จะเป็นยังไงถ้าจิตรกรรมฝาผนังไทยเคลื่อนไหวได้? 

เราขอเสนอ รามาวตาร แอนิเมชันที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของจิตรกรรมฝาผนังและสร้างความแปลกใหม่ให้วงการแอนิเมชันด้วยการใช้ภาพจริงจากจิตรกรรมรอบพระระเบียงพระอุโบสถวัดพระแก้ว แทนการใช้หุ่นปั้นในโปรแกรมแบบแอนิเมชันที่เราคุ้นเคย ทั้งยังเป็นแอนิเมชันเรื่องแรกของโลกที่เสนอเรื่อง รามเกียรติ์ จากจิตรกรรมฝาผนัง

อ่านไม่ผิด! ภาพจากจิตรกรรมฝาผนัง คุณคงสงสัยไม่แพ้เราว่าจะทำยังไง และจะออกมาเป็นยังไง 

ตามไปคุยกับ อธิปัตย์ กมลเพ็ชร ผู้กำกับภาพยนตร์ นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้อำนวยการบริหาร ดลยา กมลเพ็ชร ผู้อำนวยการสร้าง และ กวี พูลทวีเกียรติ์ ผู้จัดการเผยแพร่ภาพยนตร์ ว่ากว่าจะเป็น รามาวตาร จิตรกรรมฝาผนังมีชีวิตสุดสนุกนั้นเป็นอย่างไร 

อธิปัตย์ กมลเพ็ชร ผู้กำกับภาพยนตร์ นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้อำนวยการบริหาร ดลยา กมลเพ็ชร ผู้อำนวยการสร้าง และ กวี พูลทวีเกียรติ์ ผู้จัดการเผยแพร่ภาพยนตร์

จากการชมแอนิเมชันมาแล้ว 1 รอบ ขอกระซิบว่า อย่าเพิ่งกลัวว่าดูแล้วจะงงตาแตกตามไก่  ไม่ต้องมีความรู้เรื่อง รามเกียรติ์ ว่าใครลูกใคร และไม่ต้องยืนอึ้งหน้าฝาผนังยาวเป็นพืดว่าจะชมยังไง เพราะ รามาวตาร ดูง่ายและภาพดีงามเหมือนได้เดินรอบวัดพระแก้วด้วยตัวเอง

ถ้าพร้อมแล้ว ขอเชิญลงทะเบียนเพื่อรับชม 

01

ก่อนจะเป็น ‘รามาวตาร’

นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปเมื่อ 12 ปีที่แล้ว อธิปัตย์มีโอกาสร่วมทำ DVD Interactive จิตรกรรมฝาผนังรอบพระระเบียงวัดพระเเก้วประกอบคำอธิบายแและบทร้อยกรอง เขาเห็นว่าจิตรกรรมแสนเก๋ที่ตนได้สัมผัส ไม่ได้ไทยประเพณีจ๋า แต่มีความร่วมสมัยซ่อนอยู่ ทั้งยังเป็นเรื่องที่มีคุณค่าแต่ไม่ค่อยมีใครเห็นค่าเพราะดูล้าสมัย เขาจึงปิ๊งไอเดียต่อยอดงานครั้งนั้นเป็นแอนิเมชันจากจิตรกรรมฝาผนังขนาดสั้น ตอน ธรรมะแห่งราชา เมื่อ พ.ศ. 2554 เพื่อนำเสนอเรื่องราวของพระราม ราชาผู้ทรงธรรม จากนั้น เรื่องราวของ รามาวตาร จึงถือกำเนิดขึ้น 

ทีมงาน รามาวตาร พยายามระดมทุนสนับสนุนภาพยนตร์ตอน รามาวตาร อีกหลายปีจนกระทั่งใน พ.ศ. 2561 ไทยเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพอาเซียน และโขนไทยได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก ความฝันของทีมงานและผู้ที่เคยชมแอนิเมชันจิตรกรรมฝาผนังตอน ธรรมะแห่งราชา จึงเป็นจริง

02

จักรวาลรามเกียรติ์

นอกจากจักรวาล Marvel ที่ทุกคนรู้จักดี จักรวาลรามเกียรติ์เป็นอีกหนึ่งจักรวาลที่ทีมผู้สร้างอยากนำเสนอให้ทุกคนรู้จัก 

จักรวาล Marvel บู๊ล้างผลาญขนาดไหน จักรวาลรามเกียรติ์ก็บู๊พ่นไฟไม่แพ้กัน รามาวตาร เล่าเรื่องกระชับฉับไว แต่ไม่ทิ้งใจความสำคัญที่จะสื่อ ฝ่ายพระรามคงเป็นเหล่าฮีโร่แบบที่ Iron Man เป็น และแน่นอน ทศกัณฐ์ต้องเป็นเหล่าร้ายที่มาล้างโลก (ขอจัดให้เป็นธานอสใน The Avengers

รามาวตาร แอนิเมชัน 2.5 มิติฝีมือคนไทยที่ปลุกชีพให้จิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้วเคลื่อนไหวได้
รามาวตาร แอนิเมชัน 2.5 มิติฝีมือคนไทยที่ปลุกชีพให้จิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้วเคลื่อนไหวได้

