แรกสุดผมคิดจะเริ่มต้นคอลัมน์นี้ด้วยนักวิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนอ่าน แต่ นุ่น-อาจารี เกียรติเฟื่องฟู นักวิ่งคนแรกที่ได้คุยด้วยออกจะเกินความคาดหมายไปเสียหน่อย นอกจากนุ่นจะเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักวิ่ง นุ่นยังมีบทบาทอื่นๆ เป็นข้าราชการ เป็นเชฟ เป็นบล็อกเกอร์ เป็นนักไตรกีฬา และล่าสุดได้รับการประกาศขณะเข้าเส้นชัยด้วยประโยคคลาสสิกว่า “You’re an IRONMAN” กลายเป็น IRONMAN อย่างสมบูรณ์แบบ จากรายการ IRONMAN Asia-Pacific Championship Cairns ในระยะ Full IRONMAN ที่เมือง Cairns (แคนส์) ประเทศออสเตรเลียมาหมาดๆ

ฟูลไอรอนแมน คือระยะที่นักกีฬาที่ต้องว่ายน้ำในทะเล 3.8 กิโลเมตร ขึ้นมาปั่นจักรยานอีก 180 กิโลเมตร และลงมาวิ่งต่ออีก 42.195 กิโลเมตร หรือ 1 มาราธอน ดูจะห่างไกล (มากเกินไป) สำหรับใครหลายๆ คน ผมเองก็เช่นกัน นุ่นใช้เวลาตั้งแต่ก้าวแรกที่คิดจะจริงจังกับการวิ่ง จนถึงแตะเส้นชัยรายการที่ขึ้นชื่อว่าโหดหินสำหรับนักไตรกีฬานี้ ไม่ถึง 3 ปี ซึ่งถือว่าสั้นมาก และต้องใช้ความอดทนมากมาย แล้วความอดทนแบบไหนที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะต้องใช้ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

ผมนัดคุยกับนุ่นหลังเลิกงาน เมื่อมาถึงที่นัดผมไม่เห็นความเมื่อยล้าของนุ่นเลยแม้แต่นิดเดียว หน้าตาสดใส ไม่มีอาการเจ็บปวดจากการแข่งกว่า 15 ชั่วโมงให้เห็น ผิดกับสภาพตัวผมเองที่สะบักสะบอมจากมาราธอนที่ซ้อมไม่พอแล้วไปลงแข่งไว้ เดินโขยกเขยกร่วมอาทิตย์

คุยกับนักวิ่งสาวผู้ก้าวสู่ตำแหน่ง IRONMAN ในเวลาไม่ถึง 3 ปี

“เรากะว่าจะจบการแข่งขันนี้ในเวลา 15 ชั่วโมง ซึ่งเวลาจริงคือ 15 ชั่วโมง 30 นาที ถือว่าไม่ไกลกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้มาก วันแข่งปล่อยตัว 7 โมงครึ่ง เริ่มจากว่ายน้ำในทะเล 3.8 กิโลเมตร ใช้เวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ขึ้นมาปั่นจักรยานต่ออีก 180 กิโลเมตร เส้นทางจักรยานนี่สนุก มันขึ้นลงเขาตลอดเวลา ไม่ได้เป็นทางราบไปเสียหมด แบบนั้นทำเวลาได้จริงแต่มันน่าเบื่อกว่า วิวข้างทางที่เป็นทะเลก็สวยมาก เพลินกับวิวทะเลจนผ่านไปร้อยกว่ากิโลเมตร เริ่มรู้สึกอยากหลุดไปจากทะเลแล้ว อยากเข้าเมืองบ้างแล้ว (หัวเราะ)

“ช่วงก่อนเข้าเมือง 30 กิโลเมตรเป็นช่วงที่ต้องปั่นสวนทางกับลม เรารู้สึกเหมือนปั่นเร็วมาก แต่ดูความเร็วบนเครื่องวัดปรากฏว่าช้ากว่าปกติอีก ก่อนแข่งโค้ชบอกว่า ช่วงปั่นก่อนหน้านั้นให้เก็บแรงไว้ ค่อยๆ ปั่น เพราะของจริงอยู่ที่ 30 กิโลเมตรสุดท้ายซึ่งก็เป็นตามนั้นจริงๆ พอปั่นจักรยานเสร็จก็เปลี่ยนเป็นมาวิ่ง เริ่มลงมาวิ่งก็ตอนเย็นแล้ว เส้นทางวิ่งเป็นเส้นทางในเมือง แต่ก็ยังมีเส้นทางริมทะเลยาวไปเรื่อยๆ เลยสนุกมาก มีคนคอยเชียร์ตลอดเส้นทาง เจอเพื่อนมาคอยเชียร์ก็ดีใจ จะมีบางช่วงที่ไม่มีคนและมืดๆ ที่จะเริ่มรู้สึกกลัวบ้าง กว่าจะเข้าเส้นชัยก็ 5ทุ่ม” นุ่นเล่าประสบการณ์การแข่งขันที่เพิ่งผ่านมาให้ฟัง

ผมนั่งฟังนุ่นแบบคิดตามไปด้วยว่าถ้าหากเป็นตัวเองจะทำได้บ้างไหม ฟังจากที่นุ่นเล่าก็รู้สึกทั้งยากแต่ก็ไม่ได้ลำบากไปเสียหมด สิ่งที่แทรกอยู่ระหว่างเรื่องเล่าก็คือความสนุกกับการแข่งของนุ่นนั่นเอง สำหรับคนที่นั่งฟังแต่ยังไม่ได้เคยลองไปแข่งโหดๆ แบบนั้นเลยนึกแปลกใจเหมือนกัน นอกจากความสนุก อะไรอีกที่ทำให้ผ่านความโหดมาไ้ด้

