12 กรกฎาคม 2560
7.65 K

นี่คือคอลัมน์ของ The Cloud ที่ผมเสนอตัวขอรับภาระทำเองด้วยความเต็มใจ

ด้วยเหตุผลและรสนิยมส่วนตัวบางอย่าง ผมชอบและหลงรักเขตย่านเมืองเก่ามากกว่าย่านเมืองใหม่ ความชอบนี้ขยายอาณาเขตไปจนถึงตัวตึกและอาคารเก่าๆ อาจจะด้วยความที่ตึกเก่าเหล่านี้เป็นเหมือนหมุดหมายที่จดเหตุการณ์สำคัญในอดีตไว้ผ่านการตกแต่ง หรือห้องต่างๆ ด้านใน บางตึกยังพอเห็นเค้าโครงความนิยมเมื่อครั้งอดีต คราบสีแห้งร่อนเป็นแผ่นๆ จากการผ่านวันเวลา ความเปิ่นๆ โก๊ะๆ ของสถาปัตยกรรมจากยุคเก่าอย่างเสาโรมัน หน้าต่างวงกลม โค้งประตูที่ช่างไม่เข้ายุคสมัยกับยุคปัจจุบันเลย เวลาที่มีคนคิดจะบูรณะ หรือซ่อมแซมตึกเก่าให้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งนั้น จึงทำให้ผมมักจะตื่นเต้น และคอยเอาใจช่วยอยู่เสมอ

ผมเข้าใจดีและไมไ่ด้ยึดติดว่าตึกเก่าเหล่านั้นต้องมีหน้าตาเก่าแก่สีลอกสีซีดแบบเดิมอยู่ตลอดไป

แต่ถ้าตึกเก่าเหล่านั้นจะได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง ผมก็อยากให้มั่นใจว่ามันจะเป็นตึกใหม่ที่น่าภาคภูมิ-ทั้งในแง่ของหน้าตาและการใช้งาน พื้นที่นี้จึงเป็นพื้นที่เพื่อจะได้ใช้บอกเล่าความคิด การทำงาน เบื้องหลัง และการลงมือบูรณะปรับปรุงอาคารเก่าสักหลังเพื่อที่มันจะได้ทำหน้าที่บอกเล่าอดีตและหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ได้ต่อไป

Bangkok Publishing Residence

บ้านผมอยู่แถวฝั่งธน

ทุกเย็นผมต้องนั่งรถผ่านถนนหลานหลวงเพื่อข้ามสะพานปิ่นเกล้ากลับบ้าน

และก็เป็นทุกเย็นอีกเหมือนกันที่ผมได้เห็นตึกสีดำตรงปลายถนนหลานหลวง ที่จำได้แม่นยำก็เพราะชั้นล่างสุดของตึกสีเข้มหลังนั้นไร้ประตูและหน้าต่าง

วันหนึ่งก่อนที่ผมกำลังจะลงเรือแสนแสบที่ท่าเรือผ่านฟ้าฯ ผมก็นึกอยากรู้ขึ้นมาว่าตึกสีเข้มนั้นคืออะไร จนยอมเดินย้อนกลับมาเพื่อดูด้านหน้าตึก ป้ายแผ่นเล็กที่ติดอยู่หน้าตึกบอกเราว่า Bangkok Publishing Residence ตึกสีดำไร้หน้าต่างแห่งนี้คือโรงแรม

ผมจำชื่อโรงแรมกลับมาค้นหาช้อมูลเพิ่มเติม ก่อนจะเจออดีตอันรุ่งเรืองของโรงแรมแห่งนี้ ที่เคยเป็นโรงพิมพ์ของนิตยสาร บางกอก มาก่อน ภาพบรรยากาศภายในโรงแรมหลายๆ รูปบอกผมว่าการรีโนเวตครั้งนี้น่าสนใจและน่าบอกเล่าให้ผู้อื่นฟัง

หลังการนัดหมายในเวลาไม่นาน ผมก็ได้มีโอกาสเดินผ่านประตูเข้าไปในโรงแรมแห่งนี้สักที ตรงหน้าผมคือ คุณอุ้ม-ปณิดา ทศไนยธาดา เจ้าของและผู้ลงมือปรับโฉมโรงแรมแห่งนี้ด้วยตัวเอง

Bangkok Publishing Residence

จากตึกแถวสู่โรงพิมพ์

โรงพิมพ์แห่งนี้มีจุดเริ่มต้นจากคุณตาของคุณอุ้มซึ่งเป็นคนชอบอ่านหนังสือ จึงเริ่มขายหนังสือกับเพื่อน ขายไปสักพักก็รู้จักนักเขียนเยอะขึ้น จนตัดสินใจเริ่มทำโรงพิมพ์เอง เป็นจุดเริ่มของนิตยสาร บางกอก ซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จ เลยซื้อห้องแถวที่อยู่ติดกันเพื่อขยายกิจการโรงพิมพ์ ขยายยาวจนครบทั้ง 6 คูหาก็ยังไม่พอ จึงย้ายโรงพิมพ์ไปอยู่ที่ถนนศรีอยุธยาแทน ที่นี่กลายมาเป็นสำนักงานของบริษัทอื่นในครอบครัวของคุณอุ้มอยู่สักพัก ก่อนจะถูกทิ้งร้างไว้อีกหลายปี

นิตยสาร บางกอก เป็นนิตยสารนิยายรายปักษ์ มีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นผู้ชาย ภาพปกจึงมักจะเป็นผู้ชายกล้ามโตกับหญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อย โด่งดังมากจนมีการนำนิยายบู๊ที่ลงในนิตยสาร มาสร้างเป็นหนังและประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ช่วงนึงในวงการภาพยนต์ถึงกับได้สูตรสำเร็จในการทำหนังฮิตของยุคนั้นว่า

เป็นนิยายบู๊ที่ลงพิมพ์ในนิตยสาร บางกอก ก่อนมาทำเป็นละครวิทยุคณะแก้วฟ้า แล้วเป็นหนังที่นำแสดงโดยมิตร-เพชรา และลงโฆษณาเต็มหน้าในหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ

แน่นอนว่าหนังอย่าง อินทรีแดง ก็เป็นนิยายพิมพ์เป็นตอนๆ ของนิตยสาร บางกอก เช่นเดียวกัน

ด้านล่างนี่คือป้ายห้องน้ำชายและหญิง

Bangkok Publishing Residence

Bangkok Publishing Residence

Bangkok Publishing Residence

ช่วงนั้นคุณอุ้มซึ่งเริ่มจะว่าง เพราะทำโปรเจกต์อื่นๆ เสร็จหมดแล้ว เจอคุณยายมายื่นกุญแจให้ แล้วบอกว่า เข้าไปดูที่ตึกแล้วทำอะไรกับมันหน่อย

“ทำเลน่าจะทำเป็นโรงแรมได้ แกก็คิดว่าทำโฮสเทลง่ายๆ ก็พอ ดีกว่าปิดตึกไว้เฉยๆ พออุ้มเข้ามาดู ก็เห็นว่ามันมีศักยภาพมากกว่านั้น คือถ้าทำโฮสเทล เราต้องแข่งกับทุกคนในย่านนี้เลย แล้วอุ้มเป็นคนขี้เกียจแข่งกับคนอื่นไง (หัวเราะ) ถ้าจะทำแบบนั้นก็แค่วางคอนเซปต์แล้วก็ไปจ้างบริษัท Developer ให้เข้ามาทำก็จบ

ถ้าทำแบบนั้นแล้วเราจะทำไปทำไม อุ้มเริ่มต้นรีโนเวตโดยคิดจาก 2 เรื่อง หนึ่ง เราอยากทำพิพิธภัณฑ์อยู่แล้ว แถวนี้มีพิพิธภัณฑ์เยอะมาก ถ้าที่นี่จะเป็นด้วยก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แค่ไม่ค่อยทำเงินเท่านั้นเอง (หัวเราะ)

