ก่อนหน้านี้ถนนหลวงบริเวณห้าแยกพลับพลาชัยถือเป็นแหล่งรวมตัวของร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่มากมายหลายร้าน (มีบางร้านได้รับชื่อแนะนำไว้ในมิชลินไกด์ด้วยนะ) จนเรียกได้ว่าเมกกะของก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่เลยก็ว่าได้

แต่เมื่อสัก 2 ปีก่อนในช่วงที่คนไทยเริ่มตื่นตัวกับคราฟต์เบียร์ มีบ้านหลังเล็กๆ บนถนนสายนี้ที่อาจหาญเปิดเป็นร้านคราฟต์เบียร์ทำเองชวนให้ผู้คนหลากหลายได้มาลองชิมเบียร์รสแปลกๆ แบบที่ไม่เคยได้ลองชิมมาก่อน จนเริ่มเกิดการยอมรับคราฟต์เบียร์ขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องเกินเลยถ้าจะบอกว่าวงการคราฟต์เบียร์มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะร้านนี้แหละ ร้านที่มีชื่อเกี่ยวกับความตายที่ฟังแล้วไม่ค่อยจะสบายหูสักเท่าไหร่ นั่นก็คือ LET THE BOY DIE ซึ่งมาจากวลีว่า Let the boy die, let the man be born จากการที่ผู้ก่อตั้งตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเริ่มอาชีพใหม่เป็นคนทำคราฟต์เบียร์และร้านนี้

LET THE BOY DIE

LET THE BOY DIE

หลังจากเปิดประตูให้ผู้คนมากมายได้เดินเข้ามาลิ้มลองเบียร์รสชาติใหม่ๆ ได้ไม่นาน เจ้าเด็กคนนี้ก็ตายหายไปจากถนนสายนี้จริงๆ เหลือไว้เพียงแค่ความทรงจำของคนที่เคยมาแวะเวียนมาอยู่เป็นประจำเท่านั้น แต่ข่าวดีก็คือตั้งแต่วันนี้ไป LET THE BOY DIE ได้ฟื้นคืนชีพกลับมาใหม่แล้วเป็นที่เรียบร้อย และนี่ก็คือเรื่องของการคืนชีพของเด็กคนนั้น

ร้าน LET THE BOY DIE ไม่ได้ปิดกิจการเพราะเหตุผลด้านธุรกิจ แต่ประเด็นหลักคือ เรื่องของเสียงที่ดังรบกวนเพื่อนบ้าน ทำให้ คุณเปี๊ยก-พิพัฒนพล พุ่มโพธิ์ ผู้ก่อตั้งร้าน LET THE BOY DIE และผู้ก่อตั้งคราฟต์เบียร์ชื่อ Golden Coins ตัดสินใจปิดร้านที่ถนนหลวง แล้วไปเปิดร้านที่เอกมัยแทน ในใจคุณเปี๊ยกยังคงคิดถึงทำเลแถวบ้านของตัวเองบนถนนสายนี้อยู่เสมอ จนกระทั่งได้มาเจอกับตึกแถวห้องคู่ที่อยู่ตรงข้ามแบบเยื้องๆ กับร้านเดิม เลยตัดสินใจเปิดร้าน LET THE BOY DIE  ขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

LET THE BOY DIE

ผมเดินเข้ามาในตึกแถวอายุกว่า 60 ปีที่เป็นที่ตั้งใหม่ของร้าน บรรยากาศภายในร้านเป็นแสงสลัวๆ มีแสงไฟจากหลอดไส้สีอุ่นบนโคมไฟเพดานกระจายอยู่เป็นจุดๆ ทั่วทั้งร้าน ผนังอิฐก่อหยาบๆ ทับไปบนผนังเดิมของอาคารให้บรรยากาศดิบๆ โดยรวมๆ ให้ความรู้สึกสบายๆ ไม่ต้องเกร็งเวลาที่เดินเข้ามาในร้าน สิ่งแรกที่เห็นตอนเดินเข้ามาก็คือ โต๊ะยาวสำหรับให้คนที่มาได้มานั่งจอยกันได้ ซึ่งเป็นเหมือนจุดเด่นของร้านเดิม แถมยังยาวกว่าเดิมอีกด้วย ด้านหลังสุดเป็นผนังขาวโล่งสะดุดตาด้วยหัวก๊อกสำหรับกดเบียร์สดเรียงรายกันเป็นแถวยาว กระดานดำด้านบนบอกให้เรารู้ว่าที่ร้านนี้มีเบียร์ต่างๆให้ชิมกันมากถึง 12 ชนิด (จากร้านเดิมที่มีเพียงแค่ 6 ชนิด) ผมมีนัดกับคุณเปี๊ยกเพื่อพูดคุยถึงการรีโนเวตร้านนี้กลับมา

LET THE BOY DIEtap beer

LET THE BOY BE BORN

ในยุคแรกเริ่มของคราฟต์เบียร์ แทบทุกแบรนด์ทำเบียร์กันเองแบบที่ลองผิดลองถูก หลายคนใช้วิธีทำเบียร์บรรจุขวดไปฝากขายตามร้านต่างๆ ก่อนจะค่อยๆ หาลู่ทางขยับขยาย แต่คุณเปี๊ยกเลือกที่จะเปิดหน้าร้านขึ้นมาเลย ผมถามคุณเปี๊ยกไปว่าการตัดสินใจเปิดเป็นหน้าร้านมันมีความสำคัญยังไงบ้างกับตัวคนทำเบียร์ 

