“ชอบรถไฟสายไหนมากที่สุด” 

เป็นคำถามยอดนิยมที่โดนถามตลอด เมื่อคู่สนทนารู้ว่าเรานั่งรถไฟมาแล้วทั่วราชอาณาจักรไทย และคำตอบก็มักจะเหมือนเดิมว่าเราชอบทุกสาย ทุกสายไม่เหมือนกัน แต่สายที่ชอบที่สุด บอกได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า สายใต้ โดยเฉพาะเส้นทางสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ปลายด้ามขวาน ที่เริ่มนับจากสถานีชุมทางหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ผ่านปัตตานี ยะลา และไปสุดที่สถานีสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เต็มไปด้วยการเติมเต็มความสุขจนล้นออกจากปากได้หลากหลายมาก ทั้งของกิน ธรรมชาติ ผู้คน รวมถึงความเร็วรถไฟในระดับที่เรียกว่าซิ่ง น่าจะไม่ผิดเท่าไหร่

ความชอบของเราเริ่มจากเป็นสายที่ไปยากที่สุด เพราะไกลที่สุดจากกรุงเทพฯ ด้วยระยะทางกว่าพันกิโลเมตร นั่งรถไฟที่ใช้คำว่าตูดด้าน ถ้าคุณเลือกนั่งชั้นสาม แต่คุณจะรู้สึกสบายสุด ๆ ถ้ามารถนอน นั่นหมายความว่าการจะได้ไปเยือนทางรถไฟสุดทางที่สุไหงโก-ลก เป็นเรื่องยากมาก ๆ สำหรับเด็กบ้ารถไฟในวัยเรียน ที่เงินในกระเป๋ายังไม่มากพอจะนั่งรถนอน

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

การเดินทางไปเส้นทางรถไฟสายหาดใหญ่ – สุไหงโก-ลก เกิดขึ้นครั้งแรกก็ปาเข้าไปช่วงทำงานแล้ว ตอนนั้นเรากลัวนะจากข่าวที่เคยได้ยิน แต่ไหน ๆ แล้ว การลงไปครั้งนั้นต้องไปหาคำตอบกับตัวเองให้ได้ว่าน่ากลัวจริงหรือเปล่า

คำตอบที่เราได้กับตัวเองคือ ทางรถไฟสายนี้ก็เหมือนกับทางรถไฟทั่ว ๆ ไป มีสถานี มีเส้นทาง มีสะพาน มีเรื่องเล่า มีธรรมชาติ และที่สำคัญคือมี ‘คน’ ที่ทำให้รถไฟสายนี้มีชีวิตชีวาไม่เหมือนใคร ในความเป็นชุมชนที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ การอยู่ร่วมกันอย่างผสมผสานของคนพื้นถิ่นต่างศาสนา แต่การใช้ชีวิต อาหารการกิน และการเดินทางกลับเหมือนกันอย่างลงตัวและเชื้อเชิญให้เราไปทำความรู้จัก

เมื่อมีครั้งแรก ก็ต้องมีครั้งต่อ ๆ มา

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ปกติแล้วเราจะนั่งรถเร็ว 171 กรุงเทพฯ – สุไหงโก-ลก ลงไปใต้สุดเสมอ เพราะเป็นรถที่ใช้เวลาเดินทางนานที่สุด (เขามีแต่เดินทางให้น้อยที่สุด ไอ้นี่แปลก) ออกจากกรุงเทพฯ ในช่วงเที่ยงครึ่ง ถึงหาดใหญ่ในช่วงเช้ามืด จอดรออีกประมาณครึ่งชั่วโมงเพื่อรอฟ้าสาง ก่อนจะเดินทางต่อไปถึงปลายทาง

รถไฟขบวน 171 มีความยาว 10 กว่าตู้ เป็นรถนั่งชั้นสามไปแล้วค่อนขบวน มีรถนั่งชั้น 2 พัดลมปรับเอน และรถนอนชั้น 2 แอร์เย็นฉ่ำอยู่ท้ายขบวน ระยะทางที่มันเดินทางนั้นร่วมหนึ่งพันกิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางที่เรียกได้ว่าใครนั่งชั้น 3 ก็คือเตรียมตัวเข้าคลาสกายภาพบำบัด หรือหาหมอนวดมาช่วยเหลือร่างกายโดยทันที

ขบวนรถไฟสายสุไหงโก-ลก เป็นหนึ่งในขบวนยอดนิยม มีผู้โดยสารจำนวนไม่น้อยเลยที่เดินทางในทุก ๆ วัน และตั๋วเต็มเร็วเสียยิ่งกว่าใคร อาจเป็นเพราะรถไฟคือการเดินทางที่สะดวกที่สุดสำหรับระยะไกลขนาดนี้ และที่สำคัญ เส้นทางที่มันผ่านถือว่าเข้าเมืองแบบตรง ๆ ชนิดถนนเส้นหลักต้องอ้อมไปมา จึงทำให้คนใต้นิยมนั่งรถไฟมาก แม้ว่าสายการบินต้นทุนต่ำจะมาแย่งลูกค้าไปบางส่วน 

กระนั้นแล้วความนิยมในการใช้รถไฟของพี่น้องชาวใต้ก็ยังคงเรียกได้ว่าอุ่นหนาฝาคั่ง เพราะนอกจากตัวเลือกของชั้นโดยสารมีมากมายแล้ว การเอาสัมภาระติดตัวมานั้นก็พกน้ำหนักมาได้มากกว่าเครื่องบินหลายเท่าตัว แถมถ้ารู้สึกเมื่อยขบ ก็ลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสาย หรือแม้แต่อาบน้ำบนตู้รถไฟยังทำได้เลย

ไม่แปลกใจเลยถ้าตู้นอนจะเต็มเร็วขนาดนี้

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

สงขลา

จากสถานีกรุงเทพด้วยระยะทาง 945 กิโลเมตรมาถึง ‘สถานีชุมทางหาดใหญ่’ สถานีที่ได้ชื่อว่ามีคนขึ้นลงมากที่สุดในเส้นทางรถไฟสายใต้ สถานีที่ทำหน้าที่เป็นชุมทางสำคัญของทางรถไฟตอนล่างที่แยกออกเป็น 2 ส่วน สายหนึ่งไปเจอกับทางรถไฟของมาเลเซียที่ปาดังเบซาร์ เพื่อมุ่งหน้าไปบัตเตอร์เวอร์ธ (ปีนัง) กัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์

อีกสายหนึ่งมุ่งหน้าผ่านปัตตานี ยะลา นราธิวาส เส้นทางที่เรากำลังจะเดินทางไป

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

รถไฟทุกขบวนที่มาถึงชุมทางหาดใหญ่นั้นจะต้องจอดนานหลายนาที สาเหตุนั้นคือการตรวจสภาพรถจักร ตรวจสภาพรถ ให้มีความพร้อมก่อนเดินรถเข้าไปในเขตที่เรียกกันว่า ‘พื้นที่สีแดง’ บางขบวนก็ตัดตู้ให้สั้นลง

