กว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

หลายคนที่มาอุดรธานีคงเคยแวะมาเช็กอินที่เป็ดเหลืองยักษ์ซึ่งลอยอยู่กลางหนองประจักษ์ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมือง และไม่ไกลจากเป็ดเหลือง หลายคนก็อาจจะมองเห็นตึกสีเหลืองที่คนอุดรคุ้นกันดีในชื่อ ‘ตึกราชินูเก่า’ ซึ่งจริงๆ แล้วตึกนี้คือ ‘พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี’ ซึ่งเปิดให้เข้าชมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากปิดซ่อมบูรณะครั้งใหญ่มากว่า 4 ปี

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ 6 ทรงสนพระราชหฤทัยในการพัฒนาบทบาทสตรี และมีพระราชดำริว่าความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองย่อมต้องอาศัยการศึกษาเล่าเรียนที่ดี จึงพระราชทานพระราชทรัพย์สร้างโรงเรียนสตรีประจำภูมิภาคต่างๆ เช่น โรงเรียนราชินี, โรงเรียนราชินีบน, โรงเรียนทวีธาภิเศก, โรงเรียนเสาวภา (ปัจจุบันคือวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา), โรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาล (ปัจจุบันคือคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล), โรงเรียนวิเชียรมาตุและโรงเรียนสภาราชินี จังหวัดตรัง, โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, โรงเรียนราชินีบูรณะ จังหวัดนครปฐม, โรงเรียนศรียานุสรณ์ จังหวัดจันทบุรี

และ ‘โรงเรียนราชินูทิศ’ ก็คือหนึ่งในโรงเรียนที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยให้เป็นโรงเรียนสตรีประจำมณฑลอุดร แต่ใน พ.ศ. 2462 พระองค์เสด็จสวรรคตเสียก่อน การดำเนินงานจึงจำต้องค้างมา ซึ่งตึกราชินูเก่า อาคารเรียนของโรงเรียนสตรีประจำมณฑลอุดรแห่งนี้ก็คืออาคารของพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานีนั่นเอง

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

เวลาต่อมาพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (ศุข ดิษยบุตร) สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดร ผู้สำเร็จราชการมณฑลอุดร และคุณหญิงน้อม ดิษยบุตร (ศรีสุริยราช) เปิดโรงเรียนอุปถัมภ์นารี ซึ่งเป็นโรงเรียนสตรีขนาดเล็กภายในพื้นที่จวนเทศาภิบาลสำหรับกุลธิดาในมณฑล แล้วชักชวนข้าราชการพ่อค้าประชาชนชาวเมืองร่วมบริจาคทรัพย์สร้างอาคารเรียนอุปถัมภ์นารีใหม่น้อมเกล้าฯ ถวายเพื่ออุทิศเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน

และเมื่อ พ.ศ. 2463 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพิ่มเติม และพระราชทานนามโรงเรียนใหม่ว่า ‘ราชินูทิศ’ รวมถึงประกอบพิธีฝังรากศิลาจารึกโรงเรียนขึ้นใน พ.ศ. 2464 โดยตัวอาคารสร้างอยู่บริเวณริมหนองประจักษ์ ใกล้กับโรงเรียนอุปถัมภ์นารีเดิม และเปิดใช้เป็นโรงเรียนสตรีประจำมณฑลอุดรตั้งแต่ พ.ศ. 2468 เป็นต้นมา ซึ่งเราจะพบอักษรพระปรมาภิไธยย่อ ‘ส.ผ.’ ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (เสาวภาผ่องศรี) ใต้ตราสัญลักษณ์รูปมงกุฎและอุณาโลมและข้อความ ’อาคารราชินูทิศ พระพุทธศักราช 2468’  บนหน้าจั่วอาคาร

ต่อมาในปีพุทธศักราช 2497 ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงครามและท่านผู้หญิงได้มาทำพิธีเปิดสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมหญิง จังหวัดอุดรธานี และใช้อาคารราชินูทิศเป็นสำนักงาน พอเห็นว่าอาคารหลังนี้เล็กอยู่ในทำเลที่ไม่เหมาะสมจึงอนุมัติให้สร้างโรงเรียนขึ้นใหม่ และย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่สร้างใหม่ใน พ.ศ. 2503

กระทรวงศึกษาธิการมีการเริ่มโครงการพัฒนาการศึกษาส่วนภูมิภาค จึงโอนอาคารราชินูทิศนี้เป็นสำนักงานโครงการพัฒนาการศึกษาส่วนภูมิภาค และเมื่อมีการปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมใหม่ใน พ.ศ. 2516 กระทรวงศึกษาธิการจึงใช้อาคารหลังนี้เป็นสำนักงานศึกษาธิการเขต เขตการศึกษา 9 โดยหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา และเขตการศึกษา 9 ใช้อาคารเป็นสำนักงานร่วมกัน

อาคารราชินูทิศ

อาคารราชินูทิศ

ภายหลังใน พ.ศ. 2538 สำนักงานศึกษาธิการเขต เขตการศึกษา 9 ย้ายไปปฏิบัติงานที่สำนักงานแห่งใหม่ จึงเหลือเฉพาะหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9 ที่ยังคงปฏิบัติงานต่อมาจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 และกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนอาคารหลังนี้เป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2541

จังหวัดอุดรธานีใช้อาคารราชินูทิศจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี โดยคณะกรรมการร่วมกันออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์ มีการจัดแสดงนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ตามห้องต่างๆ ทั้งหมด และทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี เพื่อให้การบริการแก่ประชาชนได้เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2547

และในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2548 จังหวัดอุดรธานีได้มอบพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานีให้อยู่ในความดูแลของเทศบาลนครอุดรธานี ที่มีความพร้อมในการจัดการให้หน่วยงาน สถาบันการศึกษา ภาครัฐ เอกชน ประชาชนทั่วไป เข้าเยี่ยมชม จนชาวอุดรธานีรู้จักพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ในนามแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์

แต่เนื่องจากเป็นอาคารเก่าแก่อายุกว่า 90 ปี จึงมีสภาพทรุดโทรม เนื้อปูนแตกร้าว ไม้ผุพัง หากไม่ปรับปรุงซ่อมแซมอาจทำให้ผู้เข้าชมไม่ปลอดภัยและทำให้อาคารโบราณสถานแห่งชาติเสียหาย จนไม่สามารถใช้งานได้อีก เทศบาลนครอุดรธานีในสมัยของนายอิทธิพนธ์ ตรีวัฒนสุวรรณ และกรมศิลปากรจึงร่วมกันออกแบบเพื่อบูรณะอาคาร และออกแบบนิทรรศการภายในขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยใช้เวลากว่า 4 ปีตั้งแต่เริ่มวางแผนการบูรณะ และเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมไปแล้วเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา

อาคารเก่า อาคารเก่า

เรื่องราวของงานบูรณะ

รูปแบบของอาคาร

อาคารราชินูทิศเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกตามความนิยมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) เป็นอาคารแบบโคโลเนียล (Colonial) ที่เป็นการนำเอารูปแบบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมคลาสสิกมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับภูมิอากาศเขตร้อน ตามที่ฝรั่งเศสนำมาใช้กับอาณานิคมอินโดจีน และได้รับความนิยมมาถึงทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงด้วยโดยช่างก่อสร้างชาวญวน ตัวอาคารหันหน้าอาคารไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ด้านหลังติดกับหนองประจักษ์ หนองน้ำขนาดใหญ่ ผังอาคารประกอบด้วยห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าจำนวน 2 หลังตั้งขนานกัน ด้านหน้าอาคารเชื่อมต่อกันคล้ายรูปตัวยู (U) มีมุขด้านหน้าบริเวณกึ่งกลางอาคาร แสดงลักษณะการออกแบบที่เน้นความสมมาตร เพื่อสร้างความรู้สึกสง่างามแก่ตัวอาคาร

ตัวอาคารทั้งชั้นบนและชั้นล่างมีระเบียงล้อมบริเวณด้านหน้าและด้านข้าง ช่วยป้องกันภายในอาคารจากแดดและฝน ตัวระเบียงถูกแบ่งออกเป็นส่วนเท่าๆ กันด้วยเสารูปทรงสี่เหลี่ยม ระหว่างช่วงเสามีพนักระเบียงราวลูกกรงปูนปั้น มีซุ้มโค้ง (Arch) ประดับหัวเสาแบบดอริก (Doric Capital) ตรงกึ่งกลางของซุ้มโค้ง (Keystone) ประดับด้วยบัวปูนปั้น ช่องหน้าต่างและซุ้มหน้าต่างเป็นรูปทรงโค้ง ที่มุขด้านหน้าอาคารใช้บานหน้าต่างบานเกล็ดไม้ ด้านบนเหนือบานหน้าต่างเป็นช่องแสงประดับกระจก

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

ถัดจากซุ้มโค้งด้านหน้าอาคารขึ้นไปประดับช่องลมรูปทรงกลมจำนวนสองช่อง ส่วนผนังด้านข้างของปีกซ้ายและขวา ประดับด้วยงานปูนปั้น ส่วนผนังด้านหลังของปีกอาคารทั้งสองฝั่งประดับด้วยหน้าต่างทรงโค้งขนาดเล็ก

โดยทั่วไปรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลที่ได้รับอิทธิพลจากแบบคลาสสิก จะมีลักษณะเด่นๆ ที่สังเกตได้คือ ตัวอาคารมีรูปร่างที่สมมาตร มีมุขตรงกลางทำเป็นหลังคาจั่วมีหน้าบันรูปสามเหลี่ยมเหมือนวิหารโรมัน ตามแบบที่เรียกว่า Palladian Style กรณีของอาคารราชินูทิศนั้นเป็นหลังคาหน้าจั่วกึ่งกลาง หลังคาปั้นหยาทรงสูงชันมาก ต่างจากต้นแบบคลาสสิก

ปริศนา   ‘อิฐไม้’ ที่เดียวในประเทศ

เนื่องจากอาคารราชินูทิศอยู่ในพื้นที่ต่ำ น้ำท่วมใต้อาคารทุกปี ขั้นตอนการบูรณะจึงต้องมีการขูดลอกผิวปูนเก่าที่เสียหายจากความชื้น ซึ่งการสกัดผิวปูนออกจึงค้นพบ ‘อิฐไม้’  ซึ่งคือไม้เนื้อแข็งท่อนใหญ่ที่ถูกตัดให้มีขนาดเดียวกับอิฐที่ใช้ก่อทำผนัง และแทรกอยู่ระหว่างอิฐเป็นจังหวะทุกๆ 3 ก้อนในแนวดิ่งและก้อนเว้นก้อนในแนวราบ และมีแค่ 5 แถวจากระดับพื้น แต่บริเวณมุมผนังจะเป็นอิฐไม้แทรกทุกๆ 3 ก้อน ยาวขึ้นไปชนทับหลังประตู

จากนั้นจึงแจ้งให้กรมศิลปากรเข้ามาตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบแล้วกรมศิลปากรเห็นว่ารายละเอียดโครงสร้างอิฐไม้ที่อาคารราชินูทิศนี้ไม่เคยพบเห็นในโบราณสถานที่ใดเลยในประเทศไทย และจนบัดนี้ยังไม่ทราบที่มาที่ไปของการนำอิฐไม้มาใช้ในโครงสร้างผนังรับน้ำหนัก จึงแนะนำให้เปิดผิวปูนฉาบที่ห้องด้านล่าง เพื่อให้ประชาชนได้เห็นรายละเอียดตรงนี้อย่างชัดเจน ถือเป็นรายละเอียดการก่อสร้างที่มีความน่าสนใจและยังต้องค้นหาคำตอบกันต่อไป

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

ทำไมพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานีต้องเป็นสีเหลือง?