“มันเหมือนเป็นสนามทดลองให้เรา เพื่อให้เราพัฒนาคุณภาพเบียร์ของเราให้ไปได้ไกลขึ้น ความสำคัญที่สุดของร้านนี้คือการสื่อสารกับผู้คน ถ้าเราเป็นคนทำเบียร์ไปวางขายตามร้านหรือซูเปอร์มาร์เก็ต คนจะรู้จักข้อมูลเกี่ยวกับเบียร์ผ่านแค่ทางฉลากที่พันขวดอยู่แค่นั้น ตัวนี้แอลกอฮอล์สูง หรือเบียร์ดำแค่นั้น แต่การจะสื่อสารให้ความรู้ว่าเบียร์แต่ละประเภทมันแตกต่างกัน ทำไมตัวนี้ขม ทำไมเบียร์แบบเดียวกันรสชาติไปกันคนละทาง มันก็ทำได้แค่ในวงแคบๆ แล้วการพัฒนาคุณภาพของเราก็ไปได้ยาก แต่พอมาเปิดร้านก็ได้เจอและพูดคุยกับลูกค้าจริงๆ ได้ให้ความรู้ว่าทำไมกลิ่นมันไม่เหมือนกันทั้งที่เป็นเบียร์ประเภทเดียวกัน คุณภาพของเบียร์ที่ดีจะวัดกันยังไง นี่คือสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจเปิดร้านขึ้นมา”

tap beer

เบียร์

LET THE BOY DIE 2

เวลาที่ได้มาสัมภาษณ์การรีโนเวตที่เจ้าของกิจการนั้นๆ เป็นสถาปนิกหรือนักออกแบบ ผมมักจะสนใจในเรื่องของการออกแบบตกแต่งหรือสไตลิ่งเป็นพิเศษ เพราะสถาปนิกและนักออกแบบเป็นอาชีพที่ต้องบริการผู้อื่นด้วยการออกแบบ งานออกแบบที่เหล่านักออกแบบอยากทำแต่ถ้าลูกค้าไม่ชอบก็จะไม่มีทางได้ทำออกมา พอมาทำอะไรของตัวเองก็ถือเป็นโอกาสดีที่ตัวเองจะได้ปล่อยของ

ผมมองบรรดาแผ่นไม้เก่าขึ้นเสี้ยน ขาเหล็กที่เชื่อมติดกันแบบไม่ได้เนี้ยบเป๊ะแต่แข็งแรง ไปจนถึงผนังอิฐมอญที่ก่อแบบหยาบๆ ก่อนจะถามคุณเปี๊ยกถึงที่มาของการตกแต่งภายในที่ดูดิบๆ แบบนี้

LET THE BOY DIE

“เบียร์มันง่ายครับ” คือคำตอบแรกที่คุณเปี๊ยกพูดออกมา ก่อนจะอธิบายต่อว่า เบียร์เป็นเครื่องดื่มที่ง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่เหมือนไวน์หรือเหล้า ไม่มีพิธีรีตองมากมายนัก กินคู่กับอาหารอะไรก็ไม่มีผิดถูก กระบวนการหมักก็ง่ายไม่ซับซ้อน ไม่ได้ใช้เวลานานเป็นปีๆ ในการหมัก

“มันเป็นความสุขพื้นฐานของคนเลยนะ เหมือนกับเป็นจุดเริ่มของคำว่า ชิลล์ เลยนะ เราหยิบเบียร์แช่ในถังน้ำแข็ง ทำงานมาเหนื่อยๆ นั่งจิบเบียร์เย็นๆ ก็มีความสุขแล้ว อย่างสปอร์ตบาร์ของฝรั่งเนี่ย มันก็มีแค่เปิดบอลให้ดูพร้อมกับขายเบียร์ คนก็เข้ามาดูบอลกินเบียร์คุยกันแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน แต่คราฟต์เบียร์ซับซ้อนกว่าเบียร์ปกติมาก มันมีความพิถีพิถันมากขึ้น พอเรามาทำร้านเลยคิดถึงสิ่งอื่นที่มากกว่าไปกว่าการมีฟุตบอลให้แขกดู หรือมีโต๊ะพูลให้เล่น ร้านของเราเชื่อมั่นอยู่เสมอในเรื่องของ good beer, good music, good food และ community เราก็เลยมีหุ้นส่วนใหม่ในร้านอย่างคุณปอจากร้าน Meat & Bones มาเป็นคน set up เมนูให้ หรืออย่างดนตรีเราก็มีเวที มีเครื่องเสียงที่มันเป็นที่เป็นทางมากขึ้นกว่าร้านเดิม ทั้งหมดนี้คือแกนหลักของมัน”

