7 เมษายน 2561

นาฬิกาปลุกเช้านี้ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือ แต่เป็นเสียงกรนของเพื่อนร่วมห้องที่ทำให้เราตาสว่างตั้งแต่ยังไม่ 7 โมงเช้า ราวกับเป็นเสียงเพรียกของเวียงจันทน์ที่บอกว่า ถ้าแกตื่นสายแกจะอดเที่ยวแล้วนะ

แม้ว่าเราจะใช้เวลาในเวียงจันทน์แค่เพียง 1 คืน ซึ่งมันก็ยังไม่จุใจเท่าไหร่ เราจึงใช้เวลาช่วงเช้าออกเดินในย่านดาวน์ทาวน์ของเวียงจันทน์เพื่อเก็บตกสถานที่ต่างๆ ที่ยังไม่ได้ไปเยี่ยม

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เช้านี้อากาศเย็นมากจนต้องคว้าแจ็กเก็ตออกมาสวม อาจเป็นเพราะฝนที่ตกประหนึ่งมีคนปักตะไคร้โดยขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่ช่วงเย็นและตลอดทั้งคืน ไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คืออากาศในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่เราเคยชินว่ามันร้อนระอุจนแทบอยากจะนอนแช่ในถังน้ำแข็งทั้งวัน เป้าหมายในวันนี้คือการเดินทางไปหอพระแก้ว วัดสีสะเกด และอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ริมแม่น้ำโขง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่ที่เราพลาดไปตั้งแต่เมื่อวาน

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เวียงจันทน์เป็นเมืองที่มีอะไรหลายๆ อย่างซ่อนตัวอยู่ ทั้งตึกเก่าที่ทิ้งรอยพิมพ์ของเมืองอาณานิคม หรือแม้แต่ชื่อของสถานที่ราชการที่มีภาษาฝรั่งเศสแฝงตัวอยู่ รวมถึงจังหวะชีวิตที่ไม่ได้ปรู๊ดปร๊าดแบบเมืองหลวงของหลายๆ ประเทศ สีสันของที่นี่คือความรู้สึกที่ไม่ได้ต่างกับประเทศไทย ทั้งตัวภาษาที่มีความคล้ายกันทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน บรรยากาศโดยทั่วไปก็เหมือนกับเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดช่วงเช้า มีคนขับมอเตอร์ไซค์ออกมาจับจ่ายซื้อของ มีรถยนต์ขวักไขว่ มีนักท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ หรือแม้แต่ทัวร์จีนที่ลงจากรถนำเที่ยว

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

ออกเดินทาง

เที่ยงตรง คือเวลาที่ต้องบอกลาเวียงจันทน์เพื่อมุ่งหน้าไปสถานีรถไฟท่านาแล้ง สถานีรถไฟแห่งเดียวในประเทศลาว

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

การเดินทางเริ่มต้นที่ตลาดเช้าเหมือนกับตอนที่มาถึง ที่นี่ก็เหมือนย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่เป็นจุดรวมรถเมล์สารพัดสายที่เดินทางไปยังมุมต่างๆ ของเวียงจันทน์หรือข้ามไปหนองคายและอุดรธานี

รถเมล์สายที่เราต้องนั่งคือสาย 14

รถเมล์สายนี้เป็นรถมือสองจากญี่ปุ่น บนรถเต็มไปด้วยผู้คนนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนลาว คนไทย หรือนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ที่หอบหิ้วกระเป๋าใบมหึมา โดยเกือบทุกคนมีจุดหมายปลายทางคือด่านตรวจคนเข้าเมืองท่านาแล้ง

หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกจากท่า สิ่งที่สร้างความกังวลให้เรามากคือเราอยากนอนแต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน

ไหนล่ะคนเก็บเงิน?

เรานึกไม่ออกว่าคนที่นี่จะเก็บค่ารถเมล์ยังไง เก็บตอนลงก็ไม่ใช่ เอ๊ะหรือจะทำเหมือนบ้านเรานะ แต่ก็ไม่ยักเห็นคนเงินสักคนบนรถ

หรือว่าเขาให้นั่งรถเมล์สายนี้ฟรี?

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

รถเมล์ปุเลงๆ ไปจนถึงชานเมืองนครหลวงเวียงจันทน์ ไม่ทันไรก็มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมา เป็นสิ่งที่ยืนยันว่านี่ไม่ใช่รถเมล์ฟรีแห่ง สปป.ลาว แต่อย่างใด เรายื่นค่ารถเป็นแบงก์ 20 บาทไทยจำนวน 2 ฉบับให้กับกระเป๋ารถเมล์ที่ถือเงินกีบและเงินบาทเป็นฟ่อน ในมือนั้นเป็นตัวเงินหลักแสนถึงหลักล้านน่าจะได้ เราก็อดทึ่งไม่ได้ว่าในประเทศที่ค่าเงินไม่ใช่หลักร้อย หลักสิบ หรือหลักหน่วย เขาต้องบวกลบเลขหลายๆ หลักยังไง หรือเพราะเราโง่เลขจึงเห็นว่ามันเป็นเรื่องยากและยิ่งใหญ่มากในการบวกลบเลขที่เกินหลักร้อย เราลองบวกลบเลขเล่นๆ ดู ซึ่งจากผลสัมฤทธิ์ทางการสอบเอนทรานซ์ที่เราได้คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ 12 เต็ม 100 ถึง 2 ครั้งรวดนั่นก็คงเป็นคำตอบแล้วว่ามันไม่ยากหรอก แต่เราเองแหละที่โง่เลข