จากกระบวนการการพิสูจน์สีพบว่า สีที่ใช้ในอาคารพิพิธภัณฑ์มีการทาทับซ้ำทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นการทาทับในช่วงการบูรณะในแต่ละยุค ที่ปรึกษาจากกรมศิลปากรให้ความเห็นเรื่องสีไว้ว่า สีที่จะใช้ทาในครั้งนี้ควรจะเป็นสีเดียวกับที่เคยทาในยุคแรก (ปีพุทธศักราช 2468) ทั้งหมด ซึ่งจากหลักฐานที่ปรากฏพบว่าผิวอาคารภายนอกในยุคแรกทาสีเหลืองทั้งอาคาร โดยไม่มีการตัดบัวหรือซุ้มโค้งเป็นสีขาวเหมือนที่พบเห็นและคุ้นตาในยุคปัจจุบัน

ส่วนผิวอาคารภายในนั้นพบว่ามีการทาสีทับ 3 – 4 ชั้นเช่นกัน ทีมบูรณะอาคารเข้าไปขูดสีจนถึงชั้นสีในสุดจนพบว่าผนังภายในเป็นสีฟ้าทั้งหมดทุกห้อง จึงส่งตัวอย่างสีภายนอกและภายในเข้าแล็บสี เพื่อปรุงสีให้ใกล้เคียงกับสีอาคารในยุคแรกมากที่สุดก่อนที่จะส่งมาทาอาคารอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ผนัง

เสริมโครงสร้างเก่าด้วยโครงสร้างใหม่

จำนวนคนที่คาดว่าจะมาใช้บริการมากขึ้นทำให้มีผลต่อการรับน้ำหนักของโครงสร้างอาคาร ทำให้วิศวกรที่ปรึกษาต้องคำนวณน้ำหนัก Live Load ใหม่ และออกแบบโครงสร้างให้มีการเสริมตงไม้ และจำเป็นต้องใช้โครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ทำหน้าที่เหมือนคานช่วยรับโครงสร้างพื้นชั้น 2 ทุกห้อง บางส่วนของฝ้าเพดานชั้นล่างจึงจะมองเห็นเหล็กเสริมอยู่เป็นระยะ ส่วนโครงสร้างรับพื้นชั้นล่างจะเป็นคานคอนกรีตเสริมเหล็กรับพื้นชั้นล่าง ถ่ายน้ำหนักลงตอม่อคอนกรีตเสริมเหล็กเช่นกัน 

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

จากใต้ทะเลสู่ที่ราบสูงที่เติบโตจากสงคราม

นิทรรศการที่ออกแบบใหม่ภายในตึกเก่าอายุกว่า 90 ปีพาเราย้อนไปในยุคหลายล้านปีก่อน แสดงให้เห็นกระบวนการเกิดแผ่นดินอีสานที่ยกตัวขึ้นจากทะเล เป็นที่ราบสูงที่มีแอ่งน้ำทะเลค้างอยู่อีกหลายล้านปีและเป็นผลให้มีวัฒนธรรมเกลือเป็นจุดเด่น จนมาถึงยุคบ้านเชียง วัฒนธรรมที่หายไปกว่า 5,000 ปีที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ จนมาถึงยุค ‘สงคราม’ ที่หลายคนอาจจะคิดว่ามันคือการสูญเสียเพียงอย่างเดียว แต่มองในอีกมุมหนึ่งแล้วมันคือจุดเริ่มต้นของความเป็นเมืองอุดรธานีในปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

ตั้งแต่เหตุการณ์พิพาท ร.ศ.112 ที่พื้นที่อุดรธานีเป็นจุดตั้งฐานทัพเพื่อต่อรองกับฝรั่งเศส มาจนถึงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ต่อเนื่องมาจนถึงสงครามเวียดนามหรือสงครามเย็นที่ทหารอเมริกันใช้พื้นที่อุดรธานีเป็นฐานทัพของกองทัพและส่งผลให้อุดรมีเศรษฐกิจดีมากๆ เกิดวงดนตรีระดับตำนานอย่างวง V.I.P ที่มีแหลม มอริสัน เป็นมือกีตาร์  และเนื้อหาก็แสดงให้เห็นถึงผลกระทบหลังสงครามที่ทำให้คนอุดรธานีไปซาอุดิอาระเบียกันเกือบทั้งเมือง เนื้อหาเกือบทุกส่วนยังอาศัยการมีส่วนร่วมของคนอุดรเองที่ช่วยผสานเรื่องราวประวัติศาสตร์ภาคประชาชน การที่คนในเหตุการณ์ได้มาเล่า ได้ช่วยนำข้าวของเครื่องใช้จริงๆ ในยุคก่อนมาประกอบกันให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดูมีชีวิต นับเป็นประวัติศาสตร์ของจริงที่หาอ่านไม่ได้ตามห้องสมุดที่ไหนในประเทศไทย

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

อาคารศูนย์บริการพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

อาคารศูนย์บริการพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี คืออาคารที่สร้างใหม่ซึ่งอยู่ข้างๆ อาคารราชินูทิศ สร้างแทนตำแหน่งของอาคารวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานีที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรม ภายในอาคารศูนย์บริการฯ ประกอบไปด้วยพื้นที่รับบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ พื้นที่ขายของที่ระลึก พื้นที่แสดงนิทรรศการหมุนเวียน สำนักงาน ห้องน้ำ ร้านกาแฟ และระเบียงชมหนองประจักษ์ โดยตัวอาคารถูกออกแบบให้มีผนัง 3 ชั้นซ้อนกัน (Triple Layer)

ผนังชั้นในสุดเป็นโครงสร้างอิฐก่อ มีอิฐไม้แทรกอยู่เป็นระบบเพื่อเชื่อมโยงถึงระบบโครงสร้างของอาคารพิพิธภัณฑ์ เลเยอร์ที่ 2 เป็นผนังกระจกหุ้มอาคารทั้งหมดเพื่อควบคุมระบบปรับอากาศ และเลเยอร์สุดท้ายคือผนังเหล็กฉลุหุ้มตัวอาคารทั้งหมดไว้ โดยแพตเทิร์นของลายฉลุถูกออกแบบจากลายผ้าหมี่ขิดพระราชทาน เรียกว่า ‘หมี่ขิดลายสมเด็จ’ ซึ่งเป็นลายที่ชุมชนผ้าทอมือในจังหวัดอุดรธานีน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และทำสีเหล็กฉลุทั้งหมดด้วยสีสำริดที่สื่อความหมายถึงบ้านเชียงที่อยู่ในยุคสำริด อาคารหลังนี้จึงดูเหมือนการเปรียบเทียบประวัติศาสตร์ของตัวอาคารระหว่างความเก่าและใหม่ที่ต้องเดินไปคู่กันเสมอ

อาคารศูนย์บริการพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

ภูมิสถาปัตยกรรมที่ตอบสนองกับ ‘น้ำ

เนื่องจากอาคารพิพิธภัณฑ์อยู่ในพื้นที่ต่ำ งานออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมไม่ได้มีแค่เรื่องความสวยงามเท่านั้น แต่เป็นงานออกแบบที่มีแนวคิดเรื่องการป้องกันน้ำท่วมได้ด้วย หลักการคือการปรับปรุงบ่อบัวขนาดใหญ่ด้านหน้าให้รับปริมาณน้ำได้มากขึ้น และสร้างบ่อพักน้ำขนาดใหญ่ไว้ด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์ บ่อน้ำด้านหน้าและด้านหลังจะเชื่อมกันโดยท่อน้ำขนาดใหญ่ใต้ดิน และจัดแลนด์สเคปด้านบนไว้ให้ดูเหมือนคลองน้ำตื้นๆ เพื่อเป็นช่องทางถ่ายเทน้ำทั้งช่วงที่น้ำท่วมและฝนแล้งแล้วบ่อน้ำด้านหน้าแห้งเกินไป

สถาปัตยกรรมร่วมสมัย

พื้นที่ด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์สามารถเชื่อมกับพื้นที่ของหนองประจักษ์ ที่เป็นสวนสาธารณะของเมือง ผู้ออกแบบจึงปรับให้แนวรั้วด้านหลังอาคาร เป็นพื้นที่ที่สามารถเดินข้ามระหว่างพิพิธภัณฑ์กับหนองประจักษ์ได้ ความเชื่อมโยงนี้ทำให้พื้นที่สาธารณะทั้งสองส่วนสามารถใช้พื้นที่ร่วมกันและเปิดโอกาสให้คุณค่าของอาคารเก่าได้แสดงให้เห็นอิทธิพลของความนิยมในศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่เฟื่องฟูมากในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) และร่องรอยประวัติศาสตร์ภาคประชาชนที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีภายในนิทรรศการ ซึ่งทั้งหมดคืองานสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่มีความหมายว่า การสร้างปัจจุบันเพื่อให้อดีตเดินต่อไปได้

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

สถานที่ตั้ง : ถนนโพศรี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

ช่วงเวลาทำการ : 08.30 – 16.30 น. ปิดทุกวันจันทร์

เจ้าของโครงการ : เทศบาลนครอุดรธานี

คณะทำงาน : บริษัท ซิตี้นีออน ดิสเพลส์ แอนด์ คอนสตรั๊คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