“ไอรอนแมน คือการบริหารพลัง ทำเรื่องซ้ำๆ เหมือนที่ซ้อมมาร้อยครั้งพันครั้ง เราซ้อมมายังไงก็ได้อย่างนั้นจริงๆ ตอนซ้อมเหนื่อยมาก แต่พอแข่งจริงไม่ใช่ความรู้สึกเหนื่อย มันเป็นความรู้สึกสนุก สนุกกับเส้นทาง

“จะต้องไม่คิดไปข้างหน้าว่าจะต้องทำอะไรต่อ ว่ายน้ำเสร็จต้องขึ้นมาปั่นจักรยานอีก แล้วยังต้องลงมาวิ่งต่ออีก มันบั่นทอนกำลังใจตัวเองเกินไป สิ่งเดียวที่คิดไปข้างหน้าได้คือภาพตัวเองเข้าเส้นชัย” นุ่นตอบ

ผมสัมผัสความสนุกของนุ่นจากทั้งการซ้อมและการแข่งได้จริงๆ ในขณะเดียวกันก็มองเห็นความตั้งใจและมีวินัยในการซ้อม นั่นทำให้รู้สึกได้ว่าการจบไอรอนแมนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องทรมานเลยสำหรับนุ่น ความคิดและจิตใจขณะแข่งเป็นส่วนสำคัญ

คุยกับนักวิ่งสาวผู้ก้าวสู่ตำแหน่ง IRONMAN ในเวลาไม่ถึง 3 ปี คุยกับนักวิ่งสาวผู้ก้าวสู่ตำแหน่ง IRONMAN ในเวลาไม่ถึง 3 ปี

นุ่นเล่าว่า เอาเข้าจริงตอนสมัครยังไม่มั่นใจเลยว่าจะผ่านมันได้ แต่สมัครแล้วยังไงก็ต้องทำให้ได้ ต้องสัญญากับตัวเองว่าต้องซ้อมอย่างจริงจังและมีวินัย มีโค้ชที่คอยให้โปรแกรมฝึกทุกสัปดาห์ ความสำคัญของโค้ชคือใช้ประสบการณ์ที่มีมาคอยควบคุมการซ้อมของเราให้ไปถูกทาง โปรแกรมฝึกที่ถูกวางแผนมาอย่างดีจะช่วยพัฒนาความแข็งแรงของร่างกาย ต้องซ้อมว่ายน้ำไม่รู้กี่รอบ ปั่นจักรยานเทรนเนอร์ 4 – 6 ชั่วโมงเป็นร้อยกิโลเมตร แต่ที่สำคัญกว่าคือโค้ชจะช่วยสร้างความแข็งแรงของจิตใจควบคู่ไปด้วย

ผมมองว่าช่วงที่ยากกว่าการแข่งขันคือช่วงเวลาของการซ้อมนี่แหละ นุ่นเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน แถมยังเฉพาะเจาะจงลงไปอีกว่า ช่วงการซ้อมที่ยากที่สุดคือช่วงแรกสุด เป็นช่วงปรับพื้นฐานร่างกาย ร่างกายมันยังไม่ชินและรู้สึกเหนื่อยมาก แต่พอร่างกายเริ่มดีขึ้น มันจะรู้สึกสนุกต่อเนื่องไปเองโดยอัตโนมัติ นุ่นบอกว่าอย่างแรกต้องสนุกกับการซ้อมให้ได้ก่อน ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามรู้สึกว่าจะมาซ้อมให้เหนื่อยทำไม หรือไม่สนุกกับการซ้อมก็ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องไปลงแข่งแล้ว

การซ้อมเพื่อที่จะไปแข่งขันไอรอนแมนต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุด 3 เดือน นุ่นใช้เวลาซ้อม 6 เดือน ซึ่งไม่ว่าจะมีระยะเวลาที่ซ้อมเท่าไหร่ก็ตาม ต้องจริงจังกับการซ้อมอย่างที่สุด ผมคิดว่าคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาอะไรก็ตามคือวินัย ผมถามนุ่นว่าต้องยอมตัดอะไรออกไปจากชีวิตประจำวันบ้างในช่วงที่ต้องซ้อมอย่างหนัก

นุ่นบอกว่า ก่อนหน้านี้เป็นคนที่ชอบไปกินข้าว ไปสังสรรค์ กับเพื่อน พอต้องมาซ้อมก็เลยต้องลดชีวิตส่วนนั้นลงไป กีฬาชนิดนี้ต้องอาศัยความเข้าใจจากคนรอบข้างสูงมาก เพื่อนหรือครอบครัวต้องเข้าใจเรา บางทีก็หายไปซ้อมเป็นวันถ้าใครไม่เข้าใจก็อาจจะโกรธกันได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ตอนที่ยังไม่ได้เริ่มเล่นไตรกีฬา นุ่นก็บอกว่าไม่เข้าใจเพื่อนที่เล่นอยู่แล้วเหมือนกัน ทำไมนัดแล้วไม่ค่อยมา ต้องเข้มงวดอะไรกับการซ้อมขนาดนั้น พอซ้อมเองเลยเข้าใจ

คุยกับนักวิ่งสาวผู้ก้าวสู่ตำแหน่ง IRONMAN ในเวลาไม่ถึง 3 ปี

“ถ้าจำเป็นต้องเจอก็อาจจะปรับเปลี่ยนเวลาซ้อม ตื่นเช้าขึ้นมาว่ายน้ำ เพื่อจะไปเจอเพื่อนๆ ตอนเย็นได้ แต่มันก็จะมีผลทำให้วันต่อๆ ไปร่างกายอ่อนเพลียมากขึ้น หลังๆ นุ่นเลยไม่ค่อยได้เจอเพื่อนสักเท่าไหร่ พอแข่งจบเลยต้องมานัดเจอเพื่อนทีละกลุ่มเป็นการชดเชย” นุ่นทิ้งท้ายด้วยการหัวเราะ