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

รถเมล์ถึงสะพานมิตรภาพเรียบร้อย ถึงตรงนี้เราฉีกเส้นทางเดินออกไปทางซ้าย ในขณะที่คนส่วนใหญ่ที่ลงมาจากรถด้วยกันเดินไปทางขวาเพื่อประทับพาสปอร์ตออกนอก สปป.ลาว ข้ามไปราชอาณาจักรไทย

นี่ก็ข้ามไปไทยเหมือนกันนะ แต่ไปรถไฟ

ลำดับต่อไปคือการหารถรับจ้างไปสถานีรถไฟท่านาแล้งให้ได้ นั่นทำให้เราคิดไม่ตกว่าจากที่นี่ไปสถานีรถไฟที่อยู่ห่างไปราวๆ 1 กิโลเมตรจะไปยังไงดี

จะเดินดีไหม…ดูจากสัมภาระ ไม่ไหวแน่ๆ อาจตายก่อนระหว่างทาง

หรือจะเหมารถไป ซึ่งเราก็ได้ยินกิตติศัพท์มาพอตัวว่ารถเหมาเรียกแพง แต่ถ้ามีวาทศิลป์ในการต่อราคาก็จะได้ราคาที่ถูกลงประมาณครึ่งหนึ่ง

เอาวะ เหมาก็เหมา

จากการเจรจาเป็นภาษาไทยผสมภาษาลาวที่ไม่แข็งแรงเท่าไหร่ เราไม่สามารถรับข้อเสนอของรถตู้ปรับอากาศเหมาราคา 300 บาทได้ แต่เราตกลงกับการเดินทางด้วยรถสองแถวแบบ Open Air ในราคา 150 บาท (ต่อจาก 200 บาท) ก็นับว่าเป็นราคาเหมาที่ไม่โหดร้ายสักเท่าไหร่

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

ท่านาแล้ง

รถสองแถวไซส์มินิที่นั่งแล้วหัวติดหลังคาพาเรามาถึงสถานีรถไฟท่านาแล้ง สถานีรถไฟเดียวของประเทศลาวและเป็นต้นทางของการเดินทางไกลของเราในครั้งนี้

ท่านาแล้ง แล้งสมชื่อ

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

อาคารสถานีรถไฟคอนกรีตมุงด้วยหลังคากระเบื้องสีแดงตั้งอยู่กลางทุ่ง ซ้ายเป็นเนินดินเตี้ยๆ มีบ้านคนอยู่สองสามหลัง ฝั่งตรงข้ามอาคารสถานีเป็นพื้นที่โล่งกว้างรอต้อนรับรถไฟความเร็วปานกลางจากจีน (แต่พอข้ามไปฝั่งไทยกลายเป็นรถไฟความเร็วสูงนะ)

ในสถานีมีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ นี่เราเป็นคนเอเชียคนเดียวในสถานีนี้หรอ

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เรามุ่งหน้าไปที่ช่องขายตั๋วรถไฟโดยทันทีที่บ่อนขายปี้ (ช่องขายตั๋ว) มีเจ้าหน้าที่สาวสวยนุ่งซิ่นนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ขายตั๋วซึ่งเป็นเที่ยวรถไฟระยะสั้นจากท่านาแล้งไปหนองคาย โดยตลอดทั้งวันจะมีรถไฟเข้าออกที่นี่เพียง 4 ขบวนเท่านั้น เท่ากับว่าขบวนสุดท้ายเที่ยว 5 โมงเย็นออกจากสถานีที่นี่ก็จะพบกับความเงียบเหงาจนถึง 7 โมงเช้าของอีกวันที่รถไฟขบวนใหม่มาถึง

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

สถานีรถไฟท่านาแล้งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2552 พร้อมกับการเปิดเดินรถไฟระหว่างไทย-ลาวครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นองค์ประธานในการเปิดเดินรถไฟระหว่างประเทศไทย-สปป.ลาว ซึ่งทางรถไฟในประเทศลาวมีความยาว 3.5 กม. ใช่ครับ อ่านไม่ผิด มันยาวแค่นี้จริงๆ  

จุดเริ่มต้นของทางรถไฟลาวปักจุดที่กึ่งกลางสะพานมิตรภาพไทย-ลาว มาสุดสายที่สถานีท่านาแล้ง ซึ่งอีกไม่นานทางรถไฟสายนี้จะขยายปลายทางเข้าไปที่เวียงจันทน์ น่าจะอีกราวๆ 5 ปี เราถึงจะได้นั่งรถไฟยาวเข้าไปถึงเวียงจันทน์