ในขณะที่จอดอยู่นั้น แขกกลุ่มใหม่ก็เริ่มเดินขึ้นมาบนรถในทุก ๆ ตู้ ลักษณะของแขกกลุ่มใหม่คนที่ไม่คุ้นเห็นแล้วอาจจะตกใจได้ เขาคือเหล่าอาสาความมั่นคงในชุดเครื่องแบบคอยคุ้มกันความปลอดภัยในพื้นที่สีแดง ให้แก่ขบวนรถไฟทุกขบวนที่ต้องวิ่งในเส้นทางสายสุไหงโก-ลก

นอกจากกระบวนการหลังบ้านแล้ว การจอดที่หาดใหญ่นาน ๆ ก็เป็นช่วงเวลาอันดีที่เราจะได้สรรหาของกินเพื่อสะสมสำหรับการเดินทาง ข้าวเหนียวไก่ทอดสีส้มโรยหอมเจียว เนื้อเค็มสีน้ำตาลเข้ม คืออาหารประจำสถานีชุมทางหาดใหญ่ แต่ก็เตือนไว้ก่อนว่าอย่าเพิ่งซื้อเยอะ เพราะมีอีกหลายสถานีข้างหน้าที่ของกินอร่อย ๆ รอเราอยู่ การเลือกสรรเมนูต่าง ๆ แล้วลิ้มชิมรสไปกับการเดินทางความสนุกของการเดินทางด้วยรถไฟไทย ที่สำคัญ มันทำให้เราได้รู้จักอาหารท้องถิ่นมากขึ้น

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

การตรวจสอบขบวนรถทั้งหมดเรียบร้อย รถไฟก็ออกเดินทางต่อเมื่อสิ้นเสียงระฆัง

เมื่อออกจากหาดใหญ่ สภาพสองข้างทางมีความเป็นเมืองขยายใหญ่โต การตัดทางรถไฟมาถึงได้สร้างจำนวนประชากรให้หลั่งไหลมาอยู่ในเมืองเศรษฐกิจแห่งนี้ ตึกรามบ้านช่องมากมายเกิดขึ้น ขยายอาณาเขตกว้างขวางจนรู้สึกได้เลยว่าหาดใหญ่เป็นเมืองหลวงของภาคใต้ตอนล่างได้ไม่ยาก ก่อนที่ภาพเมืองจะค่อย ๆ เลือนไปแล้วธรรมชาติเข้ามาแทนที่

แม้ว่ารถไฟจะออกจากหาดใหญ่มาแล้ว แต่คนในขบวนไม่ได้บางตาลงเลย ส่วนหนึ่งก็ขึ้นมาจากหาดใหญ่เพื่อเดินทางไปปัตตานี ยะลา นราธิวาส ด้วย นั่นเป็นเพราะการเดินทางด้วยถนนนั้นมีเส้นทางที่อ้อมกว่า ไม่ได้ตัดเข้าเมืองตรง ๆ อย่างรถไฟ การเดินทางด้วยขบวนรถเร็ว ไม่ได้จอดทุกสถานี เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้โดยสารที่ไม่ต้องการนั่งรถไฟท้องถิ่นแบบจอดทุกสถานี ยิ่งการซื้อตั๋วรถไฟตู้นอนในช่วงเวลากลางวันในราคาพิเศษแบบไม่คิดค่าเตียงในราคาประหยัด ทำให้ตู้นอนที่แต่ก่อนเมื่อมีคนลงแล้วก็ลงเลย กลับมีคนตีตั๋วขึ้นมาจนทำให้ที่นั่งไม่ว่างเปล่า

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

สถานีเทพา เป็นสถานีไม้เล็ก ๆ ตั้งอยู่ในทางโค้ง ด้านหลังสถานีเป็นบ้านเรือน ต้นไม้ใหญ่ และถังเติมน้ำรถจักรไอน้ำ อนุมานได้ว่าในอดีต สถานีเทพาเป็นหนึ่งในสถานีสำคัญของเส้นทางสายใต้ นอกจากด้านการเดินรถไฟแล้ว อาหารการกินของที่นี่เรียกได้ว่า เมื่อไหร่ที่รถไฟมาถึง เราต้องชะเง้อตัวคอยเรียกแม่ค้าที่หอบหิ้วกระเช้าเตรียมค้าขายที่ริมหน้าต่าง

เทพาอาจจะไม่คุ้นหูมากนักกับคนทั่วไป แต่ถ้าใครสักคนเคยอ่านหนังสือเรื่องผีเสื้อและดอกไม้ ที่นี่คือฉากหลังของเรื่องราวอันสละสลวยสวยงามของเด็กหนุ่มสาวชาวใต้ จนกลายเป็นหนังไทยอมตะเรื่องหนึ่ง บรรยากาศในหนังมีหลายอย่างที่ยังเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นตัวอาคารสถานี ต้นไม้รกครึ้ม ผู้คนที่ขายของบนชานชาลา สะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่ ส่วนสิ่งที่หายไปแล้วแน่ ๆ คือการขึ้นไปนั่งบนหลังคารถไฟและหัวรถจักรไฮดรอลิกส์รุ่นเก่า ถ้าใครได้ดูหนังเรื่องนี้ก่อนนั่งรถไฟสายสามจังหวัดชายแดนน่าจะอินได้ไม่ยาก

สำหรับสถานีเทพา แกงเขียวหวานไก่ใส่ฟัก พร้อมไก่ทอดสีส้มรสเค็มราดบนข้าวสวยร้อน ๆ หอมกรุ่น คืออาหารห้ามพลาด ความคล่องแคล่วของแม่ค้าที่วิ่งหิ้วของมาเสนอขายตรงหน้าต่าง แข่งกับเวลาที่รถไฟจอดเพียงน้อยนิดแค่ 1 นาที เพียงแค่คุณเอ่ยปากไปว่าจะเอากี่กระทง เจ้าอาหารเช้าซิกเนเจอร์แห่งเทพาก็พร้อมเสิร์ฟเป็นชุด

รสชาติหวาน ๆ เผ็ด ๆ ของฟักนั้นเข้าเนื้อมาก กัดไปแล้วไม่จืดเลย ส่วนไก่ก็เค็มกำลังดี กินเพลิน ๆ พร้อมเลียนิ้วมือ ถือได้ว่าเป็นอาหารสวรรค์ของคนนั่งรถไฟสายนี้

