3 พฤศจิกายน 2560
19 K

อากงและอาม่าของผมนั้นเป็นคนจีนมาจากซัวเถาเช่นเดียวกันกับคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากในบ้านเรา ทั้งสองท่านจากผมไปได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว

เรื่องไม่กี่อย่างที่ผมจำได้เกี่ยวกับอากงและอาม่าก็เห็นจะเป็นภาษาจีนปนไทยที่ครอบครัวอื่นมาฟังอาจจะไม่เข้าใจ แต่เราเอาไว้ใช้สื่อสารกันในครอบครัว และความทรงจำว่าอาม่าจะลุกขึ้นมาต้มข้าวต้มไว้ตั้งแต่เช้าตรู่ พร้อมทั้งเตรียมกับข้าวง่ายๆ อย่างผักกาดดองกระป๋อง ไข่เจียวไชโป้ว หรือหัวไชเท้าดอง ไว้ให้กินก่อนไปโรงเรียน ส่วนเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับทั้งคู่อีกเลย แม้แต่ว่าทั้งสองคนมาจากตำบลอะไร หมู่บ้านไหน เรือที่นั่งมาเป็นยังไง นั่งเรือนานแค่ไหน สัมผัสแรกที่ขึ้นมาเหยียบเมืองไทยเป็นอย่างไรบ้าง แล้วหลังจากนั้นเป็นยังไง ทำไมซื้อบ้านตรงนี้ และอื่นๆ อีกมากมาย ในฐานะลูกหลานชาวจีนที่ไม่รู้จักรากเหง้าของตัวเองก็ถือว่าน่าเศร้า แล้วถึงคิดอยากจะไปตามหารากนั้นตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหนอยู่ดี

มีสถานที่แห่งหนึ่งในย่านคลองสานที่เพิ่งเปิดไปเมื่อวานนี้ ที่น่าจะช่วยให้เราได้เห็นอดีตของเหล่าบรรพบุรุษชาวจีนได้ง่ายขึ้น นั่นก็คือ ‘โครงการล้ง 1919’ หรือท่าเรือกลไฟของตระกูลหวั่งหลีนั่นเอง เพราะที่นี่คือท่าเรือของเหล่าพ่อค้าชาวจีนที่ไม่ได้แค่ขนสินค้ามาอย่างเดียว แต่ขนคนจีนที่หอบเสื่อผืนหมอนใบย้ายถิ่นฐานมาแสวงโชคในลำเดียวกัน บรรพบุรุษของหลายๆ คนที่มีตาเป็นขีดในบ้านเราต่างก็มาเหยียบแผ่นดินสยามกันที่แรกก็ตรงท่าเรือ ‘ฮวยจุ่งล้ง’ แห่งนี้นี่แหละครับ และท่าเรือแห่งนี้กำลังจะถูกรีโนเวตขึ้นมาใหม่ ให้กลายมาเป็น ‘พื้นที่สาธารณะ’

อาคารเก่า

บ้านจีน

ก่อนจะเล่าต่อก็ขอย้อนกลับในสมัยรัชกาลที่ 4 ถ้าเรายังพอจำบรรยากาศในวิชาประวัติศาสตร์ได้ล่ะก็ เราทุกคนก็ต้องยังจำชื่อของสนธิสัญญาเบาว์ริงได้อย่างแน่นอน พูดตามตรงผมก็ไม่ค่อยรู้จักสนธิสัญญานี้สักเท่าไหร่ รู้แค่ว่าเราเริ่มเป็นประเทศส่งออกข้าวกันก็ตอนนั้นเอง แต่ความจริงแล้วสนธิสัญญาเบาว์ริงทำให้เกิดการค้าเสรีระหว่างประเทศขึ้น เรือสินค้าจากสารพัดประเทศแล่นเข้ามาค้าขายกันอย่างครึกครื้น โดยแต่ละชาติจะแวะจอดกันที่ท่าของตัวเอง ท่าเรือ VOC หรือเอเชียทีคตรงถนนตก เป็นท่าเรือของฝรั่งยุโรป / ท่าสุรวงศ์ เป็นท่าเรือของคนญี่ปุ่น / ท่ามหาราช ก็จะเป็นท่าเรือของเจ้านายและข้าราชการไทย

และสุดท้าย ท่าเรือฮวยจุ่งล้ง ก็เป็นท่าเรือของเหล่าคนจีนตามที่เล่าไปด้านบน

ท่าเรือฮวยจุ่งล้ง แปลตามตัวก็คือ ท่าเรือกลไฟ สร้างโดย พระยาพิศาลศุภผล (ชื่น พิศาลบุตร) ซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่เข้ามารับราชการในสยาม ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 พระยาพิศาลศุภผลประสบปัญหาทางการเงิน เลยขายท่าเรือกลไฟแห่งนี้ให้กับตระกูลหวั่งหลี ซึ่งยังคงใช้เป็นท่าเรือ โชว์รูมสินค้า ออฟฟิศ และที่อยู่อาศัย รวมกันทั้งหมดในที่เดียว ก่อนที่ท่าเรือนี้จะค่อยๆ ซบเซาลงเนื่องมาจากการคมนาคมขนส่งที่เริ่มมีทางเลือกหลากหลายขึ้น และสุดท้ายฮวยจุ่งล้งก็เลิกทำหน้าที่ท่าเรือ และกลายมาเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าพนักงานในพื้นที่เรื่อยมาจนปัจจุบัน

ล้ง 1919

อาคารโบราณ

ตัวท่าเรือฮวยจุ่งล้ง เป็นอาคารชุดที่มีตึกเรียงต่อกัน 3 หลังเป็นรูปตัว U มีพื้นที่โล่งอยู่ตรงกลาง (ในภาษาจีนรูปแบบตึกทรงนี้ถูกเรียกว่าตึกแบบ ‘ซาน เหอ หยวน’ 院) ก่อสร้างด้วยวิธีก่ออิฐถือปูน ใช้ผนังเป็นตัวรับแรง คานและพื้นเป็นไม้สัก ส่วนตัวโกดังสินค้าอยู่ฝั่งด้านที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลในยุคสมัยที่การเดินเรือยังเป็นเรื่องน่ากลัวอยู่ แถมบางคนก็หอบเสื่อผืนหมอนใบมาตั้งรกราก ชาวจีนเลยนำเจ้าแม่หม่าโจ้วจากเมืองจีนขึ้นเรือเดินทางมาประดิษฐานไว้ที่นี่ด้วย เพื่อช่วยปกปักรักษาและเป็นขวัญกำลังใจแก่คนในชุมชน เวลาคนจีนเดินทางมาถึงฝั่งประเทศไทย ก็จะมากราบสักการะท่าน เพื่อเป็นการขอบคุณที่ช่วยทำให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ และเมื่อจะเดินทางกลับไปประเทศจีน ก็จะมากราบลาเจ้าแม่ที่นี่เช่นกัน

จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ. 2559) ตระกูลหวั่งหลีเห็นว่าตัวอาคารได้ทรุดโทรมลงมาก เลยอยากจะบูรณะพื้นที่นี้ขึ้นมาใหม่ก่อนที่ตัวอาคารจะพังทลาย และไม่สามารถซ่อมแซมได้อีก นั่นคือจุดเริ่มต้นของโครงการ ล้ง 1919 (ฮวยจุ่งล้งมีอายุ 167 ปีแล้ว แต่ที่เลือกใช้ ค.ศ. 1919 เพราะเป็นปีที่ทางตระกูลหวั่งหลีได้มาเป็นเจ้าของ)

ในยุคนี้การปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งานให้กลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะดูจะได้รับความนิยมมากในเมืองใหญ่ๆ ทั่วทั้งโลก เพราะพื้นที่สาธารณะเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ทำให้เมืองน่าอยู่มากขึ้น เราจึงเห็นการเปลี่ยนสนามบินเก่า ทางรถไฟลอยฟ้าเก่า โรงงานเก่า และพื้นที่เก่าๆ ซึ่งแทบไม่มีการใช้งาน ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะต่างๆ ซึ่งแทบทั้งหมดที่ว่ามามักจะเป็นพื้นที่ของทางรัฐแทบทั้งหมด ไม่ได้มีพื้นที่ของเอกชนสักเท่าไหร่

สำหรับคนทั่วๆ ไป ถ้าเรามีที่ดินขนาดใหญ่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งมีมูลค่าสูงมากๆ แล้วยังเป็นอาคารโบราณที่มีประวัติศาสตร์ เวลาที่คิดจะปรับปรุงพื้นที่คงจะมีอยู่แค่ไม่กี่ทางเลือก อย่างแรกคือทำโรงแรม ยิ่งถ้าเป็นตึกเก่าๆ สวยๆ มีประวัติศาสตร์ ก็เปลี่ยนให้เป็นบูติกโฮเทลได้เลย อีกทางหนึ่งคือ ทุบทุกอย่างออกไปให้หมดแล้วก็เปลี่ยนเป็นคอนโดมิเนียมซะ

พื้นที่สาธารณะ โกดังสินค้า

ทั้งสองทางนี้ต่างตอบโจทย์ทางธุรกิจได้อย่างแน่นอน แต่ ล้ง1919 เลือกทำสิ่งที่แตกต่างออกไป นั่นคือการทำพื้นที่นี้ให้เป็น ‘พื้นที่สาธารณะ’

เอ่อ เป็นพื้นที่สาธารณะจริงๆ ไม่ต้องขยี้ตาครับ คุณไม่ได้อ่านผิด ที่นี่จะประกอบไปด้วยศาลเจ้าแม่หม่าโจ้เป็นอาคารหลัก ในพื้นที่เดียวกันยังมีที่ทางสำหรับทำกิจกรรมเวิร์กช็อปอย่างสอนเขียนพู่กันจีน พื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์งานออกแบบและงานฝีมือที่มุ่งสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ ลานกิจกรรมกลางแจ้ง และโกดังริมแม่น้ำที่ถูกปรับการใช้งานให้เป็นพื้นที่ทางการค้า ซึ่งจะประกอบไปด้วย ร้านกาแฟ ร้านอาหาร (พูดกันแบบโลกไม่สวย โครงการจะอยู่ได้ก็ต้องมีการหารายได้บ้างแหละนะ แต่ก็ถือว่าสัดส่วนของพื้นที่ส่วนนี้ก็ถือว่าเล็กมากๆ เมื่อเทียบกับพื้นที่ทั้งหมดอยู่ดี)

อะไรทำให้พื้นที่ขนาด 6 ไร่ ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาในย่านที่ต่อไปจะมีความเจริญทั้งจากศูนย์การค้าขนาดใหญ่และรถไฟฟ้า ยังเป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดให้ทุกคนสามารถเข้ามาใช้กันได้แบบไม่ต้องเสียเงินกันแน่

Hypothesis

ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์ทางสถาปนิกผู้ร่วมออกแบบและวางโปรแกรมการใช้งานพื้นที่ คุณเจษฎา เตลัมพุสุทธิ์ และ คุณมนัสพงษ์ สงวนวุฒิโรจนา จากบริษัท Hypothesis ถึงวิธีการทำงานนี้ และขอสปอยล์ล่วงหน้าเลยว่า สถาปนิกผู้ออกแบบโครงการนี้เริ่มการรีโนเวตด้วยเซียมซีแทนที่จะเป็นปากกา

“ผมได้รับการติดต่อมาจาก คุณเปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี ที่เป็นเจ้าของโปรเจกต์และเจ้าของบริษัทอินทีเรียชื่อ PIA ด้วย ให้ทาง Hypothesis ในฐานะสถาปนิกให้ทำงานร่วมกันกับ PIA ที่เป็นบริษัทออกแบบภายใน ตอนที่รับโปรเจกต์ผมก็ลองไปที่ไซต์ ก็ไปไหว้เจ้าแม่ดู ผมก็ตั้งคำถามแล้วอธิษฐานกับเจ้าแม่หม่าโจ้ว่าผมควรจะพัฒนาพื้นที่ตรงนี้เป็นอะไรดี แล้วให้เจ้าแม่ตอบกลับมาผ่านทางเซียมซี  

“พื้นที่ในโลกนี้มีอยู่ 2 แบบคือ พื้นที่ส่วนตัว กับพื้นที่สาธารณะ ตัวพื้นที่ของโครงการที่เป็นอาคารเก่า และยังคงมีสภาพที่ค่อนข้างดีมากๆ แบบนี้ ความคิดแรกสุดของคนทุกคนคงจะอยากพัฒนาให้เป็นบูติกโฮเทลกันหมด ผมจำได้แม่นเลยว่าได้เซียมซีเบอร์ 26 เจ้าแม่ตอบกลับมาว่า ‘เลือกให้ถูก ก้าวหน้ามีหวัง พระเจ้าจะช่วย’ คือหวังจะได้คำตอบแต่กลับได้คำถามกลับจากเจ้าแม่มาอีก (หัวเราะ)”

