เมื่อการสูญเสียเป็นอีกสเต็ปที่ทุกชีวิตต้องพบเจอ แต่เรามักหาความสุขเป็นตัวเลือกแรกเสมอ แล้วถ้ามีคนเผยความสูญเสียและโศกเศร้าเอาไว้อย่างงดงามละเมียดละไม ทำไมจะไม่ลองสัมผัสดูสักครั้ง

เรารู้จักงานของ ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ ครั้งแรกจากเรื่อง A Ripe Volcano (2011) มีคนบอกว่าไทกิคือคนทำหนังทดลอง แต่สำหรับเรา เขาคือศิลปินที่สร้างงานศิลปะผ่านสื่อภาพยนตร์ เรื่องนี้จัดฉายที่แกลเลอรี่แห่งหนึ่งบนจอขนาดใหญ่ 2 จอติดกัน ผู้ชมจะยืนดูและรู้สึกไปกับงานภาพและเสียงที่ทรงพลังอย่างมาก สร้างการจดจำจนทำให้ต้องตามดูงานต่อไปของเขา

ครั้งนี้ไทกิสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยหนังอีกแบบที่เราไม่คิดว่าเขาจะทำออกมา การสูญเสียเป็นเรื่องส่วนตัวและเปราะบางมาก มันยากเหลือเกินที่จะกลับไปรู้สึกเจ็บปวดกับเรื่องพวกนั้นได้อีก แต่ไทกิทำความเข้าใจและตีความออกมาเป็นผลงาน 2 ชิ้นในนิทรรศการ Until the Morning Comes ที่ศุภโชค ดิ อาร์ต เซนเตอร์

ภาพยนตร์สั้น 2 เรื่องคือ To the Memory of My Beloved (2018) และ Mental Traveller (2018) นำเสนอส่วนประกอบความทรงจำในอดีตผ่านเหตุการณ์ปัจจุบัน ที่สร้างบทสนทนาให้เราดำดิ่งสู่จักรวาลของโลกความเป็นจริงและโลกมายา ท่ามกลางบรรยากาศของเสียงที่แน่นหนักแต่ให้ความรู้สึกเบาโหวงล่องลอย ฝีมือโดยนักออกแบบและค้นคว้าทางเสียงชาวญี่ปุ่น ยะสึฮิโระ โมรินากะ (Yasuhiro Morinaga) ที่สร้างสรรค์งานด้วยกันมายาวนาน พร้อมชุดภาพถ่ายที่พรินต์ด้วยเทคนิคริโซ่กราฟ คราวนี้นั่งดูกับเก้าอี้เก่าที่ให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน จอใหญ่อลังการ และแอร์ไม่หนาวจนเกินไป

Until the Morning Comes Until the Morning Comes

Until the Morning Comes

To the Memory of My Beloved เป็นการประกอบกันของรูปถ่ายรวมหมู่ญาติพี่น้อง ชีวิตวัยเด็ก สภาพในบ้านที่มีรูปปั้นพระเยซูคริสต์และพระแม่มารี ภาพสมัยยังหนุ่มยังสาวของพ่อแม่ ดำเนินไปสู่พิธีกรรมที่โบสถ์คาทอลิก การรอคอยตั้งแต่แดดเช้าจนมืดค่ำ และหมู่แสงเทียนที่จุดขึ้นเป็นท้องทะเลแห่งการรำลึกผืนใหญ่บริเวณสุสาน ไทกิเล่าให้ฟังถึงผลงานชิ้นนี้ว่า

