ReCharge คือโครงการพัฒนาระบบพลังงานไฟฟ้าสะอาดที่ช่วยให้ชุมชนในเกาะห่างไกลชายฝั่งที่ไฟฟ้าจากสายส่งหลักเข้าไม่ถึงอย่างเกาะจิก จังหวัดจันทบุรี สว่างไสวอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ต้นทุนคุ้มค่า และสร้างโมเดลบริหารจัดการตัวเองรูปแบบใหม่ที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง มีรายได้ 20 ปีล่วงหน้าจากการลงทุนของบริษัทต่างชาติ

เริ่มต้นจากงานวิจัยปริญญาโทของนักศึกษา 9 สัญชาติ 11 ชีวิต นำทีมโดย ธนัย โพธิสัตย์ ผู้หลงใหลเรื่องพลังงาน เขาอาสาใช้เวลาส่วนตัวพัฒนาโปรเจกต์นี้ให้ยั่งยืน รวมถึงขยายผลต่อไปที่เกาะบุโหลนดอน จังหวัดสตูล โดยไม่คิดค่าดำเนินการแม้แต่บาทเดียว

ReCharge โปรเจกต์พัฒนาระบบพลังงานสะอาดบนเกาะไกลฝั่งแบบยั่งยืน มีรายได้ล่วงหน้า 20 ปี

“ผมพยายามเลือกเกาะที่ยังไม่ค่อยมีใครเข้าไปทำอะไรอย่างต่อเนื่อง เป็นพื้นที่ที่คนอาจมองข้าม ผมทำงานประจำด้านพัฒนาเครื่องกำเนิดไฮโดรเจนที่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่แล้ว อยากช่วยพัฒนาชุมชนห่างไกลให้ไม่แพ้สังคมเมือง ทั้งทำงานที่มองไปข้างหน้าและช่วยคนที่เดินข้างหลังให้เกิดความเท่าเทียมด้วย” ธนัยกล่าวเหตุผลที่เขาลงพื้นที่ไปพบปะสร้างมิตรภาพกับชุมชนชาวเกาะอย่างเป็นกิจวัตร

ในประเทศไทย มีประมาณ 16 เกาะห่างไกลชายฝั่งที่ต้องใช้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง และอยู่ในแผนขยายเขตไฟฟ้าของการไฟฟ้าภูมิภาค แม้บางเกาะมีระบบจัดการไฟฟ้าที่ดีระดับหนึ่ง แต่ยังไม่อาจเข้าถึงไฟฟ้าได้ตลอดเวลา และต้องอาศัยเงินทุนสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ

ReCharge คือความพยายามของคนรุ่นใหม่ที่อยากช่วยขับเคลื่อนเรื่องนี้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนร่วมกับหน่วยงานด้านพลังงานต่างๆ ตั้งแต่ 3 ปีก่อน จนวันนี้ สิ่งที่พวกเขาทำเริ่มเห็นผลเป็นไฟฟ้าและรอยยิ้มของผู้คนแล้ว 

แต่ธนัยบอกชัดเจนว่ายังไม่ถือว่าโครงการประสบความสำเร็จแต่อย่างใด เพราะต้องรอดูผลอีกเป็นทศวรรษ ถึงจะพิสูจน์ได้ว่ายั่งยืนจริง

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และเขาเข้าไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ชุมชนอย่างไรบ้าง

เราขอชวนคุณเก็บสัมภาระ ลงเรือลำนี้ไปหาคำตอบกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ด้วยกัน 

ReCharge โปรเจกต์พัฒนาระบบพลังงานสะอาดบนเกาะไกลฝั่งแบบยั่งยืน มีรายได้ล่วงหน้า 20 ปี

เป็นมากกว่ารายงานให้เรียนจบ

จุดเริ่มต้นความสนใจด้านพลังงานของธนัยเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น จุดประกายโดยสารคดีรางวัลออสการ์อย่าง The Inconvenient Truth ที่ อัล กอร์ (Al Gore) อดีตรองประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา นำเสนอปัญหาภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นรอบโลก ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. 2549

“ในตอนนั้นคนยังไม่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศมากเท่าวันนี้ เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ แต่วันนั้นผมรู้สึกว่าปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้นแน่ๆ และคนยังไม่แก้ไขเท่าที่ควร เลยตัดสินใจเรียนทางด้านนี้” ธนัยเล่า เรารู้กันในปัจจุบันว่าปัญหาที่เขาเห็นวันนั้น กลายเป็นประเด็นเร่งด่วนที่คนตื่นตัวกันแล้ว

ความสนใจนี้นำพาหนุ่มกรุงเทพฯ ผู้นี้ ให้เลือกเรียนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ฝึกงานกับองค์กรด้านพลังงานในยุคบุกเบิกของโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) ในไทย และเรียนต่อปริญญาโทด้านพลังงานทดแทนที่สวีเดนและเนเธอร์แลนด์ เพราะเล็งเห็นว่าพลังงานทดแทนไม่ใช่เรื่องควรเก็บไว้คิดในอนาคต แต่ต้องเริ่มตอนนี้ เดี๋ยวนี้

เมื่อต้องส่งโปรเจกต์จบการศึกษา เขาเลือกเกาะจิกเป็นพื้นที่ศึกษาและทำงาน

ReCharge โปรเจกต์พัฒนาระบบพลังงานสะอาดบนเกาะไกลฝั่งแบบยั่งยืน มีรายได้ล่วงหน้า 20 ปี
ReCharge โปรเจกต์พัฒนาระบบพลังงานสะอาดบนเกาะไกลฝั่งแบบยั่งยืน มีรายได้ล่วงหน้า 20 ปี

หากกางแผนที่ขึ้นมาดู จะพบว่าเกาะจิกอยู่ห่างไกลจากชายฝั่งประมาณ 15 นาทีการเดินเรือ มีประชากรราว 400 คน เนื่องจากระบบสายส่งหลักไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ พวกเขาจึงต้องผลิตไฟฟ้าใช้เองด้วยระบบไมโครกริดจากพลังงานแสงอาทิตย์ตั้งแต่เมื่อ 17 ปีก่อน 

“ก่อนหน้านั้น ผมเคยไปเกาะจิกประมาณห้ารอบ เพื่อเรียนรู้ระบบด้านพลังงานซึ่งน่าสนใจมาก เพราะเขาบริหารจัดการด้วยตัวเองมานาน เราอยากรู้ว่าเขาทำอย่างไร และได้เห็นว่ามีเทคนิคและโมเดลที่น่าจะต้องออกแบบใหม่เพื่อทำให้เติบโตในอนาคตอย่างยั่งยืน”

จากความคุ้นเคยกับพื้นที่มาบ้าง เขารวมทีมนักศึกษาปริญญาโทอีก 10 ชีวิตออกเดินทางบนท้องทะเลมุ่งหน้าสู่เกาะจิก ด้วยความตั้งใจช่วยให้ชุมชนเข้าถึงพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนขึ้น