Hypothesis เลยมานั่งระดมความคิดกันว่าทางตระกูลหวั่งหลีก็มีโรงแรมอยู่หลายที่แล้ว แถมแต่ละที่ก็ใหญ่โตกว่าที่นี่ตั้งหลายเท่า การจะเปลี่ยนท่าเรือนี้ให้เป็นโรงแรมอาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร แล้วศาลเจ้าแม่ก็อยู่ปกปักรักษาคุ้มครองคนในชุมชนตรงนี้มาร้อยกว่าปีแล้ว เลยเกิดไอเดียว่าจะทำให้ท่านอยู่ดูแลคนแถวนี้ต่อไปแบบที่ยิ่งใหญ่ขึ้นได้ไหม

ทางสถาปนิกเลยเสนอตระกูลหวั่งหลีว่าพื้นที่นี้ควรเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่สาธารณะ หรือ community space โดยที่มีศาลเจ้าแม่เป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ทุกๆ คนไม่ว่าจะยากดีมีจนก็สามารถเข้ามาหาเจ้าแม่ได้

ศาลเจ้า

บ้านจีนโบราณ

“ผมเชื่อว่าการอนุรักษ์อาคารเก่า มีวิธีการบูรณะให้ความเก่าคงอยู่ ไม่จำเป็นต้องซ่อมแล้วทาสีออกมาให้ดูเป็นตึกใหม่เอี่ยมเสมอไป มันไม่ตอบโจทย์ความงามในมุมส่วนตัวของผม เหมือนเป็นการลบเรื่องเล่าในอดีตให้หายไปทั้งหมด นึกภาพดูว่าถ้าอากงอาม่าพาลูกหลานมาที่นี่ ก็คงจะมีเรื่องเล่ากันว่าเมื่อก่อนอากงเคยอยู่ที่นี่ รูปที่ผนังมันหมายถึงอะไร ปูนแตกๆ ตรงนี้เพราะเมื่อก่อนเคยตอกตะปูไว้แขวนของ อะไรแบบนั้น

“ส่วนตัวโกดังด้านหน้าที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาถูกสร้างทีหลังตัวอาคารหลัก ผมปรับการใช้งานให้เป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ และพื้นที่สำหรับจัดอีเว้นท์ เนื่องจากโถงกลางระหว่างโกดังนั้นใหญ่ รองรับคนได้เยอะมาก โชคดีที่ทางคุณเปี๊ยะก็เห็นด้วยกับที่ทางเราคิดไป โดยเฉพาะการบูรณะอาคารไม่ให้มันดูเป็นของใหม่”

หลังจากรู้คอนเซปต์เบื้องต้นจากทางสถาปนิกแล้ว ผมได้เดินดูพื้นที่รอบๆ และเห็นจริงอย่างที่ Hypothesis อธิบาย บรรยากาศอาคารที่ได้รับการซ่อมแซมเหมือนกับนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปสมัยยุคอากงอาม่าหอบเสื่อขึ้นเรือมายังสยามจริงๆ  

หวั่งหลี

แล้วก็ถึงเวลาที่ผมจะได้พูดคุยกับทาง คุณเปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี ที่เป็นทั้งเจ้าของโปรเจกต์และผู้ร่วมออกแบบรีโนเวตของโครงการนี้ ผมถามเธอถึงสาเหตุการเลือกเปลี่ยนพื้นที่ส่วนบุคคล (ตัวโครงการอยู่ติดกับตัวบ้านของตระกูลหวั่งหลี) ให้กลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะแทนที่จะพัฒนาสถานที่เป็นธุรกิจครอบครัว

“ที่นี่ยังเป็นพื้นที่ของตระกูลหวั่งหลีตามกฎหมายอยู่ แค่เราอยากให้สาธารณชนเข้ามาเยี่ยมชมได้ และได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่แห่งนี้ เพราะถ้าเสียเงินซ่อมแซมบูรณะแล้วแต่ปิดไว้เฉยๆ ก็จะไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรจากการซ่อมตรงนี้เลย ดังนั้นถ้าเราจะซ่อมขึ้นมาก็ต้องทำให้อาคารเหล่านี้มีประโยชน์ใช้สอยแก่สาธารณชนให้มากที่สุด ส่วนตัวบ้านหวั่งหลีที่อยู่ติดกันนั้นเราก็ปิดไว้เฉยๆ มีมาใช้งานตอนทำพิธีไหว้บรรพบุรุษปีนึงไม่กี่ครั้งเท่านั้นเอง

“ส่วนเรื่องการไม่ทำคอนโด ดิฉันคิดว่ามันเป็นหน้าที่ของลูกหลานที่ต้องรักษาของที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ อาคารตรงนี้เรียกว่า ซานเหอหยวน มันไม่ได้เป็นตึกพิเศษอะไร มันก็คืออาคารพาณิชย์หรือตึกแถวที่มีอยู่ทั่วไปในสมัยนั้น แต่โชคดีที่ตึกนี้มีเราเป็นเจ้าของคนเดียว จึงได้อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ ทางตระกูลหวั่งหลีเคยใช้ที่นี่เป็นทั้งท่าเรือ โกดัง และโชว์รูมขายสินค้าอย่างพวกข้าวสาร กระเบื้อง พอท่าเรือซบเซาลงก็ยกพื้นที่ให้พวกลูกน้องมาอยู่กันโดยแทบไม่ได้คิดค่าเช่าอะไรเลย

