เมื่อการสูญเสียเป็นอีกสเต็ปที่ทุกชีวิตต้องพบเจอ แต่เรามักหาความสุขเป็นตัวเลือกแรกเสมอ แล้วถ้ามีคนเผยความสูญเสียและโศกเศร้าเอาไว้อย่างงดงามละเมียดละไม ทำไมจะไม่ลองสัมผัสดูสักครั้ง

เรารู้จักงานของ ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ ครั้งแรกจากเรื่อง A Ripe Volcano (2011) มีคนบอกว่าไทกิคือคนทำหนังทดลอง แต่สำหรับเรา เขาคือศิลปินที่สร้างงานศิลปะผ่านสื่อภาพยนตร์ เรื่องนี้จัดฉายที่แกลเลอรี่แห่งหนึ่งบนจอขนาดใหญ่ 2 จอติดกัน ผู้ชมจะยืนดูและรู้สึกไปกับงานภาพและเสียงที่ทรงพลังอย่างมาก สร้างการจดจำจนทำให้ต้องตามดูงานต่อไปของเขา

ครั้งนี้ไทกิสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยหนังอีกแบบที่เราไม่คิดว่าเขาจะทำออกมา การสูญเสียเป็นเรื่องส่วนตัวและเปราะบางมาก มันยากเหลือเกินที่จะกลับไปรู้สึกเจ็บปวดกับเรื่องพวกนั้นได้อีก แต่ไทกิทำความเข้าใจและตีความออกมาเป็นผลงาน 2 ชิ้นในนิทรรศการ Until the Morning Comes ที่ศุภโชค ดิ อาร์ต เซนเตอร์

ภาพยนตร์สั้น 2 เรื่องคือ To the Memory of My Beloved (2018) และ Mental Traveller (2018) นำเสนอส่วนประกอบความทรงจำในอดีตผ่านเหตุการณ์ปัจจุบัน ที่สร้างบทสนทนาให้เราดำดิ่งสู่จักรวาลของโลกความเป็นจริงและโลกมายา ท่ามกลางบรรยากาศของเสียงที่แน่นหนักแต่ให้ความรู้สึกเบาโหวงล่องลอย ฝีมือโดยนักออกแบบและค้นคว้าทางเสียงชาวญี่ปุ่น ยะสึฮิโระ โมรินากะ (Yasuhiro Morinaga) ที่สร้างสรรค์งานด้วยกันมายาวนาน พร้อมชุดภาพถ่ายที่พรินต์ด้วยเทคนิคริโซ่กราฟ คราวนี้นั่งดูกับเก้าอี้เก่าที่ให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน จอใหญ่อลังการ และแอร์ไม่หนาวจนเกินไป

Until the Morning Comes Until the Morning Comes

Until the Morning Comes

To the Memory of My Beloved เป็นการประกอบกันของรูปถ่ายรวมหมู่ญาติพี่น้อง ชีวิตวัยเด็ก สภาพในบ้านที่มีรูปปั้นพระเยซูคริสต์และพระแม่มารี ภาพสมัยยังหนุ่มยังสาวของพ่อแม่ ดำเนินไปสู่พิธีกรรมที่โบสถ์คาทอลิก การรอคอยตั้งแต่แดดเช้าจนมืดค่ำ และหมู่แสงเทียนที่จุดขึ้นเป็นท้องทะเลแห่งการรำลึกผืนใหญ่บริเวณสุสาน ไทกิเล่าให้ฟังถึงผลงานชิ้นนี้ว่า

“ผมไปถ่ายทำพิธี Ash Wednesday หรือวันพุธรับเถ้า¹ ของชาวคริสต์ ซึ่งผมรู้จักคำนี้ครั้งแรกจากกลอนของ ที.เอส. เอเลียต ที่เขียนขึ้นในช่วงปลายชีวิต เขาปล่อยให้ภรรยาอยู่สถานบำบัดพักฟื้นทางจิตโดยไม่กลับไปเจอเธออีกเลย แต่ปมของภรรยากลับเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการเขียนกวีของเขา บทกลอน Ash Wednesday (1930) เป็นการตั้งคำถามถึงความเชื่อและความศรัทธาในบางอย่าง ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับความเชื่อของพ่อผมในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตที่ต้องการไถ่บาปที่อยู่ในใจ”

วิธีการซ้อนภาพและตัดภาพอย่างรวดเร็ว เป็นภาพอดีตสลับกับภาพปัจจุบันที่มีสีหน้าของผู้คน แววตา ความชรา เด็ก หนุ่มสาว ต้นไม้ที่ผ่านกาลเวลา แผ่นหินหลุมศพผุหัก เสียงของเข็มนาฬิกาที่เดินซ้ำๆ ถี่ๆ ประกอบกับเสียงเชลโลและเสียงสังเคราะห์อีกหลายชั้นซ้อนกัน เหมือนการรำลึกนึกทวนถึงความสูญเสีย บกพร่อง เว้าแหว่ง และการพรากจาก

Until the Morning Comes Until the Morning Comes

ในขณะที่ Mental Traveller เป็นบรรยากาศของห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาลจิตเวช ถ้าคนภายนอกมองเข้าไปต้องรู้สึกถึงความอึดอัด ปราศจากอิสรภาพ แต่ดูเหมือนพวกเขาก็แค่อยู่ในโลกของตัวเอง ยืนและนั่ง นอนแล้วตื่น เหมือนไม่มีพันธะเวลา ไม่มีการล็อกแขนขาพันธนาการ เหมือนการใช้ชีวิตตามปกติ

