10 พฤศจิกายน 2560
37 K

หลังจากเกิดรันนิ่งบูมเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้มีงานวิ่งเกิดขึ้นทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละหลายๆ งาน รวมถึงจำนวนนักวิ่งหน้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นตามเรื่อยๆ ผมเองก็เป็นผลผลิตจากรันนิ่งบูมเช่นกันครับ ผ่านงานวิ่งมาพอสมควร วิ่งสั้นบ้างยาวบ้าง แต่ก็ยังวิ่งต่อเนื่องอยู่เรื่อยๆ

ยิ่งช่วงนี้อากาศเมืองไทยเริ่มดีขึ้น หลายคนคงหยิบรองเท้าวิ่งมาปัดฝุ่นกันแล้ว

วิ่งกันมาก็หลายปี เดาว่าน่าจะมีคนรู้สึกคล้ายๆ กันกับผมบ้างว่า วิ่งมาตั้งนาน ทำไมสถิติเรื่องเวลามันยังย่ำอยู่กับที่ และจะวิ่งยังไงให้เข้าเส้นชัยเร็วขึ้น ในเมื่ออยากเก่งขึ้นผมจึงต้องลองปรึกษาผู้มีประสบการณ์ดู

โทล-เรืองยศ มหาวรมากร

พี่โทล-เรืองยศ มหาวรมากร คือชื่อแรกที่ผมนึกถึงเรื่องความเร็วในการวิ่ง ชายร่างเล็กความสูง 160 กว่าๆ ผ่านงานมาราธอนระดับเวิลด์เมเจอร์มาแล้วถึง 3 รายการ โตเกียวมาราธอน เบอร์ลินมาราธอน และล่าสุดคือบอสตันมาราธอน รายการที่ขึ้นชื่อว่าหินที่สุดในการสมัครเข้าไปร่วมวิ่ง ใครที่จะเข้าไปวิ่งได้จะต้องผ่านเกณฑ์การวิ่ง (สุดโหด) ที่รายการกำหนดเอาไว้เท่านั้น ผมได้ยินชื่อพี่โทลครั้งแรก พร้อมคำศัพท์วิ่งที่เรียกว่า sub-3 ครับ ซับทรี คือการวิ่งมาราธอนให้ได้เวลาต่ำกว่า 3 ชั่วโมง แปลว่าถ้าผมอยากวิ่งให้ได้ซับทรี ผมจะต้องวิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ย 1 กิโลเมตรต่อ 4.5 นาที แค่คิดก็เริ่มเวียนหัวแล้วครับ

ต้องบอกไว้ก่อนว่ามาราธอนไม่มีคำว่าฟลุก กว่าจะได้ซับทรีมันต้องผ่านอะไรมาเยอะมาก โดยเฉพาะการซ้อมที่ว่ากันว่าต้องเปลี่ยนชีวิตกันไปเลย

ผมนัดคุยกับพี่โทลที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา การเจอนักวิ่งเก่งๆ ทำให้ผมรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก ผมจึงเริ่มต้นด้วยคำถามว่าพี่โทลเริ่มวิ่งมาได้ยังไง เพื่อเป็นการวอร์มและลดอาการประหม่าของตัวเองไปด้วย

พี่โทลเล่าให้ฟังว่า เริ่มวิ่งมาเมื่อ 8 ปีก่อน ก่อนที่การวิ่งจะกลับมาบูมอีกครั้ง เหตุผลที่เริ่มก็ไม่ต่างจากหลายๆ คนเลยครับ พี่โทลเริ่มจากการวิ่งลดความอ้วน ซื้อรองเท้า แล้วก็เสียบหูฟังวิ่งในฟิตเนส วิ่งไปแบบนั้นอยู่ 3 – 4 เดือน เพื่อนก็ชวนไปลงงานวิ่ง วิ่งจบ 10 กิโลเมตรเป็นครั้งแรก และเกิดความประทับใจในงานวิ่งครั้งนั้น

ผมนึกถึงตัวเองตอนเริ่มวิ่งซึ่งคล้ายกันกับเรื่องราวของพี่โทลเป๊ะ

ได้ผลครับ การเชื่อมโยงคนเก่งๆ กับตัวเองได้ ค่อยทำให้ความรู้สึกประหม่าลดน้อยลงไปนิดหนึ่ง

ความต่างมันอยู่ที่…เมื่อวิ่งจบผมตรงเข้าไปหาของกินในงาน

แต่พี่โทลเดินเข้าไปหานักวิ่งที่ได้รับถ้วย เดินดุ่มๆ เข้าไปถามว่าต้องวิ่งด้วยความเร็วเท่าไหร่ถึงจะได้ถ้วยแบบนั้นบ้าง

คำตอบคือ ต้องวิ่ง 10 กิโลเมตรที่ประมาณ 40 นาที ถึงจะได้ถ้วย

เรื่องมันเริ่มจากตรงนี้ล่ะครับ

ตอนนั้นเป้าหมายที่พี่โทลต้องการคือการวิ่งให้เร็วขึ้น ผมลืมบอกไปว่าครั้งแรกที่พี่โทลวิ่ง 10 กิโลเมตรในงานวิ่ง เวลาที่ได้อยู่ที่ 50 นาที ถือว่าเร็วมากแล้วนะครับสำหรับนักวิ่งหน้าใหม่ แต่มันไม่เพียงพอ ถ้าเขาต้องการที่จะชนะคนอื่นๆ ไปพร้อมกับการชนะตัวเอง

