คุณจำได้ไหมว่า โรมีโอกับจูเลียต ใช้เมืองอะไรเป็นฉากหลัก

คำตอบคือ เวโรนา อันเป็นเมืองทางเหนือของอิตาลี ใหญ่เป็นอันดับสองของแคว้นเวเนโต อันมีเวนิสเป็นหัวเมืองเอก

กลับมาที่ โรมีโอกับจูเลียต ภาษาอิตาเลียนเรียกเรื่องนี้ว่า Romeo e Giulietta อ่านว่า โรแมโอ เอ จูลีเย็ตต้า แต่เพื่อไม่ให้ดูดัดจริตจนเกินไป ฉันก็จะเรียกหนุ่มสาวสองคนนี้ว่า โรมีโอกับจูเลียต ตามที่ใครๆ เรียกกันก็แล้วกัน

Spoiler Alert!

นอกจากฉากตายตอนจบแล้ว ภาพจำโดยทั่วไปของคนที่มีต่อละครเรื่องนี้ คือฉากพลอดรักหวานฉ่ำระหว่างโรมีโอกับจูเลียตที่ระเบียงบ้านของสาวเจ้า

ผู้คนที่มุ่งมั่นมาเมืองนี้ จึงมาเพื่อดูบ้านจูเลียต และดูระเบียงนั้นแทบทั้งสิ้น

ก่อนจะเลยเถิดไปไหน ขอให้แน่ใจก่อนว่า ทุกท่านรู้จักเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต แล้วจริง ๆ

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

 ภาพ : upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/5/55/Romeo_and_juliet_brown.jpg/640px-Romeo_and_juliet_brown.jpg

ในเรื่องกล่าวว่า ทั้งสองคนเป็นลูกของตระกูลคู่อริกัน จูเลียตเป็นลูกสาวบ้านคาปูเล็ต ส่วนโรมีโอเป็นผู้บ่าวบ้านมองเตกู

ทั้งสองรักกันปานจะกลืน ในท้ายที่สุดจูเลียตได้ยาแกล้งตายมาจากพ่อหมอ แต่ดันไม่ยอมบอกแฟนตัวเอง รายนี้พอมาเห็นหญิงคนรักนอนตายนิ่ง ก็ฉวยมีดสั้นแทงตัวเองตาย จูเลียตฟื้นขึ้นมาหลังจากยาสิ้นฤทธิ์ เห็นแฟนตัวเองตาย ก็ฉวยมีดมาแทงตัวเองตายตาม อ่านเผินๆ นึกว่าอ้ายขวัญกับอีเรียมแห่งทุ่งบางกะปิยังไงยังงั้น

ปัจจุบัน ผู้คนที่มาเมืองเวโรนาก็จะต้องถามถึงว่าโรมีโอกับจูเลียตมีจริงไหม อยู่ตรงไหน ยังไง ฯลฯ ระเบียงล่ะ ระเบียง!!!

ถึงตรงนี้ นักเรียนวรรณคดีอังกฤษคงยิ้มเย็นพร้อมถอนหายใจเบาๆ

เพราะในวรรณกรรมเรื่องนี้…

เชกสเปียร์ไม่ได้ใส่คำว่าระเบียง หรือ Balcony ไว้แม้แต่คำเดียว

กรี๊ดดดดดดด

นี่มันเป็นความจริงที่ตบหน้ากันฉาดใหญ่ หยามหน้ากันสุดๆ พอๆ กับที่มีคนมาบอกว่า ไม่มีชะลอมในมือของพจมาน พินิจนันท์ ตอนเดินเข้าบ้านทรายทอง ของ ก.สุรางคนางค์ ฉันนั้น

ฟื้นขึ้นมาจากการเป็นลมแล้วมาฟังความจริงอันโหดร้ายต่อ

อันที่จริง พจนานุกรมภาษาอังกฤษในสมัยนั้นไม่มีคำนี้ด้วยซ้ำ นอกจากนั้นสิ่งก่อสร้างแบบที่ว่านั้นก็ไม่มี และไม่มีวันที่จะมีในอังกฤษยุคนั้นด้วย