“จริงๆ หมอบอกว่าคนที่เข้าไปเขาต้องการการพักผ่อน การไปอยู่ในนั้นเหมือนกำแพง เป็นเกราะป้องกันเขาจากโลกภายนอกหรือความเป็นจริงบางอย่าง เขาสบายใจ รู้สึกปลอดภัยเวลาไปอยู่ตรงนั้น พอผมไปถึงก็ยังไม่ถ่ายทำทันที ไปปรากฏตัวก่อน มันเหมือนมีการตอบรับพลังงานกันจนคุ้นเคย ไม่ต้องอธิบายว่าเราเป็นใคร มาทำอะไร พอเขาเห็นเรานานขึ้นก็เชื่อใจ เหมือนเขาอนุญาตโดยไม่ต้องใช้คำพูด เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีมากที่ได้ไปถ่ายทอดความรู้สึกในพื้นที่ตรงนั้น รู้สึกมีความสุข แล้วก็ได้ทำความเข้าใจกับความเจ็บป่วยของคนใกล้ตัว งานชิ้นนี้จึงเหมือนเป็นที่ระลึก เป็นของขวัญ”

Until the Morning Comes Until the Morning Comes

ไทกิเล่าที่มาของการทำงานทั้งสองชิ้นให้ฟังต่อ “มันเป็นชีวิตในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เริ่มจากอุบัติเหตุของแฟนเก่าที่ตกม้าและอยู่ในภาวะใกล้ตาย ต้องรักษาตัวเป็นปีๆ ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เห็นความตายที่อยู่ต่อหน้า ไม่นานพ่อก็เริ่มป่วยจากภาวะสมองเสื่อม (Dementia) กลับไปกลับมาระหว่างโลกความเป็นจริงและอีกโลกหนึ่ง ต่อมาแม่ต้องผ่าตัดใหญ่ แล้วเราเป็นคนดูแล และมาช่วงหลังเพื่อนก็เล่าปมชีวิตของเขา ส่วนนักศึกษาที่เราสอนก็มีอาการซึมเศร้าและไบโพลาร์ เรารู้สึกว่าคนเหล่านั้นกล้าหาญมากที่เล่าให้ฟัง เหมือนได้เยียวยากัน ผมเลยอยากทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นผ่านการสร้างงาน”

Until the Morning Comes

ภาพยนตร์ทั้งสองไม่มีเส้นเรื่อง ไม่มีจุดจบ แต่ลักษณะของตัวงานกลับทำให้ผู้ชมต้องมนตร์สะกด ชล เจนประภาพันธ์ ภัณฑารักษ์ เล่าว่า “ภาพและเสียงของงานจะทำงานกับสมองเหมือนสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น บรรยากาศคล้ายความฝัน อย่างเรื่อง Mental Traveller ถ้าฟังเสียงดีๆ บางทีจะงงว่าเสียงมาจากทางไหน เล่นกับการรับรู้ของคนดู การตัดต่อภาพก็ใช้เทคนิคค่อยๆ ซ้อนภาพขึ้นมา การดูหนังของไทกิจึงพ้นไปจากเดิมที่พอดูจบจะรู้สึกสนุก จำพล็อตได้ แต่กลับไปสู่การใช้ไวยากรณ์พื้นฐานของหนังที่สำคัญที่สุดคือ ภาพและเสียง”

ไทกิมีผลงานที่เป็นที่รู้จักมากมาย เช่น A Ripe Volcano (2011), Time of the Last Persecution (2012), The Age of Anxiety (2013), Trouble in Paradise (2017)² ความสนใจในงานศิลปะและดนตรีอย่างงานของ ไบรอัน วิลสัน (Brian Wilson) จากวงเดอะบีชบอยส์ และผลงาน Symphonie fantastique ของคีตกวีชาวฝรั่งเศส หลุยส์-แอ็กตอร์ แบร์ลีโยซ (Louis-Hector Berlioz) ที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งโลกจริง-โลกเสมือนและประสบการณ์หลอน (Psychedelic Experience) เป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากสร้างงานที่ออกไปสู่พื้นที่การทำงานของจิตใต้สำนึก

“ภาพที่เอามาใช้ไม่จำเป็นต้องเป็นภาพที่สวยก็ได้ ภาพไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในเฟรมที่เราถ่ายเท่านั้น แต่มันรวมถึงสิ่งที่อยู่นอกเฟรมด้วย เช่น ตอนโคลสอัพมือคนป่วย ดูเหมือนเขากำลังวาดบางอย่าง แต่จริงๆ คนดูงานจะเห็นสิ่งที่กล้องไม่ได้ถ่ายไว้ คนดูจะสร้างภาพอย่างอื่นในหัวขึ้นมาด้วย” ไทกิเล่าถึงภาพมือคนป่วยที่ไม่สมบูรณ์ ฝ่าเท้าแห้งแตกเป็นร่องลึก การหมุนของพัดลมเพดาน แต่ละภาพค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างช้าๆ สู่อีกภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่ง อีกรูปและอีกรูป

