กว่า 8 เดือนที่ Reviv (รีไวฟ์) องค์กรส่งเสริมการซ่อมเสื้อผ้าของคนรุ่นใหม่ ค่อย ๆ สร้างทางเลือกและโน้มน้าวพฤติกรรมของผู้บริโภคในวงการแฟชั่นให้หันมาซ่อมและวนใช้เสื้อผ้าที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ซึ่งนอกจากจะได้ดีไซน์การซ่อมที่เก๋ไก๋แล้ว ผู้บริโภคยังช่วยสร้างอาชีพและรายได้ที่เป็นธรรมให้กับแรงงานนอกระบบอีกด้วย 

ทว่าวันนี้ Reviv ได้พบกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ พวกเขายืนอยู่บนปากทางแยกที่ต้องเลือกว่าจะไปต่อในรูปแบบองค์กรธุรกิจสตาร์ทอัพ หรือควรไปสายองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรแบบ 100% ดี ในเมื่อการทำธุรกิจการซ่อมในสังคมไทยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาเจอบททดสอบทั้งในแง่ของ ‘คำแนะนำ’ จากภายนอก และ ‘ความต้องการ’ จากภายใน จนนำมาสู่การปิดให้บริการชั่วคราวเพื่อทบทวนจุดยืนอีกครั้ง

วันนี้เรามีโอกาสพิเศษสุด ๆ ที่ได้มานั่งคุยกับกลุ่มผู้ก่อตั้งอย่าง ภูมิ-ภาคภูมิ โกเมศโสภา, ฝ้าย-ฐนิตา เขตกิตติคุณ และพั้นซ์-พิมพ์นารา สินทวีวงศ์ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นการพูดคุยอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังปิดให้บริการไป เพื่ออัปเดตว่าอนาคตของ Reviv จะเป็นอย่างไร รวมถึงอะไรคือความตั้งใจและเจตจำนงหลังการจำศีลของพวกเขา

Reviv คอมมูนิตี้ซ่อมเสื้อผ้าโฉมใหม่ พร้อมโปรเจกต์ส่งเสริมการใช้ซ้ำที่ยั่งยืนกว่าเดิม
01

ปฐมบท

ในฐานะผู้บริโภค เราต่างเห็นมาตลอดว่าปัญหาขยะล้นในอุตสาหกรรมนี้เรื้อรังมานานขนาดไหน ซึ่งทางออกที่พอจะทำได้ก็แค่พยายามซื้อให้น้อยลง ทำใจแข็งสู้เคมเปญของ Fast Fashion แต่นั่นก็ไม่ใช่ทางออกเดียวของแฟชั่นยั่งยืน

Reviv เริ่มเปิดให้บริการครั้งแรกในเดือนมกราคม พ.ศ. 2565 โดยความตั้งใจคือการสร้างสังคมแห่งการซ่อมให้เกิดขึ้นจริง พวกเขาพยายามส่งเสริมพฤติกรรมการซ่อมและการใช้ซ้ำให้กลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลัก โดยการตั้งร้านออนไลน์รับซ่อมเสื้อผ้าและผลิตสินค้าจากวัสดุเหลือใช้ ซึ่งการใช้บริการก็ยังได้ช่วยเหลือแรงงานนอกระบบให้ได้รับค่าแรงอย่างเป็นธรรมด้วย

ปัจจุบันเรามักเห็นว่าหลาย ๆ บริษัทในวงการธุรกิจเสื้อผ้าและแฟชั่น พยายามพูดเรื่องการรีไซเคิลเสื้อผ้าหรือการใช้วัตถุดิบรักษ์โลกบ่อยขึ้น 

“แต่จริง ๆ แล้วขั้นกว่าที่ยังไม่เกิดขึ้นและยังขาดหายไป คือการหยุดซื้อเสื้อผ้าใหม่และหันกลับมาซ่อมเสื้อผ้ามากขึ้น เรามองว่ายังไม่มีใครทำตรงนี้ในไทยสักที” ภูมิกล่าว 

ตลอดระยะเวลาที่เปิดให้บริการมา องค์กรขนาดย่อมแห่งนี้ค่อย ๆ เริ่มสร้างผลงานจนเป็นที่จดจำในสังคม อาทิ โปรเจกต์ร่วมกับรองเท้าแบรนด์ Maddy Hopper ที่ให้แม่ ๆ ผู้ลี้ภัยชาวม้งที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพ ฯ ช่วยซ่อมงานรองเท้าที่มีตำหนิจากการผลิต นำมาติดลายให้สวยงาม เพื่อจะได้นำกลับไปขายในมูลค่าที่มากยิ่งขึ้น โปรเจกต์ที่คั่นหนังสือจากเศษผ้าที่มีชิ้นเดียวในโลกและปักเย็บด้วยลวดลายชาวม้งซึ่งโด่งดังชั่วข้ามคืน และโปรเจกต์ Seamless World คิดค้นเครื่องดื่มค็อกเทลร่วมกับ The Key Room No.72 บวกที่รองแก้วฝีมือปักมือ สื่อถึงการแบ่งแยกชนชั้นในสังคม เสิร์ฟคู่กับข้าวโพดข้าวเหนียว ซึ่งเป็นการสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากกลุ่มชาติพันธุ์บนดอย