“ผมไปถ่ายทำพิธี Ash Wednesday หรือวันพุธรับเถ้า¹ ของชาวคริสต์ ซึ่งผมรู้จักคำนี้ครั้งแรกจากกลอนของ ที.เอส. เอเลียต ที่เขียนขึ้นในช่วงปลายชีวิต เขาปล่อยให้ภรรยาอยู่สถานบำบัดพักฟื้นทางจิตโดยไม่กลับไปเจอเธออีกเลย แต่ปมของภรรยากลับเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการเขียนกวีของเขา บทกลอน Ash Wednesday (1930) เป็นการตั้งคำถามถึงความเชื่อและความศรัทธาในบางอย่าง ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับความเชื่อของพ่อผมในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตที่ต้องการไถ่บาปที่อยู่ในใจ”

วิธีการซ้อนภาพและตัดภาพอย่างรวดเร็ว เป็นภาพอดีตสลับกับภาพปัจจุบันที่มีสีหน้าของผู้คน แววตา ความชรา เด็ก หนุ่มสาว ต้นไม้ที่ผ่านกาลเวลา แผ่นหินหลุมศพผุหัก เสียงของเข็มนาฬิกาที่เดินซ้ำๆ ถี่ๆ ประกอบกับเสียงเชลโลและเสียงสังเคราะห์อีกหลายชั้นซ้อนกัน เหมือนการรำลึกนึกทวนถึงความสูญเสีย บกพร่อง เว้าแหว่ง และการพรากจาก

Until the Morning Comes Until the Morning Comes

ในขณะที่ Mental Traveller เป็นบรรยากาศของห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาลจิตเวช ถ้าคนภายนอกมองเข้าไปต้องรู้สึกถึงความอึดอัด ปราศจากอิสรภาพ แต่ดูเหมือนพวกเขาก็แค่อยู่ในโลกของตัวเอง ยืนและนั่ง นอนแล้วตื่น เหมือนไม่มีพันธะเวลา ไม่มีการล็อกแขนขาพันธนาการ เหมือนการใช้ชีวิตตามปกติ

“จริงๆ หมอบอกว่าคนที่เข้าไปเขาต้องการการพักผ่อน การไปอยู่ในนั้นเหมือนกำแพง เป็นเกราะป้องกันเขาจากโลกภายนอกหรือความเป็นจริงบางอย่าง เขาสบายใจ รู้สึกปลอดภัยเวลาไปอยู่ตรงนั้น พอผมไปถึงก็ยังไม่ถ่ายทำทันที ไปปรากฏตัวก่อน มันเหมือนมีการตอบรับพลังงานกันจนคุ้นเคย ไม่ต้องอธิบายว่าเราเป็นใคร มาทำอะไร พอเขาเห็นเรานานขึ้นก็เชื่อใจ เหมือนเขาอนุญาตโดยไม่ต้องใช้คำพูด เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีมากที่ได้ไปถ่ายทอดความรู้สึกในพื้นที่ตรงนั้น รู้สึกมีความสุข แล้วก็ได้ทำความเข้าใจกับความเจ็บป่วยของคนใกล้ตัว งานชิ้นนี้จึงเหมือนเป็นที่ระลึก เป็นของขวัญ”

Until the Morning Comes Until the Morning Comes

ไทกิเล่าที่มาของการทำงานทั้งสองชิ้นให้ฟังต่อ “มันเป็นชีวิตในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เริ่มจากอุบัติเหตุของแฟนเก่าที่ตกม้าและอยู่ในภาวะใกล้ตาย ต้องรักษาตัวเป็นปีๆ ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เห็นความตายที่อยู่ต่อหน้า ไม่นานพ่อก็เริ่มป่วยจากภาวะสมองเสื่อม (Dementia) กลับไปกลับมาระหว่างโลกความเป็นจริงและอีกโลกหนึ่ง ต่อมาแม่ต้องผ่าตัดใหญ่ แล้วเราเป็นคนดูแล และมาช่วงหลังเพื่อนก็เล่าปมชีวิตของเขา ส่วนนักศึกษาที่เราสอนก็มีอาการซึมเศร้าและไบโพลาร์ เรารู้สึกว่าคนเหล่านั้นกล้าหาญมากที่เล่าให้ฟัง เหมือนได้เยียวยากัน ผมเลยอยากทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นผ่านการสร้างงาน”

