ปลายเดือนสิงหาคม หลังจากจบการฝึกงานฤดูร้อนในตูนิเซีย ลาก่อนแสงอาทิตย์ที่แผดเผาอย่างไม่ปรานี ทันทีที่เครื่องบินสายการบิน Tunisair ลงจอดที่สนามบิน Aeroporto Falcone Borsellino (PMO) ของเมืองปาแลร์โม (Palermo) เมืองที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะซิชิลี (Sicily) ทุกอย่างคงจะเปลี่ยนไป ลาก่อนดินแดนอาหรับมุสลิมบนทวีปแอฟริกาเหนือ ตอนนี้ฉันอยู่ที่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอิตาลี ได้ยืนบนแผ่นดินยุโรปแล้ว! 

แต่เที่ยวไปในเมืองได้ไม่นาน ความจริงก็ตบหน้าเราเบาๆ ให้เราเข้าใจว่าเราไม่ได้หนีจากความเป็นอาหรับสักเท่าไหร่ เมื่อเดินไปเรื่อยๆ ก็พบกับความเป็นอาหรับในเกือบทุกอณู

ใครจะไปคิดว่าอิตาลีเนี่ยนะ ได้วัฒนธรรมจากอาหรับ ใช่แล้ว คุณฟังไม่ผิด 

เดินตะลุยตลาดอายุกว่าร้อยปี ตามรอยอาหรับบนเกาะซิซิลี เกาะที่ใหญ่ที่สุดของ อิตาลี

ขณะที่เกาะหลักของอิตาลีได้รับอิทธิพลจากละติน แต่เกาะซิชิลีกลับได้จากทางอาหรับ ไม่ว่าจะไปเดินที่ไหน ก็จะเจอความเป็นอาหรับสอดแทรกอยู่ในหลายๆ ที่ เช่น คัปเปลล่า ปาลาติน่า (Cappella Palatina) ในพระราชวังปาแลร์โม นอร์มัน (Palermo Norman Palace) ที่ถึงแม้จะมีภาพพระเยซูและนักบุญเด่นหรา แต่กลับตกแต่งด้วยลวดลายกระเบื้องเซรามิกสไตล์อาหรับมุสลิม และยังมีสวนอาหรับด้านหลังอีกด้วย หรือในโบสถ์ที่ชื่อดูไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรอย่าง ดูโอโม ดิ มอนริอาเล (Duomo di Monreale) นอกจากนี้ ยังปรากฏในอาหารหลากหลายเมนู หรือแม้กระทั่ง ‘ตลาด’ ที่เปี่ยมกลิ่นอายอาหรับ

ตลาดเป็นอาหรับยังไง?

เดินตะลุยตลาดอายุกว่าร้อยปี ตามรอยอาหรับบนเกาะซิซิลี เกาะที่ใหญ่ที่สุดของ อิตาลี
เดินตะลุยตลาดอายุกว่าร้อยปี ตามรอยอาหรับบนเกาะซิซิลี เกาะที่ใหญ่ที่สุดของ อิตาลี

ด้วยการมาเที่ยวอย่างไม่มีแผน มารู้ตัวอีกทีก็เดินอยู่ในตลาดบัลลาโร (Ballarò) ที่มีแผงขายของเล็กๆ สองข้างทางอายุกว่าร้อยปีซะแล้ว ย้อนไปถึงสมัยที่อาหรับเข้ามาปกครองว่านอกจากชาวอาหรับจะยืนหนึ่งเรื่องการติดต่อค้าขายแล้ว อาหรับยังขึ้นแท่นเรื่องการวางผังเมืองอีกต่างหาก เมืองหลักๆ ในซิซิลีถูกปรับเปลี่ยนไปตามการปกครอง จึงเป็นที่มาของตลาดแบบอาหรับหรือ ‘ซุก’ (Souk/Souq) อย่างที่พบเห็นในปัจจุบัน

