8 พฤศจิกายน 2561
17.99 K

ตำบลวัดเกต จังหวัดเชียงใหม่ คือหนึ่งในย่านที่ยังคงรักษาอาคารบ้านเรือนในพื้นที่ให้คงเดิม โดยไม่ให้มีการทุบหรือทำลาย เพื่อสอดคล้องกับความร่วมมือของเทศบาลนครเชียงใหม่ เพื่อเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่คงอยู่กับชาวเชียงใหม่

บ้านไม้โบราณ อาคาร แม้กระทั่งโรงแรมที่ปลูกสร้างมาตั้งแต่ฉันยังเป็นเด็ก จนช่วงชีวิตที่ฉันขับมอเตอร์ไซค์ไปเรียนที่โรงเรียนเอกชนในย่านนั้น ทุกอย่างแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ อาจมีร้านค้า โรงแรมมีชื่อ หรือคอนโดมิเนียม ถูกสร้างขึ้นมาใหม่บ้าง แต่การมาใหม่ของอาคารที่ทันสมัยกลับไม่ส่งผลใดๆ กับอาคารเก่าที่ยังคงอยู่ตราบจนปัจจุบัน

‘บ้านอรพินท์ เฮอร์ริเทจ Bed & Breakfast’ คือหนึ่งในสถานที่เหล่านั้น

บ้านอรพินท์ บ้านอรพินท์

ใช้เวลาขับรถตรงจากถนนเจริญราษฎร์ ตำบลวัดเกต เพียงอึดใจ เบื้องหน้าของฉันเปรียบเหมือนฉากหนึ่งในละครพีเรียดที่ฉันเคยดูกับแม่ในค่ำคืนวันธรรมดา บ้านไม้สีขาวที่เก่าตามกาลเวลาตั้งสง่าอยู่กลางพื้นที่ ฉันสัมผัสได้ถึงความร่มรื่นและสงบ

ดูกลายๆ เหมือนเป็นบ้านที่มีผู้คนอาศัยอยู่จริงๆ หากแต่พบชาวต่างชาติเดินสวนออกมาจากบ้านเป็นระยะ ที่นี่คือเกสต์เฮาส์ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2547 พื้นที่ทั้งหมดในบ้านไม้เก่าได้รับการปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อต้อนรับแขกที่หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนเข้ามา

พนักงานนำกาแฟดำมาเสิร์ฟตรงหน้า ฉันละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ และมองดูบรรยากาศรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าฉันยังอยู่ในภาพความจริง จนกระทั่ง คุณโอ-โอภาส อนุชนา ทายาทของบ้านอรพินท์ เฮอร์ริเทจฯ เข้ามาต้อนรับ

กาแฟหมดแก้ว-ฉันกำลังจะได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากคุณโอ ถึงการคงบ้านนี้เอาไว้ให้เป็นบ้านแทบจะหลังเดียวในเชียงใหม่ที่มีเรื่องราวประวัติศาสตร์ ความทรงจำ อีกทั้งการปรับเปลี่ยนสถานที่นี้ให้กลายเป็นที่พัก จนกลายเป็นที่รักของนักเดินทางที่พักผ่อนในจังหวัดเชียงใหม่

บ้านอรพินท์

บ้านเก่า

ในสมัยรัชกาลที่ 6 วัดเกตคือหนึ่งในย่านการค้าสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยเป็นย่านชุมชนที่มีคนจีนอาศัยเยอะ จึงนิยมทำการค้าทางน้ำ ต้นตระกูลดั้งเดิมของคุณโอประกอบอาชีพขนส่งสินค้า มีข้าวเป็นสินค้าหลัก โดยบรรพบุรุษอาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านปัจจุบันซึ่งมีขนาดเกือบ 3 ไร่ และใช้บริเวณรอบบ้านเป็นที่เก็บสินค้าเพื่อรอจำหน่าย

เวลาต่อมา การคมนาคมรูปแบบอื่นอย่างรถไฟ ทั้งการตัดถนนใหม่จนรถยนต์เข้ามา ทำให้การขนส่งทางเรือนั้นค่อยๆ ถูกลดความนิยมลงไปในที่สุด

“เดิมทีบ้านนี้เป็นของคุณตาแดง ต้นตระกูลของเรา ท่านเริ่มก่อสร้างบ้านหลังนี้ในปี 2457 ท่านออกแบบบ้านหลังนี้เอง เป็นสไตล์โคโลเนียลตามแนวทางการก่อสร้างในยุคนั้น ซึ่งคุณตาได้เพิ่มการตกแต่ง โดยเพิ่มลายฉลุ การแกะสลักไม้ และรายละเอียดการออกแบบเล็กๆ น้อยๆ แบบล้านนาเข้าไป วัสดุหลักๆ เป็นไม้สัก ส่วนมากคุณตาคุมการก่อสร้างเอง แต่ก็จ้างช่างจากเมืองจีนมาช่วยด้วย” คุณโอเล่าจุดเริ่มต้นการก่อสร้างบ้านหลังนี้

