“ยากจังเลย ผมค่อนข้างต่อต้านคำว่า ‘ศิลปิน’ นะ เพราะสำหรับผม คำนี้หมายถึงผู้สร้างสรรค์งานศิลปะที่ทำให้คนมีจิตใจสว่างไสว นำไปสู่การตื่นรู้อะไรบางอย่าง แต่ผมไม่ใช่เลยสักนิด”

โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล คู่สนทนาของเราคราวนี้รีบตอบทันควัน เมื่อเราชวนเขาย้อนมองถึงนิยามของตัวเอง

เขาคือคนทำงานศิลปะร่วมสมัย ผู้หยิบปัญหาสิ่งแวดล้อมมาสร้างสรรค์งานศิลปะ ผู้นำหนอนแมลงวันมาทำงานจนถูกแบนจากแกลเลอรี่ไปพักใหญ่ๆ และผู้มีผลงานชื่อดังไปอวดโฉมชาวโลกถึงประเทศเบลเยียม

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

“แนวทางของผมเป็นการควานหาสิ่งซึ่งถูกซ่อนไว้ใต้พรมให้เจอ แล้วนำมาเปิดเผย เพื่อชี้ให้เห็นปัญหามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

“คนเอเชียมักซ่อนภาพไม่เหมาะสมเอาไว้ แต่การทำความเข้าใจปัญหา ต้องอาศัยการซื่อสัตย์ต่อความจริง ซึ่งเป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ขัดกับธรรมเนียมปฏิบัติ หากพรีเซนต์แต่ภาพสวยงาม แล้วซ่อนความเลวร้ายไว้ตลอดเวลา สังคมจะเดินต่อไปอย่างไร เราต้องรู้ต้นตอของปัญหา ตระหนักว่าถนนของเรามีอุปสรรคขวากหนามอยู่ ไม่ใช่มองขึ้นฟ้า เห็นว่าสวยดี แล้วเดินต่อไปโดยไม่รู้ว่าข้างหน้าคือเหว”

ก่อนจะแหงนหน้ามองฟ้า ดื่มด่ำความงามของผืนนภาสีครามสด เราขอชวนคุณผู้อ่านก้มหน้าสู่ดิน ค้อมหลังฟังเสียงสารพันปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เรืองศักดิ์นำมาสร้างสรรค์งานศิลปะ

ตั้งแต่สิงสาราสัตว์ที่เกือบสิ้นวงศ์พงศาเพราะน้ำมือมนุษย์ ความรุนแรงอันแสนอยุติธรรมต่อสัตว์เลี้ยงผู้ซื่อสัตย์ น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ใครก็เอาไม่อยู่ มหาธุลีพิบัติภัย PM 2.5 ซึ่งแวะเวียนเยี่ยมเยียนเราทุกฤดูหนาว ไปจนถึง Reincarnation III – Ecologies of Life นิทรรศการเสียงกระซิบจากสัตว์สูญพันธุ์ ที่เพิ่งจัดแสดงไปเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

01 “ผมเคยเชื่อในระบบ”

หลังจากถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของศิลปินนักอนุรักษ์ ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดซึ่งนับวันยิ่งไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น เราเริ่มต้นบทสนทนาอย่างเป็นทางการด้วยการถามทวนต่อจากบทสนทนาตอนต้น

คุณมองตัวเองคือผู้เปิดเผยขยะใต้พรม ?

“พยายามเป็น ก่อนหน้านี้ผมเคยเชื่อในระบบเหมือนกัน คือเชื่อว่าทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างไหลลื่นตามระบบที่วางไว้ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมมีระบบจัดการสารพิษ ขยะได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ไม่หลุดรอดไปสู่ที่ต่างๆ สัตว์เลี้ยงของมนุษย์ไม่ได้ถูกขโมยมาจากธรรมชาติ 

“แต่เราต่างรับรู้กันดีว่าอุตสาหกรรมทิ้งสารพิษออกมาเยอะแยะ ขยะหลุดรอดไปในสิ่งแวดล้อมมากมาย สัตว์ในจตุจักรไม่น้อยถูกลักลอบนำเข้ามาแบบผิดกฎหมาย เรากลับเลือกจะไม่มอง แต่ซ่อนไว้เพราะเหนียมอายต่อความจริง”

“ผมจึงเลิกเชื่อในระบบ” น้ำเสียงหนักแน่นแต่เรียบนิ่ง

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

ก่อนเล่าเหตุผลตอกย้ำความไม่เชื่อมั่นในประสิทธิภาพของระบบ ที่มาจากเหตุการณ์อุบัติเหตุรถไฟตกรางในสเปน เพราะระบบเศรษฐกิจตกต่ำในช่วง Hamburger Crisis ทำให้ต้องลดการดูแลรักษาลง รถไฟซึ่งควรจะเลี้ยวโค้งไปดีๆ จึงตกราง และเหตุการณ์สะพานขนาดใหญ่ในอิตาลีพังถล่มลงมา เพราะไม่ได้รับการดูแลรักษามากว่า 20 ปี

“ผมตั้งคำถามว่า เราจะเชื่อในระบบต่างๆ อย่างหมดสิ้นหมดใจไปถึงร้อยปีพันปีได้อย่างไร ในเมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จะรู้ได้อย่างไรว่ามันหมดสภาพไปแล้ว หากรัฐยิ่งซุกซ่อนอะไรไว้ ก็จะยิ่งเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นอีก”

หลังจาก ‘เลิกเชื่อในระบบ’ โจ้จึงเริ่มภารกิจแสวงหาทุกปัญหาที่มนุษย์กระทำต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหาญกล้า แต่กลับซุกซ่อนไว้เพราะขวยเขินหน้าบาง และนำมาดัดแปลงเป็นงานศิลปะ

“การเคลื่อนไหวนี้กระตุ้นให้ผมออกมาทำงานขุดคุ้ยเผยแผ่ แล้วผมเชื่อในงานศิลปะยุคใหม่ ซึ่งแม้มีความขัดแย้งในตัวมันสูง แต่ยังประนีประนอม เปิดโอกาสให้คนวิพากษ์วิจารณ์เพื่อคิดหาแง่มุมใหม่จากมันซ้ำไปซ้ำมาได้เสมอ”

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

02 “ทำไมเราต้องทำงานเพนต์อยู่”

เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล เรียนจบด้านศิลปะโดยตรงจากรั้วเพาะช่าง ทักษะการสร้างสรรค์จึงไม่ใช่ข้อกังขาเคลือบแคลง แต่ความน่าสนใจคือรูปแบบการทำงานซึ่งก้าวออกนอกขนบ ผิดแผกไปจากเพื่อนศิลปินรุ่นเดียวกัน

เช่นคราวหนึ่งเมื่อครั้งเป็นนักเรียน เขานำเวชภัณฑ์และเศษอาหารเหลือใช้มาบรรจุลงในหลอดแก้ว สร้างเป็นงานศิลปะจัดวาง ปรากฏว่าผลงานชิ้นนั้นเป็นแกะดำของงาน เพราะบรรดามิตรสหายต่างขุดกลเม็ดเด็ดพรายขึ้นมาทำจิตรกรรมประกวดประขันกัน เขาจึงเจียมตัวเองดีว่าแนวทางของตนเป็น ‘ตัวประหลาด’ ของวงการ

“ผมเคยตั้งคำถามว่า ‘ทำไมเราต้องทำงานเพนต์อยู่’

“คำตอบคลิเช่มาก โลกทุกวันนี้มีเทคโนโลยีมากมาย ภาพถ่ายก็เคลื่อนไหวเป็นวิดีโอได้แล้ว ในเมื่อมันมีของจริงแบบสามมิติ แสดงร่อยรอยเรื่องราวทุกอย่างซึ่งแปดเปื้อนไว้ได้ด้วยตัวเองอยู่ ทำไมไม่เอามาใช้เลยล่ะ จะเพนต์เพื่อชักจูงให้คนเชื่อว่าสิ่งตรงหน้าสร้างความรู้สึกนึกคิดได้จริงทำไม

