7 เมษายน 2561

นาฬิกาปลุกเช้านี้ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือ แต่เป็นเสียงกรนของเพื่อนร่วมห้องที่ทำให้เราตาสว่างตั้งแต่ยังไม่ 7 โมงเช้า ราวกับเป็นเสียงเพรียกของเวียงจันทน์ที่บอกว่า ถ้าแกตื่นสายแกจะอดเที่ยวแล้วนะ

แม้ว่าเราจะใช้เวลาในเวียงจันทน์แค่เพียง 1 คืน ซึ่งมันก็ยังไม่จุใจเท่าไหร่ เราจึงใช้เวลาช่วงเช้าออกเดินในย่านดาวน์ทาวน์ของเวียงจันทน์เพื่อเก็บตกสถานที่ต่างๆ ที่ยังไม่ได้ไปเยี่ยม

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เช้านี้อากาศเย็นมากจนต้องคว้าแจ็กเก็ตออกมาสวม อาจเป็นเพราะฝนที่ตกประหนึ่งมีคนปักตะไคร้โดยขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่ช่วงเย็นและตลอดทั้งคืน ไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คืออากาศในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่เราเคยชินว่ามันร้อนระอุจนแทบอยากจะนอนแช่ในถังน้ำแข็งทั้งวัน เป้าหมายในวันนี้คือการเดินทางไปหอพระแก้ว วัดสีสะเกด และอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ริมแม่น้ำโขง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่ที่เราพลาดไปตั้งแต่เมื่อวาน

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เวียงจันทน์เป็นเมืองที่มีอะไรหลายๆ อย่างซ่อนตัวอยู่ ทั้งตึกเก่าที่ทิ้งรอยพิมพ์ของเมืองอาณานิคม หรือแม้แต่ชื่อของสถานที่ราชการที่มีภาษาฝรั่งเศสแฝงตัวอยู่ รวมถึงจังหวะชีวิตที่ไม่ได้ปรู๊ดปร๊าดแบบเมืองหลวงของหลายๆ ประเทศ สีสันของที่นี่คือความรู้สึกที่ไม่ได้ต่างกับประเทศไทย ทั้งตัวภาษาที่มีความคล้ายกันทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน บรรยากาศโดยทั่วไปก็เหมือนกับเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดช่วงเช้า มีคนขับมอเตอร์ไซค์ออกมาจับจ่ายซื้อของ มีรถยนต์ขวักไขว่ มีนักท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ หรือแม้แต่ทัวร์จีนที่ลงจากรถนำเที่ยว

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

ออกเดินทาง

เที่ยงตรง คือเวลาที่ต้องบอกลาเวียงจันทน์เพื่อมุ่งหน้าไปสถานีรถไฟท่านาแล้ง สถานีรถไฟแห่งเดียวในประเทศลาว

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

การเดินทางเริ่มต้นที่ตลาดเช้าเหมือนกับตอนที่มาถึง ที่นี่ก็เหมือนย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่เป็นจุดรวมรถเมล์สารพัดสายที่เดินทางไปยังมุมต่างๆ ของเวียงจันทน์หรือข้ามไปหนองคายและอุดรธานี

รถเมล์สายที่เราต้องนั่งคือสาย 14

รถเมล์สายนี้เป็นรถมือสองจากญี่ปุ่น บนรถเต็มไปด้วยผู้คนนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนลาว คนไทย หรือนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ที่หอบหิ้วกระเป๋าใบมหึมา โดยเกือบทุกคนมีจุดหมายปลายทางคือด่านตรวจคนเข้าเมืองท่านาแล้ง

หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกจากท่า สิ่งที่สร้างความกังวลให้เรามากคือเราอยากนอนแต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน

ไหนล่ะคนเก็บเงิน?

เรานึกไม่ออกว่าคนที่นี่จะเก็บค่ารถเมล์ยังไง เก็บตอนลงก็ไม่ใช่ เอ๊ะหรือจะทำเหมือนบ้านเรานะ แต่ก็ไม่ยักเห็นคนเงินสักคนบนรถ

หรือว่าเขาให้นั่งรถเมล์สายนี้ฟรี?