บ้านอรพินท์

เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบ้านให้เช่า

หลังจากความเจริญเข้ามาในเมืองเชียงใหม่ และเวลาล่วงเลยเปลี่ยนผ่าน ในช่วง พ.ศ. 2531 คุณแม่อรพินท์ ทายาทของคุณตาแดง จึงปรับเปลี่ยนพื้นที่ในบ้าน โดยการปลูกบังกะโลเล็กๆ รอบๆ บ้านหลังใหญ่เพื่อปล่อยเช่ารายเดือน

จึงเป็นที่มาของชื่อ ‘บ้านอรพินท์’ ในปัจจุบัน ซึ่งตั้งเพื่ออุทิศกับให้กับคุณแม่อรพินท์นั่นเอง

บ้านอรพินท์ บ้านอรพินท์

“ช่วงนั้นมหาวิทยาลัยพายัพยังตั้งอยู่ฝั่งรัตนโกสินทร์ใกล้กับย่านวัดเกต ก่อนที่จะย้ายไปฝั่งแม่คาวในปัจจุบัน เลยมีนักศึกษาอยู่ในย่านนี้ แต่หอพักไม่พอ ชุมชนแถวนี้จึงเปิดบ้านเช่าเล็กๆ ให้นักเรียน นักศึกษา เช่าอยู่ นอกจากนี้ มีพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของในตลาดวโรรส หรือที่คนเชียงใหม่เรียกว่ากาดหลวง มาเช่าอยู่อาศัย

“จนถึงรุ่นคุณพ่อ เขากั้นลานโล่งด้านหลังบ้านให้เป็นห้องเล็กๆ เพื่อให้คนมาเช่า แต่พอมารุ่นเรา เราก็เอาที่กั้นห้องออกให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมเหมือนบ้านในยุคสมัยก่อนที่เป็นลานโล่ง”

คุณโอเล่าถึงรายละเอียดการพัฒนาและปรับปรุงบ้านในยุคคุณพ่อ

บ้านอรพินท์ บ้านอรพินท์

“อีกหนึ่งจุดที่คุณพ่อเปลี่ยนคือ เมื่อก่อนใต้ถุนบ้านจะเปิดโล่งไว้ คนเฒ่าคนแก่ในย่านนี้เคยเล่าให้ฟังว่าสมัยเด็กๆ เขาเคยมาวิ่งเล่นใต้ถุนบ้านของเรา แต่มาในรุ่นของเรา เราปิดใต้ถุนบ้านเป็นห้องอีกห้องหนึ่ง สังเกตได้จากขั้นบันไดที่ยังอยู่ ทำให้เห็นว่านี่คือชานบ้านเก่า”

บ้านอรพินท์

ปัจจุบันวัสดุตกแต่งบ้านโบราณ ทั้งเสาสรไนยที่ถูกประดับไว้บนหลังคาบ้านหลายจุด ไม้เก่าที่ฉลุเป็นลายฉลุบางส่วน ถูกปลดลงและเก็บรักษาไว้พร้อมๆ กับข้าวของเครื่องใช้ เช่น ชุดจานชามโบราณ หรือปิ่นโตเก่า ที่คุณแม่อรพินท์ใช้เป็นภาชนะสำหรับใส่อาหารเพื่อเลี้ยงพระ ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 7 และภาพวาดบ้านไม้หลังนี้สมัยเพิ่งสร้างเสร็จ ถูกประดับตกแต่งไว้ในส่วนบ้านเก่าเพื่อเป็นพื้นที่ระลึกความทรงจำ

บ้านอรพินท์

เปลี่ยนบ้านให้เช่าเป็นบ้านพัก

เมื่อเดินทะลุจากห้องรับรองด้านหน้าของบ้าน นอกจากส่วนต้อนรับแล้ว เราจะพบพื้นที่ชานหลังบ้าน ซึ่งเป็นส่วนห้องอาหารเช้า ด้วยคอนเซปต์ Bed & Breakfast ของบ้านอรพินท์ เฮอร์ริเทจฯ แขกผู้เข้าพักจะได้สัมผัสบรรยากาศการทานอาหารเช้าในบ้านโบราณที่แทบไม่มีการตกแต่งเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้เข้าพักรู้สึกเหมือนใช้ชีวิตในบ้านและเมืองเชียงใหม่ยุคเก่า

บ้านอรพินท์

บ้านอรพินท์ เฮอร์ริเทจฯ มีห้องพักแบ่งได้เป็น 3 อาคาร รวม 15 ห้อง อาคารแรกถูกสร้างใน พ.ศ. 2547 หลังจากที่คุณโอเข้ามาดูแลบ้านไม้อย่างเต็มตัว