“ทีมเราหลากหลายมาก แต่ทุกคนอยากทำอะไรที่จะไม่เป็นเพียงทฤษฎีอยู่บนกระดาษไว้ส่งอาจารย์เท่านั้น พอเห็นว่าเกาะจิกมีปัญหาให้แก้และเราพอทำอะไรได้บ้าง เราจึงเลือกพื้นที่นี้เพื่อเริ่มโปรเจกต์กันในชื่อ ReCharge”

เกาะจิกต้นแบบ

หากอยากเข้าใจว่าเกาะจิกเป็นอย่างไร หนึ่งในบุคคลที่ต้องพูดคุยด้วยคือ ณรงค์ชัย เหมสุวรรณ หรือผู้ใหญ่แต๊ก ผู้ใหญ่บ้านของเกาะจิกที่บริหารจัดการดูแลชุมชนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2542 อย่างมีวิสัยทัศน์ 

“เกาะจิกเป็นชุมชนที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มาก ชาวบ้านมีรายได้ค่อนข้างดีจากการประกอบอาชีพประมง แต่ตอนนั้นเราใช้พลังงานจากเครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก มีใช้ตะเกียงหรือแบตเตอรี่บ้าง ปั่นไฟใช้กันเองในครัวเรือน ซึ่งตอนนั้นราคายังไม่แพง” ผู้ใหญ่แต๊กเล่าสถานการณ์สมัยเพิ่งเข้ามาเป็นผู้ใหญ่บ้าน ระบบพลังงานแบบนี้ผลิตไฟฟ้าได้น้อย ค่าใช้จ่ายสูงเมื่อเวลาผ่านไป เกิดมลพิษจากควันและเสียงที่น่ารบกวนใจอยู่เรื่อย

ReCharge โปรเจกต์พัฒนาระบบพลังงานสะอาดบนเกาะไกลฝั่งแบบยั่งยืน มีรายได้ล่วงหน้า 20 ปี

ต่อมา พ.ศ. 2547 เกาะจิกได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในการติดตั้งระบบพลังงานทดแทน โดยเริ่มต้นจากแผงโซลาร์เซลล์กำลังผลิต 7.5 กิโลวัตต์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องยนต์ดีเซล (Diesel Generator) 50 กิโลวัตต์ และแบตเตอรี่แบบตะกั่ว-กรด (Lead-acid Battery) ทำให้เกาะจิกเป็นเกาะแรกๆ ของประเทศที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยระบบไมโครกริด เป็นต้นแบบให้คนมาเยี่ยมชมศึกษา

วิธีการทำงานเบื้องต้นคือ ตอนกลางวันยามมีแสงแดด ส่วนกลางจะจ่ายไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ให้ชาวบ้านใช้ พอช่วง 4 โมงเย็นถึง 5 ทุ่มที่ความต้องการใช้ไฟเยอะ จะเปิดเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแทน หลังจากนั้นจะใช้แบตเตอรี่ที่ชาร์จพลังงานเก็บไว้ในโรงไฟฟ้าปล่อยไฟแทนจนถึงประมาณตี 5 หมุนเวียนกันไปแบบนี้ทุกวัน

กล่าวโดยสรุปคือ ชุมชนมีไฟฟ้าใช้ต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายลดลงจากแต่ก่อน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในระดับหนึ่ง

ReCharge โปรเจกต์พัฒนาระบบพลังงานสะอาดบนเกาะไกลฝั่งแบบยั่งยืน มีรายได้ล่วงหน้า 20 ปี
ReCharge โปรเจกต์พัฒนาระบบพลังงานสะอาดบนเกาะไกลฝั่งแบบยั่งยืน มีรายได้ล่วงหน้า 20 ปี

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องระบบพลังงาน แต่ครอบคลุมถึงแนวคิดการจัดการของชุมชนด้วย

“สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นตอนนั้นคือ มีการเลือกสรรและจัดตั้งคณะกรรมการด้านพลังงานของชุมชน ทำให้ดูแลระบบได้อย่างยั่งยืน” ธนัยเสริม “กรรมการหนึ่งคน จะผ่านการคัดสรรและเป็นตัวแทนของชาวบ้านประมาณสามสิบคน มีหน้าที่วางกฎระเบียบ ออกนโยบาย และตัดสินใจ เช่น การขึ้นหรือลดค่าไฟฟ้า ประชุมกันเป็นประจำ

“คณะกรรมการกลุ่มนี้มีบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO เกาะจิก) ที่ไม่แสวงผลกำไรเป็นผู้ดำเนินงานต่างๆ โดยบริษัทจ้างคนในชุมชนเป็นพนักงานเพื่อดูแลการผลิต บำรุงรักษาระบบและอุปกรณ์ และเก็บเงินค่าไฟ ทำให้สามารถดูแลระบบและแก้ไขปัญหาได้เรื่อยๆ”

หลังจากนั้น ชุมชนเกาะจิกค่อยๆ พัฒนาระบบพลังงานด้วยตัวเอง มีการติดตั้งระบบโซลาร์เพิ่ม ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ชุมชนมีกำไร และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยทางชุมชนพยายามจดบันทึกผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสภาพแวดล้อมไว้คอยพิจารณาอยู่เสมอ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป อุปกรณ์ต่างๆ เสื่อมสภาพลง ต้องตกลงงดใช้ไฟฟ้ากันในบางช่วงและอุปกรณ์ ในขณะเดียวกัน โลกมีนวัตกรรมใหม่ที่ยั่งยืนกว่าให้เลือกใช้ในราคาที่เข้าถึงได้แล้ว

นั่นคือภารกิจของคนรุ่นใหม่อย่าง ReCharge ที่อาสาเข้าไปช่วยเหลือ

ReCharge โปรเจกต์พัฒนาระบบพลังงานสะอาดบนเกาะไกลฝั่งแบบยั่งยืน มีรายได้ล่วงหน้า 20 ปี

เกาะจิก ReCharge

ReCharge เข้าไปทำงานกับชุมชนโดยเสนอการปรับเปลี่ยนทั้งทางเทคโนโลยี โมเดลธุรกิจและการจัดการเชิงสังคมพร้อมๆ กัน โดยอาศัยความเชี่ยวชาญที่มีอยู่

ด้านเทคโนโลยี พวกเขาวางแผนระบบให้ปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องยนต์ดีเซลที่มีระบบเริ่มจ่ายไฟอัตโนมัติ เพื่อความสะดวกและลดการใช้งานที่ไม่จำเป็น คำนวณการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มโดยคำนึงถึงต้นทุนที่เหมาะสมกับชุมชนและขนาดพื้นที่ที่มีจำกัด

รวมทั้งช่วยสรรหา คิดวิธีติดตั้งแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ดูเผินๆ เหมือนราคาแพงกว่า แต่หากคำนวณอายุการใช้งานที่นานกว่าเกือบเท่าตัว ประสิทธิภาพที่สูงกว่า (สูญเสียพลังงานระหว่างกระบวนการน้อยกว่า) และความปลอดภัย ถือว่าคุ้มค่า ไม่ควรใช้แบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด ที่อายุการใช้งานประมาณ 5 ปีอีกต่อไปแล้ว