LET THE BOY DIE

“ในด้านของการออกแบบร้านนี้ ด้วยความที่ชื่อร้านมันตรงไปตรงมา มีความใต้ดินนิดๆ เหมือนกับเบียร์นี่ล่ะครับ เบียร์ก็มีความตรงไปตรงมาของมัน ร้านนี้เลยออกแบบมาภายใต้บรรยากาศแบบนั้น คือมีบรรยากาศที่สบายๆ ดิบๆ หน่อย แต่ฟังก์ชันมันยังสื่อสารกับลูกค้าได้อยู่ ส่วนเฟอร์นิเจอร์คนภายนอกอาจจะเห็นว่ามันคือดีไซน์แบบ Industrial หรือแบบ Rustic ส่วนตัวของผม ผมมองที่นี่เป็นเหมือนฐานทัพของเรา วัสดุที่เราเอามาใช้ต้องใช้งานได้จริงๆ และต้องประหยัดที่สุด ผมไม่อยากเสียงบไปกับการตกแต่งให้มันสวยไปเปล่าๆ แต่ไม่มีประโยชน์การใช้งาน ถ้าดูพวกขาโต๊ะขาเก้าอี้ทั้งหมดมันจะมีแค่สองขา น็อตที่ยึดก็มีเท่าที่จำเป็น โจทย์ที่เรามีคือจะทำยังไงให้ใช้วัสดุน้อยที่สุด โดยที่มันจะยังเป็นโต๊ะอยู่และใช้งานได้ดี ไม้ท่อนหนึ่งจะผ่าออกมายังไงให้เป็นได้ทั้งที่นั่งและโต๊ะ คือเป็นการใช้วัสดุที่น้อยที่สุดแต่ใช้งานได้จริง แล้วมันก็ออกมาเป็นรูปแบบของมันเองตามที่เห็น”

ผมหันไปมองบรรดาโต๊ะสองขาในร้านรอบๆ ตัว และเหล่าม้านั่งทั้งหลาย พร้อมกับนึกถึงประโยคอมตะของเหล่าสถาปนิกและนักออกแบบแห่งช่วงศตวรรษ 20 ขึ้นมาทันทีว่า FORM FOLLOWS FUNCTION ก็คงเริ่มต้นด้วยวิธีคิดแบบนี้เช่นเดียวกัน

LET THE BOY DIELET THE BOY DIE

LET THE BOY MEET THEIR FRIENDS

ของสิ่งแรกที่เวลาเดินเข้าไปแล้วจะเจอ ไม่ว่าจะเป็นที่ร้านเก่าหรือร้านใหม่นี้ คือโต๊ะยาวๆ ที่อยู่หน้าร้าน ชื่อของมันคือ communicate table เป็นสิ่งที่คุณเปี๊ยกเริ่มทำมาตั้งแต่เมื่อตอนที่เปิดร้านครั้งแรกเมื่อ 2 ปีก่อน ในร้านใหม่โต๊ะตัวที่ว่ายังคงอยู่ และยาวขึ้นกว่าเดิมอีก ผมได้ถามถึงความหมายของโต๊ะตัวนี้

“คราฟต์เบียร์เป็นของที่ใหม่มากในโลกใบนี้ อะไรก็ตามที่เป็นของใหม่มันต้องการการยอมรับ ของใหม่ที่ไม่ได้รับการยอมรับจะกลายเป็นของที่ดูสะเหร่อ แต่ถ้าเป็นของใหม่แล้วคนมียอมรับ มันจะต้องมีรากที่ลึกและแข็งแรง การสร้างรากให้กับสิ่งหนึ่งต้องใช้สิ่งที่เป็นวัฒนธรรม อะไรที่เป็นวัฒนธรรมมันก็จะไม่ใช่แฟชั่น ไม่ใช่สิ่งที่มาแล้วไป ร้าน LET THE BOY DIE พยายามสร้าง culture หรือวัฒนธรรมมาโดยตลอด ทั้งในแง่ของฟังก์ชันการออกแบบร้าน การบริการ ทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างคนที่มากินเบียร์ที่ร้าน ถ้าสังเกตจะเห็นว่าเราไม่คิดค่าบริการ เพราะทุกคนต้องเดินไปสั่งเบียร์เองที่เคาน์เตอร์ สั่งเสร็จ จ่ายเงิน ก็หยิบเบียร์กลับมาเอง คนได้เดินไปมาในร้านบริการตัวเอง สิ่งเหล่านี้มันเป็นวัฒนธรรมที่ใหม่ในบ้านเรา พอเราสร้างวัฒนธรรมขึ้นมาได้ คนก็จะเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ได้ด้วยตัวเอง พอร้านใหญ่ขึ้น โต๊ะ community ที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านก็ใหญ่ขึ้นด้วย เวลาคนที่มาร้านเรา เราก็อยากให้เขาได้เจอคนอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่มากินเบียร์นั่งฟังเพลงกันอยู่แค่สองสามคน แต่เราไมไ่ด้คาดหวังว่าจะต้องรู้จักกันแลกเบอร์ไปเที่ยวด้วยกันต่อ เราแค่อยากเห็นคนนั่งอยู่ร่วมกัน กินเครื่องดื่มแบบเดียวกัน อาจจะแชร์กันว่าชอบไม่ชอบอะไรกับเบียร์ที่ตัวเองกินอยู่บ้างนิดหน่อย อะไรแบบนั้นน่ะครับ มันเหมือนเป็นบรรยากาศรวมๆ ที่มีจุดร่วมเดียวกันอะไรแบบนั้น”