กระบวนการเดินทางข้ามไปหนองคายนั้นไม่ซับซ้อน เริ่มต้นจากการซื้อตั๋วรถไฟในราคา 20 บาท เมื่อได้ตั๋วมาแล้วก็ให้เอาเอกสารผ่านแดนไปยื่นที่เคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมืองที่อยู่ตรงข้ามช่องขายตั๋ว เมื่อการปั๊มพาสปอร์ต (ที่ยาวนานมาก เพราะลุงแกปั๊มและพลิกหน้าได้อย่างวิจิตรบรรจงสุดๆ) เสร็จเรียบร้อยเราก็สามารถเดินขึ้นไปบนขบวนรถไฟที่จอดรออยู่ที่ชานชาลาที่ 1 ได้เลย

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

รถไฟที่นั่งข้ามไปหนองคายมีความยาว 2 ตู้ถ้วน และเป็นรถไฟไทย

ใช่ครับ นี่คือรถไฟไทยในประเทศลาว

ประเทศลาวนั้นมีเพียงทางรถไฟและสถานีเป็นสมบัติของตัวเอง (ซึ่งไทยสร้าง) แต่ระบบขายตั๋ว ตัวรถไฟ พนักงานขับรถไฟ พนักงานบนขบวนรถไฟ เป็นของไทย

รถไฟที่เดินทางระหว่างหนองคาย-ท่านาแล้ง-หนองคาย คือรถดีเซลรางฮิตาชิที่การรถไฟสั่งจากญี่ปุ่นเมื่อหลายสิบปีก่อน มีชื่อเล่นในวงการคนรักรถไฟว่า ‘อีสานเขียว’ เพราะรถดีเซลรางรุ่นนี้มีวิ่งแค่ในสายอีสาน เป็นรถที่เคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเองไม่ต้องใช้หัวรถจักร การรถไฟเรียกรถแบบนี้เป็นภาษาไทยว่า ‘รถดีเซลราง’ ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษคือ Diesel Railcar

เคลื่อนขบวน

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

17.30 น. เมื่อสิ้นเสียงระฆังและธงเขียวถูกสะบัดทั้งบนชานชาลาและบนรถไฟ ขบวนรถด่วนระหว่างประเทศ ท่านาแล้ง-หนองคาย เคลื่อนตัวออกจากสถานีท่านาแล้ง ภาพที่ปรากฏบนหน้าต่างรถไฟคือทัศนียภาพของลาวค่อยๆ เคลื่อนจากเราไปและกำลังจะแทนที่ด้วยภาพของประเทศไทยในเวลาไม่ช้า เสียงเครื่องยนต์ของรถไฟแผดเสียงลั่นทุ่ง ความเร็วเพิ่มขึ้นและค่อยๆ ลดลงเป็นสัญญาณบอกว่าเรากำลังเข้าสู่เขตสะพานมิตรภาพไทย-ลาว

การข้ามแม่น้ำโขงจากลาวสู่ไทยนั้นรถไฟและรถยนต์ใช้สะพานเดียวกัน โดยทางรถไฟฝังอยู่กลางสะพาน ทุกครั้งที่รถไฟขึ้นสะพานการจราจรทางถนนจะปิดทันทีเพื่อให้รถไฟเคลื่อนข้ามประเทศซึ่งกินเวลาประมาณ 5 นาที จากนั้นรถยนต์ก็จะสัญจรได้ตามปกติเมื่อท้ายขบวนรถไฟลงจากสะพานไปแล้ว

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

มีคนบอกไว้ว่าช่วงเวลา 5 นาทีบนสะพานมิตรภาพไทย-ลาวควรเก็บไว้เป็นความทรงจำ

ฝั่งขวามือของขบวนรถเป็นวิวที่วิเศษที่สุด มันหันหน้าเข้าหาทิศตะวันตกและดวงอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังคล้อยต่ำใกล้เส้นขอบฟ้า

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เมื่อรถไฟอยู่บนสะพานแล้วภาพนอกหน้าต่างคือแม่น้ำโขงที่กว้างใหญ่ ธงชาติลาวถูกปักเรียงรายไปตามขอบสะพานแสดงให้เราเห็นว่ารถไฟยังอยู่ในเขตลาวและเมื่อถึงกลางสะพาน ธงสีแดง ขาว น้ำเงิน ที่เราคุ้นตาก็จะเข้ามาแทนที่ เราชะโงกออกไปนอกหน้าต่าง นักท่องเที่ยวต่างชาติคนหนึ่งกำลังโบกไม้โบกมือให้กับคนจำนวนไม่น้อยที่ขึ้นมาเดินเล่นบนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ไม่นานนักเราก็ถึงคอสะพานฝั่งหนองคาย รถไฟเร่งความเร็วขึ้นอีกครั้งหนึ่งพร้อมเสียงหวีดดังสนั่น ไม่นานนักเจ้าม้าเหล็กก็ลดความเร็วเทียบชานชาลาสถานีหนองคาย โดยใช้เวลาเดินทางจากท่านาแล้งทั้งสิ้น 15 นาที

