ถ้าพูดถึงย่านที่คึกคักที่สุดในกรุงเทพฯ ตอนนี้ ชื่อหนึ่งที่คงถูกหยิบยกมาพูดถึงแน่ๆ ต้องเป็นซอยนานา ด้วยการเติบโตของร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ แกลเลอรี่ และอื่นๆ อีกมากมายในซอยที่มีชื่อเดิมว่าตรอกหมอ เพราะแต่เดิมเป็นย่านขายเครื่องยาจีนของเยาวราช แต่ผมก็ตระหนักได้ว่าแม้ตึกแถวเหล่านี้ได้รับการปรับปรุงขึ้นมาใหม่จนดูงดงามมากก็ตาม แต่กลับไม่มีร้านไหนที่ตกแต่งออกมาตามสัญชาติของตึกและย่านนี้เลย เรามีร้านที่ดูสวยแบบสแกนดิเนเวีย มีร้านตกแต่งสวยงามแบบไทย อีกฝั่งนึงก็มีหน้าตาราวกับอยู่นิวยอร์ก จนกระทั่งผมได้พบอาคารแห่งหนึ่งในซอยเดียวกันที่เป็นทั้งร้านอาหารกึ่งบาร์และห้องพัก ซึ่งตกแต่งโดยรักษาบริบทความจีนของย่านนี้ไว้ และยังทำได้ดูเป็นหมวยอินเตอร์อีกด้วย

ปาเฮ่า หรือ เบอร์แปด คือชื่อของอาคารนั้น

และนี่คือการพูดคุยกับ ทอพธนพลพจน์ โรจน์ณัฐกุล ผู้ออกแบบและสร้างห้องเบอร์แปดนี้ขึ้นมา

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

เบอร์หนึ่ง : พบเจอ

“เรื่องของเรื่องเริ่มมาจากเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มที่บังเอิญเจอตึกแถวประกาศให้เช่าในซอยนานา เลยเกิดการคุยกันในหมู่เพื่อนๆ ที่อยากทำอะไรร่วมกัน ไอเดียที่สอดคล้องกันพอดี คือโฮสเทลและร้านอาหาร จนทำให้เกิดเป็นการปรับปรุงตึกแถวเก่าที่จี๊นจีนห้องนี้ให้กลายมาเป็นห้องพักและร้านอาหารแบบจีนร่วมสมัยขึ้นมา

“ตึกแถวย่านนี้เป็นตึกแถวแรกๆ ของกรุงเทพฯ คนที่อยู่แถวนี้เป็นคนจีนทั้งหมด ร้านค้าทั้งหมดบนถนนสายนี้เป็นที่ขายยาสมุนไพรจีน ตอนนี้เหลืออยู่เพียงแค่ 2 – 3 แห่งเท่านั้นที่ยังขายอยู่ ถ้าไปอยู่ที่ชั้นสี่เราจะยังได้กลิ่นยาจีนอยู่เลย”

ทอพซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนและสถาปนิกผู้ออกแบบและรีโนเวตอาคารเล่าเบื้องหลังก่อนปรับปรุงตึก

“เอาจริงๆ แล้วทุกคนที่มาทำต่างก็ไม่ได้เชื่อมั่นในทำเลตรงนี้เลย แต่ตอนนั้นบาร์ ร้านอาหาร และคาเฟ่ ในละแวกนี้เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น มีคนมาอยู่บ้างแล้ว แต่ยังไม่มีที่พักเกิดขึ้นในละแวกนี้เลย ด้วยราคาค่าเช่าและปัจจัยหลายอย่าง เรารู้สึกว่าถ้าไม่ทำตอนนี้ ก็คงจะไม่ได้ทำอีกแล้ว”

หลังจากที่ได้ทำสัญญาเช่าเรียบร้อย ทอพก็เข้ามาดูหน้างานเพื่อเตรียมออกแบบ

“สภาพแรกของตึกในตอนนั้นโทรมมาก เพราะถูกต่อเติมกลายเป็นโกดังเก็บของ ทุกๆ ชั้นถูกกั้นผนัง ซอยเป็นห้องทึบๆ ที่ไม่มีหน้าต่างหรือช่องแสงเลยแม้แต่ช่องเดียว ห้องน้ำก็ไม่ได้มีทุกชั้น ที่มีก็อยู่ในซอกท้ายตึกก็อับๆ ชื้นๆ สีภายในทั้งหมดก็สภาพร่อนๆ เปื่อยๆ เรียกว่าไม่มีความมั่นใจอะไรเลยว่าสุดท้ายตึกนี้จะออกมาเป็นยังไง”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

二 เบอร์สอง : ชีวิตในแผ่นกระดาษ

“ผมเริ่มต้นรีโนเวตด้วยการวางแปลนจากสภาพโครงสร้างที่เห็นทั้งหมดก่อน เพราะถ้าไม่มีแปลนแล้วมันทำอะไรต่อไม่ได้ การทำแปลนไม่ใช่เป็นเพียงแค่การเขียนภาพด้านบนอย่างเดียว แต่มันคือการออกแบบชีวิตที่จะมาอาศัยอยู่ในตึก ถ้าชีวิตมันอาศัยอยู่ในตึกได้ ทุกอย่างก็จะไม่มีปัญหา ส่วนเรื่องการตกแต่งค่อยๆ เกิดขึ้นหลังจากที่เรารื้อของด้านในออกทีละนิดทีละหน่อย เพราะพอเรารื้อออกมาเจอของด้านใน บางทีโครงสร้างเก่าหรือการตกแต่งเดิมมันเจ๋ง เราก็เริ่มต่อยอดจากของที่เรามีแทน