เนื่องจากว่าคนอังกฤษนั้นไม่มีเสียละที่จะสร้างอะไรให้ยื่นออกมาจากตัวบ้าน เพื่อมายืนโชว์ร่างกายให้ชาวบ้านชาวเมืองดู ช่างน่าอัปยศอดสูดูอุจาดเสียนี่กระไร มิพักพูดถึงสภาพอากาศที่มิได้เชิญชวนให้ออกมานอกบ้านแม้แต่น้อย

แล้วระเบียงโผล่มาในละครเรื่องนี้ตอนไหน

เรื่องนี้ต้องเล่ากันยาว

กล่าวคือ หลังจากที่เชกสเปียร์ตายไปไม่นานในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ในช่วงปลายศตวรรษก็เป็นยุคเลิกฮิต ไม่มีใครรู้จักเชกสเปียร์ ไม่มีใครรู้จักบทละครเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต

แล้วในช่วงนี้เอง นักเขียนบทละครคนหนึ่ง (แหล่งข่าวแจ้งว่าชื่อ Thomas Otway) ก็แอบก๊อปเอาพล็อตเรื่องนี้ของเชกสเปียร์มาใช้ โดยเปลี่ยนเรื่องราวให้เป็นยุคโรมันโบราณ บทละครเรื่องนี้ชื่อ The History and Fall of Caius Marius ว่ากันว่ากล้าก็อปจนถึงขนาดมีบทพูดที่ว่า “O Marius, Marius! wherefore art thou Marius?” กันเลยทีเดียว

แล้วในเรื่องนี้แหละ ที่ Otway ได้ให้ตัวละครเอกสองคนพลอดรักกันที่ ‘ระเบียง’ อันเป็นสิ่งที่คนอังกฤษคงจะเริ่มรู้จักกันพอสมควรแล้ว (คนอังกฤษสะกดคำนี้ว่า Balcone ตามภาษาอิตาเลียนในช่วงแรก แต่ออกเสียงเป็นแบบของตน)

และมาในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ก็มีผู้นำผลงานของเชกสเปียร์มาปัดฝุ่นอีกครั้ง รวมถึงเรื่อง โรมีโอกับจูเลียต ด้วย และในเวอร์ชันนี้เขาก็ได้เก็บเอา ‘ระเบียง’ มาใส่ไว้ในฉากละครของเขา เขาผู้นี้ชื่อ David Garrick

ไม่เพียงเท่านั้น โรมีโอขวัญใจมหาชนในสมัยนั้นคือ Spranger Barry ก็ได้ออกจากคณะละครของ Garrick ไปอยู่คณะอื่น ไม่ไปเปล่า แต่ยังเสนอให้คณะละครใหม่ของตนทำฉาก ‘ระเบียง’ อีกด้วย

นัยว่า คนอังกฤษแค่เห็น ‘ระเบียง’ ก็คงครางฮือ มันคงดูอิตาเลี๊ยนอิตาเลียน Exotic สุดๆ ไม่ได้ดูในละครก็อย่าหมายว่าจะได้ดูตามถนนรนแคมต่างๆ ในลั้นดั้นหรือเมืองใดๆ ในประเทศฉ่ำฝนแห่งนี้

เมื่อเป็นฉากที่โดดเด่นมากในเรื่องและตัดออกไม่ได้ ประมาณฉากเก็บมะนาวใน แม่นาคพระโขนง ยังไงยังงั้น เมื่อดังถึงขนาดนี้ ก็มีบ้างที่ผู้คนดั้นด้นเดินทางไปถึงเมืองเวโรนาเพื่อไปดูระเบียงอันลือลั่นอันนั้น… ที่บ้านของจูเลียต

กลับมาที่คำถามว่า… บ้านของจูเลียต อ้าว ตกลงมีจริงหรือ ไม่ได้เป็นเรื่องแต่งหรอกหรือ

