7 เมษายน 2561

นาฬิกาปลุกเช้านี้ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือ แต่เป็นเสียงกรนของเพื่อนร่วมห้องที่ทำให้เราตาสว่างตั้งแต่ยังไม่ 7 โมงเช้า ราวกับเป็นเสียงเพรียกของเวียงจันทน์ที่บอกว่า ถ้าแกตื่นสายแกจะอดเที่ยวแล้วนะ

แม้ว่าเราจะใช้เวลาในเวียงจันทน์แค่เพียง 1 คืน ซึ่งมันก็ยังไม่จุใจเท่าไหร่ เราจึงใช้เวลาช่วงเช้าออกเดินในย่านดาวน์ทาวน์ของเวียงจันทน์เพื่อเก็บตกสถานที่ต่างๆ ที่ยังไม่ได้ไปเยี่ยม

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เช้านี้อากาศเย็นมากจนต้องคว้าแจ็กเก็ตออกมาสวม อาจเป็นเพราะฝนที่ตกประหนึ่งมีคนปักตะไคร้โดยขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่ช่วงเย็นและตลอดทั้งคืน ไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คืออากาศในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่เราเคยชินว่ามันร้อนระอุจนแทบอยากจะนอนแช่ในถังน้ำแข็งทั้งวัน เป้าหมายในวันนี้คือการเดินทางไปหอพระแก้ว วัดสีสะเกด และอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ริมแม่น้ำโขง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่ที่เราพลาดไปตั้งแต่เมื่อวาน

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เวียงจันทน์เป็นเมืองที่มีอะไรหลายๆ อย่างซ่อนตัวอยู่ ทั้งตึกเก่าที่ทิ้งรอยพิมพ์ของเมืองอาณานิคม หรือแม้แต่ชื่อของสถานที่ราชการที่มีภาษาฝรั่งเศสแฝงตัวอยู่ รวมถึงจังหวะชีวิตที่ไม่ได้ปรู๊ดปร๊าดแบบเมืองหลวงของหลายๆ ประเทศ สีสันของที่นี่คือความรู้สึกที่ไม่ได้ต่างกับประเทศไทย ทั้งตัวภาษาที่มีความคล้ายกันทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน บรรยากาศโดยทั่วไปก็เหมือนกับเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดช่วงเช้า มีคนขับมอเตอร์ไซค์ออกมาจับจ่ายซื้อของ มีรถยนต์ขวักไขว่ มีนักท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ หรือแม้แต่ทัวร์จีนที่ลงจากรถนำเที่ยว

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

ออกเดินทาง

เที่ยงตรง คือเวลาที่ต้องบอกลาเวียงจันทน์เพื่อมุ่งหน้าไปสถานีรถไฟท่านาแล้ง สถานีรถไฟแห่งเดียวในประเทศลาว

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

การเดินทางเริ่มต้นที่ตลาดเช้าเหมือนกับตอนที่มาถึง ที่นี่ก็เหมือนย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่เป็นจุดรวมรถเมล์สารพัดสายที่เดินทางไปยังมุมต่างๆ ของเวียงจันทน์หรือข้ามไปหนองคายและอุดรธานี

รถเมล์สายที่เราต้องนั่งคือสาย 14

รถเมล์สายนี้เป็นรถมือสองจากญี่ปุ่น บนรถเต็มไปด้วยผู้คนนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนลาว คนไทย หรือนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ที่หอบหิ้วกระเป๋าใบมหึมา โดยเกือบทุกคนมีจุดหมายปลายทางคือด่านตรวจคนเข้าเมืองท่านาแล้ง

หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกจากท่า สิ่งที่สร้างความกังวลให้เรามากคือเราอยากนอนแต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน

ไหนล่ะคนเก็บเงิน?

เรานึกไม่ออกว่าคนที่นี่จะเก็บค่ารถเมล์ยังไง เก็บตอนลงก็ไม่ใช่ เอ๊ะหรือจะทำเหมือนบ้านเรานะ แต่ก็ไม่ยักเห็นคนเงินสักคนบนรถ

หรือว่าเขาให้นั่งรถเมล์สายนี้ฟรี?