“งานรีโนเวตมันอาศัยการที่เรามาอยู่ มาเห็นมันบ่อยๆ ตลอดเวลาที่ทำ ด้วยความที่ตึกนี้มันตั้งอยู่ในย่านคนจีน เวลาเรารีโนเวตตึกขึ้นมาใหม่ มันเหมือนเอาชีวิตมาใส่ลงในตึก ผมมองว่ามันเหมือนการฝังเข็ม เป็นการรักษาแบบหนึ่ง ถ้าเป็นหมอฝรั่งมาเห็นตึกนี้ก็คงต้องผ่าตัดใหญ่ เปลี่ยนและรื้อทุกสิ่งทุกอย่าง แต่หมอคนจีนใช้วิธีฝังเข็ม เริ่มแรกหมอจะเอามือมาจับชีพจรแล้วบอกว่าเลือดลมเราเดินดีหรือไม่ดี แล้วจะฝังเข็มแก้ปัญหาให้เราเป็นจุดๆ ไป วิธีรีโนเวตตึกนี้ก็เป็นแบบเดียวกัน อย่างชั้นสาม หน้าต่างเดิมมันเล็ก ผมก็ทุบเอาแค่จุดนั้นออก เปลี่ยนเป็นหน้าต่างให้ใหญ่ขึ้น แต่ไม่รื้อออกไปหมดทั้งแผง”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

三 เบอร์สาม : ด้วยความบังเอิญ

จากแผนตอนแรกที่จะทำโฮสเทล ทุกชั้นจะถูกซอยเป็นห้องๆ แต่ละห้องก็จะมีเตียง 2 ชั้นเรียงเป็นแถวๆ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดหลังจากที่ผู้รับเหมาเข้ามารื้อถอนผนังเบาที่กั้นห้องเดิมๆ อยู่ และบังเอิญเจอโครงบันไดเก่าของเดิมของตึก

“พอเสร็จจากการทำแปลนปุ๊บ ทางเราก็เรียกผู้รับเหมาเข้ามาดูหน้างานแล้วก็เริ่มก่อสร้างจริง พอช่างได้รื้อถอนผนังเบาที่กั้นห้องออกไปเท่านั้นแหละ เราก็เห็นพื้นที่โล่งโปร่งของชั้นสองมีพื้นไม้สักเดิมของตึกและโครงบันไดเก่าของเดิมที่ถูกผนังปิดทับเอาไว้ ซึ่งสภาพมันสวยมากๆ”

การค้นพบใหม่ทำให้การกั้นห้องใหม่ลำบาก ประกอบกับสถาปนิกเสียดายความสวยของบันได คอนเซปต์การทำโฮสเทลจึงถูกทบทวนใหม่อีกครั้ง

“ทีแรกก็เราก็คิดกันว่าชั้นสองไม่ทำเป็นโฮสเทลแล้ว จะทำเป็น Co-living Space แทน ให้เป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับขึ้นมานั่งพักผ่อน ชาร์จมือถือ ดูหนัง นั่งเล่นเกม คุยกับเพื่อน แล้วก็ซื้อเครื่องดื่มอาหารของเรา แต่พอมองว่ามันเป็นที่พัก เราก็อยากให้แขกที่มาพักใช้พื้นที่มากกว่า ก็เลยทำชั้นสองให้เป็นเหมือนห้องนั่งเล่น แล้วปรับชั้นสามและสี่ที่เป็นห้องพักเดี่ยว ส่วนหนึ่งเพราะที่พักละแวกนี้มีแต่โฮสเทลราคาถูก ไม่มีห้องพักที่อยู่สบาย มีพื้นที่ส่วนกลางกว้างขวางแบบนี้ พอเป็นห้องพักที่มีบริการเพิ่มขึ้น เราก็สามารถตั้งราคาสูงกว่าโรงแรมอื่นๆ ได้อีกด้วย”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

四 เบอร์สี่ : ความคิดในห้องพัก

“ทำเลที่ตั้งตึกเราอยู่ในซอยนานา ซึ่งเป็นถนนที่ตัดแยกมาจากวงเวียน 22 กรกฎาคม วงเวียนนี้เกิดขึ้นเมื่อเกือบๆ ร้อยปีที่แล้วเพื่อเป็นอนุสรณ์การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งของสยาม เลยมีถนน 3 สายที่ตัดขึ้นมาพร้อมกับการสร้างวงเวียน คือไมตรีจิตต์ มิตรพันธ์ สันติภาพ รวมกันทั้งสามสายจะได้ความหมายว่า ไมตรีจิตที่มีต่อฝ่ายสัมพันธมิตรทำให้เกิดสันติภาพ

“เราเลยหยิบชื่อถนนทั้งสามสายนี้มาตั้งเป็นชื่อห้องพักของเรา ได้แก่ มิตรพันธ์ ไมตรีจิต สันติภาพ โดย มิตรพันธ์ คือชื่อของพื้นที่ส่วนกลางชั้นสอง เพราะเป็นพื้นที่ที่ให้คนมาอยู่ร่วมกัน เป็นมิตรกัน ไมตรีจิตคือห้องชั้นสาม ซึ่งผนังกั้นห้องพักกับห้องน้ำเป็นกระจกใสมองทะลุได้ ส่วนห้องชั้นสี่ได้ชื่อสันติภาพ เพราะดูผ่อนคลายที่สุด มีหน้าต่างใหญ่เห็นวิวชัดเจน และมีระเบียงออกไปนั่งเล่นได้”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

ประสบการณ์การออกแบบรีสอร์ทและโรงแรมทำให้สถาปนิกหนุ่มรู้ว่าการออกแบบที่พักแตกต่างกับการออกแบบบ้าน เพราะต้องออกแบบประสบการณ์อยู่อาศัยให้แตกต่างออกไป