แล้วบ้านหลังนี้เป็นบ้านจูเลียตยังไง แล้วระเบียงล่ะ ทำไมมันถึงเหมาะเหม็งอย่างนี้

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ผู้ดูแลงานพิพิธภัณฑ์แห่งเมืองเวโรนาคงสำเหนียกแล้วถึงพลังของติ่งละครที่เฝ้าเพียรมาถามว่า บ้านจูเลียตอยู่ตรงไหน อยากเห็นระเบียงอันลือลั่นนั้น ท่านคงคิดว่า เอาซี้…(เสียงสูงปรี๊ด) อยากได้บ้านนักเจ้าก็จะได้บ้าน อยากได้ระเบียงนักเจ้าก็จะได้ระเบียง จะไปยากอันใด

ว่าพลาง ท่านก็ไปแปลงโฉมโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งเคยเป็นบ้านของตระกูลคัปแปลโล (ตราประจำตระกูลรูปหมวกก็ยังหราอยู่ตรงทางเข้าจนถึงวันนี้) ให้เป็นบ้านของจูเลียต ก็ทำไมจะต้องเป็นบ้านหลังนี้ด้วย ก็เพราะว่าคำว่า ‘Cappello’ ในภาษาอิตาเลียนแปลว่า ‘หมวก’ คำว่า คาปูเล็ต นั้น ถ้าเป็นอิตาเลียนก็ต้องประมาณ คัปปูเล็ตตี้–คัปเปลเล็ตตี้ อะไรเทือกๆ นั้น ซึ่งก็จะแปลว่า หมวกใบเล็ก อะไรนะ บ้านนี้มัน Cappello นี่ ไม่ใช่ Capuleti เสียหน่อย เอาเหอะน่า หมวกใหญ่หมวกเล็กมันก็หมวกเหมือนๆ กันนั่นล่ะ จะมาหาความจริงอะไรกันตรงนี้ ทีเชกสเปียร์สร้างเรื่องขึ้นมาเป็นคุ้งเป็นแควไม่เห็นมีใครไปไล่เบี้ยเล่า

เมื่อได้บ้านมาแล้ว ปัญหาต่อมาคือไม่มีระเบียง อ้าว ทำไงล่ะทีนี้ จะมาอ้างว่าในเรื่องของเชกสเปียร์ไม่มีระเบียงมาก่อนก็อาจจะผิดหูติ่งละคร ผู้ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วในชีวิตนี้ นอกจากไปให้ถึงฝั่งฝันกับระเบียงอันลือลั่นของจูเลียต แต่ปัญหาเหล่านั้นไม่ใช่ปัญหาของท่านภัณฑารักษ์เลย อยากได้ระเบียงเหรอ จริงๆ ท่านก็คิดอยู่แล้วล่ะ เพราะว่ากันว่าทีมงานก็ได้พยายามสร้างทัศนียภาพตรงนั้นให้ใกล้เคียงกับภาพยนตร์เรื่อง โรมีโอกับจูเลียต เวอร์ชันปี 1936 ให้ใกล้เคียงมากที่สุดด้วย

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

ภาพ : http://emanuellevy.com/wp-content/uploads/2013/03/romeo_and_juliet_poster.jpg

ระหว่างที่คิดอยู่นั้น สายตาท่านก็พลันไปสะดุดที่งานหินอ่อนแกะสลักชิ้นหนึ่งที่วางเขละอยู่ตรงลานบ้านที่ท่านคิดจะทำพิพิธภัณฑ์นั้น เป็นหินอ่อนที่มีคนพบตอนที่เทศบาลเมืองขุดริมฝั่งแม่น้ำอาดีเจ (Adige) ที่ไหลอยู่กลางเมืองเพื่อเตรียมสร้างเขื่อนกันน้ำท่วม

เมื่อเห็นว่าเข้าท่า ท่านก็สั่งให้ยกขึ้นไปตั้งให้เป็นระเบียงของจูเลียตเสียอย่างนั้น ถึงแม้ว่าท่านจะรู้ว่าหินสลักนั้น…เป็นโลงหินโบราณก็ตาม