Until the Morning Comes

ภาพยนตร์ทั้งสองไม่มีเส้นเรื่อง ไม่มีจุดจบ แต่ลักษณะของตัวงานกลับทำให้ผู้ชมต้องมนตร์สะกด ชล เจนประภาพันธ์ ภัณฑารักษ์ เล่าว่า “ภาพและเสียงของงานจะทำงานกับสมองเหมือนสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น บรรยากาศคล้ายความฝัน อย่างเรื่อง Mental Traveller ถ้าฟังเสียงดีๆ บางทีจะงงว่าเสียงมาจากทางไหน เล่นกับการรับรู้ของคนดู การตัดต่อภาพก็ใช้เทคนิคค่อยๆ ซ้อนภาพขึ้นมา การดูหนังของไทกิจึงพ้นไปจากเดิมที่พอดูจบจะรู้สึกสนุก จำพล็อตได้ แต่กลับไปสู่การใช้ไวยากรณ์พื้นฐานของหนังที่สำคัญที่สุดคือ ภาพและเสียง”

ไทกิมีผลงานที่เป็นที่รู้จักมากมาย เช่น A Ripe Volcano (2011), Time of the Last Persecution (2012), The Age of Anxiety (2013), Trouble in Paradise (2017)² ความสนใจในงานศิลปะและดนตรีอย่างงานของ ไบรอัน วิลสัน (Brian Wilson) จากวงเดอะบีชบอยส์ และผลงาน Symphonie fantastique ของคีตกวีชาวฝรั่งเศส หลุยส์-แอ็กตอร์ แบร์ลีโยซ (Louis-Hector Berlioz) ที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งโลกจริง-โลกเสมือนและประสบการณ์หลอน (Psychedelic Experience) เป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากสร้างงานที่ออกไปสู่พื้นที่การทำงานของจิตใต้สำนึก

“ภาพที่เอามาใช้ไม่จำเป็นต้องเป็นภาพที่สวยก็ได้ ภาพไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในเฟรมที่เราถ่ายเท่านั้น แต่มันรวมถึงสิ่งที่อยู่นอกเฟรมด้วย เช่น ตอนโคลสอัพมือคนป่วย ดูเหมือนเขากำลังวาดบางอย่าง แต่จริงๆ คนดูงานจะเห็นสิ่งที่กล้องไม่ได้ถ่ายไว้ คนดูจะสร้างภาพอย่างอื่นในหัวขึ้นมาด้วย” ไทกิเล่าถึงภาพมือคนป่วยที่ไม่สมบูรณ์ ฝ่าเท้าแห้งแตกเป็นร่องลึก การหมุนของพัดลมเพดาน แต่ละภาพค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างช้าๆ สู่อีกภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่ง อีกรูปและอีกรูป

Until the Morning Comes

ที่ผ่านมา เราจะเห็นภาพยนตร์ทดลองของไทกิมีทั้งพฤติกรรมของคน การทำงานของเครื่องจักร สภาพแวดล้อมของการเฝ้ามอง รวมถึงจุดเล็กจุดน้อยของสภาพสิ่งของและสถานที่ งานชิ้นนี้ไทกินำเสนอเทียบเคียง (Juxtaposition) จัดวางองค์ประกอบชิ้นส่วนของอดีตและเรื่องส่วนตัวผ่านเหตุการณ์ปัจจุบัน ภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่งเชิงนามธรรม เปรียบเปรยสภาวะอารมณ์และชีวิตเหมือนบทกวี โดยใช้ภาพและเสียงที่สร้างความขัดแย้งและชวนตั้งคำถาม ลวงให้เราตกลงในภวังค์ ไม่ให้ความหมายที่แน่ชัดแต่สร้างความรู้สึกตกตะกอนนอนก้นอยู่ระดับภายในจิตใจ