“เวลาผมออกแบบโรงแรมสมัยที่ยังทำงานอยู่ออฟฟิศสถาปนิกจะต้องคิดเรื่องพวกนี้กันเสมอ การออกแบบห้องพักให้ผนังกั้นห้องนอนกับห้องน้ำเป็นกระจกใสที่ดูโป๊ๆ เปลือยๆ ไม่มีในบ้าน แต่มันจำเป็นมากสำหรับโรงแรม เพราะให้ประสบการณ์แปลกใหม่แก่ผู้มาพัก เจ้านายผมในสมัยนั้นมักจะถามผมเสมอว่า คนมาพักจะไปมีอะไรกันตรงไหนวะ? (หัวเราะ) คือไม่ได้ทะลึ่งนะ แต่มันสำคัญกับการออกแบบโรงแรมจริงๆ”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

五 เบอร์ห้า : รักษาภายนอก

“ด้วยความที่ผมเรียนสถาปัตย์มา ผมเลยค่อนข้างเคารพบริบทและประวัติศาสตร์ของย่านนี้มาก ตึกตึกนี้เป็นตึกแถวยุคที่ 2 ของกรุงเทพฯ คือประมาณ 60 – 70 ปีก่อน ตอนแรกมันเป็นตึก 3 ชั้น ทีนี้คนเช่าก่อนหน้านี้เขาต่อเติมให้มันกลายเป็นตึก 4 ชั้น แล้วผมเกลียดการต่อเติมตึกอยู่แล้ว เพราะมันทำให้ตึกมีสัดส่วนแปลกไป เวลามองจากด้านนอกชั้นสามกับชั้นสี่ที่ต่อเติมเพิ่มดูน่าเกลียด มันยื่นสูงกว่าแนวตึกอื่นๆ ในละแวกนี้ทั้งหมด ผมเลยต้องทำให้ตึกมันกลับไปหาหน้าตาเดิมๆ บริบทเดิมๆ คือด้านในอาคาร การตกแต่งของเราจะแปลกยังไงก็ได้ เราเอาชีวิตในยุคนี้ของเราใส่เข้าไป แต่ด้านนอก ผมหาวิธีปิดชั้นสามกับชั้นสี่ให้มองจากด้านหน้าแล้วดูกลมกลืนกับตึกข้างๆ ให้มากที่สุด”

ทอพแก้ไขปัญหาด้วยการให้ช่างไปวัดและสั่งทำหน้าต่าง 2 ชั้นล่างให้เป็นแบบเดียวกับตึกฝั่งตรงข้าม ส่วนชั้น สามและสี่ก็พยายามทำให้มองจากภายนอกแล้วมองไม่ค่อยเห็น โดยปลูกต้นไม้บนชั้นสี่ให้เลื้อยลงมาคลุมปิดชั้นสามไว้ ถ้าดูจากภายนอกเราก็จะไม่ค่อยเห็น 2 ชั้นที่ต่อเติมไปสักเท่าไหร่

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

六  เบอร์หก : การตกแต่ง

“หุ้นส่วนแต่ละคนมีรสนิยมและความชอบไม่เหมือนกันเลย เรามีวิธีการแก้ปัญหาคือให้แต่ละคนเอารูปของที่ตัวเองชอบมาวางกองกันตรงกลาง แล้วหยิบมาวางไว้ในแต่ละห้อง ดูว่าแต่ละคนอยากให้มีอะไรอยู่ตรงไหนกันบ้าง มันเลยไม่ได้มีภาพที่ชัดเจนหรือมีสไตล์ที่เรียกได้เต็มปาก แต่มันกลายเป็นบ้านที่เราทุกคนเข้ามาอยู่แล้วสบายใจเท่านั้นเอง

“โชคดีอีกอย่างคือหุ้นส่วนของเราคนนึงสะสมเฟอร์นิเจอร์ตั้งแต่สมัยที่อยู่ที่ซานฟรานซิสโก เขามีเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ มากมาย รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างตู้เย็นด้วย ผมเลยหยิบเอาของเหล่านี้มาใช้ในส่วนห้องพัก ซึ่งสร้างบรรยากาศไปกันได้ดี ความโชคดีอีกอย่างนึงก็คืองบประมาณที่จำกัด เราไม่สามารถไปหาวัสดุอื่นมาปิดผนังตรงโถงบันไดได้ การทาสีเฉยๆ ก็ไม่ค่อยน่าสนใจ ผมเลยเลือกให้ช่างกะเทาะปูนที่ผนังออกให้เห็นเป็นแนวอิฐเปลือยแทน ซึ่งทำออกมาได้สวยและสร้างคาแรกเตอร์ให้กับตึกได้ดีมาก”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

七  เบอร์เจ็ด : ร้านอาหาร

ความโดดเด่นของตัวร้านอาหารและบาร์ด้านล่างนั้น ส่วนหนึ่งคงต้องให้เครดิตกับการเลือกใช้หินขัดเป็นส่วนประกอบของบาร์และที่นั่งด้านติดหน้าต่างทั้งหมด แม้หินขัดอาจดูเชย ตลก และประหลาด พอสมควรในยุคนี้ แต่ Ba hao หยิบวัสดุนี้มาสร้างความเก๋ได้อย่างลงตัว

