขึ้นชื่อว่าสมัครได้ยากที่สุดในโลก

รายการมาราธอนอายุ 123 ปี ระดับ Gold Label ของIAAF เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มาราธอน จากเคยเป็นสนามสำหรับนักวิ่งชายเท่านั้น นักวิ่งหญิงก็ต่อสู้ให้โลกเห็นว่าเพศไหนก็วิ่งได้ที่รายการนี้

ในปี 2013 เกิดเหตุวางระเบิดที่บอสตันมาราธอนจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก แต่บอสตันมาราธอนก็ฟื้นตัวกลับมาเป็นที่หมายปองของนักวิ่งทั่วโลกไม่เปลี่ยนแปลง

รายการวิ่งนี้เอาชนะใจผู้คนทั่วโลกอย่างไร มีวิธีการทำงานอย่างไร และคนจัดงานคิดอย่างไรกับการสร้างงานวิ่งดีๆ ที่เมืองไทย ลองไปอ่านความคิดของเขาได้เลย

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

บอสตันมาราธอนถึงเป็นงานวิ่งที่จัดติดต่อกันได้นานที่สุดในโลก ขนาดช่วงสงครามโลกยังไม่หยุด เคล็ดลับที่ทำให้งานแข่งวิ่งนี้ดึงดูดใจนักวิ่งมาตลอดคืออะไร

ตอนนี้งานวิ่งหลายงานในอเมริกาที่จัดต่อเนื่องมา 45 – 50 ปีแล้วกำลังพยายามตอบคำถามนี้อยู่เหมือนกัน จะทำอย่างไรให้งานวิ่งของเราทันยุคทันสมัย และทำไมนักวิ่งต้องมาวิ่งในงานของเรา บอสตันเลยจุดนั้นไปแล้วเพราะเป็นงานที่เก่าแก่จนกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วว่าถ้าคุณเป็นนักวิ่ง คุณต้องมาบอสตัน ความเก่าแก่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนอยากมาวิ่ง แต่คนจะไม่มาถ้าพวกเขาเจอประสบการณ์แย่ๆ ดังนั้น เราพยายามสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุด เจ๋งที่สุดในทุกปี วันแข่งวิ่งต้องเป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา

การตั้งเกณฑ์ให้สมัครได้ยากมากๆ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนอยากมาด้วยรึเปล่า

ใช่ครับ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมาวิ่งที่บอสตัน งานนี้เลยยิ่งน่าวิ่งเข้าไปอีก เป็นธรรมเนียมไปแล้วว่าการแข่งวิ่งที่บอสตันต้องยาก เราเป็นงานวิ่งงานเดียวในโลกที่ผู้เข้าแข่งขันต้องผ่านมาตรฐานให้ได้ก่อน การสร้างมาตรฐานที่เป็นธรรมก็ยาก ตอนนี้ผมว่ามาตรฐานเราใช้ได้แล้ว แต่มันก็น่าผิดหวังสำหรับคนที่ไม่ผ่านนั่นแหละ

นักวิ่งบอสตันมาราธอนต้องซ้อมหนักมากเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ พวกเขาเป็นคนที่พัฒนาตัวเองสู่ขีดสุดความสามารถ ลำพังการวิ่งมาราธอนก็เป็นเรื่องยากมากๆ แล้ว แต่การสมัครบอสตันมาราธอนให้ผ่าน คุณต้องวิ่งได้เร็วมาก พวกเขาถึงได้ตื่นเต้นและภูมิใจที่ได้เข้าร่วม แค่ได้มาอยู่ที่จุดเริ่มวิ่งก็เป็นความสำเร็จแล้ว

ผมทำงานนี้มา 24 ปีแล้ว ความยากของงานนี้ทำให้การแข่งขันมีความหมายมาก วันก่อนแข่ง นักวิ่งจากทั่วโลกจะมาที่จุดเริ่มวิ่งเพื่อเตรียมตัวและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก งานนี้พิเศษมากสำหรับคนมากมาย ความฝันของพวกเขาคือการได้มาวิ่งที่บอสตัน เป็นหน้าที่ของผมที่จะทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงดีเทียบเท่าความคาดหวัง