สอง แถวนี้โฮสเทลเยอะก็จริง แต่โรงแรมดีๆ มีน้อยมาก อุ้มก็เลยเลือกทางออกง่ายๆ ที่ไม่ต้องไปแข่งกับใคร คือทำพิพิธภัณฑ์ผสมโรงแรมดีๆ ที่ไม่มีในละแวกนี้ คอนเซปต์ก็ง่ายๆ ที่นี่เคยเป็นอะไร ก็ดึงให้มันกลับมาเป็นแบบนั้น มันเป็นแรงผลักให้เรายิ่งอยากทำด้วย เพราะยุคของโรงพิมพ์นิตยสาร บางกอก เป็นยุคที่ถนนสายนี้เฟื่องฟูสุด เป็นแหล่งแฮงเอาต์ของนักเขียน พิพิธภัณฑ์สำหรับอุ้มคือต้องเก็บสิ่งเดิมไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคที่มันเป็นตอนนั้น”

Bangkok Publishing Residence

จากโรงพิมพ์สู่โรงแรม

คุณอุ้มไม่ได้จบสถาปัตย์หรือมัณฑนศิลป์มาโดยตรง เลยต้องหาคนมาช่วยดูแลโครงการนี้ร่วมกัน ประกอบด้วย ทีมสถาปนิกคือ คุณศรันย์ สุนทรสุข คุณพงศกร กิจขจรพงษ์ คุณบัญญัติ ลิ้มตระกูล และคิวเรเตอร์ คุณเกี้ยว-ประคำกรอง พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งเคยทำงานด้วยกันมาหลายงาน เข้าใจเรื่องรสนิยมกันอย่างดี ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นมาก

โรงพิมพ์แห่งนี้ถูกปรับปรุงมาหลายครั้ง จากตึกแถวมาเป็นโรงพิมพ์ และจากโรงพิมพ์มาเป็นสำนักงาน แต่ละช่วงมีการปรับปรุงดัดแปลงตึึกอยู่ตลอด ทำให้ตึกนี้มีหน้าตาเปลี่ยนไปจากยุคแรกเริ่มเยอะมาก คุณอุ้มได้ตึกมาโดยไม่มีแบบแปลนหรือผังอะไรทั้งนั้น เลยใช้วิธีการไปเดินดูตึกแถวในย่านราชดำเนินที่สร้างในยุคใกล้ๆ กันเพื่อดูว่าตึกแถวในยุคนั้นมีหน้าตาแบบไหน เหมือนเป็นการย้อนกลับไปหาหน้าตาเดิมๆ ของมัน พอเจอรูปแบบหน้าต่างที่ใช้กันในยุคนั้นก็เลยสั่งทำหน้าต่างใหม่ขึ้นมาใช้ติดที่ตึก

ด้วยความที่เจอปัญหาเรื่องเสียงรบกวนและการสั่นสะเทือน เพราะด้านหน้าของโรงแรมอยู่ตรงป้ายรถเมล์พอดิบพอดี คุณอุ้มจึงตัดสินใจปรับให้ชั้นล่างสุดของโรงแรมเป็นผนังทึบไร้หน้าต่างตลอดทั้งแนวโรงแรม เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวของแขกที่มาพัก ที่นี่จึงไม่เปิดให้ผู้ที่เดินผ่านไปมาเข้ามาชมโดยไมไ่ด้นัดหมายมาล่วงหน้า แม้กระทั่งลุงยามยังได้คำสั่งว่าให้ยืนขวางประตูไว้แทนที่จะเป็นยืนข้างประตู เพราะไม่ได้ต้องการให้คนภายนอกที่เดินผ่านไปมาเข้ามาพลุกพล่านด้านในจริงๆ

Bangkok Publishing Residence

Bangkok Publishing Residence

ตรวจภายใน

คุณอุ้มเล่าถึงสภาพภายในตึกว่าคือสภาพวิบัติ

ตอนสั่งแท่นพิมพ์เข้ามาใช้งานในโรงพิมพ์ในยุคนั้น เจอปัญหาแท่นพิมพ์ใหญ่กว่าอาคาร คุณตาคุณยายของคุณอุ้มไม่ได้คิดอะไรมาก จึงแก้ปัญหาง่ายๆ ด้วยการทุบเสาทิ้งเพื่อให้แท่นพิมพ์เข้ามาตั้งข้างในได้ โดยไม่ได้ทำเสาใหม่มาวางค้ำอาคารด้วย (คุณอุ้มทึ่งมากที่ตึกยังคงตั้งอยู่ได้โดยไม่ถล่มไปซะก่อน) ถ้าเดินขึ้นไปชั้นบนก็จะเจอพื้นไม้อัด ซึ่งพื้นไม้มันเก่าจนผุทะลุลงไปจนไม่เหลือแม้แต่พื้นจะเดิน คุณอุ้มเล่าว่าคุยกับสถาปนิกได้แม้อยู่คนละชั้นผ่านช่องพื้นที่ทะลุเป็นรู

ก่อนที่จะเริ่มลงมือปรับปรุง คุณอุ้มเลยจ้างบริษัทที่ปรึกษาด้านโครงสร้างเข้ามาสำรวจทุกอย่าง ดูความแข็งแรงของปูน ของเหล็ก ของเสา ที่มีทั้งหมด มีการยิงเลเซอร์วัดระดับการทรุดตัวของอาคาร มีการขุดและเจาะดูระยะความลึกของเสาเข็มที่ตอกไว้ ปัญหาใหม่ที่เจอก็คือ เสาเข็มเดิมอยู่ตรงตาน้ำ ขุดลงไปก็เจอน้ำผุดขึ้นมาอยู่ตลอด จนต้องไปเอาปั๊มมาสูบน้ำออกไปให้หมดก่อนเริ่มทำงานต่อ ตัวลิฟต์ในโรงแรมก็ถูกบังคับให้ต้องอยู่ในจุดที่อยู่ในปัจจุบัน เพราะเป็นจุดเดียวที่เจาะเสาเข็มลงไปแล้วไม่เจอตาน้ำ ทำให้ต้องแก้แบบกันอีกหลายรอบจากปัญหาหน้างาน

เสาทุกต้นของตึกแถวทั้งหกห้องนี้ก็ไม่มีต้นไหนขนานกันเลย ตอนที่สถาปนิกมาทำแบบก็ต้องมาวัดหน้างานกันจริงๆ ทุกชั้น ทุกจุดทุกรายละเอียดเพื่อให้สามารถออกแบบโครงสร้างตึกที่ปลอดภัยได้จริงๆ

แม้แต่เสาเดิมๆ ของตัวอาคารก็เสื่อมสภาพเสียจนปูนด้านนอกของตัวเสาหลุดออกมาเป็นแผ่นๆ ไม่เกาะตัวเหล็กเส้นด้านในเสาอีกต่อไป คุณอุ้มแก้ปัญหาด้วยการฉาบปูนปิดเสาไปเหมือนเดิม แล้วใช้คานเหล็กไปเสริมค้ำรับแรงตัวเสาไว้ทั้งหมดเพื่อให้เสายังรับน้ำหนักตัวอาคารอยู่ได้ โดยออกแบบให้ดูเหมือนเป็นการตกแต่งแบบโรงงานในยุคนั้นแทน

Bangkok Publishing Residence

จัดระบบให้เป็นระเบียบ

ตึกแถวในสมัยนั้นไม่มีระบบบำบัดหรืออะไรทั้งนั้น ท่อน้ำทิ้งจากอาคารถูกต่อท่อให้เททิ้งไปที่ข้างหลังบ้านทั้งหมด คุณอุ้มจึงต้องทำระบบถังบำบัดน้ำเสียและถังดักไขมันใหม่หมด เช่นเดียวกับการเดินไฟฟ้า เดินท่อน้ำดีและท่อน้ำทิ้ง