ล้ง 1919 โกดังริมน้ำ

“แต่เมื่อปีที่แล้วตัวตึกมันทรุดโทรมและพังไปมาก เราก็เลยคิดว่าควรต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่งั้นมันคงจะไม่อยู่ต่อไปในอนาคตแน่ๆ ตอนแรกสุดก็คิดเหมือนกันว่าหรือควรเอามาทำเป็นโรงแรมดี แต่พอลักษณะของอาคารมันทำไม่ได้ เพราะเป็นอาคารที่ใช้ผนังรับแรง ทำให้เราไม่สามารถกั้นหรือเจาะช่องแสงด้านในอาคารได้เลย ตัวงานระบบสุขาภิบาลก็เป็นเรื่องยุ่งยากมาก ประกอบกับอายุเราก็มากแล้ว และมีประสบการณ์การทำโรงแรมมามากมายหลายที่ ได้เห็นปัญหาและความวุ่นวายในการทำโรงแรม เลยตัดสินใจไม่ทำโรงแรมดีกว่า จากที่เราคุยกับทาง Hypothesis ก็เห็นตรงกันเรื่องของศาลเจ้าแม่และพื้นที่สาธารณะ พัฒนาให้เป็นสถานที่เวิร์กช็อปความรู้แบบจีนๆ และพื้นที่พาณิชย์เพื่อตอบโจทย์คนที่มาใช้งานพื้นที่แทนค่ะ”

วิธีการรีโนเวตแบบเรียบแต่ไม่ง่าย

“เราใช้วิธีการซ่อมแซมแบบเรียบง่าย ค่อยๆ ทำไปทีละขั้นตอน อะไรเสียก็ซ่อม อะไรผุพังก็เปลี่ยนให้มันใช้งานได้อย่างปลอดภัย และคล้ายของเดิมที่สุด โครงสร้างไม้สักของที่นี่ช่างสมัยนั้นทาสีน้ำมันทับไว้ เราก็ลอกเอาสีเก่าออกให้เห็นเนื้อไม้ ตรงไหนผุก็เอาไม้เก่าที่มีในโครงการมาซ่อมให้เหมือนเดิมที่สุด ราวบันไดอันเดิมที่ผุเราก็ใช้วิธีถอดเอาของเดิมที่ยังมีเหลืออยู่ไปให้ช่างทำขึ้นมาใหม่

“อย่างภาพเขียนสีเก่า เราเจอโดยความบังเอิญจากการที่ผู้รับเหมาลอกสีอาคารออกแล้วไปเห็นเข้าพอดี ตอนนี้เราก็ให้คนมาค่อยๆ ขูดเอาสีที่ทาทับไว้ออกไปทีละนิดๆ เพื่อให้ภาพวาดเหล่านี้ได้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมที่สุด ถ้าภาพที่มีอยู่เดิมซีดหรือจางเราก็เขียนเติมให้สมบูรณ์ขึ้น แต่ถ้าภาพขาดหรือหายไปเราก็จะไม่เขียนขึ้นมาใหม่ จะปล่อยให้โล่งๆ แบบนั้น อย่างปูนที่เราใช้ซ่อม เราก็ใช้ปูนน้ำอ้อยที่เป็นปูนสูตรโบราณในสมัยนั้นแทนที่จะเป็นปูนสมัยใหม่ เพราะพื้นดินที่ติดแม่น้ำแบบนี้นั้นมีความชื้นสูง อิฐที่เป็นโครงสร้างด้านในนั้นจะดูดความชื้นขึ้นมาที่ตัวเยอะ ถ้าใช้เราใช้ปูนแบบเดิมที่มีรูพรุนสูง ความชื้นจากอิฐก็จะสามารถถ่ายเทออกได้ซึ่งจะทำให้ไม่เจอปัญหาเรื่องปูนแตกร้าวและหลุดร่อน

ผนังปูน อาคารโบราณ

“ถึงเราพยายามให้มันออกมาดูเหมือนเดิมที่สุด แต่มันก็ไม่มีกฎตายตัว หลายอย่างที่มีถ้ามันไม่เหมาะสมเราก็เปลี่ยน เพราะอาคารที่ทำเสร็จแล้วควรจะตอบโจทย์การใช้งานของคนในยุคนี้ด้วย หน้าต่างทุกบานในนี้เมื่อก่อนมีขนาดที่เล็กมาก ทำให้ในห้องมืดมากและอากาศถ่ายเทไม่ดีจนอับชื้น  เราก็เปลี่ยนหน้าต่างให้เป็นช่องแสงใหญ่ขึ้น รวมไปถึงตัดพื้นชั้นสองออกไปในบางห้องเพื่อให้มีเพดานที่โปร่งโล่งขึ้นมา”

อุปสรรคการซ่อมแซม

“ระบบสุขาภิบาลคืออุปสรรคใหญ่ที่สุด ท่าเรือฮวยจุ่งล้งของคนที่หอบเสื่อผืนหมอนใบไม่มีห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะใช้มาโดยตลอด พูดให้เห็นภาพคือคนเมื่อก่อนจะถ่ายใส่ถังแล้วค่อยยกไปทิ้ง พอมาในยุคปัจจุบันที่เราต้องมีห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ การจัดการเรื่องระบบท่อน้ำทิ้งและสุขาภิบาลเลยเป็นเรื่องที่วุ่นวายมากๆ แล้วยุคนั้นก็ไม่มีกฎหมายเทศบัญญัติ อาคารนี้เลยสร้างเต็มเนื้อที่โดยไม่ได้มีการร่นระยะอะไรเลย การขุดดินเพื่อวางท่อเลยยากลำบากมากเพราะต้องระวังไม่ให้ขุดไปโดนโครงสร้างเดิมด้วย พอเสร็จเรื่องการเดินท่อก็มาเจอปัญหาต่อไปก็คือการขุดฝังถังบำบัด เพราะที่ดินอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาเลยทำให้เจอน้ำจากแม่น้ำซึมเข้ามาท่วมในหลุมที่ขุดอยู่ตลอด ต้องสูบออกไปพร้อมๆ กับหารอยรั่วแล้วอุดให้หมด ซึ่งกินเวลาในการทำงานไปเยอะมาก”

มีคำแซวกันในหมู่บรรดาสถาปนิกว่า สถาปนิกออกแบบบ้านให้ได้ทุกคนยกเว้นบ้านตัวเอง ในฐานะที่คุณเปี๊ยะเป็นทั้งอินทีเรียและเจ้าของโครงการด้วย พอต้องมาทำการรีโนเวตในรูปแบบที่ทำตึกเก่าออกมาเป็นตึกเก่าคล้ายเดิมซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเป็นที่คุ้นเคยในบ้านเรา จึงต้องสื่อสารกับครอบครัวหรือคนรอบๆ ข้างให้ชัดเจน