“ตอนแรกๆ ก็ยังไม่เคลียร์ว่าจะเป็นงานศิลปะได้อย่างไร แต่พอเห็นศิลปินชาวฝรั่งเศสตระเวนเก็บขยะตลอดสองปีเพื่อทำงานศิลปะ แล้วมันก็เป็นศิลปะได้จริง จึงรู้ว่าเป็นไปได้ นั่นคือเมื่อสามสิบปีก่อน สมัยที่เพื่อนผมยังเพนต์กันอยู่เลย”

โจ้สะสมความสนใจข้อนี้ไว้เป็นเหมือนปุ๋ยยา เสริมความเชื่อของตนให้อุดมสมบูรณ์ จนผลิดอกออกผลมาเป็นนิทรรศการ Metamorphosis ศิลปะจัดวางของเขาครั้งแรกที่ Siam Art Museum เมื่อ ค.ศ. 2001

“ผมเล่นเรื่องกระบวนการแปรสัณฐาน เปรียบเทียบระหว่างหนอนผีเสื้อซึ่งดูเป็นกระบวนการเติบโตอันงดงาม กับหนอนแมลงวันซึ่งดูน่ารังเกียจ เอาของจริงมาวางในแท่นคู่กัน เพื่อให้ผู้ชมสำรวจดูความรู้สึกของตัวเองต่อสัตว์ทั้งสองชนิด

“แต่ก็ต้องปิดตัวลงก่อนโปรเจกต์นั้นจบ เพราะเจ้าของรู้สึกว่ากลิ่นของหนอนแมลงวันกินเนื้อเน่ารบกวนผู้ชมมากจนคนไม่มา เลยมีช่วงสั้นๆ ที่ผมเหมือนถูกแบนจากบรรดาแกลเลอรี่ ว่าอย่าไปชวนไอ้นี่มาโชว์นะ เดี๋ยวแกลเลอรี่เสียชื่อ”

โจ้ เรืองศักดิ์ ศิลปิน ‘นักสะสมหายนะ’ ผู้นำหนอน กระดูกหมา และต้นแมนเดรก มาทำงานศิลปะ

เขาเล่าความหลังพลางหัวเราะ ใช้ความตลกขบขันกำบังบทเรียนชีวิตครั้งสำคัญบนถนนสายศิลปิน ก่อนขยายความถึงกลวิธีสร้างสรรค์งานศิลปะสุดเจ๋งจากเพื่อนร่วมวงการต่างชาติที่เจ้าตัวประทับใจ

“อย่างศิลปินชาวดัตช์ชื่อ Startel เขาทำห้องมืด ขนาดประมาณสี่สิบตารางเมตร ที่มีแต่หนอนแมลงวันคลานยั้วเยี้ยเป็นล้านตัว ใช้ไมโครโฟนจับเสียงการเคลื่อนไหวเบาๆ แล้วขยายเสียงผ่านลำโพง ซึ่งส่องแสงอัลตราไวโอเลตจากข้างบนลงมา รับกับสเต็ปทางเดิน เข้ามาตอนแรกจะมองไม่เห็นว่าพื้นเป็นอะไร แต่พอตาเริ่มชินกับห้องมืด จะเห็นว่าพื้นห้องทั้งหมดเต็มไปด้วยหนอนแมลงวันที่ยังมีชีวิต นั่นคือความสุดของศิลปิน

“คิวเรเตอร์งานนั้นหมกมุ่นกับเรื่องสภาวะการมีชีวิตของสิ่งที่ตายไปแล้วมากๆ ครั้งหนึ่งเขาหยิบเอาปรากฏการณ์ Electrochemical Cell คือชิ้นส่วนที่ตายไปแล้ว แต่ยังมีปฏิกิริยาเคมีและไฟฟ้าอยู่เล็กน้อยมาเป็นมุกในงาน พอดีเพื่อนเขานิ้วขาด จึงเอามาแช่ในฟอร์มาลีน แล้วใช้แอมป์มิเตอร์เสียบเข้าไป ใช้คอมพิวเตอร์แปลงกระแสไฟฟ้า ซึ่งยังหลงเหลืออยู่เป็นคลื่นเสียงหอนออกมาจากลำโพง ราวกับว่านิ้วนั้นยังมีชีวิตอยู่

“หรือมีศิลปินอีกคนหนึ่ง เอาเศษกระดูกวัวเป็นตันๆ จากโรงเชือดมากองพะเนิน แล้วปล่อยให้มันเน่า แต่ดินที่เบลเยียมมีแบคทีเรีย ซึ่งเปลี่ยนไขมันในกระดูกเป็นสีม่วง ฉะนั้น งานจะค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเลือดเป็นสีม่วง ดูสวยและน่ากลัวในคราวเดียวกัน”

ประสบการณ์ล้ำค่าจากการได้ออกไปปฏิสัมพันธ์กับแวดวงศิลปะต่างประเทศ ตีเปิดเพดานความคิดให้กว้างขวางออกอย่างไปไม่จำกัด วิสัยทัศน์ของเรืองศักดิ์แผ่ขยายไพศาล จนพบว่าผลงานตัวเองเป็นเพียงเศษเสี้ยวกระผีกริ้นแห่งความเป็นไปได้ทั้งหมด ตราบเท่าที่ ‘ศิลปะ’ อนุญาต

03 “ความซับซ้อนของวิทยาศาสตร์คืองานศิลปะ”

“ประเด็นคือ ผมมองว่าทำไมจะ ‘ไม่’ ล่ะ” โจ้อธิบายถึงสาเหตุที่หยิบเอาประเด็นทางวิทยาศาสตร์มาทำงานศิลปะ

“ในเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่จุดที่เริ่มพูดถึงความจริงมากขึ้น และความจริงนั้นไม่ใช่ด้านแห้งแล้ง เราเจอวิทยาศาสตร์แห้งแล้งกันมาตลอด คือไม่มีความเป็นมนุษย์ วิชาการจ๋า

“เช่น พอบอกว่ายุงชนิดนี้อยู่ตามแหล่งน้ำ ก็จะเจอแต่จำนวนของยุง สารเคมีในน้ำ เป็นข้อมูลซึ่งคนทั่วไปบอกว่า ‘ตายดีกว่า’ ถ้าเชื่อมโยงให้เห็นความซับซ้อนของระบบนิเวศ ยุงชนิดนี้คืออาหารของปลาชนิดนั้น ปลาชนิดนั้นก่อให้เกิดอย่างนี้ๆ คนจะรู้สึกว่ามันมีพลวัตร แล้วจะไม่เห็นวิทยาศาสตร์ด้านเดียวอีกต่อไป แต่จะเห็นวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น และสำหรับผม ความซับซ้อนของวิทยาศาสตร์คืองานศิลปะ

“ผมแค่จับบางแง่มุมขึ้นมาสื่อสารเพื่อให้เชื่อมโยงกับคนเท่านั้น” 

เรืองศักดิ์ส่งแววตามุ่งมั่นผ่านกล้องอย่างแจ่มชัดตลอดการตอบคำถาม จนเราสนิทใจในแนวทางของเขา

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

04 ประเด็นที่รู้สึกว่าเป็นประเด็น

เรื่องวิทยาศาสตร์มีเหลี่ยมมุมนับแสนล้านให้เลือกเล่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่พร้อมได้รับการเปิดเผยก็มีอีกนับโกฏิพัน กฎเกณฑ์ในใจของเรืองศักดิ์ในการเลือกประเด็นมาทำงานคือ “ต้องเป็นประเด็นที่รู้สึกว่าเป็นประเด็นก่อน”

“บางทีเห็นว่าเป็นข่าวใหญ่ ส่งผลกระทบต่อสังคมวงกว้าง แต่ดันอยู่ไกลมาก เช่น การฆ่าวาฬในฟินแลนด์หรือเดนมาร์ก การฆ่าหมีขั้วโลก หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล พวกนี้เป็นประเด็นนะ แต่ผมยังไปไม่ได้ไง แต่อย่างตอนน้ำท่วม พ.ศ. 2554 บ้ามผมอยู่รังสิต ได้รับผลกระทบเต็มๆ หลังจากอพยพครอบครัวไปอยู่ที่อื่น เลยคิดทำโปรเจกต์ขึ้นด้วยไอเดียคือการเก็บตัวอย่างน้ำให้ได้มากที่สุด นี่ก็เป็นเรื่องที่รู้สึกว่าเป็นประเด็นและใกล้ตัว”