เมื่อมองย้อนไปวันที่เริ่มต้นวิ่งวันแรกซึ่งเพื่อนชวนไปวิ่งที่สวนลุมพินี นุ่นบอกว่า วิ่งให้ครบรอบยังยากเลย แล้วก็คาใจว่าทำไมตัวเองถึงวิ่งไม่ได้ เลยไปวิ่งเองในวันถัดมา พยายามซ้อมวิ่งเองให้สม่ำเสมอจนเริ่มวิ่งได้ระยะที่ไกลมากขึ้น วิ่งเองแบบผิดๆ ถูกๆ จนไปบังเอิญเจอกับกลุ่มที่กำลังสอนวิ่งกันในสวนลุมพินี เมื่อไปยืนฟังก็รู้สึกสนใจจนมารู้จักว่ากลุ่มนั้นคือการสอนวิ่งของ ครูดิน-สถาวร จันทร์ผ่องศรี อดีตนักวิ่งทีมชาติที่สอนพื้นฐานการวิ่งที่ถูกต้องให้กับนักวิ่งมาหลายต่อหลายคนแล้ว เลยสมัครเข้าค่ายเรียนวิ่งกับครูดินแบบไม่ลังเล การวิ่งอย่างถูกวิธีกับความตั้งใจที่อยากรู้อะไรก็จะรู้ไปให้สุดทางของนุ่นทำให้นุ่นก้าวกระโดดจากมินิมาราธอนไปสู่ฮาล์ฟมาราธอน และก้าวเข้าสู่วงการไตรกีฬาอย่างรวดเร็วภายในเวลา1 ปี

นุ่นเริ่มหลงรักไตรกีฬาจากการแข่งขันไตรกีฬาครั้งแรกที่รายการ Bangkok Triathlon เมื่อรู้สึกเริ่มสนุกกับไตรกีฬาเลยลงแข่งต่ออีกหลายรายการ แต่ตอนแรกยังเป็นการแข่งขันแบบระยะสั้นๆ ใช้ความเร็ว จนเริ่มลงระยะมาตรฐานที่จะเพิ่มระยะมากขึ้นจากเดิม และได้พบว่าตัวเองชอบมากกว่าการที่ต้องใช้ความเร็วแข่งกับเวลา รู้สึกดีกับการคุมความเร็วที่ไม่เร่งตัวเองมาก ใช้ความอดทนของร่างกายไปเรื่อยๆ มากกว่า ทำให้ความคิดเรื่องการแข่งขันไอรอนแมนเริ่มถูกฝังลงในใจ

ระหว่างการซ้อมไตรกีฬา นุ่นเริ่มลงวิ่งมาราธอน ครั้งแรกคือที่โฮโนลูลูที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา เกิดจากการที่เดินไปเจอว่าจะมีงานมาราธอนในวันพรุ่งนี้ก็เลยลงสมัครทันทีและลงวิ่งมาราธอนแรกของตัวเองในวันรุ่งขึ้น นั่นไม่น่าตกใจเท่าอีกเดือนถัดมานุ่นลงแข่งมาราธอนที่สองในชีวิตทันทีที่จอมบึงมาราธอน จังหวัดราชบุรี ตามมาด้วยมาราธอนที่สามในรายการโตเกียวมาราธอนในเวลา 2 เดือนให้หลัง ผมค่อนข้างตกใจ และคิดว่านุ่นเป็นคนที่อยากลองอะไรก็ลงมือทำทันที แต่ก็ยังรู้สึกว่าใช้ร่างกายได้โหดทีเดียว นุ่นบอกว่าตอนนั้นร่างกายมีความพร้อมมากการ ซ้อมไตรกีฬาช่วยทำให้ความอดทนของกล้ามเนื้อและร่างกายทั้งหมดเพิ่มขึ้นมาก การแข่งขันอะไรก็ตาม ถ้าคนแข่งมีพื้นฐานร่างกายที่พร้อม มีช่วงเวลาซ้อมที่เพียงพอ และซ้อมอย่างจริงจัง ใครก็สามารถจบการแข่งขันนั้นได้

คุยกับนักวิ่งสาวผู้ก้าวสู่ตำแหน่ง IRONMAN ในเวลาไม่ถึง 3 ปี

คุยกับนักวิ่งสาวผู้ก้าวสู่ตำแหน่ง IRONMAN ในเวลาไม่ถึง 3 ปี

ความท้าทายตัวเองของนุ่นในการแข่งแต่ละครั้งคือเป้าหมาย นุ่นอยากลองขยับเป้าหมายตัวเองขึ้นทีละนิดจากการแข่งขันคราวก่อน นั่นเป็นการตอบสิ่งที่ผมสงสัยว่าอะไรทำให้อยากขยับตัวเองไปข้างหน้าอยู่เรื่อยๆ

เป้าหมายต่อไปของนุ่นคืออยากจะไป Kona Triathlon หรือ IRONMAN World Championship จัดแข่งทุกปีที่ ฮาวาย สหรัฐอเมริกา สุดยอดสนามแข่งไตรกีฬาที่นักแข่งไตรกีฬาอยากจะลองไปสักครั้งในชีวิต แต่การคัดเลือกที่จะได้เข้าร่วมนั้นยากแบบสุดหิน คือจะต้องผ่าน IRONMAN อย่างน้อย 12 ครั้งถึงจะมีสิทธิ์ได้เข้าร่วม นุ่นบอกว่าเพิ่งผ่านมาได้ครั้งเดียว ตอนนี้กลับมารู้สึกว่ายากที่จะไปถึงในตอนนี้ เหมือนตอนที่เคยรู้สึกว่าวิ่งหนึ่งรอบสวนลุมฯ รอบเดียวมันเป็นไปได้ยาก ลงแข่งไตรกีฬาเป็นเรื่องไกลตัว และการแข่ง IRONMAN เป็นไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็มีเป้าหมายให้เห็นอยู่ไกลๆ แล้ว ที่ผ่านมาก็ทำสิ่งเหล่านั้นให้เป็นจริงมาได้หมด ถ้าทำสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้อีก มันก็เจ๋งดีไม่ใช่หรือ