Reviv คอมมูนิตี้ซ่อมเสื้อผ้าโฉมใหม่ พร้อมโปรเจกต์ส่งเสริมการใช้ซ้ำที่ยั่งยืนกว่าเดิม
Reviv คอมมูนิตี้ซ่อมเสื้อผ้าโฉมใหม่ พร้อมโปรเจกต์ส่งเสริมการใช้ซ้ำที่ยั่งยืนกว่าเดิม

“คนอาจจะมองว่า Reviv ทำซ่อมเสื้อผ้าอย่างเดียว แต่จริง ๆ เราไม่ได้ทำแค่ซ่อมเสื้อผ้า” 

ภูมิอธิบายว่าความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง คือการได้ช่วยเหลือชาวม้งซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานนอกระบบให้มีงานทำ ได้รับเงินเดือนอย่างเป็นธรรม และที่สำคัญ ได้สร้างโอกาสให้พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะแรงงานมากฝีมือ เนื่องจากการเย็บปักเสื้อผ้าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตพวกเขา อย่างแม่ชัว หนึ่งในช่างฝีมือที่เย็บงานช้าแต่คุณภาพคับแก้ว ก็ได้เครดิตชื่อตัวเองไปใส่ในแบรนด์ว่าเป็นลวดลาย Slow but Chua

Reviv คอมมูนิตี้ซ่อมเสื้อผ้าโฉมใหม่ พร้อมโปรเจกต์ส่งเสริมการใช้ซ้ำที่ยั่งยืนกว่าเดิม

“ตอนที่เราทำโปรเจกต์ Seamless World ก่อนเปิดตัว เราพาแม่ ๆ ไปทานข้าว ไปบาร์ที่พวกเขาทำที่รองแก้วให้ มีแม่คนหนึ่งบอกกับบาร์เทนเดอร์ว่า ขอบคุณที่พาพวกเรามา ขอบคุณที่เห็นเรานะ คืนนั้นบาร์เทนเดอร์น้ำตาซึม แม่ ๆ ก็น้ำตาซึมกันหมด”  

สมาชิก Reviv ล้วนเป็นอาสาสมัคร เพราะแต่ละคนมีงานประจำทำอยู่แล้ว ภูมิเป็น Freelance Consulting ฝ้ายทำงาน Marketing พั้นซ์เองก็ยังเรียนอยู่ องค์กรจึงตัดสินใจปันผลกำไรให้กับคนที่ต้องการมากกว่า คือบรรดาช่างทั้งหลาย โดยเฉพาะหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญอย่าง โรส หัวหน้าช่างชาวม้งวัย 20 ปี แม่ลูก 2 ซึ่งคอยเป็นกำลังสำคัญในการสื่อสารกับชุมชน 

จากกลุ่มผู้ก่อตั้ง 5 คน เมื่อต้องแบกภาระความรับผิดชอบมากขึ้น การเปิดรับอาสาสมัครเข้ามาร่วมทีมจึงเริ่มต้นสู่ 38 ชีวิต ซึ่งล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจแฟชั่นยั่งยืน ทีมผู้ก่อตั้งจึงเริ่มสร้างระบบการทำงานที่เป็นธรรมให้กับอาสาสมัคร แบ่งหน้าที่ให้เหมาะสม คอยเก็บสัมภาษณ์และดูแลทางด้านจิตใจ 

“เราออกแบบ Culture ที่เขามาทำงานแล้วเราไม่กินแรงหรือเอาเปรียบเขา แล้วเราก็ให้อะไรเขากลับไปได้ เช่น จัด Session ให้ความรู้เกี่ยวกับปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด ซึ่งภูมิก็เอาประสบการณ์ทั้งไทยและต่างประเทศที่มีตลอด 7 – 8 ปีที่ผ่านมามาสอนน้อง ๆ”  

Reviv คอมมูนิตี้ซ่อมเสื้อผ้าโฉมใหม่ พร้อมโปรเจกต์ส่งเสริมการใช้ซ้ำที่ยั่งยืนกว่าเดิม
02

บทเรียน

ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวย แต่ปัญหาที่ Reviv พบหลังเปิดให้บริการซ่อมเสื้อผ้าไปกว่า 8 เดือน คือความจริงที่ว่าการทำธุรกิจการซ่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่ได้อยู่ในเป้าประสงค์ของ GDP ที่ทุกหน่วยงานต้องการส่งเสริม ไม่มีใครมาคอยบอกว่า ‘อย่าซื้อ’ ถ้าไม่จำเป็น หรือซื้อไปก็ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ธุรกิจการซ่อมไม่ใช่ธุรกิจที่โตไว ไม่ใช่การขายในแบบที่ใคร ๆ ก็กดเอฟ ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมซ่อมเสื้อผ้าไม่ใช่พฤติกรรมหลักของผู้บริโภค 

“จริง ๆ สเกลแบบธุรกิจค่อนข้างขัดกับโมเดลของเราอยู่แล้ว คำว่าโตเร็วเป็น Mindset ของเศรษฐกิจเดิม แต่เราอยากเติบโตแบบช้า ๆ อยู่กับคนในชุมชนของเรา พื้นที่ของเรา ผมว่านี่คือหน้าตาของ Repair Model หรือธุรกิจการซ่อมในอนาคต คือเราไม่ต้องรีบโต แค่ต้องมีสวัสดิการที่ดี โตแบบพอมีเงินเก็บ สร้างอิมแพ็คกับคนในพื้นที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขัดกับระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน” 

Reviv คอมมูนิตี้ซ่อมเสื้อผ้าโฉมใหม่ พร้อมโปรเจกต์ส่งเสริมการใช้ซ้ำที่ยั่งยืนกว่าเดิม

