The Cloud x OKMD

Rhythm and Books

ชื่อร้านบอกโดยตัวของมันเอง ว่าแม้ไม่ใช่ร้านหนังสือ แต่หนังสือเป็นส่วนสำคัญ ไม่ใช่แค่เป็นส่วนประกอบ

ความจริงไม่มีเจตนาเป็นเจ้าของร้านหนังสือ ว่าไปแล้วไม่เคยคิด ว่าตัวเองจะเป็นพ่อค้าประเภทซื้อมาขายไป เพราะประกอบอาชีพเขียนหนังสือขายและถ่ายภาพมาแต่แรก แม้ไม่ใช่งานแรกที่ทำเป็นอาชีพ แต่งานเขียนเป็นงานที่รักและรู้สึกว่าทำได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นจึงสนุกและมีความสุข

การได้ทำงานที่ตัวเองรัก จึงไม่มีเหตุอันใดให้มองหางานที่สองหรืองานอื่น และเมื่อมีอาชีพเขียนหนังสือ ความจำเป็นในการค้นหาข้อมูลเป็นความจำเป็นอันดับต้น ๆ ข้อมูลที่ว่านี้ นอกเหนือจากค้นหาและออกไปพบปะพูดคุยกับผู้คนด้วยตัวเองแล้ว หนังสือ คือแหล่งข้อมูลชั้นสำคัญ

และมิใช่เป็นข้อมูลหรือวัตถุดิบในการทำงานเท่านั้น เพราะหนังสือเปรียบเสมือนสะพานทอดตัว พาเราจากความไม่รู้สู่ความรู้ เปรียบเสมือนไฟที่ไม่เพียงให้แสงสว่าง หนังสือเหมือนไฟที่เอาไปปรุงอาหารฆ่าความหิวได้ หนังสือเหมือนแสงสว่างที่ไล่ความมืด และควันที่เกิดจากไฟยังช่วยขับไล่แมลงและสัตว์ร้ายที่มาในคืนมืดมิด หนังสือคือกองไฟที่มอบความอบอุ่นในคืนหนาว และบางทีหลายหนในชีวิต หนังสือเป็นเชื้อเพลิงในวันที่หาไฟปรารถนาในตัวเองไม่พบ

Rhythm and Books chapter lll ร้านขายหนังสือมือสองที่รักแต่ไม่หวงของนักเขียนดัง
Rhythm and Books chapter lll ร้านขายหนังสือมือสองที่รักแต่ไม่หวงของนักเขียนดัง

ผมไม่ใช่คนเดินเข้าห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือ ชอบไปร้านขายหนังสือมากกว่า ซื้อมาเป็นสมบัติ เป็นสัมภาระส่วนตัว ต้องการค้นข้อมูลหรืออยากอ่านเมื่อไหร่ก็หยิบหาอ่านได้ทันที ไปซื้อหนังสือตามร้าน ได้คุยกับเจ้าของร้านหรือคนขายหนังสือ หลายครั้งได้หนังสือที่ตัวเองได้รับคำแนะนำมาอ่าน จนกลายเป็นหนังสือถูกใจนับจำนวนไม่ถ้วน ได้พบกับคอหนังสือที่อ่านหนังสือต่างจากตัวเอง แต่ละคนมีความเชื่อความศรัทธาต่างกัน บางคนเป็นนักดนตรีสะสมหนังสือวิธีทำอาหาร หลายคนที่เจอเป็นศิลปินแต่ชอบอ่านหนังสือการ์ตูน หนังสือเด็ก และมีเพื่อนเป็นนักธุรกิจ ผู้อ่านหนังสือนิยายวรรณกรรมอย่างบ้าคลั่ง

คราวหนึ่งเมื่อต้องเดินผ่านศุลกากรสนามบินดอนเมือง เจ้าหน้าที่เรียกผมให้หยุดและตรวจค้น เพราะมีกระเป๋าเดินทางและสัมภาระพะรุงพะรัง ครั้นเมื่อเห็นว่าทั้งหมดเป็นหนังสือ จึงผายมือให้เดินผ่าน แล้วพูดขึ้นว่า จะเปิดร้านหนังสือหรือทำร้านหนังสือหรือ ผมยังจำหน้าตาและน้ำเสียงของผู้ชายชุดขาวคนนั้นได้ดี

รอบตัวผมเต็มไปด้วยหนังสือมากมาย มากกว่าสัมภาระอื่นที่ผมมีหรือเก็บสะสม หนังสือมีคุณสมบัติเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน นั่นคือเป็นแหล่งข้อมูลชั้นเยี่ยมของยุคสมัย

แล้ววันหนึ่งเมื่อสิบปีที่แล้ว ชีวิตก็หักเหให้จำเป็นต้องหาอะไรทำ และต้องย้ายถิ่นที่อยู่จากเหนือลงใต้ นับเป็นจุดเริ่มต้นของ Rhythm and Books แห่งแรก ที่อำเภอหัวหิน

Rhythm and Books chapter lll ร้านขายหนังสือมือสองที่รักแต่ไม่หวงของนักเขียนดัง

Rhythm and Books หากจัดจำพวกให้ถูก ต้องจัดเป็นร้านขายของมือสอง ของมือสองที่ว่า คือสิ่งของที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสัมภาระ ครั้นเมื่อถึงจุดที่สัมภาระกลายเป็นภาระ ที่ทำได้คือ ต้องปล่อยสัมภาระเหล่านี้ออกไป