ตลาดแบบซุกพบเห็นได้ที่โมรอกโกหรือตะวันออกกลาง รูปแบบของตลาดเป็นตลาดกลางแจ้ง มีทางเดินตรงกลาง มีร้านขายของสองฝั่ง และมีร้านกาแฟเรียงราย แสงแดดจัดๆ ที่สาดผ่านหน้าร้อนช่างเข้ากับตลาดได้เป็นอย่างดีเหมือนตกลงกันเอาไว้

เดินตะลุยตลาดอายุกว่าร้อยปี ตามรอยอาหรับบนเกาะซิซิลี เกาะที่ใหญ่ที่สุดของ อิตาลี

ลักษณะของตลาดที่ปาแลร์โมกับคาตาเนีย (Catania) แทบไม่ต่างกัน มีของขายคล้ายกัน เพียงแต่ตลาดปลา (Pescheria) ที่คาตาเนียดูใหญ่และมีชื่อเสียงมากกว่า และเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องตลาดอย่างเรา นอกจากนักท่องเที่ยวแล้ว ก็มีชาวเมืองที่ออกมาจับจ่ายซื้อของในชีวิตประจำวัน เป็นตลาดที่สร้างสีสันให้เมืองได้เป็นอย่างดี จริงๆ อยากซื้อวัตถุดิบมาลองทำบ้าง แต่ที่พักดันไม่มีครัว เลยได้แต่ซื้อของทะเลทอดจากร้านที่ตลาดกินแทน

ตลาดขายอะไร?

เดินตะลุยตลาดอายุกว่าร้อยปี ตามรอยอาหรับบนเกาะซิซิลี เกาะที่ใหญ่ที่สุดของ อิตาลี
เดินตะลุยตลาดอายุกว่าร้อยปี ตามรอยอาหรับบนเกาะซิซิลี เกาะที่ใหญ่ที่สุดของ อิตาลี

ยิ่งเดินก็ยิ่งรู้สึกตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งบินมาจากแอฟริกาตอนเหนืออย่างเรา หลายอย่างก็เหมือนกัน แต่ตัวเลือกของผักผลไม้ที่นี่มีเยอะกว่า แถมยังสดกว่า เหมือนว่าผลผลิตในตูนิเซียก็เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ ด้วยกระแสน้ำอุ่นและปริมาณฝนของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนรวมกับอุณหภูมิของซิซิลี ทำให้เป็นเกาะที่เหมาะสมแก่การผลิตอาหารที่หลากหลาย และความหลากหลายนี้ก็สะท้อนถึงวัตถุดิบที่ขายในตลาด เช่น แอปริคอต ลูกเกด มะกอก มะเขือยาว มะเขือเทศ เลมอน ส้ม พิสตาชีโอ 

เดินตะลุยตลาดอายุกว่าร้อยปี ตามรอยอาหรับบนเกาะซิซิลี เกาะที่ใหญ่ที่สุดของ อิตาลี

ของเด่นของดังคงต้องยกให้มะเขือเทศ ผลไม้ขึ้นชื่อของเกาะซิซิลี (อย่าลืมนะว่ามะเขือเทศเป็นผลไม้!) มะเขือเทศที่นี่มีหลากหลายพันธุ์ พบเห็นได้ทั่วตลาดทั้งแบบสดและแห้ง เดินไปเรื่อยๆ ก็เจอร้านชีสแผงใหญ่ ร้านขายเนื้อไก่ เนื้อแกะ แบบที่แขวน แล่สดๆ หอม และพริกย่างขายเป็นลูกๆ อีกอย่างที่ทำให้ใจเต้นคือ ของทะเลที่ขายกันเป็นแผงเรียงรายบนพื้นเปียกๆ แบบตลาดพรานนก ต่างกันที่พันธุ์และชนิด เช่น ส่วนใหญ่ที่ขายจะเป็นทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาดาบ หมึกกระดองตัวเล็กๆ กุ้ง และหอยมากมาย ทั้งหมดนี้คือวัตถุดิบแสนดีที่กลายมาเป็นอาหารแสนอร่อยหลายเมนูตามแบบฉบับของซิซิลีที่แพร่กระจายไปทั่วอิตาลี