คนเจ็บ คนป่วย คนตาย ไม่ได้มีแต่แง่มุมทดท้อหดหู่ นิทรรศการนี้แสดงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของชีวิต กิริยาท่าทาง สภาพแวดล้อม ทุกอย่างมีแง่งามของในตัวเองที่ซ่อนไว้เสมอ กลายเป็นว่าเปิดมิติประสบการณ์มากกว่าเรื่องพวกนั้นเสียอีก

Until the Morning Comes

อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่จบแบบเศร้านิดๆ คงไม่ใช่ตัวเราเท่าไหร่ การพาตัวเองกลับไปเผชิญหน้ากับความโศกเศร้าและสูญเสียของไทกิสำหรับเราได้ช่วยขยายความหมายบางประโยคในหนังสือ De Profundis³ ของออสการ์ ไวลด์ ที่เขียนเอาไว้

“ความจริงในศิลปะคือเอกภาพของสิ่งหนึ่งกับตัวมันเอง เมื่อสิ่งที่ปรากฏภายนอกเป็นการแสดงออกของสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน ทำให้วิญญาณมีตัวตนและกายมีชีวิต ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีความจริงใดเทียบได้กับความเศร้า”

* นิทรรศการ Until the Morning Comes โดยไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ จัดแสดงที่ศุภโชค ดิ อาร์ต เซนเตอร์ ซอยสุขุมวิท 39 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2561 Facebook | นิทรรศการ: Until the Morning Comes

ขอขอบคุณ: Courtesy S.A.C. Subhashok The Arts Centre & Taiki Sakpisit, 2018

1 วันพุธรับเถ้า เป็นวันเริ่มต้นของเทศกาลมหาพรตของชาวคาทอลิก เป็นการเตรียมสำหรับการเฉลิมฉลองการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระเยซูเจ้าหรือสมโภชปัสกาที่นับจากวันนี้ไปอีก 40 วัน โดยการจำศีล อดเนื้อ อดอาหาร ภาวนา และให้ทาน ดำเนินชีวิตให้บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ตามแบบอย่างชีวิตของพระเยซู
2 ชมตัวอย่างผลงานบางส่วนของไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์
A Ripe Volcano (2011) ที่ https://vimeo.com/146745121
Time of the Last Persecution (2012) ที่ https://vimeo.com/146759477
The Age of Anxiety (2013) ที่ https://vimeo.com/146754158
3 หนังสือ De Profundis ที่ใดมีความเศร้า เขียนโดย ออสการ์ ไวลด์ แปลโดย รติพร ชัยปิยะพร สำนักพิมพ์ฟรีฟอร์ม

Writer

สุพรรณี สงวนพงษ์

บรรณาธิการและคอลัมนิสต์ ร่วมทำสำนักพิมพ์ P.S. ที่ขายหนังสือไซส์เอสว่าด้วยความรู้สึก ความรัก และความสัมพันธ์ เขียนหลายอย่างทั้งเรื่องเด็ก พ่อแม่ วัยรุ่น คนแก่ สุขภาพ วิชาการ ชอบดูงานศิลปะ อ่านหนังสือ เดินทาง ชอบภูเขาและชนบท