เริ่มกันที่ปฐมบทของไตรภาค รามาวตาร ที่เล่าตั้งแต่ตอนที่พระนารายณ์สาปให้นนทุกไปเกิดใหม่เป็นทศกัณฐ์มี 10 เศียร 20 มือ และพระองค์จะไปจุติเป็นพระราม ที่แม้เป็นกษัตริย์แต่ก็เป็นมนุษย์ธรรมดาเดินดิน เพื่อพิสูจน์ว่าถึงนนทุกใจมารจะมีอิทธิฤทธิ์มากกว่าก็ยังต้องแพ้พ่ายไป จนถึงตอนที่พระรามสั่งให้เหล่าพลลิงเอาหินไปสร้างเป็นถนนข้ามมหาสมุทรเพื่อบุกไปยังลงกา 

จุดที่เราคิดว่าเป็นประโยชน์กับผู้ชมคือ ทุกครั้งที่ตัวละครใหม่ปรากฏ จะมีข้อความสีขาวบอกชื่อและตำแหน่งของตัวละครนั้นๆ ทำให้คนที่มีความรู้เรื่อง รามเกียรติ์ เป็นศูนย์ก็เข้าใจและสนุกกับเรื่องได้ 

รามาวตาร แอนิเมชัน 2.5 มิติฝีมือคนไทยที่ปลุกชีพให้จิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้วเคลื่อนไหวได้

“จักรวาลรามเกียรติ์จะมัดใจคนดูยังไง เพราะ รามเกียรติ์ นั้นดูเก่าเกินที่เด็กน้อยวัยใสและผู้ใหญ่วัยมันสมัยนี้จะเข้าถึง” เราถาม

“ธรรมะย่อมชนะอธรรม เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์ทุกชนชั้น ถ้ามีรัก โลภ โกรธ หลง จะเกิดอะไร แก่นยังตรงกับปัจจุบันที่คนทั่วไปสัมผัสได้ไม่ยาก” นนทรีย์เฉลยสิ่งที่เขาสัมผัสได้จากการอ่านบทภาพยนตร์ แท้จริงแก่นของ รามาวตาร กับเรื่องราวในจักรวาล Marvel นั้นเหมือนกัน เพียงนำเสนอต่างรูปแบบและเทคนิคเท่านั้น

03

เปลี่ยนวรรณคดีเป็นบทภาพยนตร์

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้จิตรกรรมฝาผนัง 44 ห้องภาพ และวรรณคดีไทยขนาดยาว 40 จาก 117 เล่มสมุดไทยกลายเป็นภาพยนตร์ 1 ชั่วโมง 

ทีมเขียนบทเป็นอีกทีมที่ต้องแก้งานแล้วแก้งานอีก เพื่อให้ร้อยกรองหลายบรรทัดกลายเป็นคำพูดเพียง 2 ประโยคด้วยภาษาปัจจุบัน กวีบอกกับเราว่า เรื่องนี้เหมือนนำโขน 10 ตอนที่ปะติดปะต่อยากมาเสนอผู้ชมให้เข้าใจง่ายในตอนเดียว

ฟังแล้ววิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม แต่ความยากยังไม่หมดเท่านั้น ทีมงานต้องตีความและใส่เหตุผลทุกฉากทุกตอนเพื่อให้คนดูเข้าใจแนวคิดที่แฝงอยู่เบื้องหลังการกระทำของตัวละคร ขจัดความสงสัยของผู้ชมว่าเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ทำไมต้องรบกัน 

อธิปัตย์ กมลเพ็ชร ผู้กำกับภาพยนตร์ นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้อำนวยการบริหาร ดลยา กมลเพ็ชร ผู้อำนวยการสร้าง และ กวี พูลทวีเกียรติ์ ผู้จัดการเผยแพร่ภาพยนตร์

“ทำไมต้องจองถนนและรบกับทศกัณฐ์ ให้หนุมานพานางสีดาเหาะไปก็ได้ แต่เพราะพระรามเป็นมนุษย์ มันคือการนำธรรมะไปปราบอธรรมด้วยวิถีของมนุษย์ สิ่งนี้น่าจะทำให้มันคลาสสิกจนส่งต่อมายาวนาน” อธิปัตย์บอกเราและเล่าต่อว่า นอกจากต้องตัดทอนรายละเอียดยิบย่อย ทีมงานยังต้องสร้างให้ รามาวตาร มีความเป็นภาพยนตร์มากที่สุด และนนทรีย์ ผู้กำกับภาพยนตร์มากฝีมือ คือผู้ที่เข้ามาทำให้จิตรกรรมฝาผนังและวรรณคดีที่ใครๆ ก็มองว่าแสนเชยกลายเป็นภาพยนตร์สุดมันได้ 

“เราใส่ทั้งความเป็นหนังและความสนุกลงไปให้คนได้เห็น บางครั้งต้องบอกทีมงานว่า นี่มันลิเกแล้ว ไม่ใช่หนัง มันต้องมีอารมณ์ความรู้สึก ทำสิ่งนี้ไปแล้วผลที่ได้คืออะไร” หลายครั้งที่ทีมงานถกเถียงกันว่าจะใส่บทร้องเอื้อนหรือจะใช้บทพูด แต่นนทรีย์ก็พยายามเลือกอย่างหลังและใช้ดนตรีประกอบแบบหนังแทน 

รามาวตาร แอนิเมชัน 2.5 มิติฝีมือคนไทยที่ปลุกชีพให้จิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้วเคลื่อนไหวได้
รามาวตาร แอนิเมชัน 2.5 มิติฝีมือคนไทยที่ปลุกชีพให้จิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้วเคลื่อนไหวได้

