ปีที่แล้ว The Cloud ไปตามรอยเส้นทางสายไหม

ไม่ใช่เส้นทางสายประวัติศาสตร์อันเลื่องชื่อ แต่เป็นผ้าไหมไทยที่ได้รับการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ THAI Textiles The Touch of Thai ใน 3 ประเทศตะวันออกกลาง อันเป็นผลงานความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงวัฒนธรรม

โครงการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในต่างแดนซึ่งมีผ้าไทยเป็นแกนหลักจัดอย่างสนุกสนาน ที่ประเทศบาห์เรน งานแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยประสบความสำเร็จมาก ถึงขั้นท่านนายกรัฐมนตรี เจ้าชาย Khalifa bin Salman Al Khalifa ทรงอนุญาตให้คณะทำงานชาวไทยไปจับพระหัตถ์ที่วังของพระองค์ ทั้งยังเสด็จมาเปิดงานด้วยพระองค์เอง 

เจ้าชาย Khalifa bin Salman Al Khalifa
เจ้าชาย Khalifa bin Salman Al Khalifa

เพื่อทำความรู้จักความสัมพันธ์ระหว่างบาห์เรนกับสยามให้ดียิ่งขึ้น ท่านเอกอัครราชทูตไทย ฐานิศร์ ณ สงขลา เปิดประตูสถานทูตไทยประจำกรุงมานามาให้เราเข้าไปเยี่ยมชม ทั้งยังแบ่งปันเรื่องราวของดินแดนเกาะเล็กๆ ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นมิตรกับเมืองไทยตลอดมาให้เราได้ฟัง

ยินดีต้อนรับสู่บาห์เรน ดินแดนแห่งสองทะเล ณ บัดนี้ 

สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
ฐานิศร์ ณ สงขลา เอกอัครราชทูตไทย ปะจำบาห์เรน

เล็กที่สุดในตะวันออกกลาง

ถ้าดูแผนที่ตะวันออกกลาง จะเห็นว่าราชอาณาจักรบาห์เรนเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในอ่าวเปอร์เซีย เป็นกลุ่มเกาะเล็กๆ ล้อมรอบด้วยประเทศยักษ์ใหญ่ที่เป็นเจ้าแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นซาอุดีอาระเบีย สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ ขนาดของประเทศนี้ใกล้เคียงกับจังหวัดนนทบุรี ความยาวราวเกาะภูเก็ต มีประชากรน้อยที่สุดในตะวันออกกลาง คือแค่ 1.5 ล้านคน ในจำนวนนี้เกือบ 30 เปอร์เซ็นต์เป็นคนต่างชาติที่มาอยู่อาศัยและทำงานที่นี่ 

อากาศที่บาห์เรนร้อนจัด ชนิดที่ว่าช่วงหน้าร้อน กฎหมายกำหนดว่าการทำงานกลางแจ้งต้องทำหลัง 4 – 5 โมงเย็นเป็นต้นไป แต่เวลาหนาวก็ลงไปจนถึงเลขตัวเดียว เนื่องจากภูมิประเทศเป็นเกาะล้อมด้วยทะเล บาห์เรนจึงมีฝนตกสม่ำเสมอ มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างซาอุดีอาระเบียที่ฝนตกเพียงปีละ 2 – 3 ครั้ง

ด้านระบอบการปกครอง บาห์เรนเป็นราชาธิปไตยกึ่งรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์และนายกรัฐมนตรีจากราชวงศ์ Al Khalifa จุดเด่นของประเทศนี้คือความปรองดอง เป็นมิตรกับเพื่อนบ้าน ชาวบาห์เรนภูมิใจในสันติภาพ ยอมรับความแตกต่างของอิสลามนิกายอื่นและศาสนาอื่นๆ 

ด้วยพื้นที่เล็กจิ๋ว น้ำมันจึงไม่ใช่คำตอบเศรษฐกิจเหมือนประเทศเพื่อนบ้านที่ร่ำรวยมหาศาล รายได้ประชาชาติของบาห์เรนเป็นอันดับท้ายๆ ของกลุ่ม GCC (Gulf Cooperation Countries) รายได้ต่อหัวต่อคนตกปีละประมาณ 24,000 เหรียญสหรัฐฯ (แต่ก็ยังมากกว่าเมืองไทย ซึ่งน้อยกว่า 7,000 เหรียญสหรัฐฯ) จัดว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มั่งคั่ง และดำเนินเศรษฐกิจอย่างน่าสนใจ 

เกาะแห่งการพบปะสังสรรค์

สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน

กลยุทธ์ของชาวบาห์เรน คือการเปิดประเทศเป็นศูนย์รวมการสังสรรค์พักผ่อนหย่อนใจ รายได้หลักของบาห์เรนมาจากการท่องเที่ยว สินค้าและบริการ มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศทั้งจากประเทศแถบนี้และประเทศอื่นๆ ปีละประมาณ 12 ล้านคน เฉลี่ยประมาณเดือนละล้านคน ช่วงวันศุกร์และวันเสาร์ที่เป็นวันหยุดราชการของประเทศมุสลิม ชาวประเทศเพื่อนบ้านจะขับรถมาท่องเที่ยวจับจ่ายกันมากมาย