“คงเป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่ทางบ้านไว้วางใจและเชื่อว่าเราจะทำให้เขาดีที่สุด ช่วงแรกๆ ที่เริ่มทำก็พยายามอธิบายกับคนในครอบครัวอยู่เสมอ แต่ความสวยความงามมันเป็นเรื่องนามธรรม สามีดิฉันเดินเข้ามาในโครงการเห็นสภาพแล้วบอกว่า ‘น่าเกลียดมากเลย ดูสกปรกยังไงไม่รู้’ เราก็พยายามค่อยๆ บอกเขาเสมอๆ ว่าเสน่ห์ของความเก่าแบบนี้มันสร้างขึ้นด้วยมือคนไม่ได้ มันสร้างได้ด้วยกาลเวลาเท่านั้น คนอื่นมีแต่สร้างตึกใหม่แล้วมาทำให้ดูโบราณ แต่ตอนนี้เรามีสิ่งที่สร้างด้วยกาลเวลามาอยู่ในมือแล้ว เราจะทิ้งไปได้ยังไง เวลามีคนข้างนอกมาดูแล้วชมกันว่าสวยบ่อยๆ เข้า รสนิยมคนในบ้านก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป เขาก็เข้าใจเรามากขึ้น”

ตึกปูน

สินค้ามีดีไซน์

สังกะสี

พื้นที่สำหรับเดินไปด้วยกัน

คำถามสุดท้ายที่ผมถามคุณเปี๊ยะคือ ท่าเรือกลไฟแห่งนี้มีความหมายยังไงกับคุณเปี๊ยะและกับชุมชน

“ความสำคัญของพื้นที่นี้กับเรา ตระกูลหวั่งหลี ก็คือ ที่นี่เป็นที่ที่เราหยั่งรากในแผ่นดินสยาม เราเหยียบที่นี่เป็นที่แรก โตและทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวก็จากที่นี่ เพราะฉะนั้นสำหรับเราแล้วที่นี่คือที่กำเนิดของเรา แต่ถ้าเราเก็บที่นี่ไว้เป็นแต่ของตัวเอง ไม่แบ่งปันให้คนอื่น มันจะมีค่าอะไร ถ้าคนอื่นไม่เห็นมัน ไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บไว้ ทำให้เป็นประโยชน์กับสังคมดีกว่า  ก็เลยเป็นเวลาที่เราจะแบ่งปันให้คนอื่น ให้เขามาเห็น มารับรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าลูกหลานคนจีนโพ้นทะเลที่มาใช้เวลาร่วมกันได้ในสถานที่นี้ทั้งหมด อากงอาม่าก็ไหว้ศาลเจ้าแม่ พ่อกับแม่ก็กินอาหารเข้าร้านกาแฟ เด็กๆ ก็มาร่วม กิจกรรมเวิร์กช็อปได้

“แล้วถ้าจะให้โครงการอยู่อย่างยั่งยืนเราก็ต้องหาวิธีอยู่ร่วมกันกับคนในชุมชนค่ะ ให้คนในชุมชนเข้ามาเป็นเจ้าของพื้นที่นี้ด้วยกัน ถ้าเราทำโครงการแล้วเราอยู่ได้แค่คนเดียว คนอื่นลำบากหมดนั่นมันก็ไม่ใช่ความยั่งยืนแล้ว  วันแรกๆ ที่เราเริ่มเข้ามาทำ ปัญหาที่เราเจออย่างแรกเลยคือ เหล่าแม่ค้าที่ขายอาหารอยู่บนฟุตปาธตรงทางเข้า พอเราเข้ามาเริ่มทำก็ต้องคุยกับเหล่าแม่ค้าอธิบายให้ฟัง ให้ขยับออกไปจากตรงทางเข้าก่อน แต่เราก็ไม่ได้ขับไล่หรือทิ้งพวกเขานะคะ เราสัญญาว่าอยากจะให้ทุกๆ คนในชุมชนนี้เดินไปด้วยกัน ช่วงก่อสร้างทุกวันศุกร์ เราก็จัดให้แม่ค้าขายอาหารที่อยู่ด้านหน้าสลับกันเข้ามาบริการให้คนในโครงการ เขาก็มีรายได้ในช่วงนี้ที่โครงการยังไม่เสร็จ พอโครงการเสร็จแล้วเราก็จะจัดสรรพื้นที่ให้และหาวิธีอยู่ร่วมกันต่อไป

ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ล้ง

“เรายังเชื่อในเรื่องการให้โอกาสของคนในท้องที่  อย่างด้านปากทางเข้าโครงการของเราก็เป็นโรงเรียนฝึกอาชีพของกรุงเทพมหานคร นักท่องเที่ยวส่วนมากก็ชอบไปร้านนวด เราเลยคิดว่าเปิดพื้นที่ให้คนจากโรงเรียนฝึกอาชีพมารับนวดนักท่องเที่ยวในโครงการให้มีรายได้มีงานทำดีกว่า ทางเขตคลองสานก็มาคุยกับเราว่าในอนาคตจะให้ที่นี่เป็นจุดหมายหนึ่งในการเดินทางของนักท่องเที่ยวแล้ว อยากพัฒนาให้ถนนเชียงใหม่กลายมาเป็นถนนคนเดินในบางโอกาส เนื่องจากย่านนี้ก็มีวัดสวยๆ และมีเส้นทางที่น่ามาเดินเที่ยวได้ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราอยากให้โครงการของเราอยู่ร่วมกันกับชุมชนได้ค่ะ”

ผมคิดว่าหลังจากที่โครงการเปิดแล้ว ว่าจะโทรชวนป๊ากับมาม้าเดินเล่นที่นี่สักหน่อย เผื่อว่าเราจะได้เห็นอดีตในสมัยที่อากงอาม่ามาเมืองไทย และนอกจากนั้นแล้วยังจะได้เห็นอนาคตของการจัดสรรพื้นที่ริมแม่น้ำที่เลือกจะก้าวเดินไปด้วยกันกับชุมชนอีกด้วย

โครงการล้ง 1919 เปิดวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 มีกิจกรรมเปิดตัวเป็นตลาด Great Outdoor Market ถ้ากำลังหาที่เดินเล่นพักผ่อนริมแม่น้ำที่นี่ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีและควรค่าแก่การมาเยือนดู