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

รถเมล์ปุเลงๆ ไปจนถึงชานเมืองนครหลวงเวียงจันทน์ ไม่ทันไรก็มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมา เป็นสิ่งที่ยืนยันว่านี่ไม่ใช่รถเมล์ฟรีแห่ง สปป.ลาว แต่อย่างใด เรายื่นค่ารถเป็นแบงก์ 20 บาทไทยจำนวน 2 ฉบับให้กับกระเป๋ารถเมล์ที่ถือเงินกีบและเงินบาทเป็นฟ่อน ในมือนั้นเป็นตัวเงินหลักแสนถึงหลักล้านน่าจะได้ เราก็อดทึ่งไม่ได้ว่าในประเทศที่ค่าเงินไม่ใช่หลักร้อย หลักสิบ หรือหลักหน่วย เขาต้องบวกลบเลขหลายๆ หลักยังไง หรือเพราะเราโง่เลขจึงเห็นว่ามันเป็นเรื่องยากและยิ่งใหญ่มากในการบวกลบเลขที่เกินหลักร้อย เราลองบวกลบเลขเล่นๆ ดู ซึ่งจากผลสัมฤทธิ์ทางการสอบเอนทรานซ์ที่เราได้คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ 12 เต็ม 100 ถึง 2 ครั้งรวดนั่นก็คงเป็นคำตอบแล้วว่ามันไม่ยากหรอก แต่เราเองแหละที่โง่เลข

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

รถเมล์ถึงสะพานมิตรภาพเรียบร้อย ถึงตรงนี้เราฉีกเส้นทางเดินออกไปทางซ้าย ในขณะที่คนส่วนใหญ่ที่ลงมาจากรถด้วยกันเดินไปทางขวาเพื่อประทับพาสปอร์ตออกนอก สปป.ลาว ข้ามไปราชอาณาจักรไทย

นี่ก็ข้ามไปไทยเหมือนกันนะ แต่ไปรถไฟ

ลำดับต่อไปคือการหารถรับจ้างไปสถานีรถไฟท่านาแล้งให้ได้ นั่นทำให้เราคิดไม่ตกว่าจากที่นี่ไปสถานีรถไฟที่อยู่ห่างไปราวๆ 1 กิโลเมตรจะไปยังไงดี

จะเดินดีไหม…ดูจากสัมภาระ ไม่ไหวแน่ๆ อาจตายก่อนระหว่างทาง

หรือจะเหมารถไป ซึ่งเราก็ได้ยินกิตติศัพท์มาพอตัวว่ารถเหมาเรียกแพง แต่ถ้ามีวาทศิลป์ในการต่อราคาก็จะได้ราคาที่ถูกลงประมาณครึ่งหนึ่ง

เอาวะ เหมาก็เหมา

จากการเจรจาเป็นภาษาไทยผสมภาษาลาวที่ไม่แข็งแรงเท่าไหร่ เราไม่สามารถรับข้อเสนอของรถตู้ปรับอากาศเหมาราคา 300 บาทได้ แต่เราตกลงกับการเดินทางด้วยรถสองแถวแบบ Open Air ในราคา 150 บาท (ต่อจาก 200 บาท) ก็นับว่าเป็นราคาเหมาที่ไม่โหดร้ายสักเท่าไหร่

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

ท่านาแล้ง

รถสองแถวไซส์มินิที่นั่งแล้วหัวติดหลังคาพาเรามาถึงสถานีรถไฟท่านาแล้ง สถานีรถไฟเดียวของประเทศลาวและเป็นต้นทางของการเดินทางไกลของเราในครั้งนี้

ท่านาแล้ง แล้งสมชื่อ

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

อาคารสถานีรถไฟคอนกรีตมุงด้วยหลังคากระเบื้องสีแดงตั้งอยู่กลางทุ่ง ซ้ายเป็นเนินดินเตี้ยๆ มีบ้านคนอยู่สองสามหลัง ฝั่งตรงข้ามอาคารสถานีเป็นพื้นที่โล่งกว้างรอต้อนรับรถไฟความเร็วปานกลางจากจีน (แต่พอข้ามไปฝั่งไทยกลายเป็นรถไฟความเร็วสูงนะ)

ในสถานีมีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ นี่เราเป็นคนเอเชียคนเดียวในสถานีนี้หรอ

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เรามุ่งหน้าไปที่ช่องขายตั๋วรถไฟโดยทันทีที่บ่อนขายปี้ (ช่องขายตั๋ว) มีเจ้าหน้าที่สาวสวยนุ่งซิ่นนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ขายตั๋วซึ่งเป็นเที่ยวรถไฟระยะสั้นจากท่านาแล้งไปหนองคาย โดยตลอดทั้งวันจะมีรถไฟเข้าออกที่นี่เพียง 4 ขบวนเท่านั้น เท่ากับว่าขบวนสุดท้ายเที่ยว 5 โมงเย็นออกจากสถานีที่นี่ก็จะพบกับความเงียบเหงาจนถึง 7 โมงเช้าของอีกวันที่รถไฟขบวนใหม่มาถึง

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

สถานีรถไฟท่านาแล้งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2552 พร้อมกับการเปิดเดินรถไฟระหว่างไทย-ลาวครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นองค์ประธานในการเปิดเดินรถไฟระหว่างประเทศไทย-สปป.ลาว ซึ่งทางรถไฟในประเทศลาวมีความยาว 3.5 กม. ใช่ครับ อ่านไม่ผิด มันยาวแค่นี้จริงๆ  