วิ่งดีต้องมีโค้ช

พี่โทลโทรหา พี่วิสุทธิ์ วัฒนสิน อดีตนักวิ่งระยะสั้นทีมชาติไทย พร้อมบอกจุดประสงค์กับปลายสายซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ว่าเขาต้องการให้ช่วยสอนให้วิ่งเร็วขึ้น หลังจากที่พี่วิสุทธิ์รับข้อตกลงอันสุดแสนจะงงงวยนี้แล้ว พี่โทลก็ต้องขับรถจากพุทธมณฑลไปฝึกวิ่งกับเขาที่ราชพฤกษ์ ขับไปกลับวันละเกือบๆ 50 กิโลเมตร อาทิตย์ละ 4 ครั้ง ฟังดูเหมือนจอมยุทธ์ดั้นด้นไปฝึกวิชากำลังภายในไหมครับ การฝึกสไตล์พี่วิสุทธิ์ก็เหมือนฝึกจอมยุทธ์จริงๆ อย่างที่ว่า

“การมีโค้ชคือเขามองเราออกว่าเราขาดอะไร มีส่วนไหนที่ได้เปรียบ ซ้อมตามตารางมันได้อย่างมากก็ 30% เพราะตารางมันไม่ได้ทำไว้ให้เหมาะกับทุกคน โค้ชจะเห็นข้อดีข้อเสียของเรา แล้วปรับการฝึกของเราได้” พี่โทลเล่า

วิ่ง

ปรับท่าวิ่ง

สิ่งแรกสุดเลยคือโดนปรับท่าวิ่งเพื่อให้วิ่งได้ดีขึ้น และป้องกันอาการบาดเจ็บ เราเคยบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวายครั้งเดียวตอนเปลี่ยนท่าวิ่งจากลงส้นเท้าเป็นลงเต็มเท้า เพราะยังไม่คุ้นเคย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพื้นรองเท้าที่ส้นกับหน้าเท้าระดับไม่เท่ากัน พอลงเต็มเท้าในตอนแรก เลยเหมือนเขย่งอยู่ตลอดเวลา ทำให้บาดเจ็บ พอปรับท่าวิ่งจนคุ้นเคย มันก็ทำให้ไม่บาดเจ็บอีกเลย

เพิ่มความแข็งแกร่ง

พี่วิสุทธิ์จับวิ่งรอบหมู่บ้านตั้งแต่ 4 โมงเย็น วิ่งพื้นปูนกลางแดดร้อนๆ แต่เขารู้ว่าสิ่งที่เราขาดไปคือการฝึกความแข็งแรงของร่างกาย 1 ใน 4 วันที่ไปฝึกจะเป็น Strength Training เลย 1 วัน พี่วิสุทธิ์เอาถุงผ้ามาใส่ก้อนหินแล้วให้เราสควอต สควอตเสร็จแล้วไปวิ่งต่อพันเมตร แล้วมานั่งพัก กินน้ำ พักเสร็จก็ทำแบบนี้วนไป 7 ยก ร่วงเลย” พี่โทลเล่าถึงความโหดของโค้ชคนแรกของเขา

ผลของการฝึกความแข็งแกร่งทำให้เวลาของพี่โทลดีขึ้นมาผิดหูผิดตา ในระยะเวลาที่ฝึกซ้อมกับพี่วิสุทธิ์ พี่โทลทำเวลาของ 10 กิโลเมตรได้ลงมาเหลือแค่ 41 นาทีเท่านั้น

สร้างความอดทน

หลังจากนั้นพี่โทลหันไปเล่นไตรกีฬา ทำให้เจอกับโค้ชคนที่ 2 ชาวออสเตรเลียที่เคยเป็นโค้ชให้ทีมไตรกีฬาทีมชาติไทยมาก่อน พี่โทลส่งเวลากับความเร็วที่เคยทำได้ไปให้โค้ชดู ก่อนที่โค้ชจะออกตารางซ้อมมาให้ ช่วงที่เล่นไตรกีฬาทำให้โฟกัสกับการวิ่งน้อยลง แต่สิ่งที่ได้มาคือร่างกายที่มีความอดทนมากขึ้น และพร้อมที่จะลงมาราธอน โดยที่โค้ชเป็นคนช่วยฝึกให้

“มาราธอนแรกคือโตเกียวมาราธอน 2013 ครั้งนั้นไปแบบไม่รู้เรื่องเลย แต่อยากลองสนาม ร่างกายก็กำลังพร้อม วิ่งอย่างระวังเข้าเส้นชัยได้แบบสบายๆ ที่ 3 ชั่วโมง 15 นาที ปีถัดมาก็ไปอีก โตเกียวมาราธอน 2014 ตั้งเป้าให้กับตัวเองว่าจะวิ่งให้ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงให้ได้ ซ้อมไปอย่างดี และจบได้ที่เวลา 2 ชั่วโมง 59 นาที ทำตามที่หวังไว้ได้สำเร็จ ทีนี้เราคิดเลยว่าเป้าหมายต่อไปคือต้องทำให้ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง 50 นาทีแล้ว” พี่โทลเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

วิ่ง

ขาดความเร็ว

เล่นไตรกีฬาได้ 3 ปีก็เริ่มรู้สึกอิ่มตัว ถึงแม้จะทำเวลาในมาราธอนได้ดีขึ้น แต่ช่วงหนึ่งพี่โทลก็ยังติดอยู่ที่ความเร็วเท่าเดิม วิ่งเท่าไหร่ก็ไม่เร็วไปกว่านี้ และช่วงเวลานั้นเองก็ได้รู้จักกับ อ.นิวัฒน์ อิ่มอ่อง โค้ชคนที่ 3 ในชีวิต

สร้างความเร็ว

“ตอนนั้นถาม อ.นิวัฒน์ ว่าทำไมเราวิ่งเท่าไหร่ก็ไม่เร็วไปกว่านี้สักที พอเร่งความเร็วขึ้น สักแป๊บก็จะอ้วกแล้ว อ.นิวัฒน์ ชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมาเรามัวแต่ซ้อมความอึด ความอดทน อย่างเดียว ขาดการซ้อมความเร็ว เขาเลยจับเรามาซ้อมใหม่ ซ้อมความเร็วนี่ยากที่สุดแล้ว ต้องลงคอร์ต ซ้อมเป็นเซ็ต