Writer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud Running

เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจของบุคคลน่าสนใจในวงการวิ่ง

ตอนนี้เมืองไทยมีรายการวิ่งมากถึง 1,500 รายการทั่วประเทศ มีนักวิ่งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติกว่า 15 ล้านคนที่สนใจการวิ่งแข่งขันในแต่ละปี

ความสนใจในกีฬาใช้ฝีเท้าที่มากมายมหาศาล ทำให้ภาครัฐและเอกชนอยากสนับสนุนกีฬานี้อย่างจริงจัง และผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Sport Destination ของนักท่องเที่ยวที่สนใจกีฬา

“เป้าหมายพื้นฐานของเราคือสุขภาพของประชาชนชาวไทย ตามมาด้วยการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐในเรื่องการรักษาพยาบาล แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทุกคนร่วมมือกันมาทำตรงนี้ คือทำให้กีฬาสร้างรายได้ให้ประชาชน สร้างอุตสาหกรรมกีฬาให้คนในจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นที่พัก อาหาร โรงแรม ขนส่งในจังหวัดควรมีรายได้ ถ้าภาครัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนให้งานวิ่งในเมืองไทยได้มาตราฐานระดับโลก นักท่องเที่ยวด้านกีฬาจะหลั่งไหลเข้ามาอีก” 

ทนุเกียรติ จันทร์ชุ่ม ผอ. การฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย

ทนุเกียรติ จันทร์ชุ่ม ผอ. การฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย ตัวแทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอธิบายในฐานะตัวแทนภาครัฐ

“แต่ก่อนประเทศไทยเรามุ่งเน้นการส่งออก พอการส่งออกลดลง ก็มีการท่องเที่ยวนี่แหละที่เป็นตัวสร้าง GDP ให้เติบโต จากประสบการณ์ที่เราดึงงานใหญ่ๆ ไปลงในเมืองต่างๆ คนในเมืองทั้งทางราชการ เอกชน หรือประชาชนทั่วไป เขาพอใจเพราะงานจะช่วยเศรษฐกิจในพื้นที่เขา ของที่ชาวบ้านทำก็ขายได้ มีการประชาสัมพันธ์เมืองเขาให้คนได้รู้จักมากขึ้น 

“บ้านเราได้เปรียบที่โลเคชันใจกลางอาเซียน สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละภาคก็สวยงามหลากหลาย คนไทยมีอัธยาศัยดี เป็นเจ้าบ้านที่มีมิตรไมตรีอยู่แล้ว พอมีงานวิ่งหรือกิจกรรมอื่นที่มีคุณภาพเข้ามา ก็ช่วยทำให้เศรษฐกิจแต่ละที่ดีขึ้น”

ศุภวรรณ ตีระรัตน์ รอง ผอ. สายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (สสปน. หรือ TCEB) อธิบายเหตุผลที่หน่วยงานของเธอสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานของการจัดงานวิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางหรือการจัดงานที่ได้มาตราฐานของสหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ (IAAF) จะทำให้เกิดการยกระดับงานและบุคลากรไปโดยอัตโนมัติ

TCEB ตั้งใจสนับสนุนให้นักจัดงานชาวไทยจัดการแข่งขันได้ตามมาตรฐานนานาชาติ สร้างเครือข่ายให้พวกเขาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และช่วยกันพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาในบ้านเราเอง

ศุภวรรณ ตีระรัตน์ รอง ผอ. สายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (สสปน. หรือ TCEB)

ด้วยเหตุผลนี้เอง Global Running Summit 2019 การประชุมวิ่งมาราธอนจึงถูกจัดขึ้นที่เชียงราย โดยมีวิทยากรจากงานวิ่งระดับโลกมาให้ความรู้ด้านการจัดแข่งขัน

สำหรับบางคน โตเกียว ลอนดอน เบอร์ลิน ชิคาโก นิวยอร์ก และบอสตัน อาจเป็นแค่ชื่อเมืองใหญ่ๆ ในโลก

 แต่สำหรับนักวิ่งมาราธอนจำนวนมาก เมือง 6 เมืองนี้คือจุดหมายในการแข่งขัน คือเส้นชัยที่อยากพิชิตให้ได้สักครั้ง 

ภายในงาน Global Running Summit นี้ กูรูนักจัดงานวิ่งจากเมืองต่างๆ เดินทางมาแบ่งปันเคล็ดลับการจัดงานวิ่งที่ดีและดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก 

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

หนึ่งในนั้นคือ Andy Deschenes ผู้เป็น Start Line Director ของ Boston Marathon รองประธานของ DMSE Sports จัดงานมาราธอนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และขึ้นชื่อว่าสมัครได้ยากที่สุดในโลก

รายการมาราธอนอายุ 123 ปี ระดับ Gold Label ของIAAF เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มาราธอน จากเคยเป็นสนามสำหรับนักวิ่งชายเท่านั้น นักวิ่งหญิงก็ต่อสู้ให้โลกเห็นว่าเพศไหนก็วิ่งได้ที่รายการนี้

ในปี 2013 เกิดเหตุวางระเบิดที่บอสตันมาราธอนจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก แต่บอสตันมาราธอนก็ฟื้นตัวกลับมาเป็นที่หมายปองของนักวิ่งทั่วโลกไม่เปลี่ยนแปลง