บ้านอรพินท์ บ้านอรพินท์

จากบังกะโลปล่อยเช่าที่สภาพเริ่มทรุดโทรมลงไปเต็มที คุณโอจึงตัดสินใจรื้อบังกะโลทิ้ง และสร้างเป็นอาคารที่พักใหม่ โดยสร้างอาคารบนพื้นฐานของสถาปัตยกรรมสมัยปัจจุบัน แต่ยังเพิ่มเติมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้อาคารนี้ยังมีความเป็นอาคารแบบล้านนา ไม่ให้ผิดแผกไปจากบ้านไม้ ซึ่งเป็นไฮไลต์ของบ้านอรพินท์ เฮอร์ริเทจฯ

“เนื่องจากผมเป็นวิศวกรในการสร้างเอง หลักการออกแบบอาคารต่างๆ คือเราจะรักษาต้นลำไยใหญ่ของบ้านเดิมไว้ ซึ่งปลูกตั้งแต่สร้างบ้านเมื่อร้อยปีก่อน เราไม่ตัดทิ้ง ไม่รื้อออก ฉะนั้น ตัวอาคารใหม่จึงถูกสร้างท่ามกลางต้นไม้ ใช้โครงสร้างสมัยใหม่ แต่ด้านบนก็จะเป็นฝาไม้ กระเบื้องดินขอล้านนา เพื่อให้ล้อไปกับสถาปัตยกรรมของบ้านเดิม”

บ้านอรพินท์ บ้านอรพินท์

หลายปีต่อมา มีการสร้างอาคารที่พักเพิ่มอีก 2 อาคาร โดยใช้แนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมโคโลเนียล ให้มีความสอดคล้องกับอาคารที่พักหลังแรกและบ้านไม้เดิม

ถึงแม้ว่าการท่องเที่ยวในเชียงใหม่อาจซบเซาลงไปบ้าง แต่ยอดจองห้องพักของบ้านอรพินท์ เฮอร์ริเทจฯ ยังคงคึกคักและมีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการตลอดทั้งปี

ฉันคิดว่าผู้คนน่าจะติดใจในความเป็นบ้านเก่าและบรรยากาศเฉพาะตัวของที่นี่

บ้านอรพินท์ บ้านอรพินท์

หมั่นคอยดูแล และรักษา (บ้านใน) ดวงใจ

ในด้านสถาปัตยกรรม บ้านไม้เก่าของบ้านอรพินท์ เฮอร์ริเทจฯ ได้รับรางวัลอาคารดีเด่น ประเภทอาคารร่วมสมัย โดยเทศบาลนครเชียงใหม่ เมื่อปี 2549 และส่วนเกสต์เฮาส์ยังได้รับการยอมรับจากเว็บไซต์ท่องเที่ยวชื่อดังหลายแห่งให้เป็นที่พักที่นักท่องเที่ยวต้องมาเข้าพักของจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย

โชคดีที่บ้านหลังนี้ของคุณตาแดงไม่ได้ถูกปล่อยทิ้งร้างเอาไว้ อีกทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาบ้านอยู่ตลอดอายุขัย ทำให้บ้านหลังนี้ไม่ได้ทรุดโทรมมากนัก

แต่บ้านอายุร้อยกว่าปียังต้องการการดูแลและซ่อมบำรุงอย่างดี เพื่อให้บ้านหลังนี้ยังคงอยู่ต่อไป

“ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อมา จริงๆ คุณพ่อแทบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของบ้านเลย ท่านแค่ซ่อมแซมส่วนที่ผุพังบ้าง ทาสีใหม่ เดินไฟใหม่ มีการทำห้องน้ำข้างบนสำหรับคนอายุมาก ส่วนรุ่นของผมก็แค่มีการทาสีเรื่อยๆ ประมาณ 4 ครั้งนับแต่ปี 2547 แต่ปัญหาอีกอย่างที่กำลังดูแลก็คือเรื่องปลวกครับ เพราะว่าแต่ก่อนนี้ไม่มีปลวกหรือแมลงเลย แต่เนื่องจากว่าไม้สักอาจจะหมดอายุ ตอนนี้ก็เลยต้องป้องกันพวกปลวกเยอะหน่อย เพราะเราอยากจะรักษาทุกอย่างในบ้านหลังนี้ให้คงเดิมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” คุณโอกล่าว

บ้านอรพินท์ บ้านอรพินท์

ระหว่างที่คุณโอพาฉันเยี่ยมชมบ้านไม้และที่พักโดยรอบ สิ่งหนึ่งที่ฉันเห็นจากนักท่องเที่ยวคือ รอยยิ้ม และท่าทีผ่อนคลายของพวกเขาเมื่อนั่งทานอาหารอยู่ตรงชานบ้าน หรือยืนสูดอากาศเข้าจนเต็มปอดในพื้นที่สีเขียวของเกสต์เฮาส์