คุณบอกว่าการเตรียมงานวิ่งใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน แล้วคุณใช้เวลาในการเตรียมงานบอสตันมาราธอนนานแค่ไหน

อย่างน้อย 8 เดือนครับ งานจัดเดือนเมษายน แต่เราเตรียมงานตั้งแต่เดือนกันยายนปีก่อนหน้า เอาจริงๆ ในวันงาน ผมก็วางแผนงานปีถัดไปแล้วนะว่าจะปรับปรุงอะไรบ้าง 

เราจัดงานวิ่งประมาณ 30 งานต่อหนึ่งปีทั่วอเมริกา บอสตันมาราธอนเป็นงานใหญ่ที่สุดในรอบปี นอกจากนั้นก็มีงานวิ่ง 10 กิโลเมตร (มินิมาราธอน) ที่จัดติดต่อกัน 40 – 50 ปี และมีงานวิ่งใหม่ๆ เข้ามาสม่ำเสมอ 80 เปอร์เซ็นต์ของงานวิ่งเหมือนเดิมครับ 

ช่วงที่คนอเมริกันนิยมแข่งวิ่งมากที่สุดคือช่วงไหน

ส่วนใหญ่คือช่วงฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง ช่วงใบไม้ร่วงประมาณกันยายน-ตุลาคมนี่งานชุกที่สุด เราจัดงานวิ่ง 2 – 3 งานในเมืองต่างๆ พร้อมกันในช่วงสุดสัปดาห์ 

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

อะไรคือความเปลี่ยนแปลงที่คุณเห็นในช่วงเวลาที่จัดงานวิ่งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

ที่ชัดเจนมากคือเรื่องความปลอดภัย เหตุระเบิดที่บอสตันเปลี่ยนทุกอย่างไปมาก เทคโนโลยีเองก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะ และจะเปลี่ยนมากกว่านี้อีก ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ ผมชอบเทคโนโลยี และเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ นักวิ่ง ตอนนี้นักวิ่งประมาณครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิง ในช่วง 5 – 10 ปีมานี้ มีผู้หญิงสนใจวิ่งแข่งมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งดีมาก

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จำนวนคนสนใจแข่งวิ่งสม่ำเสมอมาตลอด ไม่ค่อยเปลี่ยน แต่ประเภทการแข่งที่เปลี่ยนไป มาราธอนน้อยลง มีฮาล์ฟมาราธอนมากขึ้น เห็นได้ชัดเลยว่าคนสนใจฮาล์ฟมาราธอนมากครับ

เส้นทางวิ่งบอสตันมาราธอนคล้ายๆ เดิมมาตลอด สิ่งที่ยากที่สุดในการทำหน้าที่เดิมซ้ำๆ ทุกปีคืออะไร

คำถามนี้น่าสนใจ จริงๆ มันไม่เหมือนเดิมทุกปีหรอกครับ คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่ามันเหมือนกัน บอสตันมาราธอนเป็นการวิ่งรอบเมือง เส้นทางเลยซับซ้อน มีถนนและทางแยกมากมาย ผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากการจัดงานก็มีเยอะ เป็นความท้าทายที่เราอยากเอาชนะและทำให้งานสมบูรณ์แบบ 

หลังจบงานทุกปีเราจะวิเคราะห์กันว่าอะไรใช้ได้ ใช้ไม่ได้ อะไรควรเปลี่ยน มีหลายอย่างที่เราเห็นแต่นักวิ่งไม่ทันสังเกต เช่น ป้ายสัญลักษณ์ ทุกปีเราจะปรับให้ตัวหนาขึ้น ตัวใหญ่ขึ้น อ่านง่ายขึ้น หรือทำป้ายให้มากขึ้น หรือหาที่ติดป้ายใหม่ เราหมกมุ่นกับเรื่องที่นักวิ่งไม่จำเป็นต้องเห็น เราชอบจัดการเรื่องเล็กๆ และตั้งใจดูแลวิธีที่ผู้คนเข้าร่วมบอสตันมาราธอน เขาจะเริ่มต้นยังไง ประสบการณ์ที่เขาได้รับเป็นยังไง 

