ถ้าพูดถึงย่านที่คึกคักที่สุดในกรุงเทพฯ ตอนนี้ ชื่อหนึ่งที่คงถูกหยิบยกมาพูดถึงแน่ๆ ต้องเป็นซอยนานา ด้วยการเติบโตของร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ แกลเลอรี่ และอื่นๆ อีกมากมายในซอยที่มีชื่อเดิมว่าตรอกหมอ เพราะแต่เดิมเป็นย่านขายเครื่องยาจีนของเยาวราช แต่ผมก็ตระหนักได้ว่าแม้ตึกแถวเหล่านี้ได้รับการปรับปรุงขึ้นมาใหม่จนดูงดงามมากก็ตาม แต่กลับไม่มีร้านไหนที่ตกแต่งออกมาตามสัญชาติของตึกและย่านนี้เลย เรามีร้านที่ดูสวยแบบสแกนดิเนเวีย มีร้านตกแต่งสวยงามแบบไทย อีกฝั่งนึงก็มีหน้าตาราวกับอยู่นิวยอร์ก จนกระทั่งผมได้พบอาคารแห่งหนึ่งในซอยเดียวกันที่เป็นทั้งร้านอาหารกึ่งบาร์และห้องพัก ซึ่งตกแต่งโดยรักษาบริบทความจีนของย่านนี้ไว้ และยังทำได้ดูเป็นหมวยอินเตอร์อีกด้วย

ปาเฮ่า หรือ เบอร์แปด คือชื่อของอาคารนั้น

และนี่คือการพูดคุยกับ ทอพธนพลพจน์ โรจน์ณัฐกุล ผู้ออกแบบและสร้างห้องเบอร์แปดนี้ขึ้นมา

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

เบอร์หนึ่ง : พบเจอ

“เรื่องของเรื่องเริ่มมาจากเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มที่บังเอิญเจอตึกแถวประกาศให้เช่าในซอยนานา เลยเกิดการคุยกันในหมู่เพื่อนๆ ที่อยากทำอะไรร่วมกัน ไอเดียที่สอดคล้องกันพอดี คือโฮสเทลและร้านอาหาร จนทำให้เกิดเป็นการปรับปรุงตึกแถวเก่าที่จี๊นจีนห้องนี้ให้กลายมาเป็นห้องพักและร้านอาหารแบบจีนร่วมสมัยขึ้นมา

“ตึกแถวย่านนี้เป็นตึกแถวแรกๆ ของกรุงเทพฯ คนที่อยู่แถวนี้เป็นคนจีนทั้งหมด ร้านค้าทั้งหมดบนถนนสายนี้เป็นที่ขายยาสมุนไพรจีน ตอนนี้เหลืออยู่เพียงแค่ 2 – 3 แห่งเท่านั้นที่ยังขายอยู่ ถ้าไปอยู่ที่ชั้นสี่เราจะยังได้กลิ่นยาจีนอยู่เลย”

ทอพซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนและสถาปนิกผู้ออกแบบและรีโนเวตอาคารเล่าเบื้องหลังก่อนปรับปรุงตึก

“เอาจริงๆ แล้วทุกคนที่มาทำต่างก็ไม่ได้เชื่อมั่นในทำเลตรงนี้เลย แต่ตอนนั้นบาร์ ร้านอาหาร และคาเฟ่ ในละแวกนี้เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น มีคนมาอยู่บ้างแล้ว แต่ยังไม่มีที่พักเกิดขึ้นในละแวกนี้เลย ด้วยราคาค่าเช่าและปัจจัยหลายอย่าง เรารู้สึกว่าถ้าไม่ทำตอนนี้ ก็คงจะไม่ได้ทำอีกแล้ว”

หลังจากที่ได้ทำสัญญาเช่าเรียบร้อย ทอพก็เข้ามาดูหน้างานเพื่อเตรียมออกแบบ

“สภาพแรกของตึกในตอนนั้นโทรมมาก เพราะถูกต่อเติมกลายเป็นโกดังเก็บของ ทุกๆ ชั้นถูกกั้นผนัง ซอยเป็นห้องทึบๆ ที่ไม่มีหน้าต่างหรือช่องแสงเลยแม้แต่ช่องเดียว ห้องน้ำก็ไม่ได้มีทุกชั้น ที่มีก็อยู่ในซอกท้ายตึกก็อับๆ ชื้นๆ สีภายในทั้งหมดก็สภาพร่อนๆ เปื่อยๆ เรียกว่าไม่มีความมั่นใจอะไรเลยว่าสุดท้ายตึกนี้จะออกมาเป็นยังไง”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

二 เบอร์สอง : ชีวิตในแผ่นกระดาษ

“ผมเริ่มต้นรีโนเวตด้วยการวางแปลนจากสภาพโครงสร้างที่เห็นทั้งหมดก่อน เพราะถ้าไม่มีแปลนแล้วมันทำอะไรต่อไม่ได้ การทำแปลนไม่ใช่เป็นเพียงแค่การเขียนภาพด้านบนอย่างเดียว แต่มันคือการออกแบบชีวิตที่จะมาอาศัยอยู่ในตึก ถ้าชีวิตมันอาศัยอยู่ในตึกได้ ทุกอย่างก็จะไม่มีปัญหา ส่วนเรื่องการตกแต่งค่อยๆ เกิดขึ้นหลังจากที่เรารื้อของด้านในออกทีละนิดทีละหน่อย เพราะพอเรารื้อออกมาเจอของด้านใน บางทีโครงสร้างเก่าหรือการตกแต่งเดิมมันเจ๋ง เราก็เริ่มต่อยอดจากของที่เรามีแทน