 ในแง่ของการขายผลิตภัณฑ์ หลังผ่านโปรเจกต์มาหลายครั้ง Reviv ได้เรียนรู้ว่าการขายสินค้าปริมาณมากและรับโปรเจกต์ใหญ่นั้นทำให้องค์กรโตไวขึ้นก็จริง แต่ถ้าเส้นทางนั้นขัดกับความสนใจของสมาชิกในองค์กรและพันธกิจหลัก พวกเขาก็เลือกถอยดีกว่า เพราะไม่ได้อยากผันตัวเป็นโรงงานผลิตสินค้าอีกแห่ง

“มีคนติดต่อเราเข้ามาเยอะว่า ทำอันนี้ให้หน่อย 1,000 ใบได้มั้ย ซึ่งถ้าทำอย่างนั้น เราก็จะกลายเป็นโรงงาน Service เย็บผ้าแล้ว ถามว่าตรงนี้มีโอกาสสร้างรายได้ให้กับเรา ให้กับแม่ ๆ ช่างเย็บผ้ามากขึ้นไหม มี แต่เนื้องานต้องใช้เวลาเยอะมาก เราต้องไปหาช่างมากกว่านี้ จากที่เรามีช่างอยู่แค่ 6 คน ต้องไปหาช่างเพิ่ม หาที่เก็บโกดังเพิ่ม ทุกคนก็ต้องเริ่มมาดูแลแม่ ๆ มากขึ้น ต้องมานั่งคุยกับลูกค้า” 

“อีกอย่าง Reviv ไม่มีใครมีประสบการณ์เกี่ยวกับโรงงานผ้า ถ้าทำจริง ๆ ต้องลงทุนเยอะ เราคุยกันแล้วตัดสินใจว่า เราไม่ได้อยากไปทิศทางนั้น เราเข้า Incubation มา 3 รอบ มีแต่คนบอกว่า เข้าตลาดนี้ตลาดนั้นสิ ต้องรีบโต แต่เรามีประสบการณ์เยอะด้านอื่น เราอยากตั้ง Consultancy เพื่อให้โอกาสคนอื่นได้เรียนรู้เรื่องความยั่งยืนในแบบฉบับที่เราเรียนมา แล้วเราก็เห็นอิมแพ็คด้านอื่น ๆ ที่เราดูแลได้มากกว่าโรงงานเย็บผ้า”

ดังนั้น ก็ควรถึงเวลาที่จะต้องตั้งคำถามกับตัวเองใหม่อีกครั้งว่า องค์กรแบบธุรกิจหรือสตาร์ทอัพ เป็นหนทางที่พวกเขาอยากจะเดินไปจริง ๆ หรือเปล่า และ Reviv ในบทต่อไปที่พวกเขาอยากเห็นและอยากให้เป็นคืออะไร  

Reviv คอมมูนิตี้ซ่อมเสื้อผ้าโฉมใหม่ พร้อมโปรเจกต์ส่งเสริมการใช้ซ้ำที่ยั่งยืนกว่าเดิม
03

เดินหน้าต่อไป (แบบช้า ๆ)

หลักจากตัดสินใจปิดตัวชั่วคราวเพื่อตรึกตรองจุดยืนใหม่ วันนี้พวกเขาพร้อมกลับมาอีกครั้งในฐานะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่นิยามตัวเองว่าเป็น Community หรือกลุ่มคนที่ส่งเสริมเรื่องการซ่อมและการใช้ซ้ำในไทย ซึ่งจะค่อย ๆ เติบโตไปแบบไม่รีบร้อน 

“เราทำเพื่อตอบโจทย์สังคมที่ไม่มีการซ่อม แต่เราทำงานแบบ Slow Fashion ใช้เวลาในการผลิต เติบโตทีละนิด ไม่รีบ ถ้าคนเข้ามาจากหลายแห่ง มาซื้อ แรงงานก็ต้องทำงานเยอะ ทำไม่ทัน มันก็จะออกจาก Slow Fashion ไป เราก็เลยตั้งใจค่อย ๆ โตไปทีละขั้น”

Reviv โฉมใหม่ที่กำลังจะเปิดให้บริการอีกครั้ง นอกจากมีบริการซ่อมและขายผลิตภัณฑ์แบบที่เราคุ้นตา ยังมีโปรเจกต์ใหม่ ๆ ที่น่าติดตามเกี่ยวกับการกระจายความรู้และการสื่อสารเรื่องวัฒนธรรมการซ่อมและการใช้ซ้ำในสังคมอีกมากมาย

รีไวฟ์ คอมมูนิตี้ ส่งเสริมการซ่อมเสื้อผ้า กลับมาเปิดตัวพร้อมโปรเจกต์ใช้ซ้ำที่ชัดเจนและยั่งยืนกว่าเดิม

โปรเจกต์ที่ 1 คือ การสร้างแบบประเมินความซ่อมง่าย (Repairability Index) เครื่องมือที่จะช่วยผู้บริโภคประเมินความซ่อมง่ายของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า คอมพิวเตอร์ แก้ว ฯลฯ เพื่อใช้ข้อมูลนี้เป็นฐานข้อมูลทำรีวิวความซ่อมง่ายของแต่ละผลิตภัณฑ์ และเพื่อให้ภาครัฐหรือหน่วยงานต่าง ๆ นำไปใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนานโบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ต่อไป 