จุดเริ่มต้นของทางรถไฟลาวปักจุดที่กึ่งกลางสะพานมิตรภาพไทย-ลาว มาสุดสายที่สถานีท่านาแล้ง ซึ่งอีกไม่นานทางรถไฟสายนี้จะขยายปลายทางเข้าไปที่เวียงจันทน์ น่าจะอีกราวๆ 5 ปี เราถึงจะได้นั่งรถไฟยาวเข้าไปถึงเวียงจันทน์

กระบวนการเดินทางข้ามไปหนองคายนั้นไม่ซับซ้อน เริ่มต้นจากการซื้อตั๋วรถไฟในราคา 20 บาท เมื่อได้ตั๋วมาแล้วก็ให้เอาเอกสารผ่านแดนไปยื่นที่เคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมืองที่อยู่ตรงข้ามช่องขายตั๋ว เมื่อการปั๊มพาสปอร์ต (ที่ยาวนานมาก เพราะลุงแกปั๊มและพลิกหน้าได้อย่างวิจิตรบรรจงสุดๆ) เสร็จเรียบร้อยเราก็สามารถเดินขึ้นไปบนขบวนรถไฟที่จอดรออยู่ที่ชานชาลาที่ 1 ได้เลย

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

รถไฟที่นั่งข้ามไปหนองคายมีความยาว 2 ตู้ถ้วน และเป็นรถไฟไทย

ใช่ครับ นี่คือรถไฟไทยในประเทศลาว

ประเทศลาวนั้นมีเพียงทางรถไฟและสถานีเป็นสมบัติของตัวเอง (ซึ่งไทยสร้าง) แต่ระบบขายตั๋ว ตัวรถไฟ พนักงานขับรถไฟ พนักงานบนขบวนรถไฟ เป็นของไทย

รถไฟที่เดินทางระหว่างหนองคาย-ท่านาแล้ง-หนองคาย คือรถดีเซลรางฮิตาชิที่การรถไฟสั่งจากญี่ปุ่นเมื่อหลายสิบปีก่อน มีชื่อเล่นในวงการคนรักรถไฟว่า ‘อีสานเขียว’ เพราะรถดีเซลรางรุ่นนี้มีวิ่งแค่ในสายอีสาน เป็นรถที่เคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเองไม่ต้องใช้หัวรถจักร การรถไฟเรียกรถแบบนี้เป็นภาษาไทยว่า ‘รถดีเซลราง’ ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษคือ Diesel Railcar

เคลื่อนขบวน

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

17.30 น. เมื่อสิ้นเสียงระฆังและธงเขียวถูกสะบัดทั้งบนชานชาลาและบนรถไฟ ขบวนรถด่วนระหว่างประเทศ ท่านาแล้ง-หนองคาย เคลื่อนตัวออกจากสถานีท่านาแล้ง ภาพที่ปรากฏบนหน้าต่างรถไฟคือทัศนียภาพของลาวค่อยๆ เคลื่อนจากเราไปและกำลังจะแทนที่ด้วยภาพของประเทศไทยในเวลาไม่ช้า เสียงเครื่องยนต์ของรถไฟแผดเสียงลั่นทุ่ง ความเร็วเพิ่มขึ้นและค่อยๆ ลดลงเป็นสัญญาณบอกว่าเรากำลังเข้าสู่เขตสะพานมิตรภาพไทย-ลาว

การข้ามแม่น้ำโขงจากลาวสู่ไทยนั้นรถไฟและรถยนต์ใช้สะพานเดียวกัน โดยทางรถไฟฝังอยู่กลางสะพาน ทุกครั้งที่รถไฟขึ้นสะพานการจราจรทางถนนจะปิดทันทีเพื่อให้รถไฟเคลื่อนข้ามประเทศซึ่งกินเวลาประมาณ 5 นาที จากนั้นรถยนต์ก็จะสัญจรได้ตามปกติเมื่อท้ายขบวนรถไฟลงจากสะพานไปแล้ว

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

มีคนบอกไว้ว่าช่วงเวลา 5 นาทีบนสะพานมิตรภาพไทย-ลาวควรเก็บไว้เป็นความทรงจำ

ฝั่งขวามือของขบวนรถเป็นวิวที่วิเศษที่สุด มันหันหน้าเข้าหาทิศตะวันตกและดวงอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังคล้อยต่ำใกล้เส้นขอบฟ้า