เรืองศักด์ยกตัวอย่างขยายความ ก่อนเล่าถึงโปรเจกต์นั้นต่อว่า การเข้าไปเก็บข้อมูลครั้งนั้น สะท้อนมุมมองทางการเมืองบางอย่าง

“การเข้าไปในพื้นที่ยากมาก นั่งแท็กซี่ไปก็ได้แค่ดรอปไว้ตรงโทลเวย์ ต้องเดินเท้าเข้าไปเอง บางพื้นที่ก็ต้องให้ทหารที่เข้าไปได้ช่วยเก็บมาให้ บางครั้งก็วานเพื่อนจากเขตต่างๆ ช่วยเก็บ จนได้ภาพเปรียบเทียบชัดเจนว่า รอบๆ กรุงเทพฯ นี่น้ำท่วมเละเลย แต่ใจกลางเมืองท่วมแค่สิบห้าเซนติเมตรเอง”

การนำ ‘ของจริง’ มาใช้ทำงานศิลปะ ไม่ว่าจะ ‘จริงมาก’ -หยิบมาใช้โต้งๆ ปราศจากการแปลงโฉม หรือ ‘จริงน้อย’ -พลิกแพลงเปลี่ยนฟอร์มให้ซับซ่อนขึ้นหน่อย ก็ล้วนเป็นเอกลักษณ์ข้อหนึ่งที่ประกอบในผลงานของเขาทุกชิ้น

“ผมมองว่าวัตถุจริงในพื้นที่นั้นๆ พูดแต่ละประเด็นด้วยตัวมันเองได้อย่างครบถ้วน อย่างกรณีน้ำท่วม ผมอาจเก็บเสาไฟที่มีคราบน้ำท่วมก็ได้ ซึ่งชัดเจนกว่าตัวอย่างน้ำในหลอดแก้วด้วยซ้ำ แต่ผมไม่มีอำนาจขนาดนั้นไง

“ผมนิยามมันว่าเป็นการเก็บหลักฐาน ไม่ใช่ในรูปแบบวิทยาศาสตร์ แต่เป็นรูปแบบของงานศิลปะ เพราะฉะนั้น มันจึงเปลี่ยนแปลงประเด็นในการสื่อสารไปได้อย่างไหลลื่น ขึ้นอยู่กับว่ามีปัจจัยหรือประเด็นอะไรในช่วงนั้นๆ”

แต่การเอาของจริงมาใช้ ทำให้งานของคุณดูจะเป็นปัญหาทุกครั้งที่ไปจัดแสดง-เราว่า

“ใช่” เขาลากเสียงพยางค์ขานรับยาวขึ้นนิด พร้อมพยักหน้าเห็นด้วยสองสามครั้ง

“เพราะว่ามันจริงเกินไป แต่นี่คือวิทยาศาสตร์ของชิ้นงานที่ไม่มีข้อต่อรอง บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และเชิงกายภาพไม่ได้ ผมอยากแสดงความประทับใจเชิงอารมณ์ สะเทือนอารมณ์ของผู้ชมให้ตระหนักถึงปัญหา”

05 แจ้งเกิด

หมุดหมายแรกที่แจ้งเกิดให้เรืองศักดิ์เป็นที่รู้จักในวงการศิลปะระดับนานาชาติ คือผลงานศิลปะจัดวางชุด ‘Revenge’ เมื่อ ค.ศ. 2006 เขาหอบเอาเศษกระดูกสุนัข 5 ตัว ซึ่งตายอย่างอยุติธรรม ไร้ความปรานีจากเจ้านาย ไปแสดงที่เบลเยียม จัดแจงให้อยู่ในท่วงท่าเกรี้ยวกราดดุร้าย แสดงอากัปกิริยาไม่เป็นมิตร เพื่อแก้แค้นต่อความโหดเหี้ยมที่พวกมันถูกกระทำ

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน
สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน
ภาพ : เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล

สุนัขแช่แข็งในโรงพยาบาลสัตว์ที่เขาขอมาใช้ทำงานศิลปะชิ้นนี้ ต่างมีเบื้องหลังแสนอดสู บางตัวถูกเจ้าของวางยาเบื่อเพราะจะย้ายไปอเมริกา และพามาทิ้งไว้อย่างไร้วี่แวว บางตัวตัวโดนรถชน มีพลเมืองดีเก็บมาส่งโรงพยาบาล แต่พอรู้ว่าตายก็ทิ้งไว้อย่างนั้น

“จะเห็นว่าในงานเดียว เราเจอสองประเด็นซ้อนกันอยู่อย่างแนบเนียน เห็นความอำมหิตของเจ้าของสัตว์ และความใจดีมีเมตตาแต่ไม่สุดของมนุษย์อยู่”

ผลงานอันแยบคายชุดนี้เปิดประตูแห่งโอกาสให้กว้างออก อ้ารับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต

“ปีต่อมาผมได้รับการติดต่อให้ไปร่วมแสดงในนิทรรศการเปิดตัวพิพิธภัณฑ์ใหม่ในเบลเยียม จึงเริ่มคิดทำ Ash Heart Project ขึ้น รับกับคอนเซ็ปต์งานที่เกี่ยวข้องกับด้านชีววิทยา”

เขาเริ่มเล่าที่มาที่ไปของโปรเจกต์อันน่าทึ่ง เป็นการหล่อประติมากรรมหัวใจขึ้นจากเศษขี้เถ้า ซึ่งได้จากการเผาพืชและสัตว์หลายร้อยสปีชีส์ที่ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของมนุษย์ ประสานพลังจัดเรียงไว้ด้วยกันเพื่อชี้ให้เห็นความหลากหลายและความสำคัญของสิ่งมีชีวิตแต่ละสายพันธุ์

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน
ภาพ : เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล

“ตั้งแต่ต้นไม้ถูกโค่น ปลาตายจากสารปนเปื้อน นกฮูกโดนรถขยี้ตายบนถนน กะโหลกหมี ขาหน้าช้าง สัตว์ป่าหายากซึ่งถูกใช้เป็นยา อาจารย์สัตวแพทย์ส่งงูเหลือมพม่าที่ชาวบ้านตีตายในนครสวรรค์มาให้ เพื่อนซึ่งกำลังทำวิจัยด้านยุงส่งยุงลายมาให้หมื่นตัว ตอนนั้นตู้เย็นเหม็นเน่ามาก ผมเผาพืชและสัตว์กว่า 271 ชนิด ทุกวันตลอดสี่เดือน เป็นคนก่อ PM 2.5 มากที่สุดในช่วงเวลาหนึ่งเลย” ศิลปินเผยเบื้องหลังแสนทรหดผ่านน้ำเสียงจริงจังปนหัวเราะ

Ash Heart Project บินลัดฟ้าจากเบลเยียม แวะจัดแสดงต่อที่สิงคโปร์ช่วงสั้นๆ กับตรงดิ่งกลับมาตุภูมิ การเดินทางนี้เป็นเสมือนเส้นทางการเติบโตของผลงาน ที่เมื่อผลัดเปลี่ยนที่ตั้งและกลุ่มผู้ชม ก็สำแดงแง่มุมใหม่ๆ ออกมาให้ศิลปินผู้สร้างสรรค์และคิวเรเตอร์ได้ว้าวอยู่เสมอ

“พอไปแสดงที่สิงคโปร์ มันมีประเด็นอย่างหนึ่งผุดออกมา คือ Taboo (สิ่งต้องห้าม) ของคนเอเชีย พอเขารู้ว่าทำขึ้นจากขี้เถ้าจากการเผาสัตว์จริงก็จะถอยหลังหนีทันที เพราะช่วงนั้นตรุษจีน เขาถือว่าเป็นโชคร้าย ไม่ควรเข้าใกล้หรือแตะต้อง ถึงขนาดมีผู้ชมคนหนึ่งบอกว่า ‘It curses me.’ ด้วยซ้ำ”