ที่นี่เป็นพหุสังคมเปิดกว้างของคนหลายเชื้อชาติศาสนา มีทั้งพื้นที่แยกชายหญิงสำหรับมุสลิมที่เคร่งครัด ไปจนถึงผับ บาร์ และสถานจัดเลี้ยงสำหรับศาสนิกชนอื่น บางคนบอกว่าประเทศนี้เปิดมากกว่าดูไบด้วยซ้ำ ตัวอย่างง่ายๆ คือ ที่ดูไบอาจไม่มีเนื้อหมูขายหรือว่าขายอย่างจำกัด แต่ว่าที่นี่มีกระทั่งร้านหมูกระทะ ร้านคาราโอเกะเพลงไทย ผู้คนแต่งกายแบบตะวันตกได้ สุภาพสตรีก็ขับรถได้ ขณะที่ซาอุดีอาระเบียเพิ่งอนุญาตให้สุภาพสตรีขับรถเองเมื่อไม่กี่ปีนี้เท่านั้น

บาห์เรนเป็นประเทศที่โดดเด่นเรื่องคมนาคมและการสื่อสาร สนามบินนานาชาติบาห์เรนและสายการบิน Gulf Air เป็นสนามบินและสายการบินที่เก่าแก่ที่สุดในตะวันออกกลาง แต่ก่อนเวลาใครจะไปไหนมาไหนก็ต้องมาสนามบินบาห์เรน เปรียบเหมือนดอนเมืองเมื่อสมัย 30 ปีก่อนที่เป็นจุดเปลี่ยนเครื่องของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้บาห์เรนยังถมที่ขยายแผ่นดินไปเรื่อยๆ เพื่อตอบรับการเติบโตของบ้านเมือง 

 นโยบายของรัฐบาลคือทำให้ประเทศมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาทั้งฝ่ายภาครัฐและเอกชน ทำให้ประเทศมีคุณค่าด้วยการเป็นพื้นที่ติดต่อค้าขายระดับนานาชาติ บาห์เรนจึงจัดกิจกรรมสารพัด ไม่ว่าจะเป็นการแข่งรถ Formula One จัดประชุม Global Entrepreneurship Conference ที่รวม SMEs กับสตาร์ทอัพมาคุยกัน เป็นจุดกระจายสินค้าไปจำหน่ายในซาอุดีอาระเบีย เพราะห่างกันเพียงข้ามสะพาน 24 กิโลเมตร นอกจากนี้การทำธุรกิจระหว่างประเทศก็สะดวกสบาย ถึงขั้นพูดกันว่าภายในหนึ่งวัน สามารถจดทะเบียน ตั้งบริษัท ได้รับใบอนุญาต แล้วก็ค้าขายในประเทศนี้ได้เลย 

สัมพันธ์กับเมืองไทย

สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน

ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างบาห์เรนและไทยเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2520 หรือ 43 ปีที่แล้ว แต่สถานทูตไทยมาเปิดทำการใน พ.ศ.2547 ก่อนหน้านั้นผู้ดูแลสารทุกข์สุกดิบคนไทยในบาห์เรนคือสถานทูตไทยในคูเวต ซึ่งจะแวะเวียนมาดูแลช่วยเหลือคนไทยช่วงวันพฤหัสบดีเหมือนกงสุลสัญจร ก่อนวันศุกร์และวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ

ต่อมาคนไทยในบาห์เรนเพิ่มมากขึ้น มีการเรียกร้องว่าควรเปิดสถานทูตที่นี่ด้วย จึงยื่นหนังสือแลกเปลี่ยนว่าจะเปิดสัมพันธไมตรีระหว่างกันอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2547 โดยสถานทูตไทยในกรุงมานามามีบทบาทดูแลช่วยเหลือคนไทย ไม่ว่าเรื่องกฎหมาย เอกสาร และการจดทะเบียนต่างๆ 

ปัจจุบันประเทศในตะวันออกกลางที่คนไทยอยู่เยอะที่สุดคือที่ซาอุดีอาระเบีย คาดการณ์ว่ามีชาวไทยอยู่ประมาณ 9,000 – 10,000 คน เป็นคนที่เคยทำงานในซาอุดีอาระเบียตั้งแต่ประมาณ 30 ปีที่แล้ว มีครอบครัวหรือชาวไทยมุสลิมที่ไปแสวงบุญแล้วย้ายถิ่นฐาน ส่วนชาวไทยในบาห์เรนมีจำนวนรองลงมา ประมาณ 7,000 – 9,000 คน (ข้อมูลก่อนเกิดสถานการณ์ COVID-19 ระบาด) ใกล้เคียงกับที่สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งคนไทยอยู่อาศัยทั้งในดูไบและอาบูดาบี โดยชาวไทยในบาห์เรนประกอบอาชีพหลากหลาย เช่น ทำร้านอาหารไทย สปา ร้านนวด ค้าขาย ฯลฯ

ในด้านภาพรวมความสัมพันธ์ บาห์เรนเป็นประเทศแรกในตะวันออกกลางที่คนไทยเดินทางเข้ามาได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ทำให้ในอดีตคนไทยอพยพเข้ามาทำงานมากมาย ท่านทูตฐานิศร์เล่าว่า หลายคนสร้างครอบครัวที่นี่แล้วหลายรุ่น บางคนก็เกิดและโตที่นี่ เป็นเด็กที่พูดภาษาไทย อาหรับ และอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว

ฐานิศร์ ณ สงขลา เอกอัครราชทูตไทย ปะจำบาห์เรน

“คนที่นี่เกือบร้อยละเก้าสิบรู้จักประเทศไทยหมดเลย คนบาห์เรนไปไทยประมาณสามถึงห้าหมื่นคนต่อปี สถาบันกษัตริย์ของเขาจนถึงประชาชนต่างชื่นชอบประเทศไทย ดังนั้นไทยกับบาห์เรนค่อนข้างจะใกล้ชิดกัน ท่านนายกรัฐมนตรี Khalifa bin Salman Al Khalifa ก็รักคนไทย ท่านไปไทยบ่อยมาก ทั้งเป็นการส่วนตัวและการเยือนอย่างเป็นทางการ บางทีท่านก็ไปเล่าให้กับคนอื่นๆ ฟังว่า ท่านเป็นคนแรกๆ ที่ไปไทย แล้วก็มาแนะนำว่าให้คนอาหรับไปไทย แม้กระทั่งบอกสายการบินด้วยซ้ำว่าสายการบินในตะวันออกกลางควรจะมีเที่ยวบินไปไทย เรียกว่าเราก็อยู่กันได้ค่อนข้างสบาย เพราะมาทำงานในประเทศที่เขารักเรามันก็ง่ายหน่อย ธุรกิจ กิจกรรมต่างๆ ก็ง่ายขึ้น

“ท่านเล่าให้ฟังตลอดว่าชอบเมืองไทยมาก และท่านก็เคารพราชวงศ์ไทยมาก อย่างตอนงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบหกสิบปีของในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านก็ไป ตอนพระราชพิธีพระบรมศพและพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ ท่านก็ไป”

ผลลัพธ์จากความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นคือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ บาห์เรนเปิดพื้นที่ให้สร้างศูนย์การค้า Thai Mart ซึ่งนายกรัฐมนตรีรัฐบาลบาห์เรนอนุโลมให้คนไทยเป็นพิเศษ เมื่อมาเช่าร้านในศูนย์การค้านี้ก็จะได้กรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของธุรกิจ 100 เปอร์เซ็นต์

ท่านทูตอธิบายเพิ่มว่า ธรรมดาระบบการเข้ามาติดต่อในกลุ่มประเทศอาหรับ โดยเฉพาะแถบนี้จะต้องมาในระบบสปอนเซอร์ หรือที่เรียกว่า 49 : 51 สมมติว่าเอาสบู่สปาเข้ามาขาย ก็ต้องหา Local Partner เป็นคนอาหรับซึ่งจะถือหุ้น 51 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการขายสบู่ก็ต้องบวกต้นทุนเพิ่มเติมสำหรับแบ่งให้หุ้นส่วนท้องถิ่น แต่ Thai Mart เป็นข้อยกเว้นพิเศษ คนไทยจดทะเบียนการค้าได้เอง และศูนย์การค้าเปิดใหม่แห่งนี้ก็เป็นศูนย์รวมและแหล่งกระจายสินค้าไทยสู่ตะวันออกกลางที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งสร้างงานให้คนไทยได้อย่างต่ำๆ 1,500 คน เป็นโมเดลคล้าย Dragon City ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของจีนในบาห์เรน

ที่พึ่งของชาวไทยพลัดถิ่น

สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน

คฤหาสน์หลังงามที่เป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมานามา อยู่ในเขตที่พักอาศัยของเมืองหลวงบาห์เรน ล้อมรอบด้วยบ้านพักอาศัยและคลินิกต่างๆ บ้านใหญ่โตหลังนี้เป็นของนักธุรกิจชาวบาห์เรนซึ่งตั้งใจสร้างเป็นที่พักอาศัย เมื่อสร้างและตกแต่งเสร็จ คณะทำงานชาวไทยได้มาเห็นที่นี่ จึงเจรจาเช่าเป็นสถานทูตตลอดมา โดยนำของตกแต่งจากเมืองไทยมาประดับสถานที่ตามความเหมาะสม

“การเลือกสถานทูต อันดับแรกเราต้องดูว่าอยู่ในที่ที่การคมนาคมสะดวกนะครับ สัญจรง่าย อีกอย่างคือเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ต้องดูว่าอยู่ในย่านที่ปลอดภัยหรือเปล่า อย่างบาห์เรนเขาให้ความสำคัญกับสถานทูตมาก ทุกสถานทูตและทำเนียบทูตมีตำรวจท้องถิ่นเฝ้าดูแล เพราะในตะวันออกกลางมีสถานการณ์ก่อการร้ายอยู่บ้าง แต่ที่นี่ไม่มีปัญหาอะไร แม้กระทั่งช่วงที่วุ่นวายอย่าง Arab Spring ก็ไม่กระทบกระเทือนเท่าไหร่

“เกณฑ์อีกอย่างที่ต้องดูคือเรื่องความคุ้มค่า ระหว่างเช่ากับซื้อเลย อะไรคุ้มค่าการลงทุนมากกว่า สถานทูตแถบตะวันออกกลางมักเป็นที่เช่า ข้อดีของการเช่าคือถ้าอยู่ไปในระยะหนึ่งแล้ว เราคิดว่ามีที่ใหม่เหมาะสมกว่าเพราะเมืองขยายตัว เราก็ไปอยู่ที่ใหม่ได้ด้วย ประเทศนี้เสรีหน่อยคือไม่ต้องอยู่รวมกัน”

อดีตกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย แถมเกร็ดว่า ที่ซาอุดีอาระเบีย ทุกสถานทูตต้องอยู่รวมกันเป็น Compound ที่ Riyadh เวลาใครจะไปไหนมาไหนก็ต้องไปทำเรื่องขอวีซ่าที่เดียวกันหมด เป็นทั้งที่ทำงาน เป็นสถานทูต แล้วก็เป็นบ้านพักด้วย อยู่กันเป็นวงเวียนขนาดใหญ่จนเรียกได้ว่าเป็นเมืองย่อมๆ ส่วนที่ Jeddah สถานกงสุลใหญ่เป็นที่เล็กๆ แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐบาลไทย

สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
ฐานิศร์ ณ สงขลา เอกอัครราชทูตไทย ปะจำบาห์เรน

นอกจากเป็นจุดดูแลช่วยเหลือคนไทย สถานทูตกรุงมานามาก็เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมสำคัญของคนไทยในบาห์เรน เช่น พิธีถวายสักการะ จุดเทียนร้องเพลงถวายพระพรชัยมงคล จัดงานเฉลิมฉลองในวันสำคัญต่างๆ สระน้ำด้านหลังสถานทูตก็ใช้จัดพิธีลอยกระทงทุกปี และทุกวันเสาร์ห้องรับแขกของสถานทูตจะแปรสภาพเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กเล็กชื่อโรงเรียนก.ไก่ กระดานดำจะถูกเข็นออกมา เช่นเดียวกับโต๊ะที่วางเรียงเป็นหย่อม โดยผู้ปกครองชาวไทยผลัดเปลี่ยนมาช่วยกันสอนภาษาไทยให้เด็กๆ ที่เกิดและเติบโตไกลจากสยามประเทศ ซึ่งมีจำนวนราว 50 – 60 คน 

สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน
สถานทูตไทยประจำกรุงมานามา คฤหาสน์หลังงามที่บาห์เรน

ชั้นบนของสถานทูตเป็นส่วนออฟฟิศทำงานของคณะทูต โบนัสของที่นี่คือดาดฟ้าโล่งกว้างทิวทัศน์งดงาม มุมหนึ่งมองเห็นถนนใหญ่ที่พลุกพล่าน และอีกมุมเห็นชุมชนบ้านหลังอื่นๆ ที่เงียบสงบ งานส่วนใหญ่ของสถานทูตจัดขึ้นที่อาคารนี้ หรือจัดที่โรงแรมในกรณีกิจกรรมใหญ่ ส่วนตัวทำเนียบทูตที่อยู่แยกออกไป มักใช้จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำคณะเล็กๆ หรือจัดงานในสวน 

“ที่นี่มีกิจกรรมเยอะ กลุ่มประเทศอาเซียนก็มีจัดงาน ASEAN Day ร่วมกัน เราจัด Thai Festival ด้วย ของไทยๆ ทั้งหลายเขาชอบครับ ปีก่อนๆ มีกิจกรรมเขียนร่ม นวดไทย ผ้าไทย แกะสลักผลไม้ คนก็สนใจแล้วมาขอเรียน แต่ที่ดังที่สุดคืออาหารไทย บาห์เรนมีร้านอาหารไทยเยอะมาก เราเคยร่วมกับห้างสรรพสินค้า Lulu ซึ่งขายอาหารไทยอยู่แล้ว เขาก็จัดให้วันปรุงอาหารไทย ทดลองอาหารไทยรสนั้นรสนี้ 

“ต่อไป Thai Mart เปิดตัว มี Exhibition Area ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน ยิ่งจัดกิจกรรมได้หลายอย่าง ให้ทั้งผู้ประกอบการไทยและผลิตภัณฑ์ไทยเปิดตัวสู่สาธารณะได้มากขึ้น แทนที่จะจำกัดโดยมีบัตรเชิญ ก็เปิดให้เป็นสัปดาห์เทศกาลไทยเลย คล้ายๆ ที่ ททท. ทำแคมเปญ Eat Thai Visit Thai ให้ร้านอาหารไทยที่มีชื่อเสียงจัดโปรโมชันพิเศษตลอดหนึ่งเดือน เราก็คงจะทำคล้ายๆ กัน”

ท่านทูตตบท้ายด้วยความหวัง ความสัมพันธ์ของสองประเทศที่อยู่ห่างไกลกันจะยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้นด้วยความร่วมมือของทั้งคนไทยและคนบาห์เรนที่รักเมืองไทย

ฐานิศร์ ณ สงขลา เอกอัครราชทูตไทย ปะจำบาห์เรน

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผมชอบสถานทูต

เท่าที่มีโอกาสได้สัมผัสสถานทูตไทยในต่างชาติ และสถานทูตต่างชาติในไทย ผมยังไม่เคยเจอสถานทูตแห่งไหนที่ไม่น่าสนใจ

สถานทูตมักเต็มไปด้วยเรื่องราวในเชิงประวัติศาสตร์ ความงามทางสถาปัตยกรรม ความแตกต่างทางวัฒนธรรม และความสัมพันธ์อันงดงามระหว่าง 2 ชาติ

ถ้าว่ากันตามความหมายที่สั้นที่สุดซึ่งกินความกว้างที่สุด งานของสถานทูตคือการส่งเสริมความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ การเปิดสถานทูตในประเทศไหน หมายถึงเราให้ความสำคัญกับประเทศนั้น