รายการวิ่งนี้เอาชนะใจผู้คนทั่วโลกอย่างไร มีวิธีการทำงานอย่างไร และคนจัดงานคิดอย่างไรกับการสร้างงานวิ่งดีๆ ที่เมืองไทย ลองไปอ่านความคิดของเขาได้เลย

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

บอสตันมาราธอนถึงเป็นงานวิ่งที่จัดติดต่อกันได้นานที่สุดในโลก ขนาดช่วงสงครามโลกยังไม่หยุด เคล็ดลับที่ทำให้งานแข่งวิ่งนี้ดึงดูดใจนักวิ่งมาตลอดคืออะไร

ตอนนี้งานวิ่งหลายงานในอเมริกาที่จัดต่อเนื่องมา 45 – 50 ปีแล้วกำลังพยายามตอบคำถามนี้อยู่เหมือนกัน จะทำอย่างไรให้งานวิ่งของเราทันยุคทันสมัย และทำไมนักวิ่งต้องมาวิ่งในงานของเรา บอสตันเลยจุดนั้นไปแล้วเพราะเป็นงานที่เก่าแก่จนกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วว่าถ้าคุณเป็นนักวิ่ง คุณต้องมาบอสตัน ความเก่าแก่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนอยากมาวิ่ง แต่คนจะไม่มาถ้าพวกเขาเจอประสบการณ์แย่ๆ ดังนั้น เราพยายามสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุด เจ๋งที่สุดในทุกปี วันแข่งวิ่งต้องเป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา

การตั้งเกณฑ์ให้สมัครได้ยากมากๆ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนอยากมาด้วยรึเปล่า

ใช่ครับ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมาวิ่งที่บอสตัน งานนี้เลยยิ่งน่าวิ่งเข้าไปอีก เป็นธรรมเนียมไปแล้วว่าการแข่งวิ่งที่บอสตันต้องยาก เราเป็นงานวิ่งงานเดียวในโลกที่ผู้เข้าแข่งขันต้องผ่านมาตรฐานให้ได้ก่อน การสร้างมาตรฐานที่เป็นธรรมก็ยาก ตอนนี้ผมว่ามาตรฐานเราใช้ได้แล้ว แต่มันก็น่าผิดหวังสำหรับคนที่ไม่ผ่านนั่นแหละ

นักวิ่งบอสตันมาราธอนต้องซ้อมหนักมากเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ พวกเขาเป็นคนที่พัฒนาตัวเองสู่ขีดสุดความสามารถ ลำพังการวิ่งมาราธอนก็เป็นเรื่องยากมากๆ แล้ว แต่การสมัครบอสตันมาราธอนให้ผ่าน คุณต้องวิ่งได้เร็วมาก พวกเขาถึงได้ตื่นเต้นและภูมิใจที่ได้เข้าร่วม แค่ได้มาอยู่ที่จุดเริ่มวิ่งก็เป็นความสำเร็จแล้ว

ผมทำงานนี้มา 24 ปีแล้ว ความยากของงานนี้ทำให้การแข่งขันมีความหมายมาก วันก่อนแข่ง นักวิ่งจากทั่วโลกจะมาที่จุดเริ่มวิ่งเพื่อเตรียมตัวและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก งานนี้พิเศษมากสำหรับคนมากมาย ความฝันของพวกเขาคือการได้มาวิ่งที่บอสตัน เป็นหน้าที่ของผมที่จะทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงดีเทียบเท่าความคาดหวัง

คุณบอกว่าการเตรียมงานวิ่งใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน แล้วคุณใช้เวลาในการเตรียมงานบอสตันมาราธอนนานแค่ไหน

อย่างน้อย 8 เดือนครับ งานจัดเดือนเมษายน แต่เราเตรียมงานตั้งแต่เดือนกันยายนปีก่อนหน้า เอาจริงๆ ในวันงาน ผมก็วางแผนงานปีถัดไปแล้วนะว่าจะปรับปรุงอะไรบ้าง 

เราจัดงานวิ่งประมาณ 30 งานต่อหนึ่งปีทั่วอเมริกา บอสตันมาราธอนเป็นงานใหญ่ที่สุดในรอบปี นอกจากนั้นก็มีงานวิ่ง 10 กิโลเมตร (มินิมาราธอน) ที่จัดติดต่อกัน 40 – 50 ปี และมีงานวิ่งใหม่ๆ เข้ามาสม่ำเสมอ 80 เปอร์เซ็นต์ของงานวิ่งเหมือนเดิมครับ 

ช่วงที่คนอเมริกันนิยมแข่งวิ่งมากที่สุดคือช่วงไหน

ส่วนใหญ่คือช่วงฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง ช่วงใบไม้ร่วงประมาณกันยายน-ตุลาคมนี่งานชุกที่สุด เราจัดงานวิ่ง 2 – 3 งานในเมืองต่างๆ พร้อมกันในช่วงสุดสัปดาห์ 

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

อะไรคือความเปลี่ยนแปลงที่คุณเห็นในช่วงเวลาที่จัดงานวิ่งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

ที่ชัดเจนมากคือเรื่องความปลอดภัย เหตุระเบิดที่บอสตันเปลี่ยนทุกอย่างไปมาก เทคโนโลยีเองก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะ และจะเปลี่ยนมากกว่านี้อีก ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ ผมชอบเทคโนโลยี และเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ นักวิ่ง ตอนนี้นักวิ่งประมาณครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิง ในช่วง 5 – 10 ปีมานี้ มีผู้หญิงสนใจวิ่งแข่งมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งดีมาก