ในบรรดาสัมภาระทั้งหมดที่กลายมาเป็นภาระ หนังสือมีจำนวนมากที่สุด ครั้นมานั่งคิดว่า หากต้องเปิดร้านขายหนังสืออย่างเดียว มันจะอยู่ได้นานแค่ไหนหรือ (เพราะเพื่อนและคนรู้จักเป็นเจ้าของร้านหนังสือหลายคน จึงรับรู้ปัญหา) อย่ากระนั้นเลย บอกตัวเองว่า งั้นมาเปิดร้าน ‘ขายของรักไม่หวง’ ดีกว่า

ของรักที่ว่าคือสัมภาระที่เก็บไว้ยาวนาน 50 ปี อาทิ แผ่นเสียง เทป ซีดี อุปกรณ์เครื่องเสียง ลูกปัด ผ้า รูป งานศิลปะ เครื่องประดับ จนถึงเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้นว่า โต๊ะ เก้าอี้ และเครื่องครัว

แต่ที่พูดมาทั้งหมด ย้ำอีกทีว่าที่มีมากสุดคือ หนังสือ

ก็อย่างที่บอกตอนแรก ว่าทำร้านหนังสือไม่ใช่ความตั้งใจ แต่เป็นผลที่เกิดจากการต้องหาอะไรทำ หลังจากชีวิตเกิดการหักเห และเลี้ยงชีวิตได้ไม่เพียงพอด้วยการทำงานที่ตัวเองรักคือเขียนหนังสือ

Rhythm and Books chapter lll ร้านขายหนังสือมือสองที่รักแต่ไม่หวงของนักเขียนดัง
Rhythm and Books chapter lll ร้านขายหนังสือมือสองที่รักแต่ไม่หวงของนักเขียนดัง

เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ในการทำร้านหนังสือ หรือเป็นเจ้าของกิจการใด ๆ มาก่อน การเรียนรู้จึงอาศัยพูดคุยสอบถามหาข้อมูลจากคนมีประสบการณ์ และจากประสบการณ์ตัวเองที่พบปะเจอะเจอผู้คนในสถานที่ต่าง ๆ ที่เคยไปเยี่ยมไปเยือนมา

สิ่งที่ต้องคิดถึงอย่างแรกคือสถานที่ โจทย์ที่ตั้งไว้คือโลกเปลี่ยนไป ก็ต้องทำความเข้าใจโลก ร้านที่อยากทำไม่ได้แข่งกับใครที่ไหน แต่ทำเลไม่ควรเงียบวังเวง ไม่เข้าถึงยาก ไม่ต้องติดถนนใหญ่ ให้อยู่ในชุมชนที่กำลังเติบโตได้ก็ดี และดีกว่าคือเป็นร้านที่เป็นที่พักได้ด้วย

หนังสือที่ขายในร้านระยะแรกมีหลากหลายประเภท ล้วนอยู่บนพื้นฐานความชอบความสนใจส่วนตัวและที่เกี่ยวกับงาน (เขียน) อาจด้วยเพราะเป็นคนเขียนหนังสือ จึงมองเห็นว่า เรื่องราวต่าง ๆ เชื่อมโยงกัน ขอยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง เช่น ผมสนใจเรื่องอาหาร มีโอกาสเรียนทำอาหาร และทำงานด้านอาหารการครัวมาบ้าง สูตรอาหารหลายรายการที่ลองทำ ได้มาจากเรื่องราวในนวนิยายหรือวรรณกรรม 

เพราะฉะนั้น หนังสือส่วนอาหารการครัวที่ร้าน จึงมีวรรณกรรม นิยาย และภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องกับอาหาร รวมอยู่กับหนังสือสารคดีทั้งประวัติศาสตร์ ทฤษฎีว่าด้วยกลิ่นและรสสัมผัส และงานสารคดีที่ต้องอาศัยการค้นคว้าที่คนเขียน เขียนได้สนานสนุกกว่าตำราอาหาร เช่น เรื่องของเกลือ เครื่องเทศ ปลา เครื่องดื่ม เช่น ไวน์ เบียร์ ชา และกาแฟ

การทำร้านหนังสือที่ไม่ได้ขายหนังสือเพียงอย่างเดียว กลับนำพาให้คนที่มาเลือกซื้อแผ่นเสียงได้หนังสือเกี่ยวกับนักดนตรีหรือวงดนตรีที่พวกเขาชอบ กลับไปอ่านประกอบเสียงเพลง และหญิงสาวผู้หลงใหลผ้ามัดหมี่ (Ikat) ดีใจเมื่อได้ครอบครองหนังสือว่าด้วยลายผ้าและการทอผ้ามัดหมี่จากเกาะ Lombok อินโดนีเซีย

Rhythm and Books chapter lll ร้านขายหนังสือมือสองที่รักแต่ไม่หวงของนักเขียนดัง

แม้สถานที่ตั้งร้าน Rhythm and Books อยู่ในเขตย่านนักท่องเที่ยว ทั้งร้านเดิม (หัวหินทั้งสองหน) และปัจจุบันที่ปราณบุรี (เพิ่งเปิดประตูเมื่อหนึ่งพฤษภาคมที่ผ่านไป) แต่จากประสบการณ์ ผู้ที่เข้ามาซื้อหนังสือมาจากพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงและคนต่างจังหวัดที่ทำงานในพื้นที่ ลูกค้าซื้อหนังสือมีตั้งแต่แพทย์ พยาบาลโรงพยาบาลหัวหิน เจ้าของกิจการโรงแรม ครู นักเรียน แม่ค้าขายลูกชิ้นในตลาดโต้รุ่ง และเจ้าของร้านนวดแผนไทย ผู้เดินเข้ามาในร้านด้วยอาการสงบเสงี่ยมและเงียบเชียบ ทว่าเมื่อเธอเดินออกจากร้าน เสียงหัวใจของเจ้าของร้านเต้นดังอึกทึกคึกโครม