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

* บทความเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ Petite Maman

Petite Maman มีความหมายตรงตัวว่า ‘Little Mama’ หรือคุณแม่ตัวน้อย ก่อนที่ผู้กำกับ เซลีน เซียมมา (Céline Sciamma) จะได้ฝากผลงานอันตราตรึงอย่าง Portrait of a Lady on Fire ไปเมื่อปี 2019 ไอเดียสร้างหนัง Petite Maman นั้นมีมาก่อนครับ มันว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหญิง 2 คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ช่วยกันสร้างกระท่อมเล็ก ๆ กลางป่า ก่อนที่ทั้งสองจะพบว่า คนหนึ่งเป็นแม่ และคนหนึ่งเป็นลูกของอีกคน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อยายของเด็กหญิง Nelly วัย 8 ขวบเสียชีวิต เธอและ Marion ผู้เป็นแม่กับพ่อของเธอต้องไปเคลียร์ข้าวของในบ้านที่แม่โตมา แต่แล้วหลังจากที่จู่ ๆ แม่ของเธอหายไปโดยไม่บอกไม่กล่าว กลับเกิดการบิดเบือนของ Time & Space ด้วยสาเหตุใดก็ไม่อาจทราบได้ ทำให้ Nelly ได้ย้อนเวลาไปพบกับ Marion ตอนอายุเท่ากัน เกิดเป็นสายใยของเด็กหญิง 2 คนที่กาลเวลาไม่อาจสั่นคลอนได้

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หนังเรื่องนี้กับผลงานของผู้กำกับคนเดียวกันอย่าง Portrait of a Lady on Fire คล้ายกันในเรื่องการพูดถึงสายสัมพันธ์ของเพศหญิง แม้เรื่องหนึ่งจะเล่าเรื่องความรักเชิงสวาทของหญิง 2 คน ส่วนอีกเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักเชิงครอบครัว แต่หนังทั้งสองเรื่องเหมือนกันตรงที่ ‘รักโดยไม่มีเงื่อนไขและอยู่นอกกฎเกณฑ์ที่ตีกรอบ’ และความรักของเด็กหญิง Nelly และ Marion ใน Petite Maman ก็ดูจะเป็นเช่นนั้นครับ แต่เป็นกรอบเวลาสถานที่ที่ไม่ถูกตีเส้นและเขียนเองได้ด้วยสีเทียน ในขณะที่ Portrait of a Lady on Fire พูดถึงกรอบค่านิยม แนวคิด และจารีต ที่ถูกตีเส้นโดยสังคม

พอพูดแบบนี้แล้วหลายคนอาจเข้าใจว่า Céline Sciamma เป็นคนหัวขบถที่อยากท้าทายการถูกตีกรอบในอะไรบางอย่างเสมอ เมื่อดูจากทั้งสองเรื่องและผลงานที่เธอเคยเขียนบทอย่าง Tomboy แล้วก็คงต้องบอกว่า ค่อนข้างธรรมชาติในการท้าทายธรรมเนียมพอสมควรครับ แต่เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หากจะเรียกให้ถูก ต้องเรียกว่าเป็น ‘ความปรารถนาภายใน’ อันไม่พึ่งพิงและไม่อ้างอิงต่อกรอบใด ๆ มากกว่า 

นี่คือข้อสรุปจากการสังเกตว่าตัวละครในหนังของผู้กำกับคนนี้ ไม่ได้เป็นตัวละครที่ต้องการเอาชนะหรือโค่นล้มระบบ เป็นเพียงคนธรรมดาที่ต้องการใช้ชีวิตด้วยสัญชาตญาณและเชื่อในความรู้สึกตัวเอง เท่านั้นเองครับ

ทำให้เดาว่านี่แหละมั้งครับ ที่ทำให้ผมถึงแม้จะเป็นมนุษย์เพศชาย แต่ด้วยการนำเสนอความต้องการของตัวละครที่แค่อยากเป็น ‘คนธรรมดาที่มีความสุข’ ผ่านการเรียงร้อยด้วยการเล่าเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป การถ่ายทอดด้วยการเขียนและกำกับที่กำลังดี ไม่ขาด ไม่เกิน ผ่านไดอะล็อกและฉากที่เรียบง่าย และการให้ความสำคัญกับการแคสต์นักแสดง ทำให้รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครที่เป็นแม่กับลูกสาวคู่นี้ได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหนังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมีชีวิตอยู่ และการที่มันถูกสะบั้นลงด้วยความตาย ซึ่งเราทุกคนต่างก็ต้องเผชิญด้วยแล้ว