เราทุกคนฟังความเห็นของนักวิ่ง อยากฟังว่าเขาวิ่งแล้วเป็นยังไง จุดเริ่มต้นดีมั้ย มีปัญหามั้ย มีอะไรที่เราช่วยได้บ้าง เราตั้งใจฟังมุมมองของนักวิ่งทั้ง 30,000 คน เพื่อหาวิธีทำให้งานสมบูณ์แบบที่สุด

ความเห็นของนักวิ่งมาจากทางไหนบ้าง

เราได้รับความเห็นออนไลน์ ข้อความเสียง ผู้คนมาบอกเอง เวลาผมเดินไปไหนในงานบอสตันมาราธอน คนจะเข้ามาหาแล้วบอกว่าการแข่งขันเป็นยังไงบ้าง เราต้องตั้งใจฟัง เพราะความเห็นจะมาหาเราเสมอ หลายความเห็นน่าสนใจ เพราะเรารู้รายละเอียดทุกอย่างว่าทำไมต้องจัดการแบบนี้ บางครั้งจะมีคนบอกว่า ทำไมไม่แก้ปัญหาแบบนั้นแบบนี้ล่ะ แต่ปัญหาเดียวอาจมีเหตุผลเบื้องหลังสัก 15 ข้อที่ทำให้เปลี่ยนได้หรือเปลี่ยนไม่ได้ 

ในสายตาของนักวิ่ง วิธีแก้ปัญหาง่ายเสมอ แต่ในสายตาคนทำงาน เรารู้ว่าข้อจำกัดของงานคืออะไร และบางอย่างก็เปลี่ยนไม่ได้ 

เช่นอะไรบ้าง

บอสตันมีพื้นที่จำกัด บางคนอยากให้เราขยายพื้นที่วิ่งใหญ่ขึ้น มีพื้นที่เยอะๆ จะได้วิ่งสะดวก แต่เราไม่มีที่แล้วไงครับ เราขยายพื้นที่ว่างที่มีหมดแล้ว หรือตอนนี้เราปล่อยนักวิ่ง 4 ช่วงเวลา ก็มีคนอยากให้ปล่อยช่วงที่ 5 จะได้รับนักวิ่งให้มากขึ้น แต่นักวิ่งอีกช่วง หมายถึงเวลาที่มากขึ้น หมายถึงบอสตันจะได้รับผลกระทบนานขึ้น 45 นาที ยิ่งมีคนมากขึ้นเท่าไหร่ ระยะเวลาจัดงานก็มากขึ้นเท่านั้น ค่าใช้จ่ายก็มากขึ้น ตำรวจต้องทำงานนานขึ้น ทีมงานต้องอยู่บนท้องถนนนานขึ้น ถามว่าเรารับนักวิ่งมากขึ้นได้มั้ย จัดงานให้ใหญ่ขึ้นได้มั้ย ได้ครับ แต่เราต้องมีพื้นที่และเวลาที่มากกว่านี้ และค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นมากๆ 

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก
คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

ช่วงที่บอสตันมาราธอนเจอปัญหาหนักอย่างเหตุระเบิด ทำอย่างไรให้คนเชื่อมั่นและอยากกลับมาวิ่งอีกครั้ง