“ไม่ชอบอย่างเดียวตรงชื่อตัวละครจำยาก แต่ชอบที่อ่านแล้ว เหมือนเขาเอาชีวิตเราหรือคนที่เรารู้จักมาเขียนถึงนะพี่” เธอหมายถึงนวนิยายรัสเซียเล่มหนาเตอะที่ซื้อกลับไป 3 ปกในคราวนั้น จำขึ้นใจประโยคที่เราแลกเปลี่ยนกันครั้งสุดท้ายก่อนร้านปิดตัวไม่กี่สัปดาห์

สำหรับ Rhythm and Books Chapter lll คงไม่ต้องบอกกระมังว่า เจ้าของหนังสือเกิดความรักในสิ่งที่ตัวเองทำแล้ว และกำลังมีความสุขอีกครั้ง ความสุขที่ว่านี้คืออะไร หรือเป็นเช่นไร หรือมีหน้าตาอย่างไรกระนั้นหรือ

เอาเป็นว่าขอเล่าเรื่อง ลูกค้า 2 รายนี้ให้ฟังดีกว่า

สองหนุ่มมัธยมปลายโรงเรียนรักษ์วิทยา ปราณบุรี ขี่มอเตอร์ไซค์จากสี่แยกปราณบุรี (12 กิโลเมตร) ฝ่าฝนพรำมาถึงก่อนร้านปิดไม่กี่นาที

ทั้งสองเอ่ยปากขอโทษขอโพยที่มาใกล้ร้านปิด “ผมตื่นกันสาย (เขามาวันอาทิตย์) ครูที่โรงเรียนแนะนำมาครับ ว่ามีร้านหนังสือเปิดแถวเขากะโหลก ครูเปิดเน็ตให้ดู ผมดีใจมากครับ เพราะแถวนี้ไม่มีร้านหนังสือเลย” หยุดพูด แล้วส่งสายตามองไปรอบ ๆ ร้านแล้วเอ่ย “แถวนี้ไม่มีร้านอะไรแบบนี้อะครับ ดีใจมาก ๆ” เพื่อนชายที่มาด้วยพยักหน้ายืนยัน

จากนั้นเราคุยกันเรื่องหนังสือ เขาและเพื่อนพูดถึงหนังสือเล่มที่ตัวเองชอบ ที่เคยอ่าน ที่เขาประทับใจ เมื่อถามว่าเรื่องในหนังสือที่พวกเขาอ่านเป็นอย่างไร เขาและเพื่อน แปลกใจที่เจ้าของร้านหนังสือไม่เคยอ่าน ทั้งสองจึงเล่าเนื้อหาในหนังสือ ด้วยน้ำเสียงและท่าทีกระตือรือร้น และพูดถึงเล่มต่อมาและต่อมา… บางเล่มผมรู้จัก เคยได้ยินชื่อ และบางเล่มไม่รู้จักและไม่เคยได้ยินชื่อ

เวลาถูกขโมยโดยบทสนทนาของเรา 3 คน เขาและเพื่อนไม่ได้ซื้อหนังสือกลับไปสักเล่ม แต่ยืนยันว่า จะกลับมาอีกแน่นอน

วันนั้น ฝนตกมา 2 วันแล้ว ยังไม่มีท่าจะหยุด เมฆเทาหนาหนักอึ้ง อากาศชื้น พรุ่งนี้ได้เวลาแยกต้นไม้ลงกระถางใหม่สักที

Rhythm and Books ร้านขายหนังสือและของมือสองที่ปราณบุรีของ ‘ภาณุ มณีวัฒนกุล’ นักเขียนบันทึกการเดินทางรุ่นใหญ่

หนังสือแนะนำ

เมื่อพูดถึงหนังสือที่ดีหรือน่าสนใจ ผมไม่คิดถึงคนเขียนหรือหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งเป็นพิเศษ เพราะการอ่านหนังสือของผมเปลี่ยนไป ตามอายุ ตามสถานการณ์ และความสนใจในแต่ละช่วง

1 หน้าไม่สวมหน้ากากของศรีลังกา

นักเขียน : ภาณุ มณีวัฒนกุล

สำนักพิมพ์ : เนชั่นบุ๊คส์

ราคา : 175 บาท

หนังสือภาษาไทยที่เขียนถึงศรีลังกามีน้อยมาก ทั้งที่ความจริง ไทยและศรีลังกามีความคล้ายคลึงอยู่ไม่น้อยในหลาย ๆ ด้าน เช่น ศาสนา สภาพภูมิอากาศภูมิประเทศ และภาษา

หนังสือเล่มนี้เขียนจากมีโอกาสไปศรีลังกา 2 หน หนแรก 4 สัปดาห์ และหนที่สองเกือบ 2 สัปดาห์ หนแรกไปเองและหนที่สองไปในฐานะแขกได้รับเชิญ จึงมองเห็นศรีลังจาก 2 มุม หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่คู่มือเที่ยว เป็นการเล่าเรื่องชีวิต อาหารการกิน ผลหมากรากไม้ และผู้คน มีรูปประกอบขาวดำประปราย

หน้าไม่สวมหน้ากากของศรีลังกา นักเขียน : ภาณุ มณีวัฒนกุล

2 ความปรุโปร่ง (Transparency)