ปัจจุบัน บ้านจูเลียตเปิดให้เข้าชมฟรี พร้อมกับมีรูปปั้นสำริดของนางยืนนมวาวอยู่ด้านล่างเยื้องระเบียงซึ่งผู้คนพร้อมใจกันเชื่อว่า เธอได้ออกมาพร่ำเพ้อที่นี่ อันนมที่วาวของเธอนั้นไม่ได้เป็นปาฏิหาริย์ของรักแท้ใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่มาจากมวลนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศที่ก็พร้อมใจกันอีกเช่นกันที่จะเชื่อว่า หากได้ลูบนมเธอแล้วจะโชคดี

ไป Verona เยือนบ้านจูเลียตที่ไม่เคยเป็นบ้านจูเลียต และระเบียงในฉากลือลั่นที่สร้างกันเองจากโลงหิน

ข้อมูลอ้างอิง

www.theatlantic.com/entertainment/archive/2014/10/romeo-and-juliets-balcony-scene-doesnt-exist/381969/ 

www.venetoinside.com/it/aneddoti-e-curiosita/post/il-balcone-di-giulietta-a-verona/

www.ulisseilnavigatore.it/turismo/casa-giulietta-verona.html 

www.shakespeareinitaly.it/verona.html 

Writer & Photographer

Avatar

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

14 กุมภาพันธ์ 2563
4 K

เมื่อพูดถึงวันวาเลนไทน์ ก็ต้องนึกถึงคู่รัก ความโรแมนติก

คนส่วนใหญ่จะนึกถึงเมืองอะไรนะ ปารีสหรือเปล่า แต่เชื่อว่าลิสต์ลงมาสัก 10 เมือง ต้องมีเมืองในอิตาลีติดมาอย่างแน่นอน

เมืองของอิตาลีที่น่าจะติดโผก็น่าจะเป็นเวนิสกับฟลอเรนซ์ เมืองแรกคงจะพากันไปล่องกอนโดล่ากันหวานฉ่ำ ส่วนฟลอเรนซ์ก็คงดื่มด่ำความงามของเมืองกันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ จริงๆ แค่ชื่อเมืองฟลอเรนซ์ก็ฟังดูฟรุ้งฟริ้งเสียแล้ว

น่าสงสารเมืองซึ่งพยายามดันตัวเองเป็นเมืองแห่งความรักอย่างหนัก แต่ไม่ค่อยติดโผเท่าไหร่เลย เมืองนั้นคือ… โรม

คนที่เคยไปโรมมาคงตาโต พลางคิดว่า เมืองอันพลุกพล่าน เต็มไปด้วยซากปรักหักพังขึงขังใหญ่โตอย่างโรม กล้าดียังไงถึงคิดว่าเมืองตัวเองจะเป็นเมืองแห่งความรัก

โรมก็จะบอกว่า ชื่อเมืองของฉัน ROMA นั้น หากเขียนจากหลังไปหน้า ก็จะได้คำว่าความรักเชียวนะ นั่นคือคำว่า AMOR

เวลาเล่าเรื่องนี้ให้ลูกศิษย์ฟังในห้องเรียน ก็จะมีเด็กกลุ่มหนึ่งร้องหูยยยหรือโหยยยย แบบที่คนดูในห้องส่งรายการเกมโชว์ในประเทศไทยชอบร้องกัน อีกกลุ่มหนึ่งก็จะกลอกตาเป็นเครื่องหมายอินฟินิตี้ ส่วนกลุ่มที่เหลือหันไปมองหน้ากันแล้วหัวเราะจนน้ำตาเล็ด

แต่จริงๆ แล้ว ‘เมืองแห่งวาเลนไทน์’ จริงๆ ในอิตาลีนั้นคือเมืองอะไรกันแน่

คำตอบที่ไม่น่าเชื่อคือ เมืองแตร์นี (Terni)

ไม่ต้องเขินที่ไม่รู้จัก แตร์นีเป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ในแคว้นอุมเบรีย ซึ่งเป็นแคว้นที่อยู่ติดกับแคว้นลัตซีโย (Lazio) อันเป็นที่ตั้งของกรุงโรม 