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

รถเมล์ปุเลงๆ ไปจนถึงชานเมืองนครหลวงเวียงจันทน์ ไม่ทันไรก็มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมา เป็นสิ่งที่ยืนยันว่านี่ไม่ใช่รถเมล์ฟรีแห่ง สปป.ลาว แต่อย่างใด เรายื่นค่ารถเป็นแบงก์ 20 บาทไทยจำนวน 2 ฉบับให้กับกระเป๋ารถเมล์ที่ถือเงินกีบและเงินบาทเป็นฟ่อน ในมือนั้นเป็นตัวเงินหลักแสนถึงหลักล้านน่าจะได้ เราก็อดทึ่งไม่ได้ว่าในประเทศที่ค่าเงินไม่ใช่หลักร้อย หลักสิบ หรือหลักหน่วย เขาต้องบวกลบเลขหลายๆ หลักยังไง หรือเพราะเราโง่เลขจึงเห็นว่ามันเป็นเรื่องยากและยิ่งใหญ่มากในการบวกลบเลขที่เกินหลักร้อย เราลองบวกลบเลขเล่นๆ ดู ซึ่งจากผลสัมฤทธิ์ทางการสอบเอนทรานซ์ที่เราได้คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ 12 เต็ม 100 ถึง 2 ครั้งรวดนั่นก็คงเป็นคำตอบแล้วว่ามันไม่ยากหรอก แต่เราเองแหละที่โง่เลข

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

รถเมล์ถึงสะพานมิตรภาพเรียบร้อย ถึงตรงนี้เราฉีกเส้นทางเดินออกไปทางซ้าย ในขณะที่คนส่วนใหญ่ที่ลงมาจากรถด้วยกันเดินไปทางขวาเพื่อประทับพาสปอร์ตออกนอก สปป.ลาว ข้ามไปราชอาณาจักรไทย

นี่ก็ข้ามไปไทยเหมือนกันนะ แต่ไปรถไฟ

ลำดับต่อไปคือการหารถรับจ้างไปสถานีรถไฟท่านาแล้งให้ได้ นั่นทำให้เราคิดไม่ตกว่าจากที่นี่ไปสถานีรถไฟที่อยู่ห่างไปราวๆ 1 กิโลเมตรจะไปยังไงดี

จะเดินดีไหม…ดูจากสัมภาระ ไม่ไหวแน่ๆ อาจตายก่อนระหว่างทาง

หรือจะเหมารถไป ซึ่งเราก็ได้ยินกิตติศัพท์มาพอตัวว่ารถเหมาเรียกแพง แต่ถ้ามีวาทศิลป์ในการต่อราคาก็จะได้ราคาที่ถูกลงประมาณครึ่งหนึ่ง

เอาวะ เหมาก็เหมา

จากการเจรจาเป็นภาษาไทยผสมภาษาลาวที่ไม่แข็งแรงเท่าไหร่ เราไม่สามารถรับข้อเสนอของรถตู้ปรับอากาศเหมาราคา 300 บาทได้ แต่เราตกลงกับการเดินทางด้วยรถสองแถวแบบ Open Air ในราคา 150 บาท (ต่อจาก 200 บาท) ก็นับว่าเป็นราคาเหมาที่ไม่โหดร้ายสักเท่าไหร่

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

ท่านาแล้ง

รถสองแถวไซส์มินิที่นั่งแล้วหัวติดหลังคาพาเรามาถึงสถานีรถไฟท่านาแล้ง สถานีรถไฟเดียวของประเทศลาวและเป็นต้นทางของการเดินทางไกลของเราในครั้งนี้

ท่านาแล้ง แล้งสมชื่อ

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

อาคารสถานีรถไฟคอนกรีตมุงด้วยหลังคากระเบื้องสีแดงตั้งอยู่กลางทุ่ง ซ้ายเป็นเนินดินเตี้ยๆ มีบ้านคนอยู่สองสามหลัง ฝั่งตรงข้ามอาคารสถานีเป็นพื้นที่โล่งกว้างรอต้อนรับรถไฟความเร็วปานกลางจากจีน (แต่พอข้ามไปฝั่งไทยกลายเป็นรถไฟความเร็วสูงนะ)

ในสถานีมีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ นี่เราเป็นคนเอเชียคนเดียวในสถานีนี้หรอ