นักเขียน : โคลิน โรว์ และ โรเบิร์ต สลัทสกี้

นักแปล : อาชัญญ์ บุญญานันต์

สำนักพิมพ์ : ลายเส้น พับบลิชชิ่ง

ราคา : 270 บาท

อ่านยาก เข้าใจไม่ง่าย แม้จะบอกเกริ่นว่าเป็นหนังสือที่เขียนสำหรับนักศึกษาด้านสถาปัตยกรรมอ่าน แต่ด้วยที่มีความเชื่อมโยงของการมองด้วยสายตาสถาปนิกต่อภาพ หรืองานศิลปะของบรรดาศิลปินตะวันตกหลากหลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็นลายเส้น รูปทรง เพื่อใช้อธิบายถึงความปรุโปร่ง (ที่ไม่ใช่ความว่างเปล่า) ในงานออกแบบอาคารและที่อยู่อาศัย นี่คือจุดที่ทำให้ผมในฐานะคนที่ชอบถ่ายภาพปะติดปะต่อหรือเชื่อมโยงมาถึงภาพที่ตัวเองมองและวิธีการมองภาพด้วย เหมาะสำหรับคนชอบงานศิลปะ ในฐานะคนทำงานด้านศิลปะและคนเสพศิลปะ

ความปรุโปร่ง (Transparency) นักเขียน : โคลิน โรว์ และ โรเบิร์ต สลัทสกี้

3 นัยนามแห่งอิสลาม (พิมพ์ซ้ำและปรับปรุงใหม่จาก จินตนาการอิสลามเชิงสังคมวิทยา)

นักเขียน : สุชาติ เศรษฐมาลินี 

สำนักพิมพ์ : ปาตานีฟอรั่ม

ราคา : 200 บาท

จงอ่าน เป็นคำเริ่มต้นของคัมภีร์อัลกุรอาน

อิสลามเป็นศาสนาที่คนพูดถึงมากที่สุด แต่เป็นไปได้ว่ามีคนรู้จักศาสนานี้น้อยที่สุด ความเชื่อที่มีอยู่แค่มุสลิมไม่กินหมู มีเมียได้ 4 คน ผู้ชายต้องขลิบปลายอวัยวะเพศ ผู้หญิงต้องแต่งตัวมิดชิดเสมือนหนึ่งเป็นแค่สิ่งของ มุสลิมเป็นพวกหัวรุนแรง ความจริงมีมิติอื่นที่น่าสนใจและควรใคร่ครวญถึงศาสนาที่เปรียบไปก็คล้ายคนแปลกหน้านี้

บทสำรวจคำสอนอิสลามว่าด้วย สันติภาพ ความรุนแรง ครอบครัว และสตรี เล่มนี้ เป็นผลงานวิจัยของนักมานุษยวิทยาที่เขียนออกมาแบบมีกลิ่นอายงานวิชาการน้อยที่สุดชิ้นหนึ่ง เป็นการรวบรวมบทความ และงานภาคสนาม ซึ่งเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนเอง จึงเหมาะสมในการอ่านเพื่อทำความเข้าใจอิสลามในหลายมิติ

นัยนามแห่งอิสลาม (พิมพ์ซ้ำและปรับปรุงใหม่จาก จินตนาการอิสลามเชิงสังคมวิทยา) นักเขียน : สุชาติ เศรษฐมาลินี 

4 ไก่ใส่พลัม (Poulet Aux Prunes)

นักเขียน : Marjane Satrapi

นักแปล : ณัฐพัดชา

สำนักพิมพ์ : กำมะหยี่

ราคา : 120 บาท

ผลงาน มาร์จอเน่ ซาทราฟิ นักวาดการ์ตูนสตรีชาวอิหร่าน เรื่องของบุรุษนักดนตรีผู้มีชื่อเสียงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วง 7 วันสุดท้ายของชีวิตของนัสเซอร์ อาลี ข่าน นักดนตรีผู้เยียวยาความเศร้าจากบาดแผลในจิตใจไม่ได้ เมื่อทาร์ เครื่องดนตรีอันเป็นที่รักพังเสียหาย และหาเครื่องดนตรีใดมาทดแทนไม่ได้ ที่สุดเขาเลือกที่จะจบชีวิตตัวเอง 

ไก่ใส่พลัม มีทั้งอารมณ์ขัน ประปรายไปด้วยความคลุมเครือและแฟนตาซี เป็นผลงานน่าทึ่งของนักวาดการ์ตูนสตรีชาวอิหร่าน ผู้มีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

นี่คือหนังสือขายดีเล่มหนึ่งในร้าน Rhythm and Books ร้านแรกเมื่อสิบปีที่แล้ว ปัจจุบันก็ยังมีคนถามถึง

ไก่ใส่พลัม (Poulet Aux Prunes) นักเขียน : Marjane Satrapi

ร้าน Rhythm and Books Chapter lll 

ที่ตั้ง : 433 หมู่ 4 ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 23492062

วัน-เวลาทำการ : เปิดวันพฤหัสบดี-จันทร์ เวลา 08.00 – 17.30 น.

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งควมรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer & Photographer

ภาณุ มณีวัฒนกุล

เป็นคนกรุงเทพฯ ปี 2519 เริ่มเป็นนักข่าว ทั้งรายสัปดาห์ รายวัน พ.ศ. 2524 เริ่มทำงานอิสระ รับจ้างเขียนหนังสือ ถ่ายภาพ ระหว่างนั้นเปลี่ยนไปทำงานอื่นบ้างตามแต่โอกาส แต่ไม่ทิ้งงานเขียน มีงานรวมเล่มบ้าง ปัจจุบัน เป็นเจ้าของร้าน Rhythm and Books chapter lll ที่ปากน้ำปราณ ปราณบุรี

The Bookseller

เรื่องราวของร้านหนังสืออิสระ แหล่งเรียนรู้รื่นรมย์

The Cloud x OKMD

ตอนเด็ก ๆ ป๊ามีโอกาสร่ำเรียนน้อย เรียนถึงแค่ ป.4 เพราะต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงตัวเองและน้อง ๆ” นี่คือประโยคที่แม่ผมพูดถึงพ่ออยู่บ่อยครั้ง 