สมมติเราวิ่ง 400 เมตร 5 รอบ โดยใช้ความเร็วสูงสุด นั่นแปลว่าการวิ่งแต่ละรอบต้องใส่หมดทั้งตัว ไม่มีกั๊กแรงไว้เพราะกลัวรอบที่ 4 – 5 จะวิ่งไม่ไหว ต้องสอนให้ร่างกายและจิตใจมันชินกับการใส่เต็มแรง ค่อยมาพักแล้ววิ่งต่ออีก ระยะทางในการซ้อมความเร็วบางทีรวมแค่ 5 กิโลเมตร แต่ความเพลียมันยิ่งกว่าเราวิ่ง 30 กิโลเมตรมาเสียอีก มันเป็นเรื่องของใจด้วย บางวันเราเห็นตารางกับความเร็วที่ต้องวิ่ง ก็ยังต้องมีนั่งทำใจก่อนเลย” พี่โทลหัวเราะปิดท้ายเมื่อกลับไปมองถึงความโหดที่ผ่านมา

วิ่ง

รักษาความเร็ว

เมื่อมีความเร็วแล้ว ก็ต้องยืนระยะความเร็วนั้นไว้ให้ได้ ด้วยการฝึก tempo โดยฝึกวิ่งในความเร็วคงที่ให้ร่างกายชิน หลังจากนั้นค่อยซ้อมตามความเร็วที่จะใช้ในการแข่งขันจริง ก่อนไปแข่งมาราธอน อ.นิวัฒน์ ให้วิ่ง 10 กิโลเมตร 2 รอบในความเร็วที่จะวิ่งมาราธอนจริง เนื่องจากเวลาซ้อมมีไม่ถึง 3 เดือน ถึงตั้งเป้าหมายไว้ที่ 2 ชั่วโมง 50 นาที แต่ อ.นิวัฒน์ ยังคิดว่าน่าจะยังไม่ได้ตามเป้า

“ซ้อมกับแกอยู่ 3 เดือน ความเร็วก็มาให้เห็นผลทันตา ลงมาราธอนโตเกียวมาราธอนครั้งที่ 3 เราก็ยังคิดว่าอยากได้ 2 ชั่วโมง 50 นาที ก็ทำเวลาจริงได้เกือบตามเป้าหมาย อยู่ที่ 2 ชั่วโมง 53 นาที ซึ่งน่าแปลกที่ตรงกับที่ อ. นิวัฒน์ แกคำนวณไว้เป๊ะ”

ความคาดหวัง

หลังจากทำเวลาได้ดีพี่โทลก็มองไปที่เบอร์ลินมาราธอน สนามที่เป็นสถิติโลกมาราธอนอยู่ในปัจจุบัน เวลาที่ใช้ในการซ้อมมีเหลือเฟือ แถมพี่โทลยังทำเวลาได้ดีตั้งแต่การซ้อม แต่เพราะความคาดหวังทำให้พี่โทลไปวิ่งด้วยความเครียด ส่งผลถึงร่างกายในวันวิ่งจริง เมื่อร่างกายไม่พร้อมทำให้แผนการวิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่วางไว้ พอหลุดจากแผนตั้งแต่ครึ่งทาง ก็ทำให้ไม่อยากวิ่งต่อแล้ว ทำให้เวลาของเบอร์ลินมาราธอนไม่เป็นไปตามที่คาดหวังเอาไว้

เวลาจากโตเกียวมาราธอนทำให้พี่โทลผ่านเกณฑ์ได้เข้าร่วมบอสตันมาราธอนเมื่อปีที่ผ่านมา แต่บทเรียนเรื่องความคาดหวังจนเครียดจากเบอร์ลิน ทำให้รู้ตัวเองว่ายังไม่พร้อมสำหรับการทำเวลาที่ดี จึงบอก อ.นิวัฒน์ ว่างานนี้ขอไปวิ่งเล่นๆ ไม่ทรมาน ไม่คาดหวัง แทนดีกว่า

โทล-เรืองยศ มหาวรมากร

ช้าให้เป็น

“อย่าบ้าพลัง”

พี่โทลพูดเตือนขึ้นมา เมื่อคุยกันถึงเรื่องช่วงเวลาของการซ้อม ปกติพี่โทลจะใช้ช่วงเช้าในการซ้อม และจะจ๊อกกิ้งเบาๆ ตอนเย็น

ผมมีความเชื่ออยู่ตลอดว่าวันหนึ่งควรจะวิ่งแค่ครั้งเดียว เพื่อเก็บรักษาร่างกายไว้ซ้อมในวันต่อไป แต่พี่โทลบอกว่าการจ๊อกเบาๆ คือการ recovery แบบหนึ่ง เป็น active recovery ซึ่งช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว แถมยังได้ระยะเพิ่มอีก พี่โทลบอกว่าจ๊อกก็คือจ๊อกจริงๆ ไม่ใช่ให้จ๊อกแล้วไปวิ่งเพซ 4 เพซ 5 แบบนั้นจะส่งผลเสียกับร่างกายมากกว่า

อย่าติดอยู่กับตารางซ้อม

ทำเวลาให้ต่ำลงแค่ไม่ถึง 3 นาที แต่ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะได้เวลาตามเป้าหมาย พี่โทลบอกว่าปีหน้าจะกลับมาซ้อมเพื่อทำตามเป้าหมายให้ได้อีกครั้ง ผมเองก็จะเริ่มซ้อมเหมือนกัน