“งานรีโนเวตมันอาศัยการที่เรามาอยู่ มาเห็นมันบ่อยๆ ตลอดเวลาที่ทำ ด้วยความที่ตึกนี้มันตั้งอยู่ในย่านคนจีน เวลาเรารีโนเวตตึกขึ้นมาใหม่ มันเหมือนเอาชีวิตมาใส่ลงในตึก ผมมองว่ามันเหมือนการฝังเข็ม เป็นการรักษาแบบหนึ่ง ถ้าเป็นหมอฝรั่งมาเห็นตึกนี้ก็คงต้องผ่าตัดใหญ่ เปลี่ยนและรื้อทุกสิ่งทุกอย่าง แต่หมอคนจีนใช้วิธีฝังเข็ม เริ่มแรกหมอจะเอามือมาจับชีพจรแล้วบอกว่าเลือดลมเราเดินดีหรือไม่ดี แล้วจะฝังเข็มแก้ปัญหาให้เราเป็นจุดๆ ไป วิธีรีโนเวตตึกนี้ก็เป็นแบบเดียวกัน อย่างชั้นสาม หน้าต่างเดิมมันเล็ก ผมก็ทุบเอาแค่จุดนั้นออก เปลี่ยนเป็นหน้าต่างให้ใหญ่ขึ้น แต่ไม่รื้อออกไปหมดทั้งแผง”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

三 เบอร์สาม : ด้วยความบังเอิญ

จากแผนตอนแรกที่จะทำโฮสเทล ทุกชั้นจะถูกซอยเป็นห้องๆ แต่ละห้องก็จะมีเตียง 2 ชั้นเรียงเป็นแถวๆ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดหลังจากที่ผู้รับเหมาเข้ามารื้อถอนผนังเบาที่กั้นห้องเดิมๆ อยู่ และบังเอิญเจอโครงบันไดเก่าของเดิมของตึก

“พอเสร็จจากการทำแปลนปุ๊บ ทางเราก็เรียกผู้รับเหมาเข้ามาดูหน้างานแล้วก็เริ่มก่อสร้างจริง พอช่างได้รื้อถอนผนังเบาที่กั้นห้องออกไปเท่านั้นแหละ เราก็เห็นพื้นที่โล่งโปร่งของชั้นสองมีพื้นไม้สักเดิมของตึกและโครงบันไดเก่าของเดิมที่ถูกผนังปิดทับเอาไว้ ซึ่งสภาพมันสวยมากๆ”

การค้นพบใหม่ทำให้การกั้นห้องใหม่ลำบาก ประกอบกับสถาปนิกเสียดายความสวยของบันได คอนเซปต์การทำโฮสเทลจึงถูกทบทวนใหม่อีกครั้ง

“ทีแรกก็เราก็คิดกันว่าชั้นสองไม่ทำเป็นโฮสเทลแล้ว จะทำเป็น Co-living Space แทน ให้เป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับขึ้นมานั่งพักผ่อน ชาร์จมือถือ ดูหนัง นั่งเล่นเกม คุยกับเพื่อน แล้วก็ซื้อเครื่องดื่มอาหารของเรา แต่พอมองว่ามันเป็นที่พัก เราก็อยากให้แขกที่มาพักใช้พื้นที่มากกว่า ก็เลยทำชั้นสองให้เป็นเหมือนห้องนั่งเล่น แล้วปรับชั้นสามและสี่ที่เป็นห้องพักเดี่ยว ส่วนหนึ่งเพราะที่พักละแวกนี้มีแต่โฮสเทลราคาถูก ไม่มีห้องพักที่อยู่สบาย มีพื้นที่ส่วนกลางกว้างขวางแบบนี้ พอเป็นห้องพักที่มีบริการเพิ่มขึ้น เราก็สามารถตั้งราคาสูงกว่าโรงแรมอื่นๆ ได้อีกด้วย”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

四 เบอร์สี่ : ความคิดในห้องพัก

“ทำเลที่ตั้งตึกเราอยู่ในซอยนานา ซึ่งเป็นถนนที่ตัดแยกมาจากวงเวียน 22 กรกฎาคม วงเวียนนี้เกิดขึ้นเมื่อเกือบๆ ร้อยปีที่แล้วเพื่อเป็นอนุสรณ์การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งของสยาม เลยมีถนน 3 สายที่ตัดขึ้นมาพร้อมกับการสร้างวงเวียน คือไมตรีจิตต์ มิตรพันธ์ สันติภาพ รวมกันทั้งสามสายจะได้ความหมายว่า ไมตรีจิตที่มีต่อฝ่ายสัมพันธมิตรทำให้เกิดสันติภาพ

“เราเลยหยิบชื่อถนนทั้งสามสายนี้มาตั้งเป็นชื่อห้องพักของเรา ได้แก่ มิตรพันธ์ ไมตรีจิต สันติภาพ โดย มิตรพันธ์ คือชื่อของพื้นที่ส่วนกลางชั้นสอง เพราะเป็นพื้นที่ที่ให้คนมาอยู่ร่วมกัน เป็นมิตรกัน ไมตรีจิตคือห้องชั้นสาม ซึ่งผนังกั้นห้องพักกับห้องน้ำเป็นกระจกใสมองทะลุได้ ส่วนห้องชั้นสี่ได้ชื่อสันติภาพ เพราะดูผ่อนคลายที่สุด มีหน้าต่างใหญ่เห็นวิวชัดเจน และมีระเบียงออกไปนั่งเล่นได้”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

ประสบการณ์การออกแบบรีสอร์ทและโรงแรมทำให้สถาปนิกหนุ่มรู้ว่าการออกแบบที่พักแตกต่างกับการออกแบบบ้าน เพราะต้องออกแบบประสบการณ์อยู่อาศัยให้แตกต่างออกไป