ส่วนการจัดการเชิงสังคม พวกเขาเปลี่ยนรูปแบบมิเตอร์เก็บค่าไฟ ซึ่งจะช่วยรักษาความสัมพันธ์ของชุมชนให้ไม่ต้องผิดใจกันอีกต่อไปด้วย

โครงการพัฒนาระบบพลังงานสะอาดบนเกาะจิกและบุโหลนดอน ให้ชุมชนเข้าถึงไฟฟ้าแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โมเดลบริหารชุมชนด้านพลังงานยั่งยืน

“เมื่อก่อนเกาะจิกคิดค่าไฟโดยใช้มิเตอร์แบบ Pre-paid ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งเหมาะมากในสมัยก่อน วิธีการคือชาวบ้านเติมเงินค่าไฟไปก่อนแล้วใช้จนเครดิตหมด แต่ต่อมามิเตอร์พัง หาซื้อแบบที่เหมาะไม่ได้ เลยเปลี่ยนมาใช้แบบ Post-paid แทน จ่ายหลังใช้งานไปแล้วในแต่ละเดือน 

“ถ้าเป็นกรณีระบบไฟฟ้าที่มาจากการไฟฟ้าภูมิภาค หากคุณไม่จ่ายในเวลาที่กำหนด โดนตัดไฟได้ง่ายๆ เลย แต่พอเป็นเกาะที่คนทำงานคือคนในชุมชนเอง เป็นพี่น้องญาติมิตรกัน การตัดไฟหนึ่งบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้เกิดการขอยืม ติดเงินไว้ก่อน จนสะสมเยอะขึ้น” ธนัยอธิบาย 

“เพราะการใช้มิเตอร์แบบ Post-paid ทำให้บางทีชาวบ้านควบคุมการใช้ของครัวเรือนตัวเองไม่ถูก เกิดออกทะเลไม่ได้เพราะสภาพอากาศ น้ำเสีย ไม่มีสัตว์น้ำให้จับ เขาจะไม่มีรายได้มาจ่ายค่าไฟ” ผู้ใหญ่แต๊กเสริมสาเหตุเบื้องหลัง

หากต้องการจัดการให้ยั่งยืนและมีเงินทุนจากช่องทางอื่นๆ ระบบบัญชีควรเป็นไปตามหลักการ ReCharge จึงช่วยหาหนทางการนำมิเตอร์แบบ Pre-paid มาใช้อีกครั้ง

โครงการพัฒนาระบบพลังงานสะอาดบนเกาะจิกและบุโหลนดอน ให้ชุมชนเข้าถึงไฟฟ้าแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โมเดลบริหารชุมชนด้านพลังงานยั่งยืน

“เรื่องนี้ไม่ได้เป็นความต้องการของเรา แต่เกิดจากชุมชนเลยว่าเขามีประสบการณ์ที่ดีกับมิเตอร์แบบ Pre-paid อยากให้มีแบบแต่ก่อน แต่ไม่รู้จะหาจากที่ไหน 

“เราหาแหล่งให้ห้าถึงหกแห่ง มีทั้งตัวคุณภาพดีราคาสูงจนถึงตัวทั่วไป คำแนะนำเราคือ เลือกบริษัทที่มีสำนักงานอยู่ในไทย ถ้าเกิดมีปัญหาขึ้นมาจะมีคนบริการและซ่อมได้ง่ายกว่า สุดท้ายได้ตัวราคากลางๆ ที่เหมาะสม”

เมื่อต้องมีการจัดซื้อครั้งใหม่ ธนัยติดต่อไปสถานทูตออสเตรเลียที่มีโปรแกรม Australian Aid สนับสนุนทุนเพื่อชุมชนที่ดำเนินงานสร้างผลกระทบเชิงบวก จนได้รับทุนมา 750,000 บาท และนำเงินทั้งหมดให้ชุมชนไปใช้จ่ายค่าอุปกรณ์ด้านพลังงาน 

ปัจจุบันมีการติดตั้งมิเตอร์เรียบร้อย เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดความตึงเครียดทางสังคม ส่วนการติดตั้งอุปกรณ์อื่นกำลังอยู่ช่วงเฟสสุดท้าย คาดว่าจะครบถ้วนภายในช่วงปีนี้ ทำให้เกาะจิกเป็นเกาะที่ใช้พลังงานทดแทนเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

โครงการพัฒนาระบบพลังงานสะอาดบนเกาะจิกและบุโหลนดอน ให้ชุมชนเข้าถึงไฟฟ้าแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โมเดลบริหารชุมชนด้านพลังงานยั่งยืน

โอกาสสร้างการเปลี่ยนแปลง

โอกาสใหม่ของการบริหารพลังงานให้ยั่งยืนบนเกาะจิกเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีบริษัทติดต่อมาซื้อ Environmental Attribute (ครอบคลุมทั้ง Carbon Credits, Renewables Energy Credits (RECs) และเครดิตด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ) ของโครงการนี้ล่วงหน้าไป 20 ปี

โครงการพัฒนาระบบพลังงานสะอาดบนเกาะจิกและบุโหลนดอน ให้ชุมชนเข้าถึงไฟฟ้าแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โมเดลบริหารชุมชนด้านพลังงานยั่งยืน

“ตอนนี้โลกมีสิ่งที่เรียกว่า RE100 หมายถึงบริษัทที่ตั้งใจใช้พลังงานทดแทนร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยหนทางทำให้บริษัทมีรายชื่ออยู่ในนี้ ไม่ได้ต้องเกิดจากการซื้อแผงโซลาร์หรือพลังงานทดแทนอื่นๆ มาติดตั้งเองเพียงอย่างเดียว บริษัทสามารถซื้อเครดิตจากที่อื่นๆ แทน ซึ่งไม่เป็นเพียง CSR พวกเขาจะได้รับใบประกาศไปด้วยว่าเป็นองค์กรที่สนับสนุนพลังงานสะอาด

“ปกติแล้ว บริษัทจะต้องเห็นการดำเนินงานของโครงการก่อนและมาตรวจสอบ ค่อยเกิดการซื้อขาย แต่มีบริษัทที่ยินดีจ่ายให้ก่อนเลย คิดคำนวณว่ายี่สิบปีข้างหน้า เกาะจิกจะมีผลิตพลังงานทดแทนได้เท่าไร ตีมูลค่าออกมาเป็นเงินประมาณหนึ่งล้านห้าแสนบาท และให้เงินทุนสนับสนุนชุมชนเลย ซึ่งอัตราการซื้อหนึ่ง เครดิตถือว่าสูงกว่าราคาทั่วไปสิบถึงยี่สิบเท่า แต่เขามองว่านี่ไม่ใช่การซื้อเครดิตแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการช่วยให้โครงการนี้เกิดขึ้นจริงและชุมชนได้รับผลประโยชน์” ธนัยเล่าช่องทางเงินทุนแหล่งใหม่ที่ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย

เงินจำนวนนี้ถูกนำมาจัดตั้งเป็นกองทุนของชุมชน ไว้สำหรับสมทบค่าไฟ 1 บาทต่อหน่วยของคนในชุมชนตามมาตรการที่วางไว้ เช่น เดิมผู้ใช้ไฟต้องจ่ายค่าไฟ 13 บาทต่อหน่วย ตอนนี้จะลดเหลือ 12 บาทแทน