LET THE BOY DIELET THE BOY DIE

LET THE BOY BE BORN AGAIN

ผมถามคุณเปี๊ยกว่าเห็นหรือเชื่ออะไรในทำเลบริเวณตรงนี้ บริเวณที่ไม่ได้โดดเด่นหรือพิเศษอะไรในสายตาของคนทั่วๆ ไปแบบผม

“ผมไม่ได้เลือกที่จากทำเลที่ตั้งหรืออะไรหรอกครับ มันคือความผูกพันกับคนแถวนี้ ผมเติบโตขึ้นมาในละแวกย่านนี้ก็เลยอยากจะใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่เราชิน ถ้าให้ผมไปเปิดที่ซอยนานา ตรงเยาวราชที่แม้จะอยู่ใกล้ๆ กันนี้เองผมก็ไม่ไปหรอก ผมไม่รู้สึกว่าเป็นที่ของเรา แล้วคนที่อยู่แถวละแวกนี้เค้าชื่นชอบและรัก LET THE BOY DIE มากๆ จริงๆ อย่างร้านของชำแถวนี้เขาก็ขายของได้เพิ่มขึ้น ร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ก็มีคนมากินเยอะขึ้น ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดตรงนั้นก็ขายได้ เขาก็ชื่นชมที่เรากลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง

ถ้าถามว่าทำไมเขาถึงชื่นชม ก็คงเพราะย่านนี้ในสายตาคนอื่นๆ อาจจะเป็นย่านที่ไม่ค่อยมีคุณค่ามานานแล้ว หลังจากเราเปิดร้านมันก็มีคุณค่าอีกครั้ง มีคนมาเยอะขึ้น สำคัญมากนะครับคนที่จะรีโนเวตพื้นที่ ถ้าคุณไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนที่อยู่รอบๆ ตรงนั้น ต่อให้คุณทำออกมาสวยแค่ไหน ขายดีแค่ไหน ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อมองไปในบริบทรอบข้าง คนที่อยู่แถวๆ นี้เวลาเจอผมเขาก็อวยพรให้เราขายดีๆ คนเยอะๆ อยู่เสมอ  นี่คือเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ผมอยากกลับมาเปิดร้านในละแวกนี้ ละแวกที่เติบโตมา”

LET THE BOY DIE

LET THE BOY DIE

หลังจากประตูร้านเปิดออก ผมนั่งอยู่ที่มุมร้านคอยมองดูผู้คนเดินผ่านเข้าออก พร้อมๆ กับที่อาเจ็กอาซ้อในบริเวณใกล้เคียงที่เดินออกมาทักทายคุณเปี๊ยกเป็นระยะ แววตาและสีหน้าบนใบหน้าของคนแถวนั้นบอกผมว่าพวกเขาดีใจที่เห็นเด็กคนนี้กลับมามาชีวิตอีกครั้งจริงๆ เช่นเดียวกับคนอีกมากมายที่เดินเข้าออกร้านในคืนวันนี้ ไม่ใช่ทุกครั้งหรอกที่เราจะเห็นการรีโนเวตซึ่งทำให้ชุมชนที่เงียบเหงากลับมาคึกคักได้อีกครั้งแบบนี้ ผมเลยขอหันไปสั่งเครื่องดื่มด้านหลังมาจิบสักหน่อย เพื่อฉลองให้กับการได้เห็นเรื่องที่ดีๆ ในคืนนี้ 🙂

คราฟต์เบียร์

LET THE BOY DIE

Facebook | Let The Boy Die

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

หากคุณขับรถแล่นตรงจากสะพานนวรัฐมุ่งหน้าสู่ประตูท่าแพในเวลานี้ แล้วไม่ทันสังเกตว่ามีร้านอร่อยระดับที่ Foodie ตัวจริงตั้งใจมา ร้านขายสินค้าแฮนด์เมดสุดเก๋ หรือร้านกาแฟเจ้าเดียวกันกับเจ้าดังประจำย่านนิมมานเหมินทร์ยืนแทรกตัวอยู่ริมถนน ก็คงไม่แปลกอะไร เพราะเป้าหมายของคนส่วนใหญ่อยู่ที่การตระเวนย่านเมืองเก่า หรืออาจจะเป็นบรรยากาศเงียบเหงาและตึกแถวว่างเปล่าสะดุดตากว่า จนแทบจินตนาการไม่ออกว่า ‘ย่านท่าแพ’ ที่เพิ่งขับผ่านมา ครั้งหนึ่งเคยคลาคล่ำผู้คนและมีสถานะเป็นถึงย่านถนนเศรษฐกิจการค้าแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งยังรุ่มรวยด้วยสถาปัตยกรรมหลากยุคสมัยเปี่ยมคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ตี๋-ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร สถาปนิกแห่งใจบ้านสตูดิโอ เป็นลูกหลานคนเชียงใหม่ที่ผูกพันกับย่านนี้มาตั้งแต่เด็ก เขาตระหนักถึงปัญหาความเปลี่ยนแปลงข้างต้น ไม่ใช่เพียงในเชิงกายภาพ แต่หมายรวมความสัมพันธ์ของย่านที่ค่อย ๆ โรยแรงแห้งเฉา ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ควบคู่กับการขาดทิศทางการพัฒนาย่านให้ยืนอย่างสง่างามบนรากวัฒนธรรม