ที่ปรึกษาโครงการ : กรมศิลปากรบริษัท เซียมเวอร์คส จำกัด

กว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

หลายคนที่มาอุดรธานีคงเคยแวะมาเช็กอินที่เป็ดเหลืองยักษ์ซึ่งลอยอยู่กลางหนองประจักษ์ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมือง และไม่ไกลจากเป็ดเหลือง หลายคนก็อาจจะมองเห็นตึกสีเหลืองที่คนอุดรคุ้นกันดีในชื่อ ‘ตึกราชินูเก่า’ ซึ่งจริงๆ แล้วตึกนี้คือ ‘พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี’ ซึ่งเปิดให้เข้าชมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากปิดซ่อมบูรณะครั้งใหญ่มากว่า 4 ปี

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ 6 ทรงสนพระราชหฤทัยในการพัฒนาบทบาทสตรี และมีพระราชดำริว่าความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองย่อมต้องอาศัยการศึกษาเล่าเรียนที่ดี จึงพระราชทานพระราชทรัพย์สร้างโรงเรียนสตรีประจำภูมิภาคต่างๆ เช่น โรงเรียนราชินี, โรงเรียนราชินีบน, โรงเรียนทวีธาภิเศก, โรงเรียนเสาวภา (ปัจจุบันคือวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา), โรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาล (ปัจจุบันคือคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล), โรงเรียนวิเชียรมาตุและโรงเรียนสภาราชินี จังหวัดตรัง, โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, โรงเรียนราชินีบูรณะ จังหวัดนครปฐม, โรงเรียนศรียานุสรณ์ จังหวัดจันทบุรี

และ ‘โรงเรียนราชินูทิศ’ ก็คือหนึ่งในโรงเรียนที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยให้เป็นโรงเรียนสตรีประจำมณฑลอุดร แต่ใน พ.ศ. 2462 พระองค์เสด็จสวรรคตเสียก่อน การดำเนินงานจึงจำต้องค้างมา ซึ่งตึกราชินูเก่า อาคารเรียนของโรงเรียนสตรีประจำมณฑลอุดรแห่งนี้ก็คืออาคารของพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานีนั่นเอง

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

เวลาต่อมาพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (ศุข ดิษยบุตร) สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดร ผู้สำเร็จราชการมณฑลอุดร และคุณหญิงน้อม ดิษยบุตร (ศรีสุริยราช) เปิดโรงเรียนอุปถัมภ์นารี ซึ่งเป็นโรงเรียนสตรีขนาดเล็กภายในพื้นที่จวนเทศาภิบาลสำหรับกุลธิดาในมณฑล แล้วชักชวนข้าราชการพ่อค้าประชาชนชาวเมืองร่วมบริจาคทรัพย์สร้างอาคารเรียนอุปถัมภ์นารีใหม่น้อมเกล้าฯ ถวายเพื่ออุทิศเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน

และเมื่อ พ.ศ. 2463 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพิ่มเติม และพระราชทานนามโรงเรียนใหม่ว่า ‘ราชินูทิศ’ รวมถึงประกอบพิธีฝังรากศิลาจารึกโรงเรียนขึ้นใน พ.ศ. 2464 โดยตัวอาคารสร้างอยู่บริเวณริมหนองประจักษ์ ใกล้กับโรงเรียนอุปถัมภ์นารีเดิม และเปิดใช้เป็นโรงเรียนสตรีประจำมณฑลอุดรตั้งแต่ พ.ศ. 2468 เป็นต้นมา ซึ่งเราจะพบอักษรพระปรมาภิไธยย่อ ‘ส.ผ.’ ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (เสาวภาผ่องศรี) ใต้ตราสัญลักษณ์รูปมงกุฎและอุณาโลมและข้อความ ’อาคารราชินูทิศ พระพุทธศักราช 2468’  บนหน้าจั่วอาคาร

ต่อมาในปีพุทธศักราช 2497 ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงครามและท่านผู้หญิงได้มาทำพิธีเปิดสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมหญิง จังหวัดอุดรธานี และใช้อาคารราชินูทิศเป็นสำนักงาน พอเห็นว่าอาคารหลังนี้เล็กอยู่ในทำเลที่ไม่เหมาะสมจึงอนุมัติให้สร้างโรงเรียนขึ้นใหม่ และย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่สร้างใหม่ใน พ.ศ. 2503

กระทรวงศึกษาธิการมีการเริ่มโครงการพัฒนาการศึกษาส่วนภูมิภาค จึงโอนอาคารราชินูทิศนี้เป็นสำนักงานโครงการพัฒนาการศึกษาส่วนภูมิภาค และเมื่อมีการปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมใหม่ใน พ.ศ. 2516 กระทรวงศึกษาธิการจึงใช้อาคารหลังนี้เป็นสำนักงานศึกษาธิการเขต เขตการศึกษา 9 โดยหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา และเขตการศึกษา 9 ใช้อาคารเป็นสำนักงานร่วมกัน

อาคารราชินูทิศ

อาคารราชินูทิศ

ภายหลังใน พ.ศ. 2538 สำนักงานศึกษาธิการเขต เขตการศึกษา 9 ย้ายไปปฏิบัติงานที่สำนักงานแห่งใหม่ จึงเหลือเฉพาะหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 9 ที่ยังคงปฏิบัติงานต่อมาจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 และกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนอาคารหลังนี้เป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2541

จังหวัดอุดรธานีใช้อาคารราชินูทิศจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี โดยคณะกรรมการร่วมกันออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์ มีการจัดแสดงนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ตามห้องต่างๆ ทั้งหมด และทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี เพื่อให้การบริการแก่ประชาชนได้เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2547

และในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2548 จังหวัดอุดรธานีได้มอบพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานีให้อยู่ในความดูแลของเทศบาลนครอุดรธานี ที่มีความพร้อมในการจัดการให้หน่วยงาน สถาบันการศึกษา ภาครัฐ เอกชน ประชาชนทั่วไป เข้าเยี่ยมชม จนชาวอุดรธานีรู้จักพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ในนามแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์

แต่เนื่องจากเป็นอาคารเก่าแก่อายุกว่า 90 ปี จึงมีสภาพทรุดโทรม เนื้อปูนแตกร้าว ไม้ผุพัง หากไม่ปรับปรุงซ่อมแซมอาจทำให้ผู้เข้าชมไม่ปลอดภัยและทำให้อาคารโบราณสถานแห่งชาติเสียหาย จนไม่สามารถใช้งานได้อีก เทศบาลนครอุดรธานีในสมัยของนายอิทธิพนธ์ ตรีวัฒนสุวรรณ และกรมศิลปากรจึงร่วมกันออกแบบเพื่อบูรณะอาคาร และออกแบบนิทรรศการภายในขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยใช้เวลากว่า 4 ปีตั้งแต่เริ่มวางแผนการบูรณะ และเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมไปแล้วเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา

อาคารเก่า อาคารเก่า

เรื่องราวของงานบูรณะ

รูปแบบของอาคาร

อาคารราชินูทิศเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกตามความนิยมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) เป็นอาคารแบบโคโลเนียล (Colonial) ที่เป็นการนำเอารูปแบบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมคลาสสิกมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับภูมิอากาศเขตร้อน ตามที่ฝรั่งเศสนำมาใช้กับอาณานิคมอินโดจีน และได้รับความนิยมมาถึงทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงด้วยโดยช่างก่อสร้างชาวญวน ตัวอาคารหันหน้าอาคารไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ด้านหลังติดกับหนองประจักษ์ หนองน้ำขนาดใหญ่ ผังอาคารประกอบด้วยห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าจำนวน 2 หลังตั้งขนานกัน ด้านหน้าอาคารเชื่อมต่อกันคล้ายรูปตัวยู (U) มีมุขด้านหน้าบริเวณกึ่งกลางอาคาร แสดงลักษณะการออกแบบที่เน้นความสมมาตร เพื่อสร้างความรู้สึกสง่างามแก่ตัวอาคาร

ตัวอาคารทั้งชั้นบนและชั้นล่างมีระเบียงล้อมบริเวณด้านหน้าและด้านข้าง ช่วยป้องกันภายในอาคารจากแดดและฝน ตัวระเบียงถูกแบ่งออกเป็นส่วนเท่าๆ กันด้วยเสารูปทรงสี่เหลี่ยม ระหว่างช่วงเสามีพนักระเบียงราวลูกกรงปูนปั้น มีซุ้มโค้ง (Arch) ประดับหัวเสาแบบดอริก (Doric Capital) ตรงกึ่งกลางของซุ้มโค้ง (Keystone) ประดับด้วยบัวปูนปั้น ช่องหน้าต่างและซุ้มหน้าต่างเป็นรูปทรงโค้ง ที่มุขด้านหน้าอาคารใช้บานหน้าต่างบานเกล็ดไม้ ด้านบนเหนือบานหน้าต่างเป็นช่องแสงประดับกระจก

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

ถัดจากซุ้มโค้งด้านหน้าอาคารขึ้นไปประดับช่องลมรูปทรงกลมจำนวนสองช่อง ส่วนผนังด้านข้างของปีกซ้ายและขวา ประดับด้วยงานปูนปั้น ส่วนผนังด้านหลังของปีกอาคารทั้งสองฝั่งประดับด้วยหน้าต่างทรงโค้งขนาดเล็ก

โดยทั่วไปรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลที่ได้รับอิทธิพลจากแบบคลาสสิก จะมีลักษณะเด่นๆ ที่สังเกตได้คือ ตัวอาคารมีรูปร่างที่สมมาตร มีมุขตรงกลางทำเป็นหลังคาจั่วมีหน้าบันรูปสามเหลี่ยมเหมือนวิหารโรมัน ตามแบบที่เรียกว่า Palladian Style กรณีของอาคารราชินูทิศนั้นเป็นหลังคาหน้าจั่วกึ่งกลาง หลังคาปั้นหยาทรงสูงชันมาก ต่างจากต้นแบบคลาสสิก

ปริศนา   ‘อิฐไม้’ ที่เดียวในประเทศ

เนื่องจากอาคารราชินูทิศอยู่ในพื้นที่ต่ำ น้ำท่วมใต้อาคารทุกปี ขั้นตอนการบูรณะจึงต้องมีการขูดลอกผิวปูนเก่าที่เสียหายจากความชื้น ซึ่งการสกัดผิวปูนออกจึงค้นพบ ‘อิฐไม้’  ซึ่งคือไม้เนื้อแข็งท่อนใหญ่ที่ถูกตัดให้มีขนาดเดียวกับอิฐที่ใช้ก่อทำผนัง และแทรกอยู่ระหว่างอิฐเป็นจังหวะทุกๆ 3 ก้อนในแนวดิ่งและก้อนเว้นก้อนในแนวราบ และมีแค่ 5 แถวจากระดับพื้น แต่บริเวณมุมผนังจะเป็นอิฐไม้แทรกทุกๆ 3 ก้อน ยาวขึ้นไปชนทับหลังประตู

จากนั้นจึงแจ้งให้กรมศิลปากรเข้ามาตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบแล้วกรมศิลปากรเห็นว่ารายละเอียดโครงสร้างอิฐไม้ที่อาคารราชินูทิศนี้ไม่เคยพบเห็นในโบราณสถานที่ใดเลยในประเทศไทย และจนบัดนี้ยังไม่ทราบที่มาที่ไปของการนำอิฐไม้มาใช้ในโครงสร้างผนังรับน้ำหนัก จึงแนะนำให้เปิดผิวปูนฉาบที่ห้องด้านล่าง เพื่อให้ประชาชนได้เห็นรายละเอียดตรงนี้อย่างชัดเจน ถือเป็นรายละเอียดการก่อสร้างที่มีความน่าสนใจและยังต้องค้นหาคำตอบกันต่อไป

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

ทำไมพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานีต้องเป็นสีเหลือง?