ภารกิจของสถานทูตไทยในต่างแดนประกอบด้วย งานด้านกงสุล (ออกวีซ่าและคุ้มครองคนไทยที่ประสบปัญหาต่างๆ) งานด้านการเมือง (หาพันธมิตรช่วยสนับสนุนประเทศไทยในเวทีต่างๆ)​ งานด้านเศรษฐกิจ (ส่งเสริมการค้าและการลงทุน) และงานด้านวัฒนธรรม (รวมถึงการท่องเที่ยว) โดยเนื้องานจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้เปิดสถานทูตไทยในต่างแดนบ่อยนัก เพราะต้องประเมินแล้วว่าจะเอื้อประโยชน์ให้ประเทศคุ้มค่ากับงบประมาณที่ลงไป หลังจากที่เราเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา ประเทศคาซัคสถาน เมื่อปี 2555 ก็ว่างเว้นการเปิดสถานทูตใหม่มานาน อาจจะมีเปิดสถานกงสุลบ้าง เช่น ที่เมืองชิงต่าว ในประเทศจีน

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก คือสถานทูตแห่งล่าสุดของไทย ที่เปิดเมื่อเดือนมิถุนายน 2559 เป็นสถานทูตขนาดเล็กที่มีทีมงานชาวไทยเพียงแค่ 4 คน คือ รัศม์ ชาลีจันทร์ เอกอัครราชทูตผู้ที่เล่นดนตรีเก่งมาก, อาทิตย์ ประสาทกุล ที่ปรึกษา นักเขียนผู้มีพ็อตเก็ตบุ๊กมาแล้วหลายเล่ม, ชินวุฒิ เศรษฐวัฒน์ เลขานุการโทผู้ชอบถ่ายรูป และ ไชยา ชาญภิสิทธิ์ เลขานุการโท นักฟุตบอลระดับทีมกระทรวง

เมื่อเหล่านักการทูตหัวใจศิลปินมารวมตัวกันเปิดสถานทูตแห่งใหม่ ที่นี่ก็เลยเป็นสถานทูตที่เต็มไปด้วยเรื่องสนุกๆ

ไปทำอะไรที่มาปูโต

ถ้าไม่ได้มีเพื่อนสนิทเป็นแผนที่ ก็คงยากจะรู้ว่าเมืองมาปูโตอยู่ตรงไหนในโลก

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ทวีปแอฟริกาเป็นดินแดนที่น่าสนใจมาก เพราะมีกว่า 50 ประเทศ ขนาดก็ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากเอเชีย แล้วก็ยังเป็นภูมิภาคที่ยังเติบโตต่อได้อีกมาก และไม่แข่งขันสูงเหมือนเอเชีย

ไทยเราเข้ามาลงทุนในแอฟริกาไม่ใช่น้อยๆ ประเทศที่มีมูลค่าในการลงทุนสูงที่สุดคือ โมซัมบิก เพราะมีทั้งธุรกิจขนาดใหญ่อย่างการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติของ ปตท.สผ. การสร้างท่าเรือน้ำลึกและทางรถไฟของกลุ่มอิตาเลียนไทย และการลงทุนทำโรงแรมของเครือไมเนอร์

รวมถึงกลุ่มพ่อค้าพลอย อัญมณีเป็นสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าสูงติด 1 ใน 5 ของไทยมาโดยตลอด สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบก็คือ เราได้พลอยจำนวนมหาศาลมาจากโมซัมบิก

ปี 2556 นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางไปเยือนโมซัมบิก เพื่อหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน รวมถึงเรื่องการตั้งสถานทูตที่เมืองมาปูโต เมืองหลวงของประเทศโมซัมบิก

3 ปีให้หลัง สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต ก็เปิดดำเนินงาน

นอกจากสถานทูตไทย ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เมืองมาปูโตก็ยังได้ต้อนรับสถานทูตแห่งใหม่อีกมากมาย ราวกับถนนทางการทูตทุกสายในแอฟริกามุ่งหน้าสู่เมืองมาปูโต

สถานทูตที่เป็นมิตร

สถานทูตหลายแห่งอยู่ในตึกเก่า จึงมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ พอมีโอกาสสร้างสถานทูตใหม่ ท่านทูตรัศม์จึงอยากให้สถานทูตแห่งนี้ตอบสนองการใช้งานครบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะงานด้านกงสุล ประชุม รับแขก ต้อนรับคนไทย และช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ (ที่นี่เลยมีห้องพักสำหรับคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยากด้วย)

แล้วก็ยังอยากให้ที่นี่ดูเป็นมิตร ซึ่งฟังดูตรงข้ามกับความรู้สึกของคนทั่วไป เพราะเมื่อพูดถึงสถานทูตเรามักจะนึกถึงอาคารรั้วสูงที่มีการรักษาความปลอดภัยแน่นหนา จนไม่อยากเข้าใกล้

คณะสำรวจของกระทรวงการต่างประเทศ ตัดสินใจเช่าบ้านหลังใหญ่ที่เพิ่งสร้างเสร็จมาดัดแปลงเป็นสถานทูต ปรับเปลี่ยนการตกแต่งภายในทั้งหมดเพื่อเปลี่ยนความรู้สึกจากบ้านให้กลายเป็นที่ทำงาน

ส่วนความเป็นมิตรนั้น สถานทูตแห่งนี้สร้างกันตั้งแต่หน้าประตู

ศิลปะแห่งการทูต

พอได้ฟังสิ่งที่สถานทูตแห่งนี้กำลังพยายามทำ ผมนึกถึงคำว่า ศิลปะแห่งการทูต มันเป็นศิลปะที่เป็นศิลปะจริงๆ

ท่านทูตรัศม์บอกว่า หน้าที่หนึ่งของสถานทูตคือการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ เครื่องมือที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ งานด้านวัฒนธรรม ที่นี่จึงส่งเสริมงานด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะศิลปะ เช่น จัดนิทรรศการ ‘โมซัมบิกเขียนด้วยไม้’ ของศิลปินโมซัมบิกในประเทศไทย

ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีอะไรสนุกกว่านั้นอีกเยอะ

ศิลปินชาวโมซัมบิกหลายคนโด่งดังระดับโลก ชาวสถานทูตผู้สนใจศิลปะกันอยู่แล้วจึงหาทางทำงานร่วมกับศิลปินเหล่านี้

“เริ่มจากป้ายหน้าสถานทูตก่อนเลย ปกติสถานทูตต้องมีป้าย Royal Thai Embassy ส่วนใหญ่เป็นป้ายทองเหลืองมาตรฐาน ผมเห็นศิลปินที่นี่ทำงานโมเสกกันเยอะ เลยคิดว่าแทนที่จะทำป้ายทองเหลืองก็เอาศิลปินมาทำงานศิลปะให้เป็นป้ายหน้าสถานทูตดีกว่า คุยไปคุยมาก็กลายเป็นงานเต็มทั้งสองกำแพงเลย” ท่านทูตรัศม์เล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

ที่พิเศษกว่านั้นสถานทูตยังไม่ต้องจ่ายเงินค่าผลงานนี้เลยสักบาท เพราะตอนติดต่อเช่าบ้านทีมงานเจรจาขอให้เจ้าของบ้านเป็นผู้ออกค่าทำป้ายสถานทูต และงานศิลปะชิ้นนี้ก็คือป้ายนั้น

เจ้าของผลงานชิ้นนี้คือ ทีมงานของศิลปินมือหนึ่งเจ้าของผลงานศิลปะโมเสกริมถนนยาวหลายร้อยเมตร สถานทูตให้โจทย์ว่า อยากให้ภาพแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโมซัมบิก เราเลยได้เห็นองค์ประกอบสนุกๆ มากมายในภาพนี้ อย่างเช่นอาคารสำคัญๆ ในเมืองมาปูโต ช้างลากรถมายเลิฟ หรือรถขนส่งสาธารณะคล้ายรถกระบะ ที่ผู้โดยสารทุกคนขึ้นไปแล้วต้องกอดกันจะได้ไม่ตกจากรถ

เวลามีแขกมาเยี่ยมเยียน ชาวสถานทูตจึงมักจะพามาชมงานศิลปะชิ้นนี้เพื่อแนะนำให้รู้จักกับมาปูโต

ส่วนคนโมซัมบิก พวกเขาก็จะรู้จักพระสงฆ์ งานสงกรานต์ ยักษ์ รถตุ๊กๆ จากงานชิ้นนี้เช่นกัน

สถานทูตที่อยู่เคียงข้างชุมชน

ด้านหลังของสถานทูตแห่งนี้อยู่ติดกับชุมชนขนาดใหญ่ สำหรับสถานทูตอื่นอาจใช้คำว่า ‘อยู่ข้าง’ แต่ที่นี่ต้องใช้คำว่า ‘อยู่เคียงข้าง’ เพราะสถานทูตพยายามทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ถ้าต้องการช่างไม่ว่าจะมาทำอะไร ก็จะนึกถึงคนในชุมชนเป็นลำดับแรก จนทีมสถานทูตแซวกันว่า ถ้าอยากได้ช่างอะไรก็เดินขึ้นไปที่ดาดฟ้าชั้นสองของสถานทูต แล้วตะโกนถามไปที่ชุมชนว่า มีช่างไม้ไหม มีช่างประปาไหม

แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ตะโกนจริง แต่พวกเขาใช้ช่างจากชุมชนจริงๆ

ช่วงที่กำลังทำงานศิลปะชิ้นนี้ คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็แวะทักทายถามไถ่ว่าทำอะไรกัน พอภาพเสร็จเขาก็มายืนดู ยืนหัวเราะกับภาพรถมายเลิฟ เพราะเขาไม่คิดว่าเรื่องตลกใช้ชีวิตประจำวันของพวกเขาจะกลายเป็นภาพบนกำแพงสถานทูต ถนนหน้าสถานทูตเป็นเส้นทางหลักที่ผู้คนที่จะเดินทางเข้าไปทำงานในเมืองราว 30 เปอร์เซ็นต์ต้องผ่าน มันจึงเป็นเหมือนป้ายโฆษณาชั้นดี ที่ทำให้ทุกคนจดจำสถานทูตไทยได้แม่นยำ

นอกจากนี้ สถานทูตยังใช้งบประมาณที่เหลือจากการปรับปรุงสถานทูตนำไปทำทางเข้าชุมชน จากดินที่เละเป็นโคลนกลายเป็นถนนอิฐตัวหนอน สถานทูตเลยได้พื้นที่จอดรถสำหรับผู้มาติดต่อเพิ่ม และได้ใจชาวชุมชนไปแบบเต็มๆ

เมื่อต้นไม้บนทางหลวงหน้าสถานทูตตายเพราะไม่มีคนดูแล สถานทูตก็ปลูกให้ใหม่และให้คนงานช่วยกันรดน้ำ

การวางตัวเช่นนี้ ทำให้ทุกคนบนถนนเส้นนี้รู้จักสถานทูตไทย เคยมีนักท่องเที่ยวไทยเดินมาตามหาสถานทูต ปรากฏว่า ชาวบ้านรู้จักทั้งถนน