“อย่ายึดติดกับตารางและตัวเลข มันจะเครียดกับการซ้อม ขาดซ้อมไม่ได้ ให้เข้าใจโครงสร้างของการซ้อม ฝึกความอดทน ฝึกความแข็งแกร่ง ฝึกความเร็ว การรักษาความเร็ว และการจำลองความเร็วจริงคืออะไรบ้าง เข้าใจว่าแต่ละอย่างซ้อมไปเพื่ออะไร เมื่อเข้าใจโครงสร้างและรู้ว่าเรายังขาดอะไรก็สามารถซ้อมเองไปได้ตลอดแล้ว และจะเอาไปใช้สอนคนอื่นต่อได้” พี่โทลสอนผมเป็นการปิดท้าย

โทล-เรืองยศ มหาวรมากร

Cloud Running

เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจของบุคคลน่าสนใจในวงการวิ่ง

ตอนนี้เมืองไทยมีรายการวิ่งมากถึง 1,500 รายการทั่วประเทศ มีนักวิ่งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติกว่า 15 ล้านคนที่สนใจการวิ่งแข่งขันในแต่ละปี

ความสนใจในกีฬาใช้ฝีเท้าที่มากมายมหาศาล ทำให้ภาครัฐและเอกชนอยากสนับสนุนกีฬานี้อย่างจริงจัง และผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Sport Destination ของนักท่องเที่ยวที่สนใจกีฬา

“เป้าหมายพื้นฐานของเราคือสุขภาพของประชาชนชาวไทย ตามมาด้วยการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐในเรื่องการรักษาพยาบาล แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทุกคนร่วมมือกันมาทำตรงนี้ คือทำให้กีฬาสร้างรายได้ให้ประชาชน สร้างอุตสาหกรรมกีฬาให้คนในจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นที่พัก อาหาร โรงแรม ขนส่งในจังหวัดควรมีรายได้ ถ้าภาครัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนให้งานวิ่งในเมืองไทยได้มาตราฐานระดับโลก นักท่องเที่ยวด้านกีฬาจะหลั่งไหลเข้ามาอีก” 

ทนุเกียรติ จันทร์ชุ่ม ผอ. การฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย

ทนุเกียรติ จันทร์ชุ่ม ผอ. การฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย ตัวแทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอธิบายในฐานะตัวแทนภาครัฐ

“แต่ก่อนประเทศไทยเรามุ่งเน้นการส่งออก พอการส่งออกลดลง ก็มีการท่องเที่ยวนี่แหละที่เป็นตัวสร้าง GDP ให้เติบโต จากประสบการณ์ที่เราดึงงานใหญ่ๆ ไปลงในเมืองต่างๆ คนในเมืองทั้งทางราชการ เอกชน หรือประชาชนทั่วไป เขาพอใจเพราะงานจะช่วยเศรษฐกิจในพื้นที่เขา ของที่ชาวบ้านทำก็ขายได้ มีการประชาสัมพันธ์เมืองเขาให้คนได้รู้จักมากขึ้น 

“บ้านเราได้เปรียบที่โลเคชันใจกลางอาเซียน สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละภาคก็สวยงามหลากหลาย คนไทยมีอัธยาศัยดี เป็นเจ้าบ้านที่มีมิตรไมตรีอยู่แล้ว พอมีงานวิ่งหรือกิจกรรมอื่นที่มีคุณภาพเข้ามา ก็ช่วยทำให้เศรษฐกิจแต่ละที่ดีขึ้น”

ศุภวรรณ ตีระรัตน์ รอง ผอ. สายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (สสปน. หรือ TCEB) อธิบายเหตุผลที่หน่วยงานของเธอสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานของการจัดงานวิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางหรือการจัดงานที่ได้มาตราฐานของสหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ (IAAF) จะทำให้เกิดการยกระดับงานและบุคลากรไปโดยอัตโนมัติ

TCEB ตั้งใจสนับสนุนให้นักจัดงานชาวไทยจัดการแข่งขันได้ตามมาตรฐานนานาชาติ สร้างเครือข่ายให้พวกเขาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และช่วยกันพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาในบ้านเราเอง

ศุภวรรณ ตีระรัตน์ รอง ผอ. สายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (สสปน. หรือ TCEB)

ด้วยเหตุผลนี้เอง Global Running Summit 2019 การประชุมวิ่งมาราธอนจึงถูกจัดขึ้นที่เชียงราย โดยมีวิทยากรจากงานวิ่งระดับโลกมาให้ความรู้ด้านการจัดแข่งขัน

สำหรับบางคน โตเกียว ลอนดอน เบอร์ลิน ชิคาโก นิวยอร์ก และบอสตัน อาจเป็นแค่ชื่อเมืองใหญ่ๆ ในโลก

 แต่สำหรับนักวิ่งมาราธอนจำนวนมาก เมือง 6 เมืองนี้คือจุดหมายในการแข่งขัน คือเส้นชัยที่อยากพิชิตให้ได้สักครั้ง 

ภายในงาน Global Running Summit นี้ กูรูนักจัดงานวิ่งจากเมืองต่างๆ เดินทางมาแบ่งปันเคล็ดลับการจัดงานวิ่งที่ดีและดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก 

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

หนึ่งในนั้นคือ Andy Deschenes ผู้เป็น Start Line Director ของ Boston Marathon รองประธานของ DMSE Sports จัดงานมาราธอนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และขึ้นชื่อว่าสมัครได้ยากที่สุดในโลก

รายการมาราธอนอายุ 123 ปี ระดับ Gold Label ของIAAF เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มาราธอน จากเคยเป็นสนามสำหรับนักวิ่งชายเท่านั้น นักวิ่งหญิงก็ต่อสู้ให้โลกเห็นว่าเพศไหนก็วิ่งได้ที่รายการนี้