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เมื่อรถไฟอยู่บนสะพานแล้วภาพนอกหน้าต่างคือแม่น้ำโขงที่กว้างใหญ่ ธงชาติลาวถูกปักเรียงรายไปตามขอบสะพานแสดงให้เราเห็นว่ารถไฟยังอยู่ในเขตลาวและเมื่อถึงกลางสะพาน ธงสีแดง ขาว น้ำเงิน ที่เราคุ้นตาก็จะเข้ามาแทนที่ เราชะโงกออกไปนอกหน้าต่าง นักท่องเที่ยวต่างชาติคนหนึ่งกำลังโบกไม้โบกมือให้กับคนจำนวนไม่น้อยที่ขึ้นมาเดินเล่นบนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ไม่นานนักเราก็ถึงคอสะพานฝั่งหนองคาย รถไฟเร่งความเร็วขึ้นอีกครั้งหนึ่งพร้อมเสียงหวีดดังสนั่น ไม่นานนักเจ้าม้าเหล็กก็ลดความเร็วเทียบชานชาลาสถานีหนองคาย โดยใช้เวลาเดินทางจากท่านาแล้งทั้งสิ้น 15 นาที

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เมื่อถึงสถานีหนองคายเราต้องผ่านการตรวจหนังสือเดินทางอีกครั้ง รถไฟขบวนใหม่ของเราจอดอยู่ในชานชาลาที่ 2 เป็นตู้รถไฟสีเงินคาดด้วยสีแดงใหม่เอี่ยมอิมพอร์ตจากประเทศจีนและมีชื่อเพราะๆ ที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่า ‘อีสานมรรคา’ แปลว่า เส้นทางสู่ภาคอีสาน คืนนี้เราจะต้องใช้ชีวิตอีก 11 ชั่วโมงบนรถด่วนพิเศษขบวนนี้

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

19.10 น. ขบวนรถด่วนพิเศษมรรคาเคลื่อนออกจากสถานีหนองคายมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ เราล้มตัวลงนอนในพื้นที่ส่วนตัวของเรา แสงไฟนอกหน้าต่างเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว รถไฟขบวนนี้จะถึงกรุงเทพฯ ในเวลา 6 โมงเช้าและนั่นคือการเดินทางถึงเมืองหลวงที่ 2 ของทริป แสงไฟนอกหน้าต่างเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับหนังตาของเราที่ปิดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

ถ้าพูดถึงสะพานรถไฟ หลายคนคงจินตนาการถึงภาพสะพานเหล็กขนาดมหึมาดูน่าเกรงขาม ซึ่งมักเรียกแบบฮิตติดปากว่า ‘สะพานดำ’ อาจเป็นเพราะสะพานเหล็กมักทาสีดำเพื่อกันสนิม จึงดูน่าเกรงขามกึ่งน่าเกรงกลัวในสายตาของคนทั่วไป

โดยส่วนใหญ่แล้ว สะพานรถไฟในประเทศไทยกว่าร้อยละ 80 สร้างด้วยเหล็ก หากเป็นสะพานข้ามแม่น้ำที่กว้างมากๆ มักเป็นโครงสร้างเหล็กถักร้อยต่อกันไปเพื่อรับน้ำหนักของรถไฟ เวลาวิ่งผ่านก็จะดัง กึงกึง กึงกึง เป็นจังหวะ จึงเป็นสิ่งที่มองแล้วน่าสนใจ

วันนี้เราจะพาไปรู้จักสะพานเหล็กที่ดูเหมือนธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา เพราะนอกจากจะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำสำคัญแล้ว ชื่อของสะพานเหล่านี้ยังเป็นชื่อ ‘พระราชทาน’ โดยพระมหากษัตริย์อีกด้วย

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานพระราม 6

ที่ตั้ง: เขตบางซื่อและเขตบางพลัด กรุงเทพฯ ระหว่างสถานีบางซ่อน-บางบำหรุ ในเส้นทางสายใต้

ความยาว: 441 เมตร

แม่น้ำที่ข้าม: แม่น้ำเจ้าพระยา

ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2465 – 2469 l ซ่อมสร้าง พ.ศ. 2496

ที่มาของชื่อ: พระราม 6 หมายถึง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (Rama VI)

สะพานพระราม 6 สร้างขึ้นเพราะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าการรวมกิจการรถไฟทั้งสองหน่วย คือกรมรถไฟหลวงสายเหนือและกรมรถไฟหลวงสายใต้เข้าด้วยกัน จะทำให้การคมนาคมทางรถไฟสะดวกขึ้น เพราะแต่เดิมทางรถไฟสายเหนือและสายใต้ไม่ได้เชื่อมกัน แถมใช้ขนาดทางรถไฟไม่เท่ากันไปอีก

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานพระราม 6 เดิมเป็นสะพานเหล็กที่มีรูปร่างคล้ายสะพานแขวน

อุปสรรคสำคัญในการเชื่อมทางรถไฟทั้งสองสายเข้าหากันคือ การข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่ยักษ์ จึงต้องสร้างสะพานแห่งนี้ขึ้น ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ก็ข้ามแผ่นดินมาอีกรัชกาล พิธีเปิดสะพานเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2469 โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานชื่อว่า ‘สะพานพระราม 6’ เพื่อเป็นเกียรติแก่พระเชษฐา