เดินตะลุยตลาดอายุกว่าร้อยปี ตามรอยอาหรับบนเกาะซิซิลี เกาะที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี

ความเนื้อหอมของซิซิลีทำให้เกาะนี้มีคนอยากเข้ามาครอบครองมากมาย กลายเป็นหัวใจสำคัญของอาณาจักรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรีก สเปน เติร์ก มัวร์ ฟินิเชียน โรมัน แอฟริกาตอนเหนือ และอาหรับ โดยเฉพาะในช่วงปี 827 – 1061 ซึ่งเป็นยุคที่อาหรับรุ่งเรืองที่สุด ด้วยสังคม วัฒนธรรม การเมือง ที่ส่งอิทธิพลมาจนถึงทุกวันนี้ และถึงแม้ผู้คนจะเข้ามาแล้วจากไป แต่สิ่งที่เหลือเอาไว้เป็นที่ระลึกพอให้ไม่ลืมกันคือ อาหาร

อาหรับกับอาหาร

เดินตะลุยตลาดอายุกว่าร้อยปี ตามรอยอาหรับบนเกาะซิซิลี เกาะที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี

ระหว่างที่อยู่บนเกาะ เราสังเกตเห็นลิมอนเชลโล่ (Limoncello) หรือเหล้ามะนาว ขายอยู่ทุกหัวมุมถนน ตามตื๊อให้เราซื้อไปจนถึงประตูก่อนขึ้นเครื่อง อีกทั้งยังมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ลวดลายเลมอนสีเหลืองสดใสมากมาย ต้องขอขอบคุณชาวอาหรับที่เป็นคนนำพืชประเทศซิตรัส (Citrus) เช่น เลมอน และส้ม เข้ามาปลูกจนกลายเป็นสินค้าน่ารักๆ ละลายทรัพย์ในกระเป๋าได้เป็นอย่างดี

เดินตะลุยตลาดอายุกว่าร้อยปี ตามรอยอาหรับบนเกาะซิซิลี เกาะที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี

อาหารตำรับซิซิลีโดดเด่นมาก มีตำราอาหารขายเต็มบ้านเมืองไปหมด ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากชาวอาหรับ ทั้งวิธีการถนอมอาหาร การตากแห้งผลไม้ การกลั่น หลายเมนูมีส่วนผสมของอัลมอนด์ แอปริคอต อบเชย ลูกจันทน์เทศ ส้ม พิสตาชีโอ ทับทิม มะเขือยาว หญ้าฝรั่น ข้าว อย่างเช่นอารันชินี (Arancini) สปาเกตตีมะเขือยาว (Pasta alla Norma) บางร้านก็ใส่ปลาดาบลงไปด้วย คูสคูสปลาดาบ (Couscous al Pesce) ของชาวตราปานี (Trapani) ที่จริงจังขนาดมีเทศกาลคูสคูสจัดขึ้นทุกปี คันโนลี (Cannoli) ขนมหวานกรุบกรอบที่จะบีบไส้ชีสริคอตต้าก็ต่อเมื่อตอนเสิร์ฟ เลือกผลไม้แห้งหรือถั่วใส่แปะด้านนอกได้ กรานิต้า (Granita) น้ำผลไม้เกล็ดน้ำแข็งเย็นๆ ดื่มแล้วชุ่มฉ่ำในช่วงหน้าร้อน ส่วนอาหารที่ประกอบด้วยปลา น้ำมันมะกอก ได้รับอิทธิพลจากชาวกรีก

กำเนิดเส้นพาสต้าแห้ง

ว่ากันว่าซิซิลีเป็นที่แรกที่ผลิตเส้นพาสต้าแห้งขึ้น มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งเส้นมีรู เส้นยาว เส้นแบน เส้นพันกันเป็นสายโทรศัพท์ ซึ่งพอสืบสาวราวเรื่องไปก็ได้ความว่าการทำให้เส้นพาสต้าแห้งเนี่ยก็มาจากคนอาหรับอีก หนึ่งในคำเรียกพาสต้าที่เก่าแก่ที่สุดคือ ‘Maccarunne’ จากคำว่า ‘Maccare’ ที่หมายความว่า การบดธัญพืชเพื่อทำแป้ง (ที่ตูนิเซียเรียกพาสต้าทุกชนิดว่ามักกะโรนา (Makrouna) ว่ามั้ยว่ามันคล้ายๆ กัน)