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เรามุ่งหน้าไปที่ช่องขายตั๋วรถไฟโดยทันทีที่บ่อนขายปี้ (ช่องขายตั๋ว) มีเจ้าหน้าที่สาวสวยนุ่งซิ่นนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ขายตั๋วซึ่งเป็นเที่ยวรถไฟระยะสั้นจากท่านาแล้งไปหนองคาย โดยตลอดทั้งวันจะมีรถไฟเข้าออกที่นี่เพียง 4 ขบวนเท่านั้น เท่ากับว่าขบวนสุดท้ายเที่ยว 5 โมงเย็นออกจากสถานีที่นี่ก็จะพบกับความเงียบเหงาจนถึง 7 โมงเช้าของอีกวันที่รถไฟขบวนใหม่มาถึง

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

สถานีรถไฟท่านาแล้งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2552 พร้อมกับการเปิดเดินรถไฟระหว่างไทย-ลาวครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นองค์ประธานในการเปิดเดินรถไฟระหว่างประเทศไทย-สปป.ลาว ซึ่งทางรถไฟในประเทศลาวมีความยาว 3.5 กม. ใช่ครับ อ่านไม่ผิด มันยาวแค่นี้จริงๆ  

จุดเริ่มต้นของทางรถไฟลาวปักจุดที่กึ่งกลางสะพานมิตรภาพไทย-ลาว มาสุดสายที่สถานีท่านาแล้ง ซึ่งอีกไม่นานทางรถไฟสายนี้จะขยายปลายทางเข้าไปที่เวียงจันทน์ น่าจะอีกราวๆ 5 ปี เราถึงจะได้นั่งรถไฟยาวเข้าไปถึงเวียงจันทน์

กระบวนการเดินทางข้ามไปหนองคายนั้นไม่ซับซ้อน เริ่มต้นจากการซื้อตั๋วรถไฟในราคา 20 บาท เมื่อได้ตั๋วมาแล้วก็ให้เอาเอกสารผ่านแดนไปยื่นที่เคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมืองที่อยู่ตรงข้ามช่องขายตั๋ว เมื่อการปั๊มพาสปอร์ต (ที่ยาวนานมาก เพราะลุงแกปั๊มและพลิกหน้าได้อย่างวิจิตรบรรจงสุดๆ) เสร็จเรียบร้อยเราก็สามารถเดินขึ้นไปบนขบวนรถไฟที่จอดรออยู่ที่ชานชาลาที่ 1 ได้เลย

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

รถไฟที่นั่งข้ามไปหนองคายมีความยาว 2 ตู้ถ้วน และเป็นรถไฟไทย

ใช่ครับ นี่คือรถไฟไทยในประเทศลาว

ประเทศลาวนั้นมีเพียงทางรถไฟและสถานีเป็นสมบัติของตัวเอง (ซึ่งไทยสร้าง) แต่ระบบขายตั๋ว ตัวรถไฟ พนักงานขับรถไฟ พนักงานบนขบวนรถไฟ เป็นของไทย

รถไฟที่เดินทางระหว่างหนองคาย-ท่านาแล้ง-หนองคาย คือรถดีเซลรางฮิตาชิที่การรถไฟสั่งจากญี่ปุ่นเมื่อหลายสิบปีก่อน มีชื่อเล่นในวงการคนรักรถไฟว่า ‘อีสานเขียว’ เพราะรถดีเซลรางรุ่นนี้มีวิ่งแค่ในสายอีสาน เป็นรถที่เคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเองไม่ต้องใช้หัวรถจักร การรถไฟเรียกรถแบบนี้เป็นภาษาไทยว่า ‘รถดีเซลราง’ ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษคือ Diesel Railcar

เคลื่อนขบวน

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

17.30 น. เมื่อสิ้นเสียงระฆังและธงเขียวถูกสะบัดทั้งบนชานชาลาและบนรถไฟ ขบวนรถด่วนระหว่างประเทศ ท่านาแล้ง-หนองคาย เคลื่อนตัวออกจากสถานีท่านาแล้ง ภาพที่ปรากฏบนหน้าต่างรถไฟคือทัศนียภาพของลาวค่อยๆ เคลื่อนจากเราไปและกำลังจะแทนที่ด้วยภาพของประเทศไทยในเวลาไม่ช้า เสียงเครื่องยนต์ของรถไฟแผดเสียงลั่นทุ่ง ความเร็วเพิ่มขึ้นและค่อยๆ ลดลงเป็นสัญญาณบอกว่าเรากำลังเข้าสู่เขตสะพานมิตรภาพไทย-ลาว