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เมื่อถึงสถานีหนองคายเราต้องผ่านการตรวจหนังสือเดินทางอีกครั้ง รถไฟขบวนใหม่ของเราจอดอยู่ในชานชาลาที่ 2 เป็นตู้รถไฟสีเงินคาดด้วยสีแดงใหม่เอี่ยมอิมพอร์ตจากประเทศจีนและมีชื่อเพราะๆ ที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่า ‘อีสานมรรคา’ แปลว่า เส้นทางสู่ภาคอีสาน คืนนี้เราจะต้องใช้ชีวิตอีก 11 ชั่วโมงบนรถด่วนพิเศษขบวนนี้

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

19.10 น. ขบวนรถด่วนพิเศษมรรคาเคลื่อนออกจากสถานีหนองคายมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ เราล้มตัวลงนอนในพื้นที่ส่วนตัวของเรา แสงไฟนอกหน้าต่างเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว รถไฟขบวนนี้จะถึงกรุงเทพฯ ในเวลา 6 โมงเช้าและนั่นคือการเดินทางถึงเมืองหลวงที่ 2 ของทริป แสงไฟนอกหน้าต่างเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับหนังตาของเราที่ปิดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

29 พฤศจิกายน 2564
1K

บางทีสิ่งที่เรารัก อาจไม่ได้อยู่กับเราไปตลอดหรอกนะ

เราบอกกับตัวเองเป็นการปลอบใจ

ถ้าหากว่าสิ่งนั้นมันสลายไปตามวาระของมันจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เราคงทำใจได้มากกว่านี้

แต่ถ้าสิ่งนั้นมันเป็นสถานที่ที่ผูกพัน มันคงทำใจยากเหมือนกัน เรื่องหนึ่งก็คือการนับถอยหลังบทบาทของสถานีกรุงเทพ หรือหัวลำโพง ในฐานะสถานีหลัก 

การกำเนิดเกิดมาของสถานีกลางบางซื่อเป็นการลดบทบาทของสถานีกรุงเทพอยู่แล้ว ให้รถไฟส่วนใหญ่ไปใช้งานที่สถานีกลางบางซื่อ และทำให้สถานีกรุงเทพกลายเป็นสถานีรองในเขตเมือง จะมีแค่รถไฟเข้ามาบางขบวน และรับหน้าที่ใหม่ในการเป็นสถานีรถไฟชานเมืองสายสีแดง เรื่องนี้เข้าใจดี มันต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อการพัฒนาที่สูงขึ้น

นั่นคือการกระจายให้รถไฟทุกขบวนไม่ต้องมากองที่สถานีกรุงเทพ ถัว ๆ แบ่ง ๆ กันไป

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว
อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

อยู่ ๆ เมื่อต้น พ.ศ. 2564 เสียงแพร่สะพัดมาว่าจะไม่มีรถไฟเข้าหัวลำโพงเลยแม้แต่ขบวนเดียว รวมถึงรถไฟสายตะวันออกด้วย ตามนโยบายที่จะให้ใช้สถานีกลางบางซื่ออย่างเต็มรูปแบบ และแก้ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ

เสียงบ่นเซ็งแซ่ขึ้นมาทันที เพราะการเดินทางด้วยรถไฟที่เข้าในเมืองนั้นมันต้องลำบากขึ้นแน่นอน แถมทางรถไฟตัดตรงเข้ามาที่สามเสน รามาธิบดี ยมราช และหัวลำโพง เป็นอันที่จะต้องยุติบทบาททำให้คนที่ลงสถานีละแวกนั้นต้องคิดเรื่องการเดินทางใหม่ เพราะรถเมล์ก็ไม่มี รถไฟฟ้าก็มาไม่ถึง

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

ไม่นานนักก็มีเสียงสวรรค์ดังก้อง ราวกับหยาดฝนชโลมหัวใจว่า จะยังคงเหลือรถไฟเข้าหัวลำโพง 22 ขบวน เป็นรถไฟชานเมืองคนทำงานเที่ยวเช้าและเที่ยวเย็น ซึ่งแน่นอนว่ามันช่วยต่อชีวิตให้กับคนทำงานที่ใช้รถไฟชานเมืองในชีวิตประจำวัน เพราะประหยัดทั้งราคาและเวลา 

หัวลำโพงได้ต่อลมหายใจออกไปอีกในฐานะสถานีรถไฟที่มีขบวนคนทำงานเข้ามาอยู่ ความเบาใจของประชาชนก็เกิดขึ้น ส่วนตัวอาคารสถานีที่ลดภารกิจลง ก็ใช้พื้นที่บางส่วนพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟ เราชาวคนรักรถไฟรู้สึกดีใจกับทางออกนี้ และรู้สึกว่ามันคือความลงตัวที่สุด เพราะที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ทำให้หัวลำโพงยังมีชีวิตและรถไฟเข้ามาใช้บริการหรือมาถึงพิพิธภัณฑ์นั้น นับเป็นข่าวดีที่สุดที่เคยได้ยินมาในโมงยามแห่งความสับสนของข่าวสารมีอยู่เต็มโซเชียลเน็ตเวิร์ก