โครงการ ล้ง 1919

Facebook | LHONG 1919

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

ก่อนหน้านี้ถนนหลวงบริเวณห้าแยกพลับพลาชัยถือเป็นแหล่งรวมตัวของร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่มากมายหลายร้าน (มีบางร้านได้รับชื่อแนะนำไว้ในมิชลินไกด์ด้วยนะ) จนเรียกได้ว่าเมกกะของก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่เลยก็ว่าได้

แต่เมื่อสัก 2 ปีก่อนในช่วงที่คนไทยเริ่มตื่นตัวกับคราฟต์เบียร์ มีบ้านหลังเล็กๆ บนถนนสายนี้ที่อาจหาญเปิดเป็นร้านคราฟต์เบียร์ทำเองชวนให้ผู้คนหลากหลายได้มาลองชิมเบียร์รสแปลกๆ แบบที่ไม่เคยได้ลองชิมมาก่อน จนเริ่มเกิดการยอมรับคราฟต์เบียร์ขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องเกินเลยถ้าจะบอกว่าวงการคราฟต์เบียร์มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะร้านนี้แหละ ร้านที่มีชื่อเกี่ยวกับความตายที่ฟังแล้วไม่ค่อยจะสบายหูสักเท่าไหร่ นั่นก็คือ LET THE BOY DIE ซึ่งมาจากวลีว่า Let the boy die, let the man be born จากการที่ผู้ก่อตั้งตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเริ่มอาชีพใหม่เป็นคนทำคราฟต์เบียร์และร้านนี้

LET THE BOY DIE

LET THE BOY DIE

หลังจากเปิดประตูให้ผู้คนมากมายได้เดินเข้ามาลิ้มลองเบียร์รสชาติใหม่ๆ ได้ไม่นาน เจ้าเด็กคนนี้ก็ตายหายไปจากถนนสายนี้จริงๆ เหลือไว้เพียงแค่ความทรงจำของคนที่เคยมาแวะเวียนมาอยู่เป็นประจำเท่านั้น แต่ข่าวดีก็คือตั้งแต่วันนี้ไป LET THE BOY DIE ได้ฟื้นคืนชีพกลับมาใหม่แล้วเป็นที่เรียบร้อย และนี่ก็คือเรื่องของการคืนชีพของเด็กคนนั้น

ร้าน LET THE BOY DIE ไม่ได้ปิดกิจการเพราะเหตุผลด้านธุรกิจ แต่ประเด็นหลักคือ เรื่องของเสียงที่ดังรบกวนเพื่อนบ้าน ทำให้ คุณเปี๊ยก-พิพัฒนพล พุ่มโพธิ์ ผู้ก่อตั้งร้าน LET THE BOY DIE และผู้ก่อตั้งคราฟต์เบียร์ชื่อ Golden Coins ตัดสินใจปิดร้านที่ถนนหลวง แล้วไปเปิดร้านที่เอกมัยแทน ในใจคุณเปี๊ยกยังคงคิดถึงทำเลแถวบ้านของตัวเองบนถนนสายนี้อยู่เสมอ จนกระทั่งได้มาเจอกับตึกแถวห้องคู่ที่อยู่ตรงข้ามแบบเยื้องๆ กับร้านเดิม เลยตัดสินใจเปิดร้าน LET THE BOY DIE  ขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

LET THE BOY DIE

ผมเดินเข้ามาในตึกแถวอายุกว่า 60 ปีที่เป็นที่ตั้งใหม่ของร้าน บรรยากาศภายในร้านเป็นแสงสลัวๆ มีแสงไฟจากหลอดไส้สีอุ่นบนโคมไฟเพดานกระจายอยู่เป็นจุดๆ ทั่วทั้งร้าน ผนังอิฐก่อหยาบๆ ทับไปบนผนังเดิมของอาคารให้บรรยากาศดิบๆ โดยรวมๆ ให้ความรู้สึกสบายๆ ไม่ต้องเกร็งเวลาที่เดินเข้ามาในร้าน สิ่งแรกที่เห็นตอนเดินเข้ามาก็คือ โต๊ะยาวสำหรับให้คนที่มาได้มานั่งจอยกันได้ ซึ่งเป็นเหมือนจุดเด่นของร้านเดิม แถมยังยาวกว่าเดิมอีกด้วย ด้านหลังสุดเป็นผนังขาวโล่งสะดุดตาด้วยหัวก๊อกสำหรับกดเบียร์สดเรียงรายกันเป็นแถวยาว กระดานดำด้านบนบอกให้เรารู้ว่าที่ร้านนี้มีเบียร์ต่างๆให้ชิมกันมากถึง 12 ชนิด (จากร้านเดิมที่มีเพียงแค่ 6 ชนิด) ผมมีนัดกับคุณเปี๊ยกเพื่อพูดคุยถึงการรีโนเวตร้านนี้กลับมา

LET THE BOY DIEtap beer

LET THE BOY BE BORN

ในยุคแรกเริ่มของคราฟต์เบียร์ แทบทุกแบรนด์ทำเบียร์กันเองแบบที่ลองผิดลองถูก หลายคนใช้วิธีทำเบียร์บรรจุขวดไปฝากขายตามร้านต่างๆ ก่อนจะค่อยๆ หาลู่ทางขยับขยาย แต่คุณเปี๊ยกเลือกที่จะเปิดหน้าร้านขึ้นมาเลย ผมถามคุณเปี๊ยกไปว่าการตัดสินใจเปิดเป็นหน้าร้านมันมีความสำคัญยังไงบ้างกับตัวคนทำเบียร์ 

“มันเหมือนเป็นสนามทดลองให้เรา เพื่อให้เราพัฒนาคุณภาพเบียร์ของเราให้ไปได้ไกลขึ้น ความสำคัญที่สุดของร้านนี้คือการสื่อสารกับผู้คน ถ้าเราเป็นคนทำเบียร์ไปวางขายตามร้านหรือซูเปอร์มาร์เก็ต คนจะรู้จักข้อมูลเกี่ยวกับเบียร์ผ่านแค่ทางฉลากที่พันขวดอยู่แค่นั้น ตัวนี้แอลกอฮอล์สูง หรือเบียร์ดำแค่นั้น แต่การจะสื่อสารให้ความรู้ว่าเบียร์แต่ละประเภทมันแตกต่างกัน ทำไมตัวนี้ขม ทำไมเบียร์แบบเดียวกันรสชาติไปกันคนละทาง มันก็ทำได้แค่ในวงแคบๆ แล้วการพัฒนาคุณภาพของเราก็ไปได้ยาก แต่พอมาเปิดร้านก็ได้เจอและพูดคุยกับลูกค้าจริงๆ ได้ให้ความรู้ว่าทำไมกลิ่นมันไม่เหมือนกันทั้งที่เป็นเบียร์ประเภทเดียวกัน คุณภาพของเบียร์ที่ดีจะวัดกันยังไง นี่คือสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจเปิดร้านขึ้นมา”