ในขณะเดียวกัน ฉันเห็นแววตาของคุณโอที่เต็มไปด้วยความสุข ที่เขาได้เล่าเรื่อง ‘บ้าน’ ของเขาให้ฉันฟัง

ใครสักคนบอกฉันว่า ที่พักที่ดีไม่ใช่เพียงมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่ต้องมีบรรยากาศที่ดีที่ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน

ฉันคิดว่าบ้านอรพินท์ เฮอร์ริเทจฯ ทำสำเร็จในทุกมิติ

ทั้งการเป็นที่พักที่ดี และบ้านที่อบอุ่นให้แก่สมาชิกใหม่ของบ้านหลังนี้ ซึ่งหมายถึงผู้เข้าพักทุกคน

บ้านอรพินท์ เฮอร์ริเทจ Bed & Breakfast

150 ถนนเจริญราษฎร์ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ 50000
โทร 0823910405, 053243677
www.baanorapin.com

Writer

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

10 พฤษภาคม 2565
1.47 K

หากคุณขับรถแล่นตรงจากสะพานนวรัฐมุ่งหน้าสู่ประตูท่าแพในเวลานี้ แล้วไม่ทันสังเกตว่ามีร้านอร่อยระดับที่ Foodie ตัวจริงตั้งใจมา ร้านขายสินค้าแฮนด์เมดสุดเก๋ หรือร้านกาแฟเจ้าเดียวกันกับเจ้าดังประจำย่านนิมมานเหมินทร์ยืนแทรกตัวอยู่ริมถนน ก็คงไม่แปลกอะไร เพราะเป้าหมายของคนส่วนใหญ่อยู่ที่การตระเวนย่านเมืองเก่า หรืออาจจะเป็นบรรยากาศเงียบเหงาและตึกแถวว่างเปล่าสะดุดตากว่า จนแทบจินตนาการไม่ออกว่า ‘ย่านท่าแพ’ ที่เพิ่งขับผ่านมา ครั้งหนึ่งเคยคลาคล่ำผู้คนและมีสถานะเป็นถึงย่านถนนเศรษฐกิจการค้าแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งยังรุ่มรวยด้วยสถาปัตยกรรมหลากยุคสมัยเปี่ยมคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ตี๋-ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร สถาปนิกแห่งใจบ้านสตูดิโอ เป็นลูกหลานคนเชียงใหม่ที่ผูกพันกับย่านนี้มาตั้งแต่เด็ก เขาตระหนักถึงปัญหาความเปลี่ยนแปลงข้างต้น ไม่ใช่เพียงในเชิงกายภาพ แต่หมายรวมความสัมพันธ์ของย่านที่ค่อย ๆ โรยแรงแห้งเฉา ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ควบคู่กับการขาดทิศทางการพัฒนาย่านให้ยืนอย่างสง่างามบนรากวัฒนธรรม

เหตุนี้เขาจึงลงมือสร้างสรรค์โปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ นำเสนอแนวคิดในการจัดปรับตำแหน่งแห่งที่และตัวตนของย่านท่าแพ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมชี้นำการพัฒนาให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ นายทุน และนักพัฒนา ผู้ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่รักษาต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อชุบชูย่านให้กลับมามีชีวิตชีวา ศักยภาพ และสืบสานมนตร์เสน่ห์ความเป็นท่าแพจากวันนี้สู่อนาคต

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

จิ๊กซอว์ความสัมพันธ์

“จริง ๆ สถานการณ์ที่ดินเปลี่ยนมือค่อย ๆ เริ่มเมื่อประมาณ 5 ปีก่อนเกิดโรคโควิด-19 ระบาด ช่วงนั้นเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางของคนจีน นักธุรกิจที่เล็งเห็นโอกาสจึงเข้ามาสอยที่ดินทำธุรกิจ ทำให้หลายตึกถูกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นของนายทุนจีน กลายเป็นร้านขายยาบ้าง ขายหมอนยางพาราบ้าง จนไม่เหลือร่องรอยของการใช้งานแบบ Mix Used” 

ตี๋ย้อนเค้าลางความแปรผันบนสองฝั่งถนนท่าแพ พลางขยายว่า ในอดีตอาคารบริเวณนี้มีลักษณะการใช้งานแบบผสมผสาน หรือ Mix Used คือชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนชั้นล่างเปิดเป็นร้านค้า ขณะเดียวกันบางร้านยังแบ่งปันพื้นที่สำหรับจำหน่ายงานคราฟต์และสินค้าชาติพันธุ์ต่าง ๆ 