โครงการพัฒนาระบบพลังงานสะอาดบนเกาะจิกและบุโหลนดอน ให้ชุมชนเข้าถึงไฟฟ้าแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โมเดลบริหารชุมชนด้านพลังงานยั่งยืน

“มีหลายบริษัทที่สนใจซื้อเครดิตเหล่านี้ เป็นบริษัทชั้นนำของโลกเลย” ธนัยเสริมความเป็นไปได้ใหม่สำหรับใครที่สนใจ ทั้งภาคธุรกิจและสังคม

หลังจากเรียนจบปริญญาโท ReCharge เหลือสมาชิกทำงานในประเทศไทย 3 คน จากสายเทคโนโลยี การเงิน และกฎหมาย ต่อยอดจากรากฐานเดิมที่วางไว้ แม้มีเงินทุนเข้ามาช่วยสนับสนุนโครงการ แต่ไม่มีการหักค่าใช้จ่ายหรือรายได้ใดๆ สำหรับการดำเนินงานเลย แม้ทำได้ตามเงื่อนไข

“เราทำด้วยความคิดที่ว่าต้นทุนของเรามีแค่เวลาและแรงที่ใส่ลงไป ซึ่งเรายินดีทำ เงินทุนจากหน่วยงานต่างๆ มีจำกัด ถ้าเราไปหักมาบ้าง มันจะแบ่งเงินส่วนที่ชุมชนต้องนำไปใช้จ่าย และทำให้พวกเขาต้องจ่ายมากขึ้น เราไม่อยากให้เป็นแบบนั้น”

อยู่อาศัย

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้โปรเจกต์ร่วมกับชุมชนนี้ประสบความสำเร็จ คือความสม่ำเสมอและการยินดีใช้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งกับชุมชนของธนัย 

“ตอนไปครั้งแรก ผมไม่ได้มีประสบการณ์ลงชุมชนเท่าไร แต่มีพี่ๆ กระทรวงพลังงานที่ลงชุมชนบ่อยเขาให้คำแนะนำว่าเราควรใช้เวลาอยู่กับชุมชนให้นานที่สุด ตอนแรกคนอาจคิดว่าเราเป็นแค่นักท่องเที่ยวหรือคนมาดูงานตามปกติ 

“เราต้องไปหลายรอบ ถ้าไปครั้งเดียวจะได้ข้อมูลไม่ครบ ครั้งที่สองอาจได้เพิ่มบ้าง พอครั้งต่อๆ ไปเราจะได้ยินปัญหาของหลายๆ ฝ่ายมากขึ้นและเกิดความไว้วางใจ เพราะเขาเห็นเจตนาของเรา หลังจากนั้น เรากลั่นกรองและเสนอกลับไป โดยรับฟังฟีดแบ็กและไม่ยัดเยียดคำตอบ มันเป็นการสื่อสารสองทาง”

โครงการพัฒนาระบบพลังงานสะอาดบนเกาะจิกและบุโหลนดอน ให้ชุมชนเข้าถึงไฟฟ้าแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โมเดลบริหารชุมชนด้านพลังงานยั่งยืน

นอกจากนี้ เกาะประเภทนี้มักไม่มีโรงแรมหรือรีสอร์ต ทำให้ต้องอาศัยอยู่ในโฮมสเตย์ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีในการเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน

“ถ้าเราทำงานแค่ช่วงกลางวันแล้วกลับ เราจะขาดมุมมองคนบนเกาะไปครึ่งหนึ่งเลยนะ เพราะส่วนใหญ่เขาจะออกทะเลกันไปตั้งแต่เช้ามืด กลับมาอีกทีก็เย็นแล้ว เราควรอยู่เจอพวกเขา เป็นเหตุให้การประชุมของชุมชนมักเกิดขึ้นตอนดึกด้วย แล้วจะได้เห็นวิถีชีวิตอีกแบบ”

สำหรับเกาะจิก ช่วงปีที่ผ่านมา ธนัยลงพื้นที่ประมาณปีละ 4 ครั้งตามวาระต่างๆ เช่น พาคนไปสำรวจพื้นที่ พานักลงทุนไปดูการจัดการ ในแต่ละครั้ง เขามักจะเชิญชวนหน่วยงานอื่นๆ รวมกันเป็น Taskforce เช่น กระทรวงพลังงานและองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) ที่มีส่วนดูแลการทำแผนพัฒนาจังหวัดลงพื้นที่ไปพร้อมกันด้วย เพื่อผสมผสานจุดแข็งและเกิดการร่วมมือกันของแต่ละฝ่ายจนสำเร็จผล

โครงการพัฒนาระบบพลังงานสะอาดบนเกาะจิกและบุโหลนดอน ให้ชุมชนเข้าถึงไฟฟ้าแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โมเดลบริหารชุมชนด้านพลังงานยั่งยืน
โครงการพัฒนาระบบพลังงานสะอาดบนเกาะจิกและบุโหลนดอน ให้ชุมชนเข้าถึงไฟฟ้าแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โมเดลบริหารชุมชนด้านพลังงานยั่งยืน

เกาะใหม่ วิธีใหม่

เมื่อเกาะแรกดำเนินการไปได้ด้วยดี เกาะที่สองก็ตามมาโดยธรรมชาติ

คราวนี้ ReCharge เลือกไปต่อที่เกาะบุโหลนดอน จังหวัดสตูล โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตออสเตรเลียเช่นเคย 

“เราเคยสำรวจเกาะบุโหลนดอนตอน พ.ศ. 2560 ความน่าสนใจคือ เป็นเกาะที่ยังไม่ค่อยมีใครเข้าไปทำอะไร ผู้คนอาศัยอยู่เป็นชุมชนดั้งเดิมตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อน แต่ตอนนี้พื้นที่ถือว่าอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา อาศัยอยู่ได้ แต่ขยายพื้นที่ ไฟฟ้า ระบบสาธารณูปโภค ยากมาก เพราะข้อกำหนดทางกฎหมาย กลายเป็นชุมชนที่ได้รับความสนใจจากภายนอกน้อย

“พอลองไปสำรวจตอน พ.ศ. 2563 พบว่าพื้นที่แทบไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเลย ถ้าปล่อยไว้คงไม่เกิดอะไรขึ้น น่าจะต้องทำอะไรสักอย่าง”

บุโหลนดอนอยู่ห่างไกลจากท่าเรือประมาณ 22 กิโลเมตร หรือใช้เวลาประมาณ 90 นาทีในการเดินเรือ ผู้คนต้องรอใช้ไฟจากเครื่องปั่นไฟ ทำให้ไม่มีไฟฟ้าใช้ได้ตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง ต้องนอนร้อนๆ ตอนกลางคืน อดดูข่าวตอนเช้า แทบไม่มีใครได้ใช้ตู้เย็น ต้องไปซื้อน้ำแข็งที่ฝั่งกลับมาใส่ไว้ในคูลเลอร์แทน ซึ่งอยู่ได้ไม่นาน