โดยสรุป คือพยายามจะบอกว่า แตร์นีกับโรม ไม่ได้ห่างอะไรกันมากมายเท่านั้นเอง

เหตุที่แตร์นีเป็นเมืองสำคัญของวันนี้ก็เพราะว่า นี่คือที่เกิดและที่ตายของนักบุญวาเลนไทน์นั่นเอง และมีนักบุญวาเลนไทน์เป็นนักบุญประจำเมือง

ใช่…นักบุญวาเลนไทน์เป็นคนอิตาลีจ้ะ 

(เอ้าทุกคน ปรบมือได้)

ตามหาเมืองแห่งวาเลนไทน์ที่แท้จริงของอิตาลี ที่เป็นบ้านเกิดและที่ตายของนักบุญวาเลนไทน์
ภาพ : laprensatexas.com

ชื่อของท่านออกสำเนียงเป็นภาษาอิตาลีคือ วาเลนตีโน (Valentino) ประวัติและเรื่องเล่าของท่านมีมากมายเหลือเกิน ถาม 3 คนได้ 5 ตำนาน ตำนานที่เหมือนจะเป็นที่เล่าขานกันมากที่สุดก็คือ ท่านถูกตัดสินประหารชีวิตโดยจักรพรรดิใจร้ายชาวโรมัน เพราะท่านชอบลักลอบไปจัดพิธีแต่งงานให้แก่ชาวคริสต์ อันเป็นสิ่งที่จักรพรรดิไม่โปรด แต่ก็ยังมีตำนานแทรกอีกว่า ระหว่างที่ท่านรอวันประหารนั้น ท่านซึ่งได้หลงรักหญิงนางหนึ่ง ก็ได้ส่งจดหมายออกมาให้หญิงคนนั้นอยู่เนืองๆ พร้อมลงท้ายจดหมายด้วยคำว่า “จากวาเลนไทน์ของเธอ” 

ซาบซึ้งตรึงใจกันขนาดนี้ ใครๆ ก็พร้อมจะเชื่อจนหมดใจอยู่แล้วล่ะ เอ้า เชื่อก็เชื่อกันไป ตำนานนี่ ชอบใจอันไหนก็จำอันนั้น ใครจะไปว่าอะไรได้

แต่จะลองมาฟังเวอร์ชันที่คนอายุ 50 แต่ยังไม่เคยมีแฟนอย่างฉันเลือกเชื่อดูไหมล่ะ หึ หึ (แค่นหัวเราะที่มุมปากพลางนวดหมัดกร๊วบกร๊าบ)

ก็…ได้ยินมาว่า นักบุญวาเลนตีโนเนี่ยท่านเป็นพระผู้ใหญ่ เป็นบิชอปเอกของเมืองแตร์นีมาตั้งแต่อายุ 21 ปีแล้ว ท่านก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่ได้มีคนเคยสนใจศึกษาประวัติท่าน แต่มาเอาศตวรรษที่ 17 สันตะปาปาก็ดำริให้ขุดค้นตามหาร่องรอยมรณสักขี (ผู้ที่เสียชีวิตเพื่อยืนยันศรัทธาในพระคริสตเจ้า) รุ่นแรกๆ แล้วในการนั้น ก็พบซากของนักบุญวาเลนตีโนอยู่ด้วย นักบุญวาเลนิโนจึงเป็นที่สนใจอีกครั้ง จากแต่ก่อนไม่เคยได้ถูกเอ่ยถึงในพิธีมิสซาสักเท่าไหร่ ก็มีการเอ่ยถึงมากขึ้น