หลังจากเราดูไปแล้ว 1 รอบ ขอบอกว่าภาพดี เสียงปัง และบทเลิศ รามาวตาร มีความเป็นภาพยนตร์อย่างปฏิเสธไม่ได้ การกระทำของตัวละครมีเหตุผลและเดินเรื่องดี มีจุดเริ่ม จุดไคลแม็กซ์ และแม้จะเล่าไม่ถึงตอนท้ายเพราะเป็นเพียงภาคแรก แต่ก็ลงจบตอนจองถนนได้อย่างสวยงาม ปูเรื่องให้เรารอชมตอนต่อไปแทบไม่ไหว

04

จากฝาผนังสู่จอภาพยนตร์ 

ทีมงานใช้เวลาในการเก็บภาพ 44 ห้องภาพจาก 178 ห้องภาพ นานเกือบ 2 เดือน แบ่งเก็บภาพ 2 ส่วน ส่วนแรกคือถ่ายเต็มห้องภาพ แต่ละ 1 ห้องภาพต้องถ่ายทั้งหมด 120 ครั้ง เพื่อได้ภาพใหญ่เท่าขนาดฝาผนังจริง อีกแบบคือถ่ายโคลสอัพสารพัดส่วนของตัวละคร แทบไม่อยากคิดว่าภาพทั้งหมดที่ต้องเก็บมีกี่ล้านภาพ! 

รามาวตาร แอนิเมชัน 2.5 มิติฝีมือคนไทยที่ปลุกชีพให้จิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้วเคลื่อนไหวได้

เพราะผนังวัดมีอายุตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ ย่อมผุพังตามกาลเวลาและอุดมด้วยความชื้น บางภาพที่ต้องการก็ไม่เหลือให้เก็บ 

รามาวตาร แอนิเมชัน 2.5 มิติฝีมือคนไทยที่ปลุกชีพให้จิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้วเคลื่อนไหวได้
รามาวตาร แอนิเมชัน 2.5 มิติฝีมือคนไทยที่ปลุกชีพให้จิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้วเคลื่อนไหวได้

“ภาพพระรามปราบนนทุกก็เลาะออกไปแล้ว ดีที่ 12 ปีก่อนเราเก็บภาพนี้ไว้แต่ไม่ได้คมมาก เพราะตอนนั้นไม่ได้ถ่าย 120 ภาพแบบนี้ ครั้งนี้เราเตรียมตัวมากขึ้น มีไฟ LED ที่ไม่ทำลายภาพ มีมุมกล้องที่ดี” อธิปัตย์เล่าถึงความลำบากแต่สนุกครั้งนั้นให้เราฟังด้วยเสียงหัวเราะ 

เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ เป็นอีกคำขวัญที่เราอยากมอบให้ทีมงาน 

กระบวนการสร้างตัวละคร 1 ตัว ในแอนิเมชันเรื่องอื่นมักสร้างหุ่น 1 ตัว แล้วใส่ข้อต่อลงไปเพื่อเปลี่ยนขยับเป็นท่าทางอะไรก็ได้ตามชอบ 

รามาวตาร แอนิเมชัน 2.5 มิติฝีมือคนไทยที่ปลุกชีพให้จิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้วเคลื่อนไหวได้
รามาวตาร แอนิเมชัน 2.5 มิติฝีมือคนไทยที่ปลุกชีพให้จิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้วเคลื่อนไหวได้

แต่ตัวละคร 1 ตัวในเรื่องนี้มีร่างอวตารอีกเป็นสิบๆ ร่าง ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย หากเหล่าผู้สร้างแอนิเมชันรุ่นเยาว์จาก 6 สตูดิโอ มีภาพพระรามในชุดฤษีเดินไว้ในคลัง แต่อยากได้ภาพพระรามในชุดกษัตริย์กำลังนั่ง ก็ต้องไปหาภาพนั้นๆ จากจิตรกรรม ไม่สามารถนำพระรามในชุดฤษีที่กำลังเดินมาใช้แทนได้ และเมื่อได้มาก็ต้องนำมาตัดออกเป็นสารพัดส่วน ทั้งขา แขน คิ้ว ตา ฯลฯ แล้วนำมาประกอบให้ขยับ จากนั้นยังต้องปรับภาพมุมสูงของจิตรกรรมให้มีมุมมองระดับสายตาคนเพื่อให้ผู้ชมเสมือนนั่งอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ จนอินไปกับเรื่อง

 ไม่พอ! แอนิเมชันส่วนใหญ่ที่เราดูมักเป็นสามมิติ เช่น Toy Story หรือเป็นสองมิติอย่าง Mulan เวอร์ชันการ์ตูน แต่ รามาวตาร ใช้เทคนิค 2.5 มิติ คือสร้างตัวละครแบนราบแบบสองมิติไปใส่ในฉากหลังที่มีความตื้นลึกแบบสามมิติ 

แล้วทำไมไม่ทำเป็นสามมิติเหมือนแอนิเมชันอื่น? 