เมื่อมีข้อจำกัดทางพื้นที่ ธนัยประสานงานกับทั้งทางอุทยานฯ หน่วยงานด้านพลังงานของจังหวัด พูดคุยหาทางออกที่เหมาะสม จนได้คำตอบคือการทำโซลาร์โฮม ติดตั้งแผงโซลาร์ประจำบ้านแบบเติมเงินที่เรียกว่า Pay-As-You-Go โดยมีตัวเลือกเป็นแผงโซลาร์และแบตเตอรี่ขนาดต่างๆ ตามความต้องการใช้ไฟและรายได้ จ่ายก่อนค่อยใช้

เช่น ขนาดเล็กสุด ใช้ไฟได้เป็นหลัก ถ้าขยับมาเป็นไซส์กลางจะมีไฟพอสำหรับทีวีและพัดลม เป็นต้น โดยรายได้ทั้งหมดเข้าบัญชีรวมของกลุ่มไว้เป็นค่าบริหารจัดการเช่นเคย และหากอุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหาย พวกเขาสามารถเคลมประกันจากกลุ่ม

“เราเรียนรู้ว่าการทำไมโครกริดไม่ได้เป็นคำตอบแบบ One size fits all สำหรับเกาะจิก เราเข้าไปอัปเกรดของเดิมที่มีอยู่และทำให้เข้มแข็งมากขึ้น ส่วนเกาะบุโหลนดอนเหมือนเริ่มต้นนับหนึ่งและมีข้อจำกัดต่างกัน ซึ่งความสวยงามของการคิดระบบแบบนี้ คือการออกแบบระบบให้ตรงความต้องการของผู้ใช้งาน” 

ส่วนสิ่งที่ไม่ต่างไปจากเกาะจิก คือการลงพื้นที่ร่วมกันเป็น Taskforce โดยในกรณีนี้ มีผู้ใหญ่บ้านแต๊กจากเกาะจิกมาช่วยให้คำแนะนำกลุ่มชาวบ้านในบุโหลนดอนด้วย เนื่องจากพื้นที่มีลักษณะเป็นเกาะเหมือนกัน ประกอบอาชีพคล้ายกัน ย่อมคุยกันได้อย่างถูกปากถูกคอ

ปีที่ผ่านมา ธนัยแวะเวียนไปที่เกาะบุโหลนดอน 6 ครั้งในช่วงประมาณ 10 เดือน ช่วยติดตั้งโซลาร์โฮมไปแล้วประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือน และเปลี่ยนเกาะที่เคยถูกมองข้ามในความมืดมิดให้สว่างไสวกว่าที่เคยเป็นมา

ความสำเร็จวัดกันที่อีกทศวรรษ

“ความสำเร็จของผมไม่ได้วัดจากโปรเจกต์ที่สร้างเสร็จแล้วจบนะ แต่เป็นความยั่งยืนของสิ่งที่เราทำไว้ ต้องมองถึงระดับสิบห้าถึงยี่สิบปี อย่างที่เกาะจิก เราตั้งเป้าว่าการพัฒนาครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ต้องใช้เงินทุนจากภายนอก” ธนัยตอบเรื่องเครื่องชี้วัดความสำเร็จของสิ่งที่ทำ

ในอนาคต เมื่อต้องมีการบำรุงรักษาอุปกรณ์หรือปรับเปลี่ยนระบบ เขาคาดหวังชุมชนเหล่านี้จะบริหารจัดการเองได้จากภายใน โดยไม่ต้องมีทีม ReCharge หรือทุนสนับสนุนภายนอกแล้ว และอาจพัฒนาต่อไปเป็นนิติบุคคลรูปแบบวิสาหกิจชุมชน ทุกคนมีหุ้นอยู่ในบริษัทอย่างเท่าเทียม ถ้าบริหารงานแล้วมีกำไร ก็เกิดการแบ่งเงินปันผลให้กันได้ ทุกอย่างมีการจดบันทึกและตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส

ในส่วนอุตสาหกรรมพลังงานภาพใหญ่ ธนัยมองว่าต่อไปจะเริ่มมีคนและองค์กรหันมาใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น โดยไม่ขึ้นอยู่กับนโยบายกระตุ้นเหมือนที่ผ่านมา เพราะการติดตั้งและใช้ไฟจากพลังงานโซลาร์จะถูกกว่าการซื้อจากการไฟฟ้า เกิดการซื้อขายระหว่างหน่วยงานกันเอง กระจายการผลิตพลังงานให้เข้าถึงทุกแห่งมากขึ้นเหมือนประเทศฝั่งตะวันตก เพื่อให้ทุกชุมชนสามารถพึ่งพาตัวเองหรือสร้างรายได้จากศักยภาพด้านนี้ เช่น ในประเทศเยอรมนีที่บางเมืองผลิตไฟฟ้าเองได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และมากเกินความต้องการ จนส่งไฟฟ้าไปขายให้พื้นที่อื่นได้

หากเราร่วมกันวางแผนให้ดี แต่ละชุมชม ไม่ว่าจะเป็นเกาะ ป่า หรือภูเขา อยู่เหนือ ใต้ ออก ตก คงจะมีไฟฟ้าใช้อย่างทั่วถึง มีการพัฒนานวัตกรรมที่มีศักยภาพมากขึ้น และเกิดการสนับสนุนพลังงานทดแทนในวงกว้างอย่างยั่งยืน

ReCharge คือหนึ่งในความพยายามนั้น และโลกยังต้องการคนอีกมากเข้ามาร่วมภารกิจนี้เพื่ออนาคตของเรา

โครงการพัฒนาระบบพลังงานสะอาดบนเกาะจิกและบุโหลนดอน ให้ชุมชนเข้าถึงไฟฟ้าแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โมเดลบริหารชุมชนด้านพลังงานยั่งยืน

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ คืออาจารย์ นักวิจัย และที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ค่อนข้างแตกต่างจากคนที่เราเคยพบเจอ 

เริ่มตั้งแต่การแต่งกายภายนอกที่สวมใส่ผ้าไทยอยู่เสมอ สลัดภาพดอกเตอร์จากเมืองนอกทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง และภายในที่คิดถึงทั้งการสร้างประโยชน์ทางธุรกิจและสังคมไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว ผ่านการใช้งานวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อน เปลี่ยนเรื่องยากให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงและใช้งานได้

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

จากประสบการณ์ทำงานมากกว่า 20 ปี เขาให้คำปรึกษา ผลักดันผู้ประกอบอาหารเล็กใหญ่มามากกว่า 2,000 ราย และอีกนับร้อยชุมชน ตั้งแต่กระดาษว่างเปล่าจนถึงผลิตภัณฑ์ขายดิบขายดีในท้องตลาด 

เราอาจเปิดเผยชื่อสินค้าไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นความลับทางธุรกิจของที่ปรึกษา แต่เชื่อว่าหลายแบรนด์เคยผ่านตาคุณมาอยู่บ้าง หนึ่งในนั้นคือน้ำเต้าหู้โทฟุซังและกล้วยตาก Banana Society