อารันชินี (Arancini)

อารันชินี เป็นอาหารว่างขึ้นชื่อของเกาะ ขายทั่วไปตามริมทาง มีจุดเริ่มต้นในศตวรรษที่ 10 จากการปกครองของอาหรับ (อีกแล้ว) เป็นอาหารกินง่าย ส่วนใหญ่ข้างในจะเป็นไส้รากุ (Ragù) มักจะประกอบด้วยมะเขือเทศ เนื้อสัตว์ ข้าว และชีส บางร้านเสิร์ฟกับบาชาเมลซอส หรือซอสเนย หรือบางร้านสร้างสรรค์หน่อย ใส่พวกไส้เห็ด พิสตาชีโอ หรือมะเขือยาวด้วย

เดินตะลุยตลาดอายุกว่าร้อยปี ตามรอยอาหรับบนเกาะซิซิลี เกาะที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี

อารันชินีที่ดีจะมีกลิ่นของหญ้าฝรั่น (ร้านที่กินดันไม่มี) คลุกด้วยเกล็ดขนมปังก่อนที่จะนำไปทอด ส่วนใหญ่ใส่ชีสคาโชคาวัลโล (Cachocavallo) แต่พออาหารเริ่มเป็นที่นิยมทางตอนอื่นของประเทศก็หาชีสชนิดนี้ไม่ได้ บางที่จึงใช้ชีสพาร์มิจาโน-เรจจาโน (Parmigiano-Reggiano) แทน

เคยคุยกับเพื่อนว่าทำไมบางที่ก็เรียกว่า อารันชินี บางที่ก็อารันชิน่า จนมาพบว่าในปาแลร์โม อารันชินี่ ถูกเรียกว่า ‘อารันชิน่า’ (Arancina) ที่แปลว่า ส้มลูกเล็ก ด้วยขนาดที่เล็กคล้ายผลส้ม ของมัน (แม้ว่าบางร้านทำเป็นรูปทรงแหลมๆ ด้านบน แต่ก็ถือว่ามันเป็นส้ม) แต่ถ้าในตะวันออกของเกาะจะเรียกว่า Arancini บางคนบอกว่า แบ่งตะวันตก-ออกของเกาะผ่านการเรียกชื่อไอ้เจ้าอารันชินีนี่แหละ ถึงแม้เราจะไม่ได้อยู่ทั้งตะวันตกและออกของเกาะแต่ขอเรียกว่า ‘อารันชินี่’ แล้วกัน เป็นอันเข้าใจ

*หมายเหตุ Arancini เป็นพหูพจน์ของ Arancino ส่วนพหูพจน์ของ Arancina คือ Arancine

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ชนวรรณ ตัณฑ์ไพบูลย์

เป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิดอย่างสมบูรณ์แต่ดันพูดเหน่อ รักการท่องเที่ยวพอๆ กับที่รักการกิน รักการถ่ายรูปพอๆ กับที่รักการแต่งรูป รู้สึกว่าตัวเองสวยขึ้นทุกครั้งที่ทำงานเพื่อคนอื่น

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

18 กันยายน 2564
340

“They don’t speak, but they tell you everything about life. They are the 7,000 incredibly lifelike specimens in the Grande Galerie de l’Évolution. A mythical place renovated in 1994, where modernity stands alongside history and science to tell us the great adventure of biodiversity.” 