Bangkok Publishing Residence Bangkok Publishing Residence

มันก็แค่อากาศ

ปัญหาใหญ่ที่สุดของตึกแถวคือเรื่องแสงสว่างและการระบายอากาศ เพราะตึกแถวทั่วไปมีช่องให้แสงและอากาศเข้าเพียงแค่หน้าบ้านกับหลังบ้าน โรงพิมพ์แห่งนี้ก็เช่นเดียวกัน คุณอุ้มเลยอยากให้ผนังด้านหลังเปิดโล่งออกไปเลย แต่ด้านหลังโรงแรมเป็นอู่ซ่อมรถที่มีคนเดินไปมาอยู่เยอะก็เลยตกไปด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ก่อนจะได้ข้อสรุปออกมาเป็นการติดตั้งหน้าต่างเข้าไปจนทั้งผนังด้านหลังของโรงแรมทั้งหมดตั้งแต่ชั้นสองจนถึงชั้นสี่ แล้วทุบพื้นของชั้นสองถึงสี่ออกไปด้วยเลย เพื่อให้เป็นช่องแสงและช่องอากาศแก่ทุกๆ ชั้น แต่ก็เกิดปัญหาใหม่มาแทน เพราะหน้าต่างที่สูงขนาดนั้นไม่สามารถเปิด-ปิดได้ ทีมสถาปนิกก็เลยต้องออกแบบกลไกพิเศษให้ผู้ดูแลสามารถเปิด-ปิดหน้าต่างเหล้านี้ได้ด้วยตัวคนเดียว (นึกภาพคล้ายๆ ก้านหมุนของหน้าต่างบานเกล็ด แต่อันนี้ใหญ่โตกว่ามาก)

ไม่ใช่แค่นั้น พอพื้นและผนังด้านหลังหายไป ก็ยังมีอีกปัญหาคือ ตึกบิดตัว ต้องให้วิศวกรมาออกแบบคานเพื่อยึดผนังหน้าต่างด้านหลังเข้ากับตัวอาคารเดิมอีกที คุณอุ้มบอกว่า ถ้าด้วยความสวยงามก็ไม่อยากให้มีคานตัวนี้อยู่ แต่ว่าเรื่องความปลอดภัยนั้นสำคัญกว่า

Bangkok Publishing Residence

Bangkok Publishing Residence : จากโรงพิมพ์สู่โรงแรม

Bangkok Publishing Residence

เรื่องพื้นๆ ที่ไม่เคยพื้น

ด้วยความที่ชั้นสองชั้นสามเป็นพื้นไม้อัดแบบที่ไม่เก็บเสียงและไม่เก็บฝุ่นใดๆ ทั้งสิ้น แต่ยังอยากเก็บพื้นไม้ไว้ ก็เลยแก้ปัญหาด้วยการใช้ยางรองเครื่องจักรอุตสาหกรรมตามโรงงานมาปูรองพื้นด้านในก่อน แล้วค่อยปูไม้กระดานทับ ช่วยให้พื้นไม้เก็บเสียงและเก็บฝุ่นได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ยางที่ว่าร้านวัสดุก่อสร้างที่ไหนๆ ก็ไม่มีขาย คุณอุ้มต้องไปถามเพื่อนที่มีโรงงานอุตสาหกรรมว่าสั่งจากไหนแล้วขอฝากสั่งเพิ่มให้ด้วย

“พอทำออกมาแล้วมันเวิร์กจริงๆ ผู้รับเหมาทุกคนก็อึ้ง เพราะไม่มีใครเคยคิดและทำสิ่งนี้มาก่อนเลย พี่สรัญ (สถาปนิก) แกเจ๋งมาก ความดีความพิเศษทุกอย่างของโรงแรมนี้มันซ่อนอยู่หลังฝ้า หลังกำแพง ทั้งหมดเลย และไม่มีใครเห็นสิ่งเหล่านี้ รูปลักษณ์ภายนอกอย่างการตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ ก็แค่โรยผักชี ยกอะไรมาวางให้มันสวยก็ได้ แค่เดินเข้าโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์สักแห่งแล้วก็เลือกเฟอร์นิเจอร์มาสักชุดให้ถูกยุคก็สวยแล้ว แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือสิ่งที่อยู่หลังกำแพง ใต้พื้น ใต้ฝ้า อะไรเหล่านี้ทั้งหมดต่างหาก

Bangkok Publishing Residence Bangkok Publishing Residence

Bangkok Publishing Residence

ตกแต่งภายใน

ด้วยความที่เป็นโรงพิมพ์โรงงานมาก่อน คุณอุ้มและทางทีมสถาปนิกเลยกำหนดให้วัสดุที่นำมาใช้ในงานสถาปัตยกรรมหลักๆ ก็เป็นเหล็ก ผสมด้วยปูน ซึ่งตอบโจทย์ความเป็นโรงงาน แต่ยังขาดความเป็นที่พักอาศัยไปจึงเติมไม้เข้ามาเพื่อช่วยให้บรรยากศดูผ่อนคลายมากขึ้น ในส่วนของห้องพักก็ใช้ผ้าม่านมาทำให้ดูเป็นบ้านมากขึ้น แต่สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคงเป็นเรื่องของกระเบื้องยาง มันเป็นแบบเดิมที่โรงพิมพ์เคยใช้ แต่ตอนนี้ไม่มีขายแล้ว ต้องไปตามหาโรงงานเดิมที่ผลิตในยุคนั้นแล้วสั่งให้ผลิตขึ้นมาใหม่ เพื่อเอามาใช้งานในโรงแรมนี้อีกครั้ง

ในส่วนของเฟอร์นิเจอร์ ถึงคุณอุ้มเกิดไม่ทันได้เห็นโรงพิมพ์แห่งนี้ในยุคเฟื่องฟู แต่ก็ได้ทันเห็นชุดเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่เคยอยู่ที่นี่แล้วถูกย้ายไปที่โรงพิมพ์ตรงศรีอยุธยา พอเริ่มทำโปรเจกต์นี้ก็เลยต้องดึงกลับมา โดยของที่ยกกลับมาต้องเป็นของโรงพิมพ์จริงๆ

“พวกแท่นพิมพ์ทั้งหมดที่เห็นเป็นของตกแต่งในโรงแรมก็เคยอยู่ที่นี่จริงๆ ก่อนจะถูกยกไปที่นู่น พอเขาจะปิดโรงพิมพ์ที่นู่นอุ้มก็ไปรื้อแล้วดึงกลับมาหมดเลย มันเป็นโจทย์ในการตกแต่งเลยแหละ คือพอได้ของที่เคยอยู่ที่นี่มาแล้วก็ยกมาตั้งวางไว้ก่อนเลย เฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ที่เหลือรอบตัวก็ต้องตามเขา ถ้าของเดิมที่ดึงกลับมาตอบการใช้งานได้หมดจบในตัวก็คือจบ ถ้าไม่ได้ก็ค่อยไปหาของอย่างอื่นมาวางเสริม แล้วค่อยวางของตกแต่งด้วยของจากโรงพิมพ์อีกทีหนึ่ง”

ในส่วนของห้องพักทั้งแปดห้องนั้นคุณอุ้มก็เลือกที่จะตกแต่งในสไตล์ที่แตกต่างกันทั้งหมด ส่วนหนึ่งนั้นมาจากเฟอร์นิเจอร์ที่คุณอุ้มได้มา

“เพื่อความประหยัด อุ้มก็ไปหยิบของจากบ้านพ่อบ้านแม่บ้านยายมา โชคดีเป็นจังหวะที่เขารีโนเวตบ้านใหม่พอดี อุ้มก็ไปรื้อไปค้นเอาชิ้นที่มันถูกยุคสมัยมา พอได้มาก็เอามาวางกองรวมกันที่ชั้นล่าง ตัวอุ้มยืนมองอยู่ชั้นบน แล้วค่อยๆ แยกเป็นกองๆ ตามสไตล์ของเฟอร์นิเจอร์ อารมณ์จีนๆ ไปด้านนั้น อารมณ์ฝรั่งไปด้านนู้น แล้วอุ้มก็ไปดูสีห้อง ดูลักษณะผนังที่สถาปนิกทำไว้ให้มันอยู่ที่อารมณ์ไหน แล้วก็ไปเอาเฟอร์นิเจอร์ที่สไตล์ไปในทางเดียวกันมาลงไว้ สิ่งเดียวที่ซื้อใหม่หมดเลยทุกห้องคือเตียง เดี๋ยวแขกจะกลัว (หัวเราะ)”