เหตุนี้เขาจึงลงมือสร้างสรรค์โปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ นำเสนอแนวคิดในการจัดปรับตำแหน่งแห่งที่และตัวตนของย่านท่าแพ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมชี้นำการพัฒนาให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ นายทุน และนักพัฒนา ผู้ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่รักษาต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อชุบชูย่านให้กลับมามีชีวิตชีวา ศักยภาพ และสืบสานมนตร์เสน่ห์ความเป็นท่าแพจากวันนี้สู่อนาคต

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

จิ๊กซอว์ความสัมพันธ์

“จริง ๆ สถานการณ์ที่ดินเปลี่ยนมือค่อย ๆ เริ่มเมื่อประมาณ 5 ปีก่อนเกิดโรคโควิด-19 ระบาด ช่วงนั้นเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางของคนจีน นักธุรกิจที่เล็งเห็นโอกาสจึงเข้ามาสอยที่ดินทำธุรกิจ ทำให้หลายตึกถูกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นของนายทุนจีน กลายเป็นร้านขายยาบ้าง ขายหมอนยางพาราบ้าง จนไม่เหลือร่องรอยของการใช้งานแบบ Mix Used” 

ตี๋ย้อนเค้าลางความแปรผันบนสองฝั่งถนนท่าแพ พลางขยายว่า ในอดีตอาคารบริเวณนี้มีลักษณะการใช้งานแบบผสมผสาน หรือ Mix Used คือชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนชั้นล่างเปิดเป็นร้านค้า ขณะเดียวกันบางร้านยังแบ่งปันพื้นที่สำหรับจำหน่ายงานคราฟต์และสินค้าชาติพันธุ์ต่าง ๆ 

อนึ่ง ความผสมยังผสานไปถึงลักษณะทางสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว ทั้งชุมชน พาณิชย์ และศาสนา ครั้นเมื่อที่ดินเปลี่ยนมือและลักษณะการใช้งานอาคารเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ในย่านจึงคล้ายชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ถูกดึงออก วัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชน พอขาดสังคมอุปถัมภ์ก็จำต้องปรับตัว จัดสรรพื้นที่ทำลานจอดรถ จัดอีเวนต์ หรือตกแต่งบรรยากาศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว 

ตี๋เสริมว่าคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกระแส Mass Tourism เช่นนี้ เกิดกับแทบทุกย่านของเชียงใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้ย่านท่าแพสะท้อนภาพชัด คือมูลค่าของทำเลที่สูงกว่า 25 – 40 ล้านต่อห้อง ตัวเลขดังกล่าวประมาณจากผลการสำรวจราคาที่ดินพร้อมอาคารในย่าน พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นปัจจัยให้ทำเลตกไปอยู่กับนายทุนที่มีกำลังซื้อ และโดยมากคือคนนอกพื้นที่

“เมืองจะมีลมหายใจต่อเนื่อง ก็ต่อเมื่อมีความทรงจำของผู้คนที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่ดูเหมือนขณะนี้มันกำลังขาดช่วง เพราะพื้นที่กลายไปเป็นของคนอื่น”

เหนือความเปลี่ยนแปลงนานา ตี๋ให้ความสำคัญกับความทรงจำอันเปรียบดังห่วงเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ทางสังคม และของผู้คนที่มีต่อพื้นที่ ซึ่งจะช่วยนิยามอัตลักษณ์ของย่าน รวมถึงรักษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

ย่านท่าแพ 2030

เราจะสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ ฟื้นกายภาพ และฟื้นโครงสร้างทางสังคม ให้เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร…

นี่คือสิ่งที่ใจบ้านสตูดิโอ และ กฤติกา รอดเจริญ นักศึกษาฝึกงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พยายามค้นหาคำตอบให้กับย่านท่าแพในอนาคต พลันศึกษาค้นคว้า ออกแบบ และนำเสนอแนวคิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ไว้ในโปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ (Thapae Neighborhood 2030) ภายใต้โจทย์หลัก 3 ข้อ 

หนึ่ง เพื่อจุดประกายให้เกิดโมเดลธุรกิจและการพัฒนาที่ดินที่เจ้าของเดิมอยู่อาศัยร่วมกับธุรกิจใหม่ ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องขายที่ 

สอง จัดสรรพื้นที่ให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์เชียงใหม่มีพื้นที่ค้าขาย แสดงผลงาน โดยไม่จำเป็นต้องแบกค่าที่ดินหรือค่าเช่ามหาศาล ผ่านการสร้างระบบแบ่งปันพื้นที่ (Sharing Space) ซึ่งส่งเสริมนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อหนุน 

และ สาม ปลุกกระแสให้เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ อาคารและย่านอันเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจ Creative Business District ที่จะมีผลกับการฟื้นฟูเมืองแบบ Urban Regeneration ในมิติเศรษฐกิจและกายภาพไปพร้อม ๆ กัน  