“เวลาผมออกแบบโรงแรมสมัยที่ยังทำงานอยู่ออฟฟิศสถาปนิกจะต้องคิดเรื่องพวกนี้กันเสมอ การออกแบบห้องพักให้ผนังกั้นห้องนอนกับห้องน้ำเป็นกระจกใสที่ดูโป๊ๆ เปลือยๆ ไม่มีในบ้าน แต่มันจำเป็นมากสำหรับโรงแรม เพราะให้ประสบการณ์แปลกใหม่แก่ผู้มาพัก เจ้านายผมในสมัยนั้นมักจะถามผมเสมอว่า คนมาพักจะไปมีอะไรกันตรงไหนวะ? (หัวเราะ) คือไม่ได้ทะลึ่งนะ แต่มันสำคัญกับการออกแบบโรงแรมจริงๆ”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

五 เบอร์ห้า : รักษาภายนอก

“ด้วยความที่ผมเรียนสถาปัตย์มา ผมเลยค่อนข้างเคารพบริบทและประวัติศาสตร์ของย่านนี้มาก ตึกตึกนี้เป็นตึกแถวยุคที่ 2 ของกรุงเทพฯ คือประมาณ 60 – 70 ปีก่อน ตอนแรกมันเป็นตึก 3 ชั้น ทีนี้คนเช่าก่อนหน้านี้เขาต่อเติมให้มันกลายเป็นตึก 4 ชั้น แล้วผมเกลียดการต่อเติมตึกอยู่แล้ว เพราะมันทำให้ตึกมีสัดส่วนแปลกไป เวลามองจากด้านนอกชั้นสามกับชั้นสี่ที่ต่อเติมเพิ่มดูน่าเกลียด มันยื่นสูงกว่าแนวตึกอื่นๆ ในละแวกนี้ทั้งหมด ผมเลยต้องทำให้ตึกมันกลับไปหาหน้าตาเดิมๆ บริบทเดิมๆ คือด้านในอาคาร การตกแต่งของเราจะแปลกยังไงก็ได้ เราเอาชีวิตในยุคนี้ของเราใส่เข้าไป แต่ด้านนอก ผมหาวิธีปิดชั้นสามกับชั้นสี่ให้มองจากด้านหน้าแล้วดูกลมกลืนกับตึกข้างๆ ให้มากที่สุด”

ทอพแก้ไขปัญหาด้วยการให้ช่างไปวัดและสั่งทำหน้าต่าง 2 ชั้นล่างให้เป็นแบบเดียวกับตึกฝั่งตรงข้าม ส่วนชั้น สามและสี่ก็พยายามทำให้มองจากภายนอกแล้วมองไม่ค่อยเห็น โดยปลูกต้นไม้บนชั้นสี่ให้เลื้อยลงมาคลุมปิดชั้นสามไว้ ถ้าดูจากภายนอกเราก็จะไม่ค่อยเห็น 2 ชั้นที่ต่อเติมไปสักเท่าไหร่

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

六  เบอร์หก : การตกแต่ง

“หุ้นส่วนแต่ละคนมีรสนิยมและความชอบไม่เหมือนกันเลย เรามีวิธีการแก้ปัญหาคือให้แต่ละคนเอารูปของที่ตัวเองชอบมาวางกองกันตรงกลาง แล้วหยิบมาวางไว้ในแต่ละห้อง ดูว่าแต่ละคนอยากให้มีอะไรอยู่ตรงไหนกันบ้าง มันเลยไม่ได้มีภาพที่ชัดเจนหรือมีสไตล์ที่เรียกได้เต็มปาก แต่มันกลายเป็นบ้านที่เราทุกคนเข้ามาอยู่แล้วสบายใจเท่านั้นเอง

“โชคดีอีกอย่างคือหุ้นส่วนของเราคนนึงสะสมเฟอร์นิเจอร์ตั้งแต่สมัยที่อยู่ที่ซานฟรานซิสโก เขามีเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ มากมาย รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างตู้เย็นด้วย ผมเลยหยิบเอาของเหล่านี้มาใช้ในส่วนห้องพัก ซึ่งสร้างบรรยากาศไปกันได้ดี ความโชคดีอีกอย่างนึงก็คืองบประมาณที่จำกัด เราไม่สามารถไปหาวัสดุอื่นมาปิดผนังตรงโถงบันไดได้ การทาสีเฉยๆ ก็ไม่ค่อยน่าสนใจ ผมเลยเลือกให้ช่างกะเทาะปูนที่ผนังออกให้เห็นเป็นแนวอิฐเปลือยแทน ซึ่งทำออกมาได้สวยและสร้างคาแรกเตอร์ให้กับตึกได้ดีมาก”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

七  เบอร์เจ็ด : ร้านอาหาร

ความโดดเด่นของตัวร้านอาหารและบาร์ด้านล่างนั้น ส่วนหนึ่งคงต้องให้เครดิตกับการเลือกใช้หินขัดเป็นส่วนประกอบของบาร์และที่นั่งด้านติดหน้าต่างทั้งหมด แม้หินขัดอาจดูเชย ตลก และประหลาด พอสมควรในยุคนี้ แต่ Ba hao หยิบวัสดุนี้มาสร้างความเก๋ได้อย่างลงตัว