ในปี 2013 เกิดเหตุวางระเบิดที่บอสตันมาราธอนจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก แต่บอสตันมาราธอนก็ฟื้นตัวกลับมาเป็นที่หมายปองของนักวิ่งทั่วโลกไม่เปลี่ยนแปลง

รายการวิ่งนี้เอาชนะใจผู้คนทั่วโลกอย่างไร มีวิธีการทำงานอย่างไร และคนจัดงานคิดอย่างไรกับการสร้างงานวิ่งดีๆ ที่เมืองไทย ลองไปอ่านความคิดของเขาได้เลย

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

บอสตันมาราธอนถึงเป็นงานวิ่งที่จัดติดต่อกันได้นานที่สุดในโลก ขนาดช่วงสงครามโลกยังไม่หยุด เคล็ดลับที่ทำให้งานแข่งวิ่งนี้ดึงดูดใจนักวิ่งมาตลอดคืออะไร

ตอนนี้งานวิ่งหลายงานในอเมริกาที่จัดต่อเนื่องมา 45 – 50 ปีแล้วกำลังพยายามตอบคำถามนี้อยู่เหมือนกัน จะทำอย่างไรให้งานวิ่งของเราทันยุคทันสมัย และทำไมนักวิ่งต้องมาวิ่งในงานของเรา บอสตันเลยจุดนั้นไปแล้วเพราะเป็นงานที่เก่าแก่จนกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วว่าถ้าคุณเป็นนักวิ่ง คุณต้องมาบอสตัน ความเก่าแก่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนอยากมาวิ่ง แต่คนจะไม่มาถ้าพวกเขาเจอประสบการณ์แย่ๆ ดังนั้น เราพยายามสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุด เจ๋งที่สุดในทุกปี วันแข่งวิ่งต้องเป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา

การตั้งเกณฑ์ให้สมัครได้ยากมากๆ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนอยากมาด้วยรึเปล่า

ใช่ครับ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมาวิ่งที่บอสตัน งานนี้เลยยิ่งน่าวิ่งเข้าไปอีก เป็นธรรมเนียมไปแล้วว่าการแข่งวิ่งที่บอสตันต้องยาก เราเป็นงานวิ่งงานเดียวในโลกที่ผู้เข้าแข่งขันต้องผ่านมาตรฐานให้ได้ก่อน การสร้างมาตรฐานที่เป็นธรรมก็ยาก ตอนนี้ผมว่ามาตรฐานเราใช้ได้แล้ว แต่มันก็น่าผิดหวังสำหรับคนที่ไม่ผ่านนั่นแหละ

นักวิ่งบอสตันมาราธอนต้องซ้อมหนักมากเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ พวกเขาเป็นคนที่พัฒนาตัวเองสู่ขีดสุดความสามารถ ลำพังการวิ่งมาราธอนก็เป็นเรื่องยากมากๆ แล้ว แต่การสมัครบอสตันมาราธอนให้ผ่าน คุณต้องวิ่งได้เร็วมาก พวกเขาถึงได้ตื่นเต้นและภูมิใจที่ได้เข้าร่วม แค่ได้มาอยู่ที่จุดเริ่มวิ่งก็เป็นความสำเร็จแล้ว

ผมทำงานนี้มา 24 ปีแล้ว ความยากของงานนี้ทำให้การแข่งขันมีความหมายมาก วันก่อนแข่ง นักวิ่งจากทั่วโลกจะมาที่จุดเริ่มวิ่งเพื่อเตรียมตัวและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก งานนี้พิเศษมากสำหรับคนมากมาย ความฝันของพวกเขาคือการได้มาวิ่งที่บอสตัน เป็นหน้าที่ของผมที่จะทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงดีเทียบเท่าความคาดหวัง

คุณบอกว่าการเตรียมงานวิ่งใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน แล้วคุณใช้เวลาในการเตรียมงานบอสตันมาราธอนนานแค่ไหน

อย่างน้อย 8 เดือนครับ งานจัดเดือนเมษายน แต่เราเตรียมงานตั้งแต่เดือนกันยายนปีก่อนหน้า เอาจริงๆ ในวันงาน ผมก็วางแผนงานปีถัดไปแล้วนะว่าจะปรับปรุงอะไรบ้าง 

เราจัดงานวิ่งประมาณ 30 งานต่อหนึ่งปีทั่วอเมริกา บอสตันมาราธอนเป็นงานใหญ่ที่สุดในรอบปี นอกจากนั้นก็มีงานวิ่ง 10 กิโลเมตร (มินิมาราธอน) ที่จัดติดต่อกัน 40 – 50 ปี และมีงานวิ่งใหม่ๆ เข้ามาสม่ำเสมอ 80 เปอร์เซ็นต์ของงานวิ่งเหมือนเดิมครับ 

ช่วงที่คนอเมริกันนิยมแข่งวิ่งมากที่สุดคือช่วงไหน

ส่วนใหญ่คือช่วงฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง ช่วงใบไม้ร่วงประมาณกันยายน-ตุลาคมนี่งานชุกที่สุด เราจัดงานวิ่ง 2 – 3 งานในเมืองต่างๆ พร้อมกันในช่วงสุดสัปดาห์ 

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

อะไรคือความเปลี่ยนแปลงที่คุณเห็นในช่วงเวลาที่จัดงานวิ่งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

ที่ชัดเจนมากคือเรื่องความปลอดภัย เหตุระเบิดที่บอสตันเปลี่ยนทุกอย่างไปมาก เทคโนโลยีเองก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะ และจะเปลี่ยนมากกว่านี้อีก ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ ผมชอบเทคโนโลยี และเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ นักวิ่ง ตอนนี้นักวิ่งประมาณครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิง ในช่วง 5 – 10 ปีมานี้ มีผู้หญิงสนใจวิ่งแข่งมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งดีมาก