“ด้วยความที่เราขายอาหารจีน เครื่องดื่มก็เป็นแบบจีนๆ เราคิดถึงวัสดุที่ฮิตมากในสมัยก่อนอย่างหินขัด คือคนสมัยนี้คิดว่าหินขัดมันดูไร้รสนิยม ดูจน เพราะมันติดมากับตึกแถว แต่คุณไม่รู้หรอกว่าในสมัยก่อนตึกแถวแพงมาก การสร้างตึกแถวของยุคก่อนก็ตั้งใจทำมากๆ พื้นหินขัดเป็นพื้นที่คุณภาพดี ทนทานสุดๆ พื้นแบบนี้มีขั้นตอนการทำเยอะ ต้องใส่ใจในการทำ หาช่างทำก็ยาก และราคาก็ถือว่าแพง ตารางเมตรหนึ่งก็หลายพันบาท แต่กลายเป็นว่าคนสมัยนี้รู้สึกว่ามันจน ผมเลยรู้สึกว่าอยากใช้หินขัด อยากให้คนเห็นว่าจริงๆ หินขัดก็ทำของที่ดูสวยงามได้ แต่เงินเราไม่ได้มีมากพอ เลยมาคิดว่าจะเลือกใช้หินขัดกับบางส่วนเท่านั้น อย่างบาร์ ม้านั่งหน้าร้าน เคาน์เตอร์ห้องน้ำ แล้วก็ใช้เป็นสีน้ำเงินที่ไม่ค่อยมีคนใช้เท่าไหร่”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

ทอพเสริมหลักการออกแบบบาร์อีกว่าต้องเริ่มต้นด้วยการวางตำแหน่งครัวกับบาร์ก่อน เพราะสองสิ่งนี้คือหัวใจหลักของร้านอาหารที่จะกำหนดการสัญจรและรูปแบบทั้งหมดของร้าน ทางทีมงานเลือกตำแหน่งวางกันหลากหลาย ก่อนสรุปตำแหน่งโดยอิงจากการสัญจรของคนและรถที่ผ่านถนนหน้าร้าน

ถ้าเราขับรถผ่านจะเห็นบาร์เป็นสิ่งแรกของร้าน และเห็นบันไดเป็นอย่างที่สอง ส่วนด้านในสุดของร้านที่มืดทึบ สถาปนิกคิดถึงการติดไฟเพื่อให้คนมองเห็นด้านในร้านจากภายนอก ก็เลยมาลงตัวที่การติดไฟนีออนไว้ที่ด้านใน เพราะตัวคานด้านบนช่วยสะท้อนแสงไฟลงมาด้านล่างอีกที และใช้ประตูห้องน้ำทองเหลืองขัดด้านล่างไฟนีออนช่วยสะท้อนแสงไฟซ้ำเพื่อทำให้ร้านดูมีมิติ

ส่วนเรื่องเสียงรบกวนจากบาร์ที่อาจจะส่งผลถึงตัวห้องพัก พื้นที่ชั้นสองที่เป็นห้องนั่งเล่นช่วยทำหน้าที่กันเสียงขึ้นไปรบกวนห้องพักด้านบน ทีแรกทีมงานกังวลว่าแขกที่มาพักอาจจะบ่นว่าการกลับขึ้นห้องพักนั้นไม่สะดวกเพราะต้องเดินผ่านบาร์ช้นล่าง แต่ไปๆ มาๆ กลับกลายเป็นเสน่ห์ที่คนมาพักได้ความรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของร้าน และมานั่งเล่นที่ร้านอาหารข้างล่างกันเป็นประจำ

นอกเหนือจากการตกแต่ง ตัวอาหารที่เสิร์ฟนั้นก็ปรับปรุงหน้าตาให้งดงามเก๋ไก๋ด้วยเช่นกัน อย่างปาท่องโก๋ผัดพริกเกลือ เครปไส้ฟองเต้าหู้ราดซอสพริกเสฉวน พลิกโฉมให้หน้าตาคล้าย wrap ของทางเม็กซิกัน และบัวลอยน้ำขิงที่แยกบัวลอยกับน้ำขิงออกจากกัน เป็นต้น

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

เบอร์แปด : หนักใจ

ปัญหาหลักๆ ของการรีโนเวตคงหนีไม่พ้นเรื่องคลาสสิกของการซ่อมบ้านคือเรื่องผู้รับเหมาหนีงาน แม้หุ้นส่วนของที่นี่จะเป็นสถาปนิกอยู่แล้วก็ตาม ตามกำหนดการตึกนี้ควรเปิดได้ภายในระยะเวลา 3 เดือน แต่พอเจอผู้รับเหมาหนีงาน ก็ทำให้ต้องเลื่อนการเปิดมา 1 ปี

ปัญหาถัดมาหลังจากการก่อสร้างแล้วเสร็จคือเรื่องความร้อน ทางสถาปนิกคำนวณเลือกแอร์ให้มีขนาด BTU เหมาะกับพื้นที่ ผสมกับการที่อาคารหลังนี้นั้นเป็นอาคารที่ก่อสร้างแบบ Wall Bearing หรือใช้ผนังรับแรง (เสาทุกต้นในอาคารนั้นเป็นเสาที่ช่างปั้นปูนขึ้นมาเพื่อตกแต่งเฉยๆ) ตัวผนังจึงหนาระดับ 20 – 30 เซนติเมตร และควรจะกันความร้อนได้ดี แต่ปรากฏว่าหลังจากเปิดให้บริการไปช่วงหนึ่งก็ต้องติดแอร์เพิ่มให้กับทุกชั้นอีกที เพื่อให้ทุกห้องเย็นสู้ความร้อนของกรุงเทพฯ ในยุค 2017 ได้

หลังการพูดคุยและนั่งเล่นอยู่ในห้องเบอร์แปดมาเต็มวัน เห็นทั้งร้านอาหารและห้องพักด้านบนทั้งหมด ผมรู้สึกเหมือนได้รับการปรับทัศนคติใหม่ทั้งหมดเกี่ยวกับความเป็นจีนที่เรามองข้ามมันไป ที่จริงแล้วมันก็สามารถทำให้เก๋ได้ คูลได้ ไม่แพ้สไตล์แบบอื่นๆ ถ้าใครมีโอกาสผ่านมาย่านนี้แล้วอยากพบเจอประสบการณ์จีนๆ แบบนี้ก็ขอเชิญมาที่ห้องเบอร์แปดนี้นะครับ