อธิปัตย์บอกเราพร้อมสายตามุ่งมั่นที่จะคงความเป็นจิตรกรรมให้มากที่สุดว่า “ไม่ใช่ว่าเราทำไม่ได้ แต่เราเลือกโดยตรงที่จะทำแบบนี้ อยากให้เป็นภาพจิตรกรรมที่เคลื่อนไหวได้ สร้างโลกจิตรกรรมให้คนเข้าไปอยู่” เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจวัฒนธรรมและสิ่งรอบตัวได้อย่างลุ่มลึกและสนุกกว่าเดิม 

05

ปลุกโขน

ถึงเวลาสนุกแล้วสิ! เพราะตัวละครบนฝาผนังทำท่าอย่างโขน การปลุกชีพจิตรกรรมจึงต้องมีท่าทางอย่างโขนด้วย รามาวตาร จึงจับคนทำภาพยนตร์ คนทำแอนิเมชัน มารู้จักโขนอย่างลึกซึ้งถึงแก่นด้วยการจัดอบรมให้ทุกคนเรียนรู้และลองทำท่าโขนแบบที่ไม่เคยทำที่ไหน 

ทุกขั้นตอนการสร้าง รามาวตาร จึงมีครูรุ่นใหญ่ผู้มากประสบการณ์เป็นที่ปรึกษา “อาจารย์จะทำให้ดูว่าต้องขยับต่างกันยังไง ท่านบอกว่า อย่าไปเกาลงนะ เกาลงนั่นหมา ต้องเกาขึ้นถึงเป็นลิง (หัวเราะ) เด็กๆ ก็จะสนุก พอเขาเข้าใจก็นำไปพัฒนางาน

อธิปัตย์ กมลเพ็ชร ผู้กำกับภาพยนตร์ นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้อำนวยการบริหาร ดลยา กมลเพ็ชร ผู้อำนวยการสร้าง และ กวี พูลทวีเกียรติ์ ผู้จัดการเผยแพร่ภาพยนตร์
อธิปัตย์ กมลเพ็ชร ผู้กำกับภาพยนตร์ นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้อำนวยการบริหาร ดลยา กมลเพ็ชร ผู้อำนวยการสร้าง และ กวี พูลทวีเกียรติ์ ผู้จัดการเผยแพร่ภาพยนตร์

“เราจะทำยังไงให้เขาใส่วิญญาณ ให้เชื่อว่าตัวละครมีชีวิต แต่ยังสื่อความหมายและอารมณ์ตามเรื่อง ทัพลิงเดินขบวนปรากฏหลายครั้ง เด็กๆ ก็คิดกันว่าครั้งแรกลิงจะไม่ค่อยเป็นกองทัพเท่าไร พอมาอยู่กับพระรามแล้วจะเป็นระเบียบมากขึ้น สุดท้ายจะกลายเป็นทัพพระรามที่ดุดันและมีพลังเพื่อบุกไปลงกา เด็กเขาพัฒนา เจ๋งมากนะ” อธิปัตย์เล่าอย่างภูมิใจ

“การอบรมนี้ทำให้เรารู้ว่าถ้าเด็กรุ่นใหม่ได้รู้ที่มาจริงๆ เขาจะสนุกมาก เข้าใจแล้วก็เริ่มสร้างสรรค์ กำแพงต่างๆ จะหายไปหมดเลย” ดลยาเสริม

06

‘รามาวตาร’ จิตรกรรมฝาผนังมีชีวิต

กว่า 10 ปีที่รวบรวมทุนและพัฒนาเทคนิคการสร้าง และ 1 ปีที่ทุ่มเท เราถามว่า เหนื่อยขนาดนี้ทำไมยังมุ่งมั่นทำอยู่

“อุปสรรคเกิดขึ้นทุกวัน แต่ทุกคนพร้อมจะแก้ไขเพราะมองเห็นผลเลิศกับเรื่องนี้ ไม่มีใครพูดเรื่องเงิน พูดแต่เวลา ถ้าแก้ตรงนี้จะทันมั้ย” นนทรีย์เล่าความในใจแทนทีมงานทุกคนที่ร่วมเดินทาง

“ศิลปะคือเครื่องส่งต่อแรงบันดาลใจ ศิลปินตีความเรื่องราวเป็นภาพที่วิจิตรงดงาม เป็นโอกาสดีถ้าเราทำให้อยู่ในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่เสพได้ง่าย สนุกตื่นเต้นกับหนังที่เราเล่า” อธิปัตย์ปิดท้ายอย่างสวยงามตามความตั้งใจที่จะส่งภาพยนตร์ชุดนี้ไปให้ถึงภาคสุดท้าย

อธิปัตย์ กมลเพ็ชร ผู้กำกับภาพยนตร์ นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้อำนวยการบริหาร ดลยา กมลเพ็ชร ผู้อำนวยการสร้าง และ กวี พูลทวีเกียรติ์ ผู้จัดการเผยแพร่ภาพยนตร์

การเดินชมจิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้วอย่างเข้าใจและซาบซึ้งคงเป็นเรื่องยาก ทั้งนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลและความเข้าใจจิตรกรรมฝาผนัง รามาวตาร จึงเสมือนเป็นไกด์นำทางคนสำคัญที่จะพาทุกคนท่องฝาผนังและอยากกลับไปเดินที่วัดพระแก้วอีกครั้ง

สำหรับเรา รามาวตาร เป็นแอนิเมชันสุดเจ๋งเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นวรรณคดีและจิตรกรรมที่มีคุณค่า แต่ถือเป็นอีกก้าวใหม่ของทั้งวงการแอนิเมชันไทยและศิลปะไทยโบราณ เป็นการเก็บจิตรกรรมไทยบนผนังที่ไม่คงทนให้อยู่ยืนยงส่งต่อได้ในรูปแบบไฟล์ ทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนและส่งทอดความรู้ระหว่างคนต่างศาสตร์ และจากรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่ นำเสนอความเป็นไทยแบบไม่จำเจด้วยการเปลี่ยนวรรณคดีบนหน้ากระดาษและจิตรกรรมที่ถูกตรึงบนฝาผนังกว่า 250 ปี ให้มีชีวิตโลดเเล่นอยู่บนจอภาพยนตร์