เมื่อก่อนข้าวที่นี่ขายเป็นกระทงใบตองจริง ๆ แต่ช่วงหลัง ๆ สังเกตได้ว่ามาเป็น Traveling Kit ในถุงพลาสติก ป้าแม่ค้าบอกว่ามันง่ายกับการกิน ถ้าเป็นกระทงใบตอง จะร้อนมือเวลาจับ เมื่อราดแกงลงไปมันจะแฉะและกินลำบาก ป้าเลยอำนวยความสะดวกให้ด้วยการบรรจุข้าวใส่กระทง โปะไก่ไว้ แล้วจับแต่ละชุดลงถุงพร้อมช้อน พอขายก็ค่อยราดแกง ตอนกินก็พุ้ยเข้าปากได้โดยไม่ต้องเอามือน้อย ๆ ประคองกระทงใหญ่ กินหมดก็รวบทุกอย่าง (รวมถึงขยะอื่น ๆ) เข้าถุงแล้วเอาไปหย่อนในถุงขยะบนรถไฟต่อไป

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ปัตตานี

สถานีปัตตานี เป็นอีกที่หนึ่งที่มีคนขึ้นลงหนาตา จริง ๆ แล้วสถานีนี้ไม่ได้ชื่อปัตตานีมาแต่อ้อนแต่ออก นามที่แท้จริงคือสถานีโคกโพธิ์ ด้วยเพราะสถานีนี้ตั้งอยู่ในอำเภอโคกโพธิ์ ห่างจากตัวเมืองปัตตานีไปราว ๆ 20 กิโลเมตร แต่เพราะว่าทั้งจังหวัดปัตตานีทางรถไฟผ่านที่นี่ที่เดียว และซ้ำยังเป็นสถานีประจำจังหวัดอีก สถานีโคกโพธิ์จึงเปลี่ยนชื่อเป็นสถานีปัตตานี แล้วมีวงเล็บห้อยท้ายว่า ‘โคกโพธิ์’ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และยังคงชื่อสถานีตามพื้นที่เอาไว้ให้รู้ว่าที่นี่คืออำเภอโคกโพธิ์

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ออกจากปัตตานีแล้วเราจะผ่านสถานีนาประดู่ และตามมาด้วย สถานีวัดช้างให้ สถานีนี้เป็นที่ตั้งของ วัดช้างให้ราษฎร์บูรณาราม ตามตำนานเล่าว่า เจ้าเมืองไทรบุรีต้องการหาชัยภูมิสำหรับสร้างเมืองใหม่ให้กับน้องสาว จึงได้อธิษฐานปล่อยช้างให้ออกเดินทางไปในป่า ช้างได้หยุดตรงที่แห่งหนึ่งแล้วร้องออกมา 3 ครั้ง เจ้าเมืองจะใช้บริเวณนั้นสร้างเมืองแต่น้องสาวไม่ชอบ จึงได้สร้างเป็นวัดตรงที่นั้นแทน แล้วตั้งชื่อว่าวัดช้างให้

นอกจากตำนานวัดช้างให้แล้ว ที่นี่ยังเป็นที่สักการะบูชาหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ที่จะเห็นเหล่าบรรดาชาวพุทธหอบหิ้วของมาไหว้บูชาบ้าง มาแก้บนบ้าง ไม่ก็มาทำบุญบ้างมากับรถไฟแล้วลงที่สถานี เดิมทีที่นี่ไม่มีสถานี ใครจะมาวัดต้องไปลงที่สถานีป่าไร่ หรือสถานีนาประดู่เท่านั้น พอคนมามาก ๆ เข้า ก็เลยอำนวยความสะดวกโดยการสร้างสถานีซะเลย อยู่หน้าวัดชนิดเรียกว่าลงปุ๊บ เดินหน่อยก็ถึงปั๊บ

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ระหว่างทางนั้นขบวนของเราสวนกับรถไฟท้องถิ่นมาประปราย จะว่าไปแล้วชีวิตคนในสายใต้ตอนล่างใช้รถไฟเดินทางกันเรียกได้ว่าเป็นประจำเลยดีกว่า มีรถท้องถิ่นเชื่อมระหว่างสุไหงโก-ลก ไปสุราษฎร์ธานี จากสุไหงโก-ลก ไปยะลา หรือแม้แต่ไปนครศรีธรรมราชหรือพัทลุง 

ขบวนที่สวนมา เต็มไปด้วยผู้คนทุกที่นั่ง ตู้ขบวนก็สีไม่เหมือนกับรถไฟแถวกรุงเทพฯ ออกจะเป็นสีเขียว-ขาว ซึ่งเราจะเห็นรถสีนี้ได้แค่ทางสายใต้ตอนล่าง ตั้งแต่ชุมพรลงมาเท่านั้น แถมที่ไม่เหมือนใคร คงเป็นเก้าอี้นั่งที่ทำจากไม้สักสีน้ำตาล เห็นแล้วชวนปวดก้นไม่ใช่น้อย และในทุก ๆ ขบวน จะมีตู้ขนสัมภาระ 1 ตู้ ที่คอยไว้ขนมอเตอร์ไซค์ กล่องพัสดุ ถุงกระสอบใบใหญ่ หรือแม้แต่สะตอและลองกอง

บางทีสีเขียวของตู้โดยสารรถท้องถิ่นสายใต้ อาจจะมีแรงบันดาลใจมาจากสะตอก็ได้มั้ง

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ยะลา

เรามาถึงครึ่งทางของเส้นทางนี้แล้ว จังหวัดยะลาตั้งอยู่ริมแม่น้ำปัตตานี มีสะพานรถไฟสีดำทะมึนทอดข้ามลำน้ำเข้ามาที่ตัวเมือง ยะลาถือว่าเป็นเมืองที่คึกคักมาก

สถานียะลา ค่อนข้างแปลก ดูเหมือนอาคารพาณิชย์มากกว่าสถานีรถไฟ ทางเข้าเป็นตึกแถวสูงและมีเพียงชานชาลาเท่านั้นเองมั้ง ที่ทำให้รู้ว่าที่นี่คือสถานีรถไฟ

เดิมทีนั้นสถานียะลาก็เป็นอาคารสถานีทั่วไปนี่แหละ การเอาพื้นที่สถานีมาพัฒนาเชิงพาณิชย์นั้นเริ่มต้นมาราว ๆ 20 กว่าปีได้ เมื่อการรถไฟฯ ก็ต้องการหารายได้จากที่ดินของตัวเอง และสถานีรถไฟเองก็เป็นทำเลทองที่พัฒนาเป็นย่านการค้าได้ เพราะตั้งอยู่ในตัวเมืองมีชุมชนล้อมรอบ การสร้างอาคารพาณิชย์ควบรวมกับสถานีรถไฟจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในยุคนั้น นอกจากร้านค้าแล้วก็ยังมีสำนักงาน โรงแรม และอื่น ๆ อยู่ในตึกนั้นควบคู่กับสถานีรถไฟ จะเห็นได้ชัด ๆ ก็ที่สถานียะลา ชุมทางหาดใหญ่ อุตรดิตถ์