จากกระบวนการการพิสูจน์สีพบว่า สีที่ใช้ในอาคารพิพิธภัณฑ์มีการทาทับซ้ำทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นการทาทับในช่วงการบูรณะในแต่ละยุค ที่ปรึกษาจากกรมศิลปากรให้ความเห็นเรื่องสีไว้ว่า สีที่จะใช้ทาในครั้งนี้ควรจะเป็นสีเดียวกับที่เคยทาในยุคแรก (ปีพุทธศักราช 2468) ทั้งหมด ซึ่งจากหลักฐานที่ปรากฏพบว่าผิวอาคารภายนอกในยุคแรกทาสีเหลืองทั้งอาคาร โดยไม่มีการตัดบัวหรือซุ้มโค้งเป็นสีขาวเหมือนที่พบเห็นและคุ้นตาในยุคปัจจุบัน

ส่วนผิวอาคารภายในนั้นพบว่ามีการทาสีทับ 3 – 4 ชั้นเช่นกัน ทีมบูรณะอาคารเข้าไปขูดสีจนถึงชั้นสีในสุดจนพบว่าผนังภายในเป็นสีฟ้าทั้งหมดทุกห้อง จึงส่งตัวอย่างสีภายนอกและภายในเข้าแล็บสี เพื่อปรุงสีให้ใกล้เคียงกับสีอาคารในยุคแรกมากที่สุดก่อนที่จะส่งมาทาอาคารอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ผนัง

เสริมโครงสร้างเก่าด้วยโครงสร้างใหม่

จำนวนคนที่คาดว่าจะมาใช้บริการมากขึ้นทำให้มีผลต่อการรับน้ำหนักของโครงสร้างอาคาร ทำให้วิศวกรที่ปรึกษาต้องคำนวณน้ำหนัก Live Load ใหม่ และออกแบบโครงสร้างให้มีการเสริมตงไม้ และจำเป็นต้องใช้โครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ทำหน้าที่เหมือนคานช่วยรับโครงสร้างพื้นชั้น 2 ทุกห้อง บางส่วนของฝ้าเพดานชั้นล่างจึงจะมองเห็นเหล็กเสริมอยู่เป็นระยะ ส่วนโครงสร้างรับพื้นชั้นล่างจะเป็นคานคอนกรีตเสริมเหล็กรับพื้นชั้นล่าง ถ่ายน้ำหนักลงตอม่อคอนกรีตเสริมเหล็กเช่นกัน 

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

จากใต้ทะเลสู่ที่ราบสูงที่เติบโตจากสงคราม

นิทรรศการที่ออกแบบใหม่ภายในตึกเก่าอายุกว่า 90 ปีพาเราย้อนไปในยุคหลายล้านปีก่อน แสดงให้เห็นกระบวนการเกิดแผ่นดินอีสานที่ยกตัวขึ้นจากทะเล เป็นที่ราบสูงที่มีแอ่งน้ำทะเลค้างอยู่อีกหลายล้านปีและเป็นผลให้มีวัฒนธรรมเกลือเป็นจุดเด่น จนมาถึงยุคบ้านเชียง วัฒนธรรมที่หายไปกว่า 5,000 ปีที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญ จนมาถึงยุค ‘สงคราม’ ที่หลายคนอาจจะคิดว่ามันคือการสูญเสียเพียงอย่างเดียว แต่มองในอีกมุมหนึ่งแล้วมันคือจุดเริ่มต้นของความเป็นเมืองอุดรธานีในปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

ตั้งแต่เหตุการณ์พิพาท ร.ศ.112 ที่พื้นที่อุดรธานีเป็นจุดตั้งฐานทัพเพื่อต่อรองกับฝรั่งเศส มาจนถึงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ต่อเนื่องมาจนถึงสงครามเวียดนามหรือสงครามเย็นที่ทหารอเมริกันใช้พื้นที่อุดรธานีเป็นฐานทัพของกองทัพและส่งผลให้อุดรมีเศรษฐกิจดีมากๆ เกิดวงดนตรีระดับตำนานอย่างวง V.I.P ที่มีแหลม มอริสัน เป็นมือกีตาร์  และเนื้อหาก็แสดงให้เห็นถึงผลกระทบหลังสงครามที่ทำให้คนอุดรธานีไปซาอุดิอาระเบียกันเกือบทั้งเมือง เนื้อหาเกือบทุกส่วนยังอาศัยการมีส่วนร่วมของคนอุดรเองที่ช่วยผสานเรื่องราวประวัติศาสตร์ภาคประชาชน การที่คนในเหตุการณ์ได้มาเล่า ได้ช่วยนำข้าวของเครื่องใช้จริงๆ ในยุคก่อนมาประกอบกันให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดูมีชีวิต นับเป็นประวัติศาสตร์ของจริงที่หาอ่านไม่ได้ตามห้องสมุดที่ไหนในประเทศไทย

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

อาคารศูนย์บริการพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

อาคารศูนย์บริการพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี คืออาคารที่สร้างใหม่ซึ่งอยู่ข้างๆ อาคารราชินูทิศ สร้างแทนตำแหน่งของอาคารวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานีที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรม ภายในอาคารศูนย์บริการฯ ประกอบไปด้วยพื้นที่รับบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ พื้นที่ขายของที่ระลึก พื้นที่แสดงนิทรรศการหมุนเวียน สำนักงาน ห้องน้ำ ร้านกาแฟ และระเบียงชมหนองประจักษ์ โดยตัวอาคารถูกออกแบบให้มีผนัง 3 ชั้นซ้อนกัน (Triple Layer)

ผนังชั้นในสุดเป็นโครงสร้างอิฐก่อ มีอิฐไม้แทรกอยู่เป็นระบบเพื่อเชื่อมโยงถึงระบบโครงสร้างของอาคารพิพิธภัณฑ์ เลเยอร์ที่ 2 เป็นผนังกระจกหุ้มอาคารทั้งหมดเพื่อควบคุมระบบปรับอากาศ และเลเยอร์สุดท้ายคือผนังเหล็กฉลุหุ้มตัวอาคารทั้งหมดไว้ โดยแพตเทิร์นของลายฉลุถูกออกแบบจากลายผ้าหมี่ขิดพระราชทาน เรียกว่า ‘หมี่ขิดลายสมเด็จ’ ซึ่งเป็นลายที่ชุมชนผ้าทอมือในจังหวัดอุดรธานีน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และทำสีเหล็กฉลุทั้งหมดด้วยสีสำริดที่สื่อความหมายถึงบ้านเชียงที่อยู่ในยุคสำริด อาคารหลังนี้จึงดูเหมือนการเปรียบเทียบประวัติศาสตร์ของตัวอาคารระหว่างความเก่าและใหม่ที่ต้องเดินไปคู่กันเสมอ

อาคารศูนย์บริการพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

ภูมิสถาปัตยกรรมที่ตอบสนองกับ ‘น้ำ

เนื่องจากอาคารพิพิธภัณฑ์อยู่ในพื้นที่ต่ำ งานออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมไม่ได้มีแค่เรื่องความสวยงามเท่านั้น แต่เป็นงานออกแบบที่มีแนวคิดเรื่องการป้องกันน้ำท่วมได้ด้วย หลักการคือการปรับปรุงบ่อบัวขนาดใหญ่ด้านหน้าให้รับปริมาณน้ำได้มากขึ้น และสร้างบ่อพักน้ำขนาดใหญ่ไว้ด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์ บ่อน้ำด้านหน้าและด้านหลังจะเชื่อมกันโดยท่อน้ำขนาดใหญ่ใต้ดิน และจัดแลนด์สเคปด้านบนไว้ให้ดูเหมือนคลองน้ำตื้นๆ เพื่อเป็นช่องทางถ่ายเทน้ำทั้งช่วงที่น้ำท่วมและฝนแล้งแล้วบ่อน้ำด้านหน้าแห้งเกินไป

สถาปัตยกรรมร่วมสมัย

พื้นที่ด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์สามารถเชื่อมกับพื้นที่ของหนองประจักษ์ ที่เป็นสวนสาธารณะของเมือง ผู้ออกแบบจึงปรับให้แนวรั้วด้านหลังอาคาร เป็นพื้นที่ที่สามารถเดินข้ามระหว่างพิพิธภัณฑ์กับหนองประจักษ์ได้ ความเชื่อมโยงนี้ทำให้พื้นที่สาธารณะทั้งสองส่วนสามารถใช้พื้นที่ร่วมกันและเปิดโอกาสให้คุณค่าของอาคารเก่าได้แสดงให้เห็นอิทธิพลของความนิยมในศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่เฟื่องฟูมากในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) และร่องรอยประวัติศาสตร์ภาคประชาชนที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีภายในนิทรรศการ ซึ่งทั้งหมดคืองานสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่มีความหมายว่า การสร้างปัจจุบันเพื่อให้อดีตเดินต่อไปได้

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

สถานที่ตั้ง : ถนนโพศรี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

ช่วงเวลาทำการ : 08.30 – 16.30 น. ปิดทุกวันจันทร์

เจ้าของโครงการ : เทศบาลนครอุดรธานี

คณะทำงาน : บริษัท ซิตี้นีออน ดิสเพลส์ แอนด์ คอนสตรั๊คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

ที่ปรึกษาโครงการ : กรมศิลปากรบริษัท เซียมเวอร์คส จำกัด

Writer & Photographer

ปองพล ยุทธรัตน์

สถาปนิกสายเลือดอีสานผู้มีความสนใจกระบวนการเกิดของสถาปัตยกรรมในแต่ละยุคสมัยเพื่อค้นหาความเชื่อมโยงในมิติต่างๆ

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

คงไม่ต้องแนะนำอะไรมาก หากคุณเป็นแฟน FREITAG แบรนด์กระเป๋าเจ้าของสโลแกน From Truck Till Bag จากเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