ปัจจุบัน เขาคือผู้อำนวยการศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร (EAST) ทำงานร่วมกับหน่วยงานมากมาย เพื่อช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ ทั้ง SME และธุรกิจท้องถิ่นให้เฉิดฉาย

การให้คำปรึกษาของอาจารย์นั้นไม่ธรรมดา ไม่ใช่แค่รับโจทย์ แก้ปัญหา แต่พากลับไปคิดถึงแก่นแท้ จิตวิญญาณของธุรกิจว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร เพราะไม่อยากให้เกิดธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียวแล้วล้มหายตายจากไป แต่ควรจะขับเคลื่อนสังคมด้วย แม้จะใช้เวลานาน ทำงานแทบไม่ได้หยุดก็ตาม

ต่อให้คุณไม่ได้ทำงานในวงการอาหาร แต่เราอยากให้คุณได้อ่านเรื่องราวนี้ไปด้วยกัน

เพราะนี่เป็นบทสนทนาที่จะชวนตั้งคำถามที่คุณอาจรู้สึกว่าควรมีใครสักคนถามคุณมาตั้งนานแล้ว และกลับไปตามหารากเหง้าที่แท้จริงของตัวเอง

01

อาหารและงานที่ดี

“อาหารที่ดีต้องประโลมตา บรรจงรส จรรโลงใจ” บัณฑิตกล่าวคำพูดของคุณแม่ อดีตนักเรียนโรงเรียนการเรือน ที่ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในเส้นทางชีวิตของเขา

“แม่บอกเสมอว่าอาหารคือหนึ่งในวัฒนธรรมที่สำคัญของเรา คำพูดดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่ผมใช้บอกลูกศิษย์อยู่เสมอเลย” 

แต่ย้อนไปในวัยเด็ก ความสนใจด้านอาหารยังไม่เกิดขึ้นในความคิดของบัณฑิต เขารู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อเห็นการทำงานของโรงงานอาหารที่แม่เขาเป็นผู้จัดการอยู่ และการเข้าเรียนด้านเทคโนโลยีอาหารที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็อาจถือเป็นเรื่องจับพลัดจับผลู 

จนกระทั่งเจออีกหนึ่งแรงบันดาลใจคืออาจารย์ผู้ชี้ทาง

“ในรุ่นผม เราถูกปลูกฝังกันว่ามหาวิทยาลัยถือเป็นหนึ่งในร่มเงาที่ทำให้สังคมผาสุก ซึ่งไม่เกิดขึ้นจากการเอาความรู้ที่เรียนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม หน้าที่ของอาจารย์ที่เติมปัญญาและเปลี่ยนผู้คนคือหนึ่งในหนทางนั้น

“มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ด้วยว่า การทำงานที่ดีคืองานที่ ‘สัมผัสฟ้า ซับน้ำตาดิน’ คือไปถึงความรู้ขั้นสูงสุดแล้วเอาลงมาแก้ไขปัญหาให้กับสังคม นั่นกลายเป็นปรัชญาในการทำงานของผม” 

หลังเรียนจบ บัณฑิตศึกษาต่อด้านวิศวกรรมอาหารจนถึงระดับปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เติบโตในหน้าที่การงานจนเป็นผู้จัดการโรงงานที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เมื่อเริ่มรู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ชีวิต เขาจึงเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่สายวิชาการตามเจตนารมณ์ที่เคยมี และค้นพบจุดบอดที่ยังไม่ค่อยมีใครเข้ามาทำอะไร

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

“เราค้นพบว่างานวิจัยที่ดีคือพื้นฐานของทุกอย่างเลย แต่ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่บอกคนได้ว่าคุณมีความรู้แล้ว จะเอาความรู้ไปสร้าง Know-how ของตัวเองได้อย่างไร และต้องมี Know-why ด้วย คือไม่ใช่จะทำแต่สินค้าออกมาขาย แต่ต้องรู้ว่าทำไปทำไม ตอบโจทย์ตลาดไหม

“นอกจากสร้างผลกำไรแล้ว เรามองว่าธุรกิจควรสร้างประโยชน์อย่างอื่นด้วย เช่น สนับสนุนชาวบ้าน เชิดชูและอนุรักษ์ภูมิปัญญาของพื้นที่ รักษาสิ่งแวดล้อม เป็นงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่สามารถออกแบบกระบวนการทางสังคม” อาจารย์เล่าความเชื่อเมื่อสมัยสิบกว่าปีก่อน พร้อมบอกว่าตอนนั้นยังไม่เห็นภาพเหมือนกันว่างานนี้จะเป็นอย่างไร แต่ต้องลองดู

เป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจการเชื่อมองค์ความรู้จากงานวิจัยที่คนมักมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อนเข้าใจยาก เข้าสู่ภาคธุรกิจ เพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคม

02 

Ego & Eco

ธุรกิจที่บัณฑิตดำเนินการให้คำปรึกษาแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ โดยทำงานร่วมกันผ่านการร่วมมือกับองค์กรต่างๆ 

หนึ่ง ธุรกิจเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ทำงานร่วมกับหน่วยงานเช่นเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) และโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP ภายใต้การกำกับดูแลของ สวทช.) ช่วยผลักดันผู้ประกอบการตั้งแต่ยังมีเพียงแค่โจทย์ วางคอนเซปต์ วิจัย จนถึงทดสอบตลาด

เช่น imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

สอง ธุรกิจพื้นถิ่นหรือธุรกิจชุมชนที่มักมีวัตถุดิบและแรงงาน แต่อาจขาดทักษะผู้ประกอบการและต้องการความช่วยเหลือ บัณฑิตและทีมงานจะลงพื้นที่ไปสำรวจความเป็นอยู่ พูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

“ผมมองว่าหน้าที่ของผมคือการช่วยคนให้กินดีอยู่ดี มีงานทำ มีความสุขในพื้นที่ เราเข้าไปเป็นเหมือนตัวเร่ง (Catalyst) ให้แต่ละชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง เวียนพื้นที่ไปตามหน่วยงานต่างๆ ที่เราร่วมมือด้วย”

โดยทั้งสองแบบ บัณฑิตไม่เพียงให้คำปรึกษา แต่จะแฝงกระบวนการตามหาหัวใจของธุรกิจ เพื่อสร้าง ‘Soul Business’ ที่อยู่รอดและคำนึงถึงทั้ง Ego (ตัวเอง) และ Eco (ระบบนิเวศ) 

“แต่ละธุรกิจเป็นเหมือนร่างกายที่ต้องการอวัยวะแตกต่างกันไป เราพบว่าต่อให้ภูมิคุ้มกันดีแค่ไหน แต่ถ้าทั้งระบบไม่มี Herd Immunity เวลาคนอื่นตาย คุณก็ตายด้วย เหมือนปลาหนึ่งตัวที่เน่าในบ่อ

“คนอาจจะบอกว่าเราโง่ที่ทำแบบนี้ เพราะทำแล้วไม่เห็นเกิดอะไรขึ้นมา แต่เขาไปวัดจากเรื่องเงินอย่างเดียว แต่ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ แล้วสังคมจะอยู่อย่างไร”