คุณอุ้มอยากให้ที่นี่เป็นโรงแรมกึ่งพิพิธภัณฑ์ ของที่วางอยู่ทั้งหมดในโรงแรมก็เลยสัมผัสได้ ตู้ก็ไม่ล็อก

หนังสือในคลังข้อมูลคุณอุ้มก็ยินดีที่จะให้แขกหยิบมาอ่านได้ โดยขอแค่ให้ใส่ถุงมือยางเพื่อป้องกันหนังสือเสียหาย แต่หนังสือที่พิมพ์หลังปี 2500 แขกสามารถจับได้ด้วยมือเปล่า

Bangkok Publishing Residence

Bangkok Publishing Residence

Bangkok Publishing Residence

Bangkok Publishing Residence

จากใจคนเคยทำมาก่อน

“ให้คาดหวังในสิ่งที่ไม่คาดหวัง คืออย่าคิดว่าจะไม่เจอปัญหา อย่าคิดว่ามันต้องโอเค อย่าคิดว่าเสามันต้องมี ท่อ มันต้องโอเค ไม่งั้นเขาอยู่กันมาได้ไง 50 – 60 ปี อย่าคิดแบบนั้น คือเขาอยู่ได้เพราะมันคือเมื่อ 50 ปีที่แล้ว แต่ตอนนี้เราไม่ได้อยู่กันแบบนั้นอีกแล้ว การรีโนเวต ตึกก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบไปตามบริบทและวิถีชีวิตของคนที่จะเข้ามาใช้จริง คือให้มันอารมณ์เดิมได้ แต่ถ้าฟังก์ชันมันไม่ได้ก็ทำให้มันได้เถอะ ไม่งั้นมันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย”

Bangkok Publishing Residence

สิ่งที่ได้รับจากการยอมเหนื่อยทำโปรเจกต์รีโนเวตแห่งนี้

“อุ้มได้บทเรียนโคตรเยอะเลยค่ะ อุ้มไม่ได้จบสถาปัตย์ ไม่ได้จบวิศวกรรม ไม่ได้จบอินทีเรียอะไรมาด้วยซ้ำ การที่มาทำเราได้เรียนรู้ทั้งหมดเลย ตอนนี้อุ้มอ่านแบบก่อสร้างได้ด้วย ได้บทเรียนชีวิตโดยไม่ต้องไปเข้ามหาวิทยาลัยใดๆ เป็นการเรียนจากการทำจริง แล้วก็ได้บทเรียนกับคน คือเราต้องประสานงานตั้งแต่คนรับเหมาก่อสร้างไปจนถึงลูกค้าที่เข้าพักที่เป็นราชนิกุลจากที่นั่นที่นี่ คือเราได้เรียนรู้เยอะมากๆ

อีกอย่างคือ ทั้งหมดที่เรามีกินมีใช้อยู่ทุกวันนี้ก็เริ่มต้นจากโรงพิมพ์ที่นี่ บ้านอุ้มไม่ได้ร่ำรวยอะไรมาก่อน ได้มาเพราะนิตยสาร บางกอก นี่แหละ วันนี้โรงพิมพ์ปิดไปแล้ว บางกอก ปิดไปแล้ว ทุกคนลืมหมดแล้ว เราเลยอยากเอามันมาเก็บไว้ให้โลกยุคนี้ได้เห็นว่า นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของพวกเรา เรามาจากตรงนี้นะ นี่คือแรงผลักให้อุ้มทำได้”

ผมมั่นใจว่าใครก็แล้วแต่ถ้าได้มีโอกาสเข้ามาด้านในโรงแรมแห่งนี้ ก็คงจะรู้สึกและสัมผัสถึงสิ่งที่คุณอุ้มคิดและทุ่มเททำลงไปทั้งหมดได้

ก็เหมือนกับการอ่านหนังสือ เราอ่านมันด้วยตา

แต่รับรู้ถึงสารนั้นๆ ด้วยใจ

Bangkok Publishing Residence Bangkok Publishing Residence

Bangkok Publishing Residence

ระยะเวลาการรีโนเวต: 6 ปี

สถาปนิก: คุณศรันย์ สุนทรสุข, คุณพงศกร กิจขจรพงษ์, คุณบัญญัติ ลิ้มตระกูล

31-33-35-37-37/1 ถนนหลานหลวง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพ

โรงแรมนี้มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีมากและเพื่อความเป็นส่วนตัวของแขกที่มาพักอาศัย จึงไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าไปด้านใน ถ้าไม่ได้นัดหมายมาก่อนล่วงหน้า แนะนำให้ติดต่อเพื่อสอบถามและนัดวันเข้าชมได้ที่ 0-2282-0288

www.bpresidence.com

FB | bangkokpublishingresidence

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

Haus (n.) อ่านว่า เฮาส์ 

เห็นผ่านตาครั้งแรกอาจจะงงนิดๆ จากการเรียงตัวอักษรเรียบง่ายที่ไม่คุ้นตานัก เพราะ Haus แปลว่า ‘บ้าน’ ในภาษาเยอรมัน

ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่กับคำว่า ‘บ้าน’ ในภาษาไทย ที่เกิดจากเรียงของตัวอักษรธรรมดา 4 ตัวเช่นเดียวกัน 

แต่ไม่ว่าคำว่าบ้านจะถูกเขียนในภาษาไหน เรียบง่ายเพียงใด ความเป็นบ้านมักกินความหมายลึกซึ้งมากกว่าการเป็นอาคารหลังหนึ่งเสมอ เพราะความเป็นบ้านไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากวัสดุก่อสร้าง ทว่าเกิดจากเรื่องราวเบื้องหลัง วันเวลา และผู้คนที่ประกอบสร้างขึ้นมาร่วมกัน

อาคารหลังหนึ่งจึงมีชีวิต และกลายเป็น ‘บ้าน’ ในที่สุด บ้านทุกหลังจึงเป็นบ้านที่มีเพียงหลังเดียวในโลก

และในครั้งนี้ก็เป็นโอกาสดีที่เพื่อนเปิดบ้านที่เพิ่งรีโนเวตเสร็จใหม่ ให้เราได้ขยับเท้าก้าวเดินไปพร้อมกับคุณผู้อ่าน เข้าไปสำรวจบ้านใหม่ในบ้านเก่า ลานสเก็ตใหม่ในตึกเก่า ‘Jump Master Skate Haus

ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง

(First) Jump 

“เมื่อก่อนคุณตาผมเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมก่อตั้งบริษัทนันยาง บริษัทอยู่แถวย่านตลาดน้อยนี่แหละ ซึ่งคุณตาผมผูกพันกับย่านนี้ อยากได้มาทำธุรกิจ เลยพยายามติดต่อกับเจ้าของเพื่อเข้าซื้อ แล้วออกมาทำแบรนด์ของตัวเองชื่อ Jump Master ขายรองเท้าประเภทไลฟ์สไตล์ รองเท้ากีฬาที่มันทันสมัย ดูวัยรุ่นมากขึ้น”

แชมป์-สุกฤษฐิ์ ศรหิรัญ หนึ่งใน Co-founder และทายาทเจ้าของอาคารชัยพัฒนสิน เล่าถึง ‘ก้าวแรก’ ของคุณตา เสริมชัย ศรีสมวงศ์ ผู้ริเริ่มกิจการรองเท้าของครอบครัวในตึกเก่าสีส้มอมน้ำตาล บริเวณหัวมุมถนนเจริญกรุง ทอดตัวขนานไปกับคลองผดุงกรุงเกษมแห่งนี้ 