กระเป๋าสุดเท่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1993 โดยสองพี่น้องนามสกุลเดียวกับชื่อแบรนด์ หยิบผ้าใบคลุมรถบรรทุกซึ่งมองลอดหน้าต่างห้องครัว มาเป็นไอเดียดีไซน์กระเป๋าทนทาน กันน้ำ เป็นมิตรกับเหล่านักปั่น 

ไม่เพียงครองใจคนทั่วโลก ที่ไทยเองก็ฮอตฮิตจนมีสาขาที่ใหญ่สุดในเอเชีย ณ สยามสแควร์ ซอย 7 มาแล้ว 

โดยปกติร้าน FREITAG จะได้รับการออกแบบโดยดีไซเนอร์ของแบรนด์เอง แต่สาขาใหม่อย่าง FREITAG Store Silom by PRONTO ที่เพิ่งตัดริบบิ้นไป ร่วมมือกับสตูดิโอออกแบบไทยเป็นครั้งแรก และยังจับตึกแถวอายุ 30 ปีกับผับเก่า เปลี่ยนเป็น F-Store ที่เหมือนได้ไปบินเยือนซูริกเปี๊ยบ

เชิญจับจองที่นั่งโซนหน้าจอตามใจชอบ แต่ไม่ขอเสิร์ฟ Coffee or Tea เพราะ แจ็ค-ปิตุพงษ์​ เชาวกุล แห่ง Supermachine Studio รอเล่าเรื่องราวเบื้องหลังให้ฟังอยู่นี่แล้ว

FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

Lost Location

FREITAG Store Silom by PRONTO เป็นสาขาที่ 2 ในกรุงเทพฯ ซึ่งแทนที่จะตั้งในย่านช้อปปิ้งหรือมีโอกาสที่คนจะเข้าถึงสินค้าได้ง่าย สาขานี้กลับเลือกปักหมุดที่สีลมซอย 8 ห่างจากบีทีเอสสถานีศาลาแดงราว 500 เมตร

และถ้าคุณเป็นแฟน FREITAG อีกนั่นแหละ ก็จะรู้ว่าเกือบทุกช็อปของเขาไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง เพราะโจทย์ใหญ่ในการตั้งสาขา คือต้องไม่ใช่ห้างและเป็นที่ที่จักรยานเข้าถึง

อาคารเก่าที่ตั้ง F-Store สาขาใหม่นี้เป็นสถาปัตยกรรมโมเดิร์น ลักษณะเป็นบล็อกคอนกรีตมีทั้งหมด 5 ชั้น แบ่งให้เช่าทำกิจการหลากหลาย ทั้งผับ บาร์ และออฟฟิศ รายล้อมด้วยตึกแถวอายุราว 20 – 30 ปี ซึ่งสร้างขึ้นพร้อมกันทั้งโซน ความเป็นสีลม ย่าน CBD รอบๆ จึงมีทั้งร้านนวด ร้านกาแฟ ร้านค้า สำนักงาน ธนาคาร ไปจนถึงสตรีทฟู้ดที่แวะเวียนมาจอดขาย

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก
ภาพ : FREITAG

อดีตหลักเดือนของตัวร้านเคยเป็น Whiteline บาร์และพื้นที่แสดงศิลปะ โลเคชันยอดฮิตของเหล่าคนในวงการครีเอทีฟอีเวนต์ หนึ่งในนั้นคือ Dudesweet 

“มันหลุดออกมาจากโซนพัฒน์พงศ์ที่คึกคัก แต่ก็ไม่เงียบซะทีเดียว ตึกแถวที่ต่อกันสองสามคูหาเป็นร้านนวด ก่อน COVID-19 มองจากกระจกใหญ่ๆ สามบานออกไป จะเห็นพี่ๆ น้องๆ ร้านนวดใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงผ้าม่วง นั่งมองกระเป๋าเพลินๆ แล้วเขาอยู่อย่างนั้นทั้งวัน” แจ็คเล่าภาพที่เขาเคยเห็นอย่างสนุก ก่อนเสริมว่า แต่ละโลเคชันของ FREITAG ไม่ได้ไปง่าย อย่างที่ซูริกก็ต้องออกจากเมืองไปสักพัก หรือที่ญี่ปุ่นอยู่ชิบูย่าก็จริง แต่อยู่แบบซ่อนๆ 

“คุยกับแฟน FREITAG ตัวยงเขาก็บอก เออ โลเคชันนี้แหละฟรายท้าก ฟรายทาก เพราะมันจะออฟโลเคชันนิดหนึ่ง คนที่มาก็เป็นสาวก ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปง่าย มัน Slightly Fucked Up ตั้งแต่ที่ตั้ง”

Slightly Fucked Up

มองจากด้านนอก ผ่านกระจก 3 บานขนาดใหญ่ ย้อนเข้าไปในร้านขนาด 100 ตารางเมตร สายตาปะทะกับกำแพงกล่องกระเป๋าสูงจรดเพดาน เชื้อเชิญให้ก้าวเข้าประตูไปเลือกสรร

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

หลังแคชเชียร์จัดเป็นดิสเพลย์โชว์กระเป๋าสีจัดจ้าน ฝั่งตรงข้ามเป็นโซน Sweat Yourself ให้ลูกค้าเลือกออกแบบกระเป๋ารุ่น F719 MEL ด้วยตัวเอง แหงนหน้าขึ้นไปเป็น Display Shelf แขวนส่วนประกอบของกระเป๋า มีกลไกให้กดปุ่มเลื่อนขึ้นลงได้ ข้างใต้เป็นโต๊ะและจักรเย็บกระเป๋า ส่วนตรงกลางเป็นเคาน์เตอร์ใช้สอยทำหน้าที่เป็น Center Stage ด้านล่างเป็นชั้นวางของในตัว ถัดไปจากนั้นเป็นชั้นลอยสีเขียวอินดัส (Industrial Green) เช่นเดียวกับโทนสีในร้าน มีบันไดเพียงหนึ่งฝั่ง อีกฝั่งเป็นเสาสเตนเลสให้รูดลงมาแทน

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก
ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

“ในฐานะที่เราเป็นแฟนแบรนด์นี้ เราก็อยากให้ F-Store นี้เป็นของแท้” แจ็ครีบคลายข้อสงสัย เมื่อเราถามว่า ไหนๆ ก็ใช้ดีไซเนอร์ไทยในการออกแบบ ทำไมไม่ทำให้ต่างจากสาขาอื่นอย่างสิ้นเชิง

เขาบอกว่าโปรเจกต์นี้เป็นการร่วมมือกันมากกว่า ก่อนออกแบบทาง FREITAG ส่งแบรนด์บุ๊กมาให้เพื่อศึกษาปรัชญาและรายละเอียดของแบรนด์ พร้อมส่งสิ่งที่ต้องมีแน่ๆ ในร้าน คือ Swiss Pragmatic Design อย่างเช่น F-Rack System เป็นชั้นเหล็กที่ออกแบบระบบชั้นราง และผลิตเองมาโดยเฉพาะสำหรับทำดิสเพลย์ โต๊ะ ชั้นวางกล่อง และกระเป๋าซึ่งปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้ตามพื้นที่ คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดการกับข้าวของพวกนี้อย่างไร แต่ละท้องถิ่นจะใส่เอกลักษณ์อะไรของตัวเองเข้าไป 

ที่สนุกไปกว่านั้น คือช่วงเสนอไอเดียว่าควรมีกิจกรรมอื่นในร้านด้วย เช่น เสิร์ฟกาแฟ นำกระเป๋ามาแลกกัน จนสุดท้ายมาลงตัวที่ Sweat Yourself ให้คนมาลงมือทำกระเป๋าของตัวเอง และกลายเป็นอีกโจทย์ในการออกแบบพื้นที่ ซึ่งนอกจาก FREITAG และ Supermachine Studio แล้ว ซันนี่-ชนาสิญจ์ สัจจเทพ Creative Director แห่ง PRONTO ก็มาร่วมวงด้วย

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

การทำงานภายใต้แบรนด์คาแรกเตอร์ชัด แต่ไม่เคยปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ ตลอดกระบวนการที่คุยกันผ่าน Google Meet จึงมีทั้งการปรับเปลี่ยน ต่อยอด และสนับสนุน เห็นได้จากตัวอย่างความพยายามกลมกลืนกับท้องถิ่นที่สาขาไปตั้งอยู่ อันสะท้อนผ่านดีเทลการออกแบบภายในร้าน อย่างที่เกาะเชจู เกาหลีใต้ มีที่ฉายหนังอยู่ข้างบนดาดฟ้า มี Window Display ซึ่งเห็นได้ชัด เพราะชั้นล่างเป็นร้านซ่อมจักรยาน ที่อัมสเตอดัม มีแร็กแขวนจักรยานอยู่ด้านใน เพราะที่นั่นมีวัฒนธรรมการปั่นจักรยาน

 ใช่-คุณเดาไม่ผิด เสาสเตนเลสเพียงต้นเดียวในร้าน คือสิ่งที่หยิบยืมเอกลักษณ์ของพัฒน์พงศ์มาไว้ที่นี่

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

“อันนี้เป็นการ Celebrate ว่าที่นี่คือถิ่นของเสาสเตนเลสนะ พอเราเสนอว่ามีเสาแล้วกระโดดลงมาข้างล่างได้ วิธีการทำงานของเขาคือไปคิดต่อ ไปหาวิธีทำ หาวัสดุ Crash Pad นวมรอบรับข้างล่างให้มันไปด้วยกันกับปรัชญาของแบรนด์ ทำเสร็จก็ส่งมา ซึ่งเป็นการทำงานที่ค้นหา เรียนรู้กระบวนการ และหาสิ่งเหมาะสมที่สุดกับสเปซนั้นๆ ร่วมกัน จากนั้นแต่ละคนก็แยกกันไปทำแล้วมาประกอบร่าง กลายเป็น Truely Collabration

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

“ไอเดียมันเลยพัฒนาไปด้วยกันตลอด ตอนอ่านแบรนด์บุ๊กก็เข้าใจประมาณหนึ่ง แต่มาเข้าใจปรัชญาของเขาผ่านการทำงานมากกว่า ความ Swiss Pragmatic ที่เขาเขียนในหนังสือ คำว่า Slightly Fucked Up ที่เขาพูดบ่อยๆ มันออกมาในรูปแบบร้านดูที่ยุ่งเหยิงนิดหน่อยแต่ก็มีความเป็นระบบ กว่าเราจะเข้าใจและผ่านไปแต่ละจุด คือทำเปอร์สเปกทีฟเป็นร้อยรูป” แจ็คเล่าอย่างติดตลก พลางเปิดสไลด์ 200 หน้าให้ดูวิธีการทำงานผ่าน Cloud ที่ทุกอย่างอัปเดตเรียลไทม์บน Google Slide