การข้ามแม่น้ำโขงจากลาวสู่ไทยนั้นรถไฟและรถยนต์ใช้สะพานเดียวกัน โดยทางรถไฟฝังอยู่กลางสะพาน ทุกครั้งที่รถไฟขึ้นสะพานการจราจรทางถนนจะปิดทันทีเพื่อให้รถไฟเคลื่อนข้ามประเทศซึ่งกินเวลาประมาณ 5 นาที จากนั้นรถยนต์ก็จะสัญจรได้ตามปกติเมื่อท้ายขบวนรถไฟลงจากสะพานไปแล้ว

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

มีคนบอกไว้ว่าช่วงเวลา 5 นาทีบนสะพานมิตรภาพไทย-ลาวควรเก็บไว้เป็นความทรงจำ

ฝั่งขวามือของขบวนรถเป็นวิวที่วิเศษที่สุด มันหันหน้าเข้าหาทิศตะวันตกและดวงอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังคล้อยต่ำใกล้เส้นขอบฟ้า

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เมื่อรถไฟอยู่บนสะพานแล้วภาพนอกหน้าต่างคือแม่น้ำโขงที่กว้างใหญ่ ธงชาติลาวถูกปักเรียงรายไปตามขอบสะพานแสดงให้เราเห็นว่ารถไฟยังอยู่ในเขตลาวและเมื่อถึงกลางสะพาน ธงสีแดง ขาว น้ำเงิน ที่เราคุ้นตาก็จะเข้ามาแทนที่ เราชะโงกออกไปนอกหน้าต่าง นักท่องเที่ยวต่างชาติคนหนึ่งกำลังโบกไม้โบกมือให้กับคนจำนวนไม่น้อยที่ขึ้นมาเดินเล่นบนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ไม่นานนักเราก็ถึงคอสะพานฝั่งหนองคาย รถไฟเร่งความเร็วขึ้นอีกครั้งหนึ่งพร้อมเสียงหวีดดังสนั่น ไม่นานนักเจ้าม้าเหล็กก็ลดความเร็วเทียบชานชาลาสถานีหนองคาย โดยใช้เวลาเดินทางจากท่านาแล้งทั้งสิ้น 15 นาที

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เมื่อถึงสถานีหนองคายเราต้องผ่านการตรวจหนังสือเดินทางอีกครั้ง รถไฟขบวนใหม่ของเราจอดอยู่ในชานชาลาที่ 2 เป็นตู้รถไฟสีเงินคาดด้วยสีแดงใหม่เอี่ยมอิมพอร์ตจากประเทศจีนและมีชื่อเพราะๆ ที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่า ‘อีสานมรรคา’ แปลว่า เส้นทางสู่ภาคอีสาน คืนนี้เราจะต้องใช้ชีวิตอีก 11 ชั่วโมงบนรถด่วนพิเศษขบวนนี้

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

19.10 น. ขบวนรถด่วนพิเศษมรรคาเคลื่อนออกจากสถานีหนองคายมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ เราล้มตัวลงนอนในพื้นที่ส่วนตัวของเรา แสงไฟนอกหน้าต่างเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว รถไฟขบวนนี้จะถึงกรุงเทพฯ ในเวลา 6 โมงเช้าและนั่นคือการเดินทางถึงเมืองหลวงที่ 2 ของทริป แสงไฟนอกหน้าต่างเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับหนังตาของเราที่ปิดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

ทุกครั้งที่นั่งรถไฟ สายตามักจับจ้องอยู่นอกหน้าต่างรถไฟ และเมื่อไหร่ที่รถไฟเข้าโค้ง ก็มักจะดึงความสนใจให้มองออกไปเพื่อแค่จะดูรถไฟขบวนยาวเข้าโค้ง มีหัวรถจักรอยู่ข้างหน้า แล้วตามมาด้วยรถพ่วงอีกหลายสิบคัน ภูมิประเทศแปลกตาเมื่อไม่ได้มองเห็นรถไฟเป็นเส้นตรงพุ่งไปข้างหน้า พร้อมสนุกไปกับการนับตู้รถไฟทั้งขบวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามีกี่ตู้ ใช้สายตามองผ่านกล้องแล้วบันทึกภาพลงไป 