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำอย่างไรล่ะจึงจะสร้าง Soul Business ให้เกิดขึ้นจริง 

Pinarie, Lupin chips
03

Search Inside Yourself

“คนอยากทำธุรกิจมาปรึกษาร้อยคน จะตอบคำถามเราไม่ได้สักแปดสิบคนแล้วเดินกลับไปอึ้งๆ” บัณฑิตเล่าบรรยากาศการให้คำแนะนำธุรกิจที่ทำให้คนงง และต้องกลับไปคิดทบทวนคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

ไม่ได้โหดร้ายเย่อหยิ่งแต่อย่างใด สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะคนชอบเข้ามาหาหนทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แสวงหาวิธีสร้างรายได้ทางธุรกิจเสร็จสรรพ แต่ลืมคำนึงถึงว่าตัวเองเป็นใคร ทำไปเพื่ออะไร

“จริงๆ การทำสินค้าเป็นสิ่งที่มาทีหลังเลย อย่างแรกที่คุณควรทำคือสำรวจตัวเองก่อนว่าพร้อมไหม สมมติผลตอบแทนต้องรออีกสักประมาณสี่ปีอย่างต่ำ คุณทนได้หรือเปล่า คุณแน่ใจไหมว่าจะขายให้ใคร เขามีแนวโน้มจะชอบของคุณหรือเปล่า พอเหลือยี่สิบคน ก็จะถามลึกไปอีกว่าสภาพคล่องเป็นอย่างไร จะหาเงินทุนจากไหน บางคนแค่ตั้งโจทย์ใช้เวลาเก้าเดือน 

“เราต้องตั้งคำถามเหล่านี้ให้มีคำตอบชัดก่อน ถ้าไม่ชัด เราไม่ทำ ไม่อย่างนั้นเราจะเห็นภาพคนที่มีมะม่วงล้นก็กวนขาย แต่ไม่รู้ว่าขายใคร ทำไปเป็นปีก็ไม่หมด เห็น SME เกิดสิบ ตายแปด ในหนึ่งปี เราไม่อยากให้เกิดแบบนั้น เลยต้องพาเขาไปเห็นปัญหาของตัวเอง ด้วยตัวเองก่อน” บัณฑิตเล่ากระบวนการที่คิดอย่างละเอียด เพราะธุรกิจขนาดเล็กต้องคิดคำนวณให้รัดกุมอย่างมาก บางครั้งต้องล้มกระดาน คิดโจทย์ใหม่ตั้งแต่ต้น

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

ส่วนระหว่างทาง เขาและทีมจะพยายามเสริมแทรกการคิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่ใช่บอกตรงๆ แต่ผ่านคำถามให้คิด

เช่น ถ้าทำธุรกิจที่มีแหล่งวัตถุดิบ 2 เจ้า เจ้าแรกเป็นเกรดเอ ราคา 17 บาท เจ้าสองเป็นเกรดซี ราคา 7 บาท บัณฑิตจะถามว่าวัตถุดิบแบบไหนเหมาะกับงานของเรา เราอาจต้องการแค่เกรดซีเพื่อนำมาแปรรูปต่อก็ได้ พร้อมถามว่าเจ้าของวัตถุดิบจะได้อะไรจากเราบ้าง ถือเป็นราคาที่ดีไหม เราเอาเปรียบเขาหรือเปล่า

“ระหว่างการให้คำปรึกษา เราจะกระตุ้นให้คนเห็นว่าธุรกิจที่เขาทำสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อีกมากแค่ไหน เขาจะค่อยๆ ซึมซับไปเรื่อยๆ 

“แต่มันไม่ใช่จะเกิดขึ้นในปีเดียวนะ บางคนต้องใช้เวลานานห้าถึงสิบปีเลย เขาถึงจะเห็นว่าตัวเองเดินได้แบบไม่ต้องเอาเปรียบใคร ระหว่างนั้นเราจะคอยเลี้ยงดูและทำให้เขาเห็น แม้ใช้เวลานานมากก็ตาม”

04

นักสืบ พยาบาล แพทย์ ครู

“เห็นการแต่งตัวของผมไหม ผมใส่แบบนี้แล้วเหมือนคุณลุงในชุมชนเลย” บัณฑิตเล่าหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้เขาทำงานร่วมกับชุมชนสำเร็จ ในขณะที่หลายคนทำแล้วไม่เกิดผล

“การทำงานกับชุมชนต้องเริ่มจากทัศนคติก่อน ต้องเริ่มจากว่าเราไม่ได้เป็นผู้กอบกู้ หรือจะเอาอะไรไปให้เขานะ แต่ในฐานะเพื่อนที่ไปเรียนรู้ ผมไม่เคยบอกเลยว่าจะไปช่วยอะไรเขา แต่เริ่มจากมองเห็นปัญหาด้วยแว่นตาเดียวกันกับเขาก่อน คุยกับเขา เขากินอะไรก็กิน บางคนแค่ต้องการที่ระบาย เราก็ฟัง ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าไปด้วยแนวคิดนี้ ”

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต
บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

บัณฑิตเสริมต่อว่า เขาพยายามวางตัวให้เป็นนักสืบก่อนเมื่อเริ่มเข้าไปในชุมชน เพื่อถามคำถามต่างๆ ให้เขาได้คิดและตอบ หลังจากนั้นจะทำหน้าที่เป็นพยาบาลเยียวยาบาดแผลของคนไข้ ต่อด้วยเป็นแพทย์ผ่าตัดที่ลงมือแก้ไขปัญหา และสุดท้ายเป็นคุณครูที่ช่วยถอดบทเรียนสิ่งที่ได้เรียนรู้

แต่คนจำนวนมากเริ่มสวมบทบาทการลงพื้นที่ด้วยการเป็นตำรวจ ตรวจจับข้อผิดพลาด ตามด้วยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลและปอเต็กตึ้ง ทำให้การทำงานร่วมกับชุมชนล้มเหลว

หวานอย่างมีหวัง
หวานอย่างมีหวัง

หนึ่งในเคสที่ประสบความสำเร็จในการทำงานชุมชนของบัณฑิตคือ ‘หวานอย่างมีหวัง’ น้ำตาลมะพร้าวแท้ของ อาจารย์ปรีชา เจี๊ยบหยู จากจังหวัดสมุทรสงคราม ที่รักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้ไม่ให้สูญหาย

“อาจารย์ปรีชาเป็นคนสอนผมว่านักวิชาการชอบเอาซากความรู้มาเก็บไว้เต็มตู้หนังสือเลย แต่เขาไม่อยากได้สิ่งนั้น อยากได้หลักวิชาการคู่กับวิชานอกตำราที่กลั่นกรองมาจากภูมิปัญญามากกว่า” 