แต่แล้วในช่วงแห่งความสับสนนั้นก็มีข่าวเรื่องการปิดสถานีกลับมาอีกครั้งจนกลายเป็นกระแสที่ถือว่ากระเพื่อมแรงมากทีเดียว ซึ่งในที่สุดแล้วผู้เกี่ยวข้องก็ได้ตระเตรียมเพื่อรับฟังความคิดเห็นเพื่อให้หัวลำโพงยังคงเป็นพื้นที่สำคัญของทุก ๆ คนอยู่

ในระยะนี้จะเห็นคนที่ไม่ค่อยได้ใช้รถไฟก็เข้ามาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกจนหนาตา ช่วงนี้หัวลำโพงจึงอบอุ่นและคึกคักเป็นพิเศษ ทั้งที่ก่อนหน้าเงียบงันจากช่วงโควิด-19

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว
อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

เราใช้เวลาในวันเสาร์นั่งอยู่ที่สถานีกรุงเทพเต็มวัน เพื่ออยู่กับเพื่อนเก่าแก่ของเราให้ได้นานที่สุด และเฝ้ามองช่วงชีวิตของเขาในหนึ่งวัน ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก เราเก็บรายละเอียดทั้งหมดในสถานีในวันนั้น เดินย่ำต๊อกไปบนชานชาลา ตามองเข้าไปผ่านกล้องถ่ายรูป บันทึกภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วความทรงจำมันก็ Flashback เข้ามาเป็นฉาก ๆ 

ความผูกพันของเรากับสถานีรถไฟนี้กินเวลายาวนานกว่าที่คิดไว้ซะอีก ก็คงเหมือนต้นไม้ที่หยั่งรากลึกลงไป ขุดเท่าไหร่ก็ไม่เจอปลาย แถมดึงต้นไม้นั้นออกมาก็ต้องใช้แรงมหาศาล

ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนที่ชอบรถไฟ แต่เราเป็นคนใช้รถไฟมา 30 กว่าปีตั้งแต่ลืมตาดูโลก

ช่วงวัยเด็กของเรานั้น แม่เล่าให้ฟังว่าหลังจากคลอดเราไม่กี่เดือน แม่อุ้มเราขึ้นรถไฟจากสถานีกรุงเทพ ไปบ้านคุณยายที่พิจิตร ต่อมาก็กลายเป็นกิจวัตรประจำปีที่ต้องไปอยู่บ้านคุณยายในทุก ๆ ปิดเทอม การนั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปตะพานหินนั้น คือสิ่งที่เราปรารถนาและตั้งตารอทุกครั้งด้วยความตื่นเต้น วันก่อนเดินทางจะเป็นคืนที่เรานอนไม่หลับเลย ภาพรถไฟกับสถานีหัวลำโพงเวียนวนในหัวอยู่ตลอด หัวใจเต้นตึกตัก พอดึกเข้าไม่หลับไม่นอน พ่อกับแม่ก็จะท้าวเอววีนไล่ให้ไปนอนโดยทันที 

เราจำได้ว่าการขึ้นรถไฟเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เป็นชาเลนจ์ของพ่อเรามากทีเดียว สองคนพ่อลูกเข้าไปรอรถไฟค่อย ๆ ไหลเข้ามาจอด ด้วยความนิยมเดินทางด้วยรถไฟนั้น ทำให้ทุกที่นั่งถูกจองเต็มหมด และมักไม่มีคนนั่งตามที่นั่งของตัวเอง สิ่งที่พ่อเราทำได้เพื่อให้ลูกรักได้มีที่นั่งคือ เมื่อรถไฟจอดสนิท พ่อจะจับเราอุ้มเข้าทางหน้าต่าง ให้จองที่ไว้ก่อนแล้วพ่อค่อยขึ้นตามมา และเมื่อถึงเวลารถไฟออก เราจะโผล่หัวน้อย ๆ หน้ากลม ๆ ออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อดูรถไฟขบวนยาวค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากสถานี 

นั่นคือความทรงจำในวัยเด็ก

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

โตมาหน่อยสักมัธยม ช่วง ม.ต้น คือไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้ไปที่สถานีรถไฟเลย เพราะยังไม่ปีกกล้าขาแข็งพอจะออกไปนั่งรถไฟคนเดียวได้ อิสระเสรีของเราเริ่มต้นขึ้นเมื่อมัธยมปลาย ที่เข้ามาสู่แวดวงรถไฟไทยอย่างเต็มตัว เมื่อโลกอินเทอร์เน็ตได้พัดพาเราไปอยู่ในกลุ่มคนรักรถในโลกออนไลน์ เราเริ่มขอที่บ้านเพื่อไปนั่งรถไฟเที่ยว ไกลที่สุดของเด็กวัยรุ่นอายุ 16 ตอนนั้นใน พ.ศ. 2546 คือการนั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปบางซื่อ นั่นคือไกลแล้วจริง ๆ นะ พอเริ่มกล้าหาญชาญชัยขึ้น ก็ต่อขยายออกไปเป็นดอนเมืองบ้าง รังสิตบ้าง อยุธยาบ้าง 