tap beer

เบียร์

LET THE BOY DIE 2

เวลาที่ได้มาสัมภาษณ์การรีโนเวตที่เจ้าของกิจการนั้นๆ เป็นสถาปนิกหรือนักออกแบบ ผมมักจะสนใจในเรื่องของการออกแบบตกแต่งหรือสไตลิ่งเป็นพิเศษ เพราะสถาปนิกและนักออกแบบเป็นอาชีพที่ต้องบริการผู้อื่นด้วยการออกแบบ งานออกแบบที่เหล่านักออกแบบอยากทำแต่ถ้าลูกค้าไม่ชอบก็จะไม่มีทางได้ทำออกมา พอมาทำอะไรของตัวเองก็ถือเป็นโอกาสดีที่ตัวเองจะได้ปล่อยของ

ผมมองบรรดาแผ่นไม้เก่าขึ้นเสี้ยน ขาเหล็กที่เชื่อมติดกันแบบไม่ได้เนี้ยบเป๊ะแต่แข็งแรง ไปจนถึงผนังอิฐมอญที่ก่อแบบหยาบๆ ก่อนจะถามคุณเปี๊ยกถึงที่มาของการตกแต่งภายในที่ดูดิบๆ แบบนี้

LET THE BOY DIE

“เบียร์มันง่ายครับ” คือคำตอบแรกที่คุณเปี๊ยกพูดออกมา ก่อนจะอธิบายต่อว่า เบียร์เป็นเครื่องดื่มที่ง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่เหมือนไวน์หรือเหล้า ไม่มีพิธีรีตองมากมายนัก กินคู่กับอาหารอะไรก็ไม่มีผิดถูก กระบวนการหมักก็ง่ายไม่ซับซ้อน ไม่ได้ใช้เวลานานเป็นปีๆ ในการหมัก

“มันเป็นความสุขพื้นฐานของคนเลยนะ เหมือนกับเป็นจุดเริ่มของคำว่า ชิลล์ เลยนะ เราหยิบเบียร์แช่ในถังน้ำแข็ง ทำงานมาเหนื่อยๆ นั่งจิบเบียร์เย็นๆ ก็มีความสุขแล้ว อย่างสปอร์ตบาร์ของฝรั่งเนี่ย มันก็มีแค่เปิดบอลให้ดูพร้อมกับขายเบียร์ คนก็เข้ามาดูบอลกินเบียร์คุยกันแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน แต่คราฟต์เบียร์ซับซ้อนกว่าเบียร์ปกติมาก มันมีความพิถีพิถันมากขึ้น พอเรามาทำร้านเลยคิดถึงสิ่งอื่นที่มากกว่าไปกว่าการมีฟุตบอลให้แขกดู หรือมีโต๊ะพูลให้เล่น ร้านของเราเชื่อมั่นอยู่เสมอในเรื่องของ good beer, good music, good food และ community เราก็เลยมีหุ้นส่วนใหม่ในร้านอย่างคุณปอจากร้าน Meat & Bones มาเป็นคน set up เมนูให้ หรืออย่างดนตรีเราก็มีเวที มีเครื่องเสียงที่มันเป็นที่เป็นทางมากขึ้นกว่าร้านเดิม ทั้งหมดนี้คือแกนหลักของมัน”

LET THE BOY DIE

“ในด้านของการออกแบบร้านนี้ ด้วยความที่ชื่อร้านมันตรงไปตรงมา มีความใต้ดินนิดๆ เหมือนกับเบียร์นี่ล่ะครับ เบียร์ก็มีความตรงไปตรงมาของมัน ร้านนี้เลยออกแบบมาภายใต้บรรยากาศแบบนั้น คือมีบรรยากาศที่สบายๆ ดิบๆ หน่อย แต่ฟังก์ชันมันยังสื่อสารกับลูกค้าได้อยู่ ส่วนเฟอร์นิเจอร์คนภายนอกอาจจะเห็นว่ามันคือดีไซน์แบบ Industrial หรือแบบ Rustic ส่วนตัวของผม ผมมองที่นี่เป็นเหมือนฐานทัพของเรา วัสดุที่เราเอามาใช้ต้องใช้งานได้จริงๆ และต้องประหยัดที่สุด ผมไม่อยากเสียงบไปกับการตกแต่งให้มันสวยไปเปล่าๆ แต่ไม่มีประโยชน์การใช้งาน ถ้าดูพวกขาโต๊ะขาเก้าอี้ทั้งหมดมันจะมีแค่สองขา น็อตที่ยึดก็มีเท่าที่จำเป็น โจทย์ที่เรามีคือจะทำยังไงให้ใช้วัสดุน้อยที่สุด โดยที่มันจะยังเป็นโต๊ะอยู่และใช้งานได้ดี ไม้ท่อนหนึ่งจะผ่าออกมายังไงให้เป็นได้ทั้งที่นั่งและโต๊ะ คือเป็นการใช้วัสดุที่น้อยที่สุดแต่ใช้งานได้จริง แล้วมันก็ออกมาเป็นรูปแบบของมันเองตามที่เห็น”

ผมหันไปมองบรรดาโต๊ะสองขาในร้านรอบๆ ตัว และเหล่าม้านั่งทั้งหลาย พร้อมกับนึกถึงประโยคอมตะของเหล่าสถาปนิกและนักออกแบบแห่งช่วงศตวรรษ 20 ขึ้นมาทันทีว่า FORM FOLLOWS FUNCTION ก็คงเริ่มต้นด้วยวิธีคิดแบบนี้เช่นเดียวกัน