อนึ่ง ความผสมยังผสานไปถึงลักษณะทางสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว ทั้งชุมชน พาณิชย์ และศาสนา ครั้นเมื่อที่ดินเปลี่ยนมือและลักษณะการใช้งานอาคารเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ในย่านจึงคล้ายชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ถูกดึงออก วัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชน พอขาดสังคมอุปถัมภ์ก็จำต้องปรับตัว จัดสรรพื้นที่ทำลานจอดรถ จัดอีเวนต์ หรือตกแต่งบรรยากาศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว 

ตี๋เสริมว่าคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกระแส Mass Tourism เช่นนี้ เกิดกับแทบทุกย่านของเชียงใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้ย่านท่าแพสะท้อนภาพชัด คือมูลค่าของทำเลที่สูงกว่า 25 – 40 ล้านต่อห้อง ตัวเลขดังกล่าวประมาณจากผลการสำรวจราคาที่ดินพร้อมอาคารในย่าน พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นปัจจัยให้ทำเลตกไปอยู่กับนายทุนที่มีกำลังซื้อ และโดยมากคือคนนอกพื้นที่

“เมืองจะมีลมหายใจต่อเนื่อง ก็ต่อเมื่อมีความทรงจำของผู้คนที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่ดูเหมือนขณะนี้มันกำลังขาดช่วง เพราะพื้นที่กลายไปเป็นของคนอื่น”

เหนือความเปลี่ยนแปลงนานา ตี๋ให้ความสำคัญกับความทรงจำอันเปรียบดังห่วงเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ทางสังคม และของผู้คนที่มีต่อพื้นที่ ซึ่งจะช่วยนิยามอัตลักษณ์ของย่าน รวมถึงรักษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

ย่านท่าแพ 2030

เราจะสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ ฟื้นกายภาพ และฟื้นโครงสร้างทางสังคม ให้เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร…

นี่คือสิ่งที่ใจบ้านสตูดิโอ และ กฤติกา รอดเจริญ นักศึกษาฝึกงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พยายามค้นหาคำตอบให้กับย่านท่าแพในอนาคต พลันศึกษาค้นคว้า ออกแบบ และนำเสนอแนวคิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ไว้ในโปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ (Thapae Neighborhood 2030) ภายใต้โจทย์หลัก 3 ข้อ 

หนึ่ง เพื่อจุดประกายให้เกิดโมเดลธุรกิจและการพัฒนาที่ดินที่เจ้าของเดิมอยู่อาศัยร่วมกับธุรกิจใหม่ ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องขายที่ 

สอง จัดสรรพื้นที่ให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์เชียงใหม่มีพื้นที่ค้าขาย แสดงผลงาน โดยไม่จำเป็นต้องแบกค่าที่ดินหรือค่าเช่ามหาศาล ผ่านการสร้างระบบแบ่งปันพื้นที่ (Sharing Space) ซึ่งส่งเสริมนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อหนุน 

และ สาม ปลุกกระแสให้เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ อาคารและย่านอันเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจ Creative Business District ที่จะมีผลกับการฟื้นฟูเมืองแบบ Urban Regeneration ในมิติเศรษฐกิจและกายภาพไปพร้อม ๆ กัน  

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

“ลองจินตนาการดูว่า ในเมืองที่แยกขาดระหว่างที่อยู่อาศัยกับพื้นที่พาณิชย์ ถ้าวันใดพื้นที่พาณิชย์ปิด เมืองก็ตาย จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจเปิด ยิ่งเมืองสมัยใหม่พื้นที่ค่อนข้างจำกัด การอยู่แบบผสมผสาน หรือส่งเสริมการใช้พื้นที่อย่างสมประโยชน์จริง ๆ ดังนั้นแนวคิดการพัฒนาเมือง ‘เมืองกระชับ’ (Compact City) จึงเป็นวิธีการน่าสนใจ” ตี๋พูด 

“เราไม่ได้โหยหาอดีตชนิดต้องกลับไปอยู่เหมือนเดิม ในเมื่อธุรกิจปรับตัว กายภาพของอาคารก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน อย่างเมื่อก่อนตึกตึกหนึ่ง มีเจ้าของคนเดียวและใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำธุรกิจ แต่ปัจจุบันที่ดินแพง มูลค่าตึกก็สูง แน่นอน ผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่กำลังสร้างตัวไม่มีสิทธิครอบครองตึกนี้ได้เลย แล้วโมเดลธุรกิจควรจะเป็นแบบไหน”

เขาทิ้งท้ายทำนองเชิญชวนให้นึกคิด แต่สำหรับเขาอยากนำเสนอโมเดลที่เรียกว่า ‘การฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร’ ซึ่งจะกล่าวกันต่อในบทถัดไป