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

“ลองจินตนาการดูว่า ในเมืองที่แยกขาดระหว่างที่อยู่อาศัยกับพื้นที่พาณิชย์ ถ้าวันใดพื้นที่พาณิชย์ปิด เมืองก็ตาย จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจเปิด ยิ่งเมืองสมัยใหม่พื้นที่ค่อนข้างจำกัด การอยู่แบบผสมผสาน หรือส่งเสริมการใช้พื้นที่อย่างสมประโยชน์จริง ๆ ดังนั้นแนวคิดการพัฒนาเมือง ‘เมืองกระชับ’ (Compact City) จึงเป็นวิธีการน่าสนใจ” ตี๋พูด 

“เราไม่ได้โหยหาอดีตชนิดต้องกลับไปอยู่เหมือนเดิม ในเมื่อธุรกิจปรับตัว กายภาพของอาคารก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน อย่างเมื่อก่อนตึกตึกหนึ่ง มีเจ้าของคนเดียวและใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำธุรกิจ แต่ปัจจุบันที่ดินแพง มูลค่าตึกก็สูง แน่นอน ผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่กำลังสร้างตัวไม่มีสิทธิครอบครองตึกนี้ได้เลย แล้วโมเดลธุรกิจควรจะเป็นแบบไหน”

เขาทิ้งท้ายทำนองเชิญชวนให้นึกคิด แต่สำหรับเขาอยากนำเสนอโมเดลที่เรียกว่า ‘การฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร’ ซึ่งจะกล่าวกันต่อในบทถัดไป

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ปรับอาคารให้ย่านฟื้น

“อาคารก็เหมือนชิ้นส่วนของชีวิต ณ ยุคหนึ่งมันถูกออกแบบกายภาพตามความต้องการของสังคม แต่พอพ้นยุคสมัยอาคารก็ต้องปรับตัวตาม โดยนำมา Reuse และ Adaptive ให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างเข้าใจคุณค่า ด้วยการรักษาบางอย่างให้เป็นชิ้นส่วนความทรงจำ พร้อมปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อจะทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้”

ตี๋เกริ่นปูทางเพื่อจะอธิบายถึงโมเดลการฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคารแบบ ‘Adaptive Reuse’ ในโปรเจกต์ย่านท่าแพ 2030 ที่เขาสำรวจตำแหน่งอาคาร วิเคราะห์โครงสร้างทางสถาปัตยกรรม และรวบรวมข้อมูลธุรกิจบนย่านถนนท่าแพ ก่อนนำมาออกแบบ 3 โมเดลตัวอย่างจากการประยุกต์แนวคิดเข้ากับตึกเก่าในย่าน โดยให้ความสำคัญกับการเก็บหน้าตาอาคารยุคโมเดิร์นและฟาซาด ควบคู่ปรับรื้อภายในให้เกิดการเชื่อมต่อจากถนนสู่ด้านในตัวอาคาร ซึ่งจัดสรรปันส่วนใหม่เป็นพื้นที่ว่างหลากหลายขนาด สำหรับรองรับกิจกรรมและธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนแทรกพื้นที่สีเขียวและช่องแสงให้เป็นเสมือน Pocket Park เพื่อเติมเต็มความเขียวขจีสดชื่นแก่ย่านน่าเดินแห่งนี้ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

 “บางทีการเก็บรักษาทุกอย่างไว้ มันโรแมนติกนะ แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เรามองว่าการฟื้นฟูพัฒนาย่านเมืองเก่าอย่างมีศักยภาพจะต้องหาสมดุลระหว่างศิลปะ เศรษฐศาสตร์ และสังคม” ตี๋สรุปหัวใจของโมเดล

นอกจากไอเดียเนรมิตพื้นที่ภายในอาคาร แต่ละโมเดลตัวอย่างยังลองนำเสนอรูปแบบการจัดการกรรมสิทธิ์และพื้นที่ ที่จำแนกสัดส่วนการใช้งาน อาทิ ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ และพาณิชยกรรม รวมทั้งออกแบบกิจกรรมใหม่เพื่อฟื้นฟูอาคารและย่านอย่างสร้างสรรค์

“ถ้าเราอยากจะเก็บคาแรกเตอร์เดิมให้ลูกหลานกลับมาอยู่แล้วทำธุรกิจต่อได้ เราลองปรับพื้นที่ภายในกันดูไหม เพื่อให้มีสัดส่วนสำหรับคนอยู่อาศัยดั้งเดิมราว 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็ใส่กิจกรรมใหม่เข้าไป เช่น คาเฟ่ ร้านอาหาร แกลเลอรี่ หรือ Co-working Space แบบนี้เจ้าของอาคารเดิมอยู่อาศัยและมีรายได้จากการแบ่งเช่าพื้นที่ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายย่อยก็เช่าทำธุรกิจโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนราคาที่ดิน หากแต่ละหน่วยธุรกิจสร้างกำไรต่อปีมากพอคุ้มค่าแรงจูงใจในการขายตึก นั่นหมายถึง ตึกนี้ก็จะยังเป็นของคนท้องถิ่นและลูกหลานรุ่นต่อไปก็ยังอยู่ได้” 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ตี๋อธิบายสมการของโมเดลการปรับปรุงอาคารที่เขาคิด พร้อมเสริมว่าสิ่งนี้นับเป็นองค์ประกอบของย่านอยู่ดี คือ มีธุรกิจหลากหลายและชุมชนสัมพันธ์อันเกื้อกูลกันและผูกผันกับพื้นที่ เหนืออื่นใดอาจพัฒนาให้เกิดย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งใหม่ที่ยืนอยู่บนรากวัฒนธรรมได้อย่างงามสง่า ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และชี้นำอนาคตของเมือง 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ความเป็นไปได้

อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าแนวคิด Adaptive Reuse ที่กล่าวมานั้นช่างอุดมคติและฝันเพ้อ เพราะมีหลายเมืองทีเดียวที่ตี๋เล่าว่านำไปพัฒนาย่านเมืองเก่า ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน และส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตขึ้นจริง ๆ

ตัวอย่างแรก คือ ไต้หวัน ที่นี่มีองค์กรชื่อ ‘Taipei City Urban Regeneration Office’ คอยทำหน้าที่จับคู่ผู้ประกอบการกับพื้นที่ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับภาครัฐจัดตั้งกองทุนสนับสนุนสำหรับจัดซื้อตึกเก่ามาชุบชีวิต สร้างสรรค์พื้นที่และกิจกรรมหลายหลาก เพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินและดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้งาน เช่าทำธุรกิจ จนเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กลายเป็นพื้นที่ของบรรดา Startup และ SME ในย่านต่าง ๆ 

หรือ เมืองอาห์เมดาบัด ประเทศอินเดีย มีฐานะเป็นถึงเมืองมรดกโลก ทว่ากลับซบเซา มีแต่ผู้สูงอายุและวัยรุ่นที่ไม่เห็นโอกาสสร้างตัว คณะกรรมการเมืองเก่าจึงก่อตั้งองค์กร ‘Heritage Cell’ ขึ้นมา เพื่อทำงานร่วมกับอาคารสงเคราะห์ สนับสนุนการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับซ่อมบำรุงบ้านเก่า สร้างจูงใจให้คนอยากกลับมาอยู่บ้าน ควบคู่กับเปิดโรงเรียนสอนวิชาช่างไม้ ฝึกอบรมทักษะอาชีพด้านการฟื้นฟูอาคารไม้รุ่นคุณปู่คุณย่า โดยพยายามขับเคลื่อนเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน

อีกตัวอย่างสุดท้าย ได้แก่ จอร์จทาวน์ เมืองหลวงรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีกองทุนของรัฐบาลกลาง ‘Think City’ คอยดูแลเรื่องการเพิ่มปริมาณพื้นที่สีเขียว รักษาฟื้นฟูอาคารเก่า รวมถึงแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้คนในย่านเมืองเก่า เนื่องจาก 82 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองจอร์จทาวน์เป็นผู้เช่าอาศัยทั้งสิ้น ประกอบกับเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO เป็นเมืองมรดกโลก ทำให้มีนายทุนต่างชาติมากว้านซื้ออาคารไปเก็งกำไร หรือทำธุรกิจ ผู้เช่าดั้งเดิมเลยพลอยถูกขับออก

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทาง Think City จึงผุดโครงการรักษาตึกที่ผู้เช่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษา โดย Think City เป็นตัวกลาง รวมผู้เช่าเป็นหนึ่งสหกรณ์ แล้วเจรจาทำสัญญาเช่าระยะยาวกับเจ้าของตึก เพื่อมอบความมั่นคงทางการเงินแก่เจ้าของ ส่วนผู้เช่าเมื่อรู้สึกมั่นคงทางที่อยู่อาศัยก็มีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากนี้กองทุนยังยื่นข้อเสนอว่า หากเจ้าของตึกรายใดเข้าร่วมโครงการ ทางรัฐบาลยินดีสนับสนุนงบปรับปรุงอาคารให้หน้าตาสวยงามสมเป็นส่วนหนึ่งของเมืองมรดกโลกอีกด้วย

“นี่คือโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูย่านเมืองเก่าให้เป็นไปได้เชิงเศรษฐกิจ โดยมีทางเลือกให้คุณค่าและมูลค่าอยู่ด้วยกันได้” ตี๋แสดงความเห็น “ต่างจากบ้านเราที่มักเรียกร้องให้คนมาชื่นชมความงาม เชิดชูคุณค่า แต่กลับไม่หยิบยื่นเครื่องมือทางการเงินใด ๆ ทำให้มันยากที่จะรักษา แม้เรารู้ดีว่าสิ่งนี้มีคุณค่าแค่ไหน แถมยังกลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแนวคิดทั้งที่มูลค่ามันสูงมาก”

ทำไมภาครัฐถึงมองไม่เห็นจุดอ่อนนี้ – ผมถามเขา

“เราว่ารัฐต้องมองเมืองกับคนเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาก่อน แต่เขาไม่เคยมองแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกายภาพหรือศักยภาพผู้คน เพราะถ้าเขาเห็นศักยภาพพื้นที่จริงเขาจะต้องต่อยอด ไม่ใช่ขายของเก่ากินเรื่อย ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาเสพของเดิม ๆ ส่วนคนก็ถูกมองเป็นอุปสรรคที่ต้องควบคุมให้คิดคล้อยตาม แทนที่จะมองศักยภาพแล้วใช้มันผลักเมืองให้เดินไปข้างหน้า เช่นเดียวกับตึกที่ก็ไปได้ไกลสุดแค่ควบคุมสี หรือคุมทรงหลังคา” 