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จำนวนคนสนใจแข่งวิ่งสม่ำเสมอมาตลอด ไม่ค่อยเปลี่ยน แต่ประเภทการแข่งที่เปลี่ยนไป มาราธอนน้อยลง มีฮาล์ฟมาราธอนมากขึ้น เห็นได้ชัดเลยว่าคนสนใจฮาล์ฟมาราธอนมากครับ

เส้นทางวิ่งบอสตันมาราธอนคล้ายๆ เดิมมาตลอด สิ่งที่ยากที่สุดในการทำหน้าที่เดิมซ้ำๆ ทุกปีคืออะไร

คำถามนี้น่าสนใจ จริงๆ มันไม่เหมือนเดิมทุกปีหรอกครับ คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่ามันเหมือนกัน บอสตันมาราธอนเป็นการวิ่งรอบเมือง เส้นทางเลยซับซ้อน มีถนนและทางแยกมากมาย ผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากการจัดงานก็มีเยอะ เป็นความท้าทายที่เราอยากเอาชนะและทำให้งานสมบูรณ์แบบ 

หลังจบงานทุกปีเราจะวิเคราะห์กันว่าอะไรใช้ได้ ใช้ไม่ได้ อะไรควรเปลี่ยน มีหลายอย่างที่เราเห็นแต่นักวิ่งไม่ทันสังเกต เช่น ป้ายสัญลักษณ์ ทุกปีเราจะปรับให้ตัวหนาขึ้น ตัวใหญ่ขึ้น อ่านง่ายขึ้น หรือทำป้ายให้มากขึ้น หรือหาที่ติดป้ายใหม่ เราหมกมุ่นกับเรื่องที่นักวิ่งไม่จำเป็นต้องเห็น เราชอบจัดการเรื่องเล็กๆ และตั้งใจดูแลวิธีที่ผู้คนเข้าร่วมบอสตันมาราธอน เขาจะเริ่มต้นยังไง ประสบการณ์ที่เขาได้รับเป็นยังไง 

เราทุกคนฟังความเห็นของนักวิ่ง อยากฟังว่าเขาวิ่งแล้วเป็นยังไง จุดเริ่มต้นดีมั้ย มีปัญหามั้ย มีอะไรที่เราช่วยได้บ้าง เราตั้งใจฟังมุมมองของนักวิ่งทั้ง 30,000 คน เพื่อหาวิธีทำให้งานสมบูณ์แบบที่สุด

ความเห็นของนักวิ่งมาจากทางไหนบ้าง

เราได้รับความเห็นออนไลน์ ข้อความเสียง ผู้คนมาบอกเอง เวลาผมเดินไปไหนในงานบอสตันมาราธอน คนจะเข้ามาหาแล้วบอกว่าการแข่งขันเป็นยังไงบ้าง เราต้องตั้งใจฟัง เพราะความเห็นจะมาหาเราเสมอ หลายความเห็นน่าสนใจ เพราะเรารู้รายละเอียดทุกอย่างว่าทำไมต้องจัดการแบบนี้ บางครั้งจะมีคนบอกว่า ทำไมไม่แก้ปัญหาแบบนั้นแบบนี้ล่ะ แต่ปัญหาเดียวอาจมีเหตุผลเบื้องหลังสัก 15 ข้อที่ทำให้เปลี่ยนได้หรือเปลี่ยนไม่ได้ 

ในสายตาของนักวิ่ง วิธีแก้ปัญหาง่ายเสมอ แต่ในสายตาคนทำงาน เรารู้ว่าข้อจำกัดของงานคืออะไร และบางอย่างก็เปลี่ยนไม่ได้ 

เช่นอะไรบ้าง

บอสตันมีพื้นที่จำกัด บางคนอยากให้เราขยายพื้นที่วิ่งใหญ่ขึ้น มีพื้นที่เยอะๆ จะได้วิ่งสะดวก แต่เราไม่มีที่แล้วไงครับ เราขยายพื้นที่ว่างที่มีหมดแล้ว หรือตอนนี้เราปล่อยนักวิ่ง 4 ช่วงเวลา ก็มีคนอยากให้ปล่อยช่วงที่ 5 จะได้รับนักวิ่งให้มากขึ้น แต่นักวิ่งอีกช่วง หมายถึงเวลาที่มากขึ้น หมายถึงบอสตันจะได้รับผลกระทบนานขึ้น 45 นาที ยิ่งมีคนมากขึ้นเท่าไหร่ ระยะเวลาจัดงานก็มากขึ้นเท่านั้น ค่าใช้จ่ายก็มากขึ้น ตำรวจต้องทำงานนานขึ้น ทีมงานต้องอยู่บนท้องถนนนานขึ้น ถามว่าเรารับนักวิ่งมากขึ้นได้มั้ย จัดงานให้ใหญ่ขึ้นได้มั้ย ได้ครับ แต่เราต้องมีพื้นที่และเวลาที่มากกว่านี้ และค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นมากๆ 

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก
คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

ช่วงที่บอสตันมาราธอนเจอปัญหาหนักอย่างเหตุระเบิด ทำอย่างไรให้คนเชื่อมั่นและอยากกลับมาวิ่งอีกครั้ง

คนมากมายตั้งใจกลับมาวิ่งและไม่ยอมให้เรื่องนี้ขวางความตั้งใจ เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมาก แทนที่จะหวาดกลัว ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม คนอยากกลับมาเอาชนะการแข่งขันให้ได้ นอกจากนี้เรายังเจอความท้าทายอื่นๆ อย่างสภาพอากาศ สองปีที่แล้ววันงานอากาศแย่มาก หนาวมาก เปียกมาก หิมะเกือบตก แต่ 4 ปีที่แล้วแดดจ้า อุณหภูมิ 30 องศา ทั้งที่นักวิ่งแถบนั้นซ้อมวิ่งตลอดฤดูหนาวที่หนาวเย็นมาก  