การเสียชีวิตของท่านนั้น แหล่งข่าวบอกว่า ท่านเสียชีวิตวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นั่นล่ะ ที่โรม เนื่องจากท่านถูกเชิญ ไปรักษาคนที่โรม (บาทหลวงในสมัยก่อนบางท่านก็มีชื่อเสียงเรื่องปาฏิหาริย์ในการรักษาโรค) แต่ด้วยความที่ท่านปฏิเสธที่จะเคารพเทพเจ้านอกศาสนา ท่านจึงถูกสั่งประหารชีวิตที่โรมนั่นเอง จากนั้นสานุศิษย์ท่านถึงลักลอบพาร่างของท่านไปยังเมืองแตร์นีในกลางดึก

นี่ถ้าเรื่องจบแค่นี้จะต้องโกรธกันตายแน่ เพราะตำนานนี้ไม่มีอะไรที่มีความโรแมนติกเลยแม้แต่น้อย

ก็นี่ล่ะ สายดาร์กอย่างฉันก็จะมาแนวนี้ เพราะแหล่งข่าวแนวนี้บอกว่า ชีวิตของท่านมีอยู่แค่นี้จริงๆ แต่ที่มาเกี่ยวโยงกับความรักแบบหนุ่มสาวนั้น เป็นด้วยเรื่องอื่น

นั่นคือ ในวันที่ท่านตายนั้น มันเป็นช่วงเดียวกับเทศกาลดั้งเดิมของคนโรมัน ซึ่งมิได้เป็นคริสต์ พิธีดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าองค์หนึ่ง มีการบูชายัญแพะด้วย ในพิธีก็จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เอามีดจุ่มเลือดแพะแล้วแต้มหน้าผากชายหนุ่ม 2 คนซึ่งห่มด้วยหนังแพะบูชายัญดังกล่าว หนุ่ม 2 คนก็จะวิ่งไปรอบๆ แล้วใช้หนังแพะนั้นตีคนที่ตัวเองพบเบาๆ ซึ่งปรากฏกว่า ชายหนุ่มเหล่านั้นเลือกที่จะตีหญิงที่ตัวเองแอบชอบเพื่อบอกรักอย่างเป็นนัยๆ 

ตบเข่าฉาด ถอนหายใจโล่งอก นี่ล่ะ ก็เป็นส่วนเกี่ยวข้องกับความรักแบบหนุ่มสาวล่ะ ซึ่งพิธีดังกล่าวนี้อันมีชื่อว่า Lupercalia ก็ถูกศาสนจักรคริสต์ยึดไป แล้วกำหนดให้เรียกวันดังกล่าวว่าวันวาเลนไทน์ จึงได้มีกลิ่นอายของการบอกรักติดมาดังนี้ 

อีกสายหนึ่งซึ่งล้มกระดานความเชื่อเหมือนกันบอกว่า วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ตามตำนานโบราณเชื่อว่าเป็นวันที่นกตัวผู้เลือกคู่ ดังที่นักเรียนวรรณคดีอังกฤษจะเห็นได้จากในบทกวีชื่อ Parlement of Foules ใน The Canterburry Tales ของเจฟฟรีย์ ชอเซอร์ (Chaucer) กวีอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 14 ที่กล่าวถึงนกอินทรี 3 ตัวที่ต่อสู้กันเพื่อแย่งตัวเมียตัวเดียว

คนที่เชื่อทางสายนี้ถึงกับสรุปว่า จริงๆ แล้วนักบุญวาเลนไทน์เป็นนักบุญแห่งความรักเพียงเพราะบังเอิญว่าวันที่ท่านตายหรือวันฉลองนักบุญของท่านนั้นเป็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ มากกว่าสิ่งที่ท่านทำระหว่างที่มีชีวิต กล่าวแรงๆ ก็คือ นักบุญคนใดที่ตายหรือมีวันฉลองในวันนี้ ก็จะกลายเป็นนักบุญแห่งความรักนั่นเอง ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นนักบุญวาเลนไทน์เลย