“ถ้าชาวโมซัมบิกรู้สึกดีกับสถานทูต ก็เหมือนเราได้สร้างแบรนด์ที่ดีให้กับประเทศไทย ทำให้เขารู้สึกเป็นมิตรกับประเทศไทย ข้าวที่ในขายตลาดตอนนี้ 30 – 40 เปอร์เซ็นต์เป็นข้าวจากประเทศไทย ถ้าคนโมซัมบิกรู้สึกดีกับประเทศไทย ก็อาจจะทำให้เขาตัดสินใจเลือกซื้อข้าวของไทย ก่อนข้าวเวียดนามหรือข้าวอินเดีย” อาทิตย์เล่าถึงเป้าหมายลึกๆ ของสิ่งที่พวกเขาพยายามทำ

จัดสวนอย่างมีศิลปะ

เดิมทีบ้านหลังนี้มีสระน้ำอยู่ด้วย แต่ถ้าเก็บไว้คงไม่ได้ใช้งาน แล้วยังต้องจ่ายค่าบำรุงรักษา ทางสถานทูตจึงขอให้เจ้าของบ้านถมแล้วปรับให้เป็นพื้นโล่งซึ่งใช้จัดงานได้ รับแขกได้ จึงต้องมีการทำสวน อาทิตย์นักการทูตผู้สนใจเรืื่องต้นไม้ คิดว่าควรทำสวนที่มีการจัดการง่ายที่สุด เลยกลับมาทำความเข้าใจในบริบทของท้องถิ่น เขาพบว่า ในแอฟริกาตอนใต้มีไม้อวบน้ำซึ่งต้องการน้ำน้อยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงออกแบบสวนในสถานทูตให้มีเฉพาะพันธุ์ไม้ที่พบในแอฟริกาตอนใต้ ซึ่งดูแลง่ายมาก รดน้ำแค่สัปดาห์ละครั้ง ถ้าฝนตกก็ไม่ต้องรดน้ำ โรคและแมลงก็ไม่มีเพราะเป็นพันธุ์ท้องถิ่น การตัดแต่งก็แทบจะไม่ต้องทำ และด้วยทรงที่ไม่รกครื้ม จึงทำให้ไม่มียุงและแมลงรบกวน แถมยังใช้งบประมาณน้อยมาก

งานสั้น ศิลปะยืนยาว

ถึงแม้ว่างานศิลปะที่กำแพงหน้าสถานทูตจะเสร็จลงแล้ว ชาวสถานทูตก็ยังไม่อยากให้ศิลปินกลุ่มนี้แยกย้าย เลยชวนให้พวกเขาทำงานโมเสกเพิ่มเติมภายในสถานทูต เพราะสถานทูตยังต้องการการตกแต่งเพิ่ม งบประมาณก็ยังพอมี ค่าแรงของพวกเขาก็อยู่ในงบประมาณ แล้วก็ยังได้ช่วยจ้างงานคนในชุมชนต่อ

ท่านทูตรัศม์เสนอให้เขาลองทำโมเสกให้เป็นชิ้นงานศิลปะขนาดราว 1×1 เมตร งานชิ้นแรกๆ ของพวกเขาดูเกร็งและไม่น่าสนใจ สถานทูตเลยใช้เวลาช่วงกลางวันที่ไม่มีใครใช้รถตู้ ให้คนขับรถพานักทำโมเสกเหล่านี้ไปดูงานศิลปะของศิลปินชั้นยอด และดูความสวยงามของอาคารบ้านเมืองในเมืองมาปูโต เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงาน งานของพวกเขาก็เลยดีขึ้นทันตา จนถึงขนาดที่ท่านทูตเปรยว่า ทำเสร็จทั้งหมดเมื่อไหร่ ต้องจัดนิทรรศการให้

งานศิลปะในสถานทูต

ในประเทศเยอรมนีมีกฎหมายว่า สถานที่ราชการต้องใช้งบประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ในการสร้างอาคาร นำไปซื้องานศิลปะ กฎหมายนี้อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวคนไทย แต่ก็ถือว่าไม่ไกลมาก เพราะสถานที่ราชการหลายแห่งก็มีการจัดซื้อผลงานศิลปะอยู่แล้ว เพียงแต่จะซื้องานศิลปะแบบใดเท่านั้นเอง

งานศิลปะของ  Gonçalo Mabunda ศิลปินผู้สร้างงานจากอาวุธที่ได้จากการปลดอาวุธหลังสงครามกลางเมือง

“เราใช้เงินภาษีมาซื้อ เราจึงไม่ควรเลือกงานที่เราชอบ แต่ต้องเลือกงานที่เหมาะกับคนไทยที่มา และคนที่จะมาอยู่ต่อ แล้วก็ควรต้องเป็นงานของศิลปินที่มีแนวทางของตัวเอง มีทั้งคุณค่าและมูลค่า เป็นงานที่เวลาผ่านไปแล้วมูลค่าจะไม่ลดลง” อาทิตย์เล่าแนวทางในการเลือกผลงานศิลปะเข้าสถานทูตไว้แบบนั้น

งานศิลปะของ   Noel Langa ศิลปินอาวุโสที่ผสมงานสไตล์ Cubist กับเรื่องราวของโมซัมบิก โดยเฉพาะนกกับเม็ดมะม่วงหิมพานต์

งานศิลปะของ Butcheka ศิลปินแนวกึ่ง Modern กึ่ง  Abstract

นักการทูตผู้รักศิลปะเล่าเพิ่มเติมว่า สถานทูตไทยส่วนใหญ่มักเน้นงานศิลปะที่เน้นความเป็นไทย แต่เขาคิดว่าควรจะมีทั้งสองประเภท คืองานที่แสดงความเป็นไทย และงานที่แสดงถึงความเป็นท้องถิ่น ตอนนี้สถานทูตไทย ณ กรุงมาปูโต ก็เลยเริ่มเก็บงานของศิลปินรุ่นใหญ่ของโมซัมบิก