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ที่ยะลา เราไม่อยากให้คุณพลาดไก่ฆอและ (ไก่กอและ) เป็นอาหารพื้นถิ่นรสชาติจัดจ้านด้วยเครื่องเทศคลุกกับกะทิสีออกแดง ๆ รสชาติติดหวาน บ้านเกิดเมนูนี้เขาว่าอยู่ที่ปัตตานี ก่อนจะกระจายมาเรื่อย ๆ ในภาษามลายูจะเรียกว่า Ayam Golek คำว่า Ayam แปลว่าไก่ ส่วน Golek แปลว่ากลิ้ง ก็คงหมายถึงเวลาปิ้งไก่ก็ต้องกลิ้ง ๆ ๆ ไปนั่นแหละ แม่ค้าที่นี่ขายกันคึกครื้น ไม่ต่างอะไรกันกับข้าวแกงกระทงที่สถานีเทพาเลย ถ้าเราช้าก็อาจอดกินได้ ซึ่งแน่นอนเราอด ช่างน่าเศร้า มาตั้งไกลไม่ได้กิน

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

ตั้งแต่ยะลาเป็นต้นไป คนบนรถหายไปเกือบครึ่ง มีที่ว่างมากพอให้สลับหน้าต่างซ้ายขวาดูวิวได้มากขึ้น ทัศนียภาพจะเริ่มเปลี่ยนไป ความเป็นป่ามีมากขึ้น มีภูเขาที่ยอดจับด้วยเมฆและหมอกกระจายตัวไปทั่ว อากาศเย็นสบาย ท้องฟ้าใสไร้ฝุ่น บ้านเรือนจับกลุ่มกันเป็นชุมชนที่มีทั้งผสมผสานไทยพุทธและไทยมุสลิม หรือแม้แต่เป็นหมู่บ้านที่มีคนมุสลิมอาศัยอยู่ล้วน ๆ

ทางรถไฟสายนี้ผ่านปัตตานีและยะลาในระยะแค่ไม่กี่กิโลเมตร เหมือนว่าทางรถไฟแค่ตัดผ่านบางส่วนของจังหวัดเท่านั้น สถานีที่ถัดจากยะลาเป็นต้นไปมีการล้อมรั้วเขตสถานีแน่นหนา มีรั้วลวดหนามรวมถึง เราสังเกตได้ว่าตรงสุดขอบรั้วนั้นมีประตูเปิดปิดได้ หมายความว่าเมื่อขบวนสุดท้ายของวันผ่านไป สถานีจะปิดประตูกั้นทางรถไฟเอาไว้ คงด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยของตัวอาคารสถานีและอุปกรณ์ของรถไฟทั้งหมด

นั่งรถไฟไปเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้ ทางรถไฟที่ไกลและไปยากที่สุดในไทย แต่สวยคุ้มค่า

รถไฟเคลื่อนตัวมาจนถึงชายแดนระหว่างยะลาและนราธิวาส เส้นแบ่งเขตจังหวัดเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำสายบุรี แม่น้ำเส้นใหญ่ที่โอบล้อมด้วยป่า มีสะพานรถไฟขนาดใหญ่ตั้งอยู่เป็นชุด วิ่งผ่านทีเสียงดังกึงกัง เพื่อนร่วมทางของเราบอกว่าสะพานกลุ่มนี้เป็นเหมือนจุดสังเกตที่บอกคนนั่งได้ว่ากำลังจะถึงสถานีรือเสาะ และเข้าเขตจังหวัดนราธิวาส จังหวัดสุดท้ายของเส้นทาง

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

นราธิวาส

สถานีรถไฟตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไปจะเริ่มมีชื่อแปลก ๆ ไม่คุ้นหู จากก่อนหน้านั้นเป็นชื่อที่เรารู้สึกคุ้นหู เช่น นาม่วง วัดควนมีด จะนะ เกาะสะบ้า เทพา นาประดู่ คลองทราย หลังจากยะลาก็เข้าสู่พื้นที่ของสถานีชื่อพื้นถิ่น ที่ต้องตั้งใจอ่านและสนุกสนานไปกับการตามหาความหมายว่า สถานีนั้นชื่อแปลว่าอะไร

สถานีรือเสาะ เป็นอีกหนึ่งสถานีสำคัญของเส้นทาง อำเภอนี้คนนิยมเดินทางด้วยรถไฟมาก ทำให้คนในขบวนเริ่มดูโล่งตาขึ้นอีก ชื่อของรือเสาะเป็นภาษามลายู แปลว่า ‘ต้นสักน้ำ’ พันธุ์ไม้ชนิดนี้พบได้ทางภาคใต้ ขึ้นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสายบุรี ลักษณะเป็นไม้เนื้ออ่อนต้นใหญ่ ซึ่งเป็นไม้สักคนละแบบกับของภาคเหนือ คนท้องที่จะเรียกรือเสาะอีกชื่อหนึ่งว่า ‘ยะบะ’ แปลว่าการแสดงความคารวะโดยการจับมือกันด้วยไมตรีจิต

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ
นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

ขบวนรถไฟของเราก็ยังคงเดินทางต่อไปเรื่อย ๆ ผ่านสถานีชื่อแปลกหูอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นบ้านสะโลว์บูกิ๊ตยือแร (บูกิ๊ตแปลว่าภูเขา) สถานีลาโละ (ชื่อต้นไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์) สถานีมะรือโบ (ต้นไม้เนื้อแข็งชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นสูงใหญ่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน) ที่หยุดรถกะแด๊ะ (อันนี้สะดุดตามากว่าต้องมีคนอ่านผิดแน่ ๆ) จนมาจอดที่สถานีตันหยงมัส

ตันหยงมัส คนจะคุ้นเคยชื่อนี้จากพันธุ์ลองกองสุดอร่อย ตันหยงมัสคือชื่อสถานีรถไฟที่เป็นสถานีประจำจังหวัดนราธิวาส ตั้งอยู่ในอำเภอระแงะ ห่างจากตัวเมืองนราธิวาสไปประมาณ 20 กม.