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จำนวนคนสนใจแข่งวิ่งสม่ำเสมอมาตลอด ไม่ค่อยเปลี่ยน แต่ประเภทการแข่งที่เปลี่ยนไป มาราธอนน้อยลง มีฮาล์ฟมาราธอนมากขึ้น เห็นได้ชัดเลยว่าคนสนใจฮาล์ฟมาราธอนมากครับ

เส้นทางวิ่งบอสตันมาราธอนคล้ายๆ เดิมมาตลอด สิ่งที่ยากที่สุดในการทำหน้าที่เดิมซ้ำๆ ทุกปีคืออะไร

คำถามนี้น่าสนใจ จริงๆ มันไม่เหมือนเดิมทุกปีหรอกครับ คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่ามันเหมือนกัน บอสตันมาราธอนเป็นการวิ่งรอบเมือง เส้นทางเลยซับซ้อน มีถนนและทางแยกมากมาย ผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากการจัดงานก็มีเยอะ เป็นความท้าทายที่เราอยากเอาชนะและทำให้งานสมบูรณ์แบบ 

หลังจบงานทุกปีเราจะวิเคราะห์กันว่าอะไรใช้ได้ ใช้ไม่ได้ อะไรควรเปลี่ยน มีหลายอย่างที่เราเห็นแต่นักวิ่งไม่ทันสังเกต เช่น ป้ายสัญลักษณ์ ทุกปีเราจะปรับให้ตัวหนาขึ้น ตัวใหญ่ขึ้น อ่านง่ายขึ้น หรือทำป้ายให้มากขึ้น หรือหาที่ติดป้ายใหม่ เราหมกมุ่นกับเรื่องที่นักวิ่งไม่จำเป็นต้องเห็น เราชอบจัดการเรื่องเล็กๆ และตั้งใจดูแลวิธีที่ผู้คนเข้าร่วมบอสตันมาราธอน เขาจะเริ่มต้นยังไง ประสบการณ์ที่เขาได้รับเป็นยังไง 

เราทุกคนฟังความเห็นของนักวิ่ง อยากฟังว่าเขาวิ่งแล้วเป็นยังไง จุดเริ่มต้นดีมั้ย มีปัญหามั้ย มีอะไรที่เราช่วยได้บ้าง เราตั้งใจฟังมุมมองของนักวิ่งทั้ง 30,000 คน เพื่อหาวิธีทำให้งานสมบูณ์แบบที่สุด

ความเห็นของนักวิ่งมาจากทางไหนบ้าง

เราได้รับความเห็นออนไลน์ ข้อความเสียง ผู้คนมาบอกเอง เวลาผมเดินไปไหนในงานบอสตันมาราธอน คนจะเข้ามาหาแล้วบอกว่าการแข่งขันเป็นยังไงบ้าง เราต้องตั้งใจฟัง เพราะความเห็นจะมาหาเราเสมอ หลายความเห็นน่าสนใจ เพราะเรารู้รายละเอียดทุกอย่างว่าทำไมต้องจัดการแบบนี้ บางครั้งจะมีคนบอกว่า ทำไมไม่แก้ปัญหาแบบนั้นแบบนี้ล่ะ แต่ปัญหาเดียวอาจมีเหตุผลเบื้องหลังสัก 15 ข้อที่ทำให้เปลี่ยนได้หรือเปลี่ยนไม่ได้ 

ในสายตาของนักวิ่ง วิธีแก้ปัญหาง่ายเสมอ แต่ในสายตาคนทำงาน เรารู้ว่าข้อจำกัดของงานคืออะไร และบางอย่างก็เปลี่ยนไม่ได้ 

เช่นอะไรบ้าง

บอสตันมีพื้นที่จำกัด บางคนอยากให้เราขยายพื้นที่วิ่งใหญ่ขึ้น มีพื้นที่เยอะๆ จะได้วิ่งสะดวก แต่เราไม่มีที่แล้วไงครับ เราขยายพื้นที่ว่างที่มีหมดแล้ว หรือตอนนี้เราปล่อยนักวิ่ง 4 ช่วงเวลา ก็มีคนอยากให้ปล่อยช่วงที่ 5 จะได้รับนักวิ่งให้มากขึ้น แต่นักวิ่งอีกช่วง หมายถึงเวลาที่มากขึ้น หมายถึงบอสตันจะได้รับผลกระทบนานขึ้น 45 นาที ยิ่งมีคนมากขึ้นเท่าไหร่ ระยะเวลาจัดงานก็มากขึ้นเท่านั้น ค่าใช้จ่ายก็มากขึ้น ตำรวจต้องทำงานนานขึ้น ทีมงานต้องอยู่บนท้องถนนนานขึ้น ถามว่าเรารับนักวิ่งมากขึ้นได้มั้ย จัดงานให้ใหญ่ขึ้นได้มั้ย ได้ครับ แต่เราต้องมีพื้นที่และเวลาที่มากกว่านี้ และค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นมากๆ 

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก
คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

ช่วงที่บอสตันมาราธอนเจอปัญหาหนักอย่างเหตุระเบิด ทำอย่างไรให้คนเชื่อมั่นและอยากกลับมาวิ่งอีกครั้ง

คนมากมายตั้งใจกลับมาวิ่งและไม่ยอมให้เรื่องนี้ขวางความตั้งใจ เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมาก แทนที่จะหวาดกลัว ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม คนอยากกลับมาเอาชนะการแข่งขันให้ได้ นอกจากนี้เรายังเจอความท้าทายอื่นๆ อย่างสภาพอากาศ สองปีที่แล้ววันงานอากาศแย่มาก หนาวมาก เปียกมาก หิมะเกือบตก แต่ 4 ปีที่แล้วแดดจ้า อุณหภูมิ 30 องศา ทั้งที่นักวิ่งแถบนั้นซ้อมวิ่งตลอดฤดูหนาวที่หนาวเย็นมาก  