ภายในสถานทูต

การตกแต่งภายในสถานทูตเป็นไปตามแนวทางการออกแบบสำนักงานยุคใหม่ คือให้แสงเข้ามากๆ มีพื้นที่เขียวในอาคาร ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เรียบแต่ดูดี และประหยัดพลังงาน หลอดไฟทั้งหมดในสถานทูตจึงเป็นหลอด LED ที่นอกจากจะช่วยลดการใช้พลังงานแล้ว ยังไม่มีปัญหาเวลาไฟตกด้วย แล้วก็มีห้องเก็บแฟ้มเป็นสัดเป็นส่วน เพื่อให้โต๊ะทำงานมีเอกสารน้อยที่สุด

ไม่มีรถเก๋ง

สิ่งหนึ่งที่ท่านทูตรัศม์มั่นใจว่าสถานทูตแห่งนี้แตกต่างจากที่อื่นแน่นอนก็คือ ที่นี่เป็นสถานทูตไทยเพียงแห่งเดียวที่ไม่มีรถเก๋ง มีแต่รถตู้กับรถโฟร์วีล เพราะพื้นที่ทำงานพัฒนาชุมชนส่วนใหญ่สมบุกสมบันเกินกว่าจะขับรถเก๋งเข้าไปได้ การมีรถเก๋งเลยอาจจะไม่มีประโยชน์เท่ารถขับเคลื่อนสี่ล้อ

ส่งเสริมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผ่านปลานิล

ประเทศไทยอาจจะอยู่ในฐานะของผู้รับความช่วยเหลือจากต่างชาติมาเนิ่นนาน แต่ตอนนี้กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (Thailand International Cooperation Agency หรือ TICA) ได้เริ่มให้ความช่วยเหลือประเทศต่างๆ อย่างที่โมซัมบิก สถานทูตไทยได้ช่วยแก้ปัญหาปากท้องของชาวบ้านด้วยการแนะนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยการส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงปลานิล

ปลานิลมีต้นกำเนิดอยู่ที่แม่น้ำไนล์ แล้วก็แพร่กระจายไปทั่วโลก เพราะเป็นปลาที่เลี้ยงง่ายโตเร็ว เมื่อเดินทางไปถึงที่ญี่ปุ่น จักรพรรดิญี่ปุ่นก็พระราชทานต่อมาให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ปรับปรุงสายพันธ์ุจนได้พันธุ์จิตรลดาซึ่งโตเร็ว เนื้อเยอะ หัวเล็ก ปลานิลพันธุ์ไทยจึงได้รับการยกย่องในระดับโลก เมื่อพูดถึงปลานิลคนในวงการปลาจะนึกถึงเมืองไทย แบบเดียวกับเวลาที่พูดถึงข้าวแล้วจะนึกถึงไทย

สถานทูตจึงนำปลานิลพันธุ์ไทยกลับไปส่งเสริมให้ชาวโมซัมบิกเลี้ยง และเพื่อให้ชาวโมซัมบิกเอร็ดอร่อยกับปลานิลที่สุด สถานทูตจึงเชิญ เชฟดอล์ฟ-สหัส จันทกานนท์ เดินทางไปสอนชาวโมซัมบิกทำอาหารจากปลานิลด้วย

รอชมวิดีโอสารคดีเรื่องนี้ใน The Cloud ได้เร็วๆ นี้

ศิลปิน

นอกจากสถานทูตจะเชิญเชฟดอล์ฟไปมาทำอาหารไทยจากปลานิลแล้ว สถานทูตยังเชิญอาจารย์ อ.ภาธร ศรีกรานนท์ ศิลปินแจ๊ซชื่อดังของเมืองไทย มาแสดงคอนเสิร์ตในงานของสถานทูตด้วย ในวันที่ว่างเว้นจากงาน ทีมงานจากชาวไทยมีโอกาสได้ไปเยือนบ้านของศิลปินหลายท่าน เมื่อมาถึงบ้านของกอนซาโล มาบุนด้า ศิลปินอันดับหนึ่งของโมซัมบิกในขณะนี้ มาบุนด้าก็ชวนสถานทูตไทยมาจัดงานพิเศษที่บ้านของเขา เป็นงานที่มีแขกเป็นศิลปินชื่อดังของโมซัมบิก มีอาหารไทยฝีมือเชฟดอล์ฟเสิร์ฟ และมีดนตรีสดจากอาจารย์ภาธร ที่พิเศษยิ่งกว่านั้นก็คือ คือการที่ท่านทูตรัศม์ขึ้นเวทีมาร่วมแจมกีตาร์ด้วย เรียกเสียงกรี๊ดได้สนั่นงาน เพราะเหล่าศิลปินทั้งหลายถึงกับงงว่า ทำไมท่านทูตไทยถึงเล่นกีตาร์เก่งขนาดนี้

ท่านทูตบอกว่า นี่คือการดำเนินงานทางการทูตด้วยกิจกรรมทางวัฒนธรรม

ซึ่งผมรู้สึกว่ามันช่างเต็มไปด้วยศิลปะ

เป็นศิลปะแห่งการทูตอย่างแท้จริง

ภาพ : ชินวุฒิ เศรษฐวัฒน์
www.thaiembassy.org/maputo
Facebook | โฮโยๆ โมซัมบิก

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load