“ด้วยความที่เราขายอาหารจีน เครื่องดื่มก็เป็นแบบจีนๆ เราคิดถึงวัสดุที่ฮิตมากในสมัยก่อนอย่างหินขัด คือคนสมัยนี้คิดว่าหินขัดมันดูไร้รสนิยม ดูจน เพราะมันติดมากับตึกแถว แต่คุณไม่รู้หรอกว่าในสมัยก่อนตึกแถวแพงมาก การสร้างตึกแถวของยุคก่อนก็ตั้งใจทำมากๆ พื้นหินขัดเป็นพื้นที่คุณภาพดี ทนทานสุดๆ พื้นแบบนี้มีขั้นตอนการทำเยอะ ต้องใส่ใจในการทำ หาช่างทำก็ยาก และราคาก็ถือว่าแพง ตารางเมตรหนึ่งก็หลายพันบาท แต่กลายเป็นว่าคนสมัยนี้รู้สึกว่ามันจน ผมเลยรู้สึกว่าอยากใช้หินขัด อยากให้คนเห็นว่าจริงๆ หินขัดก็ทำของที่ดูสวยงามได้ แต่เงินเราไม่ได้มีมากพอ เลยมาคิดว่าจะเลือกใช้หินขัดกับบางส่วนเท่านั้น อย่างบาร์ ม้านั่งหน้าร้าน เคาน์เตอร์ห้องน้ำ แล้วก็ใช้เป็นสีน้ำเงินที่ไม่ค่อยมีคนใช้เท่าไหร่”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

ทอพเสริมหลักการออกแบบบาร์อีกว่าต้องเริ่มต้นด้วยการวางตำแหน่งครัวกับบาร์ก่อน เพราะสองสิ่งนี้คือหัวใจหลักของร้านอาหารที่จะกำหนดการสัญจรและรูปแบบทั้งหมดของร้าน ทางทีมงานเลือกตำแหน่งวางกันหลากหลาย ก่อนสรุปตำแหน่งโดยอิงจากการสัญจรของคนและรถที่ผ่านถนนหน้าร้าน

ถ้าเราขับรถผ่านจะเห็นบาร์เป็นสิ่งแรกของร้าน และเห็นบันไดเป็นอย่างที่สอง ส่วนด้านในสุดของร้านที่มืดทึบ สถาปนิกคิดถึงการติดไฟเพื่อให้คนมองเห็นด้านในร้านจากภายนอก ก็เลยมาลงตัวที่การติดไฟนีออนไว้ที่ด้านใน เพราะตัวคานด้านบนช่วยสะท้อนแสงไฟลงมาด้านล่างอีกที และใช้ประตูห้องน้ำทองเหลืองขัดด้านล่างไฟนีออนช่วยสะท้อนแสงไฟซ้ำเพื่อทำให้ร้านดูมีมิติ

ส่วนเรื่องเสียงรบกวนจากบาร์ที่อาจจะส่งผลถึงตัวห้องพัก พื้นที่ชั้นสองที่เป็นห้องนั่งเล่นช่วยทำหน้าที่กันเสียงขึ้นไปรบกวนห้องพักด้านบน ทีแรกทีมงานกังวลว่าแขกที่มาพักอาจจะบ่นว่าการกลับขึ้นห้องพักนั้นไม่สะดวกเพราะต้องเดินผ่านบาร์ช้นล่าง แต่ไปๆ มาๆ กลับกลายเป็นเสน่ห์ที่คนมาพักได้ความรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของร้าน และมานั่งเล่นที่ร้านอาหารข้างล่างกันเป็นประจำ

นอกเหนือจากการตกแต่ง ตัวอาหารที่เสิร์ฟนั้นก็ปรับปรุงหน้าตาให้งดงามเก๋ไก๋ด้วยเช่นกัน อย่างปาท่องโก๋ผัดพริกเกลือ เครปไส้ฟองเต้าหู้ราดซอสพริกเสฉวน พลิกโฉมให้หน้าตาคล้าย wrap ของทางเม็กซิกัน และบัวลอยน้ำขิงที่แยกบัวลอยกับน้ำขิงออกจากกัน เป็นต้น

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

เบอร์แปด : หนักใจ

ปัญหาหลักๆ ของการรีโนเวตคงหนีไม่พ้นเรื่องคลาสสิกของการซ่อมบ้านคือเรื่องผู้รับเหมาหนีงาน แม้หุ้นส่วนของที่นี่จะเป็นสถาปนิกอยู่แล้วก็ตาม ตามกำหนดการตึกนี้ควรเปิดได้ภายในระยะเวลา 3 เดือน แต่พอเจอผู้รับเหมาหนีงาน ก็ทำให้ต้องเลื่อนการเปิดมา 1 ปี

ปัญหาถัดมาหลังจากการก่อสร้างแล้วเสร็จคือเรื่องความร้อน ทางสถาปนิกคำนวณเลือกแอร์ให้มีขนาด BTU เหมาะกับพื้นที่ ผสมกับการที่อาคารหลังนี้นั้นเป็นอาคารที่ก่อสร้างแบบ Wall Bearing หรือใช้ผนังรับแรง (เสาทุกต้นในอาคารนั้นเป็นเสาที่ช่างปั้นปูนขึ้นมาเพื่อตกแต่งเฉยๆ) ตัวผนังจึงหนาระดับ 20 – 30 เซนติเมตร และควรจะกันความร้อนได้ดี แต่ปรากฏว่าหลังจากเปิดให้บริการไปช่วงหนึ่งก็ต้องติดแอร์เพิ่มให้กับทุกชั้นอีกที เพื่อให้ทุกห้องเย็นสู้ความร้อนของกรุงเทพฯ ในยุค 2017 ได้