นี่คือคำโปรยบนหน้าเว็บไซต์จองตั๋วเข้าชม ‘แกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต’ (Grande Galerie de l’Évolution) ภายใต้การดูแลของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งฝรั่งเศส (Muséum National d’Histoire Naturelle) ที่น่าจะสะกิดคนที่มีความสนใจเรื่องวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และคนที่ชื่นชอบการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ให้เกิดความรู้สึกอยากทำความรู้จักและเดินเข้าไปสำรวจในแกลเลอรี่นี้มากยิ่งขึ้น

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
ระเบียงชั้นบนของแกลเลอรี่ มองเห็นส่วนจัดแสดงบริเวณโถงกลางของอาคารอย่างชัดเจน

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 9 ปีที่แล้ว ผมบังเอิญเห็นภาพส่วนจัดแสดงของแกลเลอรี่แห่งนี้จากนิตยสารไทยฉบับหนึ่ง ตอนแรกผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสถานที่ในภาพตั้งอยู่ ณ จุดไหนของกรุงปารีส และด้วยความอยากรู้จึงค้นหาเพิ่มเติมจาก Google จนรู้ว่าภาพที่เห็นเป็นส่วนจัดแสดงหนึ่งในแกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต นับตั้งแต่นั้นมา ผมหมายมั่นตั้งใจว่า หากมีโอกาสไปเที่ยวประเทศฝรั่งเศสเมื่อไหร่ จะต้องหาเวลาไปเยี่ยมชมแกลเลอรี่แห่งนี้ให้ได้ เวลาผ่านไปประมาณ 6 ปี ผมก็มีโอกาสไปเยือนกรุงปารีสเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2561 แน่นอนว่าหนึ่งในจุดมุ่งหมายการเที่ยวครั้งนั้น ก็คือแกลเลอรี่แห่งนี้นั่นเอง

จำได้ว่าวันที่ผมไปเยี่ยมชมแกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเป็นวันที่ท้องฟ้าสดใส ไร้เมฆฝนมากวนใจ (หลังจากที่แอบภาวนาในใจทั้งคืน ขอให้ฝนไม่ตก) ผมกับพี่สาวนั่งรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Censier-Daubenton ซึ่งเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้กับแกลเลอรี่แห่งนี้ที่สุด หลังออกจากสถานีเดินต่ออีกประมาณไม่เกิน 10 นาทีก็ถึงที่หมาย

แกลเลอรี่วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เป็นหนึ่งในอาคารจัดแสดงนิทรรศการที่ถือว่าน่าสนใจมากแห่งหนึ่ง ภายใต้การดูแลของพิพิธภัณท์ประวัติศาสตร์แห่งฝรั่งเศส แกลเลอรี่นี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ของสวนพฤกษศาสตร์แห่งปารีส (Jardin des Plantes de Paris) ตัวอาคารมีลักษณะโครงสร้างเป็นโถงกว้าง มีส่วนจัดแสดงที่เปิดให้เข้าชมด้วยกันทั้งหมด 4 ชั้น 

จุดเด่นของอาคารนี้คือเพดานกระจก (Glass Ceiling) สไตล์ศตวรรษที่ 19 ในแต่ละชั้นจะมีระเบียงทางเดินที่จัดแสดงเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตอย่างน่าสนใจ และจากระเบียงนี้ เรายังมองเห็นส่วนจัดแสดงในบริเวณโถงกลางของอาคารอย่างชัดเจน และยังมีอีกหลายห้องที่น่าสนใจ เช่น ห้องจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์ ห้องจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับนกโดโด้ 