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หลังจากดูจบไปส่องหาข้อมูลมา พบว่ามีการระบุว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่า-แฟนตาซี แต่ผมกลับมองว่า มันเป็นหนังไซไฟที่ใช้เรื่องกาลเวลาและสถานที่มาบอกเล่าประเด็นความสัมพันธ์ของสองแม่ลูก ราวกับต้องการจะบ่งบอกว่าสิ่งนี้อยู่เหนือกาลเวลาและเงื่อนไข หรือเป็นประโยคที่เราเคยได้ยินกันมานักต่อนักแล้วอย่าง ‘รักเหนือกาลเวลา’ ด้วยฟิลเตอร์หน้าเลนส์ที่เป็นเด็กหญิงสุดน่ารัก 2 คน น่ารักเสียจนดูไปเผลอยิ้มไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนหนังจะเกี่ยวกับอดีตของอีกคนและอนาคตของอีกคน แต่ที่จริงแล้ว ทั้งหมดคือปัจจุบันที่ส่งผลถึงกันและกัน เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่ง โมเมนต์หนึ่งที่ได้เผชิญ

ก่อนที่อีกไม่ช้ามันก็จะผ่านไป

Petite Maman จึงเป็นการบอกเล่ากรณีที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ทั้งสายสัมพันธ์ 2 ทาง หรือ ‘ความสัมพันธ์ประเภทแม่-ลูก’ โดยจับทั้งคู่มาอยู่ในสถานะที่เท่ากัน เหลือแต่ความรู้สึกที่มีให้กันแบบบริสุทธิ์แบบที่เด็ก ๆ มีให้กัน กับความสัมพันธ์ 3 ทาง คือ ‘แม่-ลูก-ยาย’ ที่ทั้งสองเป็นเพื่อนกัน และยายผู้ล่วงลับที่ยังมีชีวิตอยู่ (ในขณะนั้นมีสถานะเป็นแม่) โดยพูดถึงการกอบโกยช่วงเวลาที่มี เพื่อคิด เพื่อทำ เพื่อรู้สึก ก่อนจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้อีก เพื่อให้ช่วงเวลาที่กำลังจะกลายเป็นอดีตนี้ เป็นช่วงเวลาที่มีค่า มีความหมาย และไม่ได้เป็นช่วงเวลาปัจจุบันของทั้งคู่ที่แค่ผ่านมาและผ่านไป

ซึ่งนั่นทำให้ความสงสัยในเงื่อนไขของการมาเจอกันอันผิดธรรมชาตินี้ เป็นสิ่งที่ถูกรองไว้ด้านล่างและจางหายไปโดยปริยาย เพราะหนังค่อนข้างชัดเจนมาก ๆ ครับว่า ต้องการให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุด

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

แม้หนังจะยาวเพียง 1 ชั่วโมง 12 นาที แบบที่เรียกได้ว่าสั้นกว่าซีรีส์บางเรื่องในสมัยนี้เสียอีก แต่ก็ใช้เวลาได้คุ้มค่าและสื่อเนื้อหาสำคัญอย่างครบถ้วนแบบไม่อืดไม่ยืด หรือจริง ๆ คงต้องพูดว่า Run Time เท่านี้ของหนัง หมายความว่า ผู้กำกับรู้ว่าตัวเองต้องการจะเล่าอะไร เมื่อเนื้อหามีเท่านี้ ใช้เวลาเท่านี้ก็พูดได้ครบแล้ว Petite Maman จึงเป็นหนังที่กินแล้วอิ่มท้องแบบกำลังดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ไม่จุกหรือไม่รู้สึกหิวจนต้องหาขนมขบเคี้ยวมาเสริมพื้นที่ว่างของกระเพาะอีก