谢谢 เซี่ยเซี่ย

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
 

ระยะเวลารีโนเวต: 1 ปี
สถาปนิก: ทอพธนพลพจน์ โรจน์ณัฐกุล

ที่อยู่ 8 ซอยนานา ถนนไมตรีจิต เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100
ร้านอาหารและบาร์เปิดให้บริการ 18.00 – 24.00 น.
ติดต่อสอบถาม 081-454-4959

www.ba-hao.com
Facebook: Ba hao 八號

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

หากคุณขับรถแล่นตรงจากสะพานนวรัฐมุ่งหน้าสู่ประตูท่าแพในเวลานี้ แล้วไม่ทันสังเกตว่ามีร้านอร่อยระดับที่ Foodie ตัวจริงตั้งใจมา ร้านขายสินค้าแฮนด์เมดสุดเก๋ หรือร้านกาแฟเจ้าเดียวกันกับเจ้าดังประจำย่านนิมมานเหมินทร์ยืนแทรกตัวอยู่ริมถนน ก็คงไม่แปลกอะไร เพราะเป้าหมายของคนส่วนใหญ่อยู่ที่การตระเวนย่านเมืองเก่า หรืออาจจะเป็นบรรยากาศเงียบเหงาและตึกแถวว่างเปล่าสะดุดตากว่า จนแทบจินตนาการไม่ออกว่า ‘ย่านท่าแพ’ ที่เพิ่งขับผ่านมา ครั้งหนึ่งเคยคลาคล่ำผู้คนและมีสถานะเป็นถึงย่านถนนเศรษฐกิจการค้าแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งยังรุ่มรวยด้วยสถาปัตยกรรมหลากยุคสมัยเปี่ยมคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ตี๋-ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร สถาปนิกแห่งใจบ้านสตูดิโอ เป็นลูกหลานคนเชียงใหม่ที่ผูกพันกับย่านนี้มาตั้งแต่เด็ก เขาตระหนักถึงปัญหาความเปลี่ยนแปลงข้างต้น ไม่ใช่เพียงในเชิงกายภาพ แต่หมายรวมความสัมพันธ์ของย่านที่ค่อย ๆ โรยแรงแห้งเฉา ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ควบคู่กับการขาดทิศทางการพัฒนาย่านให้ยืนอย่างสง่างามบนรากวัฒนธรรม

เหตุนี้เขาจึงลงมือสร้างสรรค์โปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ นำเสนอแนวคิดในการจัดปรับตำแหน่งแห่งที่และตัวตนของย่านท่าแพ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมชี้นำการพัฒนาให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ นายทุน และนักพัฒนา ผู้ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่รักษาต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อชุบชูย่านให้กลับมามีชีวิตชีวา ศักยภาพ และสืบสานมนตร์เสน่ห์ความเป็นท่าแพจากวันนี้สู่อนาคต

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

จิ๊กซอว์ความสัมพันธ์

“จริง ๆ สถานการณ์ที่ดินเปลี่ยนมือค่อย ๆ เริ่มเมื่อประมาณ 5 ปีก่อนเกิดโรคโควิด-19 ระบาด ช่วงนั้นเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางของคนจีน นักธุรกิจที่เล็งเห็นโอกาสจึงเข้ามาสอยที่ดินทำธุรกิจ ทำให้หลายตึกถูกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นของนายทุนจีน กลายเป็นร้านขายยาบ้าง ขายหมอนยางพาราบ้าง จนไม่เหลือร่องรอยของการใช้งานแบบ Mix Used” 

ตี๋ย้อนเค้าลางความแปรผันบนสองฝั่งถนนท่าแพ พลางขยายว่า ในอดีตอาคารบริเวณนี้มีลักษณะการใช้งานแบบผสมผสาน หรือ Mix Used คือชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนชั้นล่างเปิดเป็นร้านค้า ขณะเดียวกันบางร้านยังแบ่งปันพื้นที่สำหรับจำหน่ายงานคราฟต์และสินค้าชาติพันธุ์ต่าง ๆ 

อนึ่ง ความผสมยังผสานไปถึงลักษณะทางสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว ทั้งชุมชน พาณิชย์ และศาสนา ครั้นเมื่อที่ดินเปลี่ยนมือและลักษณะการใช้งานอาคารเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ในย่านจึงคล้ายชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ถูกดึงออก วัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชน พอขาดสังคมอุปถัมภ์ก็จำต้องปรับตัว จัดสรรพื้นที่ทำลานจอดรถ จัดอีเวนต์ หรือตกแต่งบรรยากาศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว 

ตี๋เสริมว่าคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกระแส Mass Tourism เช่นนี้ เกิดกับแทบทุกย่านของเชียงใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้ย่านท่าแพสะท้อนภาพชัด คือมูลค่าของทำเลที่สูงกว่า 25 – 40 ล้านต่อห้อง ตัวเลขดังกล่าวประมาณจากผลการสำรวจราคาที่ดินพร้อมอาคารในย่าน พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นปัจจัยให้ทำเลตกไปอยู่กับนายทุนที่มีกำลังซื้อ และโดยมากคือคนนอกพื้นที่

“เมืองจะมีลมหายใจต่อเนื่อง ก็ต่อเมื่อมีความทรงจำของผู้คนที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่ดูเหมือนขณะนี้มันกำลังขาดช่วง เพราะพื้นที่กลายไปเป็นของคนอื่น”

เหนือความเปลี่ยนแปลงนานา ตี๋ให้ความสำคัญกับความทรงจำอันเปรียบดังห่วงเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ทางสังคม และของผู้คนที่มีต่อพื้นที่ ซึ่งจะช่วยนิยามอัตลักษณ์ของย่าน รวมถึงรักษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