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
หุ่นจำลองนกโดโด้

ภาพในนิตยสารที่จุดประกายให้ผมอยากเข้ามาเยี่ยมชมแกลเลอรี่แห่งนี้ ก็คือภาพขบวนสัตว์จำลองที่มีชื่อเรียกว่า ‘La caravane des animaux de la savane africaine’ (The Caravan of animals from the African savanna) ประกอบไปด้วยรูปจำลองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์นักล่าชนิดต่างๆ ในทวีปแอฟริกา จัดแสดงอยู่บนพื้นไม้ปาร์เกต์ เช่น ช้างแอฟริกา ยีราฟ สิงโต วิลเดอบีสต์ ม้าลาย ไฮยีน่า เม่น และเสือชีตาห์ โดยสัตว์แต่ละตัวมีลักษณะและท่าทางแตกต่างกันไปตามธรรมชาติ ส่วนตัวแล้วผมประทับใจกับส่วนจัดแสดงนี้มากที่สุด เนื่องจากเป็นส่วนจัดแสดงที่จัดวางได้อย่างลงตัว น่าสนใจ และยังอยู่ในบริเวณที่โดดเด่นมากๆ อย่างโถงกลางของอาคาร ประกอบกับการที่บรรดารูปจำลองของสัตว์เหล่านี้มีความเหมือนจริงมาก ชนิดที่ว่าเหมือนได้ยืนกระทบไหล่ หายใจรดต้นคอกับฝูงสัตว์เหล่านี้ในทุ่งหญ้าสะวันนา ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วกำลังยืนอยู่ในแกลเลอรี่กลางกรุงปารีส แค่ไปยืนใกล้ๆ แล้วลองจินตนาการว่าถ้าจู่ๆ พวกมันเกิดมีชีวิตขึ้นมาก็รู้สึกบันเทิงแล้ว

หมายเหตุ : เหตุผลที่ผมเรียกสิ่งจัดแสดงชุดนี้ว่า ‘รูปจำลอง’ แทนที่จะใช้คำว่า รูปปั้นหรือสัตว์สตัฟฟ์ เพราะว่าผมยังไม่มีข้อมูลว่าทางแกลเลอรี่ใช้กรรมวิธีอะไรในการสร้างรูปจำลองของสัตว์เหล่านี้ ให้ดูค่อนข้างสมจริงและได้สัดส่วนที่เหมาะสม จะให้พูดไปเลยว่าเป็นรูปปูนปั้นก็ไม่น่าจะใช่ หรือจะฟันธงว่าเป็นสัตว์สตัฟฟ์ทั้งหมดก็ยังไม่ใช่อีกเหมือนกัน

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
ขบวนสัตว์จำลอง La caravane des animaux de la savane africaine
ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์

ระหว่างที่ผมและพี่สาวเดินสำรวจภายในแกลเลอรี่ เข้าห้องนั้นออกห้องนี้ เราสองคนก็เจอกับ ‘ห้องจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์’ ในตอนแรกเข้าใจว่าเป็นห้องทำงานของเจ้าหน้าที่แกลเลอรี่ เพราะห้องนี้ไม่ได้เปิดประตูเรียกแขกเหมือนห้องอื่นๆ แต่เปิดแง้มๆ ไว้เท่านั้น ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเลยมองลอดเข้าไป จึงรู้ว่าเป็นห้องแสดงสัตว์สตัฟฟ์ (เกือบพลาดไปแล้วเรา) ห้องนี้ตั้งอยู่บริเวณปีกด้านหนึ่งของตัวอาคาร (จำไม่ได้ว่าอยู่ที่ชั้น 2 หรือชั้น 3) ภายในจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์หลายสิบชนิดที่ยืนนิ่งๆ ในตู้กระจก ค่อนข้างมิดชิดแน่นหนา ไฟสลัวๆ พร้อมกับสัตว์สตัฟฟ์ที่มองจ้องกลับมาก็แอบทำให้รู้สึกหวิวๆ เหมือนกัน 

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
ภายในห้องจัดแสดงสัตว์สตัฟฟ์

ในขณะที่เดินชมไปเรื่อยๆ ผมพบกับ ‘สมันสตัฟฟ์’ ตอนนั้นผมเองก็ไม่ได้รู้ถึงความสำคัญและที่มาที่ไปของเจ้าสมันตัวนี้มาก่อน เห็นแค่ว่าเป็นกวางตัวหนึ่งที่ดูแปลกตา และถูกจัดวางให้อยู่ในส่วนที่โดดเด่นของห้อง ก็เลยถ่ายรูปเก็บเอาไว้ และมารู้ภายหลัง (อีกแล้ว) ว่า เจ้าสัตว์สตัฟฟ์ตัวนั้นคือสมัน ไม่ใช่กวางทั่วไป และที่สำคัญ ยังเป็นสมันเพียงตัวเดียวในโลกที่ได้รับการสตัฟฟ์ไว้ทั้งตัวอย่างสมบูรณ์ก่อนที่พวกมันจะสูญพันธุ์ไป และไม่มีใครที่เคยได้เห็นพวกมันตัวเป็นๆ อีกเลย 