06 “แล้วคุณเป็นใคร”

เรืองศักดิ์ไม่ได้หยิบแง่มุมทางวิทยาศาสตร์มาเล่าผ่านศิลปะโดยปราศจากหลักการเหตุผลรองรับ เพราะเขาใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร​์เป็นหลักยึดในการทำงานทุกครั้ง ตั้งแต่เริ่มเสาะหาปัญหา รวมรวมหลักฐาน ทดลอง และสรุปความออกมาเป็นผลงานชวนขบคิด นั่นทำให้หลีกเลี่ยงที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในแวดวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมไม่ได้

“แต่พอบอกว่าทำงานศิลปะแล้วต้องการค้นหาข้อมูลเชิงลึกปุ๊บ อันดับแรกมักเจอคำถามว่า ‘แล้วคุณเป็นใคร’

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

“คือคำถามนี้ก็สำคัญในตัวมันเองนะ เพราะทุกวงการก็เป็นแบบนี้ เช่น ถ้ามีเด็กรุ่นใหม่เข้ามาถามว่า อยากเจอหนอนผีเสื้อชนิดนี้จังเลย ผมก็จะตอบว่าต้องศึกษาว่ามันกินอะไร แต่ถ้ารำคาญก็บอกว่าไปหาก่อนสิ ไปอ่านก่อนสิ มันคือคำตอบเดียวกัน ประเด็นคือการจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ คุณต้องมีข้อมูลในหัวก่อน และทำให้เขาเชื่อถือว่าคนที่กำลังคุยอยู่ด้วยนั้นสำคัญมากพอที่จะคุยด้วย

“บางครั้งผมเองก็ยังไม่ได้ความร่วมมือเลย” สิ้นเสียงพวกเราก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน หลังจากนั้นเขาจึงเสริมเรื่องด้วยความประทับจากงาน Ash Heart Project อันเลืองชื่อ

“ตอนนั้นได้เพื่อนนักมานุษยวิทยาช่วยติดต่อไปยังสวนพฤกษศาสตร์ชื่อ Meise ปรากฏว่าได้เข้าพบผู้อำนวยการเลย ตอนแรกก็คิดว่าจะเข้าไปพูดคุยเฉยๆ แต่ปรากฏว่าเขาบริจาค Mandrake พืชตระกูลมันฝรั่งที่มีพิษร้ายแรงต่อระบบประสาท มีชื่ออยู่ในปกรณัมต่างๆ รวมทั้งใน Harry Potter ด้วย ไอ้ต้นที่ดึงขึ้นมาจากดินแล้วกรีดร้องน่ะ ทั้งที่เขาเองก็มีแค่ห้าหัว นั่นคือสิ่งที่ผมประทับใจสุดๆ เวลาคุณติดต่อประสานงานอะไรแล้วได้สิ่งเหนือความคาดหมายกลับมา

“ต่อมาใน ค.ศ. 2015 ผมทำเรื่องขอกระดูก Brabant ม้าเบลเยียมตัวใหญ่โตและขนยาวๆ มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาก ทำหน้าที่ลากปืนใหญ่มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 แต่พอหมดยุคสงครามก็หมดหน้าที่ ยิ่งเจอ Hamburger Crisis ก็ถูกเชือดทิ้งไปมากเพราะค่าใช้จ่ายในการดูแลสูง รอนานถึงสามปี จนได้มาจริงๆ แม้เป็นแค่กระดูกกรามเพียงชิ้นเดียว ไม่ได้ทั้งกะโหลก ก็มหึมาพอให้มีสารที่จะสื่อออกมาเยอะมาก

“ทั้งหมดนี้มันดีลได้เพราะมีคนเห็นคุณค่าของการทำงานศิลปะ ผมยังหวังว่าการประสานงานจะเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น คงไม่ถึงกับไหลลื่นร้อยเปอร์เซ็นต์นะ เพราะแต่ละประเด็นมีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนไม่เท่ากัน บางคนเข้าใจ บางคนไม่เข้าใจ แต่อย่าเปรียบเทียบกับประเทศไทยเลย”

07 “ผมเป็นนักสะสมหายนะ”

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

“ผมเคยพูดเล่นกับเพื่อนว่า ผมเป็นนักสะสมหายนะ” 

ศิลปินตรงข้ามหัวร่ออย่างออกรส พลางตอบคำถามแรกที่เราดึงกลับมาใช้อีกคราวในช่วงท้ายของการสนทนา

และนั่นคือการยืนยันครั้งที่สองว่าเขาไม่ใช่ศิลปินอย่างที่ใครๆ เข้าใจ

“งานของผมนำเสนอปัญหาที่เราไม่อยากเห็น ผมจึงไม่เรียกงานของผมว่าเป็นศิลปะ มันคาบเกี่ยวกันระหว่างภาพตัดแปะบนหน้าข่าว ชิ้นส่วนหลักฐาน ประจักษ์พยาน เสียงพูดคุยของคน ซึ่งผมไม่ได้มีส่วนในสมการนี้เลย แค่ไปเลือกมาโชว์เท่านั้น

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

“ผมเชื่อลึกๆ ว่าในแต่ละประเด็นควรต้องมีคนทำอะไรแบบนี้อยู่ และในเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมอาจไม่ใช่คนถูกที่สุดด้วยซ้ำ เพราะมันมีอีกหลากหลายวิถีทาง แม้กระทั่งงานเพนต์ที่ผมไม่เชื่อ ก็อาจมีศิลปินสร้างงานออกมาแล้วเปลี่ยนใจคนมากกว่าผมก็ได้ แต่อย่างน้อยที่สุด ผมยังอยากทำงานศิลปะ เพื่อนำเสนอความจริงซึ่งปฏิเสธไม่ได้อยู่” 

ผู้ไม่นิยามตัวเองว่าเป็นศิลปิน แสดงปณิธานที่เขาสมาทานมาตลอดหลายสิบปี พร้อมกระซิบบอกเป็นนัยว่า งานศิลปะควรมีอีกฟังก์ชันต่อมนุษย์ นอกเหนือจากการอำนวยสุนทรียภาพขั้นพื้นฐานเพียงเท่านั้นเสมอ

“ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องหลักเลยแหละ

“ในภาพวาดสวยงาม มีต้นไม้เป็นพื้นหลัง เราเคยจำได้ไหมว่าต้นไม้นั้นรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร สปีชีส์ไหน เราไม่เคยจำได้เพราะเราเลือกมองแต่จุดที่พึงพอใจมากกว่า จะให้ความสำคัญก็ต่อเมื่อถูกไฮไลต์ขึ้นมา แต่ในยุคนี้เราค้นคว้าข้อมูลได้ง่ายขึ้น ภาพวาดจึงไม่ใช่แค่ภาพวาดอีกต่อไป งานศิลปะจึงไม่ใช่แค่งานศิลปะอีกต่อไป นอกจากความงามพื้นฐาน งานศิลปะทุกชิ้นมี ‘อีก’ หนึ่งบทบาทประกอบกันอยู่แล้ว”

หนึ่งใน ‘อีก’ บทบาทเหล่านั้นคือการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อมอย่างที่เรืองศักดิ์กำลังทุ่มกายและใจขมักเขม้นลงแรง

“แต่ตอนนี้ยังส่งเสียงได้เบาบางอยู่นะ” เขาว่า

“เพราะถ้าพูดได้เสียงดังมาก ก็จะโผล่มาแค่ประเด็นเดียว โดยหลักการ มนุษย์จะย่อยข้อมูลข่าวสารให้ง่ายและสั้นลงเสมอ ซึ่งผมต่อต้านวิธีนี้มากที่สุด เราตัดประเด็นซับซ้อนที่คิดว่าไม่สำคัญออกไปไม่ได้ ทุกอย่างเกี่ยวเนื่องกันเป็นพลวัตร นั่นคือคุณกำลังสร้างภาพนิ่งให้ธรรมชาติ