ตัวสะพานมีรูปร่างคล้ายสะพานแขวน สัญจรได้ทั้งรถไฟและรถยนต์ ถือเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกของประเทศไทย

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สะพานพระราม 6 เป็นเป้าระเบิดจนได้รับความเสียหายหนักมาก ต้องบูรณะกันยกใหญ่ การซ่อมสร้างได้เปลี่ยนรูปแบบของสะพานให้กลายเป็นโครงเหล็กรูปสี่เหลี่ยมคางหมูสีเทาจำนวน 5 ช่วงตอน และยังคงรูปแบบที่รถไฟวิ่งกับรถยนต์บนสะพานเหมือนเดิม

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานพระราม 6 ในสมัยที่ยังไม่สร้างสะพานพระราม 7

ในปี 2533 เมื่อการจราจรบนสะพานพระราม 6 เริ่มหนาแน่น ก็มีแนวคิดแยกถนนออกจากสะพานรถไฟ จึงเกิดสะพานพระราม 7 ขึ้นมาข้างๆ กันเป็นสะพานพี่สะพานน้อง พื้นถนนบนสะพานพระราม 6 เดิมถูกปรับปรุงโครงสร้างให้รองรับทางรถไฟเพิ่มอีก 1 ทาง ในปี 2546 รถไฟก็เลยวิ่งสวนกันได้อย่างเก๋ๆ บนสะพาน

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานพระราม 6 ในปัจจุบันถูกขนาบข้างด้วยทางรถไฟสายสีแดงและทางด่วน

ถึงแม้ว่าชื่อของสะพานพระราม 6 อาจจะเลือนหายไปจากความทรงจำของคนกรุงเทพฯ ตั้งแต่มีสะพานพระราม 7 มาทำหน้าที่แทน แต่สำหรับคนนั่งรถไฟ สะพานพระราม 6 ยังเป็นส่วนหนึ่งของเขาเสมอ จะว่าไปก็เหมือนสัญลักษณ์ว่า รถไฟจากปักษ์ใต้กำลังจะถึงปลายทางแล้ว

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานเสาวภา

ที่ตั้ง: อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ตั้งอยู่ระหว่างสถานีวัดงิ้วราย-นครชัยศรี ในเส้นทางสายใต้

ความยาว: 132 เมตร

แม่น้ำที่ข้าม: แม่น้ำนครชัยศรี (แม่น้ำท่าจีน)

ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2446 l ซ่อมสร้าง พ.ศ. 2492

ที่มาของชื่อ: ‘เสาวภาผ่องศรี’ เป็นพระนามเดิมของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เรายังคงอยู่บนทางรถไฟสายใต้ ถ้าใครยังไม่ส่งวิชาภูมิศาสตร์คืนอาจารย์ไป คงจำได้ว่ามีแม่น้ำอีกสายหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากเจ้าพระยา นั่นคือแม่น้ำท่าจีน ถ้าไหลผ่านนครปฐมจะเรียกว่า แม่น้ำนครชัยศรี ทางรถไฟสายใต้ต้องข้ามแม่น้ำแห่งนี้ นับเป็นสะพานเหล็กใหญ่ (มาก) แห่งที่ 2 ซึ่งสร้างขึ้นพร้อมทางรถไฟหลวงสายใต้ช่วง ‘บางกอกน้อย-เพชรบุรี’ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โน่น ชื่อว่า ‘สะพานเสาวภา’

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานเสาวภาเดิมก่อนจะถูกระเบิด

สะพานเสาวภาไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสวนงูเสาวภาของสภากาชาดไทยแต่อย่างใด ชื่อสะพานแห่งนี้ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 ‘เสาวภาผ่องศรี’ เป็นพระนามเดิมของ ‘สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ’ พระบรมราชินีนาถของพระองค์ อีกทั้งสมเด็จพระนางเธอทรงเป็นประธานร่วมในการเปิดทางรถไฟหลวงสายแรกของสยามด้วย

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานเสาวภาในปัจจุบัน (ซ้าย) และสะพานใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ควบคู่กัน (ขวา)

สะพานเสาวภาผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่ต่างจากสะพานอื่นๆ ถึงขนาดโดนระเบิดถล่มทำลาย จนกระทั่งปี 2546 เมื่อมีการสร้างรถไฟทางคู่ไปนครปฐม สะพานเสาวภาก็ไม่เหงาอีกต่อไป เพราะมีสะพานน้องใหม่ที่ใหญ่กว่า (มาก) ประทับกายอยู่ข้างๆ เป็นสะพานคู่ขวัญของตลาดนครชัยศรีให้ช่างภาพชักภาพความงามจากคุ้งน้ำอยู่จนถึงปัจจุบัน