หลังการพูดคุยและนั่งเล่นอยู่ในห้องเบอร์แปดมาเต็มวัน เห็นทั้งร้านอาหารและห้องพักด้านบนทั้งหมด ผมรู้สึกเหมือนได้รับการปรับทัศนคติใหม่ทั้งหมดเกี่ยวกับความเป็นจีนที่เรามองข้ามมันไป ที่จริงแล้วมันก็สามารถทำให้เก๋ได้ คูลได้ ไม่แพ้สไตล์แบบอื่นๆ ถ้าใครมีโอกาสผ่านมาย่านนี้แล้วอยากพบเจอประสบการณ์จีนๆ แบบนี้ก็ขอเชิญมาที่ห้องเบอร์แปดนี้นะครับ

谢谢 เซี่ยเซี่ย

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
 

ระยะเวลารีโนเวต: 1 ปี
สถาปนิก: ทอพธนพลพจน์ โรจน์ณัฐกุล

ที่อยู่ 8 ซอยนานา ถนนไมตรีจิต เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100
ร้านอาหารและบาร์เปิดให้บริการ 18.00 – 24.00 น.
ติดต่อสอบถาม 081-454-4959

www.ba-hao.com
Facebook: Ba hao 八號

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

ช่วงนี้ถ้าใครข้ามสะพานพระราม 8 ก็คงเห็นอาคารหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาติดกับสะพานแขวน มันเป็นอาคารเก่าที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นไม่เหมือนที่อื่น และที่ด้านหลังของตัวอาคารเหมือนกับมีตะแกรงเหล็กครอบทั้งตึกอยู่ เป็นอาคารที่มีกลิ่นอายของความเก่าผสมผสานกับความใหม่ได้อย่างลงตัว ในบางมุมมันทำให้ผมนึกถึงงานรีโนเวทอาคารชื่อดังระดับโลกอย่าง Reichstag Dome ที่เบอร์ลิน หรือ King’s Cross Concourse ที่ลอนดอน ซึ่งใช้วิธีผสมผสานระหว่างอาคารเก่าและอาคารใหม่เข้าด้วยกันใกล้เคียงกับอาคารนี้เลย

อาคารหลังนี้เคยเป็นโรงพิมพ์ธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ตอนนี้ถูกปรับปรุงครั้งใหญ่ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะแห่งการเรียนรู้ใหม่เอี่ยม ซึ่งภายในอาคารประกอบด้วย ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ Co-working Space แบบห้องประชุม Co-working Space พร้อมกับร้านกาแฟ และห้องประชุมใหญ่

ที่สำคัญกว่านั้นคือ อาคารริมน้ำวิวร้อยล้านหลังนี้เปิดให้พวกเราเข้าไปใช้บริการได้ฟรี!(เฉพาะในส่วนของพิพิธภัณฑ์ที่ฟรีแค่ในช่วง 6 เดือนแรก) ถ้าไม่ตื่นเต้นกันตอนนี้ก็ไม่รู้จะต้องตื่นเต้นกันตอนไหนแล้วล่ะ

นี่คือการปรับตัวครั้งใหญ่ของหน่วยงานราชการที่เปลี่ยนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นเขตหวงห้ามที่สุดให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ นับเป็นการฉลองวาระครบรอบ 75 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจอย่างมาก และน่าจะเป็นแบบอย่างด้านการอนุรักษ์อาคารเก่าที่ดีอันนึงในบ้านเรา

คนที่จะเล่าเรื่องพื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่เอี่ยมให้เราฟังได้ดีที่สุดก็คือ คุณประภากร วรรณกนก ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย 

จากโรงพิมพ์ธนบัตรสู่พื้นที่สาธารณะ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2485 ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนนั้นกองทัพญี่ปุ่นเข้ามาในประเทศไทยแล้วยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลไทยรับหลักการในเรื่องทางการเงิน 3 หนึ่งใน 3 ข้อนั้นคือ การตั้งธนาคารกลางโดยมีที่ปรึกษาและหัวหน้าหน่วยงานเป็นชาวญี่ปุ่น เพื่อเอื้อประโยชน์แก่กองทัพญี่ปุ่น รัฐบาลไทยจึงอ้างกับทางญี่ปุ่นว่ากำลังดำเนินการจัดตั้งธนาคารกลางอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้ญี่ปุ่นเข้ามามีอำนาจควบคุมทางการเงินและเครดิตของประเทศ โดยมีพระองค์เจ้าวิวัฒนไชย เร่งดำเนินการโดยใช้เวลาเพียงแค่สองเดือนเท่านั้น

ธนาคารแห่งประเทศไทยเกิดขึ้นในช่วงที่เงินเฟ้อและขาดแคลนธนบัตร การสร้างความมั่นคงด้านการเงินให้กับประเทศทางหนึ่งคือการมีโรงพิมพ์ธนบัตรในประเทศ จึงมีการสร้างโรงพิมพ์ธนบัตรขึ้นริมแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย เร่ิมก่อสร้าง พ.ศ. 2506 เสร็จ พ.ศ. 2512

อาคารหลังนี้สร้างและออกแบบโดย ดร.รชฎ กาญจนวนิช และ ม.ล.สันธยา อิสระเสนา ซึ่งเป็นวิศวกรโครงสร้างและสถาปนิกชั้นนำของยุคนั้น ที่นี่จึงเป็นงานสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแตกต่างจากอาคารอื่นๆ โดยเฉพาะโครงสร้างหลังคาคอนกรีตหล่อรูปไข่ซ้อนกัน

อาคารแห่งนี้ต้องรองรับเครื่องพิมพ์และเครื่องจักรที่มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก ฐานรากของโรงพิมพ์จึงมีความแข็งแรงสูงมากๆ ด้วยความที่เครื่องพิมพ์มีขนาดใหญ่มาก อาคารหลังนี้จึงไม่มีเสารับน้ำหนักกลางห้อง หลังคาของอาคารจึงถูกออกแบบเป็นคอนกรีตหล่อตามยาว และเป็นรูปโค้งซ้อนกันหลายชั้น เพื่อช่วยดูดซับเสียงจากเครื่องจักรด้านใน