การทัศนศึกษาหัวลำโพงเกิดขึ้นเพราะการนั่งรถไฟนี่แหละ กิจวัตรการเยือนหัวลำโพง คือการเข้าไปขอตารางรถไฟที่หน่วยบริการเดินทาง เดินถ่ายรูปในชานชาลา ดูรถไฟวิ่งเข้าออก สเก็ตช์ภาพรถไฟ และถ่ายรูปรถไฟไว้ทั้งวัน ไปโพสต์ในเว็บบอร์ดคนรักรถไฟ ตอนนั้นจำได้ว่าหัวลำโพงคือบ้านหลังที่ 3 รองมาจากบ้านตัวเอง ไอ้การไปทัศนศึกษาหัวลำโพงทำให้เราได้เปิดโลกแบบขั้นสุด เพราะไปเห็นป้ายชื่อหน้าสถานี แล้วก็ลองค้นหาข้อมูลจากหอสมุดแห่งชาติ จนได้ค้นพบว่า “สถานีหัวลำโพงที่เราเรียกกันมาตลอดนั้น จริง ๆ มันชื่อสถานีกรุงเทพ และก็เป็นคนละที่กับสถานีหัวลำโพง” 

หลังจากย่อหน้านี้ไป เราขอเรียกสถานีกรุงเทพว่า ‘หัวลำโพง’ ก็แล้วกัน

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว
อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

ย่างเข้าสู่วัยมหาวิทยาลัย จำได้ว่าพอเอ็นทรานซ์ติด เราขอที่บ้านนั่งรถไฟไปขุนตานกับเพื่อน และแน่นอนว่าจุดเริ่มต้นคือสถานีกรุงเทพนี่แหละ ช่วงวัยนี้เราได้นั่งรถไฟมากขึ้น และทุก ๆ ครั้ง เราเลือกที่จะใช้หัวลำโพงเป็นต้นทางเสมอ แม้ว่าบ้านจะอยู่ใกล้สามเสนมากกว่า 

เหตุผลในการเลือกนั้นไม่ได้มีอะไรเลย นอกจากอยากนั่งรถไฟที่ต้นทาง ความฮึกเหิมในการนั่งรถไฟที่เคลื่อนตัวออกจากสถานีสุดคลาสสิก และเป็นการนั่งรถไฟแบบ ‘เต็มสาย’ จริง ๆ ตั้งแต่จุดเริ่มต้น รวมถึงการได้นั่งเฝ้าดูรถไฟขบวนแล้วขบวนเล่า วิ่งเข้า ๆ ออก ๆ ชานชาลาสถานีภายใต้หลังคาโค้งนั้น มันเป็นความสุขของเราที่ยากจะอธิบายได้ วัยขึ้นต้นด้วยเลข 2 ของเรามันขยับเข้าใกล้คำว่าผูกพันกับสถานีแล้วจริง ๆ จนเมื่อการฝึกงานเดินทางมาถึง เราเลือกโดยไม่ต้องคิดว่าจะใช้ชีวิต 3 เดือนฝึกงานกับการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ชิดรถไฟ และเริ่มต้นความฝันของเราที่จะได้ทำงานในหน่วยงานแห่งนี้

จากเด็กที่แวะเวียนมาสถานี สู่การเริ่มต้น ‘ฝึกงาน’ อย่างเป็นทางการกับการรถไฟฯ เราเลือกงานที่หน่วยบริการเดินทาง จุดสำคัญในสถานี จุดที่ใครต่อใครหากไม่รู้จะไปไหน ไม่รู้เวลารถ จะต้องมุ่งหน้าเข้ามาถามไถ่ข้อมูล เราเรียนรู้กับระบบของการรถไฟ เรียนรู้กับข้อมูลรถไฟที่ต้องตอบคำถามในแต่ละวัน จนค่อย ๆ ซึมซับเอารถไฟเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต นั่นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นจริง ๆ ของการหลงรักรถไฟไทย และได้จุดประกายการไปแข่งขันรายการ แฟนพันธุ์แท้ รถไฟไทยในเวลาต่อมา 

การฝึกงานที่ดุเดือดเลือดพล่านในหัวลำโพงคือประสบการณ์ชีวิตที่สำคัญ ช่วงสงกรานต์ที่มวลมหาประชาชนทะลักล้นไปทั่วบริเวณ เราได้ฝึกการรับมือช่วงเทศกาล ฝึกความอดทน เรียนรู้ส่วนต่าง ๆ ในสถานี เพื่อให้ข้อมูลกับประชาชนให้มากที่สุด เหนื่อยแต่หัวใจพองโต จนในที่สุดช่วงเวลา 3 เดือนของการฝึกงานก็สิ้นสุดลง เรากลับไปใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอีกครั้ง และตั้งตารอว่าในวันสำเร็จการศึกษา เราจะได้ทำงานในการรถไฟอย่างที่ฝันไว้ตั้งแต่วัยเด็ก 

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว
รูปถ่ายตอนสมัยเราฝึกงานที่หัวลำโพง