โปรเจกต์ที่ 2 คือ การสร้างสังคมแห่งการซ่อม (Repair Community) เพื่อสนับสนุนช่างซ่อมตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มหรือเว็บไซต์ออนไลน์รวบรวมช่างซ่อมจากทุกพื้นที่ โดยทั้งผู้บริโภคและผู้ให้บริการนำข้อมูลของร้านซ่อมต่าง ๆ เข้าไปใส่ไว้ในแพลตฟอร์มได้อย่างเสรี เพื่อให้ข้อมูลของร้าน อาทิ ที่อยู่ เวลาเปิด-ปิด รวมถึงรีวิวการบริการ เป็นพื้นที่รวบรวมคุณลุงคุณป้าร้านซ่อมที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี และในทางกลับกัน ก็เป็นพื้นที่ที่ให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการของพวกเขาได้ 

โปรเจกต์ที่ 3 คือ การสร้างเครือข่ายการซ่อม (Repair Cafe Network) ซึ่งจะจัดขึ้นเดือนละครั้ง เพื่อให้คนในชุมชนได้มาแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการซ่อมกัน เช่น คนนั้นซ่อมคอมพิวเตอร์ได้ คนนี้ซ่อมรองเท้าได้ โดยที่คนในชุมชนนำของมาส่งซ่อมกันเองได้ 

รีไวฟ์ คอมมูนิตี้ ส่งเสริมการซ่อมเสื้อผ้า กลับมาเปิดตัวพร้อมโปรเจกต์ใช้ซ้ำที่ชัดเจนและยั่งยืนกว่าเดิม

โปรเจกต์ที่ 4 คือการบอกเล่าความสัมพันธ์ของผู้คนกับเสื้อผ้าในเพจใหม่ชื่อ Clothversation ซึ่งนอกจากการใส่ซ้ำและการซ่อมแซม Reviv อยากกระตุ้นให้เห็นคนเห็นคุณค่าของเสื้อผ้ามากกว่านั้น ไม่ใช่แค่ในเชิงสิ่งแวดล้อม แต่ในด้านความทรงจำ และใช้จุดนี้เป็นกระบอกเสียงในการเคลื่อนไหวทางสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย

โปรเจกต์ที่ 5 คือ Repair Service (โฉมใหม่) จากแต่ก่อนที่เปิดบริการตลอด 24 ชม. Reviv จะสร้างวัฒนธรรมการซ่อมใหม่ชื่อ Repair Week ซึ่งเกิดขึ้นในทุก ๆ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือน พวกเขาจะเปิดรับคุยและให้บริการด้านการซ่อมเสื้อผ้า เพื่อทำหน้าที่ผลักดัน Repair Week ขึ้นมาในไทยจนเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักใหม่ 

ความพิเศษคือ Repair of the Month 2 ลายปักพิเศษที่แม่ ๆ ช่างเย็บดีไซน์ร่วมกับ Reviv จะเปลี่ยนไปทุก ๆ เดือน หากใครอยากได้ลายปักแบบลิมิเต็ดอิดิชัน ก็ขอคำปรึกษาจากกลุ่ม Reviv และส่งเสื้อผ้าเข้ามาซ่อมกันได้เลย

รีไวฟ์ คอมมูนิตี้ ส่งเสริมการซ่อมเสื้อผ้า กลับมาเปิดตัวพร้อมโปรเจกต์ใช้ซ้ำที่ชัดเจนและยั่งยืนกว่าเดิม
04

เป้าหมาย

ฟื้นคืนชีพกลับมาในครั้งนี้ ฝ้ายบอกกับเราว่า 

“รู้สึกว่าที่เรามีจริงๆ คือกระบอกเสียง เพราะเราได้สร้างคอนเนกชันไว้เยอะมาก แล้วการที่มีอาสาสมัครมาทำงานกับเรา ก็เหมือนสร้างฐานเสียงได้ประมาณหนึ่ง เราอยากใช้กระบอกเสียงที่เรามีเรื่องการ Repair และ Reuse ให้คนเห็นปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แล้วเราก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคไปเรื่อย ๆ” 

ภูมิเสริมต่อ “อะไรที่ยังขาดไปในสังคม นั่นคือสิ่งที่พวกเราอยากทำ อย่าง Repairability Index ที่เราเห็นว่ายังไม่มี ถ้าเราสร้างบทสนทนาจากการใช้เครื่องมือนี้ หรือมีประโยชน์ในเชิงของนโยบาย อีก 5 ปี Reviv อาจมีส่วนร่วมในเรื่องการออกแบบนโยบาย หรือสร้างนโยบายการซ่อมในสังคมมากขึ้น” 

ส่วนโครงสร้างองค์กร Reviv พยายามสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้ได้มากที่สุด เพื่อบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ให้เป็นกำลังสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนกันต่อไปในอนาคต 

Reviv มองว่าใจความหลักขององค์กรควรขับเคลื่อนด้วยเจตจำนงและความต้องการของทุกคน ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง ฉะนั้น การดูแลความรู้สึกของสมาชิกจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แม้ว่าครั้งหนึ่งพวกเขาอาจจะเคยฝันอยากเป็นสตาร์ทอัพ แต่พอถึงจุดหนึ่งที่บริบทของสมาชิกไม่เอื้ออำนวย พวกเขาก็จะไม่ทำ 