“ผมเชื่อว่ามันเป็นการส่งต่อ ผมจึงพยายามขยายผลกระทบให้สืบเนื่องกับหลายๆ เรื่อง หลายคนช่วยกันพูดน่ะดีแล้ว ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นว่าคนไม่น้อยตระหนักถึงสิ่งเดียวกัน ถ้าพูดคนเดียวก็จะกลายเป็นไอดอลทันที แล้วถ้าไอดอลคนนั้นเทไปด้านใดด้านหนึ่งอย่างเดียว แล้วประเด็นอื่นที่ถูกทิ้งไปจะเป็นอย่างไร”

โจ้จึงมีสถานะเป็นศิลปินเดี่ยวผู้พร้อมร่วมงานกับผู้รู้จริงแบบทีมอยู่เสมอ เพราะนอกจากตระหนักอยู่ในใจดีว่า ผลงานของตัวเองที่ผ่านมาเป็นเพียงหนึ่งแง่มุมจากทัศนคติส่วนตัว ยังเห็นว่าหลายหัวย่อมดีเบตประเด็นกันได้คมคายและลึกซึ้งกว่าหัวเดียว ทั้งยังพาเมสเซจที่งานมุ่งสื่อสารไปได้ไกลอย่างมีชั้นเชิงมากยิ่งขึ้นแน่นอน

บทสนทนาแสนอร่อยซึ่งดำเนินมาร่วม 2 ชั่วโมง ทิ้งคำถามสุดท้ายไว้ในหัวเราว่า ในบรรดาปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เราต่างประสบพบเจอทุกวันนี้ คุณเป็นห่วงปัญหาไหนมากที่สุด

“ใกล้ตัวที่สุดตอนนี้คือเรื่องหายนะต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขง เพราะผมไม่เห็นว่าจะมีอำนาจไหนเข้าไปช่วยเหลือได้เลย

“ปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศไทยตอนนี้ คือเราจะอนุรักษ์สัตว์ที่สวยงามเท่านั้น คุณจะอนุรักษ์หนอนหรือไส้เดือนดินหรือเปล่า ถ้ารู้ว่าสปีชีส์นี้กำลังหมดไป แต่ทุกอย่างจะดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคนเริ่มตระหนักและเห็นค่าของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดอย่างเท่าเทียม”

สนทนากับ โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล นักสื่อสารปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะ ถึงการผสานโลกวิทย์กับศิลป์เข้าด้วยกัน

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

635 กิโลเมตร

9 ชั่วโมง 50 นาที

คือระยะทางและระยะเวลาโดยประมาณที่เรานำพาความตั้งใจแล่นไปพร้อมรถจากกรุงเทพมหานครสู่จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อพบกับ กำ-บุญนำ สาสุด ศิลปินผู้ถนัดการจุดสี เจ้าของกองฟางสีทองบนผืนผ้าใบและผลงานแสนซื่อสีสดใสอื่น ๆ ที่ไม่ว่าจะภาพใด ก็ล้วนแสดงถึงวิถีเกษตรกรรมอีสานอันภาคภูมิใจ

“ที่สำคัญ แทบทุกองค์ประกอบภาพของเขามีที่มาที่ไปทั้งหมด เช่น ชาวบ้านแห่ไปจับปลาตอนน้ำท่วม ต้นไม้ข้างบ้าน ฝูงสัตว์ที่เลี้ยง ลูกหลานเล่นบนกองฟาง ญาติพี่น้องเกี่ยวข้าว ทั้งหมดคือบันทึกความทรงจำของพี่กำ”

กัลยา แทบทาม คือรุ่นน้องที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ของบุญนำ คำบอกเล่าของเธอทำให้เราเกิดความสนใจในตัวศิลปินจนอยากสนทนาพูดคุย นอกเหนือจากนั้นคือความประทับใจที่มีต่อเทคนิคอันละเอียดอ่อน ซึ่งบุญนำใช้พู่กันหัวเล็กจุดสีน้ำมันทีละเลเยอร์ รอแห้งอย่างใจเย็น และกลับมาจุดเพิ่มเพื่อความมีมิติ ทำให้รู้สึกเหมือนภาพเหล่านั้นมีชีวิต

หลังเดินทางกันอย่างสมบุกสมบัน หลงทางบ้างพอเป็นสีสัน เราก็มาถึงสตูดิโอบ้านไม้ที่ดูภายนอกไม่มีใครรู้แน่นอนว่า นี่คือแหล่งปลดปล่อยจินตนาการแห่งท้องทุ่งที่คว้ารางวัลในการประกวด ‘ศิลปกรรมช้างเผือก’ ไปแล้วหลายครั้ง

“สวัสดีครับ เชิญเข้ามาเลยครับ” เจ้าบ้านเดินออกมาต้อนรับ เขาค่อนข้างสงวนถ้อยคำ แต่ส่งยิ้มให้เราตลอดเวลาที่เข้าไปรบกวน ระหว่างนั้น มีอีกครอบครัวที่เดินทางมาไกลเพื่อมาพบและชมสตูดิโอของบุญนำพร้อมกัน สำหรับเราแล้ว การเดินทางที่ไกลและไม่ได้สะดวกสบายเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า ทุกคนที่มาล้วนชื่นชมศิลปินคนนี้จากใจ

บุญนำ สาสุด ศิลปินชาวนาอำนาจเจริญ แต้มสีแบบ Impressionism ถ่ายทอดวิถีลูกทุ่งอีสาน

01
จากรถสิบล้อบนลังกระดาษ สู่การประกวดวาดภาพครั้งแรก

พวกเรานั่งลงบนเก้าอี้ไม้หน้าบ้านเพื่อรับแอร์ธรรมชาติ แล้วบุญนำก็เริ่มเล่าเรื่องราวของเขาให้ฟัง

“ญาติของผมทำงานอยู่อู่ซ่อมรถในกรุงเทพฯ เขาวาดรูปรถสิบล้อลงบนกระดาษลังให้ดู ถึงมันจะไม่สวยมาก แต่ผมกลับชอบและเริ่มวาดรถ วาดการ์ตูนเอง เส้นทางของผมก็เริ่มจากข้างอู่ซ่อมรถนี่แหละ”

เด็กชายวัยประถมศึกษาหยิบปากกาและดินสอขึ้นมาขีดเขียนบนกระดาษ เมื่อไปโรงเรียนเขาคลุกคลีอยู่กับคุณครูในชมรมศิลปะ โดยเริ่มวาดภาพจากการ์ตูนที่เคยดูในโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็น เซนต์เซย์ย่า หรือ ดราก้อนบอล เขาเดินทางไปมาระหว่างบ้านเกิดในจังหวัดอำนาจเจริญและกรุงเทพมหานคร จนเรียนจบ ป.6 จึงกลับมาเรียนมัธยมที่บ้าน แต่ไม่ว่าตัวบุญนำจะอยู่ที่ไหน ความชอบในการวาดภาพก็ไม่เคยหายไป

“ทุกช่วงปิดเทอมจะมาอยู่ต่างจังหวัดตลอด ผมรอเวลาที่จะได้กลับบ้าน ได้ใช้ชีวิตอยู่กับทุ่งนา พอต้องกลับกรุงเทพฯ ผมจะอาลัยอาวรณ์มาก เมื่อไหร่จะได้กลับมาบ้านนอกอีก บรรยากาศที่นี่สนุก มีอะไรให้เล่นเยอะ” เขาพูดปนยิ้มตามสไตล์เด็กผู้ชายที่ชอบความสนุกสนาน 

เมื่อขึ้นชั้นมัธยม เขาเริ่มเส้นทางนักหัดวาดรูปพอร์เทรต โดยศึกษาจากหนังสือ Drawing ที่ครูนำมาให้ กระทั่งเรียนจบ ม.6 จึงตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านนาถาวร และเดินทางตามความชอบสู่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาส่งงานเข้าประกวดเป็นครั้งแรกตอนปี 1 แต่ครั้งแรกมักจะยากเสมอ เขาไม่ได้แม้กระทั่งร่วมแสดงผลงาน จนถึง พ.ศ. 2548 บุญนำก็คว้ารางวัลดีเด่นการประกวดศิลปกรรม ปตท. ครั้งที่ 20 มาได้ และได้แสดงผลงานที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร

“รางวัลเป็นผลตอบแทนความทุ่มเท การได้รางวัลทำให้เราดีใจ แต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะมันคือความชอบ ยังไงเราก็ทำต่อ จนถึงตอนนี้ผมก็แค่คนที่ชอบวาดรูปครับ”

บุญนำ สาสุด ศิลปินชาวนาอำนาจเจริญ แต้มสีแบบ Impressionism ถ่ายทอดวิถีลูกทุ่งอีสาน

02
ทำความรู้จักศิลปินและแผ่นดินอีสานผ่านภาพวาด

ผลงานของบุญนำเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและวิถีเกษตรกรรมของชาวอีสานเป็นหลัก ด้วยเหตุผลเพียงไม่กี่ข้อคือ ‘ผูกพัน’ และ ‘ชื่นชอบ’ โดยช่วงเวลาที่เขาชอบที่สุดคือ ช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวและหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว เพราะนั่นคือช่วงเวลาแห่งความสุขของชาวนา

ความเป็นชนบทอันเรียบง่ายและสุขสงบสะท้อนผ่านกิจวัตรประจำวันที่บุญนำและชาวบ้านทำ ไม่ว่าจะเป็นการดำนา ลงแขกเกี่ยวข้าว หาปู จับปลา วิ่งเล่นในท้องทุ่ง หรือนอนแผ่ผึ่งแดดบนกองฟาง แม้กระทั่งสถานที่ที่เรานั่งสนทนากันอยู่ตอนนี้ ทุกอย่างเงียบสงบ มีเพียงลมที่พัดเอื่อยไปมา

“ที่นี่ไม่วุ่นวาย เราอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติตามฤดูกาล พึ่งพาธรรมชาติ พึ่งพาตัวเอง พึ่งพากันและกัน สิ่งที่ผมวาดคือการส่งต่อวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ การเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ทำให้ชีวิตของพวกเราตื่นเต้น มีสีสัน สนุกสาน ระหว่างผู้ใหญ่ทำงาน เด็ก ๆ ก็จะออกไปวิ่งเล่นจนเกิดเป็นความสนิทสนมคุ้นเคยแบบเครือญาติ และเกิดความรักความผูกพันในชุมชน”

เพื่อบันทึกความทรงจำและลมหายใจผ่านความถนัดด้านศิลปะ เมื่อเห็นความงามหรือเหตุการณ์ประทับใจ ชายคนนี้จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อถ่ายภาพเหล่านั้นไว้ ก่อนนำไปถ่ายทอดออกมาเป็นภาพวาดที่ทุกภาพล้วน ‘มีที่มา’ และส่วนมากมี ‘ตัวตนอยู่จริง’

ตอนแรกเราขอให้เขาอธิบายถึงชีวิตและผลงานกันที่หน้าบ้าน แต่เมื่อมาถึงสตูดิโอแล้ว เราจึงเปลี่ยนใจขอให้เขานำชมภาพในบ้านแทน เพราะเราเชื่อเหลือเกินว่า ทุกสิ่งบนผ้าใบล้วนผ่านกระบวนการคัดสรรและเสริมจินตนาการมาอย่างเหมาะสมแล้ว นี่จึงกลายเป็นที่มาของนิยาม ‘นักจุดความทรงจำ’ ที่บันทึกและขยายความวิถีชีวิตผ่านงานศิลปะได้อย่างมีความหมาย

01 สามัคคีครอบครัว

บุญนำ สาสุด ศิลปินชาวนาอำนาจเจริญ แต้มสีแบบ Impressionism ถ่ายทอดวิถีลูกทุ่งอีสาน
บุญนำ สาสุด ศิลปินชาวนาอำนาจเจริญ แต้มสีแบบ Impressionism ถ่ายทอดวิถีลูกทุ่งอีสาน
บรรยากาศการเกี่ยวข้าวที่บุญนำบันทึกภาพไว้

ระหว่างที่บุญนำกำลังเกี่ยวข้าวอยู่ในนาของตัวเอง เขาเกี่ยวข้าวได้ไม่เยอะ เพราะมีคนช่วยกันแค่ประมาณ 2 – 3 คน พอดีกับที่มีญาติคนอื่นมาขุดปู แต่พวกเขาถือเคียวมาด้วย เมื่อเห็นว่าบุญนำเกี่ยวข้าวยังไม่เสร็จดี ทุกคนจึงมาช่วย โดยเจ้าตัวพูดติดตลกว่า “ถ้าเกี่ยวแล้วเหลือที่ว่างเยอะขึ้น เขาก็จะขุดปูนาได้มากขึ้นด้วย”

ปูในรูจึงหายไปจากนาของบุญนำเยอะขึ้นหน่อย

“การเกษตรและการดำรงชีวิตครอบครัวมีความสัมพันธ์กัน เพราะเราช่วย ๆ กันไป เกษตรกรรมที่เห็น ใช้แรงงานคนเป็นหลัก โดยเฉพาะการปลูกข้าวที่เป็นงานหนัก ทุกวันนี้มีเครื่องจักรเข้ามาแต่ก็ยังมีวิถีเดิม ๆ ถ้าคนในครอบครัวมีสมาชิกไม่เยอะ พวกญาติ ๆ ก็จะมาช่วยกันให้เสร็จเร็วขึ้น ถ้าช้าข้าวจะแห้ง น้ำหนักมันจะลดลง เวลาขายก็จะได้ผลตอบแทนน้อยลง”

02 แบกสุขปนทุกข์บนบ่า

บุญนำ สาสุด ศิลปินชาวนาอำนาจเจริญ แต้มสีแบบ Impressionism ถ่ายทอดวิถีลูกทุ่งอีสาน

“คุณพ่อของผมอยู่ทุ่งนาเป็นส่วนใหญ่ มีสัตว์เลี้ยงเป็นเป็ด ไก่ อยู่รายล้อม ตอนนี้ก็กำลังเดินมานะได้ยินเสียงไหม” เราเงี่ยหูฟังและได้เสียงร้องของสัตว์ปีกเป็นโขยงนอกบ้าน

เจ้าของภาพเล่าต่อว่า ตรงไหนที่เห็นชาวนาแบกข้าวจะเป็นนาลุ่มที่รถลงไม่ได้หรือลงลำบาก ชาวนาจึงต้องแบกข้าวขึ้นหลังและลำเลียงมาไว้บนคันนา จากนั้นจึงใช้รถมาขนไปอีกที 

ภาพนี้ผสมผสานจินตนาการเป็นส่วนใหญ่ โดยนิยามว่า ข้าวบนบ่า คือการแบกความทุกข์และแบกความสุขไปด้วยกัน

“ภาพนี้ผมเน้นรูปทรงขึ้นมา และสร้างชีวิตชีวาด้วยสัตว์เลี้ยงของพ่อ วันนั้นไปแล้วเห็นพอดีเลยนำมาวาด คุณพ่อก็จะไม่ค่อยมีฟันหน่อย (หัวเราะ)”

แน่นอนว่าบันทึกความทรงจำภาพนี้ยังคงอยู่ในสตูดิโอของบุญนำมาตลอด เพราะเขาตั้งใจจะวาดเก็บเอาไว้ แม้ชีวิตที่อยู่รายล้อมรอบตัวจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

03 สุขซุก ๆ ในวัยเยาว์ของเราหลายคน

บุญนำ สาสุด ศิลปินชาวนาอำนาจเจริญ แต้มสีแบบ Impressionism ถ่ายทอดวิถีลูกทุ่งอีสาน
บุญนำ สาสุด ศิลปินชาวนาอำนาจเจริญ แต้มสีแบบ Impressionism ถ่ายทอดวิถีลูกทุ่งอีสาน
ความซุกซนของลูกหลานระหว่างผู้ใหญ่ทำงาน