“เราเห็นภาพคุณตาสร้างแบรนด์มาตั้งแต่เด็กๆ เลยรู้สึกผูกพันกับแบรนด์และที่แห่งนี้ จนถึงวันหนึ่งที่คุณตาเสียชีวิต แบรนด์ Jump Master ก็หยุดนิ่งไปเลยยี่สิบถึงสามสิบปีได้ อาคารนี้ก็ด้วย

“เรารู้สึกว่าคุณตาอุตส่าห์สร้างขึ้นมา จะทำยังไงให้แบรนด์นี้กลับขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้อยากสานต่อแบรนด์รวมถึงอาคารนี้ด้วย ซึ่งถ้านับตามอายุถนนจริงๆ ก็น่าจะประมาณหนึ่งร้อยสิบเอ็ดปี” แชมป์เล่าพร้อมพาเราเดินดูอาคารที่ผ่านการชุบชีวิตแล้ว

ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง

(The) Master

“คุณตาเป็นผู้นำแฟชั่น”

ปิ๊ง-ฐิติภา ศรหิรัญ Co-founder ควบตำแหน่งน้องสาวของแชมป์ เปรยขึ้นมาระหว่างเดินผ่านชานพักบันได ที่เต็มไปด้วยกล่องรองเท้าสลับสีเรียงกันเป็นแบกกราวนด์ และตัวอักษรคำว่า JUMP บนผนัง

“เป็นกล่องที่ Jump Master ใช้ขายในสมัยก่อนจริงๆ พวกกราฟิกบนกล่องมันตรงกับเทรนด์ที่สมัยนี้เอากลับมาใช้”

เมื่อสังเกตดูดีๆ เราพบว่านอกจากดีเทลของกล่องรองเท้าที่ทันสมัยข้ามยุคแล้ว ตัวดีไซน์รองเท้าที่อยู่บนโปสเตอร์ ซึ่งจัดวางโชว์ไว้ข้างๆ ก็ทันสมัยไม่แพ้กัน ดู Timeless ขนาดที่ว่าหยิบไปวางบนชั้นร่วมกับรองเท้าแบรนด์อื่นในสมัยนี้ได้อย่างไม่น้อยหน้าใคร

และเมื่อเล็งเห็นถึงความน่าสนใจที่มาก่อนกาลของดีเทลเหล่านี้ เราจึงขอชวนทั้งคู่พูดคุยถึงเบื้องหลังการออกแบบของ Jump Master กันอีกสักนิด

“ผมคิดว่าน่าจะมีผู้ช่วยออกแบบนะ แต่คุณตาเป็นคนเคาะเอง” พี่ชายว่า

“คุณยายก็ด้วย เป็นคนที่มีรสนิยมฝรั่งมาก เพราะแกเป็นคนชอบเสพ ชอบดูบ้าน” น้องสาวเสริม “แกเป็นคนชอบเที่ยว หนึ่งปีเที่ยวมากกว่าสี่ครั้ง ถ้านับจริงๆ ผมว่าแกเที่ยวรอบโลกแล้ว เลยเทสต์ดีเพราะไปเจอมาเยอะ”

“คุณยายชอบแต่งตัว เรื่องสีนี่แม่นมาก ไม่ได้ไปห้างแล้วซื้อ แต่เสาร์-อาทิตย์ ไปช้อปปิ้งซื้อผ้าเองที่ห้างนายจันทร์ แล้วไปตัดเองกับช่างประจำ”

ปิ๊งและแชมป์เล่าถึงอีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่มีส่วนทำให้งานของแบรนด์ Jump Master มีดีไซน์มาก่อนกาลอย่างที่เราได้เห็น

Skate

“ตัวผมกับพาร์ตเนอร์มองว่ามันไม่ใช่กีฬา” แชมป์เกริ่นขึ้นเมื่อเราถามถึงที่มาของการเลือกทำสนามสเก็ตใหม่ในตึกเก่า 

“เพราะสนามกีฬาเข้าแล้วออกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ที่นี่คือคุณจองเข้ามาแล้วรับประสบการณ์กลับไป เหมือนเป็นการแฮงก์เอาต์กับเพื่อนอีกแบบหนึ่ง เพราะช่วงหนึ่งชั่วโมงห้าสิบนาทีของเรา คุณไม่ต้องเล่นตลอดหรอก คุณมานั่งคุยกับเพื่อน มาเจอเพื่อน เรามองว่ามันน่าจะเหมาะกับอะไรที่ทำได้นานๆ ไม่ได้ทำเพราะมันเป็นกระแส

“ในต่างประเทศ เซิร์ฟสเก็ต มันคือ Culture คนเล่นตั้งแต่เด็กตัวนิดเดียว จนแก่อายุห้าสิบก็เล่นได้ ไม่จำเป็นว่าคุณต้องประกอบอาชีพอะไร อายุเท่าไหร่ เลยเป็นหนึ่งในเหตุผลตอบโจทย์ของเราที่อยากจะทำอะไรให้เข้าถึงคนทุกคน

“สำหรับเมืองไทยมันเพิ่งมา ตอนแรกคนไทยจะเล่นสเก็ตบอร์ด คนก็มองในด้านลบตลอด เพราะมัน Underground เป็นกีฬาของเด็กแอบเล่น ด้วยตรงนั้น เราอยากสร้างความเข้าใจและมุมมองใหม่ๆ ให้กับคน”

Haus 

‘Feel Like Home’ ได้รับเลือกให้เป็นคอนเซ็ปต์หลักในการปรับปรุงพื้นที่ เพราะ ‘บ้าน’ เป็นอะไรที่ใกล้ตัวและเข้าถึงได้ทุกคน ซึ่งน่าจะช่วยเปลี่ยนภาพจำจากพื้นที่ของกีฬาเฉพาะกลุ่ม ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าใครก็เข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่แห่งนี้ได้ เหตุนี้เองนำไปสู่ Tagline ที่ว่า ‘Not your typical barn ramp’ ของ Jump Master Skate Haus 

และความรู้สึกเหมือนได้เล่นสเก็ตที่บ้าน ถูกถ่ายทอดสู่องค์ประกอบต่างๆ ที่ต่อเติมเข้าไปในพื้นที่ด้วยความใส่ใจ เริ่มต้นจากวัสดุ เมื่อคิดทบทวนจากทางเลือกต่างๆ แล้ว ก็พบว่า ‘ไม้’ ลงตัวและเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้ภาพของความเป็นบ้านฉายชัด ไม่ใช่เพียงโทนสีที่ทำให้นึกถึงความอบอุ่นของบ้าน แต่ความสามารถในการดูดซับแรงของไม้ที่มีมากกว่าปูน ก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้เราอุ่นใจขึ้นมาว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุ วัสดุไม้จะช่วยโอบอุ้มเราให้บาดเจ็บน้อยลง เช่นเดียวกับที่บ้านปกป้องเราจากลมฟ้าอากาศ

การออกแบบแสงเป็นอีกส่วนสำคัญและเป็นส่วนที่ยาก จากข้อดีของอาคารแห่งนี้คือ มีแนวหน้าต่างยาวตลอดช่วงตึก จึงเปิดรับแสงธรรมชาติเข้ามาได้มาก แต่ด้วยเวลาในการเปิดทำการตั้งแต่ 10.00 – 19.30 น. ทำให้บางช่วงเวลาแสงภายในและภายนอกแตกต่างกันค่อนข้างเยอะ

การเติมแสงเข้าไปในพื้นที่ จึงคำนึงถึง 2 เรื่อง คือ ความยืดหยุ่นในการใช้งาน โดยเลือกใช้ Track Light ที่เลื่อนตำแหน่ง เปลี่ยนดวงโคมได้อย่างอิสระ รองรับกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทุกประเภท ควบคู่ไปกับหลอดไฟที่อุณหภูมิ 4000 k ตามคำแนะนำของ Lighting Designer เพื่อให้ได้แสงที่ดูมีมิติเดียวกัน ไม่ขาวหรือเหลืองจนเกินไป อบอุ่นพอดี ช่วยขับให้มู้ดโดยรวมของพื้นที่ มีความ Feel Like Home แบบที่ตั้งใจเอาไว้