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าประทับใจคือความน่ารักของสองฝาแฝด Identical Twins คือน้อง Joséphine Sanz ที่รับบทเป็น Nelly และ Gabrielle Sanz ที่รับบทเป็น Marion ทั้งสองคนเลือกมาจากการที่ Céline Sciamma ตั้งโจทย์ไว้อย่างหนักแน่นว่า ทั้งสองตัวละครต้องรับบทโดยนักแสดงที่เป็นพี่น้องกันเท่านั้น เพราะสายใยพี่น้องจากนอกจอหรือชีวิตจริง หรือเคมีของผู้ข้องเกี่ยวกันทางสายเลือดของเด็กหญิงทั้งสอง จะแปรเปลี่ยนมาเป็นเคมีแม่ลูกที่น่าเชื่อถือบนหน้าจอได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

นอกจากนี้แล้ว ความน่าสนใจที่สุดของ Petite Maman คือการที่เรามองหนังได้ 2 แบบครับ

แบบแรกคือมองทุกอย่างอย่างที่มันเป็น คือเด็กหญิง Nelly หลุดเข้าไปในป่า เจอแม่ตัวเอง และเกิดเป็นสายสัมพันธ์แม่-ลูก ที่กลายเป็นเพื่อนกัน โดยมีรายละเอียดที่ผมอยากให้ผู้อ่านไปสัมผัสความอบอุ่นหัวใจกันเอง แต่อีกแบบคือแบบที่ผมมองว่าน่าสนใจไปอีกทาง นั่นคือมองแบบสัญลักษณ์ ว่าทั้งหมดเป็นการเดินทางภายในจิตใจ เป็นการ Revisit Good Old Memories และที่เราเห็นคือภาพจำลองสายสัมพันธ์ของการที่ ‘แม่ลูกเปิดอกคุยกันถึงอดีต สนิทกันมากขึ้น หลังความตายของยาย’ เท่านั้นเอง

หากมองแบบที่ 2 จะกลายเป็นว่า การที่สองแม่ลูกเดินทางไประลึกความหลังในบ้านที่ Marion (แม่) เติบโตมา คือการที่แม่เริ่มเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวัยเด็กของเธอ จากการนึกถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้กับแม่ตัวเอง (ยาย) และเล่าให้ลูกฟัง จนก่อร่างสร้างตัวในหัวของเด็กน้อยอย่างชัดเจนว่า ที่บ้านแม่ตรงนี้เป็นแบบนี้ ยายตอนยังมีชีวิตอยู่เป็นแบบนี้ สมุดการบ้านแม่เป็นแบบนี้ และกลายเป็นว่าคนแม่ไม่เคยจากไปไหนเลยตลอดทั้งเรื่อง เพียงแต่พอเล่าย้อนกลับไป เธอเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กตอนวัยเท่า Nelly (คนลูก) อีกครั้ง

ทั้งหมดนี้จะทำให้สำหรับ Marion แล้ว ตัวละครพ่อที่ไปด้วยและพบเจอ Nelly คือการวาดภาพสามีและลูกในอนาคตของ Marion เอง ว่าอยากมีลูกตอนอายุเท่านี้ สามีหน้าตาประมาณนี้ และได้ลูกสาววัยเท่านี้ ในขณะเดียวกัน ฝั่งของ Nelly มีการเปิดอกนำไปสู่การสนิทกันมากขึ้นของสองแม่ลูก จนทั้งคู่สนิทกันเหมือน ‘เพื่อน’

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

สิ่งที่ทำให้คิดเช่นนั้น เพราะในเรื่องจะมีฉากหนึ่งที่ Marion บอก Nelly ว่า “หากต้องการเห็นอะไรในความมืด ปิดไฟ จากนั้นรอสายตาปรับตัวก่อน เราจึงจะเห็นเสือดำที่ปลายเตียง” อาจฟังดูย้อนแย้งที่มืดแล้วเห็น แต่เพราะความมืดช่วงแรกมีแต่ความมืดที่มืดสนิท แต่พอสายตาปรับตัว แม้ยังมืดอยู่ เราก็จะสามารถ ‘จินตนาการ’ และคิดเป็นตุเป็นตะได้มากขึ้น การสูญเสียยายเองก็คงไม่ต่างอะไรกับการเผชิญกับความมืด และสายตาที่ค่อย ๆ ปรับตัวได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