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ปรับอาคารให้ย่านฟื้น

“อาคารก็เหมือนชิ้นส่วนของชีวิต ณ ยุคหนึ่งมันถูกออกแบบกายภาพตามความต้องการของสังคม แต่พอพ้นยุคสมัยอาคารก็ต้องปรับตัวตาม โดยนำมา Reuse และ Adaptive ให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างเข้าใจคุณค่า ด้วยการรักษาบางอย่างให้เป็นชิ้นส่วนความทรงจำ พร้อมปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อจะทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้”

ตี๋เกริ่นปูทางเพื่อจะอธิบายถึงโมเดลการฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคารแบบ ‘Adaptive Reuse’ ในโปรเจกต์ย่านท่าแพ 2030 ที่เขาสำรวจตำแหน่งอาคาร วิเคราะห์โครงสร้างทางสถาปัตยกรรม และรวบรวมข้อมูลธุรกิจบนย่านถนนท่าแพ ก่อนนำมาออกแบบ 3 โมเดลตัวอย่างจากการประยุกต์แนวคิดเข้ากับตึกเก่าในย่าน โดยให้ความสำคัญกับการเก็บหน้าตาอาคารยุคโมเดิร์นและฟาซาด ควบคู่ปรับรื้อภายในให้เกิดการเชื่อมต่อจากถนนสู่ด้านในตัวอาคาร ซึ่งจัดสรรปันส่วนใหม่เป็นพื้นที่ว่างหลากหลายขนาด สำหรับรองรับกิจกรรมและธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนแทรกพื้นที่สีเขียวและช่องแสงให้เป็นเสมือน Pocket Park เพื่อเติมเต็มความเขียวขจีสดชื่นแก่ย่านน่าเดินแห่งนี้ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

 “บางทีการเก็บรักษาทุกอย่างไว้ มันโรแมนติกนะ แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เรามองว่าการฟื้นฟูพัฒนาย่านเมืองเก่าอย่างมีศักยภาพจะต้องหาสมดุลระหว่างศิลปะ เศรษฐศาสตร์ และสังคม” ตี๋สรุปหัวใจของโมเดล

นอกจากไอเดียเนรมิตพื้นที่ภายในอาคาร แต่ละโมเดลตัวอย่างยังลองนำเสนอรูปแบบการจัดการกรรมสิทธิ์และพื้นที่ ที่จำแนกสัดส่วนการใช้งาน อาทิ ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ และพาณิชยกรรม รวมทั้งออกแบบกิจกรรมใหม่เพื่อฟื้นฟูอาคารและย่านอย่างสร้างสรรค์

“ถ้าเราอยากจะเก็บคาแรกเตอร์เดิมให้ลูกหลานกลับมาอยู่แล้วทำธุรกิจต่อได้ เราลองปรับพื้นที่ภายในกันดูไหม เพื่อให้มีสัดส่วนสำหรับคนอยู่อาศัยดั้งเดิมราว 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็ใส่กิจกรรมใหม่เข้าไป เช่น คาเฟ่ ร้านอาหาร แกลเลอรี่ หรือ Co-working Space แบบนี้เจ้าของอาคารเดิมอยู่อาศัยและมีรายได้จากการแบ่งเช่าพื้นที่ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายย่อยก็เช่าทำธุรกิจโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนราคาที่ดิน หากแต่ละหน่วยธุรกิจสร้างกำไรต่อปีมากพอคุ้มค่าแรงจูงใจในการขายตึก นั่นหมายถึง ตึกนี้ก็จะยังเป็นของคนท้องถิ่นและลูกหลานรุ่นต่อไปก็ยังอยู่ได้” 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ตี๋อธิบายสมการของโมเดลการปรับปรุงอาคารที่เขาคิด พร้อมเสริมว่าสิ่งนี้นับเป็นองค์ประกอบของย่านอยู่ดี คือ มีธุรกิจหลากหลายและชุมชนสัมพันธ์อันเกื้อกูลกันและผูกผันกับพื้นที่ เหนืออื่นใดอาจพัฒนาให้เกิดย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งใหม่ที่ยืนอยู่บนรากวัฒนธรรมได้อย่างงามสง่า ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และชี้นำอนาคตของเมือง 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ความเป็นไปได้

อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าแนวคิด Adaptive Reuse ที่กล่าวมานั้นช่างอุดมคติและฝันเพ้อ เพราะมีหลายเมืองทีเดียวที่ตี๋เล่าว่านำไปพัฒนาย่านเมืองเก่า ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน และส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตขึ้นจริง ๆ