เราเชื่อว่าพวกเขามีชีวิต 

ยังไม่ต้องเชื่อเราก็ได้ ขอท้าให้คุณไปพิสูจน์ในโรงภาพยนตร์เอง

หากประชาชน หรือบริษัทใดต้องการสนับสนุนภาพยนตร์ 

สามารถติดต่อเพื่อจัดรอบชมได้ที่ รามาวตาร จิตรกรรมฝาผนังมีชีวิต

สำหรับผู้สนใจชมภาพยนตร์ สามารถลงทะเบียนในโครงการ “ชมแสน” เพื่อรอแจ้งรอบชมจากทางทีมงาน

รายละเอียดเพิ่มเติม

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในชั่วโมงนี้ หันไปทางไหนก็คงจะไม่มีใครไม่เคยเต้นรับบท TikTok Creator หรือร้องเพลงฮิตใน TikTok Challenge ที่สุดแสนจะติดหูไปทั้งวัน

แต่แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอนเทนต์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นนี้ยังโดดเด่นด้านการศึกษาที่เติบโตขึ้นมาเกือบ 400 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 1 ปี หรือจริง ๆ สามารถพูดได้ว่า คอนเทนต์การศึกษาบนแพลตฟอร์มนี้ คือ ‘การเรียนรู้คู่ความสนุก’ แบบที่เราไม่รู้สึกว่ากำลังเรียนอยู่

เป็นโอกาสดีครบรอบ 2 ปีของ #TikTokUni ที่เราจะมาพูดคุยกับ กานจิ-สิริประภา วีระไชยสิงห์ Campaign and Content Operations Lead จาก TikTok แบบหมดเปลือก ว่าด้วยเรื่องการเรียนรู้บน TikTok ที่เสพง่าย แปลกใหม่ และน่าจับตาว่าวัฒนธรรมการเรียนรู้สมัยใหม่นี้จะมาเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาหรือบุคคลธรรมดาได้อย่างไร

ถึงแม้บทความนี้จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดไม่จบในวิดีโอสั้นเหมือนบนแพลตฟอร์ม แต่หลังจากจบบทความนี้ เวลาบน TikTok ของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

TikTok เติบโต

TikTok เริ่มเข้ามาในประเทศไทยช่วงปี 2018 ด้วยลักษณะเนื้อหาที่กระชับและเป็นวิดีโอสั้น จึงดึงดูดความสนใจได้อยู่หมัด แค่กดดู ก็สามารถเข้าใจเนื้อหาได้เลยทันที จึงไม่ใช่แพลตฟอร์มแค่ของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งอย่างเดียว แต่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในผู้ใช้งานทุก ๆ วัย 

“ที่ลักษณะคอนเทนต์กว้างขึ้น เพราะว่าเครื่องมือของเราง่าย ใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่ยุ่งยาก ถ่ายเสร็จแล้วสามารถลงได้เลย กลายเป็น 1 คอนเทนต์” 

โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมา เราต้องอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ผู้คนต่างมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ การพัฒนาตนเอง แต่ไม่รู้จะไปไหน ไม่ว่าหันไปทางไหนเราจะเห็นน้อง ๆ มัธยมเต้นกันอย่างสนุกสนาน เหมือนกับที่คุณลุงคุณป้ามาแชร์เทคนิคการปลูกต้นไม้ใหม่ ๆ ในบ้านอย่างเพลิดเพลิน

เราจะเห็นคอนเทนต์หลากหลายประเภท ตั้งแต่การร้องเล่นเต้นรำ ขายของ ละครสั้น พากย์เสียง แต่งหน้า พากิน หรือแม้กระทั่งคอนเทนต์ในเชิงการศึกษา อย่างภาษา วิทยาศาสตร์ และความรู้รอบตัว

“เวลาคนนึกถึงคอนเทนต์ใน TikTok เชิงความรู้จะนึกถึงอะไร นึกถึงสอนภาษา บทสนทนาในชีวิตประจำวัน ภาษาเกาหลีที่แปลจากซีนละคร”

ปีที่ผ่านมาคอนเทนต์เชิงการศึกษาโตขึ้น 385 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก เป็นตัวเลขที่บอกนัยยะได้ว่า การเรียนรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันผู้คนไปแล้ว

การเรียนรู้ที่สอดไส้มาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวนี้เอง ที่ทำให้การได้ท่องไปแพลตฟอร์มนี้น่าเพลิดเพลินและกระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ในตัวเรา

เมื่อเทียบกับปี 2021 แล้ว ผู้คนใช้เวลาบนแพลตฟอร์มมากขึ้นถึง 71 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น 52 นาทีต่อคนต่อวัน ระบบนิเวศของ TikTok กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีแนวโน้มการเติบโตของคอนเทนต์เชิงการศึกษา 3 ส่วน

ส่วนแรก ความกระชับ (Conciseness) หากผู้ใช้อยากเรียนรู้เรื่องเศษส่วน ก็ดูคอนเทนต์เรื่องเศษส่วนเลย หรือว่ามีปัญหาภาษาอังกฤษ สั่ง Starbucks ยังไง ต้องเข้าเรื่องการสั่งเป็นภาษาอังกฤษเลย นี่คือความกระชับของคอนเทนต์ที่หาที่ไหนไม่ได้มาก่อน