อากาศจะเป็นยังไงเราก็จัดงานอยู่ดี เวลาคนบอกว่าดูเหมือนว่าวันงานฝนจะตกนะ คุณจะทำยังไง คำตอบคือจัดงานต่อ เราแค่ต้องคิดว่านักวิ่งต้องเจออะไรบ้าง ถ้าอากาศร้อน พวกเขาก็ต้องการน้ำ ถ้าอากาศหนาว พวกเขาต้องมีอุปกรณ์กำบังลมฝน ไม่ว่ายังไงก็ตาม บอสตันมาราธอนต้องเกิดขึ้นได้ 

ร้อนหรือหนาว แบบไหนแย่กว่ากัน

สำหรับหน่วยพยาบาล ร้อนแย่กว่ามาก 2 ปีที่แล้วที่อากาศหนาว คนวิ่งได้ดีกว่ามาตราฐานที่เคยทำไว้ตอนอากาศร้อน อย่างเมืองไทยอากาศร้อน เรื่องนี้แก้ได้ด้วยการวิ่งตอนเช้ามืด เรื่องนี้จัดการได้ครับ 

การแก้ปัญหาอื่นๆ ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มี ผู้จัดงานวิ่งมีหน้าที่รับผิดชอบอุปกรณ์ หน่วยพยาบาล และของที่ต้องใช้ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นยังไง ผมไม่กลัวมาราธอนที่จะเกิดขึ้นเพราะเราเตรียมตัวไว้ก่อน 

บอสตันมาราธอนมีอาสาสมัครหลักหมื่นคน ทำยังไงให้ชาวเมืองรักการแข่งวิ่งขนาดนั้น

เพราะมันเป็นธรรมเนียมแล้วว่าต้องเป็นอาสาสมัคร เรามีครอบครัวอาสาสมัครที่ดูแลสถานีแจกน้ำมา 20 ปี พวกเขาพาเด็กๆ มาเรียนรู้เพื่อที่จะทำหน้าที่นี้ต่อไปอีก 20 ปีตามธรรมเนียมครอบครัว บางคนทำงานนี้มามากกว่า 40 ปีแล้ว ขนาดผมทำมา 24 ปียังเป็นเด็กใหม่ไปเลย 

งานวิ่งอื่นต้องออกไปขอร้องคนให้มาช่วย แต่งานนี้เราต้องปฏิเสธคน เพราะมีอาสาสมัครมากเกินไป 

คนเป็นอาสาสมัครได้อะไร

เสื้อแจ็กเก็ตสีแดง แลกกับเวลาทำงาน 4 ชั่วโมง แค่นั้นแหละครับ บางคนต้องยืนตากฝนถึง 12 ชั่วโมง แต่คนมากมายก็ยินดีทำงานนี้ พวกเขารู้ว่านักวิ่งทั่วโลกพยายามมากๆ ที่จะได้มาวิ่งที่บอสตันมาราธอน ดังนั้น เราควรดูแลเขาให้ดีที่สุดก่อนเขาจากไป ช่วยดูแลความปลอดภัย ช่วยแจกน้ำ ทำให้เขารู้สึกเป็นบวกมากที่สุดระหว่างอยู่ที่บอสตัน 

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

เคล็ดลับที่ทำให้ชาวบอสตัน ตำรวจ หน่วยพยาบาล และทุกคน ช่วยกันจัดงานวิ่งนี้คืออะไร

การสื่อสารแต่เนิ่นๆ เราเตรียมงานตั้งแต่กันยายน เราพูดคุยกับหน่วยงานสาธารณะ ตำรวจ หน่วยพยาบาล และฝ่ายอื่นๆ ภายในปีนั้นเพื่อให้ทุกคนรู้แผนการวันจัดงานในปีถัดไป ผมสังเกตจากงานอีเวนต์ใหม่ๆ หรืองานอื่นในเมืองอื่น ถึงได้เข้าใจว่าเราโชคดีแค่ไหนที่มีบอสตันเป็นแบบอย่าง 

ทุกคนรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง ในงานวิ่ง ตำรวจไม่ควรมีหน้าที่บอกทางให้นักวิ่ง แต่มีหน้าที่ดูแลฝูงชนให้เป็นที่เป็นทางและทำให้ทุกคนปลอดภัย ส่วนอาสาสมัครมีหน้าที่บอกเส้นทาง ทุกคนถูกฝึกมาให้ทำหน้าที่ต่างกัน ดังนั้น ต้องแยกงานให้ชัดเจน 

ถ้าใครจะเกษียณตัวเอง เขาจะพาคนใหม่มาเรียนรู้สัก 2 – 3 ปีล่วงหน้าเพื่อทำหน้าที่แทน พอถึงเวลาส่งไม้ต่อ คนใหม่ที่มาก็เข้าใจและรู้ว่าต้องทำอะไร ทุกๆ ปีการทำงานกับชาวเมืองเป็นงานที่ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะทุกคนทุ่มเทมากๆ ต่างจากเมืองใหม่หรือการแข่งขันใหม่ๆ เพราะคนไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไร

แล้วชาวเมืองคนอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากงานวิ่งล่ะ คุณรับมืออย่างไร