ตัวอย่างแรก คือ ไต้หวัน ที่นี่มีองค์กรชื่อ ‘Taipei City Urban Regeneration Office’ คอยทำหน้าที่จับคู่ผู้ประกอบการกับพื้นที่ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับภาครัฐจัดตั้งกองทุนสนับสนุนสำหรับจัดซื้อตึกเก่ามาชุบชีวิต สร้างสรรค์พื้นที่และกิจกรรมหลายหลาก เพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินและดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้งาน เช่าทำธุรกิจ จนเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กลายเป็นพื้นที่ของบรรดา Startup และ SME ในย่านต่าง ๆ 

หรือ เมืองอาห์เมดาบัด ประเทศอินเดีย มีฐานะเป็นถึงเมืองมรดกโลก ทว่ากลับซบเซา มีแต่ผู้สูงอายุและวัยรุ่นที่ไม่เห็นโอกาสสร้างตัว คณะกรรมการเมืองเก่าจึงก่อตั้งองค์กร ‘Heritage Cell’ ขึ้นมา เพื่อทำงานร่วมกับอาคารสงเคราะห์ สนับสนุนการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับซ่อมบำรุงบ้านเก่า สร้างจูงใจให้คนอยากกลับมาอยู่บ้าน ควบคู่กับเปิดโรงเรียนสอนวิชาช่างไม้ ฝึกอบรมทักษะอาชีพด้านการฟื้นฟูอาคารไม้รุ่นคุณปู่คุณย่า โดยพยายามขับเคลื่อนเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน

อีกตัวอย่างสุดท้าย ได้แก่ จอร์จทาวน์ เมืองหลวงรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีกองทุนของรัฐบาลกลาง ‘Think City’ คอยดูแลเรื่องการเพิ่มปริมาณพื้นที่สีเขียว รักษาฟื้นฟูอาคารเก่า รวมถึงแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้คนในย่านเมืองเก่า เนื่องจาก 82 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองจอร์จทาวน์เป็นผู้เช่าอาศัยทั้งสิ้น ประกอบกับเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO เป็นเมืองมรดกโลก ทำให้มีนายทุนต่างชาติมากว้านซื้ออาคารไปเก็งกำไร หรือทำธุรกิจ ผู้เช่าดั้งเดิมเลยพลอยถูกขับออก

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทาง Think City จึงผุดโครงการรักษาตึกที่ผู้เช่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษา โดย Think City เป็นตัวกลาง รวมผู้เช่าเป็นหนึ่งสหกรณ์ แล้วเจรจาทำสัญญาเช่าระยะยาวกับเจ้าของตึก เพื่อมอบความมั่นคงทางการเงินแก่เจ้าของ ส่วนผู้เช่าเมื่อรู้สึกมั่นคงทางที่อยู่อาศัยก็มีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากนี้กองทุนยังยื่นข้อเสนอว่า หากเจ้าของตึกรายใดเข้าร่วมโครงการ ทางรัฐบาลยินดีสนับสนุนงบปรับปรุงอาคารให้หน้าตาสวยงามสมเป็นส่วนหนึ่งของเมืองมรดกโลกอีกด้วย

“นี่คือโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูย่านเมืองเก่าให้เป็นไปได้เชิงเศรษฐกิจ โดยมีทางเลือกให้คุณค่าและมูลค่าอยู่ด้วยกันได้” ตี๋แสดงความเห็น “ต่างจากบ้านเราที่มักเรียกร้องให้คนมาชื่นชมความงาม เชิดชูคุณค่า แต่กลับไม่หยิบยื่นเครื่องมือทางการเงินใด ๆ ทำให้มันยากที่จะรักษา แม้เรารู้ดีว่าสิ่งนี้มีคุณค่าแค่ไหน แถมยังกลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแนวคิดทั้งที่มูลค่ามันสูงมาก”

ทำไมภาครัฐถึงมองไม่เห็นจุดอ่อนนี้ – ผมถามเขา

“เราว่ารัฐต้องมองเมืองกับคนเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาก่อน แต่เขาไม่เคยมองแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกายภาพหรือศักยภาพผู้คน เพราะถ้าเขาเห็นศักยภาพพื้นที่จริงเขาจะต้องต่อยอด ไม่ใช่ขายของเก่ากินเรื่อย ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาเสพของเดิม ๆ ส่วนคนก็ถูกมองเป็นอุปสรรคที่ต้องควบคุมให้คิดคล้อยตาม แทนที่จะมองศักยภาพแล้วใช้มันผลักเมืองให้เดินไปข้างหน้า เช่นเดียวกับตึกที่ก็ไปได้ไกลสุดแค่ควบคุมสี หรือคุมทรงหลังคา” 

สำหรับย่านท่าแพนั้นยังไม่หมดหวัง เพราะภายหลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้การเก็งกำไรที่ดินในย่านนี้ชะลอความรุนแรงลงไปมาก รวมถึงพิสูจน์ได้ว่าใครคือตัวจริง โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ฝ่ามรสุมทางเศรษฐกิจและตี๋สนใจเป็นพิเศษ คือ ‘เวิ้งเหล็กแดง’ คอมมูนิตี้สร้างสรรค์ ซึ่งพัฒนาใกล้เคียงกับแนวคิด Adaptive Reuse มากสุด 