คนมากมายตั้งใจกลับมาวิ่งและไม่ยอมให้เรื่องนี้ขวางความตั้งใจ เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมาก แทนที่จะหวาดกลัว ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม คนอยากกลับมาเอาชนะการแข่งขันให้ได้ นอกจากนี้เรายังเจอความท้าทายอื่นๆ อย่างสภาพอากาศ สองปีที่แล้ววันงานอากาศแย่มาก หนาวมาก เปียกมาก หิมะเกือบตก แต่ 4 ปีที่แล้วแดดจ้า อุณหภูมิ 30 องศา ทั้งที่นักวิ่งแถบนั้นซ้อมวิ่งตลอดฤดูหนาวที่หนาวเย็นมาก  

อากาศจะเป็นยังไงเราก็จัดงานอยู่ดี เวลาคนบอกว่าดูเหมือนว่าวันงานฝนจะตกนะ คุณจะทำยังไง คำตอบคือจัดงานต่อ เราแค่ต้องคิดว่านักวิ่งต้องเจออะไรบ้าง ถ้าอากาศร้อน พวกเขาก็ต้องการน้ำ ถ้าอากาศหนาว พวกเขาต้องมีอุปกรณ์กำบังลมฝน ไม่ว่ายังไงก็ตาม บอสตันมาราธอนต้องเกิดขึ้นได้ 

ร้อนหรือหนาว แบบไหนแย่กว่ากัน

สำหรับหน่วยพยาบาล ร้อนแย่กว่ามาก 2 ปีที่แล้วที่อากาศหนาว คนวิ่งได้ดีกว่ามาตราฐานที่เคยทำไว้ตอนอากาศร้อน อย่างเมืองไทยอากาศร้อน เรื่องนี้แก้ได้ด้วยการวิ่งตอนเช้ามืด เรื่องนี้จัดการได้ครับ 

การแก้ปัญหาอื่นๆ ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มี ผู้จัดงานวิ่งมีหน้าที่รับผิดชอบอุปกรณ์ หน่วยพยาบาล และของที่ต้องใช้ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นยังไง ผมไม่กลัวมาราธอนที่จะเกิดขึ้นเพราะเราเตรียมตัวไว้ก่อน 

บอสตันมาราธอนมีอาสาสมัครหลักหมื่นคน ทำยังไงให้ชาวเมืองรักการแข่งวิ่งขนาดนั้น

เพราะมันเป็นธรรมเนียมแล้วว่าต้องเป็นอาสาสมัคร เรามีครอบครัวอาสาสมัครที่ดูแลสถานีแจกน้ำมา 20 ปี พวกเขาพาเด็กๆ มาเรียนรู้เพื่อที่จะทำหน้าที่นี้ต่อไปอีก 20 ปีตามธรรมเนียมครอบครัว บางคนทำงานนี้มามากกว่า 40 ปีแล้ว ขนาดผมทำมา 24 ปียังเป็นเด็กใหม่ไปเลย 

งานวิ่งอื่นต้องออกไปขอร้องคนให้มาช่วย แต่งานนี้เราต้องปฏิเสธคน เพราะมีอาสาสมัครมากเกินไป 

คนเป็นอาสาสมัครได้อะไร

เสื้อแจ็กเก็ตสีแดง แลกกับเวลาทำงาน 4 ชั่วโมง แค่นั้นแหละครับ บางคนต้องยืนตากฝนถึง 12 ชั่วโมง แต่คนมากมายก็ยินดีทำงานนี้ พวกเขารู้ว่านักวิ่งทั่วโลกพยายามมากๆ ที่จะได้มาวิ่งที่บอสตันมาราธอน ดังนั้น เราควรดูแลเขาให้ดีที่สุดก่อนเขาจากไป ช่วยดูแลความปลอดภัย ช่วยแจกน้ำ ทำให้เขารู้สึกเป็นบวกมากที่สุดระหว่างอยู่ที่บอสตัน 