จังหวะนั้นเราเลยถามภูมิกลับไปว่า แล้วถ้าวันหนึ่งไม่มีกลุ่มผู้ก่อตั้ง ภูมิก็ตอบกลับอย่างมั่นใจว่า 

รีไวฟ์ คอมมูนิตี้ ส่งเสริมการซ่อมเสื้อผ้า กลับมาเปิดตัวพร้อมโปรเจกต์ใช้ซ้ำที่ชัดเจนและยั่งยืนกว่าเดิม

“ในอนาคตเราอยากให้ Reviv ดำเนินงานได้โดยไม่ต้องมีภูมิหรือกลุ่มผู้ก่อตั้งอย่างเดียว เราอยากทำให้องค์กรผลัดวนสมาชิกในองค์กรที่อยากนำองค์กรให้ขึ้นมานำได้ ผลัดกันนั่งเบาะหน้า เบาะหลัง แต่การจะทำแบบนั้นได้ เราต้องสร้าง Sense of Ownership ก่อน 

“หลังบ้านเราทำกิจกรรมที่สร้าง Value ให้กับคนในองค์กรตลอด ไม่ว่าจะเป็นการทำ Knowledge Sharing ต่าง ๆ พยายามทำกิจกรรมแบ่งปันความรู้กับอาสาสมัคร ภูมิอยากให้น้อง ๆ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านการอยู่ใน Community นี้ แล้วก็ได้เอาความรู้บางอย่างจากตรงนี้ไปต่อยอดเรียนรู้ในชีวิตของเขา สิ่งที่ทำให้เราอยู่ได้หลัก ๆ ตอนนี้เพราะเรามีโครงสร้างองค์กรแบบนี้ เราคอยดูแลกันแบบนี้” 

นอกจากนั้นแล้ว พวกเขาก็ยังหวังว่าโปรเจกต์แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อรวบรวมร้านที่ให้บริการการซ่อมนั้น ในอนาคตจะพัฒนาไปถึงจุดที่เปิดรับการระดมทุนได้ ถึงแม้ว่าในตอนนี้จะยังอยู่ในช่วงของการทดลองระบบ แต่ภูมิ ฝ้าย และพั้นซ์ มองว่า ถ้าในอนาคตมีการตอบรับที่ดีจากสังคม มีประโยชน์ พวกเขาก็จะทำระดมพลังดูแลเว็บไซต์นี้ต่อไป

 “ผมมองว่าถ้ามันเป็นประโยชน์ นอกจากตัวแบรนด์แฟชั่นที่อยากสนับสนุนเราแล้ว ทางภาครัฐ หรือ กทม. อาจจะอยากช่วยเราด้วยก็ได้ แต่เราก็สร้างขึ้นมาก่อน เพื่อทดลองดูว่าโอเคไหม สังคมจะชอบหรือไม่ชอบ จะมีประโยชน์ไหม ถ้าในอนาคตใครเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็สนับสนุนกันนะครับ” ภูมิกล่าวด้วยรอยยิ้ม

การ Revive ให้ Reviv กลับมาในครั้งนี้ เราเองก็อยากเห็นและมุ่งหวังสิ่งเดียวกับที่พวกเขาหวัง 

เราหวังที่จะเห็นการขับเคลื่อนทางแฟชั่นในรูปแบบใหม่ที่แฟชั่นจะหมายถึงการซ่อม การใช้ซ้ำได้ แฟชั่นในรูปแบบที่เราไม่ต้องซื้อของใหม่ตลอดเวลาตามฤดูกาลหรือคอลเลกชัน และแฟชั่นที่เรเอ็นจอยกับการที่ได้ซื้อของน้อยลง ใช้ของใหม่น้อยลง

รีไวฟ์ คอมมูนิตี้ ส่งเสริมการซ่อมเสื้อผ้า กลับมาเปิดตัวพร้อมโปรเจกต์ใช้ซ้ำที่ชัดเจนและยั่งยืนกว่าเดิม

ขอขอบคุณสถานที่ Wamp.co (แผนที่)

Writer

Avatar

ญาณินท์ ศรีอุดมพงษ์

อดีตนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ในวงการแฟชั่นผู้เชื่อว่าจังหวะชีวิตมีจริง และมีวง safeplanet เป็นเครื่องชุบชูใจ

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณรู้จักซีรีส์สืบสวนสอบสวนอย่าง CSI ไหม แล้ว NCIS, Bones หรือ Partners for Justice ล่ะ

ถ้ารู้จัก คงเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ อยู่บ้าง พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อช่วยสืบคดีและค้นหาความจริงผ่านศพ 

ในประเทศไทย นักนิติวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในทีมเบื้องหลังของ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อติดตามคนหายและพาโครงกระดูกนิรนามกลับบ้าน

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ‘คนหาย’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเห็นฉลากน้ำดื่มที่มีภาพเด็กหาย เห็นโพสต์ตามหาญาติในเพจมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงประกาศผ่านข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แต่ไม่ว่าชีวิตพวกเขาจะอยู่ในสถานะใด เป้าหมายของ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นก-นฤมล ภราสมพงษ์ นักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มตรวจวิเคราะห์กระดูก กองพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม คือ ‘การพาทุกคนกลับบ้าน’ 

ครั้งนี้ The Cloud จึงขอนำทุกท่านเข้าสู่โลกเบื้องหลังอันเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยริบหรี่ พบเจอกับกลุ่มคนผู้เปี่ยมพลังในการเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

3,291
สถานะ : พบตัว / ส่งคืน

ครอบครัวหนึ่งลาออกจากงาน เดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทยเพื่อตามหาคนรักที่หายไป โดยมีเพียงกระดาษ A4 ที่พรินต์รูปคนสำคัญและความหวังที่จะพาเขานั้นกลับบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคคลสูญหายกว่า 2,346 ราย บุคคลนิรนามอีก 1,663 ราย ศพนิรนามอีก 2,848 ราย และตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันตามสถิติในหน้าเว็บไซต์ของ คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (ค.พ.ศ.)