ย่านท่าแพ 2030

เราจะสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ ฟื้นกายภาพ และฟื้นโครงสร้างทางสังคม ให้เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร…

นี่คือสิ่งที่ใจบ้านสตูดิโอ และ กฤติกา รอดเจริญ นักศึกษาฝึกงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พยายามค้นหาคำตอบให้กับย่านท่าแพในอนาคต พลันศึกษาค้นคว้า ออกแบบ และนำเสนอแนวคิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ไว้ในโปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ (Thapae Neighborhood 2030) ภายใต้โจทย์หลัก 3 ข้อ 

หนึ่ง เพื่อจุดประกายให้เกิดโมเดลธุรกิจและการพัฒนาที่ดินที่เจ้าของเดิมอยู่อาศัยร่วมกับธุรกิจใหม่ ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องขายที่ 

สอง จัดสรรพื้นที่ให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์เชียงใหม่มีพื้นที่ค้าขาย แสดงผลงาน โดยไม่จำเป็นต้องแบกค่าที่ดินหรือค่าเช่ามหาศาล ผ่านการสร้างระบบแบ่งปันพื้นที่ (Sharing Space) ซึ่งส่งเสริมนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อหนุน 

และ สาม ปลุกกระแสให้เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ อาคารและย่านอันเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจ Creative Business District ที่จะมีผลกับการฟื้นฟูเมืองแบบ Urban Regeneration ในมิติเศรษฐกิจและกายภาพไปพร้อม ๆ กัน  

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

“ลองจินตนาการดูว่า ในเมืองที่แยกขาดระหว่างที่อยู่อาศัยกับพื้นที่พาณิชย์ ถ้าวันใดพื้นที่พาณิชย์ปิด เมืองก็ตาย จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจเปิด ยิ่งเมืองสมัยใหม่พื้นที่ค่อนข้างจำกัด การอยู่แบบผสมผสาน หรือส่งเสริมการใช้พื้นที่อย่างสมประโยชน์จริง ๆ ดังนั้นแนวคิดการพัฒนาเมือง ‘เมืองกระชับ’ (Compact City) จึงเป็นวิธีการน่าสนใจ” ตี๋พูด 

“เราไม่ได้โหยหาอดีตชนิดต้องกลับไปอยู่เหมือนเดิม ในเมื่อธุรกิจปรับตัว กายภาพของอาคารก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน อย่างเมื่อก่อนตึกตึกหนึ่ง มีเจ้าของคนเดียวและใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำธุรกิจ แต่ปัจจุบันที่ดินแพง มูลค่าตึกก็สูง แน่นอน ผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่กำลังสร้างตัวไม่มีสิทธิครอบครองตึกนี้ได้เลย แล้วโมเดลธุรกิจควรจะเป็นแบบไหน”

เขาทิ้งท้ายทำนองเชิญชวนให้นึกคิด แต่สำหรับเขาอยากนำเสนอโมเดลที่เรียกว่า ‘การฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร’ ซึ่งจะกล่าวกันต่อในบทถัดไป

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ปรับอาคารให้ย่านฟื้น

“อาคารก็เหมือนชิ้นส่วนของชีวิต ณ ยุคหนึ่งมันถูกออกแบบกายภาพตามความต้องการของสังคม แต่พอพ้นยุคสมัยอาคารก็ต้องปรับตัวตาม โดยนำมา Reuse และ Adaptive ให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างเข้าใจคุณค่า ด้วยการรักษาบางอย่างให้เป็นชิ้นส่วนความทรงจำ พร้อมปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อจะทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้”

ตี๋เกริ่นปูทางเพื่อจะอธิบายถึงโมเดลการฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคารแบบ ‘Adaptive Reuse’ ในโปรเจกต์ย่านท่าแพ 2030 ที่เขาสำรวจตำแหน่งอาคาร วิเคราะห์โครงสร้างทางสถาปัตยกรรม และรวบรวมข้อมูลธุรกิจบนย่านถนนท่าแพ ก่อนนำมาออกแบบ 3 โมเดลตัวอย่างจากการประยุกต์แนวคิดเข้ากับตึกเก่าในย่าน โดยให้ความสำคัญกับการเก็บหน้าตาอาคารยุคโมเดิร์นและฟาซาด ควบคู่ปรับรื้อภายในให้เกิดการเชื่อมต่อจากถนนสู่ด้านในตัวอาคาร ซึ่งจัดสรรปันส่วนใหม่เป็นพื้นที่ว่างหลากหลายขนาด สำหรับรองรับกิจกรรมและธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนแทรกพื้นที่สีเขียวและช่องแสงให้เป็นเสมือน Pocket Park เพื่อเติมเต็มความเขียวขจีสดชื่นแก่ย่านน่าเดินแห่งนี้ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

 “บางทีการเก็บรักษาทุกอย่างไว้ มันโรแมนติกนะ แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เรามองว่าการฟื้นฟูพัฒนาย่านเมืองเก่าอย่างมีศักยภาพจะต้องหาสมดุลระหว่างศิลปะ เศรษฐศาสตร์ และสังคม” ตี๋สรุปหัวใจของโมเดล

นอกจากไอเดียเนรมิตพื้นที่ภายในอาคาร แต่ละโมเดลตัวอย่างยังลองนำเสนอรูปแบบการจัดการกรรมสิทธิ์และพื้นที่ ที่จำแนกสัดส่วนการใช้งาน อาทิ ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ และพาณิชยกรรม รวมทั้งออกแบบกิจกรรมใหม่เพื่อฟื้นฟูอาคารและย่านอย่างสร้างสรรค์