กราฟิกสีสันน่ารัก เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นว่าเป็นองค์ประกอบใหม่เพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะเจ้าตัวการ์ตูนที่วาดลวดลายไถสเก็ตอยู่บนป้ายประชาสัมพันธ์และ Signage

“ตัวคาแรกเตอร์มีท่าทางมาจากการเล่นเซิร์ฟสเก็ต โดยขั้นพื้นฐานของการเล่นเซิร์ฟสเก็ต จะตั้งกรวยเอาไว้สองมุม ซึ่งทำให้การเล่นเหมือนเลี้ยวโค้งไปตาม Infinity Loop แบบไม่มีที่สิ้นสุด เราเลยเอาเลข 8 คล้ายตัว Infinity มาลดทอนเป็นคาแรกเตอร์ลักษณะฟรีฟอร์ม ไหลลื่นคล้ายกับการเล่นเซิร์ฟสเก็ต และมีความเฟรนด์ลี่ อบอุ่น เพื่อสื่อสารกับทุกคน”

นับ-พิชญา คำพูล นักวาดภาพประกอบผู้ออกแบบคาแรกเตอร์ และอีกหนึ่ง Co-founder เล่าให้ฟังถึงเบื้องหลังที่มาของการออกแบบ Mr.Jump ผู้มีชื่อเดียวกับแบรนด์

ดูเหมือนว่า Mr.Jump เองจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเป็นอย่างดี เพราะแชมป์แชร์ประสบการณ์ตรงให้ฟังเพิ่มเติมว่า

“ลูกค้าที่เป็นครอบครัว กลุ่มเด็ก เห็นอะไรมีสีสันหรือตัวการ์ตูนแบบนี้แล้วชอบ เราก็แจกสติกเกอร์ให้ แทนที่จะเก็บกลับบ้าน บางทีเห็นผมนั่งเล่นคอมอยู่ เขาก็เอามาแปะที่คอม ซึ่งน่ารักดี และช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกค้า แล้วกิจกรรมแบบนี้ทำให้รู้สึกเหมือนเวลามีพี่น้องมาเยี่ยมบ้านเราจริงๆ”

Space

“จริงๆ ก่อนหน้าที่เราจะทำ มันมีฝ้าปิดคาน แต่เราเห็นว่ามีฝ้าช่วงหนึ่งผุพังไปแล้ว มองขึ้นไปแล้วคานมันสวย ยิ่งพอเอาบันไดปีนขึ้นไปดู เลยเห็นว่าโครงสร้างมันสวยมาก” แชมป์เล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ทำให้เห็นความเป็นไปได้บางอย่างในโครงสร้างเดิมของอาคารแห่งนี้ 

ก่อนเป็นตึกขายรองเท้า อาคารชัยพัฒนสินเคยเป็นโรงงานน้ำอัดลม มีชื่อเรียกในสมัยนั้นว่า ‘น้ำมะเน็ด’ (เป็นเสียงที่ตัดทอนมาจากคำว่า Lemonade ในภาษาอังกฤษ) จึงถูกออกแบบให้โครงสร้างรับน้ำหนักได้มากกว่าอาคารทั่วไป ด้วยการวางช่วงเสาที่ไม่กว้างมาก ประกอบกับคานหลักลึกร่วมกับคานซอยถี่ เพื่อรับน้ำหนักแทงก์หล่อคอนกรีต สำหรับเก็บน้ำที่อยู่บนชั้น 4 บริเวณใต้หลังคา 

หลังจากคุยถึงที่ไปที่มาของอาคารเรียบร้อย เราจึงขออนุญาตให้เจ้าของบ้าน พาสำรวจลึกไปในพื้นที่แต่ละส่วน เพื่อไปดูดีเทลต่างๆ อันน่าสนใจ

ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง
ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง

บริเวณชั้น 1 เดิมเคยเป็นพื้นที่โกดังเก็บสินค้ามาก่อน แต่ได้รับการปรับปรุงโดยทุบผนังบางส่วนออก เปลี่ยนให้เป็นที่จอดรถสำหรับแขกผู้มาเยือน ส่วนด้านหน้าอาคารฝั่งติดถนน เป็นโชว์รูมที่เมื่อย่างเท้าเข้าไปแล้ว ราวกับหมุนทวนเข็มนาฬิกา เพราะข้าวของที่ใช้งานในสมัย Jump Master ยังถูกเก็บไว้อย่างดี ทั้งชั้นกระจก ตู้โชว์ หรือแม้กระทั่งเคาน์เตอร์ Reception ที่ในอนาคตก็มีแผนจะปรับปรุง และใช้พื้นที่บริเวณนี้เป็นส่วนต้อนรับทุกคนอีกครั้ง

ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง

นอกจากตัวกล่องรองเท้าที่เรียงเป็นตัวอักษร JUMP บริเวณชานพักบันไดอย่างที่เล่าไปตอนต้นแล้ว กล่องไฟซึ่งทำหน้าที่เป็น Signage ค่อยๆ นำทางเราจากประตูหน้าสู่ชั้นต่อไปก็น่าสนใจเช่นกัน เพราะแท้จริงแล้วมันไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นไฟบนฝ้าเพดานจากสำนักงานที่อยู่ชั้นสอง ตัวกล่องไฟถูกเติมกราฟิกของ Jump Master Skate Haus เข้าไปให้ใช้งานในฟังก์ชันใหม่ พร้อมบอกเล่าเรื่องราวในยุคก่อนไปพร้อมกัน

ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง

พื้นที่ชั้น 2 เป็นส่วนของออฟฟิศที่เคยรองรับพนักงาน Jump Master กว่า 60 ชีวิต ปัจจุบันยังคงเหลือร่องรอยให้เห็นถึงเลเยอร์ของกาลเวลา จากเหล็กดัดหน้าต่างที่น่าจะมีมาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของอาคาร การแบ่งพื้นที่ด้วยชุดกระจกอะลูมิเนียมสีเงิน ฝ้าเพดานฉลุลายตามสมัย เฟอร์นิเจอร์สำนักงานหน้าตาตรงยุคซึ่งเพิ่มเข้ามาในสมัยของคุณตา นอกจากนั้นยังมีอุปกรณ์สำนักงาน เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่บางส่วนก็มาจากการที่คุณตาขยายกิจการนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ 

ดีเทลที่กระจายอยู่ในพื้นที่ส่วนต่างๆ ของอาคารเหล่านี้ เป็นเสมือนจิ๊กซอว์ชั้นดี ทำให้เราปะติดปะต่อรูปแบบการใช้งานในสมัยที่ยังเป็นสำนักงานของ Jump Master ได้

บริเวณชั้น 3 เคยเป็นโกดังเก็บสินค้า ก่อนปรับพื้นที่ให้กลายเป็นสนามสเก็ต โดยองค์ประกอบส่วนใหญ่ยังคงถูกเก็บไว้อย่างครบถ้วน

ร่องรอยของสีที่ต่างกัน เผยให้เห็นการเปลี่ยนผ่านฟังก์ชันในแต่ละยุคสมัย แชมป์ตั้งข้อสังเกตว่า สีเหลืองบริเวณผนังและท้องพื้นเหนือ Wave Bank น่าจะเป็นสีจากสมัยโรงงานน้ำอัดลม ส่วนสีเทาอ่อนน่าจะเป็นการปรับปรุงพื้นที่ในสมัยของคุณตา

ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง
ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง

ส่วนลิฟต์ที่คนชอบมาถ่ายรูปคู่ ก็เป็นลิฟต์ตัวเดิมและทุกวันนี้ยังใช้ขนของอยู่ แต่ไม่แนะนำให้ใช้ขนคน เพราะเป็นลิฟต์โบราณที่ไม่มีเซฟตี้