แล้วคนอิตาลีทำอะไรกันในวันนี้

วันแห่งความรัก เขาก็คงไปปล่อยนกปล่อยปลากันล่ะมั้ง…แหม

ถ้าพูดถึงการเฉลิมฉลองทางศาสนาคริสต์ แน่นอนว่าในพิธีมิสซาหรือการเทศน์ในโบสถ์ก็จะต้องพูดถึงนักบุญวาเลนตีโนหรือพูดถึงความรัก ส่วนคนทั่วไปนั้นเล่า ก็คงเหมือนๆ กันทั้งโลก คือหนุ่มสาวกินข้าวกัน ให้ช็อกโกแลตกัน เมื่อก่อนมีอยู่ช่วงที่นิยมเอากุญแจไปล็อกตามสะพาน แต่ตอนนี้ทางการสั่งห้ามเด็ดขาด เพราะนอกจากอุจาดแล้วยังทำให้สะพานหนักกว่าที่ควรจะเป็น ก็เลยไม่ค่อยมีใครเอากุญแจไปล็อกแล้ว

เมืองที่จัดเต็มเรื่องเทศกาลนี้ เห็นจะไม่พ้นเวโรนา ซึ่งตั้งตนเป็นเมืองแห่งความรักด้วยอานิสงส์อันประเสริฐของ Romeo and Juliet ที่นี่ถึงกับฉลองกันถึง 4 วันทีเดียว ใช้ชื่อเทศกาลว่า ‘Verona in Love’ ทั้งเมืองประดับไปด้วยโคมรูปหัวใจสีแดง มีการประกวดจดหมายรักถึงจูเลียต โรงแรมและร้านอาหารมีอะไรเด็ดๆ แข่งกันเสนอให้แก่คู่รัก

ตามหาเมืองแห่งวาเลนไทน์ที่แท้จริงของอิตาลี ที่เป็นบ้านเกิดและที่ตายของนักบุญวาเลนไทน์
เทศกาล Verona in Love ภาพ : www.ilgiornaledeiveronesi.it

แต่เนื่องจากเป็นวันแห่งนักบุญวาเลนไทน์ เมืองอื่นๆ ที่มีนักบุญวาเลนไทน์เป็นนักบุญประจำเมือง ก็มีการฉลองด้วยเช่นกัน อย่างน้อยก็ 9 เมือง

ตามหาเมืองแห่งวาเลนไทน์ที่แท้จริงของอิตาลี ที่เป็นบ้านเกิดและที่ตายของนักบุญวาเลนไทน์
เทศกาล Verona in Love ภาพ www.grandvoyageitaly.com

พบว่าเมืองต่างๆ เหล่านี้ หลายเมืองมีการประดับเมืองเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือประดับด้วยส้ม น่าจะเป็นเพราะ หนึ่ง ส้มเป็นผลไม้ที่พบได้ง่ายในอิตาลี แล้ว (มงกุฎ) ดอกส้มก็เป็นสัญลักษณ์ของเจ้าสาวและการแต่งงานมาตั้งนานแล้ว

ตามหาเมืองแห่งวาเลนไทน์ที่แท้จริงของอิตาลี ที่เป็นบ้านเกิดและที่ตายของนักบุญวาเลนไทน์
Vico del Gargano ที่ประดับด้วยส้ม ภาพ : www.garganonews.it

พอหอมปากหอมคอกับวาเลนไทน์และอิตาลี

มีของมาแถม

ที่อิตาลี หลังจากวันวาเลนไทน์ 1 วัน กล่าวคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์นั้น มีคนตั้งให้เป็น ‘วันแห่งคนโสด’ ในวันนี้ก็เป็นงานรื่นเริงสำหรับคนโสด ตามร้านอาหาร ผับต่างๆ ก็จะให้ราคาพิเศษแก่คนโสด มีการแสดงดนตรี มีพื้นที่ให้คนโสดไปพบกัน ซึ่งถ้าพบกันแล้วเวิร์ก… 

ปีหน้า เจ้าก็จะได้เลื่อนวันฉลองเร็วขึ้น 1 วัน อิอิ


แหล่งข้อมูล

www.eventisingle.info/articoli/festa-dei-single-cose-si-festeggia/

www.eataly.com/us_en/magazine/culture/valentine-s-day

www.umbriatourism.it/en/-/basilica-di-san-valentino-a-terni

Writer

Avatar

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load