ส่วนที่สอง ความสร้างสรรค์ (Creativity) คือความสร้างสรรค์ในการถ่ายทอด และความครีเอทีฟของคนที่อยู่ในแพลตฟอร์มที่ทำให้เราทึ่ง พร้อมทั้งเครื่องมือตัดต่อที่ทุกคนใช้งานได้ง่าย ๆ ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้การเล่าเรื่องไม่ธรรมดาอีกต่อไปด้วย Effects, Stickers หรือการ Duet และ Stitch ที่ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับบทเรียนนั้น ๆ ได้เพิ่มขึ้นไปอีก

ส่วนสุดท้าย ความบันเทิง (Entertainment) ทุก ๆ คอนเทนต์ ไม่ว่าจะ Foodtainment หรือ Shoppertainment ต่างมีความเป็น ‘-tainment’ อยู่ในนั้น เพราะการเรียนรู้อยู่คู่ความสนุกได้จริง ๆ ซึ่งเป็นจุดเด่นและดีเอ็นเอสำคัญของคอนเทนต์เชิงความรู้บนแพลตฟอร์มนี้

TikTok Culture

เราอยู่ในยุคสมัยที่เทรนด์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการแต่งหน้า แต่งตัว เพลงฮิต หรือการกินราเม็ง ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจาก TikTok ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ได้มาจากชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็น ‘วัฒนธรรม TikTok’

วัฒนธรรมที่ทุกคนสามารถเป็นตัวเอง จุดประกายความคิด และนำความสุขสนุกมาให้กับคนอื่น ๆ ซึ่งสิ่งนี้เป็นภาพสะท้อนมาจากภายในองค์กรโดยตรง

บทสนทนาแรกทุกเช้าในออฟฟิศของ TikTok อาจจะไม่ใช่ ‘กินข้าวมาหรือยัง’ แต่เป็น ‘เล่นไวรัลอันนี้หรือยัง’

“สิ่งสำคัญคือ เราก็อยากพัฒนาให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเอาตัวเองเข้าไปเป็นผู้ใช้คนหนึ่ง เวลาเจอกัน เราจะเห็นทีมงานถ่ายไวรัลเหมือนกันกับทุกคนนี่แหละค่ะ” กานจิหัวเราะ

เธอเล่าต่อว่า กว่าจะออกมาเป็น 1 แคมเปญต้องประกอบด้วย Creativity, Entertainment และ Innovation กลายเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่คาดไม่ถึง และสร้างผลกระทบเชิงบวกกับผู้ใช้หรือคนในสังคม ซึ่งสิ่งนี้เป็น Vision และ Mission ของคนที่นี่

เมื่อสิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาเป็นวัฒนธรรมเชิงบวก เราจึงได้เห็นคอนเทนต์เชิงการศึกษาที่ไม่ได้มีเพียงคุณครูมาสอน แต่ทุก ๆ คนมาเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์ และเป็นตัวเองได้โดยไม่มีใครมาตัดสิน เพราะใจความสำคัญคือการส่งต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับคอมมูนิตี้ และเมื่อส่งต่อไปเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นการสร้าง Know-how บางอย่างให้คนอื่นโดยไม่รู้ตัว

“มี TikTok Creator เป็นคุณน้ากวาดถนนของ กทม. เขาจะบอกวันนี้เขากวาดพื้นที่ตรงนี้ เล่าอย่างแฮปปี้ในสิ่งที่เขาทำงาน เช่น ‘ทุกคน รู้ไหมว่าตัวการที่ทำให้ขยะตันคืออะไร’ หรือ ‘ป้าอยู่หน้างานเจอเหตุการณ์แบบนี้’

“กลายเป็นว่าเราเจออะไรแบบนี้จากคนที่รู้จริง คนที่มีประสบการณ์แล้วมาเล่าต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราก็ไม่เคยรู้มาก่อนเหมือนกัน”

หรือแม้แต่การ ‘สวัสดีวันจันทร์’ ในยุคนี้ ก็ถูกเปลี่ยนไปในรูปแบบของการส่งวิดีโอดูแลสุขภาพ แชร์วิดีโอนักกายภาพบำบัด แทนคำทักทายในรูปดอกไม้เป็นความห่วงใยให้คนที่เรารักไม่ปวดคอ บ่า ไหล่

ยินดีต้อนรับทุกคนสู่ TikTok Culture ณ บัดนี้

เรียนรู้คู่ TikTok

เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่รวมถึงการเลื่อนหน้าจอดูวิดีโอสั้น การ ‘เรียนรู้คู่ความสนุก’ จึงเป็นคอนเซ็ปต์ที่ทีมปรินต์แปะไว้เตือนใจข้างฝาบ้าน

นิยามของการเรียนรู้สำหรับพวกเขา คือการได้นำเสนอประสบการณ์ใหม่ ๆ และการบอกต่อ ส่งต่อข้อมูล ทั้งที่เป็นข้อมูลข่าวสารและข้อมูลความรู้ ให้กับผู้คนโดยที่เขาไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวนั้นมาก่อน

รวมไปถึงการสร้างนิสัยหรือทักษะใหม่ ๆ ให้ทุก ๆ คนนำไปต่อยอดในชีวิตประจำวันได้ 

“บางคนเข้ามาเรียนรู้แบบอยู่ดี ๆ รู้เรื่องนี้ได้ยังไงนะ อันนี้คือทางอ้อม หรือบางคนตั้งใจเข้ามาค้นหาการเรียนเรื่องนี้ หาคำตอบ