ณ กองฟางของญาติที่ตั้งอยู่ทางเข้าหมู่บ้าน บุญนำพาตัวเองไปช่วยญาติของเขาสีข้าว ระหว่างนั้นลมแห่งฤดูกาลเก็บเกี่ยวก็พัดฟางไปติดบนปลายไผ่ เป็นความงามโดยธรรมชาติอย่างแท้จริง

“เด็ก ๆ เล่นกันอย่างสนุกสนาน บางทีผมก็ไปเล่นด้วย (หัวเราะ) สังเกตว่ากองฟางจะไม่ได้ตั้งตรง ด้วยแรงลมที่จะมาในฤดูกาลเก็บเกี่ยว ทำให้มันเอียงโค้งไปข้างหนึ่ง เด็ก ๆ ก็เป็นหลานของผมเอง เขามาขนฟางก้อน ทุกวันนี้มีรถอัดเป็นแท่งเพื่อเก็บฟางใต้หลังคาไม่ให้โดนฝน แต่ก่อนจะขน เขาจะมาเล่นกองฟางกันก่อน กระโดดเล่น ปีนป่าย

“ผมนี่ก็เคยเล่นบนกองฟางนะ ไม่ใช่เล่นอย่างเดียว เคยนอนค้างคืนเลย หลังฤดูเก็บเกี่ยวจะมีกองฟาง พวกผมก็ไปหาหนูนากัน เจอกองฟางที่ไหนก็นอนที่นั่น ซุกตัวลงไป แล้วเอาฟางมากลบทั้งตัว เหลือไว้เฉพาะหน้า นอนทั้งคืนเลยครับ ช่วงวัยรุ่นก็ยังไปหาหนูกับเพื่อนอยู่ ค่ำไหนนอนนั่น”

04 ธรรมชาติบ้านนา

บุญนำ สาสุด ศิลปินชาวนาอำนาจเจริญ แต้มสีแบบ Impressionism ถ่ายทอดวิถีลูกทุ่งอีสาน

“พื้นที่ตรงนี้นาไม่ค่อยงาม มีพวกดอกหญ้า ดอกกระดุมเงินขึ้น ข้าวก็มีด้วย ปะปนกันไป แต่ผมมองว่ามันมีความงามของท้องทุ่ง เป็นหลังฤดูเก็บเกี่ยว ถ้ามองเข้าไปลึก ๆ จะเห็นเด็ก ๆ ที่กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน พวกเขามากับพ่อแม่แต่ละบ้าน เจอกันเมื่อไหร่ก็มีการละเล่นกัน ฤดูเกี่ยวข้าวจะไม่ร้อน เป็นหน้าหนาว มีลม เหมาะที่เด็ก ๆ จะเล่นกัน มันคือภาพธรรมดาครับ ภาพธรรมดาที่เห็นด้วยตาได้ทั่วไปสำหรับผม”

เราชี้ไปที่ภาพแล้วถามเขาว่า นี่คือต้นอะไร และมีอยู่จริงไหม

“ต้นไม้ในภาพมีอยู่จริง เป็นต้นไม้ในพื้นที่ เช่น ต้นอะราง (นนทรีป่า) และดอกกระดุมเงิน เป็นดอกหญ้าที่จะมาพร้อมฤดูเกี่ยวข้าว หลังน้ำลดมันจะเกิด ลักษณะเป็นดอกสีขาว ผมดูแล้วจินตนาการว่าเหมือนหิมะตก เลยคิดสนุกเอามาทำให้สวยงามแบบชนบทในช่วงเช้า สถานที่จริงก็ไม่ไกลเลยครับ เป็นนาของญาติกัน”

หากมีความรู้ด้านพฤษศาสตร์บ้าง เราจะเห็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่นอยู่ในภาพของบุญนำมากมาย ทั้งต้นกระโดน ต้นหว้า ต้นก้ามปู กอไผ่ ต้นนุ่น ต้นทองกวาว ต้นสะแบง และต้นบก

05 ความงามที่สุ่มเกิด

เยี่ยมสตูดิโอ 'บุญนำ สาสุด' จิตรกรผู้บันทึกลมหายใจชาวอีสาน ก้าวขาลงโคลน ก้มหลังดำนา ลืมตามองฟ้า เดินหน้าสู้ชีวิต

เรามองไปที่ภาพกองฟางขนาดใหญ่ที่มีต้นไม้โผล่ออกมา แต่ก็ต้องขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ อีกครั้ง เพราะไม่แน่ใจว่า แสงรำไรที่อยู่บนกองฟางนั้นเป็นของจริงหรือเปล่า (เนื่องจากสตูดิโอของบุญนำแสงเข้าไม่มากและมีช่องลมบนกำแพง)

“ภาพนี้ยังไม่เสร็จครับ จริง ๆ บางภาพในสตูดิโอก็เหลืออีกนิด ๆ หน่อย ๆ นี่คือกองฟางของนาญาติ ช่วงนั้นประมาณเที่ยง ผมไปเจอแสงเงาที่ตกกระทบลงมาบนกองฟางพอดี สวยงามมาก ผมประทับใจจึงเอามาเป็นแรงบันดาลใจในการทำภาพอื่น ๆ ต่อไป” 

ซึ่งอาจจะเป็นคอลเลกชันใหม่ในอนาคตอันใกล้ก็ได้ เราแซวด้วยรอยยิ้มปนความคาดหวัง

06 ภาพที่ได้จากไม้ไผ่

เยี่ยมสตูดิโอ 'บุญนำ สาสุด' จิตรกรผู้บันทึกลมหายใจชาวอีสาน ก้าวขาลงโคลน ก้มหลังดำนา ลืมตามองฟ้า เดินหน้าสู้ชีวิต

“ผมมองวิวนี้แล้ว คิดว่าถ้าได้เห็นในมุมที่สูงขึ้นน่าจะสวย ก็เลยขึ้นต้นไม้ไปถ่าย แต่ดันติดพวกยอดไม้ ผมก็เลยเอาโทรศัพท์มัดติดกับไม้ไผ่แล้วยกขึ้นไปสูง ๆ ตั้งเวลาให้มันถ่ายภาพเอง เลยได้มุมมองอีกแบบหนึ่งมา”

นอกจากภาพมุมสูงภาพนี้ บุญนำยังเคยวาดภาพอื่น ๆ ในแนวเดียวกัน และได้รับรางวัลในการประกวดศิลปกรรมช้างเผือกด้วย เช่น รางวัลชมเชย ศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 1 ชื่อภาพ ‘แผ่นดินไทย พื้นที่แห่งความสุข’ รางวัลชมเชย ศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 2 ชื่อภาพ ‘พื้นที่แห่งความสุขในฤดูฝน’ และรางวัลรองชนะเลิศ ศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 3 ชื่อภาพ ‘บ้านหนอกดั่ง ตำจานลาน’ 

07 ลูกชายและดอกหญ้า

เยี่ยมสตูดิโอ 'บุญนำ สาสุด' จิตรกรผู้บันทึกลมหายใจชาวอีสาน ก้าวขาลงโคลน ก้มหลังดำนา ลืมตามองฟ้า เดินหน้าสู้ชีวิต
เยี่ยมสตูดิโอ 'บุญนำ สาสุด' จิตรกรผู้บันทึกลมหายใจชาวอีสาน ก้าวขาลงโคลน ก้มหลังดำนา ลืมตามองฟ้า เดินหน้าสู้ชีวิต

“หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว ผมชอบดอกหญ้า แถวบ้านมันเป็นวัชพืชที่ต้องตัดทิ้ง แต่มันฟรุ้งฟริ้งดี ผมเลยชอบบรรยากาศที่ออกแนวแล้ง ๆ อุ่น ๆ มีเด็ก ๆ ไปรวมตัวกันทำว่าวเตรียมเล่น”

เรามองไปที่เด็กชายคนหนึ่งในภาพ แม้จะขนาดเล็กมาก แต่ก็แอบเห็นว่าในมือของเขาถือว่าวอยู่จริง ๆ