Until the Morning Comes

ที่ผ่านมา เราจะเห็นภาพยนตร์ทดลองของไทกิมีทั้งพฤติกรรมของคน การทำงานของเครื่องจักร สภาพแวดล้อมของการเฝ้ามอง รวมถึงจุดเล็กจุดน้อยของสภาพสิ่งของและสถานที่ งานชิ้นนี้ไทกินำเสนอเทียบเคียง (Juxtaposition) จัดวางองค์ประกอบชิ้นส่วนของอดีตและเรื่องส่วนตัวผ่านเหตุการณ์ปัจจุบัน ภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่งเชิงนามธรรม เปรียบเปรยสภาวะอารมณ์และชีวิตเหมือนบทกวี โดยใช้ภาพและเสียงที่สร้างความขัดแย้งและชวนตั้งคำถาม ลวงให้เราตกลงในภวังค์ ไม่ให้ความหมายที่แน่ชัดแต่สร้างความรู้สึกตกตะกอนนอนก้นอยู่ระดับภายในจิตใจ

คนเจ็บ คนป่วย คนตาย ไม่ได้มีแต่แง่มุมทดท้อหดหู่ นิทรรศการนี้แสดงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของชีวิต กิริยาท่าทาง สภาพแวดล้อม ทุกอย่างมีแง่งามของในตัวเองที่ซ่อนไว้เสมอ กลายเป็นว่าเปิดมิติประสบการณ์มากกว่าเรื่องพวกนั้นเสียอีก

Until the Morning Comes

อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่จบแบบเศร้านิดๆ คงไม่ใช่ตัวเราเท่าไหร่ การพาตัวเองกลับไปเผชิญหน้ากับความโศกเศร้าและสูญเสียของไทกิสำหรับเราได้ช่วยขยายความหมายบางประโยคในหนังสือ De Profundis³ ของออสการ์ ไวลด์ ที่เขียนเอาไว้

“ความจริงในศิลปะคือเอกภาพของสิ่งหนึ่งกับตัวมันเอง เมื่อสิ่งที่ปรากฏภายนอกเป็นการแสดงออกของสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน ทำให้วิญญาณมีตัวตนและกายมีชีวิต ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีความจริงใดเทียบได้กับความเศร้า”

* นิทรรศการ Until the Morning Comes โดยไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ จัดแสดงที่ศุภโชค ดิ อาร์ต เซนเตอร์ ซอยสุขุมวิท 39 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2561 Facebook | นิทรรศการ: Until the Morning Comes

ขอขอบคุณ: Courtesy S.A.C. Subhashok The Arts Centre & Taiki Sakpisit, 2018

1 วันพุธรับเถ้า เป็นวันเริ่มต้นของเทศกาลมหาพรตของชาวคาทอลิก เป็นการเตรียมสำหรับการเฉลิมฉลองการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระเยซูเจ้าหรือสมโภชปัสกาที่นับจากวันนี้ไปอีก 40 วัน โดยการจำศีล อดเนื้อ อดอาหาร ภาวนา และให้ทาน ดำเนินชีวิตให้บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ตามแบบอย่างชีวิตของพระเยซู
2 ชมตัวอย่างผลงานบางส่วนของไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์
A Ripe Volcano (2011) ที่ https://vimeo.com/146745121
Time of the Last Persecution (2012) ที่ https://vimeo.com/146759477
The Age of Anxiety (2013) ที่ https://vimeo.com/146754158
3 หนังสือ De Profundis ที่ใดมีความเศร้า เขียนโดย ออสการ์ ไวลด์ แปลโดย รติพร ชัยปิยะพร สำนักพิมพ์ฟรีฟอร์ม

Writer

สุพรรณี สงวนพงษ์

บรรณาธิการและคอลัมนิสต์ ร่วมทำสำนักพิมพ์ P.S. ที่ขายหนังสือไซส์เอสว่าด้วยความรู้สึก ความรัก และความสัมพันธ์ เขียนหลายอย่างทั้งเรื่องเด็ก พ่อแม่ วัยรุ่น คนแก่ สุขภาพ วิชาการ ชอบดูงานศิลปะ อ่านหนังสือ เดินทาง ชอบภูเขาและชนบท

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

 *บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของเรื่อง

21 มิถุนายนของทุกปีเป็น ‘วันอุทกศาสตร์โลก’ วันสำคัญที่ องค์การอุทกศาสตร์ระหว่างประเทศ หรือ IHO ก่อตั้งขึ้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้เห็นความสำคัญของอุทกศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อทุกชีวิต ทั้งยังเรียกร้องให้นานาประเทศร่วมมือกันส่งเสริมการเดินเรืออย่างปลอดภัย พร้อมทั้งหันมาคุ้มครองสิ่งมีชีวิตทางทะเลอย่างจริงจังและยั่งยืน

ในวันที่ทั่วโลกยังจับตาความก้าวหน้าของนวัตกรรมการแพทย์ เพื่อบรรเทาผลกระทบของ COVID-19 แหล่งน้ำและชีวิตใต้ท้องทะเลกลับถูกคุกคามอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจับสัตว์น้ำเกินขนาด มลพิษจากกิจกรรมของมนุษย์ ปัญหาขยะ และล่าสุดขยะทางการแพทย์ที่พลัดลอยเข้ามาเติมเพิ่ม