อากาศจะเป็นยังไงเราก็จัดงานอยู่ดี เวลาคนบอกว่าดูเหมือนว่าวันงานฝนจะตกนะ คุณจะทำยังไง คำตอบคือจัดงานต่อ เราแค่ต้องคิดว่านักวิ่งต้องเจออะไรบ้าง ถ้าอากาศร้อน พวกเขาก็ต้องการน้ำ ถ้าอากาศหนาว พวกเขาต้องมีอุปกรณ์กำบังลมฝน ไม่ว่ายังไงก็ตาม บอสตันมาราธอนต้องเกิดขึ้นได้ 

ร้อนหรือหนาว แบบไหนแย่กว่ากัน

สำหรับหน่วยพยาบาล ร้อนแย่กว่ามาก 2 ปีที่แล้วที่อากาศหนาว คนวิ่งได้ดีกว่ามาตราฐานที่เคยทำไว้ตอนอากาศร้อน อย่างเมืองไทยอากาศร้อน เรื่องนี้แก้ได้ด้วยการวิ่งตอนเช้ามืด เรื่องนี้จัดการได้ครับ 

การแก้ปัญหาอื่นๆ ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มี ผู้จัดงานวิ่งมีหน้าที่รับผิดชอบอุปกรณ์ หน่วยพยาบาล และของที่ต้องใช้ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นยังไง ผมไม่กลัวมาราธอนที่จะเกิดขึ้นเพราะเราเตรียมตัวไว้ก่อน 

บอสตันมาราธอนมีอาสาสมัครหลักหมื่นคน ทำยังไงให้ชาวเมืองรักการแข่งวิ่งขนาดนั้น

เพราะมันเป็นธรรมเนียมแล้วว่าต้องเป็นอาสาสมัคร เรามีครอบครัวอาสาสมัครที่ดูแลสถานีแจกน้ำมา 20 ปี พวกเขาพาเด็กๆ มาเรียนรู้เพื่อที่จะทำหน้าที่นี้ต่อไปอีก 20 ปีตามธรรมเนียมครอบครัว บางคนทำงานนี้มามากกว่า 40 ปีแล้ว ขนาดผมทำมา 24 ปียังเป็นเด็กใหม่ไปเลย 

งานวิ่งอื่นต้องออกไปขอร้องคนให้มาช่วย แต่งานนี้เราต้องปฏิเสธคน เพราะมีอาสาสมัครมากเกินไป 

คนเป็นอาสาสมัครได้อะไร

เสื้อแจ็กเก็ตสีแดง แลกกับเวลาทำงาน 4 ชั่วโมง แค่นั้นแหละครับ บางคนต้องยืนตากฝนถึง 12 ชั่วโมง แต่คนมากมายก็ยินดีทำงานนี้ พวกเขารู้ว่านักวิ่งทั่วโลกพยายามมากๆ ที่จะได้มาวิ่งที่บอสตันมาราธอน ดังนั้น เราควรดูแลเขาให้ดีที่สุดก่อนเขาจากไป ช่วยดูแลความปลอดภัย ช่วยแจกน้ำ ทำให้เขารู้สึกเป็นบวกมากที่สุดระหว่างอยู่ที่บอสตัน 

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

เคล็ดลับที่ทำให้ชาวบอสตัน ตำรวจ หน่วยพยาบาล และทุกคน ช่วยกันจัดงานวิ่งนี้คืออะไร

การสื่อสารแต่เนิ่นๆ เราเตรียมงานตั้งแต่กันยายน เราพูดคุยกับหน่วยงานสาธารณะ ตำรวจ หน่วยพยาบาล และฝ่ายอื่นๆ ภายในปีนั้นเพื่อให้ทุกคนรู้แผนการวันจัดงานในปีถัดไป ผมสังเกตจากงานอีเวนต์ใหม่ๆ หรืองานอื่นในเมืองอื่น ถึงได้เข้าใจว่าเราโชคดีแค่ไหนที่มีบอสตันเป็นแบบอย่าง 

ทุกคนรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง ในงานวิ่ง ตำรวจไม่ควรมีหน้าที่บอกทางให้นักวิ่ง แต่มีหน้าที่ดูแลฝูงชนให้เป็นที่เป็นทางและทำให้ทุกคนปลอดภัย ส่วนอาสาสมัครมีหน้าที่บอกเส้นทาง ทุกคนถูกฝึกมาให้ทำหน้าที่ต่างกัน ดังนั้น ต้องแยกงานให้ชัดเจน 

ถ้าใครจะเกษียณตัวเอง เขาจะพาคนใหม่มาเรียนรู้สัก 2 – 3 ปีล่วงหน้าเพื่อทำหน้าที่แทน พอถึงเวลาส่งไม้ต่อ คนใหม่ที่มาก็เข้าใจและรู้ว่าต้องทำอะไร ทุกๆ ปีการทำงานกับชาวเมืองเป็นงานที่ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะทุกคนทุ่มเทมากๆ ต่างจากเมืองใหม่หรือการแข่งขันใหม่ๆ เพราะคนไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไร

แล้วชาวเมืองคนอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากงานวิ่งล่ะ คุณรับมืออย่างไร