สำหรับย่านท่าแพนั้นยังไม่หมดหวัง เพราะภายหลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้การเก็งกำไรที่ดินในย่านนี้ชะลอความรุนแรงลงไปมาก รวมถึงพิสูจน์ได้ว่าใครคือตัวจริง โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ฝ่ามรสุมทางเศรษฐกิจและตี๋สนใจเป็นพิเศษ คือ ‘เวิ้งเหล็กแดง’ คอมมูนิตี้สร้างสรรค์ ซึ่งพัฒนาใกล้เคียงกับแนวคิด Adaptive Reuse มากสุด 

แม้ไม่มีทุนจากหน่วยงานใดให้พึ่งพา ทว่าสำเร็จได้เพียงอาศัยทุนที่เข้าใจ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทุนที่เข้าใจ

ย้อนกลับไปราว 80 ปี ในยุคที่ย่านท่าแพยังเป็นถนนดิน รถวิ่งสวนสองทาง และสามล้อถีบคือบริการยอดฮิตของผู้จับจ่ายสินค้าตลาดวโรรส บริเวณเวิ้งเหล็กแดงตรงนี้มีแค่อาคารสองชั้นก่ออิฐสีเข้ม เปิดเป็นสถานพักแรมสำหรับพ่อค้าแม่ขายต่างจังหวัด ก่อนจะดัดแปลงเป็นโรงงานผลิตขนมปังกะโหลก แต่แล้วโรงงานก็เกิดเหตุเพลิงไหม้จนทำให้ต้องยุติกิจการ อาคารหลังดังกล่าวจึงกลายเป็นโกดังเก็บสินค้าของ ‘เจริญการค้า’ ร้านจำหน่ายหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียน หนึ่งในผู้เช่าพื้นที่ตึกแถว 5 ห้องด้านหน้า ซึ่งสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาโดยคุณตาของ ลุงภูมิ-ภูมิสรรค์ ศิลปิศรโกศล ทายาทผู้ดูแลเวิ้งเหล็กแดงคนปัจจุบัน

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

“ตอนที่ตึกแถวริมถนนยังมีผู้เช่าเต็มทุกห้อง การเข้ามาในเวิ้งต้องเดินผ่านช่องแคบ ๆ ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวสามชัย สมัยนั้นดังมาก พอเศรษฐกิจซบเซาคนเช่าก็ทยอยออก พื้นที่เลยถูกปล่อยร้างไว้พักใหญ่ กระทั่งมีคนมาติดต่อขอทำธุรกิจโรงแรม เขาเลยทุบห้องตรงกลางเปิดเป็นช่องทางเข้า แต่ยังไม่ทันเรียบร้อยดี โครงการก็พับไปเพราะพิษเศรษฐกิจปี 40 เหลือแค่โครงเหล็กสีแดง ซึ่งตามแผนจะเป็นตัวโครงสร้างอาคารหลัก” ลุงภูมิเฉลยเรื่องราวของโครงเหล็กแดง สัญลักษณ์เด่นที่กลายเป็นชื่อเรียกของคอมมูนิตี้สุดฮิปแห่งนี้ ภายหลังจากที่แบรนด์ Dibdee Binder เข้ามาบุกเบิกขอเช่าห้องทำสตูดิโอ ก่อนชักชวนเพื่อนฝูงมาอยู่ด้วยกัน จนปัจจุบันครึกครื้นด้วยบรรดานักออกแบบ ศิลปิน และสารพัดธุรกิจสร้างสรรค์ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ลุงภูมิเล่าให้ฟังต่อว่า เขาใช้วิธีให้ผู้เช่าช่วยกันบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง หรือแม้แต่การเลือกผู้เช่ารายใหม่ 

“ผมให้เด็ก ๆ บริหารกันเอง เพราะรู้สึกว่าไอเดียของผู้ใหญ่อย่างผมกับของเด็กรุ่นใหม่มันคนละเรื่องกัน ในเมื่อตรงนั้นเป็นพื้นที่ของพวกเขา เขาก็ควรจะมีอิสระในการออกแบบ ส่วนถ้าใครสนใจอยากเข้ามาเช่า ผมก็ให้สิทธิพวกเขาปรึกษาพูดคุยกันเองก่อน หากทุกคนพร้อมใจว่าคนนี้มาอยู่ได้ ผมก็โอเค เพราะอยากให้อยู่แบบสบาย ๆ ทำงาน ทำธุรกิจ และเป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน” 

ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังไม่เคยปรับขึ้นค่าเช่า “ถ้าปรับเด็กก็ลำบาก ไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องการเงินนะ แต่เราต้องการแค่พออยู่ได้ทั้งเขาและเรา” เจ้าของเวิ้งอธิบายอย่างใจดี พลางเสริมว่าเขามีเป้าหมายเพียงอยากเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้โชว์ฝีมือ

เหนืออื่นใด เขาเชื่อว่าไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์เหล่านี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพลิกฟื้นย่านท่าแพให้กลับมาคึกคัก เป็นย่านเศรษกิจสำคัญของเมืองเชียงใหม่อีกครั้งในอนาคต

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคตย่านท่าแพที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load