ตัวเลขหลักพันประกอบจากชีวิตหลักหน่วยที่อาจเป็นได้ตั้งแต่คนชราผู้มีโรคอัลไซเมอร์ติดตัว ผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม เด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนจำอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรม

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงทำงานทั้งในแง่ประกาศคนหาย ประกาศคนนิรนาม ประกาศศพนิรนาม จนถึงพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งจากข้อมูล ลายนิ้วมือ ผลทันตกรรม ไปจนถึง DNA เพื่อช่วยในการทำคดี

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

เราขอฉายภาพให้เข้าใจก่อนว่า พวกเขามีภารกิจช่วยคนและศพ ประเทศไทยมี ‘คนหาย’ ที่ไม่แน่ใจในสถานะ พวกเขาคือคนที่ญาติแจ้งความกับตำรวจ และยินยอมเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ ‘สังคม’ ช่วยแจ้งเบาะแส 

ประเทศไทยมี ‘คนนิรนาม’ ที่ยังมีชีวิต แต่จำชื่อตนเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ถูกบ้างผิดบ้าง อีกทั้งบางคนเดินทางข้ามจังหวัด จนการตามหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ประเทศไทยมี ‘ศพนิรนาม’ จำนวนนับพันที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร บางคนมาในสถานะที่ญาติยังจดจำใบหน้าได้ และบางคนมาเพียงกระดูก ถึงอย่างนั้น นักนิติวิทยาศาสตร์ก็มองว่า กระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลก

แต่การนำคนหายและศพกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฐานข้อมูลคนหายในไทยยังกระจัดกระจายไม่รวมเป็นหนึ่ง บ้างไม่ถูกบันทึกลงระบบ ไหนจะเรื่องสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลที่คลุมเครือ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราไม่ทราบว่าญาติของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นใคร จะเปิดเผยข้อมูลลงเว็บให้ญาติมาหาก็ยังมีความก้ำกึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงควรมี พ.ร.บ. บุคคลสูญหาย บุคคลนิรนาม หรือศพไร้ญาติ เพื่อระบุข้อกำหนดให้ชัดเจนในการเก็บ DNA เผยแพร่ข้อมูล รวมถึงทำให้สังคมรู้ว่านี่คือธุระของทุกคน”

นอกจากมูลนิธิกระจกเงาผู้ทำงานด้านบุคคลสูญหายมายาวนาน ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบ CIR เพื่อให้ข้อมูลที่ญาติกรอกและข้อมูลที่หน่วยงานรับแจ้งจับคู่กันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงจัดระเบียบการฝังศพนิรนามในสุสานศพไร้ญาติ เพื่อให้พวกเขายังมีโอกาสกลับสู่ครอบครัว

“ในสุสานต่างจังหวัดไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เราเลยทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสว่างอริยะธรรมสถาน (เม่งเลี้ยง) และกลุ่มสหพุทธรรมสงเคราะห์ (พ้งเลี้ยง) เพื่อสร้างมาตรฐานการเก็บศพ กำหนดว่าเก็บไว้กี่ปี ระบุเงื่อนไขก่อนเผาทำลาย เราไม่อยากให้ถึงวันที่ญาติมา แล้วพบว่าคนในหลุมถูกเผาไปแล้ว 

“แล้วเรายังมีกรณีที่ญาติทราบว่าศพอยู่กับที่นี่ แต่ไม่มีเงินมารับกลับ ทางเราเองก็มีต้นทุนในการดำเนินงานจำกัดสวนทางกับจำนวนคนหาย ในอนาคตจึงมีแผนเปิดมูลนิธิของสถาบันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการเล่าพร้อมพาเราขึ้นไปยังห้องเก็บกระดูก เพื่อพบกับนฤมล นักนิติวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์กระดูก และส่งศพนิรนามกลับบ้าน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จุดเริ่มต้นจากคำถามของคุณหญิงพรทิพย์

“คิดว่าความรู้ของตัวเองมีประโยชน์อะไร ไหนลองบอกมา” คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ (ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและอาจารย์ในสมัยนั้น) ถามนฤมล

เธอเพิ่งส่งใบสมัครเข้าทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และถูกเรียกให้เข้าสัมภาษณ์ภายในไม่กี่วัน

“หนูรู้จักแค่โครงกระดูกมนุษย์และร่างกายมนุษย์ค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลย” เธอตอบ

“งั้นมาลองทำดูโดยใช้ความรู้ที่มี พี่กำลังต้องการความรู้นั้น”

นฤมลเป็นเด็กสายวิทย์ เรียนจบปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าทำงานเป็นนักรังสีเทคนิคในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาโทกายวิภาคศาสตร์ เพราะตนเองคล่องเรื่องกระดูกมนุษย์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความคิดของเธอ

“เพื่อนเคยแซวตอนเรียนปริญญาโทว่า จบแล้วไปทำงานกับอาจารย์พรทิพย์สิ เพราะเรามักเห็นท่านนั่งทานข้าวในโรงอาหาร เราไม่กลัวศพ เราไม่กลัวเลือด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเพื่อน

“พอจบกายวิภาคมา คนส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์ เราก็คิดอย่างนั้น จนไปเจอเว็บไซต์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประกาศรับคนจบปริญญาสาขาที่เราเรียนหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เราก็ส่งไปจนได้สัมภาษณ์กับอาจารย์พรทิพย์ในอีก 2 วันถัดมา”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

ยุคนั้นปริญญาโทกายวิภาคมีนักศึกษาเรียนจบน้อย ในรุ่นของนฤมลมีเพียง 2 คน เธอจึงกลายเป็นบุคลากรคุณภาพในวันที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ถึงขั้นที่คณะกรรมการคุยกันว่า โปรไฟล์นี้คือคนที่คุณหญิงต้องการ

“พอสัมภาษณ์เสร็จเราถามอาจารย์พรทิพย์ว่า หนูได้ไหมคะ ท่านบอกว่า มาทำงานได้เลย อาจารย์มอบหมายให้อยู่ศูนย์พิสูจน์บุคคลสูญหาย จนถึงวันนี้ 19 ปีแล้ว เราก็ยังทำงานที่นี่อยู่”

เข้างานวันแรก ๆ หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพและเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อค้นหากระดูก ฟังดูเหมือนง่าย แต่เส้นทางการทำงานที่แท้จริงขรุขระเสมอ เธอต้องขวนขวายอ่านหนังสือ ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และสอบชิงทุนเพื่อไปศึกษาการทำงานในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนที่ฮาวายใน Forensic Science Academy ห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยา (Central Identification Laboratory, Hawaii) ที่ดีที่สุดในโลก

“อาจารย์พรทิพย์เห็นความสำคัญเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพราะประเทศไทยในอดีตไม่มี กระดูกหรือศพเน่าจึงถูกละเลยเพราะไม่มีข้อมูล แต่ด้วยการขับเคลื่อนของอาจารย์และอีกหลายท่าน ไทยจึงได้ร่วมมือกับต่างประเทศ และตัวเองก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่จนมีความรู้ในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

Diary of Life

หากศพอยู่ในสภาพที่แพทย์ชันสูตรตรวจสอบอะไรต่อไม่ได้ ด่านต่อไปคือการค้นหาข้อมูลจากกระดูก หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพจากห้องแล้วนำไปสลายที่นครนายก เพื่อเอาเนื้อเยื่อออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงตรวจกระดูกอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอย ความผิดปกติ เช่น โรคและบาดแผลต่าง ๆ

“ไม่ใช่ทุกเคสที่มีกุญแจให้เราไข แต่บางเคสมี เช่น Defend Wound คนอาจยกแขนขึ้นมาป้องกันตัวจนเกิดรอยลึกบนกระดูก ถ้าพี่เห็นรอยแตกบนกระดูกเป็นรอยสันคมแนวขนาน แปลว่าอาจเกิดจากของมีคม

“หรือสมมติเจอกองเนื้ออยู่บนพื้น พี่เอามาตรวจแล้วเจอรูกลม ๆ บนกระดูก แปลว่าสาเหตุการตายอาจไม่ใช่รถทับ เพราะมีรอยกระสุน ใครบ้างจะปล่อยให้รถทับแล้วมายิงซ้ำ หรือเจอศพแล้วค่อยมายิง หากพี่ส่งสิ่งที่ตรวจเจอให้พนักงานสอบสวน อย่างน้อยเขาอาจเอาไปเป็นข้อมูลสำหรับทำคดีต่อได้” นฤมลเล่าประสบการณ์

ด้วยความที่คลุกคลีกับศพและกระดูกมานาน เพียงการมองด้วยตาเปล่าก็ทราบได้ว่านั่นคือกระดูกคนหรือสัตว์ เพราะฉะนั้น หากสงสัย โปรดส่งมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราจะนำกระดูกที่ได้ทั้งหมดมาเรียง เพื่อสร้าง Biological Profile ระบุเพศ อายุ เชื้อชาติ ส่วนสูง สาเหตุการตาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการหาคนหายและทำคดี อย่างกระดูกชิ้นนี้ที่มีเหล็กดามอยู่” เธอชี้

เหล็กที่ว่าเป็นข้อมูลพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลชิ้นสำคัญ หากทราบเพิ่มเติมว่าศพนี้เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 19 – 30 ปี มีเหล็กดามเข่า เจ้าหน้าที่จะลดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย โดยตีวงไปยังผู้สูญหายที่เพศ ช่วงอายุ ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลจากญาติตรงกัน

“จากที่มีข้อมูลคนสูญหายเพศชายในระบบ 100 คน อาจเหลือแค่ 20 คนที่ขาเจ็บ หากศพดามเหล็กที่ขาขวา อาจเหลือที่ตรงกันแค่ 5 คน หลังจากนั้นจะมีการ Confirm Test โดยนำญาติมาที่สถาบันฯ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน รูปพรรณสัณฐาน และข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ ถ้าเข้าข่ายจึงส่งไปตรวจ DNA”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ข้อมูล’ โดยเฉพาะข้อมูลจากญาติพี่น้อง หากใครมีประวัติทันตกรรมหรือประวัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลเอกซเรย์ ผ่าตัด หรือดามเหล็ก โปรดเก็บเอาไว้ให้ดี สิ่งนี้คือหลักฐานที่จะตามหาญาติของท่านจนพบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน
'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แล้วในคดีสำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจสอบไม่มีอคติในการทำงาน