แม้ว่าการนั่งรถไฟเป็นร้อยเป็นพันครั้งในปีหนึ่งจะผ่านโค้งต่าง ๆ ซ้ำไปซ้ำมา แต่โค้งที่ตั้งอยู่ที่เดิมมักมีอะไรไม่เหมือนเดิมสักครั้ง ตั้งแต่หัวรถจักรที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาลากรถไฟขบวนยาว สีของต้นไม้ใบหญ้าที่แตกต่างกันในแต่ละฤดู หรือแม้แต่ท้องฟ้าที่บางครั้งใส บางครั้งเต็มไปด้วยเมฆ หรือบางครั้งจะมีสายฝนเทกระหน่ำ

ทั้งหมดที่คุณกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้ คือโค้งที่สวยสำหรับเราหลากหลายที่บนเส้นทางรถไฟในประเทศไทย ที่เราอยากชวนคุณไปดูไปเห็นโค้งเหล่านี้บ้าง

พร้อมแล้วก็ตีตั๋วขึ้นรถไฟไปพร้อมกันได้เลย

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

รายรอบกรุง

บ้านโพ-บางปะอิน

เป็นเพราะว่าทางส่วนใหญ่ในภาคกลางและรายรอบกรุงเทพฯ นั้นเป็นพื้นที่ราบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทางตรง โค้งส่วนใหญ่เลยเป็นโค้งที่ค่อนข้างกว้าง ไม่ได้เห็นหัวรถได้ชัดมาก แต่ถ้าเป็นโค้งที่เราชอบจะอยู่ระหว่างสถานีบ้านโพกับบางปะอิน ต้องเป็นเฉพาะรถขาเข้ากรุงเทพฯ ช่วงเย็นเท่านั้น เพราะแสงสีทองของพระอาทิตย์ใกล้อัสดงจะทาบลงบนตัวตู้รถไฟจนสีสันของรถไฟถูกขับออกมา ตัดกับสีของต้นไม้ใบหญ้าบนทางรถไฟนั้น 

และถ้าให้ดีที่สุด รถที่อยู่บนนั้นต้องเป็นขบวนรถนำเที่ยวรถจักรไอน้ำที่กำลังกลับกรุงเทพฯ ด้วย

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

บางปะกง

ย้ายไปทางทิศตะวันออกกันบ้าง ทางรถไฟสายตะวันออกส่วนใหญ่เป็นทางตรงค่อนข้างเยอะมาก โค้งสวย ๆ ก็เลยหายากตาม แต่สำหรับสายตะวันออกนั้น ถ้าเป็นโค้งที่ควรตั้งตารอจริง ๆ ต้องนั่งรถไฟเข้าไปในสายที่มุ่งหน้าไปพัทยา เมื่อเลยจากสถานีชุมทางฉะเชิงเทรามาไม่มากนัก ทางรถไฟจะยกตัวขึ้นเป็นสะพานสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเลยหลังคาตึก 

ใช่แล้ว นี่คือสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำบางปะกงซึ่งทอดตัวอยู่เหนือเมืองฉะเชิงเทรา มองไปรอบ ๆ คือบ้านเรือน ไกล ๆ จะเห็นวัดหลวงพ่อโสธร โรงพยาบาล โรงเรียน เจดีย์ และแม่น้ำบางปะกง สายเลือดใหญ่ของเมืองแปดริ้ว และบนสะพานนั่นเองรถไฟค่อย ๆ เทโค้งผ่านเหนือเมืองไป ตรงนี้เรียกได้ว่าเป็นทางรถไฟยกระดับเหนือเมืองสายแรก ๆ ของไทยเลยด้วยซ้ำ

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

ถ้ำกระแซ

ทางรถไฟสายกาญจนบุรีที่เลื่องชื่อลือนามไปไกลทั่วโลก เส้นทางรถไฟที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านสงครามมาหลายสิบปี ในวันนี้มันกลายเป็นทางรถไฟสายท่องเที่ยวที่โด่งดังสายหนึ่งของโลก