โครงหลังคานี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของโรงพิมพ์ที่ทำให้คนจดจำได้ จึงถูกหยิบมาใช้เป็นโลโก้ของศูนย์การเรียนรู้ด้วย

เมื่อความต้องการใช้ธนบัตรเพิ่มจำนวนขึ้น รวมไปถึงมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงสร้างโรงพิมพ์แห่งใหม่ที่จังหวัดนครปฐม และเปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2550 ที่นี่จึงถูกปิดทิ้งไว้เฉยๆ จนกระทั่งวาระครบรอบ 75 ปี การก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้บริหารของแบงก์ชาติจึงตัดสินใจเปลี่ยนพื้นที่นี้ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนมาใช้ประโยชน์ได้

“ตัวโครงสร้างหลังคาคอนกรีตและโครงสร้างอาคารยังสมบูรณ์และแข็งแรงมาก อยู่ในสภาพที่แทบจะเหมือนเดิมทั้งที่สร้างมา 48 ปีแล้ว ตัวพิพิธภัณฑ์ชั้นล่างอยู่ต่ำกว่าระดับแม่น้ำเจ้าพระยาลงไปทั้งสองชั้น แต่ก็ไม่เจอปัญหาเรื่องน้ำรั่วหรือซึมจากแม่น้ำเจ้าพระยาเลยแม้แต่นิดเดียว ปัญหาเรื่องความชื้นก็ไม่มี เดิมห้องนี้ใช้เก็บธนบัตรด้วย อาคารหลังนี้จึงเป็นอาคารเก่าที่มีลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรมที่ในปัจจุบันอาคารในยุคเดียวกันนี้ถูกรื้อถอนไปเกือบหมดแล้ว และยังมีประวัติศาสตร์ด้านการเงินของประเทศด้วย” คุณประภากรเล่า

 

จากพื้นที่สาธารณะสู่ศูนย์การเรียนรู้

“เป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยคือ ความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ชีวิตของประชาชนสัมพันธ์กับเราเสมอ ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวประชาชนคืองานของแบงก์ชาติ แต่คนทั่วไปรู้สึกว่าเรื่องที่เราทำไกลตัว เพราะเราทำเรื่องที่เข้าใจยาก ซับซ้อน และไม่สนุก ที่ผ่านมาแบงก์ชาติให้ความรู้เรื่องการเงินแก่ประชาชนเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการสอนให้คนมีวินัยทางการเงิน รู้จักออมเงิน วางแผนทางการเงิน คุ้มครองตัวเองในการลงทุนได้ เราเลยอยากทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่สาธารณะที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนสนใจด้านการเงิน เป็นแหล่งรวมความรู้ด้านเศรษฐกิจการเงิน รวมไปถึงเข้าใจบทบาทการทำงานและหน้าที่ของแบงก์ชาติ”

ผู้อำนวยการเล่าที่มาของแนวคิดการทำพื้นที่สาธารณะว่า

“ก่อนเริ่มโครงการเรามีการศึกษาความเป็นไปได้ และมีข้อสรุปว่าพื้นที่แห่งนี้ควรเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ผสมผสานระหว่างความรู้กับพื้นที่สาธารณะ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ Co-working Space และห้องประชุม เพราะคนสมัยนี้ไม่ได้ต้องการแค่สถานที่แบบห้องสมุดหรือพิพิธภัณฑ์เท่านั้น บางคนแค่อยากมานั่งริมแม่น้ำบรรยากาศดีๆ อย่างเดียวก็ได้ เราเลยต้องทำตัวเป็น third place ดึงดูดให้คนเข้ามา จะได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วไปหันมาสนใจเรื่องเศรษฐกิจการเงินด้วย”

จากอาคารข้างสะพาน สู่การข้ามสะพาน

เมื่อแบงก์ชาติได้ข้อสรุปด้านการใช้งานอาคารหลังนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการประกวดแบบ คุณประภากรบอกว่าคอนเซปต์ที่บรีฟให้กับสถาปนิกคือ

“ประชาชนส่วนมากไม่รู้ว่าแบงก์ชาติทำอะไร มีความสำคัญอะไร บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีแบงก์ชาติอยู่ ภาพลักษณ์ของแบงก์ชาติดูเป็นคุณลุงในสายตาคนทั่วไป เพราะคนที่เราติดต่อด้วยเป็นสถาบันการเงิน นักวิชาการ หน่วยงานของรัฐ เราเลยอยากให้ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทยทำหน้าที่เป็นประตูบ้านของแบงก์ชาติ เชื่อมภายในและภายนอก ให้ประชาชนได้เข้าใจการทำหน้าที่ของธนาคารกลาง”

Creative Crew บริษัทสถาปนิกที่ชนะการประกวดแบบตีโจทย์ เป็นการสร้างความเชื่อมโยงกับประชาชน โดยการหยิบเอาส่วนเปลือกด้านนอกที่ปิดทึบของโรงพิมพ์ออก จากเดิมที่โรงพิมพ์ธนบัตรต้องมีความปลอดภัยระดับสูงสุด ทุกสิ่งต้องปิดมิดชิดอยู่ภายในอาคาร ไม่มีแม้กระทั่งช่องแสงหรือหน้าต่าง เพราะภายในอาคารมีวัสดุอุปกรณ์การทำธนบัตรรวมไปถึงธนบัตรที่พิมพ์เสร็จแล้วจำนวนมหาศาล โดยโครงสร้างด้านนอกของอาคารยังคงแบบเดิมไว้ทั้งหมด