น้ำตาลมะพร้าวนี้มีสรรพคุณมากมาย คนเบาหวานทานได้เพราะมีอินนูลิน ลดการดูดซึมน้ำตาลจากอาหาร เก็บเกี่ยวจากต้นมะพร้าววันละ 2 เวลา เรียกว่าน้ำตาลเช้าและน้ำตาลบ่าย ด้วยกระบอกไม้ไผ่ที่ช่วยให้น้ำตาลเสียช้าและไม่ต้องใส่สารเพิ่ม (แลกมากับกระบวนการล้างและต้มที่เพิ่มขึ้น) ดำเนินงานโดยกลุ่มในชุมชนที่มีความเข้มแข็ง 

แต่ปัญหาคือ คนไม่ค่อยเชื่ออาจารย์ปรีชา เพราะไม่ได้เป็นนักวิชาการ และผู้ผลิตจำนวนมากใส่สารปลอมปนในน้ำตาลเยอะ ทำลายความเป็นธรรมชาติ แต่กลับเรียกผลิตภัณฑ์ตัวเองว่าเป็นน้ำตาลมะพร้าวแท้อยู่เต็มตลาด

บัณฑิตจึงเข้าไปคิดเรื่องแบรนด์ จนเกิดเป็นคำว่า ‘น้ำตาลของจริง’ และเก็บข้อมูลให้คนเห็นว่าใน 1 ปี น้ำตาลแต่ละช่วงเป็นอย่างไรบ้าง ข้อดีข้อด้อยเป็นอย่างไร พิสูจน์เรื่องวัสดุต่างๆ ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ 

หลังดำเนินงานมากว่า 5 ปี น้ำตาลมะพร้าวของอาจารย์ปรีชากำลังจะได้รับการจดทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสมุทรสงคราม และที่ผ่านมา มีคนติดต่อเข้าไปดูงานมากถึงปีละหลายพันคน 

“เราได้นำความรู้วิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์ภูมิปัญญา ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เรียนรู้วิธีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งของชุมชนด้วย” บัณฑิตยิ้ม งานแบบนี้ไม่มีใครเด่นกว่าใคร เพราะถือเป็นการทำงานร่วมกันของจริง

05

ออกดอก ขยายผล

หลายคนชื่นชมแนวคิดของบัณฑิต แต่มองว่าการทำงานช้าเกินไป ไม่สามารถขยายผลในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว (Speed & Scale)

ด้วยเหตุนี้ ช่วงปีที่ผ่านมา บัณฑิตจึงพยายามมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการและเครื่องมือทั้งหมดให้อยู่บนแพลตฟอร์มหนึ่งที่ลักษณะคล้ายสถาบัน มีทั้งคอร์สออนไลน์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง หากมีปัญหา ก็มีทีมให้คำปรึกษาคอยช่วยโค้ช มีห้องวิจัยให้มาฝึกทดลองอย่างครบครัน 

รวมถึงพยายามขยายเครือข่ายให้มากขึ้น เช่น ร่วมงานกับหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่มีมหาวิทยาลัยอยู่ในเครือข่ายมากถึง 33 สถาบัน

“เราอาจทำคนเดียวไม่ไหว ก็ต้องให้คนอื่นมาช่วย ให้อาจารย์และนักศึกษานำกระบวนการที่เราใช้ไปขยายผลต่อผ่านกลไกของมหาวิทยาลัยในพื้นที่” 

และอีกโปรเจกต์หนึ่งที่บัณฑิตกำลังพัฒนาร่วมกับชุมชนอยู่คือ ‘Route to the Root’ พัฒนาภูมิปัญญาของชุมชนให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวความเป็นมา ให้ผู้บริโภคสำรวจกลับไปได้ถึงรากเหง้า ที่มาไปที่ของสินค้าแต่ละอย่าง โดยติดต่อไปวางขายร่วมกับห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อสร้างตลาดให้แก่ชุมชน 

รักษารากฐานแบบเดิมไว้ แต่ขยายผลให้กว้างไกลขึ้นเพื่อเข้าถึงผู้ประกอบการมากขึ้น เป็นความหวังให้กับธุรกิจโดยเฉพาะในยามวิกฤตเช่นนี้

06

ใจใหญ่กว่าตัว

“ผมตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมากๆ เลยว่าทำอะไรอยู่ บางทีทำไปก็ดูจะไม่เห็นผลเลย เคยคิดว่าจะหยุดเหมือนกัน” บัณฑิตเล่าว่าทำงานในแวดวงมานาน 20 กว่าปี ย่อมมีท้อบ้างเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะช่วงปีแรกๆ ที่อัตราความสำเร็จของธุรกิจที่ให้คำปรึกษาอยู่ที่ราว 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก่อนจะดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์

“สิ่งที่ทำให้ผมยังทำงานต่อคือการถามตัวเองว่า หนึ่ง เราทำแล้วได้อะไร สอง ถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจไหม หลายครั้งคนมักติดอยู่ที่คำถามข้อแรก แต่ผมจะพยายามถามตัวเองข้อที่สองก่อน แล้วได้คำตอบเสมอว่าถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจมาก

“ผมมองว่าโอกาสในการทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งในชีวิตมันไม่ได้มีมาบ่อย ถ้าไม่คว้าไว้ก็เป็นอากาศ และถึงต้องล้มเหลว เรามองว่ามันคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ใกล้ความสำเร็จมากขึ้น ต้องล้มบ่อยๆ จนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร

“สองความคิดนี้ทำให้ไม่ว่าต้องทำงานหนักแค่ไหน ไม่ได้หยุดวันเสาร์อาทิตย์ ผมยังคงทำอยู่ มันมีโดดเดี่ยวบ้างบนเส้นทางนี้ แต่ชีวิตก็เป็นแบบนั้น เกิดมาคนเดียว เราก็ตายคนเดียวเหมือนกัน”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เส้นทางนี้ไม่หนักหนาจนเกินไปคือ ทีมงานที่ทำงานร่วมกันภายในทีม EAST กับบัณฑิตราว 20 คนที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี 

“ก่อนน้องๆ ในทีมจะเข้ามาทำงานร่วมกัน คำถามหลักที่ผมจะถามพวกเขาคือ ถ้าคุณทำงานสักชิ้นแล้วต้องล้ม คุณคิดว่าคุณล้มได้สักกี่ครั้ง คำตอบของเขาจะบ่งชี้เองว่าเขาเหมาะกับงานนี้หรือเปล่า หลายคนตอบว่าล้มได้เยอะ คำถามคือ พอคุณลุกขึ้นมา คุณมีวิธีจัดการตัวเองอย่างไร

“สุดท้าย ผมถามว่าถ้างานเหล่านี้เกิดพรากชีวิตส่วนอื่นๆ ของคุณขึ้นมา คุณจะเสียดายลมหายใจตรงนี้ไหม เพราะงานแบบนี้ล้มเยอะมากนะ คุณจะรู้สึกล้มเหลว สูญเสียศักดิ์ศรี และวันหยุดของเราคือวันที่คนอื่นประสบความสำเร็จ ดังนั้น เราไม่ได้หาคนเก่ง เรื่องนั้นฝึกกันได้ แต่เราตามหาคนที่ใจใหญ่กว่าตัวมหาศาล” 

คนที่มีคุณสมบัตินี้คือทีมงานที่อยู่เคียงข้างบัณฑิต และพร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยให้ไม่น้อยหน้าใคร

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load