ตันหยงมัสมีความหมายที่สวยงาม

ตันหยง หมายถึง ต้นพิกุล หรือแหลม (แผ่นดินที่งอกออกไป)

มัส หมายถึง ทอง (มาศ)

ตันหยงมัส คือต้นพิกุลทอง ซึ่งก็มีอีกความหมายหนึ่งเช่นกัน ก็คือ แหลมทอง

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

เหลือระยะอีกไม่มากรถไฟขบวนนี้ก็ถึงปลายทางสุไหงโก-ลก หลังจากออกเดินทางมาร่วม 20 ชั่วโมง ช่วงสุดท้ายของการเดินทาง จำนวนผู้โดยสารเริ่มบางตาลงหลังจากลงชุดใหญ่ไปแล้วที่ตันหยงมัส พี่ ๆ อาสาฯ ยังคงทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยบนรถไฟตลอดเวลา พี่อาสาฯ ที่ประจำตู้เราเป็นผู้หญิงดูทะมัดทะแมงในชุดพราง ใบหน้าแต่งด้วยเครื่องสำอางสะสวย พี่สาวอาสาฯ เล่าให้ฟังว่าเป็นอาสาฯ มา 20 ปีแล้ว

“ก็ยังอยากทำงานแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ เพราะถ้าไม่ทำงานตรงนี้ก็ต้องไปค้าขาย เขาก็มีเพื่อนอาสาฯ ด้วยกันเยอะนะ หายไปก็หลายคนอยู่ บางคนไม่ได้ร่ำลากันด้วยซ้ำ”

เราถามพี่เขาว่ากลัวไหม พี่สาวตอบแทบจะทันควัน “ไม่กลัว พี่ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว ชีวิตเรามันก็แค่นี้แหละ พี่มีความสุขกับที่พี่ทำ เขาก็ดูแลเราดี”

“เนี่ย เดี๋ยวออกสุไหงปาดีไปก็ถึงสุไหงโก-ลก แล้ว มากี่วันล่ะน้อง จะไปไหนมาไหนก็หูตาไวหน่อยนะ จริง ๆ มันก็ไม่น่ากลัวหรอก ถ้าคนต่างถิ่นที่ไม่คุ้นก็ต้องช่างสังเกตหน่อย คนโก-ลก ใจดี ลองไปกินก๋วยเตี๋ยวหลังสถานีนะ อร่อยดี” พี่อาสาฯ พูดไหลไปเรื่อยชนิดที่ว่าคนพูดเก่งอย่างเรายังพูดตามไม่ทัน เราแลกเปลี่ยนอะไรกันเยอะมาก เผลอแป๊บเดียวรถไฟก็ถึงสถานีสุไหงโก-ลก ปลายทางของรถไฟขบวนนี้ในช่วงเวลาเกือบเที่ยง

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

สุไหงโก-ลก

สถานีสุไหงโก-ลก เป็นสถานีสุดท้ายในเส้นทางสายใต้ และเป็นสถานีที่อยู่ไกลจากกรุงเทพฯ ที่สุด ด้วยระยะทางกว่า 1,159 กิโลเมตร

สุไหง แปลว่า แม่น้ำ

โก-ลก แปลว่า คดเคี้ยว

สุไหงโก-ลก จึงหมายถึงแม่น้ำที่คดเคี้ยว ซึ่งนั่นก็คือแม่น้ำที่กั้นระหว่างประเทศไทยกับรัฐกลันตันของมาเลเซีย ในอดีตนั้นมีทางรถไฟเดินทางต่อไปรัฐกลันตัน ตรังกานู ในประเทศมาเลเซีย และสุดสายอยู่ที่สิงคโปร์

เดิมทีที่นี่เป็นสถานีชายแดนเหมือนกับปาดังเบซาร์ที่ฟากสงขลา ตัวอาคารสถานีตั้งอยู่ตรงกลางมีทางรถไฟล้อมรอบไว้ ถ้าว่ากันตรง ๆ มันคือสถานีที่เป็นชานชาลาเกาะ (Island Platform) ซึ่งในประเทศไทยตอนนี้เหลืออยู่เพียงแค่สถานีสุไหงโก-ลก กับสถานีชุมทางบ้านภาชี ที่อยุธยาเท่านั้น ตัวอาคารมีลักษณะของสถาปัตยกรรมที่แปลกตาทีเดียว จะว่าไทยก็ไม่ไทย จะว่าโมเดิร์นก็ไม่ใช่ น่าจะเป็นรูปแบบผสมผสาน ที่ปลายสุดของชานชาลาฝั่งมาเลเซียมีอาคารหลังคาโดมทรงกลม ส่วนด้านฝั่งประเทศไทยเป็นอาคารหลังคาทรงไทย

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ
นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

จากอาคารสถานีมีสะพานลอยข้ามย่านออกไปทางฝั่งอำเภอสุไหงโก-ลก ซึ่งปัจจุบันสะพานไม่ได้ใช้แล้ว ใครจะเดินเข้าอำเภอก็ใช้ทางข้ามบนทางรถไฟได้เลย

ในอดีตสถานีแห่งนี้คึกคักมาก นอกจากเป็นสถานีเชื่อมต่อออกสถานีไปรันตูปันยังที่ฝั่งมาเลเซียแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งขนสินค้าจากฝั่งมาเลเซียเข้ามาที่ไทยอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง รวมถึงคนมาเลเซียและคนไทยที่เดินทางข้ามไปมาผ่านพรมแดนแห่งนี้ด้วย 

แม้ว่าในตอนนี้การเดินรถไฟข้ามไปมาระหว่างไทย-มาเลเซียของสุไหงโก-ลก จะปิดตัวลงไป และไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเชื่อมกันอีกเมื่อไหร่ แต่ทางการก็ได้ปรับปรุงสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโก-ลก เผื่อว่าสักวัน ความร่วมมือระหว่างสองประเทศจะทำให้เส้นทางสายนี้ได้กลับมาเชื่อมต่อผ่านเส้นทางรถไฟได้อีกครั้งเหมือนในอดีต

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

กลับหาดใหญ่

เราไม่ได้วางแผนที่จะค้างคืนที่นี่ เราเลือกนั่งรถไฟกลับไปหาดใหญ่ พี่ ๆ อาสาฯ ที่มากับขบวนรถเร็ว 171 ก็ต้องเดินทางกลับกับขบวน 172 เพื่อทำหน้าที่คุ้มกันความปลอดภัยต่อ

บรรยากาศการเดินทางกลับไปหาดใหญ่นั้นมันก็เหมือนขามา อากาศช่วงบ่ายค่อนข้างร้อนอบอ้าวทีเดียว ท้องฟ้าใส ๆ ก็เริ่มมีเมฆจับหนาขึ้น บางก้อนดำทะมึน เป็นสัญญาณว่าอีกไม่นานฝนคงเทลงมาแน่นอน แล้วก็จริง อากาศภาคใต้ค่อนข้างเดาใจยาก เดี๋ยวแดด เดี๋ยวครึ้ม เดี๋ยวฝน

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ
นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ
นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