ความเชื่อมโยงยังถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของการเชื่อมกันระหว่างอาคารโรงพิมพ์ธนบัตรเก่ากับอาคารสำนักงานที่อยู่ติดกัน โดยใช้ตะแกรงเหล็กฉีกมาปิดครอบอาคารสำนักงานทั้งหลัง มองจากภายนอกจะเห็นเป็นอาคารใหม่ที่เชื่อมติดอยู่กับอาคารโรงพิมพ์เก่า

ส่วนการสัญจรด้านนอกศูนย์การเรียนรู้ การเดินทางยุคก่อนใช้แม่น้ำเป็นหลัก แต่อีกไม่นานจะมีรถไฟฟ้าเปิดให้บริการ ทางสถาปนิกเลยออกแบบให้ตัวอาคารมีบันไดอยู่รอบด้าน เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างบริบทเดิมกับบริบทใหม่ นั่นก็คือเชื่อมแม่น้ำกับรถไฟฟ้า ส่วนพื้นที่ว่างรอบอาคารก็ออกแบบให้ใช้จัดกิจกรรมได้ทั้งหมด ทั้งโถงบันได ลานกว้างด้านนอก เพื่อให้ทุกส่วนของศูนย์เรียนรู้เชื่อมต่อกันทั้งหมด

คิดถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก

ฟังก์ชันต่างๆ ของศูนย์การเรียนรู้ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์หรือประชาชนทั่วไป

ห้องสมุดพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยไม่ได้ออกแบบให้เป็นห้องสมุดทั่วไป แต่ทำเหมือนร้านหนังสือสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนที่มาใช้ จะได้ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องยากและไกลตัว หนังสือที่ให้บริการมีทั้งหนังสือด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน และด้านอื่นๆที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงาน เช่น บัญชี กฎหมาย ซึ่งหนังสือส่วนหนึ่งมีเฉพาะที่ห้องสมุดนี้แห่งเดียวเท่านั้น ไปจนถึงหนังสือท่องเที่ยว นอกจากนี้ห้องสมุดยังเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายห้องสมุดชั้นนำของโลกอีกกว่า 7,000 แห่ง เช่น ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย Stanford และ MIT ถ้าเราอยากยืมหนังสือจากห้องสมุดในมหาวิทยาลัยของอเมริกา ห้องสมุดพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยก็เป็นธุระจัดการให้ได้

ส่วนของพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกแบบโดยคำนึงถึง Universal Design หรือการออกแบบเพื่อคนทุกประเภท ไม่ว่าจะนั่งวีลแชร์มา หรือมองไม่เห็น ก็เข้าถึงนิทรรศการทุกส่วนได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะตัวนิทรรศการออกแบบมาให้สอดรถเข็นเข้าไปข้างใต้ได้ คำอธิบายทุกอย่างในนิทรรศการมีภาษาเบลล์อยู่ด้วยทั้งหมด ถ้าเราโหลดแอพพลิเคชันของพิพิธภัณฑ์ก็จะมี audio guide ให้บริการด้วย

เนื้อหาหลักๆ ของพิพิธภัณฑ์เล่าเรื่องประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศไทยผ่านการตามหาความหมายของเงินตรา เรื่องรู้ความสำคัญและหน้าที่ของเงินตรา โดยทั้งหมดนั้นผ่านการจัดวางแบบ discovery ให้ผู้ชมได้ทดลองหยิบจับค้นหาเอง

ความเจ๋งของที่นี่น่าจะอยู่ที่ของจัดแสดง มีตั้งแต่เหรียญลิเดีย ซึ่งเป็นเหรียญกษาปณ์แรกของโลก เหรียญในสมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา ธนบัตรในยุคแรกเริ่ม รวมไปถึงธนบัตรที่พิมพ์ในวาระพิเศษต่างๆ ของบ้านเรา เรียกว่าเราจะได้เห็นวิวัฒนาการของเงินในแผ่นดินนี้ทั้งหมด

ส่วนของ Co-working Space ก็เตรียมปลั๊กไฟ ไวไฟ รองรับการเอาคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แท็บเลตทุกประเภทเข้ามาใช้งาน ถ้าไม่มีหรือไม่ได้เตรียมมาก็มีคอมพิวเตอร์ไว้ให้บริการด้วย

จากพื้นที่แห่งความเป็นทางการ สู่ที่แฮงเอาต์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

การตกแต่งภายในศูนย์การเรียนรู้ดูสบายๆ ผ่อนคลาย ผนังโมเสกที่ร่อนหลุด โครงสร้างเหล็กที่เห็นความเป็นสนิม ดูค่อนข้างไม่เป็นทางการ ช่างดูขัดแย้งภาพของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ควรจะดูภูมิฐานน่าเชื่อถือ

“เราอยากเป็นคุณลุงใจดี” คุณประภากรตอบพร้อมเสียงหัวเราะ “คนส่วนใหญ่มองแบงก์ชาติเป็นภาพนักวิชาการ แต่ศูนย์การเรียนรู้เป็นเหมือนด้าน soft side ของแบงก์ชาติ ถ้าแบงก์ชาติทำนโยบาย ดูแลธนาคาร ฝั่งนี้ก็เป็นหน่วยงานที่มีความรู้ความสามารถด้านเศรษฐกิจการเงิน ที่อยากมาแบ่งปันหรือช่วยเหลือประชาชนทั่วไป แบงก์ชาติแถลงนโยบายอะไร ทางศูนย์เรียนรู้ก็จะเป็นด้านที่อธิบายนโยบายพวกนั้นในภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจง่าย”