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ทุกคนพอใจ คนมักบ่นเสมอ เราทำงานส่วนที่เราทำได้คือสื่อสารล่วงหน้าบ่อยๆ ให้คนรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอโทษที่เราต้องปิดถนนเวลากี่โมงถึงกี่โมง ถ้าเราทำได้ตามเวลาที่กำหนด ถึงคนจะบ่น อย่างน้อยเราก็ซื่อสัตย์และตรงต่อเวลา บอสตันมาราธอนจัดมา 123 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่ตกใจเวลามีการปิดถนนอยู่ บางเมืองในอเมริกาจัดงานวิ่งติดๆ กันในช่วงสุดสัปดาห์ เดี๋ยวมาราธอน เดี๋ยวฮาล์ฟมาราธอน เดี๋ยว 10 กิโลเมตร คนก็เบื่อที่ถนนปิดตลอด ถึงจะกระตุ้นเศรษฐกิจเมือง แต่การจราจรมีปัญหาก็ไม่ได้ เราต้องหาสมดุลระหว่างข้อดีของมาราธอนและความเป็นอยู่ของเมือง

การจัดงานวิ่งระยะสั้น ง่ายกว่าจัดมาราธอนรึเปล่า

ไม่เลยครับ ทุกงานใช้คนทำงานเยอะ และต้องทำงานล่วงหน้าไม่ต่างกัน การจัดงานวิ่ง 5 กิโลเมตร หรือ 10 กิโลเมตรอาจจะจัดเส้นทางง่ายกว่า เพราะพื้นที่เล็กกว่า ไม่ต้องปิดถนนใหญ่ แต่การจัดการระยะเวลาและพัฒนาแผนปฏิบัติงานยังคล้ายๆ เดิม

แต่ถ้าเป็นงานวิ่งหรือเดินสนุกๆ ง่ายกว่า เพราะความกดดันเรื่องเวลาและความปลอดภัยน้อยกว่า ไม่จำเป็นต้องเป๊ะมาก คนจัดก็ผ่อนคลายขึ้น

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

จากประสบการณ์ของคุณ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้งานวิ่งงานหนึ่งประสบความสำเร็จ

ไม่มีสูตรตายตัวเลยครับ อะไรคือเวทมนตร์ที่ทำให้คนอยากมางานวิ่งของเรา บางงานเป็นสถานที่ อย่างเมืองไทยน่าวิ่งมาราธอนเพราะสวยมากๆ มีสิ่งที่สถานที่อื่นในโลกไม่มี ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมหรือความสวยงาม แต่ละงานก็แตกต่างกันไป ไม่เหมือนกันสักที่ เรามีงานวิ่งที่จัดบนสะพานยาวมากๆ ซึ่งจะเปิดเฉพาะวันที่แข่งวิ่งเท่านั้น ทำให้คนอยากไป แต่มันก็ไม่เหมือนกับบอสตัน ไม่เหมือนกันนิวยอร์ก แต่ละงานมีของดีของตัวเอง งานวิ่งที่มีปัญหาคืองานที่ยังไม่พบจุดแข็งหรือเอกลักษณ์ของตัวเอง ที่สำคัญ ความร่วมมือระหว่างผู้จัดงาน ภาครัฐ และผู้สนับสนุนทุนต้องดีด้วย ไม่งั้นการทำงานจะยากมาก

เป็นไปได้มั้ยที่เมืองไทยจะกลายเป็นจุดหมายของนักวิ่งจากทั่วโลกบ้าง

ผมว่าเป็นไปได้มากนะ เมืองไทยมีเอกลักษณ์ที่หาไม่ได้ที่อื่น โดยเฉพาะวัฒนธรรมที่แตกต่าง น่าจะทำให้เป็นส่วนหนึ่งของมาราธอน เนื้อหางาน ผู้คน การแสดง การพูดคุยสื่อสาร เป็นส่วนผสมในงานมาราธอนที่ทำให้คนสนใจและอยากมาวิ่ง บางงานที่ผมจัดมีการแสดงดนตรีหรือความบันเทิงอื่นตลอดทาง นักวิ่งจะได้มีกำลังใจวิ่งต่อ

ความบันเทิงแบบไหนที่ควรจัดในงานวิ่งมาราธอน

ผมเคยเห็นดนตรีสด การแสดงเต้น จักกลิ้ง และการแสดงแปลกๆ อีกมากในงานวิ่งต่างๆ สนุกดีนะครับ สำหรับนักวิ่ง พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในเส้นทางข้างหน้าแต่ก็ยังวิ่งต่อไปเรื่อยๆ เป็นประสบการณ์ที่แปลกและดีสำหรับนักวิ่ง

20 ปีที่แล้วไม่มีเรื่องแบบนี้เลย ตอนมีงานร็อกแอนด์โรลมาราธอนที่ซานดิเอโก ไม่มีใครเคยจัดงานวิ่งที่มีการแสดงดนตรีทุกๆ ไมล์ ทั้งหมด 25 วงดนตรี แต่ตอนนี้เป็นเรื่องปกติมากที่มีดนตรีสดและความบันเทิงอื่นๆ อย่างญี่ปุ่นก็มีงานวิ่งที่นักวิ่งสวมชุดแฟนซี ที่บอสตันมาราธอนก็เคยมีคนใส่ชุดล็อบสเตอร์มาวิ่ง ผมว่าคนชอบเรื่องตลกสนุกๆ แต่ตอนนี้ห้ามแต่งแล้วล่ะ เพราะกฎรักษาความปลอดภัยเข้มขึ้น

คำถามสุดท้าย กฎในการจัดงานที่คุณยึดถือมาตลอดคืออะไร

ข้อนี้ยากจัง ผมเตือนทีมงานและอาสาสมัครตลอดว่า ‘วันนี้คือวันของนักวิ่ง’ เราต้องไม่คิดถึงแค่ตัวเรา แต่คิดถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดกับประสบการณ์ของนักวิ่ง นี่คือกฏข้อที่หนึ่งของเรา นี่คือเหตุผลที่เราอยู่ตรงนี้ งานวิ่งมีเพื่อนักวิ่งครับ

คุยกับ Andy Deschenes ผู้จัดงานบอสตันมาราธอน งานวิ่งที่นักวิ่งอยากแข่งมากที่สุดในโลก

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load