“ถ้าเราอยากจะเก็บคาแรกเตอร์เดิมให้ลูกหลานกลับมาอยู่แล้วทำธุรกิจต่อได้ เราลองปรับพื้นที่ภายในกันดูไหม เพื่อให้มีสัดส่วนสำหรับคนอยู่อาศัยดั้งเดิมราว 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็ใส่กิจกรรมใหม่เข้าไป เช่น คาเฟ่ ร้านอาหาร แกลเลอรี่ หรือ Co-working Space แบบนี้เจ้าของอาคารเดิมอยู่อาศัยและมีรายได้จากการแบ่งเช่าพื้นที่ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายย่อยก็เช่าทำธุรกิจโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนราคาที่ดิน หากแต่ละหน่วยธุรกิจสร้างกำไรต่อปีมากพอคุ้มค่าแรงจูงใจในการขายตึก นั่นหมายถึง ตึกนี้ก็จะยังเป็นของคนท้องถิ่นและลูกหลานรุ่นต่อไปก็ยังอยู่ได้” 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ตี๋อธิบายสมการของโมเดลการปรับปรุงอาคารที่เขาคิด พร้อมเสริมว่าสิ่งนี้นับเป็นองค์ประกอบของย่านอยู่ดี คือ มีธุรกิจหลากหลายและชุมชนสัมพันธ์อันเกื้อกูลกันและผูกผันกับพื้นที่ เหนืออื่นใดอาจพัฒนาให้เกิดย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งใหม่ที่ยืนอยู่บนรากวัฒนธรรมได้อย่างงามสง่า ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และชี้นำอนาคตของเมือง 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ความเป็นไปได้

อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าแนวคิด Adaptive Reuse ที่กล่าวมานั้นช่างอุดมคติและฝันเพ้อ เพราะมีหลายเมืองทีเดียวที่ตี๋เล่าว่านำไปพัฒนาย่านเมืองเก่า ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน และส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตขึ้นจริง ๆ

ตัวอย่างแรก คือ ไต้หวัน ที่นี่มีองค์กรชื่อ ‘Taipei City Urban Regeneration Office’ คอยทำหน้าที่จับคู่ผู้ประกอบการกับพื้นที่ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับภาครัฐจัดตั้งกองทุนสนับสนุนสำหรับจัดซื้อตึกเก่ามาชุบชีวิต สร้างสรรค์พื้นที่และกิจกรรมหลายหลาก เพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินและดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้งาน เช่าทำธุรกิจ จนเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กลายเป็นพื้นที่ของบรรดา Startup และ SME ในย่านต่าง ๆ 

หรือ เมืองอาห์เมดาบัด ประเทศอินเดีย มีฐานะเป็นถึงเมืองมรดกโลก ทว่ากลับซบเซา มีแต่ผู้สูงอายุและวัยรุ่นที่ไม่เห็นโอกาสสร้างตัว คณะกรรมการเมืองเก่าจึงก่อตั้งองค์กร ‘Heritage Cell’ ขึ้นมา เพื่อทำงานร่วมกับอาคารสงเคราะห์ สนับสนุนการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับซ่อมบำรุงบ้านเก่า สร้างจูงใจให้คนอยากกลับมาอยู่บ้าน ควบคู่กับเปิดโรงเรียนสอนวิชาช่างไม้ ฝึกอบรมทักษะอาชีพด้านการฟื้นฟูอาคารไม้รุ่นคุณปู่คุณย่า โดยพยายามขับเคลื่อนเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน

อีกตัวอย่างสุดท้าย ได้แก่ จอร์จทาวน์ เมืองหลวงรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีกองทุนของรัฐบาลกลาง ‘Think City’ คอยดูแลเรื่องการเพิ่มปริมาณพื้นที่สีเขียว รักษาฟื้นฟูอาคารเก่า รวมถึงแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้คนในย่านเมืองเก่า เนื่องจาก 82 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองจอร์จทาวน์เป็นผู้เช่าอาศัยทั้งสิ้น ประกอบกับเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO เป็นเมืองมรดกโลก ทำให้มีนายทุนต่างชาติมากว้านซื้ออาคารไปเก็งกำไร หรือทำธุรกิจ ผู้เช่าดั้งเดิมเลยพลอยถูกขับออก

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทาง Think City จึงผุดโครงการรักษาตึกที่ผู้เช่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษา โดย Think City เป็นตัวกลาง รวมผู้เช่าเป็นหนึ่งสหกรณ์ แล้วเจรจาทำสัญญาเช่าระยะยาวกับเจ้าของตึก เพื่อมอบความมั่นคงทางการเงินแก่เจ้าของ ส่วนผู้เช่าเมื่อรู้สึกมั่นคงทางที่อยู่อาศัยก็มีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากนี้กองทุนยังยื่นข้อเสนอว่า หากเจ้าของตึกรายใดเข้าร่วมโครงการ ทางรัฐบาลยินดีสนับสนุนงบปรับปรุงอาคารให้หน้าตาสวยงามสมเป็นส่วนหนึ่งของเมืองมรดกโลกอีกด้วย

“นี่คือโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูย่านเมืองเก่าให้เป็นไปได้เชิงเศรษฐกิจ โดยมีทางเลือกให้คุณค่าและมูลค่าอยู่ด้วยกันได้” ตี๋แสดงความเห็น “ต่างจากบ้านเราที่มักเรียกร้องให้คนมาชื่นชมความงาม เชิดชูคุณค่า แต่กลับไม่หยิบยื่นเครื่องมือทางการเงินใด ๆ ทำให้มันยากที่จะรักษา แม้เรารู้ดีว่าสิ่งนี้มีคุณค่าแค่ไหน แถมยังกลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแนวคิดทั้งที่มูลค่ามันสูงมาก”