เหล่าบรรดาผู้โดยสารเปลี่ยนจากคนลงเมื่อถึงปลายทางในช่วงเช้า กลายเป็นคนที่เริ่มต้นเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แทน ผู้โดยสารเริ่มขึ้นมาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ไล่มาตั้งแต่เจาะไอร้อง ตันหยงมัส มะรือโบ รือเสาะ ไล่มาเรื่อย ๆ จากที่นั่งว่าง ๆ เริ่มเต็มจนแน่นตาที่ยะลาและปัตตานี

แดดบ่ายเริ่มคล้อยลง ป่าเขตร้อนที่เขียวชอุ่มเปลี่ยนเป็นทุ่งกว้าง แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเมืองขึ้นเรื่อย ๆ จนในช่วงบ่ายแก่ขบวนรถเร็ว 172 เข้าจอดที่สถานีหาดใหญ่

หลายคนลงจากขบวนรถ และอีกหลายคนขึ้นมาบนรถ กลุ่มอาสาฯ สิ้นสุดภารกิจใจวันนี้แล้ว ก่อนจากกัน พี่สาวอาสาฯ ที่นั่งคุยกันมาตลอดทางบอกว่า “มาเที่ยวใต้อีกนะน้อง ไว้มีโอกาส หวังว่าเราคงได้เจอกันอีกนะ”

“ผมขอบอกว่า โอกาสหน้าเราจะต้องเจอกันอีกนะพี่ รักษาตัวนะครับ”

ภายใต้หน้ากากอนามัยสีฟ้านั้น เราเห็นนัยน์ตาที่บ่งบอกได้ว่าเจ้าของใบหน้ายิ้มอยู่ และเป็นยิ้มที่กว้างน่าดูทีเดียว

นั่งรถไฟพันกว่ากิโลลงใต้ผ่าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา ไปสุดสายที่สุไหงโก-ลก ดูตึกเก่า อาหารอร่อย และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

Writer & Photographer

Avatar

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

สถานการณ์โรคระบาดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทำให้การเดินทางและการท่องเที่ยวหยุดชะงักไปก็ไม่น้อย ความคิดถึงการเดินทางด้วยรถไฟมันก็คุกรุ่นอยู่ในใจ อยากคว้ารองเท้าผ้าใบออกมาสวม เอาเป้มาสะพาย เอากล้องออกไปส่องโลกบนสองรางเหล็กให้หายคิดถึง

จนเมื่อความคลี่คลายค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา ล้อเหล็กที่เคยหยุดนิ่งกลับมาหมุนวนบนรางเหล็กอีกครั้ง รถไฟขบวนยาวเริ่มเดินทางต่อแม้สมาชิกจะไม่ครบทุกขบวนก็ตาม

และนี่คือภาพถ่ายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บนเส้นทางรถไฟประเทศไทย

#01

ขบวนสุดท้าย…ก่อนบายเธอ

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว หนองคาย-ท่านาแล้ง

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ก่อนการระบาดใหญ่จนต้องปิดพรมแดนระหว่างประเทศ รถไฟขบวนน้อยน่ารักที่เชื่อมการเดินทางระหว่างไทย-ลาว วิ่งข้ามประเทศเป็นครั้งสุดท้าย โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าการงดรถไฟระหว่างประเทศจะกินเวลายาวเป็นปี

ทางรถไฟจากไทยข้ามไปลาวใช้สะพานเดียวกับถนน รางเหล็กถูกฝังอยู่บนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ข้ามแม่น้ำโขงที่เป็นพรมแดนธรรมชาติ เมื่อขบวนรถไฟมาถึง ถนนจะถูกกั้นทั้งสองฝั่ง จนกว่ารถไฟขบวนน้อยจะวิ่งข้ามไปจนถึงอีกฝั่งการจราจรบนถนนจึงกลับมาเป็นปกติ

นี่เป็นขบวนสุดท้าย ก่อนบายเธอไป…เกือบ 2 ปี

#02

คนดูรถ

สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) กรุงเทพมหานคร

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ในทุก ๆ วัน รถไฟทุกตู้จะต้องถูกเช็ดถูภายนอกและภายในรถ ภายนอกรถอาจจะเป็นส่วนที่สกปรกง่ายที่สุด เพราะต้องวิ่งฝ่าแดดลมฝนฝุ่นในแต่ละวัน มดงานเหล่านี้มีหน้าที่ชำระล้างก่อนรถไฟจะออกจากสถานี

ไม่ใช่เพียงแค่ข้างนอก แต่ข้างในเองก็เช่นกัน โดยเฉพาะช่วงที่โรคระบาดแพร่ใหม่ ๆ งานทำความสะอาดต้องเพิ่มขึ้นมาเป็นเท่าตัวเพื่อเช็ดเบาะที่นั่งทุก ๆ ที่ ให้เราได้นั่งรถไฟกันอย่างสบายใจ

#03

คนดูราง

สถานีบ้านด่าน จ.อุตรดิตถ์

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ในทุก ๆ วัน ที่รถไฟวิ่งบนรางเหล็กย่อมมีความชำรุดเกิดขึ้นจากการใช้งาน คนดูแลรางของฝ่ายโยธาจำเป็นต้องตรวจสภาพทางทุก ๆ วันด้วยรถยนต์รางหรือที่เรียกกันว่ารถต๊อก

รถเหล็กหน้าตาน่ารักสีเหลืองส่งเสียงดัง ต๊อก ๆๆๆๆๆ พร้อมธงสีแดงปักเอาไว้ เป็นสัญญาณให้เรารู้ว่า หน้าที่ของคนตรวจทางได้เริ่มขึ้นในช่วงเช้าของทุกวัน เพื่อสอดส่องสายตาหาความชำรุดเล็ก ๆ น้อย ๆ และจัดการซ่อมแซมให้การเดินทางด้วยรถไฟปลอดภัยต่อไป

#04

รอคอย

สถานีพิจิตร จ.พิจิตร

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

แม้ในช่วงที่งดวิ่งรถไฟไปหลายขบวน ตามมาตรการของรัฐเพื่อลดการเดินทางระหว่างจังหวัดและเคอร์ฟิวในช่วงเวลากลางคืน จนรถไฟข้ามคืนต้องงดให้บริการทุกขบวน แต่กระนั้นแล้วชีวิตของคนที่ยังจำเป็นต้องเดินทางยังคงมีอยู่ จนการผ่อนคลายเกิดขึ้นในช่วงระยะหนึ่ง มีการเปิดขบวนรถสายยาวช่วงกลางวันขึ้นเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้คนที่ยังจำเป็นต้องเดินทางได้ไปมาหาสู่ทำธุระกันได้ เราเห็นผู้คนมากมายยืนรอคอยรถไฟบนชานชาลา และเมื่อรถไฟขบวนนั้นออกจากสถานีไป ความเงียบก็กลับมาปกคลุมสถานีรถไฟอีกครั้ง