From Pub Till Bag-Store

หลังใช้เวลาปรับแบบกว่า 3 เดือน ในที่สุดจึงได้รับการอนุมัติให้สร้างได้ 

ข้อดีที่ชั้นแรกของอาคารมีเพดานสูง 4.8 เมตร จึงไม่จำเป็นต้องทุบตัวโครงสร้างหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ เน้นงานปิดและเปิดช่องเล็กน้อย ปิดประตูทางเข้าฝั่งถนนใหญ่ เปลี่ยนมาเข้าทางข้างหน้าต่าง 3 บานซึ่งเป็นของเดิมที่มีอยู่แล้ว สำหรับหน้าต่างก็เอาเหล็กดัดออก จากนั้นเจาะช่องให้มีขนาดเท่ากัน และกรุกระจกใส

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

ข้อสำคัญของการรีโนเวตตึกเก่า ต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยและการรับน้ำหนักต่อตารางเมตร โดยทั่วไปจะมีตั้งแต่ 200 กิโลกรัมต่อตารางเมตร 400 กิโลกรัมต่อตารางเมตร หรือ 800 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งข้อดีของตึกเก่าคือโครงสร้างแข็งแรงบึกบึนตามอายุ

ตรงนี้มีการปรึกษาวิศวกรโครงสร้าง โดยมุม Sweat Yourself ที่แขวนวัสดุทำกระเป๋าและชั้นลอยนั้นใส่คานใหม่เข้าไป 1 อัน เพื่อถ่ายน้ำหนักลงไปที่เสาสองต้นเดิม แน่นอนว่าเสากับฐานรากรับน้ำหนักได้อย่างไม่ต้องกังวล เพราะเป็นตึก 6 ชั้น

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

และกลไกเลื่อนขึ้นลงของ Sweat Youself และเสาให้กระโดดลงมานี่เอง ที่ซ่อนความเป็น Supermachine Studio เอาไว้ 

“ถ้าถามว่าเห็นปุ๊บแล้วรู้ว่ามันคือซูเปอร์แมชชีนไหม ก็ไม่รู้นะ เพราะ FREITAG ก็แชร์ Pragmatic Design หรือความบ้าๆ บอๆ อยู่ในแบรนด์เขาเหมือนกัน แต่ที่เป็นความชอบของเราคือ เนิร์ดแมชชีน สนใจเครื่องจักรเก่าๆ (Primitive Machine) กดปุ่มแล้วมันเลื่อนแล้วเสียงดังอื้ดดดด แก่กๆๆ ตรงนั้นคือสะใจมากเลย เราโมดิฟายเอามอเตอร์ในประตูเหล็กม้วนบ้านๆ มาใช้ หรือตรงชั้นลอย ตอนแรกเราเสนอเป็นบันไดลิง ให้คนไต่ขึ้นแล้วเลื่อนไปเลื่อนมาได้ มีสองอันซ้ายขวา สลับกลไกไม่ให้ชนกัน ทำกล้องส่องแบบยิงเลเซอร์ เพื่อให้คนข้างล่างเลือกกระเป๋าได้ก่อนขึ้นไปดู แต่ในไทย ถ้าฮิตมากขนาดคนมารอต่อแถว และถ้าบางคนเลือกนานจะเป็นยังไง ไอเดียนี้ก็เลยต้องเปลี่ยน”

เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า
FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

No Concept

ฟังกระบวนการแล้วบ้าดีไม่น้อย เลยขอลองถามชื่อเรียกชื่อคอนเซปต์เพื่อความเข้าใจตรงกัน คุณสถาปนิกตอบอย่างจริงใจเลยว่า ‘ไม่มี’ แต่จุดร่วมของการออกแบบ FREITAG Store ทุกสาขา คือแนวคิด Post-Industrial Warehouse ที่พยายาม Localized ไปตามที่ตั้ง

“หมัดเมาสุดๆ เลย ถามแบบนี้ก็สนุกดีนะ เพราะตอบไม่ได้ มันคือการค้นหา การระดมสมองตลอดเจ็ดแปดเดือน ซึ่งตอนก่อสร้างมันก็เป็นลักษณะเดียวกันนะ มีการส่งนู่นส่งนี่กลับไปกลับมา ป้าย FREITAG หน้าร้านก็ส่งมาเซอร์ไพรส์จากสวิตเซอร์แลนด์ บอกว่าเป็นของขวัญวันเปิดร้าน กรอบทำจากอะลูมิเนียม Upcycling ให้หาที่ติด อย่างที่บอกมันเป็นระบบนะ แต่ในขณะเดียวก็ยังเปิดให้เกิดความสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในกระบวนการ

“สิ่งสำคัญที่เราได้เรียนรู้ คือความสม่ำเสมอในคอนเซปต์ของโปรดักต์ ส่งต่อมายังสเปซ ไปจนถึงวิธีการพัฒนากราฟิก การพัฒนาการตลาด โฆษณา หรือสินค้าอื่นๆ ข้าวของ เสื้อผ้า เลยรู้สึกว่ามันมีความซื่อสัตย์กับปรัชญาดี วิธีการทำงานของเขาซื่อสัตย์นะ พูดคำว่า Honest Design ตลอดเวลา มันก็จะลิงก์ไปที่ไอเดียหลักของแบรนด์ที่ตั้งใจเป็น Circular Brand”

อธิบายอย่างรวบรัด การเป็น Circular Brand ของพวกเขาคือต้องเริ่มและจบในวงจร โดยไม่สร้างของเหลือหลังการผลิตเลยแม้แต่น้อย และหากเป็นของผลิตใหม่ก็ต้องไม่กลับมาทำร้ายโลก หรือ เวียนกลับมาอยู่ในกระบวนการอีกครั้งให้ได้ เช่น เสื้อผ้าที่ย่อยสลายกลายเป็นดินสำหรับเพาะปลูกเส้นใยนั้น วนไป

From Truck Till Bag-Store

FREITAG ก้าวข้ามคำว่าแบรนด์รักษ์โลกไปมากโข สิ่งนี้ยังห่างไกลการป่าวประกาศและทำการตลาดของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง

“มันคือการสร้างความมั่งคั่งนี่แหละ แต่เขาคิดความยั่งยืนเป็นเรื่องแรก โดยที่เห็น Value ของของบางอย่าง แล้วพัฒนาตามปรัชญานั้น ทั้งโปรดักต์และสเปซ พอย้อนกลับมาที่การออกแบบ มันคือการตีความแบรนด์ Value ของเขา ซึ่งแนวคิดสร้างมูลค่าจากของที่ผ่านการใช้งาน เราก็เอามาหาข้าวของใช้ในโปรเจกต์ให้มันสอดคล้อง อย่างการเลือกท็อปโต๊ะ เขาก็อยากให้เป็นวัสดุ Upcycling เราก็ไปศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนที่แมกโนเลีย เพื่อดูวัสดุ ก่อนมาเสนอเป็นกระดุมรีไซเคิล แต่ที่ซูริกก็บอกว่าหรูไป เสนอเป็นผ้าม่านรีไซเคิล ก็ยังไม่ใช่ พอดีที่เรารู้จักกับพี่อาร์ม ‘ทะเลจร’ (ดร.ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย) เขาทำพื้นห้องยิมจากเศษยางรถบรรทุก เราเลยถามว่าเอาตัวนี้มาทำท็อปของเคาน์เตอร์ได้ไหม แล้วก็ส่งตัวอย่างให้ทางสวิตเซอร์แลนด์ดู ที่นั่นชอบกันใหญ่เพราะมันตรงคอนเซปต์ของโปรดักต์ด้วย”

FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

“เขาทำงานกับเรา ก็เคารพความเข้าใจเรื่องแบรนดิ้งของเรา จะไม่มาบอกว่า เฮ้ย แบรนด์ต้องรักษ์โลกนะ โลกที่หนึ่ง มันเกินเรื่องนี้ไปแล้ว ทุกคนในสังคมเข้าใจแล้วว่าต้องทำ เช่นเดียวกับการรีโนเวต ถ้าถามว่าเป็นการรักษ์โลกไหม ข้อเท็จจริงต้องตอบว่าแน่นอนอยู่แล้ว มันประหยัดทรัพยากร ปัจจุบันสถาปนิกต้องเรียนรู้การรีโนเวตตึกเก่าเท่ากับการสร้างตึกใหม่ เจ้าของโครงการก็ต้องคิดว่าจะทำยังไงให้ตรงนี้มี Value กลับคืนมา ดังนั้น มันจึงเลยจุดเรารีโนเวตตึกเพราะเรารักษ์โลก

“ถ้าให้มองเกี่ยวกับการรีโนเวต มันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ในที่นั้นๆ ด้วย ถ้าเราไม่ใช่ประเทศรายได้ปานกลางหรือสูง เราไม่มีทางไปรักหรือเป็นติ่ง FREITAG หรอก กระเป๋าอัปไซเคิลใบละหมื่นตอนนี้คือสินค้าจากโลกที่หนึ่งชัดๆ แต่เราพัฒนามาถึงขั้นหนึ่งแล้ว มีเงื่อนไขทางสังคมมาประมาณหนึ่ง คนเห็น Value ของมาบ้างแล้ว หรือเปิดให้เกิดการรีโนเวตในลักษณะนี้ได้ การรีโนเวตระดับนี้มันอาจจะไม่เกิดขึ้นที่พม่า เนปาล หรือบังกลาเทศ หรืออาจเป็นการรีโนเวตในโหมดอื่นๆ เช่น เอาล้อรถยนต์มาทำผนังบ้าน เอาป้ายหาเสียงมาทำเป็นหลังคา ไม่ใช่คุณเห็น Value ของสิ่งนี้ แล้วลงทุนไปกับมัน” 

FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า
FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า
FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

แจ็คเล่ายาวหลังเราถกกันเรื่องที่ว่าไม่เคยเห็น FREITAG อยู่ในตึกสร้างใหม่ แม้สาขาแม่จะเอาตู้คอนเทนเนอร์มาเรียงซ้อนกัน แต่ก็เป็นการเอาของเก่ามาใช้อยู่ดี

แน่นอน คำตอบที่ได้ เราชูป้ายไฟเห็นด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

คงไม่ต้องแนะนำอะไรมาก หากคุณเป็นแฟน FREITAG แบรนด์กระเป๋าเจ้าของสโลแกน From Truck Till Bag จากเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