หลายคนคงรู้ว่า เราคือคนที่ไปแข่งขันรายการ แฟนพันธุ์แท้ซูเปอร์แฟน ในหัวข้อรถไฟไทย 

ในรอบออดิชันของรายการนั้น เราต้องเล่าเรื่องความชอบในรถไฟไทยให้กับกรรมการฟังในเวลาเพียง 2 นาที เพื่อเขาจะได้ตัดสินว่าเราเหมาะสมจะก้าวเข้าไปสู่รอบต่อไปหรือเปล่า และเพื่อเป็นการประกอบข้อมูลต่าง ๆ เข้าด้วยกันของรายการ กรรมการต้องถามคำถามเราเพิ่ม และมีกรรมการหนึ่งท่านถามเราว่า “เรื่องเกี่ยวกับรถไฟไทยอะไรที่คุณอยากเล่าแล้วคิดว่าว้าวที่สุด”

ในหัวตอนนั้นตีกันอยู่ 2 เรื่อง 

โบกี้ไม่ใช่ตู้รถไฟ สถานีกรุงเทพไม่ใช่หัวลำโพง

เราเลือก ‘สถานีกรุงเทพไม่ใช่หัวลำโพง’ เพราะเป็นเรื่องที่คนทุกคนเข้าถึงได้มากที่สุด และเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่เคยรู้เรื่องนี้ แน่นอน มันทำงานได้ดีมาก ความว้าวเกิดขึ้นจนเราสัมผัสได้ แม้ว่าเราจะรู้อยู่ลึก ๆ ว่า ยังไงชื่อของ หัวลำโพง ก็เป็นที่แพร่หลายมากกว่า สถานีกรุงเทพ อยู่แล้ว ซึ่งเราคงเปลี่ยนการเรียกไม่ได้อยู่แล้ว เพราะหลาย ๆ ครั้งเราก็เรียกชื่อสถานีกรุงเทพว่าหัวลำโพง แต่เราคิดว่ามันคือเรื่องเล่าที่น่าสนใจ

อำลาสถานีรถไฟกรุงเทพ เมื่อ ‘หัวลำโพง’ อดีตสถานีรถไฟหลักของไทยปิดตัว

วัยทำงานของเรา หัวลำโพงเป็นสถานีปลายทางในช่วงเช้าและต้นทางในช่วงเย็น สถานีที่เป็นเหมือนกับที่ทำงานและที่พักผ่อนแบบ 2 in 1 

34 ปีที่เราเป็นส่วนหนึ่งของหัวลำโพง และหัวลำโพงเป็นส่วนหนึ่งของเรา มันค่อย ๆ ไต่ระดับจากสถานีรถไฟที่พาเราไปบ้านยายในวัยเด็ก สนามเด็กเล่นให้เรียนรู้ตอนวัยเรียน สถานที่ฝึกงานวัยมหาวิทยาลัย และสถานีที่เป็นชีวิตประจำวันในวัยทำงาน

มันทำให้เรารู้สึกรักและผูกพันกับที่นี่ไม่น้อยไปกว่าใคร ลึก ๆ แล้วเราเสียดายถ้าที่นี่ต้องปิดตัวลง สถานีนี้อาจจะไม่ได้เป็นความทรงจำหรือส่วนหนึ่งของชีวิตกับทุกคน แต่มันก็ยังเป็นสถานที่ที่ใครจะเริ่มต้นนั่งรถไฟก็ต้องนึกถึง หรือแม้อีกหลากหลายเหตุการณ์และความทรงจำเกิดขึ้นที่นี่ และยังคงจำมันได้ชัดเจน

รถจักรไอน้ำขบวนพิเศษที่พ่นไอน้ำสีขาว และฉากหลังคือหลังคาโค้งของสถานีรถไฟ พร้อมหมู่คนที่ถือกล้องเพื่อถ่ายรูปขบวนคุณทวดท่าทางขึงขังที่ค่อย ๆ แผดเสียง พ่นไอน้ำ และเคลื่อนตัวออกจากสถานีซึ่งไม่มีที่ไหนเหมาะไปกว่าที่นี่อีกแล้ว

เสียงบูม เชียร์ สันทนาการของขบวนรับน้องรถไฟมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เรียกได้ว่าเป็นประเพณีมาร่วมครึ่งศตวรรษ การเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่จากกระโปรงบานขาสั้นเป็นวัยมหาวิทยาลัยของใครหลาย ๆ คน เริ่มต้นที่นี่

ความตื่นเต้นของการเริ่มต้นเดินทางไปเที่ยว แวะถ่ายรูปก่อนขึ้นสถานีรถไฟ โพสต์ลงเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ก็มีแต่รูปหัวลำโพงนี่แหละที่บอกได้โดยไม่ต้องมีรูปตู้รถไฟเลยว่า “ฉันจะนั่งรถไฟไปเที่ยวแล้วนะ”

ร้านอาหารหลากหลายรอบข้างสถานีรถไฟที่ฝากท้องได้ระหว่างวัน ก่อนจะไปเดินเที่ยวเยาวราช ตลาดน้อย สี่พระยา

อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ

ในแต่ละวันมีหลายพันชีวิตแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย ชีวิตของสถานีรถไฟก็คือการที่ยังมีคนและขบวนรถไฟเดินทางเข้ามาถึง ไม่ใช่แค่คนเดินทางรถไฟเท่านั้นที่มีบทบาทร่วมกับที่นี่ ความสำคัญของหัวลำโพงมันมีค่ามากกว่าการเป็นสถานีรถไฟ แต่ยังรวมถึงชุมชน ร้านค้า ร้านอาหาร หรือแม้แต่โรงแรมที่อยู่รายล้อมสถานีรถไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็นที่รู้จักมากที่สุดอีกแห่งหนึ่ง