สะพานถ้ำกระแซเป็นสะพานตอม่อไม้ที่ตวัดโค้งไปมา ฝั่งหนึ่งเป็นแม่น้ำแควน้อย อีกฝั่งหนึ่งเป็นหน้าผา เวลาอยู่บนรถไฟนั้นเราจะเห็นเจ้างูเหล็กค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไปอย่างช้า ๆ มุมที่ดีที่สุดคือด้านซ้ายมือของรถไฟสำหรับเที่ยวไป และขวามือของขบวนรถสำหรับเที่ยวกลับ วินาทีที่รถไฟเคลื่อนผ่านสะพาน ทั้งมือ หัว และกล้อง โผล่ออกมานอกหน้าต่างอย่างไม่ได้นัดหมาย และโค้งที่สวยที่สุดก็อยู่ทั้งปลายสะพานทั้งสองฝั่ง 

สำหรับตรงนี้ไม่มีขบวนไหนเป็นพิเศษ เพราะความพิเศษมันเกิดขึ้นกับทุกขบวน

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม
พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

ขึ้นเหนือ

ปางต้นผึ้ง-ห้วยไร่

เราพาขึ้นเหนือกันบ้าง 

จากกรุงเทพฯ ถึงศิลาอาสน์เป็นที่ราบมาเรื่อย ๆ โค้งสวย ๆ ก็พอมีอยู่บ้าง แต่ความน่าประทับใจไปอัดกันอยู่ตอนเหนือของเส้นทางมากกว่า เมื่อเริ่มเข้าสู่ภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยเนินและภูเขา โค้งตั้งแต่ศิลาอาสน์เป็นต้นไปจนถึงลำพูนจึงเป็นโค้งแคบ ๆ ซะเป็นส่วนใหญ่

หลังจากผ่านสถานีปางต้นผึ้งมาระยะหนึ่ง รถไฟที่นั่งจะลอดอุโมงค์ปางตูบขอบ และไม่กี่โค้งจากอุโมงค์ด้านซ้ายมือของขบวนรถขาไป (ด้านขวาของขบวนขากลับ) เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปกลางหุบเข้า รถไฟทั้งขบวนเข้าโค้งอยู่เหนือหมู่บ้านนั้น

ในช่วงหน้าแล้ง ความเขียวขจีอาจจะหายไป แต่ถ้าปลายฝนต้นหนาว ความเขียวของต้นไม้จะขับกับสีขาวจาง ๆ ของหมอกที่จับอยู่บนยอดเขา หมู่บ้านนี้ชื่อว่าหนองน้ำเขียว อยู่ระหว่างสถานีปางต้นผึ้งกับห้วยไร่ 

โค้งที่สองเป็นระยะสั้น ๆ ก่อนที่รถไฟจะเข้าสู่อุโมงค์เขาพลึง วาร์ปไปถึงสถานีห้วยไร่ ซึ่งสถานีห้วยไร่ฝั่งทิศเหนือเป็นทางโค้งที่รถไฟหันข้างเข้าหาทิศตะวันออกพอดี สำหรับรถไฟเที่ยวเช้า แดดแรกของวันจะส่องเข้าเต็ม ๆ ดูสวยงามไปอีกแบบ

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม
พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

แก่งหลวง

แก่งหลวงจริง ๆ แล้วเป็นโค้งยอดนิยมของคนนั่งสายเหนือมาก ๆ โดยเฉพาะกับขบวน 51 แต่จริง ๆ แล้วโค้งนี้ถ่ายสวยได้ทั้งขาไปและขากลับ ถ้าขาไปก็ต้องเป็นรถเช้า ส่วนขากลับก็ต้องรถเช้าเหมือนกัน และที่สวยที่สุดคือรถเร็ว 102 เชียงใหม่-กรุงเทพฯ และรถท้องถิ่น 407 นครสวรรค์-เชียงใหม่ ที่จะมาถึงแก่งหลวงในช่วงราว ๆ 10 โมงเช้าทั้งคู่