ผู้อำนวยการชี้ให้ดูสีเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งภายในทั้งหมด ว่าเป็นสีรองใน Corporate Identity ของแบก์ชาติ แล้วเล่าต่อว่า

“ความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ดีในยุคหนึ่ง แต่ปัจจุบันความรู้ยังเกิดได้จากการแบ่งปันระหว่างคนกับคน มันสร้างความรู้ได้กว้างไกลและน่าสนใจกว่า เราจึงต้องมีพื้นที่ที่เอื้อให้เกิดสิ่งนี้ด้วย พื้นที่ว่างๆ ด้านนอกรอบอาคารพร้อมจะปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับกิจกรรมทางการเงินในรูปแบบต่างๆ ได้ทั้งหมด แตกต่างกับห้องสมุดยุคก่อนที่เข้าไปแล้วเราจะเห็นชั้นหนังสือเต็มไปหมด เราไม่ได้ต้องการสร้างความร่ำรวยของความรู้ผ่านชั้นหนังสือ แต่ต้องการให้ความร่ำรวยของความรู้เกิดขึ้นระหว่างคนกับคน พื้นที่ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้สร้างขึ้นมาแบบนั้นค่ะ”

จากห้องที่สุดมั่นคงสู่การก่อสร้างที่ยากขึ้น

“ปัญหาหลักๆ คือระยะเวลา” คุณประภากรตอบคำถามเรื่องสิ่งที่ยากที่สุดของงานนี้ “เราใช้เวลาปรับปรุงที่นี่ 14 เดือน กรอบเวลานี้รวมตัวสถาปัตยกรรมและพิพิธภัณฑ์ด้วย ตามหลักของการทำสัญญาก่อสร้างของรัฐ นั่นแปลว่าตัวพิพิธภัณฑ์ต้องทำไปพร้อมๆ ไปกับงานโครงสร้าง แต่ของที่นำมาจัดแสดงจะเข้ามาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ได้เมื่อสภาพแวดล้อมอย่างอุณหภูมิและความชื้นในอาคารเหมาะสม ทุกฝ่ายต้องทำงานพร้อมกันตามกรอบเวลาแบบเป๊ะๆ

“ในการปรับปรุงอาคารเก่าเราเจอเรื่องไม่คาดฝันทุกวัน ยิ่งเป็นการปรับเปลี่ยนการใช้งานจากโรงพิมพ์ธนบัตรที่ค่อนข้างเป็นสถานที่ปิดมาเป็นพื้นที่เปิด ผนังของห้องมั่นคงที่เคยเป็นห้องเก็บธนบัตรมีความหนาประมาณ 80 เซนติเมตร ทำให้ใช้เวลาทุบออกนานกว่าที่วางแผนไว้ แม้แต่การย้ายประตูเซฟของห้องมั่นคงเอามาใช้งานบริเวณชั้นอื่นยังขนย้ายกันยากมากๆ”

จากศูนย์การเรียนรู้สู่ทุกคน

ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดหวังว่าคนที่มาใช้งานจะเดินออกไปพร้อมกับอะไร

“เราอยากให้คนที่เดินเข้ามามีความรู้มากขึ้น ในตอนที่เขาเดินออกไป นี่คือเป้าหมายใหญ่สุดของเรา ไม่ว่าจะผ่านพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด Co-working Space หรือกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะถ้าประชาชนมีความตระหนักรู้และมีวินัยทางการเงินจะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคได้ ปัญหาหนึ่งที่แบงก์ชาติกังวลมากก็คือ การไม่เก็บออมเงิน และไม่วางแผนการเงินในอนาคตของชาว Gen Y

“เราเป็นธนาคารกลาง เป็นผู้นำทางนโยบายการเงิน แต่เราก็ต้องรับฟังเสียงของประชาชน ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้จึงไม่ใช่สถานที่ให้ความรู้กับประชาชนทางเดียว แต่เป็นที่แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างแบงก์ชาติและประชาชนมากกว่า” คุณประภากรทิ้งท้ายถึงหัวใจหลักของการปรับเปลี่ยนสถานที่แห่งนี้จากสถานที่ที่เคยปิดมิดชิดที่สุด สู่สถานที่สาธารณะที่ชวนทุกคนเข้ามาให้บริการ

นอกจากสถาปัตยกรรมภายนอกที่สวยงามแล้ว แทบทุกส่วนด้านในไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด Co-working Space ห้องประชุม รวมไปถึงระเบียงไม้ริมแม่น้ำ ก็สวยงามและน่ามาใช้บริการอย่างมาก นอกจากบรรยากาศดีแล้วยังได้มีความรู้เพิ่มเติมกลับไปบ้านด้วย

น่าลองมาเยือนที่นี่ดูสักครั้งนะครับ 🙂

ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งชาติ

ระยะเวลาการปรับปรุง : 14 เดือน

สถาปนิก : Creative crew

เปิดให้บริการ : ตั้งแต่วันนี้ (4 มกราคม 2561) เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 09.30 – 20.00 น.

โดยพิพิธภัณฑ์จะปิดในเวลา 16.00 น. (เข้าชมฟรี 6 เดือนแรก-รีบมากันนะทุกคน)

273 ถนนสามเสน แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพ 10200

ข้อมูลเพิ่มเติม : ให้บริการอาคารจอดรถ (จุ 150 คัน) ค่าบริการชั่วโมงละ 20 บาท

ถ้าประทับตราบัตรจอดรถเมื่อมาใช้บริการที่ศูนย์การเรียนรู้ฯ จะจอดฟรี 4 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีที่จอดรถจักรยานยนต์และจักรยานให้บริการ (นำที่ล็อกจักรยานมาเอง)

www.bot.or.th

 

Facebook : bankofthailandofficial

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load