พื้นที่ชั้น 3 นี้ เป็นพื้นที่ที่เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุด เพราะทีมเลือกทำการปรับปรุงเป็นโปรเจกต์แรก ผนังส่วนใหญ่ถูกทุบออกไป เหลือไว้เพียงชุดเฟรมกระจกอะลูมิเนียมพ่นสีดำทับ และปูพื้นไม้ใหม่เพื่อทำให้ดูทันสมัย เป็นห้องรับรองสำหรับคนที่มาเล่นและผู้ติดตาม

ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง
ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง

ส่วนความยากของการออกแบบสนาม คือการจัดวางอุปกรณ์และ Flow การเล่นให้ต่อเนื่อง ภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่และโครงสร้างอาคารเดิม 

Wave Bank ถูกวางติดกับห้องรับรอง เพื่อใช้ข้อดีของช่วงเสาที่ยาวตลอดแนวอาคารติดริมหน้าต่างให้เล่นได้ต่อเนื่อง

Giant Slope ทำหน้าที่เป็นไหล่อีกข้างของ Wave Bank เพื่อให้ Drop-in จากบริเวณนี้ และมีแรงส่งมากพอเพื่อเข้าไปเล่นใน Half Bowl ที่อยู่บริเวณมุมของอาคารฝั่งตรงข้ามได้ ก่อนจะวนกลับเข้ามาในลูปพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งมีตัว Pump Track ไม้อยู่ในเลนกลางของสนาม เป็นทางเลือกเพิ่มความท้าทายให้กับผู้เล่น 

ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง
ลานสเก็ตใหม่ในโกดังเก็บรองเท้าอายุร่วมร้อยปีย่านเจริญกรุง

“ตอนแรกบริเวณตรงมุมตึกกะจะทำ Ramp ให้เป็นเนินขึ้นไปเฉยๆ แต่ลูปจะไม่ครบ เลยคิดว่าเป็นทำเป็น Half Bowl ดีกว่า แต่ตอนทำก็ยากอยู่นะ เพราะอาคารเราเอียงตามโค้งถนน ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าจุดกึ่งกลางมันเบี้ยวอยู่ เพราะอาคารเราโค้งมาจากด้านซ้าย ถ้าจะถ่ายแบบเซนเตอร์เลย ต้องใช้มุมช่วยนิดหนึ่ง ไม่งั้นต้องถ่ายให้ไม่เห็นไฟ มุมนี้คนมาแล้วชอบถ่าย มันจะได้ Daylight เข้าด้านข้าง

ปัดฝุ่นโกดังเก็บรองเท้ารุ่นคุณตาเป็น Jump Master Skate Haus ลานสเก็ตที่ตั้งใจเป็นแลนด์มาร์กแห่งย่านเจริญกรุง

“ตัว Ramp เราดีไซน์เอง พัฒนาร่วมกับช่างเฟอร์นิเจอร์ Built-in ที่มีความถนัดในเรื่องงานไม้ และเราศึกษาจากการไปเล่นหลายๆ ที่ อย่างพวกองศาก็ทำให้มันไม่ชันเกินไปและไม่แบนเกินไป เล่นกำลังสนุก แล้วให้ขอบด้านบนมันแฟลตนิดหนึ่ง ให้พอขึ้นไปแล้วมันยังไต่ได้” แชมป์เล่าถึงการออกแบบ Ramp ที่แม้แต่ Beginner ก็เล่นได้ ระดับโปรแข่งขันก็บอกว่าสนุกดี

ส่วนพื้นที่ครึ่งหลังของอาคาร นับเล่าให้ฟังว่ากำลังปรับปรุงเพื่อขยายพื้นที่ โดยตั้งใจนำส่วนเฟรมอะลูมิเนียมหน้าบันไดออก เพื่อให้ผู้เล่นเล่นได้อย่างต่อเนื่องทุกอุปกรณ์ทั่วทั้งชั้น 

ปัดฝุ่นโกดังเก็บรองเท้ารุ่นคุณตาเป็น Jump Master Skate Haus ลานสเก็ตที่ตั้งใจเป็นแลนด์มาร์กแห่งย่านเจริญกรุง
ปัดฝุ่นโกดังเก็บรองเท้ารุ่นคุณตาเป็น Jump Master Skate Haus ลานสเก็ตที่ตั้งใจเป็นแลนด์มาร์กแห่งย่านเจริญกรุง

พื้นที่ส่วนนี้เราเข้าไปเจอช่วงที่ทีมพี่ช่างกำลังทาสีเก็บความเรียบร้อย ไปพร้อมๆ กับเก็บร่องรอยของกาลเวลา แชมป์ชี้ชวนให้ดูว่าตั้งใจเว้นบางส่วนไว้เป็นแลนด์มาร์ก เช่น รางไฟไม้เดิมที่มีร่องรอยการเดินไฟเจาะทะลุคาน หรือรอยรูปวงกลมบนพื้นกับท้องพื้นด้านบน ที่ตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะเป็นหัวแทงก์น้ำเก่าหรือช่องท่อส่งน้ำ เพราะมีรอยการก่อผนังต่อเนื่องกันระหว่างชั้น

ปัดฝุ่นโกดังเก็บรองเท้ารุ่นคุณตาเป็น Jump Master Skate Haus ลานสเก็ตที่ตั้งใจเป็นแลนด์มาร์กแห่งย่านเจริญกรุง
ปัดฝุ่นโกดังเก็บรองเท้ารุ่นคุณตาเป็น Jump Master Skate Haus ลานสเก็ตที่ตั้งใจเป็นแลนด์มาร์กแห่งย่านเจริญกรุง

ส่วนภายนอกของอาคาร หลังจากได้หารือกับคุณลุงและทดลองกับบริษัทสีเรียบร้อย ก็ได้ข้อสรุปว่า จะบอกลาภาพตึกสีฟ้าอมเขียวบริเวณหัวมุมสะพานพิทยเสถียรเชื่อมกับถนนเจริญกรุง แล้วพาสีส้มอมน้ำตาลมาแทนที่ ซึ่งเข้าได้กับทั้งความเก่าและความใหม่ เชื่อมโยงคนได้ทุกเพศ ทุกวัย และในส่วนแบรนดิ้งเอง ก็พยายามดึงสีไปใช้ด้วยเหมือนกัน

(Creative) District

จาก ‘บ้าน’ สู่ ‘ย่าน’ 

“พื้นฐานของเราสามคนเป็นดีไซเนอร์กันหมดเลย เป็นคนชอบงาน Art งาน Design” 

ปิ๊งจั่วหัวถึงพื้นเพของแต่หุ้นส่วนละคนที่มีพื้นฐานมาจากการเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ ช่างภาพ และนักวาดภาพประกอบ ผู้อยากทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งกับย่านเจริญกรุง ที่กำลังพัฒนาไปเป็น Creative District 

“เราอยากสนับสนุนย่านนี้ด้วย แถวนี้มีร้านรวงเล็กๆ เจ๋งๆ ซ่อนอยู่เยอะมาก ถ้าเรารีโนเวตอาคารให้เป็นแลนด์มาร์กหนึ่งของย่านนี้ได้ ก็น่าจะดึงคนจากหลายๆ ย่านเข้ามาได้ ซึ่งปิ๊งเชื่อว่า ถ้าตึกนี้กลับมามีชีวิต ย่านนี้จะต้องกลับมาคึกคักแน่นอน

“อย่างเราขยับแค่ส่วนลานสเก็ต คนก็เริ่มสนใจในย่านมากขึ้น ซึ่งร้านค้าเล็กๆ หรือโฮสเทลตรงนี้ก็ยินดีไปกับเราด้วย เขาเห็นสตอรี่หรือสื่อที่ลงให้ ก็แชร์ให้โดยที่เราไม่ต้องบอกหรือขออะไรเลย