เราจึงอยากชวนทุกคนสำรวจพร้อมทำความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับแหล่งน้ำและธรรมชาติ ไปจนถึงการทำงานของคนใกล้น้ำ ผ่านภาพยนตร์น้ำดี 5 เรื่อง 5 รส ตั้งแต่เรื่องจริงของยามกู้ภัยชายฝั่ง การต่อสู้ของมนุษย์หลังโลกถูกปกคลุมไปด้วยน้ำ ความงดงามของมิตรภาพต่างสปีชีส์ หนังตีแผ่คดีน้ำเน่า ตบท้ายด้วยเรื่องเล่าพื้นบ้านของชาวไอริช เพื่อเชื้อเชิญให้พวกเรากลับมาขบคิดถึงความสัมพันธ์ของคนกับน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกันเป็นห่วงโซ่อีกสักครั้ง

01

The Finest Hours ชั่วโมงระทึกฝ่าวิกฤตทะเลเดือด

The Finest Hours ชั่วโมงระทึกฝ่าวิกฤตทะเลเดือด

ค.ศ. 2016

ผู้กำกับ : Craig Gillespie

ประเภท : แอคชัน ดราม่า

ความยาว : 1 ชั่วโมง 57 นาที

ในคืนที่ท้องทะเลร้องคำราม ยามชายฝั่งคือวีรบุรุษคนสำคัญ

The Finest Hours สร้างจากเรื่องจริงของทีมกู้ภัยชายฝั่งที่ออกช่วยเหลือผู้ประสบภัยกว่า 30 ชีวิตในคืนที่คลื่นซัดสูงกว่า 60 ฟุต เรื่องราวเกิดขึ้นกลางฤดูหนาว ค.ศ. 1952 เมื่อพายุพัดกระหน่ำชายฝั่งด้านตะวันออกของรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา จนทำให้เรือบรรทุกน้ำมันเพนเดิลตัน (SS Pendleton) ขาดเป็น 2 ท่อน หน่วยกู้ภัยจึงส่งยามชายฝั่ง 4 นายออกไปช่วยชีวิตของลูกเรือ โดยมี เบอร์นี่ เว็บเบอร์ (รับบทโดย คริส ไพน์ (Chris Pine)) เป็นหัวหน้าทีมยามชายฝั่งในวันนั้น

การนำเรือเล็กออกจากฝั่งในคืนที่คลื่นซัดสูงกว่าตึก 6 ชั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ แต่เบอร์นี่และลูกทีมก็ต้องใส่พลังเต็มสูบเพื่อทำงานแข่งกับเวลา เพราะ 1 นาทีที่เสียไปอาจต้องแลกกับหลายชีวิตบนเรือที่กำลังจม ทางฝั่งลูกเรือเพนเดิลตันเองก็ต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อยื้อเวลาออกไปให้นานที่สุด โดยมี ซีเบิร์ท (รับบทโดย เคซีย์ แอฟเฟล็ก (Casey Affleck)) หนุ่มใต้ท้องเรือที่ไม่มีใครชอบหน้าเป็นผู้นำการเอาชีวิตรอด

The Finest Hours ชั่วโมงระทึกฝ่าวิกฤตทะเลเดือด

ความสมจริงเป็นสิ่งที่ผู้กำกับอย่าง เครก กิลสพาย (Craig Gillespie) ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ The Finest Hours ยกกองไปถ่ายทำที่แมสซาซูเซตส์ สถานที่ในเหตุการณ์จริง แม้ฉากเรือแตกและฉากการช่วยเหลืออาจเนรมิตขึ้นในโรงถ่าย แต่ทีมเอฟเฟกต์ของหนังก็เลือกสร้างคลื่นจำลองและปล่อยน้ำฝนหลายพันลิตร เพื่อให้นักแสดงรู้สึกถึงความเปียกปอนและหนาวเหน็บ แบบเดียวกับที่ยามชายฝั่งและผู้ประสบภัยในวันนั้นต้องเผชิญ ทีมงานทำได้อย่างสมบูรณ์แบบถึงขั้นที่ เคซีย์ แอฟเฟล็ก เจ้าของบทซีเบิร์ทเอ่ยชมว่า “ฝนตกจริงๆ ผมรู้สึกโคตรหนาว มีลมซัดใบหน้าของผมตลอดเวลา แทบไม่ต้องแสดงเลยด้วยซ้ำ ผมแค่อยู่ตรงนั้น แล้วตะโกนบทที่ต้องพูด มันเจ๋งเอามากๆ”

แม้การดำเนินเรื่องในช่วงแรกจะเนิบช้า จนผู้ชมหลายคนลงความเห็นว่าหนังควรจะตัดเรื่องราวความรักช่วงต้นออก แต่โดยภาพรวม The Finest Hours ก็เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ไม่กี่เรื่องที่สะท้อนภาพชีวิตของผู้ประสบภัยทางทะเลได้อย่างตรงไปตรงมา ทุกคนจะรู้สึกร่วมและเข้าใจหัวอกของผู้ที่ต้องหาทางเอาตัวรอดบนเกลียวคลื่นที่กำลังปะทุ อีกทั้งหนังก็ทำหน้าที่เชิดชูอาชีพที่คนไม่ค่อยให้ความสำคัญอย่างทีมกู้ภัยชายฝั่งได้อย่างน่าจดจำ 

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

ศึกษาผืนน้ำ ติดตามความเป็นไปของมหาสมุทร และเสี่ยงชีวิตของตนเพื่อช่วยเหลือชีวิตคนในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ นี่คือทีมกู้ภัยและยามชายฝั่งที่เราได้รู้จักผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้

รับชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่ https://bit.ly/35umnpn