ผมเติบโตมากับร้านหนังสือที่เกิดจากแรงบันดาลใจของคนคนหนึ่งที่ ‘ต้องการมีความรู้ และให้คนอีกมากมายมีโอกาสได้อ่านหนังสือ’

ผมขอย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2509 ‘เสียงทิพย์’ เป็นร้านขายและซ่อมวิทยุทรานซิสเตอร์เล็ก ๆ ที่มีแผงหนังสือพิมพ์วางจำหน่ายให้ผู้ที่ผ่านไปมา วันเวลาผ่านไปได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง วิทยุทรานซิสเตอร์ สินค้าแฟชั่นที่เคยได้รับความนิยมค่อย ๆ จางหายไป ช่วงเวลานั้นหนังสือได้เข้ามาแทนที่ และเปลี่ยนร้านเสียงทิพย์ให้กลายเป็นร้านขายหนังสือ

จากความทรงจำในวัยเด็กของผม ร้านหนังสือเปรียบเหมือนสถานที่นัดพบ (Landmark) ของนักเรียนหลังเลิกเรียน และผู้คนในชุมชนมากมาย ทุกวันหลังเลิกเรียน ลูก ๆ ของร้านเสียงทิพย์ต้องผลัดกันมาเฝ้าร้าน เพื่อขายหนังสือและคิดเงินให้ลูกค้า

พ.ศ. 2550 ชายผู้มีปณิธานอันตั้งมั่นได้จากเราไป ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าให้แก่ครอบครัวอยู่ระยะเวลาหนึ่ง ในเวลานั้นผมทำงานเป็นสถาปนิกอยู่ในกรุงเทพฯ และตัดสินใจลาออก เพื่อกลับบ้านมาสานต่อร้านหนังสือในทันที

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ
57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ณ เวลานั้น ถือเป็นจุดสูงสุดของธุรกิจร้านหนังสือ ผู้คนอ่านหนังสือกันมากทุกหมวดหมู่ นำมาซึ่งรายได้ที่มากขึ้น ด้วยความมั่นใจ ผมจึงขยายเพิ่มอีก 2 สาขาในจังหวัดพิษณุโลก หลังจากนั้นไม่กี่ปี ความมั่นใจนี้ไม่เป็นดังที่วาดไว้ รายได้ไม่เป็นไปตามแผน “เริ่มมีอะไรบางอย่างเข้ามาแย่งความสนใจของผู้คนไปจากการอ่านและหนังสือ” ผมจึงได้ปิด 2 สาขานั้นลง

ผมกลับมาคิดทบทวนตัวเองใหม่อีกครั้ง “เราทำร้านหนังสือไปเพื่ออะไร ร้านของเรายังควรจะเปิดต่อไปไหม เมืองนี้ยังต้องการหนังสืออยู่ไหม” ผมได้คำตอบว่า คนพิษณุโลกต้องอ่านหนังสือ

พ.ศ. 2560 ท่ามกลางความท้อแท้ของวงการสิ่งพิมพ์ หนังสือได้รับความนิยมน้อยมาก ร้านหนังสือต่าง ๆ ทยอยปิดตัวลง ลดจำนวนสาขา แต่เรายังคงยืนหยัดดังปณิธานของคุณพ่อที่ ‘ต้องการมีความรู้ และให้คนอีกมากมายมีโอกาสได้อ่านหนังสือ’ ผมจึงใช้พื้นที่ร้านนี้เป็นตัวกลางให้ผู้คนหันมาสนใจหนังสือมากขึ้น เราปรับปรุงร้านรูปแบบใหม่ ให้มีพื้นที่ที่เอื้อต่อการอ่านเพิ่มขึ้น และเชิญชวนให้ผู้คนเข้ามาอ่านหนังสือมากขึ้น ท่ามกลางตัวเลขยอดขายที่สวนทางลดลงมาตลอด

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ความรู้ ความคิด และมิตรภาพ

ร้านหนังสือเป็นธุรกิจที่ช่วยเหลือสังคมผ่านสินค้าและบริการ คุณค่าในสิ่งที่เราทำให้ผลลัพธ์ที่ประเมินไม่ได้… หลายสิบปีที่เราเฝ้ามองผู้คน และผู้อ่านมากมายหลายรุ่น หลายช่วงอายุ ที่แวะเวียนกันเข้ามาที่ร้านหนังสือ เราเห็นว่าผู้คนกำลังสนใจอะไร เราเห็นว่าผู้คนกำลังอ่านอะไร และเราเห็นว่าผู้คนสนใจใฝ่รู้หรือไม่

เราอยากสร้าง ‘Story of Hope’ ท่ามกลางผู้อ่านที่อาจลดน้อยถอยลงไปบ้าง มีคนถามว่า “ทำไมเราถึงยังทำร้านขายหนังสืออยู่ ในขณะที่ร้านขายหนังสือทยอยปิดตัวลง หรือปรับเปลี่ยนธุรกิจไปทำอย่างอื่น”

เราเชื่อมาตลอดว่า นอกจากรายได้แล้ว ร้านของเราได้รับความสุขเป็นส่วนเติมเต็มจากหนังสือ และผู้ที่รักการอ่านหนังสือเหมือนกับเรา เรายึดมั่นใน ‘ปณิธาน’ ของการมีอยู่ของหนังสือ มากกว่าการมีอยู่ของร้าน หรืออาจพูดได้ว่า เราดำเนินร้านของเราต่อไปได้ เพราะการมีอยู่ของหนังสือและผู้อ่านหนังสือนั่นเอง เราให้หนังสือเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นแหล่งส่งต่อความรู้ ความคิด และสร้างมิตรภาพให้กันและกัน