“เรารู้สึกว่าพอ Respect เขา เขาก็ Respect เรา เพราะเราไม่ได้ทำตึกสี่สิบห้าสิบชั้นเพื่อให้เราได้อย่างเดียว เรารู้สึกว่าตึกมีเสน่ห์ของมันอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ได้อยากทำให้มันแตกต่าง โดดออกมาจากคนอื่น” แชมป์แชร์เพิ่มถึงทิศทางที่ทีมกำลังพาอาคารชัยพัฒนสินเดินทางไปต่อพร้อมๆ กับเพื่อนบ้านในย่าน 

ปัดฝุ่นโกดังเก็บรองเท้ารุ่นคุณตาเป็น Jump Master Skate Haus ลานสเก็ตที่ตั้งใจเป็นแลนด์มาร์กแห่งย่านเจริญกรุง

Future Space Planning

“แปลนที่กำลังวางใหม่จะคล้ายกับตอนที่คุณตาทำ Jump Master”

ปิ๊งในฐานะผู้ดูแลแบรนดิ้งของ Jump Master Skate Haus แชร์ไอเดียสำหรับแผนการระยะยาวให้เราฟัง หลังจากเราสอบถามถึงมุมมองต่อความยั่งยืนในการทำสนามสเก็ต 

ชั้นแรกถูกวางให้เป็นคอมมูนิตี้เกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ ตอนนี้เลยเริ่มทุบผนังชั้น 1 ให้มองทะลุถึงกัน ทำให้พื้นที่โดยรวมโปร่งขึ้น และตั้งใจจะเจาะผนังฝั่งติดคลองผดุงกรุงเกษมเพิ่มเติม เพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติให้เข้ามาในสเปซ รวมถึงเปิดมุมมองให้เกิดพื้นที่นั่งเล่นริมคลองที่น่าสนใจ 

ในขณะที่ชั้น 2 ทำเป็นพื้นที่สำนักงานเหมือนเดิม แต่จะเปลี่ยนจากสำนักงานของบริษัทรองเท้า เป็นบริษัทที่ทำงานออกแบบ ซึ่งจะเชื่อมโยงและตอบโจทย์ความเป็น Creative District 

ชั้น 3 ทางทีมมองว่าอยากให้ชั้นนี้เป็นชั้นไลฟ์สไตล์ เลยพยายามออกแบบพื้นที่ไว้ให้ยืดหยุ่นในการใช้งานที่สุด สนามสเก็ตที่เป็นเหมือน Active Exhibition จะถูกเก็บไว้ในฐานะโปรเจกต์แรกของทีมที่ทำในตึกนี้ นอกจากนั้นยังเตรียมพื้นที่สำหรับรองรับกิจกรรมอื่นๆ เช่น แฟชั่นโชว์ การจัดอีเวนต์ ไปจนถึงมินิคอนเสิร์ต เพราะคิดว่าสเปซที่ทำขึ้นมาตอบโจทย์กลุ่มคนและกิจกรรมที่หลากหลาย 

ส่วนชั้น 4 เป็นชั้นใต้หลังคา มีร่องรอยของแทงก์น้ำเดิมให้เราเดินสำรวจ และมีโครงสร้างหลังคาไม้โบราณที่ค่อนข้างสวยงามสมบูรณ์เป็นฉากหลัง ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของฟังก์ชันใหม่ แต่เราขอแอบกระซิบไว้นิดว่า บรรยากาศดาดฟ้าข้างนอกเจ๋งมาก โปรดติดตามอย่างใกล้ชิด

ปัดฝุ่นโกดังเก็บรองเท้ารุ่นคุณตาเป็น Jump Master Skate Haus ลานสเก็ตที่ตั้งใจเป็นแลนด์มาร์กแห่งย่านเจริญกรุง
ปัดฝุ่นโกดังเก็บรองเท้ารุ่นคุณตาเป็น Jump Master Skate Haus ลานสเก็ตที่ตั้งใจเป็นแลนด์มาร์กแห่งย่านเจริญกรุง

(Un) Expect

เพราะการรีโนเวตอาคารไม่ใช่เรื่องง่าย เราเลยชวนเจ้าบ้านคุยถึงช่วงเวลาจากวันแรกจนถึงวันนี้ ว่าจุดไหนเป็นส่วนที่ยากที่สุด และมีส่วนไหนที่ตรงหรือไม่ตรงกับภาพที่วาดเอาไว้ตอนแรกบ้าง 

“ตั้งแต่เริ่มทำ เราคิดอย่างเดียวคือทำให้สุด แล้วอะไรที่ตามมาเดี๋ยวมันจะดีเอง”

แชมป์เล่าถึงมุมมองก่อนตัดสินใจที่จะเริ่มโปรเจกต์ ในยุคสมัยที่อะไรๆ ก็ไม่ค่อยแน่นอน

“จุดที่ยากที่สุดน่าจะเป็นการที่เรามิกซ์เก่ากับใหม่ อย่างเซิร์ฟสเก็ต คนจะมองว่ามันเป็น Fast Fashion ซึ่งเราไม่ได้มองแบบนั้น การผสานกิจกรรมที่คนมองว่ามันเป็นกระแสอย่างเซิร์ฟสเก็ต ให้เข้ากับอาคารเก่าที่มีเรื่องราวของตัวมันเอง เลยเป็นอะไรที่ท้าทายมากที่จะทำให้ดี และไม่ใช่แค่ Copy and Paste

“เราอยากให้มันเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อให้คนมีมุมมองใหม่ๆ กับการเล่นเซิฟสเก็ต ซึ่งเราพยายามสื่อผ่านสิ่งที่ทำเพื่อให้คนรู้สึก มากกว่าการออกไปป่าวประกาศ เวลาลูกค้ามา เราก็พยายามไปรับลูกค้าจากข้างล่าง พาขึ้นมา อธิบายที่มาที่ไป เพราะเรามีเรื่องราวที่อยากให้คนเข้ามาสัมผัส เพราะรู้สึกว่ามันอิมแพคกว่าการโฆษณา 

“ตึกนี้อยู่ในเมืองและเราขายรอบเป็น Private ทำให้มีกลุ่มลูกค้าหลากหลายมาก ทั้งวัยรุ่น วัยทำงาน คนไทย ฝรั่ง ทูต และกลุ่มครอบครัว ซึ่งตอนแรกไม่ได้ตั้งเป้ากลุ่มครอบครัวขนาดนั้น เพราะคิดเอาไว้ว่าความ Feel Like Home คือเหมือนเพื่อนมาเล่นที่บ้าน แต่กลายเป็นกลุ่มครอบครัวเยอะกว่าที่คิด อย่างบางคนอยู่แถวนี้ก็หากิจกรรมให้ลูกเล่น มันตอบโจทย์ที่ไม่ต้องกังวลว่าจะชนกับคนอื่น ลูกจะเป็นอะไรมั้ย เขานั่งดูอยู่ข้างสนามก็เห็น และในขณะเดียวกันก็ยิ่งตอบโจทย์ความเป็นบ้านที่เราตั้งเอาไว้ไปใหญ่ อันนี้คือเหนือความคาดหมายมาก และเราว่ามันดี

“ช่วง Soft Opening เราให้ลูกค้ามาลองสนามฟรี แล้วถามว่าใครรู้สึกยังไง เป็นการเรียนรู้แล้วก็ ค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ เพราะเราอยากทำตัวให้เหมือนเป็นผืนผ้าใบที่มีเรื่องราวมาประมาณหนึ่ง แต่ยังไม่เสร็จ เพราะฉะนั้น ลูกค้าจะเป็นอีกคนสำคัญที่เข้ามาช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ของพื้นที่นี้ให้เกิดขึ้น”

ปัดฝุ่นโกดังเก็บรองเท้ารุ่นคุณตาเป็น Jump Master Skate Haus ลานสเก็ตที่ตั้งใจเป็นแลนด์มาร์กแห่งย่านเจริญกรุง

Writer

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load