 “เดี๋ยวนี้คนใช้ TikTok ค้นหา How-to ในอัตราที่เพิ่มขึ้นเยอะมาก เช่น ล็อกประตูยังไงให้ปลอดภัย เพราะคนอาจจะเคยเห็นในฟีดว่า วิธีป้องกันโจรเวลาไปพักที่ต่างจังหวัดมักจะเป็นแบบนี้ เป็นต้น”

ซึ่งการจะไปสู่ภาพการเรียนรู้เปิดกว้างที่วาดเอาไว้ จะต้องพัฒนาแพลตฟอร์มให้ยืดหยุ่นและเอื้อต่อหลากหลายรูปแบบการเรียน

เรียนต่อไม่สะดุด – หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับวิดีโอขนาดสั้น แต่ตอนนี้โพสต์วิดีโอได้ยาวถึง 10 นาที เพื่อรองรับแนวโน้มของคอนเทนต์ที่เติบโตมากขึ้น เช่น How-to และ Tutorial เพราะในทุก ๆ รูปแบบของคอนเทนต์ล้วนมีความเหมาะสมในเรื่องของความยาวและรูปแบบแตกต่างกัน

เป็นมิตรต่อการเรียนรู้ – เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่ทุกเพศทุกวัยเข้ามาใช้ จึงมีทีม Content Moderator คอยดูแลตรวจสอบ ใช้ Algorithm คัดกรองคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมในด่านแรก และมีหน่วย Human Review เป็นด่านที่สองเพิ่มความรัดกุมในการคัดกรอง

การเรียนรู้ไม่มีขีดจำกัด – ด้วยพื้นฐานการเป็นแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนโดยคอมมูนิตี้ เหล่า Creator จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ผู้คนได้มาเจอคอนเทนต์ที่ตัวเองกำลังมองหา ต้องการเรียนรู้ หรือหากไม่ได้ต้องการเรียนรู้ ก็จะได้คำตอบอะไรบางอย่างกลับไป แม้แต่โฆษณาบนแพลตฟอร์มเองก็มาในรูปแบบคอนเทนต์เชิงการศึกษา อย่างข้อคิดจากหนัง หรือ วิธีการถ่ายภาพเจ๋ง ๆ จากกล้องโทรศัพท์

พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ – การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากการที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย

“Mission ของ TikTok คืออยากให้พื้นที่นี้เป็น Trusted Entertainment Platform เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนที่จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจและความสุข

“ถ้าเขาเกิดรู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกไม่สบายใจที่จะแชร์ ก็จะไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์เลย ทั้ง ๆ ที่เป็นดีเอ็นเอและพื้นฐานสำคัญของแพลตฟอร์มเรา”

ทีมจึงต้องร่วมกันสร้างพื้นที่ที่ลดระดับความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์หรือคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการขยาย Creator Ecosystem และสร้าง Digital Literacy ให้กับทั้งแพลตฟอร์มเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลหรือผลกระทบของคอนเทนต์ เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

#สอนให้รู้ว่า…

ตลอด 2 ปีของ #TikTokUni เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้

ทุก ๆ เดือนจะมีแคมเปญต่าง ๆ กระตุ้นให้คนออกมาแชร์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นภาษา ความรู้รอบตัว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย ซึ่งในโอกาสครบรอบ 2 ปีนี้ TikTok มาในธีม #สอนให้รู้ว่า

“ไม่ใช่แค่ TikTokUni สอนให้รู้ว่าอะไร แต่เราต้องการให้แรงบันดาลใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ” หรืออีกนัยหนึ่งก็เปรียบเหมือนการตั้งโจทย์ให้เราลองถามตัวเอง แล้วมองไปรอบ ๆ ตัวว่า สิ่งต่าง ๆ หรือเรื่องราวเหล่านี้ส่งผลกระทบกับเรายังไงบ้าง

ตัวอย่างเรื่องใกล้ตัวอย่างการบริการประชาชนของภาครัฐ อย่างที่กระทรวงต่างประเทศจัดทำวิดีโอสอนทำพาสปอร์ตที่มาบุญครองภายใน 10 นาที หรือการประชาสัมพันธ์พาสปอร์ต 10 ปี คอนเทนต์นี้คว้ายอดวิวสูงถึง 5 ล้านวิว โดยไม่ต้องพึ่งบูสต์หรือยิง Ads ใด ๆ 

“อันนี้เป็นจุดที่ถูกทาง เหมือน Right tool, Right content ที่คนมองหา แล้วเป็นเรื่องที่เราช่วยให้ข้อมูลหรือความรู้เขาในรูปแบบใหม่ ทำให้เห็นว่ายังมีอีกหลากหลายวิธีในการบริการข้อมูลให้กับประชาชน” 

นอกจากนี้ TikTok ร่วมมือกับหลายภาคส่วน ทั้งพิพิธภัณฑ์ ภาคการศึกษา และหน่วยงานรัฐเพื่อสร้างปรากฏการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ ในการทลายข้อจำกัดการเรียนรู้รูปแบบเดิม ๆ TikTok ทำงานร่วมกันกับมิวเซียม 3 แห่งในไทย คือ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ มิวเซียมสยาม และ TK Park

“ในฝั่งของแหล่งการเรียนรู้ข้างต้น เขาอาจจะมีข้อจำกัดในการพัฒนา Innovation ทำยังไงให้มีความตื่นตาตื่นใจ สามารถชักชวนคนรุ่นใหม่เข้ามา Join ได้บ้าง ก็ตรงกับสิ่งที่เราทำพอดี”