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

เคล็ดลับที่ทำให้ชาวบอสตัน ตำรวจ หน่วยพยาบาล และทุกคน ช่วยกันจัดงานวิ่งนี้คืออะไร

การสื่อสารแต่เนิ่นๆ เราเตรียมงานตั้งแต่กันยายน เราพูดคุยกับหน่วยงานสาธารณะ ตำรวจ หน่วยพยาบาล และฝ่ายอื่นๆ ภายในปีนั้นเพื่อให้ทุกคนรู้แผนการวันจัดงานในปีถัดไป ผมสังเกตจากงานอีเวนต์ใหม่ๆ หรืองานอื่นในเมืองอื่น ถึงได้เข้าใจว่าเราโชคดีแค่ไหนที่มีบอสตันเป็นแบบอย่าง 

ทุกคนรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง ในงานวิ่ง ตำรวจไม่ควรมีหน้าที่บอกทางให้นักวิ่ง แต่มีหน้าที่ดูแลฝูงชนให้เป็นที่เป็นทางและทำให้ทุกคนปลอดภัย ส่วนอาสาสมัครมีหน้าที่บอกเส้นทาง ทุกคนถูกฝึกมาให้ทำหน้าที่ต่างกัน ดังนั้น ต้องแยกงานให้ชัดเจน 

ถ้าใครจะเกษียณตัวเอง เขาจะพาคนใหม่มาเรียนรู้สัก 2 – 3 ปีล่วงหน้าเพื่อทำหน้าที่แทน พอถึงเวลาส่งไม้ต่อ คนใหม่ที่มาก็เข้าใจและรู้ว่าต้องทำอะไร ทุกๆ ปีการทำงานกับชาวเมืองเป็นงานที่ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะทุกคนทุ่มเทมากๆ ต่างจากเมืองใหม่หรือการแข่งขันใหม่ๆ เพราะคนไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไร

แล้วชาวเมืองคนอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากงานวิ่งล่ะ คุณรับมืออย่างไร

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ทุกคนพอใจ คนมักบ่นเสมอ เราทำงานส่วนที่เราทำได้คือสื่อสารล่วงหน้าบ่อยๆ ให้คนรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอโทษที่เราต้องปิดถนนเวลากี่โมงถึงกี่โมง ถ้าเราทำได้ตามเวลาที่กำหนด ถึงคนจะบ่น อย่างน้อยเราก็ซื่อสัตย์และตรงต่อเวลา บอสตันมาราธอนจัดมา 123 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่ตกใจเวลามีการปิดถนนอยู่ บางเมืองในอเมริกาจัดงานวิ่งติดๆ กันในช่วงสุดสัปดาห์ เดี๋ยวมาราธอน เดี๋ยวฮาล์ฟมาราธอน เดี๋ยว 10 กิโลเมตร คนก็เบื่อที่ถนนปิดตลอด ถึงจะกระตุ้นเศรษฐกิจเมือง แต่การจราจรมีปัญหาก็ไม่ได้ เราต้องหาสมดุลระหว่างข้อดีของมาราธอนและความเป็นอยู่ของเมือง

การจัดงานวิ่งระยะสั้น ง่ายกว่าจัดมาราธอนรึเปล่า

ไม่เลยครับ ทุกงานใช้คนทำงานเยอะ และต้องทำงานล่วงหน้าไม่ต่างกัน การจัดงานวิ่ง 5 กิโลเมตร หรือ 10 กิโลเมตรอาจจะจัดเส้นทางง่ายกว่า เพราะพื้นที่เล็กกว่า ไม่ต้องปิดถนนใหญ่ แต่การจัดการระยะเวลาและพัฒนาแผนปฏิบัติงานยังคล้ายๆ เดิม

แต่ถ้าเป็นงานวิ่งหรือเดินสนุกๆ ง่ายกว่า เพราะความกดดันเรื่องเวลาและความปลอดภัยน้อยกว่า ไม่จำเป็นต้องเป๊ะมาก คนจัดก็ผ่อนคลายขึ้น

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

จากประสบการณ์ของคุณ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้งานวิ่งงานหนึ่งประสบความสำเร็จ