#05

อรุณสวัสดิ์

ตลาดเก๊าจาว จ.ลำปาง

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ทางรถไฟตัดผ่านที่ไหน ชุมชนย่อมเกิดขึ้นที่นั่น เมื่อชุมชนเกิดขึ้นก็ต้องมีเส้นทางสัญจรข้ามไปมา และเมื่อพบกับทางรถไฟก็จะต้องตัดผ่านเพื่อข้ามไปอีกฟาก ในบางเมืองนั้นทางรถไฟกับถนนอยู่คนละระดับกัน ไม่ถนนก็ทางรถไฟต้องเป็นฝ่ายที่ต้องยกหนี

ตลาดเก๊าจาวอยู่ใกล้กับสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำวัง เมืองลำปางในช่วงเช้านั้นคึกคักและวุ่นวายมาก ทั้งรถราและรถไฟจากกรุงเทพฯ ที่มาถึงในช่วงเช้าพอดี ถนนเส้นเล็กนี้ลอดใต้ทางรถไฟเพื่อเชื่อมชุมชนสองฝั่งให้ถึงกัน ถ้าช่วงไหนรถไฟผ่านมา เราก็จะได้เห็นพี่รถไฟไซส์จัมโบ้ข้ามสะพาน จนรถราบนถนนดูเล็กจ้อยทีเดียว

#06

เพื่อนเดินทาง

สถานีสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

สถานีสุไหงโก-ลก คือสุดท้ายปลายทางของสายใต้ และเป็นสถานีใต้สุดของประเทศไทยที่ห่างจากกรุงเทพฯ ถึงพันกว่ากิโลเมตร ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขบวนรถที่มาถึงปลายทางแห่งนี้มีเพียงรถเร็วขบวนเลขที่ 171 และ 172 เท่านั้น ทำให้การเดินทางมีเพียงแค่เที่ยวเดียวต่อวันจากกรุงเทพฯ ผู้โดยสารมากมายที่ใช้รถไฟเดินทางข้ามคืนมากับขบวนนี้

เวลาบนรถร่วม 20 ชั่วโมงสร้างความสัมพันธ์ของผู้เดินทางได้ไม่ยากจากการพูดคุย เมื่อเริ่มต้นเดินทางเราอาจจะยังไม่รู้จักใคร แต่เมื่อลงจากรถ เราอาจโบกมือลาเพื่อนเดินทางในตู้เดียวกันนั้นโดยไม่รู้ตัว

#07

เผชิญหน้า

สถานีปางต้นผึ้ง จ.อุตรดิตถ์

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

ทางรถไฟส่วนใหญ่ของไทยยังคงเป็นทางเดี่ยว การสวนทางต้องเกิดขึ้น ณ จุดที่เป็นสถานีเท่านั้น การสวนทางกันในสถานีหรือที่เรียกว่า ‘รอหลีก’ มักเป็นช่วงที่คนบนรถไฟลงมายืดเส้นยืดสาย และถือโอกาสเยี่ยมชมสถานีนั้น ๆ ไปด้วย ซึ่งก็มีไม่น้อยที่บรรยากาศดี

ปางต้นผึ้งที่นี่ก็เช่นกัน นับว่าเป็นสถานีแรกเลยก็ว่าได้ที่เป็นจุดเริ่มต้นของทางรถไฟซึ่งไต่ไปตามขุนเขาของภาคเหนือ และในวันที่ประจวบเหมาะ รถด่วน 51 ปลายทางเชียงใหม่ และรถเร็ว 112 จากเด่นชัย ก็จะมาเจอกันที่นี่ โดยรถด่วน 51 จะจอดรถในทางประธาน และรถเร็ว 112 จะลงเขามาเพื่อเลี้ยวเข้าทางหลีกมารับคนหน้าสถานี ภาพที่เห็นข้างหน้าก็คือรถไฟ 2 ขบวนเผชิญหน้ากัน

#08

พี่เห็นหนูด้วยหรอคะ

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จ.ลำพูน

13 ภาพถ่ายเรื่องราวรถไฟทั่วไทยใน 2 ปีที่ผ่านมา ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เห็นสิ ทำไมจะไม่เห็น

บนลานกางเต็นท์ของอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล มีพื้นที่ชมวิวที่มองออกไปต้องสดชื่นเพราะความเขียวขจีของป่า เห็นหมู่บ้านเป็นเวิ้งเล็ก ๆ อยู่ไกล ๆ และถ้ามองลงต่ำลงมาอีกหน่อย จะเห็นเส้นสีขาว ๆ จาง ๆ ของทางรถไฟเลี้ยวลดไปตามไหล่เขา

เมื่อเสียงหวีดดังขึ้น เป็นสัญญาณว่ารถไฟกำลังออกจากสถานีขุนตาน ไม่กี่อึดใจเดียว เจ้ารถไฟขบวนยาวบ้างสั้นบ้างก็ค่อย ๆ เลื้อยออกมาจากเงาไม้ ละม้ายคล้ายงูเหล็กที่เลื้อยผ่านต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่า ความสนุกสนานคือคนที่ลานกางเต็นท์จะชี้ชวนกันดูรถไฟ บ้างก็เห็น บ้างก็ไม่เห็น

แล้วพี่ล่ะ เห็นน้องไหมจากบนดอยนั้น

#09

รับน้อง

สะพานทาชมภู จ.ลำพูน

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เจ้าหัวรถจักร QSY สีแดง/เทา หน้าตาดูแปลกตาเพราะไม่หน้าเหลืองเหมือนรถจักรที่รถไฟไทยใช้อยู่ ถือได้ว่าเป็นน้องใหม่ที่รุ่นพี่จับตามอง เพราะความสดใส (ของสี) และใหม่สด ไม่ว่าจะเป็นแฟนรถไฟคนไหนก็อยากเห็นน้องตัวเป็น ๆ

แต่ก่อนที่น้องจะต้องออกทำงานทำการนั้น ต้องมีการทดสอบสมรรถนะเสียก่อน และโจทย์ใหญ่ที่สุดคือการทดสอบลากจูงบนเส้นทางภูเขา ซึ่งดอยขุนตาลเป็นเหมือนข้อสอบไฟนอลของน้องที่ถ้าทำข้อสอบไม่ผ่านก็ไม่ได้ไปต่อ

นี่น่าจะเป็นกิจกรรมดักถ่ายรูปรถไฟต่างจังหวัดแรก ๆ ของเราเลยก็ว่าได้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สะพานทาชมภูเป็นหมุดหมายหนึ่งที่ตั้งใจจะต้องเก็บภาพให้ได้ และโชคหล่นทับที่มีคาเฟ่ความสูง 3 ชั้นตั้งอยู่ตรงมุมทองของโค้งนี้พอดี จึงทำให้ได้ภาพที่สะสวยรูปนี้มา