เมื่อโจทย์ที่มีมาลงตัวกับรูปแบบคอนเทนต์ที่ทั้งกระชับ สร้างสรรค์ และสนุกโดนใจวัยรุ่น จึงเกิดเป็นการร่วมงานกับ Top Creator มากกว่า 20 – 30 คน มาร่วมเล่าเรื่องแบบใหม่ในมิวเซียม เหมือนมีเพื่อนมาเล่าให้ฟังระหว่างเดินชมพิพิธภัณฑ์ แม้สิ่งนี้อาจเคยเกิดขึ้นแล้วในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกอย่าง Lourve หรือ The Met แต่ก็เป็นก้าวแรกของมิวเซียมในไทยที่จะสร้างภาพการเรียนรู้ใหม่ ๆ และออกจากกรอบที่เคยมี

หรือแคมเปญสนุก ๆ ที่ร่วมมือกับ TK Park เปิดตำราวิชาแนะให้แนว ชวนเหล่าวัยรุ่นมาค้นหาคำถามที่ใช่กับตัวเอง เพื่อหาเส้นทางอาชีพในอนาคต ผ่าน #TikTokแนะแนว ตอบคำถามโดยรุ่นพี่หลากสายอาชีพด้วยเครื่องมือของ TikTok ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะอย่าง Q&A Feature ชวนทุกคนมาร่วมแชร์ประสบการณ์ให้น้อง ๆ ผ่านวิดีโอ

และเพื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย ก็ยังจับมือกับ InsKru และ กสศ. ในกิจกรรมเวิร์กชอปให้คุณครูกว่า 400 คน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยให้ครูกลุ่มนี้เป็นเหมือน Teacher Changemaker ในการนำเสนอวิธีการสอนแบบใหม่ ๆ และจุดประกายกลุ่มครูด้วยกัน ขยายผลไปสู่โรงเรียนในทุก ๆ ตำบล ทุก ๆ จังหวัด

“เราพยายามอย่างเต็มที่ในการร่วมมือกับหลาย ๆ ภาคส่วน เพื่อช่วยให้ระบบการศึกษาค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง อาจไม่ใช่ทั้งโครงสร้าง แต่อย่างน้อยในคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วสร้างผลกระทบทางอ้อมให้แผ่ออกไปเป็นวงกว้าง ให้สิ่งที่เราทำไปได้ไกลมากขึ้น”

Lifelong Learning สำหรับทุกคน

#TikTokUni ทำให้ทิศทางการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้แตกย่อยได้มากขึ้น ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ทั้งยังสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบใหม่ ๆ ให้กับผู้คน

“เราจะพยายามถามตัวเองอยู่เสมอว่า นอกจากเรียนรู้คู่ความสนุกแล้ว เราสร้างอิมแพ็คให้การศึกษาไทยยังไงบ้าง”

ถึงจะผ่านมาแค่ 2 ปี แต่ผลกระทบของโครงการนี้ก็เริ่มออกดอกออกผลในวงการการศึกษาไทย แม้อาจยังไม่ใช่ระดับโครงสร้างหรือนโยบาย แต่คนหน้างานอย่างคุณครูและนักเรียนกำลังได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวจากแพลตฟอร์ม คุณครูได้เกร็ดความรู้ในการสอน การเข้าถึงเด็กรุ่นใหม่ จากการแบ่งปันประสบการณ์ในคอมมูนิตี้ของครูทั่วโลก นักเรียนเองก็ได้เห็นช่องทางในการพัฒนาตน โยงไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนในห้อง เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของพวกเขาในอนาคต

ในระยะยาว โจทย์สำคัญในการขยายการเรียนรู้จึงไม่ใช่แค่เพียงเพิ่มจำนวนผู้ใช้ แต่รวมไปถึงการทำให้คอนเทนต์ขยายแผ่กิ่งก้านสาขา เพื่อนิสิตนักศึกษา บัณฑิตที่จบมาแล้ว คนทำงาน พ่อแม่ และคนทุก ๆ วัย เกิดเป็น Lifelong Learning บนแพลตฟอร์มอย่างแท้จริง

“สุดท้ายแล้ว เรามองว่าจุดหนึ่งที่เติมเต็มการทำงานของเราคือ เวลาที่มีคนคนหนึ่งมาบอกว่า ‘พี่ หนูได้งานจากการพัฒนาตัวเอง การเรียนภาษาผ่าน TikTok และ การทำ Resume’

“หรืออีกคนบอกว่า เขาสามารถดูแลตัวเองได้ในช่วงที่เขาติดโควิด-19 ผ่านการดูคอนเทนต์ของคุณหมอคนหนึ่งบนแพลตฟอร์มของเรา”

การได้สร้างอิมแพ็คในเชิงการใช้ชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนได้พัฒนาตัวเองในแบบที่ดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน หรือการได้เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่จะมาร่วมผลักดันและเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาไทยให้ก้าวไปข้างหน้า เป็นสิ่งที่ทีมงานภูมิใจและมุ่งผลักดันให้ TikTok เป็นอีกหนึ่ง Tools สำหรับการเรียนรู้และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงบวก เพื่อให้ TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ส่งเสริม Lifelong Learning ให้กับทุกคนอย่างแท้จริง

Writer

ธฤดี อุดมธนะไพบูลย์

นักคิดเต็มเวลา นักเขียนบางเวลา รักวิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะ และการได้นั่งคุยกับผู้คนในวันฝนตก

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load