02

Waterworld ผ่าโลกมหาสมุทร

Waterworld ผ่าโลกมหาสมุทร

ค.ศ. 1995

ผู้กำกับ : Kevin Reynolds

ประเภท : แอคชัน ไซไฟ ดิสโทเปีย

ความยาว : 2 ชั่วโมง 15 นาที

นี่คือหนังแอคชันที่วาดฝันว่าจะฮิตติดตลาดแบบ Star Wars แต่เมื่อลงสู่หน้าจอ Waterworld กลับกลายเป็นหนังที่ขาดทุนสูงสุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่ภายใต้วิกฤตรายได้ หนังจำลองภาพของโลกอนาคตที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายจนมนุษย์ต้องใช้ชีวิตอยู่บนผืนน้ำได้อย่างน่าสนใจ

ผลพวงจากภาวะโลกร้อนทำให้โลกทั้งใบถูกปกคลุมไปด้วยน้ำ ผู้คนต้องใช้ชีวิตบนมหาสมุทร บ้างก็อาศัยอยู่บนทุ่น บ้างก็เร่ร่อนอยู่บนเรือ แผ่นดินกลายเป็นเพียงนิทานปรัมปราที่บอกเล่าจากรุ่นสู่รุ่น ความเป็นอยู่ใน Waterworld เต็มไปด้วยความอดอยาก บ้านเมืองไร้ขื่อไร้แป เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนเหมือนในยุคคาวบอยปล้นสะดม (พูดง่ายๆ ว่า นี่คือภาพยนตร์ Mad Max ที่เปลี่ยนจากทะเลทรายมาเป็นทะเลจริงนั่นเอง)

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

หนังเล่าเรื่องของหนุ่มไร้ชื่อ ไร้ปูมหลัง (รับบทโดย เควิน คอสต์เนอร์ (Kevin Costner)) ผู้มีความสามารถพิเศษอย่างการหายใจใต้น้ำด้วยเหงือก (ประหนึ่งเป็นมนุษย์ที่วิวัฒนาการตามสภาพแวดล้อม) เขานำดินจากพื้นสมุทรมาแลกกับอาหารเพื่อดำรงชีวิต แต่โชคชะตาก็พาให้เขาได้เจอกับ อีโนล่า (รับบทโดย ทีน่า มาจอริโน่ (Tina Majorino)) เด็กหญิงผู้มีลายแทงลึกลับกลางแผ่นหลัง ซึ่งว่ากันว่าลายแทงนี้จะนำทางไปสู่แผ่นดินผืนสุดท้ายที่ยังไม่ถูกน้ำครอบครอง 

เรื่องราวของอีโนล่าไปถึงหู ดีคอน (รับบทโดย เดนนิส ฮอปเปอร์ (Dennis Hopper)) หัวหน้ากลุ่มโจรสลัดที่ระรานปล้นสิ่งของและอาหารจากชาวบ้านบนทุ่นลอยน้ำ จึงเป็นหน้าที่ของหนุ่มไร้ชื่อและ เฮเลน (รับบทโดย จีน ทริปเปิลฮอร์น (Jeanne Tripplehorn)) สาวแกร่งที่ดูแลอีโนล่ามาตั้งแต่เล็ก ต้องปกป้องเด็กสาวผู้มีลายแทงตรงแผ่นหลังให้รอดพ้นจากเหล่าคนชั่วให้จงได้

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

ปัญหาหลักของ Waterworld คือการที่หนังทุ่มงบประมาณการสร้างไปกว่า 175 ล้านเหรียญ ซึ่งจำนวนเงินนี้ สูงเป็นประวัติการณ์ในยุคนั้น เควิน คอสต์เนอร์ ผู้อำนวยการสร้างและนักแสดงนำของเรื่องต้องการสร้างสรรค์ฉากบนท้องทะเลให้สมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ทุกฉากในหนังต้องถ่ายทำในทะเลจริง ทีมงานต้องเนรมิตสิ่งปลูกสร้างเหนือน้ำขึ้นใหม่ทั้งหมด เป็นงานโปรดักชันกลางทะเลที่ทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่หนังยุคนั้นจะทำได้

แม้จะขาดทุนย่อยยับ แต่ Waterworld กลับเป็นภาพยนตร์ที่คอหนังหวนมาดูอยู่เสมอ ในฐานะหนังแอคชัน-ไซไฟสุดคลาสสิก ที่ช่วยเตือนสติผู้ชมถึงความรุนแรงของปรากฏการณ์เรือนกระจก ซึ่งทำให้สภาพอากาศทั่วโลกแปรปรวน โดย ดร.บรูโน ดูห์ม (Dr.Bruno Dhuime) นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยบริสตอลเผยว่า “มีความเป็นไปได้จริงที่น้ำจะท่วมแผ่นดินทั้งหมดแบบใน Waterworld แต่นั่นคงจะใช้เวลาหลักพันปี”

แต่ใครจะรู้ หากมนุษย์ยังทำลายสิ่งแวดล้อมแบบที่เป็นอยู่ เราอาจเห็นภูเขาน้ำแข็งละลายจนหมดในเวลาไม่ถึงร้อยปีก็เป็นได้

ชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่ https://bit.ly/3cS7Tnn

หรืออ่านงานวิจัยของ ดร.บรูโน ดูห์ม ได้ที่ https://bit.ly/2S5Vy86

03

My Octopus Teacher บทเรียนจากปลาหมึก

My Octopus Teacher บทเรียนจากปลาหมึก

ค.ศ.​ 2020

ผู้กำกับ : Pippa Ehrlich, James Reed

ประเภท : สารคดี

ความยาว : 1 ชั่วโมง 25 นาที

มิตรภาพต่างสายพันธุ์…ที่มหัศจรรย์และงดงาม

หากพูดถึงคุณครูปลาหมึก หลายคนคงนึกถึงอนิเมะสุดประทับใจจากญี่ปุ่นอย่าง Assassination Classroom แต่เชื่อหรือไม่ว่า ปลาหมึกที่เป็นทั้งเพื่อนและครูไม่ได้มีอยู่แค่ในการ์ตูน แต่มีตัวตนจริงในชีวิตของ เครก ฟอสเตอร์ (Craig Foster) ช่างภาพสารคดีที่ส่งให้ The Octopus Teacher คว้ารางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ครั้งที่ 93

เครื่องจักรต้องใช้ไฟฟ้าในการทำงานฉันใด คนเราก็ต้องอาศัยแรงบันดาลใจในการทำงานฉันนั้น วันที่ไฟในการดำเนินชีวิตของช่างภาพสารคดีอย่างเครก ฟอสเตอร์ ดับมอด เขาตัดสินใจเข้าสู่อ้อมกอดของท้องทะเล ที่นั่นเขาได้พบกับมิตรภาพต่างสายพันธุ์ที่เติมไฟฝันให้กับชายผู้อ่อนแรง

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

เครกได้รู้จักกับหมึกสาย (Octopus Vulgaris) ตัวหนึ่ง ครั้งแรกที่พบกัน เธอพุ่งตัวหนีเขา ความระแวงและเขินอายทำให้เธอพันหนวดอันกระจ้อยรอบกาย ไม่กล้าทักทายสบตากับหนุ่มวัยกลางคน แต่เครกสนใจหมึกตัวนี้มาก ทุกวันเขาจะหยิบกล้องตัวเก่งแล้วรีบเร่งมาหาหมึกตัวเดิม ชายหนุ่มบันทึกความงดงามของเจ้าหมึกวันแล้ววันเล่า ในที่สุดเขาก็ได้รับความไว้ใจจากเธอ หมึกน้อยค่อยๆ ขยับหนวดอันนุ่มนิ่มมาสัมผัสกับร่างของมนุษย์ วินาทีนั้นเอง ความผูกพันของคนกับหมึกจึงเริ่มต้น

เขาเฝ้ามองการใช้ชีวิตอันมหัศจรรย์ธรรมดาของเธอ หมึกสายมีกลอุบายหลบหนีจากฉลามยามต้องเอาตัวรอด แต่ครั้งที่อยากได้ไออุ่นเธอก็ใช้หนวดโอบกอดมือของเครก เมื่อใดที่เธอต้องการหยอกเย้ากับฝูงปลา เธอจะสะบัดหนวดไปมาอย่างร่าเริง และเวลาที่เธอต้องการอาหาร ปุ่มเล็กๆ ที่ปลายหนวดก็พร้อมประจัญบานกับเหยื่อเพื่อให้ท้องอิ่ม

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

หมึกจึงเป็นทั้งเพื่อนและครูของเครกและผู้ชม การเฝ้ามองชีวิตน้อยๆ ตัวนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการส่องกระจกสะท้อนชีวิตของมนุษย์ที่ต้องดำเนินไปข้างหน้า บางครั้งเติมอาหารให้ท้องอิ่ม บางคราวเติมรอยยิ้มให้ชีวิตมีความสุข และไม่ลืมที่จะเติมแต่งโลกใบนี้ให้สวยที่สุดในตอนที่ยังมีโอกาส

นี่คือเรื่องราวสายสัมพันธ์ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

The Octopus Teacher รับชมได้แล้วทาง Netflix หรือชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่ https://bit.ly/3pYZHHv

และหากว่าคุณก็เป็นคนหนึ่งได้ที่รับแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตจากเครก ฟอสเตอร์ ก็ขอเชิญเข้าไปสนับสนุนเขาได้ที่ seachangeproject.com/projects/film/ ชมรมนักดำน้ำที่อุทิศชีวิตทั้งหมดให้กับการปกป้องสาหร่ายริมชายฝั่ง

04

Dark Waters พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

ค.ศ. 2019

ผู้กำกับ : Todd Haynes

ประเภท : ดราม่า ชีวประวัติ

ความยาว : 2 ชั่วโมง 6 นาที

หลายสิบปีที่โรงงานยักษ์ใหญ่ปล่อยสารเคมีลงในแหล่งน้ำ สัตว์ในฟาร์มเริ่มล้มป่วย คนบริสุทธิ์เริ่มล้มตาย และทนายตัวเล็กยังคงต่อสู้

เวทีออสการ์ครั้งที่ 92 เต็มไปด้วยภาพยนตร์น่าตื่นตาตื่นใจมากมาย ทั้ง Parasite, 1917, Once upon a time in Hollywood, The Irishman และอีกหลายต่อหลายเรื่อง Dark Waters เป็นหนึ่งเรื่องที่โชคไม่เข้าข้าง ออกฉายในปีดังกล่าว หนังที่สร้างจากเรื่องจริงว่าด้วยการต่อสู้ของทนายหนุ่มกับบริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ จึงถูกมองข้าม