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานจุฬาลงกรณ์

ที่ตั้ง: อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ระหว่างสถานีบ้านกล้วยและราชบุรี ในเส้นทางสายใต้

ความยาว: 150 เมตร

แม่น้ำที่ข้าม: แม่น้ำแม่กลอง

ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2444 l ซ่อมสร้าง พ.ศ. 2503

ที่มาของชื่อ: สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระนามเดิมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

ราชบุรีก็เหมือนอีกหลายจังหวัดที่มีแม่น้ำไหลผ่าน จึงต้องสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำ

สะพานจุฬาลงกรณ์ มีชื่อเรียกลำลองว่า ‘สะพานราชบุรี’ ทอดยาวข้ามแม่น้ำแม่กลองกลางเมืองราชบุรี หนทางสัญจรหลักที่เชื่อมฝั่งตลาดและค่ายทหารเข้าหากัน สะพานเดิมสร้างไว้แบบไฮบริด มีทั้งทางรถไฟและถนนอยู่บนสะพาน ส่วนใต้สะพานคือแม่น้ำแม่กลองซึ่งในหน้าแล้งจะมีหาดทรายทอดยาวเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวราชบุรี (ในยุคนั้น) ถ้าย้อนเวลากลับไปเราคงเห็นชาวบ้านลงเล่นน้ำกันแถวสะพานประหนึ่งเที่ยวชายทะเลกันเลย

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานจุฬาลงกรณ์เดิมเป็นสะพานขนาดกว้าง รองรับทั้งถนนและทางรถไฟ

สะพานจุฬาลงกรณ์เป็นหนึ่งในสะพานที่เป็นเป้าทิ้งระเบิด เพราะเป็นเส้นทางหลักสู่ภาคใต้ การซ่อมสร้างได้ปรับเปลี่ยนให้ใช้งานเฉพาะรถไฟเท่านั้น ส่วนสะพานสำหรับรถยนต์สร้างขึ้นต่างหากข้างๆ กันชื่อว่า ‘สะพานธนะรัชต์’ สะพานทั้งสองถือเป็นสะพานหลักที่ใช้สัญจรข้ามไปมาระหว่างสองฝั่งแม่น้ำในเมืองราชบุรี และ Street Food ใต้สะพานจุฬาลงกรณ์นั้น ‘อร่อยอย่าบอกใคร’

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานจุฬาลงกรณ์ในปัจจุบัน ข้างๆ คือสะพานธนะรัชต์ซึ่งสร้างสำหรับถนนโดยเฉพาะ

สะพานจุลจอมเกล้า

ที่ตั้ง: อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างสถานีชุมทางบ้านทุ่งโพธิ์-สุราษฎร์ธานี ในเส้นทางสายใต้

ความยาว: 200 เมตร

แม่น้ำที่ข้าม: แม่น้ำตาปี

ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2456 l ซ่อมสร้าง พ.ศ. 2496

ที่มาของชื่อ: พระนามของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

เรามาถึงสะพานชื่อพระราชทานสะพานสุดท้ายของสายใต้ เป็นสะพานเหล็กขนาดใหญ่ข้ามแม่น้ำตาปีที่หน้าตาเหมือนสะพานพระราม 6 ในกรุงเทพฯ แบบไม่มีผิดเพี้ยน หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2486 สะพานแห่งนี้มีลักษณะเหมือนสะพานใหญ่ๆ ทั่วไปที่มีโครงสร้างแบบหลังอูฐ (โครงเหล็กผสมระหว่างโค้งและเหลี่ยม) ชาวบ้านเรียกสะพานแห่งนี้ติดปากว่า ‘สะพานโค้ง’

สะพานข้ามแม่น้ำตาปีถูกทิ้งระเบิดลงกลางสะพานจนหักกลางลำ เพื่อตัดตอนการขนส่งเสบียงและอาวุธของทหารญี่ปุ่น เมื่อสงครามสงบต้องบูรณะสะพานขึ้นมาใหม่ โครงสร้างหลักของสะพานเสียหายมาก บริษัท Cormanlong จึงเปลี่ยนรูปร่างสะพานโดยถอดแบบจากสะพานพระราม 6 ในกรุงเทพฯ

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

โครงสะพานเดิมที่ถูกทำลาย บางโครงยังมีสภาพดีใช้งานได้ จึงนำไปติดตั้งเป็นสะพานข้ามคลองยัน ในทางรถไฟสายสุราษฎร์ธานี-คีรีรัฐนิคม ซึ่งยังใช้งานจนถึงปัจจุบัน