กระเป๋าสุดเท่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1993 โดยสองพี่น้องนามสกุลเดียวกับชื่อแบรนด์ หยิบผ้าใบคลุมรถบรรทุกซึ่งมองลอดหน้าต่างห้องครัว มาเป็นไอเดียดีไซน์กระเป๋าทนทาน กันน้ำ เป็นมิตรกับเหล่านักปั่น 

ไม่เพียงครองใจคนทั่วโลก ที่ไทยเองก็ฮอตฮิตจนมีสาขาที่ใหญ่สุดในเอเชีย ณ สยามสแควร์ ซอย 7 มาแล้ว 

โดยปกติร้าน FREITAG จะได้รับการออกแบบโดยดีไซเนอร์ของแบรนด์เอง แต่สาขาใหม่อย่าง FREITAG Store Silom by PRONTO ที่เพิ่งตัดริบบิ้นไป ร่วมมือกับสตูดิโอออกแบบไทยเป็นครั้งแรก และยังจับตึกแถวอายุ 30 ปีกับผับเก่า เปลี่ยนเป็น F-Store ที่เหมือนได้ไปบินเยือนซูริกเปี๊ยบ

เชิญจับจองที่นั่งโซนหน้าจอตามใจชอบ แต่ไม่ขอเสิร์ฟ Coffee or Tea เพราะ แจ็ค-ปิตุพงษ์​ เชาวกุล แห่ง Supermachine Studio รอเล่าเรื่องราวเบื้องหลังให้ฟังอยู่นี่แล้ว

FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

Lost Location

FREITAG Store Silom by PRONTO เป็นสาขาที่ 2 ในกรุงเทพฯ ซึ่งแทนที่จะตั้งในย่านช้อปปิ้งหรือมีโอกาสที่คนจะเข้าถึงสินค้าได้ง่าย สาขานี้กลับเลือกปักหมุดที่สีลมซอย 8 ห่างจากบีทีเอสสถานีศาลาแดงราว 500 เมตร

และถ้าคุณเป็นแฟน FREITAG อีกนั่นแหละ ก็จะรู้ว่าเกือบทุกช็อปของเขาไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง เพราะโจทย์ใหญ่ในการตั้งสาขา คือต้องไม่ใช่ห้างและเป็นที่ที่จักรยานเข้าถึง

อาคารเก่าที่ตั้ง F-Store สาขาใหม่นี้เป็นสถาปัตยกรรมโมเดิร์น ลักษณะเป็นบล็อกคอนกรีตมีทั้งหมด 5 ชั้น แบ่งให้เช่าทำกิจการหลากหลาย ทั้งผับ บาร์ และออฟฟิศ รายล้อมด้วยตึกแถวอายุราว 20 – 30 ปี ซึ่งสร้างขึ้นพร้อมกันทั้งโซน ความเป็นสีลม ย่าน CBD รอบๆ จึงมีทั้งร้านนวด ร้านกาแฟ ร้านค้า สำนักงาน ธนาคาร ไปจนถึงสตรีทฟู้ดที่แวะเวียนมาจอดขาย

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก
ภาพ : FREITAG

อดีตหลักเดือนของตัวร้านเคยเป็น Whiteline บาร์และพื้นที่แสดงศิลปะ โลเคชันยอดฮิตของเหล่าคนในวงการครีเอทีฟอีเวนต์ หนึ่งในนั้นคือ Dudesweet 

“มันหลุดออกมาจากโซนพัฒน์พงศ์ที่คึกคัก แต่ก็ไม่เงียบซะทีเดียว ตึกแถวที่ต่อกันสองสามคูหาเป็นร้านนวด ก่อน COVID-19 มองจากกระจกใหญ่ๆ สามบานออกไป จะเห็นพี่ๆ น้องๆ ร้านนวดใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงผ้าม่วง นั่งมองกระเป๋าเพลินๆ แล้วเขาอยู่อย่างนั้นทั้งวัน” แจ็คเล่าภาพที่เขาเคยเห็นอย่างสนุก ก่อนเสริมว่า แต่ละโลเคชันของ FREITAG ไม่ได้ไปง่าย อย่างที่ซูริกก็ต้องออกจากเมืองไปสักพัก หรือที่ญี่ปุ่นอยู่ชิบูย่าก็จริง แต่อยู่แบบซ่อนๆ 

“คุยกับแฟน FREITAG ตัวยงเขาก็บอก เออ โลเคชันนี้แหละฟรายท้าก ฟรายทาก เพราะมันจะออฟโลเคชันนิดหนึ่ง คนที่มาก็เป็นสาวก ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปง่าย มัน Slightly Fucked Up ตั้งแต่ที่ตั้ง”

Slightly Fucked Up

มองจากด้านนอก ผ่านกระจก 3 บานขนาดใหญ่ ย้อนเข้าไปในร้านขนาด 100 ตารางเมตร สายตาปะทะกับกำแพงกล่องกระเป๋าสูงจรดเพดาน เชื้อเชิญให้ก้าวเข้าประตูไปเลือกสรร

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

หลังแคชเชียร์จัดเป็นดิสเพลย์โชว์กระเป๋าสีจัดจ้าน ฝั่งตรงข้ามเป็นโซน Sweat Yourself ให้ลูกค้าเลือกออกแบบกระเป๋ารุ่น F719 MEL ด้วยตัวเอง แหงนหน้าขึ้นไปเป็น Display Shelf แขวนส่วนประกอบของกระเป๋า มีกลไกให้กดปุ่มเลื่อนขึ้นลงได้ ข้างใต้เป็นโต๊ะและจักรเย็บกระเป๋า ส่วนตรงกลางเป็นเคาน์เตอร์ใช้สอยทำหน้าที่เป็น Center Stage ด้านล่างเป็นชั้นวางของในตัว ถัดไปจากนั้นเป็นชั้นลอยสีเขียวอินดัส (Industrial Green) เช่นเดียวกับโทนสีในร้าน มีบันไดเพียงหนึ่งฝั่ง อีกฝั่งเป็นเสาสเตนเลสให้รูดลงมาแทน

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก
ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

“ในฐานะที่เราเป็นแฟนแบรนด์นี้ เราก็อยากให้ F-Store นี้เป็นของแท้” แจ็ครีบคลายข้อสงสัย เมื่อเราถามว่า ไหนๆ ก็ใช้ดีไซเนอร์ไทยในการออกแบบ ทำไมไม่ทำให้ต่างจากสาขาอื่นอย่างสิ้นเชิง

เขาบอกว่าโปรเจกต์นี้เป็นการร่วมมือกันมากกว่า ก่อนออกแบบทาง FREITAG ส่งแบรนด์บุ๊กมาให้เพื่อศึกษาปรัชญาและรายละเอียดของแบรนด์ พร้อมส่งสิ่งที่ต้องมีแน่ๆ ในร้าน คือ Swiss Pragmatic Design อย่างเช่น F-Rack System เป็นชั้นเหล็กที่ออกแบบระบบชั้นราง และผลิตเองมาโดยเฉพาะสำหรับทำดิสเพลย์ โต๊ะ ชั้นวางกล่อง และกระเป๋าซึ่งปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้ตามพื้นที่ คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดการกับข้าวของพวกนี้อย่างไร แต่ละท้องถิ่นจะใส่เอกลักษณ์อะไรของตัวเองเข้าไป 

ที่สนุกไปกว่านั้น คือช่วงเสนอไอเดียว่าควรมีกิจกรรมอื่นในร้านด้วย เช่น เสิร์ฟกาแฟ นำกระเป๋ามาแลกกัน จนสุดท้ายมาลงตัวที่ Sweat Yourself ให้คนมาลงมือทำกระเป๋าของตัวเอง และกลายเป็นอีกโจทย์ในการออกแบบพื้นที่ ซึ่งนอกจาก FREITAG และ Supermachine Studio แล้ว ซันนี่-ชนาสิญจ์ สัจจเทพ Creative Director แห่ง PRONTO ก็มาร่วมวงด้วย

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

การทำงานภายใต้แบรนด์คาแรกเตอร์ชัด แต่ไม่เคยปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ ตลอดกระบวนการที่คุยกันผ่าน Google Meet จึงมีทั้งการปรับเปลี่ยน ต่อยอด และสนับสนุน เห็นได้จากตัวอย่างความพยายามกลมกลืนกับท้องถิ่นที่สาขาไปตั้งอยู่ อันสะท้อนผ่านดีเทลการออกแบบภายในร้าน อย่างที่เกาะเชจู เกาหลีใต้ มีที่ฉายหนังอยู่ข้างบนดาดฟ้า มี Window Display ซึ่งเห็นได้ชัด เพราะชั้นล่างเป็นร้านซ่อมจักรยาน ที่อัมสเตอดัม มีแร็กแขวนจักรยานอยู่ด้านใน เพราะที่นั่นมีวัฒนธรรมการปั่นจักรยาน

 ใช่-คุณเดาไม่ผิด เสาสเตนเลสเพียงต้นเดียวในร้าน คือสิ่งที่หยิบยืมเอกลักษณ์ของพัฒน์พงศ์มาไว้ที่นี่

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

“อันนี้เป็นการ Celebrate ว่าที่นี่คือถิ่นของเสาสเตนเลสนะ พอเราเสนอว่ามีเสาแล้วกระโดดลงมาข้างล่างได้ วิธีการทำงานของเขาคือไปคิดต่อ ไปหาวิธีทำ หาวัสดุ Crash Pad นวมรอบรับข้างล่างให้มันไปด้วยกันกับปรัชญาของแบรนด์ ทำเสร็จก็ส่งมา ซึ่งเป็นการทำงานที่ค้นหา เรียนรู้กระบวนการ และหาสิ่งเหมาะสมที่สุดกับสเปซนั้นๆ ร่วมกัน จากนั้นแต่ละคนก็แยกกันไปทำแล้วมาประกอบร่าง กลายเป็น Truely Collabration

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

“ไอเดียมันเลยพัฒนาไปด้วยกันตลอด ตอนอ่านแบรนด์บุ๊กก็เข้าใจประมาณหนึ่ง แต่มาเข้าใจปรัชญาของเขาผ่านการทำงานมากกว่า ความ Swiss Pragmatic ที่เขาเขียนในหนังสือ คำว่า Slightly Fucked Up ที่เขาพูดบ่อยๆ มันออกมาในรูปแบบร้านดูที่ยุ่งเหยิงนิดหน่อยแต่ก็มีความเป็นระบบ กว่าเราจะเข้าใจและผ่านไปแต่ละจุด คือทำเปอร์สเปกทีฟเป็นร้อยรูป” แจ็คเล่าอย่างติดตลก พลางเปิดสไลด์ 200 หน้าให้ดูวิธีการทำงานผ่าน Cloud ที่ทุกอย่างอัปเดตเรียลไทม์บน Google Slide