จุดที่สวยที่สุดอยู่ตรงโค้งเกือบจะเกือกม้าก่อนถึงสถานีแก่งหลวงประมาณ 2 กิโลเมตร

ถ้ารถเที่ยวไป ขบวนยาว ๆ จะเห็นภูเขารูปสามเหลี่ยมอยู่ในฉากภาพด้วย แต่ถ้าหากเป็นรถเที่ยวกลับจะเห็นโตรกเขา ต้นไม้ และแม่น้ำยม เป็นองค์ประกอบที่สมบูรณ์มาก

ไม่น่าเชื่อว่าโค้งเดียวกัน แค่ปรับมุมมองก็ทำให้ภาพที่เห็นเปลี่ยนอารมณ์ได้จริง ๆ 

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม
พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม
พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

ห้วยแม่ลาน-ผาคัน

ห้วยแม่ลานคือชื่ออุโมงค์ที่ 3 นับตั้งแต่อุโมงค์แรกของสาย 

ผาคัน คือชื่อสถานีรถไฟที่อยู่ไม่ไกลจากอุโมงค์นี้

ถ้ามาจากกรุงเทพฯ เราจะถึงห้วยแม่ลานก่อน แต่ถ้ามาจากเชียงใหม่เราจะถึงผาคันก่อน ทั้งสองโค้งมีความต่างกันในอารมณ์ โค้งหนึ่งเป็นโค้งเข้าอุโมงค์ ส่วนอีกโค้งอยู่ในเขตสถานีที่มีต้นไม้ใหญ่เป็นองค์ประกอบในภาพ

โค้งห้วยแม่ลานนั้นหากมาจากกรุงเทพฯ ต้องลอดอุโมงค์เสียก่อน เมื่อโผล่ออกมาแล้วและเราอยู่ด้านท้ายจะเห็นหัวรถจักรตวัดขบวนโค้งขวาไปแบบหักศอกก็ว่าได้ แต่ถ้าเป็นรถขากลับกรุงเทพฯ และอยู่ท้ายขบวน โค้งนี้จะสร้างภาพของรถไฟขบวนยาวที่วิ่งเข้าอุโมงค์เล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาด้านหน้า

มาถึงโค้งผาคันกันบ้าง มันเป็นโค้งรัศมีแคบมาก ๆ ตั้งอยู่ในสถานีผาคันเลย ตัวโค้งนั้นแคบชนิดที่ถ้าเราอยู่ตู้ท้ายของขบวนที่ยาวมาก ๆ จะมองไม่เห็นหัวรถจักร มันเป็นโค้งพิเศษที่ไม่ว่าเราจะมุ่งหน้าไปเชียงใหม่หรือมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ก็สวยงามเหมือนกันทั้งสองฝั่ง

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม
พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

แม่ตานน้อย

สถานีแม่ตานน้อยเป็นจุดสตาร์ทก่อนขึ้นทางลาดชันบนอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล ลักษณะเด่นของสถานีนี้คือการถูกจัดวางลงบนทางรถไฟโค้งรูปตัว S โดยมีอาคารสถานีอยู่ตรงกลางพอดิบพอดี 

การโผล่หัวออกไปนอกหน้าต่างตอนรถไฟกำลังเข้าสถานีจะมองเห็นทางรถไฟโค้งไปมา มีสถานีเล็ก ๆ โอบล้อมด้วยธรรมชาติตั้งอยู่ ปกติแล้วรถขึ้นเหนือช่วงเช้าจะมาถึงในเวลาที่พอเหมาะ แสงไม่แข็งจนเกินไป 

ถ้าเราโชคดี มีการรอหลีกที่สถานีนี้ ก็เป็นจุดที่สวยงามในการลงไปเดินเล่นบนชานชาลาเพื่อถ่ายรูปรถไฟที่โค้งตวัดซ้ายขวาโดยมีฉากหลังเป็นป่าเขียว

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม
พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

ทาชมภู

โค้งที่ไม่ควรพลาดที่สุดของสายเหนือ และเป็นโค้งสุดท้ายของเส้นทางสายเหนือของบทความนี้ ทำเลที่ดีที่สุดคือด้านขวาของขบวนรถเที่ยวไปเชียงใหม่ ส่วนเที่ยวขาเข้ากรุงเทพฯ นั้นถ่ายรูปสวยน้อยกว่า โอกาสเดียวที่จะถ่ายรูปได้ก็คือการนั่งรถไฟขึ้นไปเชียงใหม่เท่านั้น