ทำไมภาครัฐถึงมองไม่เห็นจุดอ่อนนี้ – ผมถามเขา

“เราว่ารัฐต้องมองเมืองกับคนเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาก่อน แต่เขาไม่เคยมองแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกายภาพหรือศักยภาพผู้คน เพราะถ้าเขาเห็นศักยภาพพื้นที่จริงเขาจะต้องต่อยอด ไม่ใช่ขายของเก่ากินเรื่อย ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาเสพของเดิม ๆ ส่วนคนก็ถูกมองเป็นอุปสรรคที่ต้องควบคุมให้คิดคล้อยตาม แทนที่จะมองศักยภาพแล้วใช้มันผลักเมืองให้เดินไปข้างหน้า เช่นเดียวกับตึกที่ก็ไปได้ไกลสุดแค่ควบคุมสี หรือคุมทรงหลังคา” 

สำหรับย่านท่าแพนั้นยังไม่หมดหวัง เพราะภายหลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้การเก็งกำไรที่ดินในย่านนี้ชะลอความรุนแรงลงไปมาก รวมถึงพิสูจน์ได้ว่าใครคือตัวจริง โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ฝ่ามรสุมทางเศรษฐกิจและตี๋สนใจเป็นพิเศษ คือ ‘เวิ้งเหล็กแดง’ คอมมูนิตี้สร้างสรรค์ ซึ่งพัฒนาใกล้เคียงกับแนวคิด Adaptive Reuse มากสุด 

แม้ไม่มีทุนจากหน่วยงานใดให้พึ่งพา ทว่าสำเร็จได้เพียงอาศัยทุนที่เข้าใจ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทุนที่เข้าใจ

ย้อนกลับไปราว 80 ปี ในยุคที่ย่านท่าแพยังเป็นถนนดิน รถวิ่งสวนสองทาง และสามล้อถีบคือบริการยอดฮิตของผู้จับจ่ายสินค้าตลาดวโรรส บริเวณเวิ้งเหล็กแดงตรงนี้มีแค่อาคารสองชั้นก่ออิฐสีเข้ม เปิดเป็นสถานพักแรมสำหรับพ่อค้าแม่ขายต่างจังหวัด ก่อนจะดัดแปลงเป็นโรงงานผลิตขนมปังกะโหลก แต่แล้วโรงงานก็เกิดเหตุเพลิงไหม้จนทำให้ต้องยุติกิจการ อาคารหลังดังกล่าวจึงกลายเป็นโกดังเก็บสินค้าของ ‘เจริญการค้า’ ร้านจำหน่ายหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียน หนึ่งในผู้เช่าพื้นที่ตึกแถว 5 ห้องด้านหน้า ซึ่งสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาโดยคุณตาของ ลุงภูมิ-ภูมิสรรค์ ศิลปิศรโกศล ทายาทผู้ดูแลเวิ้งเหล็กแดงคนปัจจุบัน

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

“ตอนที่ตึกแถวริมถนนยังมีผู้เช่าเต็มทุกห้อง การเข้ามาในเวิ้งต้องเดินผ่านช่องแคบ ๆ ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวสามชัย สมัยนั้นดังมาก พอเศรษฐกิจซบเซาคนเช่าก็ทยอยออก พื้นที่เลยถูกปล่อยร้างไว้พักใหญ่ กระทั่งมีคนมาติดต่อขอทำธุรกิจโรงแรม เขาเลยทุบห้องตรงกลางเปิดเป็นช่องทางเข้า แต่ยังไม่ทันเรียบร้อยดี โครงการก็พับไปเพราะพิษเศรษฐกิจปี 40 เหลือแค่โครงเหล็กสีแดง ซึ่งตามแผนจะเป็นตัวโครงสร้างอาคารหลัก” ลุงภูมิเฉลยเรื่องราวของโครงเหล็กแดง สัญลักษณ์เด่นที่กลายเป็นชื่อเรียกของคอมมูนิตี้สุดฮิปแห่งนี้ ภายหลังจากที่แบรนด์ Dibdee Binder เข้ามาบุกเบิกขอเช่าห้องทำสตูดิโอ ก่อนชักชวนเพื่อนฝูงมาอยู่ด้วยกัน จนปัจจุบันครึกครื้นด้วยบรรดานักออกแบบ ศิลปิน และสารพัดธุรกิจสร้างสรรค์ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ลุงภูมิเล่าให้ฟังต่อว่า เขาใช้วิธีให้ผู้เช่าช่วยกันบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง หรือแม้แต่การเลือกผู้เช่ารายใหม่ 

“ผมให้เด็ก ๆ บริหารกันเอง เพราะรู้สึกว่าไอเดียของผู้ใหญ่อย่างผมกับของเด็กรุ่นใหม่มันคนละเรื่องกัน ในเมื่อตรงนั้นเป็นพื้นที่ของพวกเขา เขาก็ควรจะมีอิสระในการออกแบบ ส่วนถ้าใครสนใจอยากเข้ามาเช่า ผมก็ให้สิทธิพวกเขาปรึกษาพูดคุยกันเองก่อน หากทุกคนพร้อมใจว่าคนนี้มาอยู่ได้ ผมก็โอเค เพราะอยากให้อยู่แบบสบาย ๆ ทำงาน ทำธุรกิจ และเป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน” 

ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังไม่เคยปรับขึ้นค่าเช่า “ถ้าปรับเด็กก็ลำบาก ไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องการเงินนะ แต่เราต้องการแค่พออยู่ได้ทั้งเขาและเรา” เจ้าของเวิ้งอธิบายอย่างใจดี พลางเสริมว่าเขามีเป้าหมายเพียงอยากเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้โชว์ฝีมือ

เหนืออื่นใด เขาเชื่อว่าไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์เหล่านี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพลิกฟื้นย่านท่าแพให้กลับมาคึกคัก เป็นย่านเศรษกิจสำคัญของเมืองเชียงใหม่อีกครั้งในอนาคต

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคตย่านท่าแพที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load