แม้ไม่มีทุนจากหน่วยงานใดให้พึ่งพา ทว่าสำเร็จได้เพียงอาศัยทุนที่เข้าใจ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทุนที่เข้าใจ

ย้อนกลับไปราว 80 ปี ในยุคที่ย่านท่าแพยังเป็นถนนดิน รถวิ่งสวนสองทาง และสามล้อถีบคือบริการยอดฮิตของผู้จับจ่ายสินค้าตลาดวโรรส บริเวณเวิ้งเหล็กแดงตรงนี้มีแค่อาคารสองชั้นก่ออิฐสีเข้ม เปิดเป็นสถานพักแรมสำหรับพ่อค้าแม่ขายต่างจังหวัด ก่อนจะดัดแปลงเป็นโรงงานผลิตขนมปังกะโหลก แต่แล้วโรงงานก็เกิดเหตุเพลิงไหม้จนทำให้ต้องยุติกิจการ อาคารหลังดังกล่าวจึงกลายเป็นโกดังเก็บสินค้าของ ‘เจริญการค้า’ ร้านจำหน่ายหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียน หนึ่งในผู้เช่าพื้นที่ตึกแถว 5 ห้องด้านหน้า ซึ่งสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาโดยคุณตาของ ลุงภูมิ-ภูมิสรรค์ ศิลปิศรโกศล ทายาทผู้ดูแลเวิ้งเหล็กแดงคนปัจจุบัน

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

“ตอนที่ตึกแถวริมถนนยังมีผู้เช่าเต็มทุกห้อง การเข้ามาในเวิ้งต้องเดินผ่านช่องแคบ ๆ ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวสามชัย สมัยนั้นดังมาก พอเศรษฐกิจซบเซาคนเช่าก็ทยอยออก พื้นที่เลยถูกปล่อยร้างไว้พักใหญ่ กระทั่งมีคนมาติดต่อขอทำธุรกิจโรงแรม เขาเลยทุบห้องตรงกลางเปิดเป็นช่องทางเข้า แต่ยังไม่ทันเรียบร้อยดี โครงการก็พับไปเพราะพิษเศรษฐกิจปี 40 เหลือแค่โครงเหล็กสีแดง ซึ่งตามแผนจะเป็นตัวโครงสร้างอาคารหลัก” ลุงภูมิเฉลยเรื่องราวของโครงเหล็กแดง สัญลักษณ์เด่นที่กลายเป็นชื่อเรียกของคอมมูนิตี้สุดฮิปแห่งนี้ ภายหลังจากที่แบรนด์ Dibdee Binder เข้ามาบุกเบิกขอเช่าห้องทำสตูดิโอ ก่อนชักชวนเพื่อนฝูงมาอยู่ด้วยกัน จนปัจจุบันครึกครื้นด้วยบรรดานักออกแบบ ศิลปิน และสารพัดธุรกิจสร้างสรรค์ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ลุงภูมิเล่าให้ฟังต่อว่า เขาใช้วิธีให้ผู้เช่าช่วยกันบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง หรือแม้แต่การเลือกผู้เช่ารายใหม่ 

“ผมให้เด็ก ๆ บริหารกันเอง เพราะรู้สึกว่าไอเดียของผู้ใหญ่อย่างผมกับของเด็กรุ่นใหม่มันคนละเรื่องกัน ในเมื่อตรงนั้นเป็นพื้นที่ของพวกเขา เขาก็ควรจะมีอิสระในการออกแบบ ส่วนถ้าใครสนใจอยากเข้ามาเช่า ผมก็ให้สิทธิพวกเขาปรึกษาพูดคุยกันเองก่อน หากทุกคนพร้อมใจว่าคนนี้มาอยู่ได้ ผมก็โอเค เพราะอยากให้อยู่แบบสบาย ๆ ทำงาน ทำธุรกิจ และเป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน” 

ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังไม่เคยปรับขึ้นค่าเช่า “ถ้าปรับเด็กก็ลำบาก ไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องการเงินนะ แต่เราต้องการแค่พออยู่ได้ทั้งเขาและเรา” เจ้าของเวิ้งอธิบายอย่างใจดี พลางเสริมว่าเขามีเป้าหมายเพียงอยากเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้โชว์ฝีมือ

เหนืออื่นใด เขาเชื่อว่าไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์เหล่านี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพลิกฟื้นย่านท่าแพให้กลับมาคึกคัก เป็นย่านเศรษกิจสำคัญของเมืองเชียงใหม่อีกครั้งในอนาคต

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคตย่านท่าแพที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load