นฤมลบอกว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักสากลที่เรียกว่า Blind Analysis คือเธอไม่ทราบข้อมูลของโครงกระดูกเลย ไม่ว่าจะประวัติ สำนวนคดี หรือสถานที่ที่พบ เพื่อปฏิบัติกับกระดูกทุกโครงอย่างเท่าเทียม

“สุดท้ายพี่จะรู้ข้อมูลเองเมื่อศพบอก สมมติ พี่เจอรากไม้ตามโพรงจมูก พี่จะเขียนลงในรายงานว่ามีรากไม้ ซึ่งอาจตรงกับคดีว่า ตำรวจไปเก็บมาจากป่า ขุดจากดิน หรืองมจากในน้ำ บางทีเราไปพลิกป่าหาเอง ได้มา 1 ชิ้นก็ถือว่าได้ แต่ข้อมูลจะน้อยกว่าได้มาทั้งโครง”

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้สอนเธอว่า กระดูกที่คนอื่นมองเป็นเพียงกระดูก แท้จริงแล้วคือสมุดบันทึกชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็เปิดอ่านได้

“แต่เราคือคนนั้น ใครเคยแขนหัก ขาหัก มันบันทึกอยู่ในกระดูก ต่อให้ผ่านไป 10 – 20 ปีมันก็จะถูกบันทึกอยู่อย่างนั้น พี่จะเห็นร่องรอย พี่จะรู้ว่าเขามีตัวตน แต่ถ้ากระดูกนี้ไปอยู่กับคนอื่น เป็นผู้เคราะห์ร้ายสักคนที่ล้มอยู่ที่ไหนสักแห่ง กระดูกของพวกเขาอาจกระจัดกระจาย ตัวตนแตกสลาย และหายไปตลอดกาล

“อะไรที่จะบอกกับประชาชนได้ คืออยากให้ช่วยแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อเก็บกระดูกที่คุณพบมาให้เรา ไม่ต้องกังวลว่านั่นจะเป็นกระดูกสัตว์แล้วใครจะว่าอะไร หากนั่นเป็นคนที่คุณรัก คุณก็คงคิดเหมือนกันว่าอยากเพิ่มโอกาสในการหาเขาให้เจอ”

'คนหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว' คุยกับทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการพาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จะรอวันได้พบเธอ

“พี่ทำงานนี้มา 19 ปี ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด แต่ก็หาเจอหลายเคส พี่ไม่ได้ไปคุยกับญาติเขาโดยตรง แต่ดีใจอยู่ข้างหลังทุกครั้งที่มีน้องมาบอกว่า เราได้คืนคนสำคัญให้ครอบครัว 

“มีจริง ๆ พ่อแม่ที่แข็งแรงดีเดินออกไปตลาด แต่หายไปเป็น 10 ปี บางคนความจำดีแต่ดันถูกรถเฉี่ยวจนหลงลืม ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ บางคนหนีออกมาเพราะจะกลับบ้าน แต่ดันหลงไปไกลกว่าเดิม ลูกหลานลาออกจากงานเพื่อตามหา หากเขารู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยชีวิตเขาก็ได้เดินต่อ อย่างน้อยเขาก็ได้พ่อแม่คืน

“กระดูกที่คุณเก็บมาให้เราตรวจ คุณรู้ไหมว่าเขาตามหากันขนาดไหน” นฤมลเล่าอย่างตั้งใจ

ภายในห้องเก็บกระดูกของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีกระดูกนิรนามรอคอยการกลับบ้านกว่า 1,600 โครง จาก 4 จังหวัดที่สถาบันรับผิดชอบ อาวุโสที่สุดอยู่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

“เรามีกลุ่มพิสูจน์อัตลักษณ์ที่ติดต่อกับญาติ กลุ่มบริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ กลุ่มห้องปฏิบัติการทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศพ และกลุ่มติดตามคนหายที่ทำงานกับทุกภาคส่วนทั้งตำรวจและโรงพยาบาล คือเก็บข้อมูลกับคนไข้เพื่อตามหาญาติเลย เราไม่อยากให้เขาจากไปแล้วค่อยเก็บข้อมูล เพราะหากเจอเร็วย่อมเป็นประโยชน์กว่า”

นอกจากความรู้สึก การตามหาคนหายและระบุตัวตนศพนิรนามยังเป็นเรื่องของการพิทักษ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะลบคำสบประมาท หาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย คืนความยุติธรรมในคดี รวมถึงมอบสิทธิอันชอบธรรมคืนให้กับครอบครัว ออกใบมรณบัตร สิ้นสุดคดี ยุติการชำระหนี้แทน 

“ทั้งหมดเป็นบริการประชาชน ตั้งแต่แจ้งหาย เก็บหลักฐาน เก็บ DNA จนถึงรับศพกลับบ้าน ไม่มีการเก็บค่าบริการทั้งคนหายและการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม เว้นแต่เป็นการตรวจที่ไม่ใช่ทางคดี

“การพาศพกลับบ้านอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ตาย แต่เป็นการทำเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วมาแจ้งเบาะแส เก็บกระดูกมาพิสูจน์ เราจะพาพวกเขากลับบ้าน”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load