LET THE BOY DIELET THE BOY DIE

LET THE BOY MEET THEIR FRIENDS

ของสิ่งแรกที่เวลาเดินเข้าไปแล้วจะเจอ ไม่ว่าจะเป็นที่ร้านเก่าหรือร้านใหม่นี้ คือโต๊ะยาวๆ ที่อยู่หน้าร้าน ชื่อของมันคือ communicate table เป็นสิ่งที่คุณเปี๊ยกเริ่มทำมาตั้งแต่เมื่อตอนที่เปิดร้านครั้งแรกเมื่อ 2 ปีก่อน ในร้านใหม่โต๊ะตัวที่ว่ายังคงอยู่ และยาวขึ้นกว่าเดิมอีก ผมได้ถามถึงความหมายของโต๊ะตัวนี้

“คราฟต์เบียร์เป็นของที่ใหม่มากในโลกใบนี้ อะไรก็ตามที่เป็นของใหม่มันต้องการการยอมรับ ของใหม่ที่ไม่ได้รับการยอมรับจะกลายเป็นของที่ดูสะเหร่อ แต่ถ้าเป็นของใหม่แล้วคนมียอมรับ มันจะต้องมีรากที่ลึกและแข็งแรง การสร้างรากให้กับสิ่งหนึ่งต้องใช้สิ่งที่เป็นวัฒนธรรม อะไรที่เป็นวัฒนธรรมมันก็จะไม่ใช่แฟชั่น ไม่ใช่สิ่งที่มาแล้วไป ร้าน LET THE BOY DIE พยายามสร้าง culture หรือวัฒนธรรมมาโดยตลอด ทั้งในแง่ของฟังก์ชันการออกแบบร้าน การบริการ ทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างคนที่มากินเบียร์ที่ร้าน ถ้าสังเกตจะเห็นว่าเราไม่คิดค่าบริการ เพราะทุกคนต้องเดินไปสั่งเบียร์เองที่เคาน์เตอร์ สั่งเสร็จ จ่ายเงิน ก็หยิบเบียร์กลับมาเอง คนได้เดินไปมาในร้านบริการตัวเอง สิ่งเหล่านี้มันเป็นวัฒนธรรมที่ใหม่ในบ้านเรา พอเราสร้างวัฒนธรรมขึ้นมาได้ คนก็จะเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ได้ด้วยตัวเอง พอร้านใหญ่ขึ้น โต๊ะ community ที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านก็ใหญ่ขึ้นด้วย เวลาคนที่มาร้านเรา เราก็อยากให้เขาได้เจอคนอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่มากินเบียร์นั่งฟังเพลงกันอยู่แค่สองสามคน แต่เราไมไ่ด้คาดหวังว่าจะต้องรู้จักกันแลกเบอร์ไปเที่ยวด้วยกันต่อ เราแค่อยากเห็นคนนั่งอยู่ร่วมกัน กินเครื่องดื่มแบบเดียวกัน อาจจะแชร์กันว่าชอบไม่ชอบอะไรกับเบียร์ที่ตัวเองกินอยู่บ้างนิดหน่อย อะไรแบบนั้นน่ะครับ มันเหมือนเป็นบรรยากาศรวมๆ ที่มีจุดร่วมเดียวกันอะไรแบบนั้น”

LET THE BOY DIELET THE BOY DIE

LET THE BOY BE BORN AGAIN

ผมถามคุณเปี๊ยกว่าเห็นหรือเชื่ออะไรในทำเลบริเวณตรงนี้ บริเวณที่ไม่ได้โดดเด่นหรือพิเศษอะไรในสายตาของคนทั่วๆ ไปแบบผม

“ผมไม่ได้เลือกที่จากทำเลที่ตั้งหรืออะไรหรอกครับ มันคือความผูกพันกับคนแถวนี้ ผมเติบโตขึ้นมาในละแวกย่านนี้ก็เลยอยากจะใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่เราชิน ถ้าให้ผมไปเปิดที่ซอยนานา ตรงเยาวราชที่แม้จะอยู่ใกล้ๆ กันนี้เองผมก็ไม่ไปหรอก ผมไม่รู้สึกว่าเป็นที่ของเรา แล้วคนที่อยู่แถวละแวกนี้เค้าชื่นชอบและรัก LET THE BOY DIE มากๆ จริงๆ อย่างร้านของชำแถวนี้เขาก็ขายของได้เพิ่มขึ้น ร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ก็มีคนมากินเยอะขึ้น ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดตรงนั้นก็ขายได้ เขาก็ชื่นชมที่เรากลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง

ถ้าถามว่าทำไมเขาถึงชื่นชม ก็คงเพราะย่านนี้ในสายตาคนอื่นๆ อาจจะเป็นย่านที่ไม่ค่อยมีคุณค่ามานานแล้ว หลังจากเราเปิดร้านมันก็มีคุณค่าอีกครั้ง มีคนมาเยอะขึ้น สำคัญมากนะครับคนที่จะรีโนเวตพื้นที่ ถ้าคุณไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนที่อยู่รอบๆ ตรงนั้น ต่อให้คุณทำออกมาสวยแค่ไหน ขายดีแค่ไหน ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อมองไปในบริบทรอบข้าง คนที่อยู่แถวๆ นี้เวลาเจอผมเขาก็อวยพรให้เราขายดีๆ คนเยอะๆ อยู่เสมอ  นี่คือเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ผมอยากกลับมาเปิดร้านในละแวกนี้ ละแวกที่เติบโตมา”

LET THE BOY DIE

LET THE BOY DIE

หลังจากประตูร้านเปิดออก ผมนั่งอยู่ที่มุมร้านคอยมองดูผู้คนเดินผ่านเข้าออก พร้อมๆ กับที่อาเจ็กอาซ้อในบริเวณใกล้เคียงที่เดินออกมาทักทายคุณเปี๊ยกเป็นระยะ แววตาและสีหน้าบนใบหน้าของคนแถวนั้นบอกผมว่าพวกเขาดีใจที่เห็นเด็กคนนี้กลับมามาชีวิตอีกครั้งจริงๆ เช่นเดียวกับคนอีกมากมายที่เดินเข้าออกร้านในคืนวันนี้ ไม่ใช่ทุกครั้งหรอกที่เราจะเห็นการรีโนเวตซึ่งทำให้ชุมชนที่เงียบเหงากลับมาคึกคักได้อีกครั้งแบบนี้ ผมเลยขอหันไปสั่งเครื่องดื่มด้านหลังมาจิบสักหน่อย เพื่อฉลองให้กับการได้เห็นเรื่องที่ดีๆ ในคืนนี้ 🙂

คราฟต์เบียร์

LET THE BOY DIE

Facebook | Let The Boy Die

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load