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

โครงสร้างของสะพานจุลจอมเกล้าเดิมที่ไม่เสียหายได้ถูกใช้งานเป็นสะพานคลองยันในทางรถไฟสายคีรีรัฐนิคม

‘สะพานโค้งพุนพิน’ แห่งนี้ได้ทำพิธีเปิดใช้หลังซ่อมเสร็จเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2496 เป็นสะพานที่วิ่งร่วมระหว่างรถไฟและรถยนต์ ชื่อ ‘สะพานจุลจอมเกล้า’ นั้น พระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นับเป็นสะพานเดียวที่ได้ชื่อพระราชทานหลังถูกทำลาย

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการสร้างสะพานสำหรับรถยนต์แยกออกจากสะพานจุลจอมเกล้า แต่ผิวถนนเดิมยังคงอยู่ เราจะเห็นวิถีชีวิตของคนท่าข้ามที่ใช้สะพานสัญจรไปมา วิ่งออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมต่างๆ บนสะพาน เหมือนสะพานรถไฟแห่งนี้ได้เชื่อมรถไฟกับชุมชนให้เข้าถึงกัน

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานจักรี

ที่ตั้ง: อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างสถานีหนองวิวัฒน์-ท่าเรือ ในเส้นทางสายเหนือ

ความยาว:  103 เมตร

แม่น้ำที่ข้าม: แม่น้ำป่าสัก

ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2444 l ซ่อมสร้าง พ.ศ. 2497

ที่มาของชื่อ: ราชวงศ์จักรี

ที่ราบลุ่มภาคกลางเป็นพื้นที่ไหลผ่านของแม่น้ำหลายสาย หนึ่งในนั้นคือแม่น้ำป่าสัก หนึ่งในแม่น้ำที่มารวมกับเจ้าพระยา และมุ่งหน้าไปทางเหนือจากชุมทางบ้านภาชีประมาณ 12 กิโลเมตร มีสะพานขนาดใหญ่ทอดข้ามแม่น้ำแห่งนี้

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานดำขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านในอำเภอท่าเรือมีชื่อว่า ‘สะพานจักรี’ เป็นสะพานชื่อพระราชทานแห่งแรกในเส้นทางรถไฟสายเหนือ เดิมตัวสะพานมีโครงสร้างโค้งเป็นแบบหลังอูฐ รองรับทางรถไฟขนาดความกว้าง 1.435 เมตร อยู่ใกล้สถานีรถไฟท่าเรือ

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานจักรีมีชะตากรรมไม่ต่างจากสะพานอื่นๆ ที่ถูกระเบิดทิ้งทำลาย ในสงครามโลกครั้งที่ 2 การรถไฟฯ การซ่อมสร้างสะพาน ได้ถูกเริ่มต้นขึ้นพร้อมกันทุกสายที่เกิดความเสียหาย และแทบทุกสะพานได้เปลี่ยนรูปร่างไปจากเดิม สะพานจักรีก็เช่นกัน จากโครงสร้างเหล็กรูปโค้งได้ถูกเปลี่ยนเป็นโครงเหล็กรูปสี่เหลี่ยมคางหมูแบบที่คุ้นตาในปัจจุบัน เปิดใช้งานให้รถไฟวิ่งผ่านได้ในปี 2491

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

ในปี 2555 สะพานจักรีได้รับการเสริมความแข็งแรงเพื่อรองรับน้ำหนักของรถไฟที่นับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้น โดยยังคงรูปร่างแบบเดิมไม่ผิดเพี้ยน และข้างๆ กันนั้นเป็นสะพานใหม่ที่สร้างขนานกันไปเพื่อให้รถไฟวิ่งสวนทางกันได้

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานปรมินทร์

ที่ตั้ง: อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ระหว่างสถานีไร่อ้อย-ชุมทางบ้านดารา ในเส้นทางสายเหนือ

ความยาว: 263 เมตร

แม่น้ำที่ข้าม: แม่น้ำน่าน

ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2452 l ซ่อมสร้าง พ.ศ. 2491

ที่มาของชื่อ: ปรมินทร์ เป็นคำหนึ่งในพระนามของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลเลขคี่ ซึ่งหมายถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเอง

สะพานใหญ่สีขาวทอดข้ามแม่น้ำสีแดงอิฐ โอบล้อมด้วยความร่มรื่นเขียวชอุ่มของต้นไม้ใหญ่ บนยอดสุดของโครงเหล็กสูงลิ่วมีป้ายจารึกว่า ‘สะพานปรมินทร์’

สะพานปรมินทร์สร้างเมื่อปี 2449 แล้วเสร็จในปี 2452 เป็นสะพานเหล็กขนาดใหญ่แบบคานยื่น รูปร่างคล้ายสะพานแขวน ได้รับการพระราชทานชื่อโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมสถานีรถไฟแห่งหนึ่งซึ่งเดิมไม่มีชื่อและอยู่ไม่ไกลจากสะพานแห่งนี้