ในหลาย ๆ เมือง สถานีรถไฟหลักดั้งเดิมล้วนแล้วแต่อยู่ในเมืองทั้งสิ้น แม้ว่าการขยับขยายสถานีหลักออกไปเพื่อรองรับปริมาณขบวนรถไฟที่เพิ่มมากขึ้นจนทำให้เกิดการลดบทบาทของสถานีเดิม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสถานีเก่ากลางเมืองจะยุติบทบาทเพียงแค่มีสถานีใหม่เกิดขึ้น หากแต่การเชื่อมโยงของสถานีใหม่และเก่านั้นจะถูกวางระบบการเชื่อมต่อด้วยรถไฟเดิมนี่แหละ แค่ลดปริมาณเที่ยวรถแต่ไม่ตัดขาด พร้อมเพิ่มตัวเลือกการเดินทางอื่น ๆ เข้ามา เช่น รถเมล์ หรือรถไฟเมโทร ที่เชื่อมโยงให้สถานีเก่าและใหม่เดินทางไปสู่ส่วนต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ ไม่ขาดตกบกพร่อง เพราะเขายังมองว่า ‘ใจกลางเมืองคือพื้นที่สำคัญ’ ที่คนต้องเดินทางได้อย่างสะดวกที่สุด

สำหรับหัวลำโพง ที่นี่เป็น iconic ของรถไฟไปแล้ว การลดบทบาทของสถานีอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าท้าทาย เราไม่คัดค้านในการพัฒนา เราไม่คัดค้านในการปรับเปลี่ยนให้สถานีกลางบางซื่อเป็นสถานีหลัก แต่สำหรับหัวลำโพงนั้นเราอยากเห็นเขายังคงทำหน้าที่เป็นสถานีรถไฟในเมืองที่ทำหน้าที่รับช่วงต่อจากสถานีหลักแห่งใหม่ เชื่อมจุดใจกลางเมืองกับสถานีใหม่ได้อย่างสะดวกด้วยเวลาและราคาที่สมเหตุสมผล และพื้นที่สำคัญของเมืองที่อยู่ในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์ ศูนย์แสดงศิลปะ ย่านการค้าของชุมชน Co-working space และพื้นที่สาธารณะที่เต็มไปด้วยธรรมชาติท่ามตึกของเมืองหลวงที่ทำให้เราได้เลือกที่จะใช้ชีวิตได้ในย่านที่เรียกได้ว่าเป็นจุดกำเนิดการเดินทางของประเทศ

เพราะหัวลำโพงไม่ใช่แค่สถานีรถไฟ แต่เป็นผู้คน และพื้นที่ที่เรามีความทรงจำร่วมกัน

อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ

ธงสีเขียวโบกสะบัดบนชานชาลาและบนขบวนรถ เสียงหวีดรถไฟดังขึ้น ล้อเหล็กค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากร่มเงาของหลังโค้งใหญ่โต ขบวนรถไฟค่อย ๆ เลื่อนห่างจากเราออกไปทีละนิด ๆ จนลับสายตา 

เรายังนึกไม่ออกเลยว่า วันที่รถไฟขบวนสุดท้ายเคลื่อนออกจากสถานี เราจะเสียน้ำตาแค่ไหน เราไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าในวันนั้นจะรู้สึกยังไง และไม่อยากให้ถึงวันนั้นจริง ๆ มันคงเจ็บปวดไม่น้อยกับภาพที่เห็นและความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามา เก้าอี้ที่เคยมีคนนั่งเต็มต้องว่างเปล่า ชานชาลาที่มีรถไฟจอดก็เงียบเชียบ สถานีที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนก็เหงาหงอย หรือแม้แต่รอบนอกที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนซึ่งมุ่งหน้าเข้ามาในสถานี อาจจะเหลือเพียงแค่คนที่เดินผ่านไป แล้วแค่ยกกล้องถ่ายรูปเฉย ๆ เท่านั้น

ความสุขมันอยู่กับเราไม่นาน เท้าเราก้าวออกจากสถานี เดินออกมาด้านหน้า มองย้อนหลังกลับไปดูอาคารที่เปิดไฟส่องสว่าง สร้างความโดดเด่นท่ามกลางตึกรามบ้านช่อง ที่รายล้อมใต้ท้องฟ้ายามสนธยา 

ขอบคุณนะ ที่เป็นความทรงจำที่ดีของเรา เราจะไม่ลืมเธอในฐานะสถานีรถไฟที่ยิ่งใหญ่อีกเลย

แด่หัวลำโพง เพื่อน… ที่ระลึก

อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ
อำลาอาลัย ‘หัวลำโพง’ ความในใจจากแฟนพันธ์ุแท้รถไฟไทย ตัวแทนชาวไทยที่ผูกพันกับสถานีรถไฟกรุงเทพ

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load