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ทุกคนพอใจ คนมักบ่นเสมอ เราทำงานส่วนที่เราทำได้คือสื่อสารล่วงหน้าบ่อยๆ ให้คนรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอโทษที่เราต้องปิดถนนเวลากี่โมงถึงกี่โมง ถ้าเราทำได้ตามเวลาที่กำหนด ถึงคนจะบ่น อย่างน้อยเราก็ซื่อสัตย์และตรงต่อเวลา บอสตันมาราธอนจัดมา 123 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่ตกใจเวลามีการปิดถนนอยู่ บางเมืองในอเมริกาจัดงานวิ่งติดๆ กันในช่วงสุดสัปดาห์ เดี๋ยวมาราธอน เดี๋ยวฮาล์ฟมาราธอน เดี๋ยว 10 กิโลเมตร คนก็เบื่อที่ถนนปิดตลอด ถึงจะกระตุ้นเศรษฐกิจเมือง แต่การจราจรมีปัญหาก็ไม่ได้ เราต้องหาสมดุลระหว่างข้อดีของมาราธอนและความเป็นอยู่ของเมือง

การจัดงานวิ่งระยะสั้น ง่ายกว่าจัดมาราธอนรึเปล่า

ไม่เลยครับ ทุกงานใช้คนทำงานเยอะ และต้องทำงานล่วงหน้าไม่ต่างกัน การจัดงานวิ่ง 5 กิโลเมตร หรือ 10 กิโลเมตรอาจจะจัดเส้นทางง่ายกว่า เพราะพื้นที่เล็กกว่า ไม่ต้องปิดถนนใหญ่ แต่การจัดการระยะเวลาและพัฒนาแผนปฏิบัติงานยังคล้ายๆ เดิม

แต่ถ้าเป็นงานวิ่งหรือเดินสนุกๆ ง่ายกว่า เพราะความกดดันเรื่องเวลาและความปลอดภัยน้อยกว่า ไม่จำเป็นต้องเป๊ะมาก คนจัดก็ผ่อนคลายขึ้น

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

จากประสบการณ์ของคุณ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้งานวิ่งงานหนึ่งประสบความสำเร็จ

ไม่มีสูตรตายตัวเลยครับ อะไรคือเวทมนตร์ที่ทำให้คนอยากมางานวิ่งของเรา บางงานเป็นสถานที่ อย่างเมืองไทยน่าวิ่งมาราธอนเพราะสวยมากๆ มีสิ่งที่สถานที่อื่นในโลกไม่มี ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมหรือความสวยงาม แต่ละงานก็แตกต่างกันไป ไม่เหมือนกันสักที่ เรามีงานวิ่งที่จัดบนสะพานยาวมากๆ ซึ่งจะเปิดเฉพาะวันที่แข่งวิ่งเท่านั้น ทำให้คนอยากไป แต่มันก็ไม่เหมือนกับบอสตัน ไม่เหมือนกันนิวยอร์ก แต่ละงานมีของดีของตัวเอง งานวิ่งที่มีปัญหาคืองานที่ยังไม่พบจุดแข็งหรือเอกลักษณ์ของตัวเอง ที่สำคัญ ความร่วมมือระหว่างผู้จัดงาน ภาครัฐ และผู้สนับสนุนทุนต้องดีด้วย ไม่งั้นการทำงานจะยากมาก

เป็นไปได้มั้ยที่เมืองไทยจะกลายเป็นจุดหมายของนักวิ่งจากทั่วโลกบ้าง

ผมว่าเป็นไปได้มากนะ เมืองไทยมีเอกลักษณ์ที่หาไม่ได้ที่อื่น โดยเฉพาะวัฒนธรรมที่แตกต่าง น่าจะทำให้เป็นส่วนหนึ่งของมาราธอน เนื้อหางาน ผู้คน การแสดง การพูดคุยสื่อสาร เป็นส่วนผสมในงานมาราธอนที่ทำให้คนสนใจและอยากมาวิ่ง บางงานที่ผมจัดมีการแสดงดนตรีหรือความบันเทิงอื่นตลอดทาง นักวิ่งจะได้มีกำลังใจวิ่งต่อ

ความบันเทิงแบบไหนที่ควรจัดในงานวิ่งมาราธอน

ผมเคยเห็นดนตรีสด การแสดงเต้น จักกลิ้ง และการแสดงแปลกๆ อีกมากในงานวิ่งต่างๆ สนุกดีนะครับ สำหรับนักวิ่ง พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในเส้นทางข้างหน้าแต่ก็ยังวิ่งต่อไปเรื่อยๆ เป็นประสบการณ์ที่แปลกและดีสำหรับนักวิ่ง

20 ปีที่แล้วไม่มีเรื่องแบบนี้เลย ตอนมีงานร็อกแอนด์โรลมาราธอนที่ซานดิเอโก ไม่มีใครเคยจัดงานวิ่งที่มีการแสดงดนตรีทุกๆ ไมล์ ทั้งหมด 25 วงดนตรี แต่ตอนนี้เป็นเรื่องปกติมากที่มีดนตรีสดและความบันเทิงอื่นๆ อย่างญี่ปุ่นก็มีงานวิ่งที่นักวิ่งสวมชุดแฟนซี ที่บอสตันมาราธอนก็เคยมีคนใส่ชุดล็อบสเตอร์มาวิ่ง ผมว่าคนชอบเรื่องตลกสนุกๆ แต่ตอนนี้ห้ามแต่งแล้วล่ะ เพราะกฎรักษาความปลอดภัยเข้มขึ้น

คำถามสุดท้าย กฎในการจัดงานที่คุณยึดถือมาตลอดคืออะไร

ข้อนี้ยากจัง ผมเตือนทีมงานและอาสาสมัครตลอดว่า ‘วันนี้คือวันของนักวิ่ง’ เราต้องไม่คิดถึงแค่ตัวเรา แต่คิดถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดกับประสบการณ์ของนักวิ่ง นี่คือกฏข้อที่หนึ่งของเรา นี่คือเหตุผลที่เราอยู่ตรงนี้ งานวิ่งมีเพื่อนักวิ่งครับ

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load