พี่มารับน้องใหม่แล้วนะเออ

#10

มุมบังเอิญ

สถานีการเคหะ กรุงเทพมหานคร

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

การถ่ายรูปรถจักรไอน้ำทุกครั้งที่วิ่งเป็นภารกิจสำคัญของคนรักรถไฟที่มักมาพร้อมหน้ากันโดยมิได้นัดหมายเหมือนวันมาฆบูชา แต่นับวันผ่านไปสถานที่ที่ถ่ายรูปเริ่มซ้ำ เริ่มคนเยอะขึ้นเรื่อย ๆ จึงต้องสรรหาสถานที่ใหม่ ๆ เพื่อให้รูปดูใหม่สดและมุมแปลกอยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งได้เห็นชัยภูมิที่สวยงามจากการลากกระเป๋ามาขึ้นรถไฟฟ้า นั่นคือสถานีการเคหะ

วันจริง มีเพียงไม่กี่คนที่มาอยู่มุมนี้ (ใช่ เราคงคิดเหมือนกัน) มุมมองนี้มันสวยมาก โล่งมาก และเห็นรถจักรไอน้ำแบบเต็มขบวนโดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาบังหน้ากล้อง แต่ที่บังเอิญไปยิ่งกว่าราวกับนัดแต่ไม่ได้นัด เมื่อรถจักรไอน้ำสีดำทะมึนกำลังวิ่งมาถึงจุดถ่ายรูปนั้น เจ้ารถไฟสายสีแดงตัวขาวก็เคลื่อนออกจากสถานีแบบพอดิบพอดี จนได้รูปของรุ่นทวดและรุ่นเหลนมาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมายแบบบังเอิญ ๆ

#11

กลับบ้าน

สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง)

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

วันนั้นฝนตกหนักมาก เป็นวันสิ้นสุดภารกิจของขบวนรถจักรไอน้ำนำเที่ยว ปกติแล้วคุณทวดจะโชว์ตัวอยู่ที่สถานีกรุงเทพระยะหนึ่งแล้วจึงเดินทางกลับ แต่เผอิญว่าพระพิรุณไม่รู้ไปโกรธใครมา ไม่พูดไม่จาก็ถล่มลงมาจนไปไหนไม่ได้

แต่รถจักรไอน้ำกลับได้

ความร้อนของไอน้ำและตัวถังรถ มาเจอกับความเย็นของฝนเม็ดใหญ่ที่ถล่มลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตาจนเป็นฝ้าไปหมด ทำให้ไอน้ำสีขาวของคุณทวดไอน้ำยิ่งเด่นชัดขึ้นในสายฝนนั้น

ความดำทะมึนของตัวรถ ความขาวของไอน้ำ และแสงไฟสีแดงสองดวงเหมือนลูกตาเหมือนกับอสุรกายดุดันที่กำลังจ้องเราอยู่จากสายฝนที่โหมกระหน่ำ

แต่คุณทวดไม่ใช่อสุรกาย เขาคือคนแก่ใจดีที่ส่งเสียงฉึกฉักแข่งกับเสียงฝนเสียงฟ้า ก่อนจะค่อย ๆ ลับหายไปในม่านฝนเพื่อพักผ่อนรอออกมาเจอพวกเราใหม่ในรอบถัดไป

#12

แดงไหน

สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

เจ้าหนูลมกรดหน้าแป้นทะยานตัวด้วยความเร็วจากสถานีกลางกรุงเทพฯ หรือที่รู้จักกันว่าสถานีกลางบางซื่อไปทางรังสิตและตลิ่งชัน นี่คือรถไฟสายสีแดงทีเป็นน้องใหม่ไฟแรง (รถก็แรง) ของชาวกรุงเทพฯ และปทุมธานี

ในช่วงแรกที่สายสีแดงเปิดใช้งาน มีเหล่า Railfan มากมายไปนั่งเล่น (เพราะมันฟรี) จากคนน้อยในช่วงแรก ๆ เพราะคน Work from Home ก็ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณคนเยอะขึ้นหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จนตอนนี้น้องแดงมีเพื่อนใหม่เป็นมนุษย์มากมายหลังจากเหงาหงอยมานาน

ทุกครั้งที่ขึ้นมาบนชานชาลา ก็จะต้องเซย์ไฮทักทายน้องก่อนจากมุมบันไดนี้ทุกครั้ง และถ้ามีน้องเข้ามา2 ขบวน ก็จะเห็นเจ้าหนูหน้าแป้นยืนต้อนรับเราอยู่ตรงชานชาลานั้นเอง

#13

ขึ้นทางด่วน

สถานีจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ภาพถ่าย เรื่องราว ความทรงจำ สองข้างทางรถไฟ ระหว่าง พ.ศ. 2564 - 2565 ที่น่าบันทึกเก็บไว้ ของแฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย

พ.ศ. 2566 เมื่อโลกเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ การเดินทางกลับมาคึกคักขึ้น นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเดินทาง และรถไฟไทยกำลังจะใช้สถานีกลางกรุงเทพฯ หรือที่เราเคยรู้จักกันว่าสถานีกลางบางซื่อเต็มรูปแบบ ซึ่งรถไฟปู๊น ๆ ส่วนใหญ่จะย้ายจากหัวลำโพงมาสถานีกลางด้วย จึงทำให้รถไฟที่ออกจากสถานีกลางต้องวิ่งบนทางยกระดับร่วมกับรถไฟสายสีแดง ซึ่งปีที่ผ่านมาก็ได้มีการซ้อมเดินรถร่วมกับสายสีแดงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อทดสอบการเดินรถ รวมถึงฝึกอบรมคนขับให้เรียนรู้กับสภาพทางและเส้นทางใหม่

มันเลยดูเหมือนรถไฟปู๊น ๆ ไปวิ่งอยู่บนทางด่วน ไม่ใช่แค่รถที่ออกจากสถานีกลาง รถที่ออกหัวลำโพงก็จะต้องขึ้นมาวิ่งบนนี้เหมือนกัน คงน่าตื่นเต้นเหมือนกันที่จากเดิมเคยนั่งรถไฟวิ่งบนพื้นขนานกับถนนวิภาวดีรังสิตไปเรื่อย ๆ ส่วนของใหม่มาวิ่งด้านบนขนานระดับเดียวกับดอนเมืองโทลเวย์ด้วยความเร็วแบบเต็มพิกัด

วิวจากหน้าต่างจะเป็นยังไงกันเนี่ย

แค่คิดก็สนุกแล้ว

Writer & Photographer

Avatar

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load