เมื่อมองแบบนี้แล้ว อาจตอบคำถามได้ว่า ทำไมแทนที่จะเป็น ‘ไซไฟ’ หนังกลับถูกระบุว่าเป็น ‘แฟนตาซี’ ที่บ่อยครั้งมักจะเป็นคำนิยามหนังที่เกี่ยวกับจินตนาการ สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องตีความเป็นการเดินทางภายในหัวของเด็กคนหนึ่ง โดยสะท้อนถึงความคิด ความตั้งใจ ความกลัว และความปรารถนาเบื้องลึก อย่างหนังเรื่อง Bridge to Terabithia (2007) หรือ Where the Wild Things Are (2009)

การมองว่าเป็นหนังแฟนตาซี จินตนาการยังชวนคิดเชิงสัญลักษณ์ในรูปแบบนี้ได้เช่นกันครับว่า บ้านหลังนั้นคือบ้านจริง ๆ ที่ไปขนของ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในป่ากับบ้านในช่วงเวลาอดีต คือสัญลักษณ์ของความจริงและความทรงจำตามลำดับ โดยมีสถานที่ตรงกลางคือกระท่อมกลางป่าที่เด็กหญิงทั้งสองช่วยกันสร้างขึ้นให้เป็นเรื่องราว ที่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักจนสนิทสนมกันมากขึ้น หรือมองว่ากระท่อมคือบ้านขนาดเล็ก ที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ของเด็กก็ได้เหมือนกัน

เมื่อมีผู้จากไป การเคลียร์ข้าวของคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ว่า เราต้องใช้แรงและเวลาขนาดไหนในการทำสิ่งนี้ แต่มันคือเรื่องที่ว่าในระหว่างทาง ข้าวของพวกนั้นมีความหมายแค่ไหนและทำให้เราระลึกถึงอดีตได้มากน้อยเพียงใด การกลับไปหาสิ่งเหล่านี้อีกครั้งและการจัดบ้าน กระตุ้นให้เรานึกถึงและพูดถึงว่า กาลเวลากับตัวเราที่ไหลผ่านรอบ ๆ มันไม่ต่างอะไรกับการย้อนอดีตด้วยจิตใจ ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘Mental Time Travel’

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะมองหนังเป็นแบบไหน ผมมองว่าหนังเรื่องนี้ให้คุณค่าแบบ Double Cheese Burger ครับ คือกัดไป 1 คำ ได้กินเนื้อและชีสทั้งสองชั้นพร้อมกัน (น่าจะมีคนคิดว่าผมเป็นสายหิวแน่ ๆ เพราะเปรียบเทียบด้วยการกินตั้ง 2 ครั้ง แต่แบบนี้จะเห็นภาพที่สุด) โดยเบอร์เกอร์มีชื่อเมนูว่า ‘Petite Maman’ ที่รังสรรค์โดย Céline Sciamma เชฟเมืองน้ำหอม และมีความอร่อยที่ Juicy กำลังดีด้วยเนื้อ ผักและซอสที่มีชื่อว่า ‘บท ไดอะล็อก และการกำกับ’ และเมื่อนำชื่อเมนูมาแปลและแยกเป็น 2 คำ จะได้เป็น Little หรือ เจ้าหนู Nelly กับ Mama หรือเจ้าหนู Marionดูจบแล้ว เป็น 1 ชั่วโมงกว่าที่ทำให้อมยิ้มและอิ่มเอมมาก ๆ ครับ สำหรับผมแล้ว Petite Maman ไม่ใช่หนังดราม่าเลย แต่คือหนัง Coming of Age ของคำว่าแม่-ลูก ที่ต้องเติบโตขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อจะมูฟออนและใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load