From Pub Till Bag-Store

หลังใช้เวลาปรับแบบกว่า 3 เดือน ในที่สุดจึงได้รับการอนุมัติให้สร้างได้ 

ข้อดีที่ชั้นแรกของอาคารมีเพดานสูง 4.8 เมตร จึงไม่จำเป็นต้องทุบตัวโครงสร้างหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ เน้นงานปิดและเปิดช่องเล็กน้อย ปิดประตูทางเข้าฝั่งถนนใหญ่ เปลี่ยนมาเข้าทางข้างหน้าต่าง 3 บานซึ่งเป็นของเดิมที่มีอยู่แล้ว สำหรับหน้าต่างก็เอาเหล็กดัดออก จากนั้นเจาะช่องให้มีขนาดเท่ากัน และกรุกระจกใส

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

ข้อสำคัญของการรีโนเวตตึกเก่า ต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยและการรับน้ำหนักต่อตารางเมตร โดยทั่วไปจะมีตั้งแต่ 200 กิโลกรัมต่อตารางเมตร 400 กิโลกรัมต่อตารางเมตร หรือ 800 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งข้อดีของตึกเก่าคือโครงสร้างแข็งแรงบึกบึนตามอายุ

ตรงนี้มีการปรึกษาวิศวกรโครงสร้าง โดยมุม Sweat Yourself ที่แขวนวัสดุทำกระเป๋าและชั้นลอยนั้นใส่คานใหม่เข้าไป 1 อัน เพื่อถ่ายน้ำหนักลงไปที่เสาสองต้นเดิม แน่นอนว่าเสากับฐานรากรับน้ำหนักได้อย่างไม่ต้องกังวล เพราะเป็นตึก 6 ชั้น

ผลงานออฟฟิศสถาปนิกไทย Supermachine Studio ร่วมกับ FREITAG ออกแบบ Flagship Store ให้แบรนด์กระเป๋าจากผ้าใบรถบรรทุก

และกลไกเลื่อนขึ้นลงของ Sweat Youself และเสาให้กระโดดลงมานี่เอง ที่ซ่อนความเป็น Supermachine Studio เอาไว้ 

“ถ้าถามว่าเห็นปุ๊บแล้วรู้ว่ามันคือซูเปอร์แมชชีนไหม ก็ไม่รู้นะ เพราะ FREITAG ก็แชร์ Pragmatic Design หรือความบ้าๆ บอๆ อยู่ในแบรนด์เขาเหมือนกัน แต่ที่เป็นความชอบของเราคือ เนิร์ดแมชชีน สนใจเครื่องจักรเก่าๆ (Primitive Machine) กดปุ่มแล้วมันเลื่อนแล้วเสียงดังอื้ดดดด แก่กๆๆ ตรงนั้นคือสะใจมากเลย เราโมดิฟายเอามอเตอร์ในประตูเหล็กม้วนบ้านๆ มาใช้ หรือตรงชั้นลอย ตอนแรกเราเสนอเป็นบันไดลิง ให้คนไต่ขึ้นแล้วเลื่อนไปเลื่อนมาได้ มีสองอันซ้ายขวา สลับกลไกไม่ให้ชนกัน ทำกล้องส่องแบบยิงเลเซอร์ เพื่อให้คนข้างล่างเลือกกระเป๋าได้ก่อนขึ้นไปดู แต่ในไทย ถ้าฮิตมากขนาดคนมารอต่อแถว และถ้าบางคนเลือกนานจะเป็นยังไง ไอเดียนี้ก็เลยต้องเปลี่ยน”

เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า
FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

No Concept

ฟังกระบวนการแล้วบ้าดีไม่น้อย เลยขอลองถามชื่อเรียกชื่อคอนเซปต์เพื่อความเข้าใจตรงกัน คุณสถาปนิกตอบอย่างจริงใจเลยว่า ‘ไม่มี’ แต่จุดร่วมของการออกแบบ FREITAG Store ทุกสาขา คือแนวคิด Post-Industrial Warehouse ที่พยายาม Localized ไปตามที่ตั้ง

“หมัดเมาสุดๆ เลย ถามแบบนี้ก็สนุกดีนะ เพราะตอบไม่ได้ มันคือการค้นหา การระดมสมองตลอดเจ็ดแปดเดือน ซึ่งตอนก่อสร้างมันก็เป็นลักษณะเดียวกันนะ มีการส่งนู่นส่งนี่กลับไปกลับมา ป้าย FREITAG หน้าร้านก็ส่งมาเซอร์ไพรส์จากสวิตเซอร์แลนด์ บอกว่าเป็นของขวัญวันเปิดร้าน กรอบทำจากอะลูมิเนียม Upcycling ให้หาที่ติด อย่างที่บอกมันเป็นระบบนะ แต่ในขณะเดียวก็ยังเปิดให้เกิดความสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในกระบวนการ

“สิ่งสำคัญที่เราได้เรียนรู้ คือความสม่ำเสมอในคอนเซปต์ของโปรดักต์ ส่งต่อมายังสเปซ ไปจนถึงวิธีการพัฒนากราฟิก การพัฒนาการตลาด โฆษณา หรือสินค้าอื่นๆ ข้าวของ เสื้อผ้า เลยรู้สึกว่ามันมีความซื่อสัตย์กับปรัชญาดี วิธีการทำงานของเขาซื่อสัตย์นะ พูดคำว่า Honest Design ตลอดเวลา มันก็จะลิงก์ไปที่ไอเดียหลักของแบรนด์ที่ตั้งใจเป็น Circular Brand”

อธิบายอย่างรวบรัด การเป็น Circular Brand ของพวกเขาคือต้องเริ่มและจบในวงจร โดยไม่สร้างของเหลือหลังการผลิตเลยแม้แต่น้อย และหากเป็นของผลิตใหม่ก็ต้องไม่กลับมาทำร้ายโลก หรือ เวียนกลับมาอยู่ในกระบวนการอีกครั้งให้ได้ เช่น เสื้อผ้าที่ย่อยสลายกลายเป็นดินสำหรับเพาะปลูกเส้นใยนั้น วนไป

From Truck Till Bag-Store

FREITAG ก้าวข้ามคำว่าแบรนด์รักษ์โลกไปมากโข สิ่งนี้ยังห่างไกลการป่าวประกาศและทำการตลาดของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง

“มันคือการสร้างความมั่งคั่งนี่แหละ แต่เขาคิดความยั่งยืนเป็นเรื่องแรก โดยที่เห็น Value ของของบางอย่าง แล้วพัฒนาตามปรัชญานั้น ทั้งโปรดักต์และสเปซ พอย้อนกลับมาที่การออกแบบ มันคือการตีความแบรนด์ Value ของเขา ซึ่งแนวคิดสร้างมูลค่าจากของที่ผ่านการใช้งาน เราก็เอามาหาข้าวของใช้ในโปรเจกต์ให้มันสอดคล้อง อย่างการเลือกท็อปโต๊ะ เขาก็อยากให้เป็นวัสดุ Upcycling เราก็ไปศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนที่แมกโนเลีย เพื่อดูวัสดุ ก่อนมาเสนอเป็นกระดุมรีไซเคิล แต่ที่ซูริกก็บอกว่าหรูไป เสนอเป็นผ้าม่านรีไซเคิล ก็ยังไม่ใช่ พอดีที่เรารู้จักกับพี่อาร์ม ‘ทะเลจร’ (ดร.ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย) เขาทำพื้นห้องยิมจากเศษยางรถบรรทุก เราเลยถามว่าเอาตัวนี้มาทำท็อปของเคาน์เตอร์ได้ไหม แล้วก็ส่งตัวอย่างให้ทางสวิตเซอร์แลนด์ดู ที่นั่นชอบกันใหญ่เพราะมันตรงคอนเซปต์ของโปรดักต์ด้วย”

FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

“เขาทำงานกับเรา ก็เคารพความเข้าใจเรื่องแบรนดิ้งของเรา จะไม่มาบอกว่า เฮ้ย แบรนด์ต้องรักษ์โลกนะ โลกที่หนึ่ง มันเกินเรื่องนี้ไปแล้ว ทุกคนในสังคมเข้าใจแล้วว่าต้องทำ เช่นเดียวกับการรีโนเวต ถ้าถามว่าเป็นการรักษ์โลกไหม ข้อเท็จจริงต้องตอบว่าแน่นอนอยู่แล้ว มันประหยัดทรัพยากร ปัจจุบันสถาปนิกต้องเรียนรู้การรีโนเวตตึกเก่าเท่ากับการสร้างตึกใหม่ เจ้าของโครงการก็ต้องคิดว่าจะทำยังไงให้ตรงนี้มี Value กลับคืนมา ดังนั้น มันจึงเลยจุดเรารีโนเวตตึกเพราะเรารักษ์โลก

“ถ้าให้มองเกี่ยวกับการรีโนเวต มันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ในที่นั้นๆ ด้วย ถ้าเราไม่ใช่ประเทศรายได้ปานกลางหรือสูง เราไม่มีทางไปรักหรือเป็นติ่ง FREITAG หรอก กระเป๋าอัปไซเคิลใบละหมื่นตอนนี้คือสินค้าจากโลกที่หนึ่งชัดๆ แต่เราพัฒนามาถึงขั้นหนึ่งแล้ว มีเงื่อนไขทางสังคมมาประมาณหนึ่ง คนเห็น Value ของมาบ้างแล้ว หรือเปิดให้เกิดการรีโนเวตในลักษณะนี้ได้ การรีโนเวตระดับนี้มันอาจจะไม่เกิดขึ้นที่พม่า เนปาล หรือบังกลาเทศ หรืออาจเป็นการรีโนเวตในโหมดอื่นๆ เช่น เอาล้อรถยนต์มาทำผนังบ้าน เอาป้ายหาเสียงมาทำเป็นหลังคา ไม่ใช่คุณเห็น Value ของสิ่งนี้ แล้วลงทุนไปกับมัน” 

FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า
FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า
FREITAG Store Silom by PRONTO เมื่อแบรนด์สวิตและสถาปนิกไทยแปลงโฉมผับและตึกแถวเก่า

แจ็คเล่ายาวหลังเราถกกันเรื่องที่ว่าไม่เคยเห็น FREITAG อยู่ในตึกสร้างใหม่ แม้สาขาแม่จะเอาตู้คอนเทนเนอร์มาเรียงซ้อนกัน แต่ก็เป็นการเอาของเก่ามาใช้อยู่ดี

แน่นอน คำตอบที่ได้ เราชูป้ายไฟเห็นด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี(กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load