“ผมตั้งใจใส่ลูกชายและเพื่อน ๆ เข้าไปด้วยครับ คนเสื้อสีเหลืองคือลูกผมเอง ผมมองเข้าไปแล้วเห็นชีวิตเล็ก ๆ พร้อมที่จะเจริญเติบโตในสภาพวิถีชีวิตที่ผ่านกันมาหลายต่อหลายรุ่น เขาเหล่านี้ก็พร้อมจะทำงานต่อไปสืบเชื้อสายชาวนา”

เราถามศิลปินคนนี้ว่า ทำไมเกือบทุกภาพจึงเต็มไปด้วยเด็ก เขาตอบว่า

“เพราะเด็ก ๆ คือผู้ที่จะมาช่วยปรุงแต่งรสชาติของชีวิต เป็นความผูกพันที่เห็นกันทุกวัน และที่สำคัญ พวกเขามักจะมีอะไรน่าสนุกทำตลอดเวลา” 

08 พันธุ์ไม้ที่ไม่หายไป

เยี่ยมสตูดิโอ 'บุญนำ สาสุด' จิตรกรผู้บันทึกลมหายใจชาวอีสาน ก้าวขาลงโคลน ก้มหลังดำนา ลืมตามองฟ้า เดินหน้าสู้ชีวิต

ดอกจาน (ต้นทองกวาว) ต้นไม้แถวบ้านบุญนำที่ต้นจริง (ในภาพ) แก่และหมดอายุไปแล้วตามกาลเวลา เขาเสริมว่า สมัยก่อนต้นนี้มีเยอะ และมีหมู่บ้านชื่อ หมู่บ้านจานลาน แต่สมัยนี้กลับน้อยลงไปมากจนใกล้หมด เนื่องจากการขยายพื้นที่ทำการเกษตร ต้นไม้จึงถูกตัดโค่นออกไปอย่างน่าเสียดาย

จากวัวควายที่เลี้ยงเอาไว้ตามทุ่งนา ผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างเคยชิน ชายคนนี้กลับนำสิ่งธรรมดาเหล่านั้นมาใส่ในภาพวาดของตนเองอย่าง ‘ขาดไม่ได้’ เพราะถ้าไม่ใส่วัวควาย ก็เหมือนขาดอะไรบางอย่าง

“บางทีไม่ได้วาดวัวเราด้วยครับ ไปวาดวัวควายของคนอื่นตามสถานที่ที่เราไป หรือถ่ายภาพสิ่งที่เห็นจริง ๆ ไว้แล้วเอามาวาดต่อ อย่างชิ้นที่ได้รางวัลศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 7 ผลงานชื่อ ‘ลูกหลาน ชาวนา’ ผมเก็บข้อมูลเอง ไปสีข้าวด้วยจึงถ่ายรูปมา ภาพมันมีความเคลื่อนไหวของเส้นฟางข้าว มีชีวิต และวัฒนธรรม จึงเอามาวาด นั่นเป็นชิ้นแรกที่วาดเกี่ยวกับคนลงแขก ตรงนี้เลยครับ” เขาชี้ไปนอกบ้านเพื่อบอกสถานที่ต้นเรื่อง

03
ผู้ใดเห็นฟาง ผู้นั้นเห็นเรา

เยี่ยมสตูดิโอ 'บุญนำ สาสุด' จิตรกรผู้บันทึกลมหายใจชาวอีสาน ก้าวขาลงโคลน ก้มหลังดำนา ลืมตามองฟ้า เดินหน้าสู้ชีวิต

ตัวอย่าง ลมพัดฟางข้าวขึ้นบนกิ่งไม้ เป็นต้นแบบในการวาดภาพของบุญนำหลายภาพ

สิ่งที่เห็นและสัมผัสถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลในการต่อยอดความทรงจำสู่ผลงานที่พัฒนาขึ้นทุกวัน

บุญนำเคยลองวาดภาพอย่างอื่นเพิ่มเติม แต่สุดท้ายเขาก็ค้นพบว่า ทำอะไรก็ไม่ถูกใจเท่าทุ่งนา ศิลปินหัวใจลูกทุ่งคนนี้จึงเริ่มศึกษาข้อมูลวิถีชีวิตให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเก่า 

“สรุปแล้ววาดไปวาดมา 10 กว่าปีก็ยังวาดแนวเดิม ทีนี้ผมไปทุ่งนาก็ไปเก็บข้อมูลการทำนา ดูพันธุ์ข้าว จากดูแค่ผิวเผินก็ทำจริงจังขึ้น คิดว่าจะจัดท่าตอนเกี่ยวข้าวยังไงให้สวยงาม เอาความรู้จากตอนเรียนองค์ประกอบศิลป์และทฤษฎีต่าง ๆ มาใช้ โดยมีความสุขมาเป็นตัวนำ”

นอกจากความลึกซึ้งของข้อมูล เทคนิคที่ใช้ก็พัฒนาขึ้นตามกาลเวลา จากการสะบัดพู่กันอย่างเรียบง่าย บุญนำเริ่มนำเทคนิคการจุดสีมาใช้ เพื่อให้ได้เม็ดสีเพิ่มขึ้นทีละชั้น โดยเทคนิคนี้ได้รับอิทธิพลมาจากจิตรกรรมแบบผสานจุดสี (Pointillism) ที่นิยมในกระแสศิลปะยุค Neo-Impressionism ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ของประเทศฝรั่งเศส

เราสังเกตพื้นผิวของภาพที่มีทั้งการจุดและการขีดอย่างลงตัว ลำต้นของดอกหญ้าและฟางข้าวโอนอ่อนไปมาราวกับเห็นลมพัดอยู่ในภาพ สีสันอันสดใสบ่งบอกถึงความใสซื่อในการถ่ายทอด ส่วนมากเป็นสีเหลือง สีฟ้า สีขาว สีเขียว และสีแดง แต่สีที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นสีเหลืองทองของฟางข้าว ซึ่งโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์มากที่สุดในบรรดาผลงานที่ผ่านตา

ตัวตนของจิตรกรชาวอำนาจเจริญคนนี้ซุกซ่อนอยู่ระหว่างท้องฟ้าและทุ่งนา ต้นไม้และกระท่อม เด็กเล็กและผู้ใหญ่ ฟางข้าวและสรรพชีวิตแห่งพื้นดินอีสาน เสน่ห์ของภาพบุญนำคือการถ่ายทอดชีวิตที่ไม่อาจหาได้ในเมืองหลวงและไม่เหมือนพื้นที่ไหน ๆ เพราะทั้งหมดคือ ‘บ้าน’ และ ‘ครอบครัว’ ของเขาเอง

เราขอบคุณเจ้าบ้านที่เปิดพื้นที่ให้เราได้สำรวจ ก่อนจะรีบขึ้นรถหนีพายุกลับที่พักในจังหวัดร้อยเอ็ด ระหว่างทาง ภาพกองฟางและทุ่งนาสีทองยังอยู่ในห้วงความคิด แม้นอกหน้าต่างจะเป็นทิวทัศน์สีหม่น ไม่มีทุ่งนาอย่างในภาพ แต่เรากลับจดจำความงามของอีสานได้แบบไม่ลืม พลางนึกถึงคำพูดของบุญนำท่อนหนึ่งว่า “ผู้ใดเห็นฟาง ผู้นั้นเห็นเรา”

ภาพ : กัลยา แทบทาม และ บุญนำ สาสุด

หากใครสนใจชมผลงานของบุญนำ สาสุด ตอนนี้ไม่ต้องเดินทางไปถึงจังหวัดอำนาจเจริญก็เข้าชมได้ที่นิทรรศการท้องทุ่งแห่งความสุข (Field of Happiness) ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม – 11 มิถุนายน 2565 ณ ARDEL Gallery of Modern Art (ทองหล่อ ซอย 10) เปิดวันอังคาร-เสาร์ เวลา 10.30 – 19.00 น. และวันอาทิตย์ เวลา 10.30 – 17.30 น. (ปิดวันจันทร์)

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load