ด้วยประสบการณ์ของร้านเกือบ 60 ปี ทำให้ร้านของเรามีหนังสือมากมายหลายประเภท ครอบคลุมทุกความชื่นชอบของผู้คนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงวัย เราอยากเป็นร้านที่ให้บริการกับทุกคนอย่างแท้จริง

เคยมีลูกค้าคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่อำเภอหนึ่งในต่างจังหวัด เล่าให้เราฟังว่า เมื่อตอนยังเป็นเด็กนักเรียน ได้มาซื้อคู่มือหนังสือเรียนกับทางร้าน โดยนั่งรถไฟมาและเดินจากสถานีรถไฟ เพื่อมาซื้อหนังสือที่ร้านเป็นประจำ เพราะมีหนังสือให้เลือกซื้อได้เยอะ และครบในทุกระดับชั้นเรียน จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว จากลูกค้าแปรเปลี่ยนเป็นเพื่อน พี่น้อง ที่มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน ผ่านภาพความทรงจำของร้านเสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ
57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

หากย้อนเวลาไป 10 – 15 ปีก่อน การเข้าถึงความรู้ทางอินเทอร์เน็ตค่อนข้างจำกัด และการซื้อขายทางออนไลน์ยังไม่ง่ายเหมือนอย่างปัจจุบัน รวมถึงความเท่าเทียมในการได้รับความรู้ ก็เหลื่อมล้ำระหว่างคนในเมืองกับคนนอกเมือง และระหว่างคนที่ฐานะเพียงพอจะซื้อหนังสือ กับคนที่ไม่เพียงพอแม้แต่จะได้ทานสารอาหารที่ครบถ้วนในแต่ละวัน

เราอยากให้ร้านของเราเป็นพื้นที่สำหรับ ‘แหล่งความรู้ ความคิด และมิตรภาพ’ ในการเป็นร้านตัวเลือกที่มีหนังสือครบทุกประเภท ทุกช่วงวัย และทุกช่วงฐานะทางสังคม

เรามีความสุขทุกครั้งที่เห็น ‘ผู้คนเปิดหนังสืออ่าน’

เรามีความสุขทุกครั้งที่เห็น ‘รอยยิ้มของผู้คนผ่านการอ่านหนังสือ’

เรามีความสุขทุกครั้งที่ ‘เป็นส่วนหนึ่งของการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางความรู้’

แม้เราจะเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ในโลกอันกว้างใหญ่ แต่ปณิธานนี้ไม่เคยจืดจางไปเลย

จากสถิติใน พ.ศ. 2564 พบว่า คนไทยใช้เวลาไปกับอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ย 9 ชั่วโมงต่อวัน และใช้เวลาไปกับการเล่นโซเชียลมีเดีย โดยเฉลี่ยสูงถึง 2 ชั่วโมง 36 นาที เชื่อว่าเวลาส่วนนี้อาจเป็นสิ่งที่หนังสือเล่มถูกลดบทบาทลงไป เวลาของคนคนหนึ่งมีจำกัดต่อวัน ทางเลือกของกิจกรรมมีมากขึ้น การทำกิจกรรมหนึ่งจึงอาจให้เวลาที่ไม่เพียงพอสำหรับทำอีกกิจกรรมหนึ่ง บทบาทของหนังสือเล่มจึงลดลงไป

อีกทั้งสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ได้เปิดการสั่งจองหนังสือล่วงหน้า พร้อมส่วนลดพิเศษ สายส่งหนังสือรายใหญ่ต่างกระหน่ำแจกจ่ายโปรโมชันลดราคา แต่เราไม่สามารถลดต้นทุนได้ เพราะมีพนักงานอีกหลายชีวิตที่ต้องดูแล เราจึงไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสำนักพิมพ์รายใหญ่ได้ รายได้ของเราจึงลดลงไป

เราเรียนรู้ในทุก ๆ วันจากการหมุนเวียนของผู้คนที่ผ่านเข้าร้าน วิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่เราคิดว่าดีหรือถูกต้องในวันนี้ อาจจะไม่ใช่สำหรับวันพรุ่งนี้ก็ได้ เราจึงปรับเปลี่ยนไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและผู้คน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราไม่ปรับเปลี่ยนและยึดมั่นมาเสมอ นั่นคือปณิธานของเรา 

ความรู้ ความคิด และมิตรภาพ

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ
57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ร้านหนังสือเราต้องไม่เป็นเพียงสถานที่หยิบเลือกหนังสือ จ่ายเงิน แล้วเดินจากไป ร้านหนังสือต้องสร้างสังคมของตัวเองอย่างแข็งแกร่ง เพื่อกลับมาเป็นสถานที่นัดพบ เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนความรู้ และแนวความคิดที่หลากหลายของผู้คน ตอนนี้เป้าหมายของเรายังไปไม่ถึงหรอกครับ แต่ถ้าเรายืนหยัดและยืนนานพอก็คงไปถึงได้ ‘สักวันหนึ่ง’

ตลอดเวลาเกือบ 60 ปี เราสร้างความผูกพันกับนักอ่านไว้มากมาย จนเมื่อปลาย พ.ศ. 2564 เรามีโอกาสนั่งคุยกับลูกค้าท่านหนึ่ง ที่เติบโตมากับหนังสือในร้านของเรา ตั้งแต่วัยเด็กจนปัจจุบัน เขาทำงานเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด หมอบอกผมว่า “จัดกิจกรรม Book Club กันไหมพี่ เดี๋ยวผมช่วย” เราตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “จัดไปครับ” 