ไม่มีสูตรตายตัวเลยครับ อะไรคือเวทมนตร์ที่ทำให้คนอยากมางานวิ่งของเรา บางงานเป็นสถานที่ อย่างเมืองไทยน่าวิ่งมาราธอนเพราะสวยมากๆ มีสิ่งที่สถานที่อื่นในโลกไม่มี ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมหรือความสวยงาม แต่ละงานก็แตกต่างกันไป ไม่เหมือนกันสักที่ เรามีงานวิ่งที่จัดบนสะพานยาวมากๆ ซึ่งจะเปิดเฉพาะวันที่แข่งวิ่งเท่านั้น ทำให้คนอยากไป แต่มันก็ไม่เหมือนกับบอสตัน ไม่เหมือนกันนิวยอร์ก แต่ละงานมีของดีของตัวเอง งานวิ่งที่มีปัญหาคืองานที่ยังไม่พบจุดแข็งหรือเอกลักษณ์ของตัวเอง ที่สำคัญ ความร่วมมือระหว่างผู้จัดงาน ภาครัฐ และผู้สนับสนุนทุนต้องดีด้วย ไม่งั้นการทำงานจะยากมาก

เป็นไปได้มั้ยที่เมืองไทยจะกลายเป็นจุดหมายของนักวิ่งจากทั่วโลกบ้าง

ผมว่าเป็นไปได้มากนะ เมืองไทยมีเอกลักษณ์ที่หาไม่ได้ที่อื่น โดยเฉพาะวัฒนธรรมที่แตกต่าง น่าจะทำให้เป็นส่วนหนึ่งของมาราธอน เนื้อหางาน ผู้คน การแสดง การพูดคุยสื่อสาร เป็นส่วนผสมในงานมาราธอนที่ทำให้คนสนใจและอยากมาวิ่ง บางงานที่ผมจัดมีการแสดงดนตรีหรือความบันเทิงอื่นตลอดทาง นักวิ่งจะได้มีกำลังใจวิ่งต่อ

ความบันเทิงแบบไหนที่ควรจัดในงานวิ่งมาราธอน

ผมเคยเห็นดนตรีสด การแสดงเต้น จักกลิ้ง และการแสดงแปลกๆ อีกมากในงานวิ่งต่างๆ สนุกดีนะครับ สำหรับนักวิ่ง พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในเส้นทางข้างหน้าแต่ก็ยังวิ่งต่อไปเรื่อยๆ เป็นประสบการณ์ที่แปลกและดีสำหรับนักวิ่ง

20 ปีที่แล้วไม่มีเรื่องแบบนี้เลย ตอนมีงานร็อกแอนด์โรลมาราธอนที่ซานดิเอโก ไม่มีใครเคยจัดงานวิ่งที่มีการแสดงดนตรีทุกๆ ไมล์ ทั้งหมด 25 วงดนตรี แต่ตอนนี้เป็นเรื่องปกติมากที่มีดนตรีสดและความบันเทิงอื่นๆ อย่างญี่ปุ่นก็มีงานวิ่งที่นักวิ่งสวมชุดแฟนซี ที่บอสตันมาราธอนก็เคยมีคนใส่ชุดล็อบสเตอร์มาวิ่ง ผมว่าคนชอบเรื่องตลกสนุกๆ แต่ตอนนี้ห้ามแต่งแล้วล่ะ เพราะกฎรักษาความปลอดภัยเข้มขึ้น

คำถามสุดท้าย กฎในการจัดงานที่คุณยึดถือมาตลอดคืออะไร

ข้อนี้ยากจัง ผมเตือนทีมงานและอาสาสมัครตลอดว่า ‘วันนี้คือวันของนักวิ่ง’ เราต้องไม่คิดถึงแค่ตัวเรา แต่คิดถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดกับประสบการณ์ของนักวิ่ง นี่คือกฏข้อที่หนึ่งของเรา นี่คือเหตุผลที่เราอยู่ตรงนี้ งานวิ่งมีเพื่อนักวิ่งครับ

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load