พอมานึกย้อนกลับไป ก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้ตั้งใจดูมันอย่างละเอียดเท่าที่ควร 

หมายเหตุ : สมันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกกีบคู่ชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายกวาง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Rucervus schomburgki มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Schomburgk’s Deer ซึ่งตั้งขึ้นตามชื่อของ เซอร์โรเบิร์ต โชมเบิร์ก (Sir Robert Schomburgk) กงสุลแห่งราชสำนักอังกฤษประจำสยาม ในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เนื่องจากเขาเป็นบุคคลแรกที่ทำให้นักวิชาการตะวันตกในสมัยนั้นได้รู้จักและรับรู้ถึงการมีอยู่ของสมัน 

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
สมันสตัฟฟ์

นอกจากส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับสัตว์บกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในชั้นบนแล้ว บริเวณชั้นล่างสุดของอาคารก็มีส่วนจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร จุดที่น่าสนใจของโซนข้างล่างคือ โครงกระดูกวาฬ รูปจำลองสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร เช่น ฉลาม ปลาทูน่า วาฬนาร์วาล ปูและหอยชนิดต่างๆ รวมไปถึงสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ อีกมากมาย 

อ้อ ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของแกลเลอรี่แห่งนี้ก็คือ การใช้แสง สี เสียง ในการสร้างบรรยายกาศให้ผู้เข้าชมรู้สึกเหมือนอยู่ในธรรมชาติ ระหว่างเดินๆ อยู่อาจจะได้ยินเสียงที่เหมือนกำลังเดินอยู่ในป่า ต่อมาอีก 5 นาทีเราอาจจะได้ยินเสียงฝนตก ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า ที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ไปพร้อมๆ กับแสงและสีของหน้าต่างแปรผันไปตามเสียงที่เราได้ยิน

ทริปปารีสสานฝัน เที่ยวแกลเลอรี่วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต สมจริงทั้งแสง สี เสียง สัตว์
การเล่นแสงและสีของหน้าต่างแกลเลอรี่ 

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ ในแกลเลอรี่แห่งนี้ผ่านไปรวดเร็วมาก รู้ตัวอีกทีก็จวนจะถึงเวลาปิดให้เยี่ยมชมแล้ว ผมเดินกลับมาออกด้วยความประทับใจและดีใจ เพราะได้ทำความฝันเล็กๆ ที่เก็บมาตลอดหลายปีให้เป็นความจริง และในตอนนี้ ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมาเกือบ 3 ปีแล้ว แต่ผมยังจำอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะที่เดินชมภายในแกลเลอรี่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี 

ถ้าหากประเทศไทยมีแกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์ที่มีการนำเสนอได้สวยงาม สนุก และน่าสนใจในลักษณะนี้บ้าง ก็คงจะเป็นสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจ ความเพลิดเพลิน และความกระหายใคร่รู้ให้กับผู้คน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนได้ไม่น้อย 

สองพี่น้องนั่งรถไฟใต้ดินไปเดินชม Grande Galerie de l’Évolution แกลเลอรี่ในสวนพฤกษศาสตร์แห่งปารีส

ข้อมูลอ้างอิง 

 www.jardindesplantesdeparis.fr

Francis H. Giles (1937) The Riddle of Cervus Schomburgki. The Journal of Siam Society, Natural History Supplement. Vol. XI., No.1.

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ดิศรณ์ ง้วนพันธ์

ข้าราชการตัวเล็กๆ สังกัดกระทรวงการค้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา ชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์ รักการถ่ายภาพและชอบวาดรูป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load