กิจกรรม Book Club ของเราจึงเริ่มขึ้น เพื่อให้เกิดเป็นชุมชนนักอ่านที่มีการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดซึ่งกันและกัน มีผู้ร่วมงานมากกว่าที่ตั้งไว้มาก บางคนเดินทางมาจากต่างจังหวัด สิ่งนี้อาจสะท้อนได้ว่า พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดในปัจจุบันนั้นยังค่อนข้างจำกัด และการสนับสนุนจากส่วนกลางและภาครัฐยังไม่เพียงพอ จนถึงวันนี้เราได้จัดไปทั้งสิ้น 4 ครั้งแล้ว ในหัวข้อหนังสือที่แตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง และเราจะยังคงจัดกิจกรรมนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อขยายชุมชนนักอ่านให้มากขึ้น

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ครั้งที่ 1 เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเรื่องหนังสือที่ดีที่สุดใน พ.ศ. 2564 ผู้อ่านแต่ละคนได้นำหนังสือที่ตนรัก มาแลกเปลี่ยนกันอย่างสนุกสนานและเพลิดเพลิน

ครั้งที่ 2 เราลองจัดเป็นลักษณะ 2 หัวข้อที่สนใจ ในช่วงเช้าเรื่อง ‘เป็นเด็กมันเหนื่อย’ ร่วมกับจิตแพทย์เด็กและสำนักพิมพ์หนังสือเด็ก และช่วงบ่าย ‘AI Superpowers’ ร่วมกับเจ้าของสำนักพิมพ์บิงโก

ครั้งที่ 3 เราจัดในหัวข้อวรรณกรรมนิยายที่ชื่นชอบ

และล่าสุดครั้งที่ 4 จัดขึ้นในหัวข้อ ‘อ่านอย่างไรให้เป็นนักลงทุน’ ร่วมกับเพจลงทุนศาสตร์  ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และผู้เข้าร่วมอยากให้เราจัดต่อไป 

ในทุกครั้งที่เราได้จัดนั้น เราได้กำลังใจ และได้พลังชีวิตมากมาย และเราได้ยินเสียงสะท้อนบอกว่า “หนังสือและผู้อ่านหนังสือนั้นไม่มีวันหายไป”

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

หนังสือแนะนำ

เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด

นักเขียน : Rando Kim (รันโด คิม)

นักแปล : วิทิยา จันทร์พันธ์

สำนักพิมพ์ : Springbooks

ราคา : 199 บาท

เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด นักเขียน : Rando Kim (รันโด คิม)

แม้หนังสือเล่มนี้จะตั้งชื่อให้เราเข้าใจว่าเหมาะกับวัยรุ่น แต่ในมุมมองของผมแล้ว หนังสือเล่มนี้เหมาะสมกับผู้อ่านทุกวัย เพราะให้ข้อคิดและกำลังใจได้เป็นอย่างดี ผมขอหยิบบางบทของหนังสือเล่มนี้ ที่ให้ข้อคิดกับชีวิตผมเป็นอย่างยิ่ง มาเป็นตัวอย่างครับ

“ในชีวิตหนึ่ง ไม่มีช่วงอายุใดเร็วเกินไปหรือสายเกินแก้” ประโยคที่คอยกระซิบบอกผมอยู่เสมอว่า สิ่งสำคัญของชีวิตคือเวลา และอย่าเร่งรีบกับชีวิตเกินไป โดยอาจารย์คิมเปรียบเทียบว่า หากเวลา 24 ชั่วโมง มีค่าเท่ากับ 1,440 นาที ชีวิตที่มีอายุขัย 80 ปี จะมีค่าเท่ากับปีละ 18 นาที ผมยกตัวอย่าง อายุ 40 ปี เวลาในช่วงชีวิตของเราจะเท่ากับ 12 หรือเที่ยงวัน เวลาเที่ยงวันนี้บอกผมว่า เรายังพอมีเวลากับชีวิตอยู่ ขอเพียงดำเนินต่อไป อย่าหยุดก้าวเดิน อย่าท้อแท้กับอุปสรรคต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต วันหนึ่งเราจะประสบความสำเร็จในรูปแบบที่เราเลือกเดิน

อีกบทหนึ่งนั้น คือ ‘ฤดูกาลที่ตัวคุณผลิบาน’ ดอกไม้แต่ละชนิดมีฤดูกาลที่ผลิบานแตกต่างกัน เหมือนกับชีวิตของเรา เราอาจจะประสบความสำเร็จช้ากว่าคนอื่นก็คงไม่เป็นไร หากเราได้ใช้ชีวิตในแบบที่คิดว่ามีความสุขและถูกต้อง วันหนึ่งที่ฤดูแห่งการผลิบานของชีวิตเรามาถึง ก็คงเป็นวันที่สวยงามเช่นกัน

2

เกมของคนที่มองเห็นอนาคต (The Infinite Game)

นักเขียน : Simon Sinek

นักแปล : วิโรจน์ ภัทรทีปกร

สำนักพิมพ์ : วีเลิร์น

ราคา : 295 บาท

นักเขียน : Simon Sinek เกมของคนที่มองเห็นอนาคต (The Infinite Game)

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงธุรกิจว่าเป็นเกมที่ไร้ขอบเขต ธุรกิจจะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีผู้ชนะหรือผู้ที่ดีที่สุด แต่เราดูที่ธุรกิจของใครดำเนินต่อไปได้ยาวนานกว่า ธุรกิจที่ไปต่อไม่ได้จะหายไปจากเกมเอง โดยมีตัวแปรที่สำคัญคือ ‘ปณิธาน’ หากเรามีปณิธานที่ดีงามและตั้งมั่น สิ่งนี้จะเป็นแรงผลักดันและกำหนดทิศทางให้เราเลือกทำในสิ่งที่คิดว่าคุ้มค่า เราอาจไม่ได้วัดที่ตัวเงิน แต่ให้ความหมายกับส่วนที่เติมเต็มพลังใจของเรา การกระทำแบบนี้ทำให้เกิดความต่อเนื่อง และยืนหยัดในระยะยาวได้