Dark Waters พลิกน้ำเน่าคดีฉาวโลก

Dark Waters บอกเล่าเรื่องราวของ โรเบิร์ต บิลอตต์ (รับบทโดย มาร์ก รัฟฟาโล (Mark Ruffalo)) ทนายความผู้ได้รับการไหว้วานจากชาวนาสองคนให้ช่วยฟ้องร้องบริษัทเคมีภัณฑ์ชื่อดังอย่าง ดูปองต์ (DuPont) ที่ปล่อยสารพิษลงในแม่น้ำโอไฮโอ จนสัตว์ในฟาร์มและชาวบ้านได้รับผลกระทบ ทีแรกโรเบิร์ตก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เขาได้แต่คิดว่า ต่อให้สิ่งที่ชาวนาเล่าเป็นความจริง ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่คนตัวเล็กๆ จะเอาชนะบริษัทรายใหญ่

อย่างไรก็ดีเมื่อโรเบิร์ตได้เห็นภาพที่ไม่ต่างจากหนังสยองขวัญ เขาตัดสินใจฟ้องร้องต่อบริษัทดูปองต์ในทันที พร้อมทุ่มเทแรงทั้งหมดที่มีเพื่อเปิดโปงความเลวร้ายที่เกิดขึ้นนั้น สิ่งที่โรเบิร์ตเห็นตรงหน้าเมื่อเดินทางถึงเวสต์เวอร์จิเนีย คือภาพของวัวดุร้าย ดวงตาแดงก่ำ มีน้ำลายย้อยจากปาก กระทั่งเริ่มล้มตาย ที่สำคัญอาการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับวัวเพียงตัวหรือสองตัว แต่เป็น 190 ตัว 

และยิ่งขุดคุ้ยไปเรื่อยๆ โรเบิร์ตก็พบว่า โรงงาน Washington Works ของดูปองต์ได้ปล่อยสารเคมี PFOA ลงในแหล่งน้ำมาแล้วกว่า 7,100 ตัน เป็นเวลาต่อเนื่องกว่า 40 ปี ซึ่งสารปนเปื้อนนี้มีผลต่อสุขภาพของประชาชนในปาร์กเกอร์สเบิร์กกว่า 70,000 ราย โดยดูปองต์เริ่มใช้สาร PFOA มาตั้งแต่ ค.ศ. 1951 และแม้ว่าใน ค.ศ. 1970 พวกเขาจะรู้ความจริงว่า พนักงานในโรงงานมีสารเคมีเจือปนในเลือด อีกทั้งยังตรวจพบสารชนิดนี้ในแหล่งน้ำดื่มของชุมชน พวกเขาก็ยังเลือกปกปิด และใช้สารเคมีนี้ในการผลิตต่อไป

มาร์ก รัฟฟาโล ผู้รับบท โรเบิร์ต บิลอตต์ ให้สัมภาษณ์ว่า เขาอ่านบทความใน The New York Times ที่ตีแผ่เรื่องจริงชวนช็อกครั้งนี้ มันทำให้เขาที่เป็นทั้งนักแสดงและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมทนไม่ได้ หนังเรื่องนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ผู้คนได้รับรู้ถึงการต่อสู้ของร็อบบ์ บิลอตต์ และภัยอันตรายจากสารเคมีในแหล่งน้ำ อีกทั้งหนังยังตั้งคำถามว่า เราปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในอเมริกาได้อย่างไร

Dark Waters อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของคนกับน้ำ แต่หนังเลือกโฟกัสไปยังการตั้งคำถาม และตีแผ่ความเน่าเฟะของระบบที่ไม่เคยให้ความยุติธรรมกับสิ่งแวดล้อมหรือคนตัวเล็ก โรเบิร์ตต้องอุทิศเวลากว่า 19 ปีในการสู้คดีเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับชีวิตที่ได้รับผลกระทบ เขาต้องเผชิญกับสภาพจิตใจและร่างกายย่ำแย่ ความสัมพันธ์ระหว่างภรรยาและลูกค่อยๆ ห่างเหิน รวมทั้งการหมางเมินจากบริษัทที่ตนเองทำงานอยู่ 

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

หนังแทบไม่มีฉากที่ดูปองต์ซึ่งเป็นผู้ร้ายในคดีนี้ข่มขู่หรือใช้กำลังกับชาวบ้าน แต่บริษัทยักษ์ใหญ่สามารถทรมานศัตรูของตนผ่านกระบวนการที่ผู้มีอำนาจได้เปรียบเสมอ ตั้งแต่การพิจารณาคดีที่ถูกเลื่อน ไปจนถึงความคลาดเคลื่อนของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ อาวุธที่แท้จริงของผู้มีอำนาจอาจไม่ใช่คน แต่เป็นระบบอันบิดเบี้ยวซึ่งบีบให้ผู้มีอำนาจน้อยกว่าจำต้องก้าวถอยยอมแพ้ด้วยตนเอง

ท้ายที่สุด ชีวิตของคนตัวเล็กๆ ก็ไม่มีวันหวนคืน โชคดีหน่อยก็มีเพียงเงินขวัญถุงเป็นรางวัลปลอบใจ

ชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่ https://bit.ly/3wx46DH

อ่านเรื่องจริงของโรเบิร์ต บิลอตต์ ได้ที่ https://nyti.ms/3wwIRSH

05

Song of the Sea เจ้าหญิงมหาสมุทร

Song of the Sea เจ้าหญิงมหาสมุทร

ค.ศ. 2015

ผู้กำกับ : Tomm Moore

ประเภท : แอนิเมชัน ผจญภัย

ความยาว : 1 ชั่วโมง 33 นาที

เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ เธอมีความสามารถพิเศษ เธอแปลงร่างเป็นแมวน้ำได้…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองอันห่างไกลในประเทศไอร์แลนด์ มีหนุ่มน้อยนามว่า เบน ผู้ต้องจำใจดูแล เซียร์ช่า น้องสาวขี้อายที่เขาเชื่อว่าเป็นสาเหตุให้แม่ของทั้งคู่จากไป แต่แล้วในวันเกิดอายุครบ 6 ขวบของเซียร์ช่า เธอได้พบกับเปลือกหอยพร้อมปริศนาที่แม้ทิ้งไว้อย่างอัดแน่น และยัเจอกับเสื้อคลุมวิเศษที่ทำให้เธอแปลงกายเป็นแมวน้ำยามแหวกว่ายใต้ทะเล เรื่องราวนำไปสู่การผจญภัยในคืนวันฮัลโลวีนของสองพี่น้องผ่านดินแดนมหัศจรรย์ เพื่อตามหาตัวตนและสืบค้นความจริงของ เซลกี้ ตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช

ทอมม์ มัวร์ (Tomm Moore) ผู้กำกับ ได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์แอนิเมชันเรื่องนี้ในวันที่เขาไปพักผ่อนกับภรรยาและลูกๆ ณ ชายฝั่งทะเลของไอร์แลนด์ ที่นั่น เขาพบซากศพแมวน้ำ ซึ่งถูกฆ่าโดยชาวประมงหลายต่อหลายตัว

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

“แมวน้ำพวกนี้กินปลาเยอะจนเราจับปลาไม่ได้ ตัดโอกาสทำมาหากิน” คือเหตุผลที่ทำให้ชีวิตตัวน้อยเหล่านี้ต้องจบลงอย่างน่าอนาถ ภาพนั้นเป็นความจริงอันน่าเศร้าที่เขาไม่มีวันลืม ทอมม์ศึกษาต่อจนพบว่า ปลาไม่ได้ลดจำนวนลงเพราะแมวน้ำ แต่เพราะการจับปลาที่ไร้การควบคุมต่างหาก เขาจึงอยากสื่อสารประเด็นดังกล่าวออกไป เพื่อให้คนหันมาเห็นคุณค่าและความน่ารักของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแมวน้ำอีกครั้ง

ชวนสำรวจและตั้งคำถามต่อสิ่งแวดล้อมรอบน้ำไปกับ 5 ภาพยนตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งน้ำ เนื่องในวันอุทกศาสตร์โลก

ตอนออกแบบเนื้อเรื่อง ทอมม์ก็คิดถึงเซลกี้ สัตว์ในตำนานของประเทศไอร์แลนด์ที่เขารู้จักมาตั้งแต่เด็ก ตามคำเล่าขาน เซลกี้ คือสัตว์วิเศษที่มีรูปร่างเป็นแมวน้ำเมื่ออยู่ในทะเล แต่พอขึ้นมาบนบก ร่างกายจะลอกผิวหนังออกจนกลายเป็นมนุษย์รูปงาม และเมื่อใดก็ตามที่อยากแปลงกายกลับเป็นแมวน้ำ ก็เพียงแค่สวมผิวหนังที่ลอกนั้น ทอมม์มองว่าตำนานเซลกี้คือกลวิธีในการสร้างสมดุลทางธรรมชาติของบรรพบุรุษ เป็นการอนุรักษ์แมวน้ำและสัตว์ทะเลผ่านการปลูกฝังด้วยนิทานก่อนนอน ทอมม์ไม่อยากให้เรื่องเล่าเหล่านี้ต้องสูญหาย จึงเลือกถ่ายทอดมันอีกครั้งในรูปแบบของแอนิเมชันลายเส้นเรียบง่าย คลุกเคล้าดนตรีและบทเพลงสบายหูที่ใครฟังหรือดูก็ต้องหลงรัก

Song of the Sea สร้างเซอร์ไพร์สด้วยการเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 87 ในสาขาแอนิเมชันยอดเยี่ยม แม้สุดท้ายต้องพ่ายต่อความน่ารักของน้องเบย์แม็กซ์จาก Big Hero 6 แต่หนังสัญชาติไอริชเรื่องนี้ก็ได้ขโมยหัวใจของคนทั่วโลกไปเป็นที่เรียบร้อย ภาพวาดสองมิติที่เคลื่อนไหวประหนึ่งจิตรกรรมสีน้ำมีชีวิต สอดประสานกับแนวคิดอนุรักษ์แมวน้ำและมหาสมุทรได้อย่างกลมกล่อมลงตัว การผจญภัยของคู่พี่น้องเบนและเซียร์ช่าที่ค่อยๆ เรียนรู้ ก้าวผ่าน และเติบโต ส่งให้ Song of the Sea เป็นเสียงสะท้อนของความผูกพันระหว่างคนกับมหาสมุทรสุดอบอุ่น ทั้งยังปลุกตำนานพื้นบ้านอย่างเซลกี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาได้อย่างงดงาม

ชมตัวอย่างน่ารักๆ ได้ที่ https://bit.ly/3xwbCz5

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load