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

สะพานปรมินทร์เดิมมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับสะพานแขวน

รัชกาลที่ 5 พระราชทานชื่อสะพานแห่งนี้ว่า ‘ปรมินทร์’ หมายถึงพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลเลขคี่ ส่วนสถานีรถไฟที่คู่กับสะพาน พระองค์พระราชทานชื่อว่า ‘บ้านดารา’ หมายถึงเจ้าดารารัศมี พระราชชายา

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

หากใครเคยเห็นภาพเก่าๆ คงรู้สึกเสียดายรูปร่างที่งดงามของสะพานปรมินทร์ เหตุผลที่สะพานต้องเปลี่ยนรูปร่าง เพราะได้รับความเสียหายจากการเป็นเป้าระเบิดนั่นเอง ซึ่งต้องทิ้งระเบิดกว่า 20 ครั้ง สะพานปรมินทร์จึงจะขาด

รวมสะพานรถไฟสุดสวยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

ปัจจุบันสะพานปรมินทร์เป็นสถานที่สำคัญของตำบลบ้านดารา มีการสร้างสวนสาธารณะขึ้นใต้สะพานเพื่อเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกาย สถานีรถไฟชุมทางบ้านดารานั้นมีการนำป้ายชื่อสะพานเดิมมาตั้งไว้เป็นอนุสรณ์พร้อมลูกระเบิดลูกหนึ่งซึ่งคาดว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มระเบิดที่หักสะพานปรมินทร์ (เดิม) ออกเป็นเสี่ยงๆ

ภาพ
พยุงศักดิ์ คุ้มแถว
กิติพงษ์​ ธารปราบ
การรถไฟแห่งประเทศไทย
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ

Save

อีกนิดอีกหน่อย

  1. สะพานชื่อพระราชทานทุกแห่งถูกระเบิดทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะเป็นสะพานขนาดใหญ่ที่สามารถตัดตอนการเดินทางของกองทัพญี่ปุ่นในสมัยนั้นได้
  2. หากใครอยากไปดูสะพานแบบใกล้ชิด ลองอ่านคำแนะนำนี้

– สะพานพระราม 6 เดินขึ้นไปได้ ทางขึ้นอยู่ฝั่งพระนครใต้ทางพิเศษศรีรัช แต่ไม่ควรอยู่บนสะพานหลังพระอาทิตย์ตกดิน เพราะสะพานไม่มีไฟส่องสว่าง

– สะพานเสาวภา อยู่ใกล้สถานีนครชัยศรีที่สุด แต่รถไฟจอดน้อย ถ้าขับรถไปจะดีกว่า และมุมที่เห็นสะพานเสาวภาสวยที่สุดคือมองจากตลาดนครชัยศรี

– สะพานจุฬาลงกรณ์ อยู่ใกล้ตลาดโต้รุ่งริมน้ำแม่กลองราชบุรี แถวๆ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ แถวนั้นของกินเยอะมาก กินไปนั่งดูรถไฟไปก็เพลินไปอีกแบบ

– สะพานจุลจอมเกล้า อยู่ใกล้สถานีสุราษฎร์ธานี สามารถเดินได้ (ถ้าอึดพอ) ตอนเย็นมีคนมาวิ่งออกกำลังกายบนสะพานเยอะมาก แถมถ่ายรูปสวยด้วย เพราะทางรถไฟตรงเชิงสะพานเป็นโค้งพอดี

– สะพานจักรี อยู่ติดสถานีท่าเรือ เดินไปที่สะพานได้ ตอนปรับปรุงสะพานมีการทำทางเดินให้พร้อมและปลอดภัย

– สะพานปรมินทร์ อยู่ใกล้สถานีบ้านดารา เดินไปได้ ใต้สะพานมีสวนสาธารณะ มุมที่ถ่ายรูปสะพานสวยที่สุดอยู่ในเขตฌาปนสถานวัดบ้านดารา

  1. สะพานทั้ง 6 แห่ง มีป้ายชื่อติดอยู่บนโครงสะพาน พร้อมปีที่สร้าง หรือปีที่ซ่อมสร้าง
  2. สะพานจักรีและสะพานเสาวภา อยู่ในเขตทางคู่ แต่เป็นสะพานที่มีขนาดสำหรับทางรถไฟ 1 ทาง จึงต้องสร้างสะพานใหม่ขนานกันไป สะพานที่สร้างขึ้นข้างๆ ไม่ได้ถูกตั้งชื่อตามสะพานเดิม
  3. สะพานจุลจอมเกล้า เป็นสะพานเดียวใน 6 สะพาน ที่ได้รับพระราชทานชื่อหลังจากถูกระเบิดแล้ว

Writer & Photographer

Avatar

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load