เกมไร้ขอบเขตนี้นำมาใช้กับชีวิตได้เช่นกัน ชีวิตของเราไม่จำเป็นต้องชนะหรือดีไปกว่าใคร ขอแค่ดีในแบบของเรา และดีต่อสังคมก็เพียงพอแล้ว ปณิธานเหล่านี้เองที่จะมอบความหมาย ให้กับชีวิตในแต่ละวันของเรา

3

The Last Lecture : เดอะลาสต์เลกเชอร์

ผู้เขียน : แรนดี เพาช์ (Randy Pausch)

ผู้แปล : วนิษา เรซ

สำนักพิมพ์ : Amarin HOW-TO

ราคา : 175 บาท

ผู้เขียน : แรนดี เพาช์ (Randy Pausch) The Last Lecture : เดอะลาสต์เลกเชอร์

“ถ้าคุณมีเวลาอีกไม่กี่เดือนที่จะได้มีชีวิตอยู่บนโลก คุณจะทำอย่างไร” เล่มนี้เป็นหนังสือไม่กี่เล่มที่ผมหยิบขึ้นมาอ่านหลายครั้ง และแต่ละครั้งที่อ่าน ก็จะได้อะไรที่ต่างออกไป 

เมื่อช่วงอายุ 28 เล่มนี้ให้กำลังใจ ให้แง่คิดในการทำตามความฝันของตัวเอง และให้แง่คิดในการใช้ชีวิต มันสะเทือนอารมณ์ที่สุด เมื่ออ่านเล่มนี้อีกครั้งตอนมีครอบครัวและมีลูก ๆ แล้ว เพราะมันให้มุมมองของผู้เป็นพ่อ ที่มีเรื่องราวมากมายอยากจะสอนลูก ๆ ของเขา เฝ้ามองดูการเติบโต สอนสิ่งที่สำคัญ และรับมือกับความท้าทายที่มาพร้อมกับชีวิต 

แต่เวลาของเขาเหลือน้อยมากแล้ว เขาจึงใส่ทุกอย่างที่พอจะเป็นไปได้ ลงไปในเดอะลาสต์เลกเชอร์ ปาฐกถาที่บันทึกการบรรยายเอาไว้และหนังสือเล่มนี้ เผื่อว่าวันหนึ่ง เมื่อเวลานั้นมาถึง ลูก ๆ ของเขาจะได้รับคำสอนที่ผู้เป็นพ่อนั้นฝากเอาไว้

4

โจนาทาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล

ผู้เขียน : ริชาร์ด บาก

ผู้แปล : ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

สำนักพิมพ์ : จินต์

ราคา : 220 บาท

วรรณกรรมยุค 70 เชิงปรัชญาระดับโลก ชวนให้ค้นหาความเป็นปัจเจกของมนุษย์แต่ละคน ชวนให้คนอ่านแสวงหาวิถีและความมีอิสระของตนเอง โจนาทาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล เป็นเหมือนหนังสือ How To ในยุคปัจจุบัน เป็นเรื่องราวที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ คนยุคใหม่ เอาไปใช้เป็นแรงผลักดันตนเอง ให้พยายามทำในสิ่งที่ใคร ๆ ก็ว่าเป็นไปไม่ได้

นกนางนวล โดยธรรมชาติแล้วจะบินออกจากฝั่งไปหาอาหาร โดยโฉบตามเรือประมงที่มีปลา หรือเรือที่คอยโยนเศษขนมปังและเศษอาหาร ใจความสำคัญของนกนางนวลมีแค่นี้ มันทำอยู่แค่นี้ มันมีชีวิตเพียงเพื่อกินและอยู่ให้ชีวิตยืนยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สำหรับ ‘โจนาทาน’ เป็นนางนวลกบฏ เป็นนางนวลแหกคอกที่คิดต่าง มันไม่โฉบไปแย่งอาหารกับตัวอื่น ๆ แต่ใช้เวลากับการฝึกบิน บินให้สูง บินให้เร็ว บินด้วยท่าที่พิสดาร บินด้วยรูปแบบที่แปลกใหม่ และที่สำคัญ คือ ‘มีอิสรภาพและเสรี’

ในหนังสือมีการใช้คำว่า ‘นกผู้ใหญ่’ และ ‘นางนวลผู้ใหญ่’ แทนผู้ที่ยึดถือในขนบดั้งเดิมของสังคม ส่วนโจนาทาน คือ ‘นกเด็ก’ ผู้ที่ต้องการแสวงหาอิสระเสรี และเลือกที่จะใช้ชีวิตในแบบของตน

เล่มนี้เหมาะกับคนทุกวัยในสังคมเรายุคนี้มากครับ เพราะ ‘เรามีทั้งนกผู้ใหญ่และนกเด็ก’

เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์

ที่ตั้ง ​: 108/3 – 5 เอกาทศรฐ ถนนเอกาทศรฐ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก (แผนที่)

เวลาทำการ : 09.00 – 20.00 น.

โทรศัพท์ : 0 5525 8862

Facebook : Siangthip book center

เว็บไซต์ : www.stbookcenter.com

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

นิติพันธ์ ตั้งนพรัตน์

คนพิษณุโลก มีบ้านเป็นร้านหนังสือ มีเพื่อนเยอะ ชอบถ่ายภาพ หลงใหลกาแฟ อดีตเป็นสถาปนิกบริษัทในกรุงเทพฯ ปัจจุบันสานต่อธุรกิจครอบครัว ขายหนังสือ เพิ่มเติมคือเป็นบาริสต้าและนักลงทุน

Photographer

ภาณุวิช ขวัญยืน

ช่างภาพจากสุโขทัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load