จากสถานีขุนตานไปไม่เกิน 15 นาที เมื่อแมกไม้สองข้างทางเริ่มเบาบาง เสียงหวีดรถไฟดังขึ้นถี่ ๆ เป็นสัญญาณว่ารถไฟกำลังจะถึงตีนดอย ซึ่งมีสะพานทาชมภูตั้งอยู่ตรงนั้น สุดปลายตาตรงโค้งนั้นคือสะพานโครงคอนกรีตสีขาวสะอาดตัดกับสีของต้นไม้ ท้องฟ้า และภูเขา 

เรามีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการลั่นชัตเตอร์ภาพนั้น ก่อนรถไฟทั้งขบวนจะข้ามสะพานและห้อตะบึงต่อไปจนถึงปลายทางเชียงใหม่

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม
พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

ล่องใต้

หลังสวน

จากเหนือแล้วเราไปล่องใต้กันบ้าง ส่วนใหญ่แล้วรถไฟสายใต้จะวิ่งในเวลากลางคืนและบางขบวนก็จะเริ่มทักทายแสงอาทิตย์ยามเช้าแถว ๆ ชุมพร

โค้งแรกที่เราไม่ปล่อยให้หลุดสายตาไปคือโค้งสถานีหลังสวน โค้งนี้ตั้งอยู่ปลายสุดชานชาลาของสถานีหลังสวน จังหวัดชุมพร ไม่ว่าจะเป็นรถล่องใต้ หรือขึ้นกรุงเทพฯ ก็จะถ่ายภาพโค้งนี้ได้สวยทั้งนั้น 

เมื่อรถไฟขาล่องใต้จอดที่สถานีหลังสวน เบื้องหน้ารถจักรนั้นเราก็จะเห็นโค้งยาวไปทางซ้าย มีสัญญาณไฟเขียวไฟแดงอยู่ตรงปลายโค้งนั้น เมื่อสิ้นเสียงหวีดสัญญาณว่ารถไฟจะเคลื่อนออก เสียงคำรามของรถจักรค่อย ๆ ดังขึ้น พร้อมรถไฟขบวนยาวค่อย ๆ บิดตัวไปตามโค้งซ้ายโดยมีฉากหลังเป็นภูเขา ต้นไม้ และตึกแถว ถือได้ว่าเป็นน้ำจิ้มของทางรถไฟสายใต้ตอนล่างที่เราจะเจอโค้งสุดสวยถัดไปในอีกประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ๆ

พา ‘เข้าโค้ง’ ชมสารพัดโค้งตามเส้นทางรถไฟในไทยที่แฟนพันธุ์แท้คัดมาให้แล้วว่าต้องไปชม

สุราษฎร์ธานี

สถานีสุราษฎร์ธานีตั้งอยู่ในอำเภอพุนพิน ริมแม่น้ำตาปีที่มีควนมีเนินมากมายอยู่ในตัวอำเภอนั้น 

เพราะมีควนและแม่น้ำ ทางรถไฟเลยตัดตรง ๆ ไม่ได้ มีโค้งทั้งขาเข้าและขาออกสถานีจนถ้ามองผ่าน Google Maps จะพบว่ามันบิดโค้งไปมาซะเป็นตัว S หลายตลบ

โค้งแรกอยู่ทางทิศเหนือของสถานีสุราษฎร์ธานี เมื่อรถไฟข้ามสะพานจุลจอมเกล้าแล้ว เส้นทางจะบิดตัวไปทางขวา เสียงล้อเบียดรางดังเอี๊ยดอ๊าดพร้อมหักโค้งเข้าสู่สถานี ด้วยฉากหลังเป็นบ้านเรือนที่ตั้งอยู่บนควน (เนินเขา)

ยัง ยังไม่จบ ใครที่ไม่ได้ลงสถานีสุราษฎร์ธานีก็ขอยินดีด้วย เมื่อออกจากสถานีทางรถไฟต้องเบี่ยงหลบเนินเขาเตี้ย ๆ เลยทำให้มีโค้งอีก 2 – 3 โค้งใหญ่ ๆ ตวัดไปตวัดมาซ้ายทีขวาที จากฉากเมืองก่อนต้นไม้ของภาคใต้จะค่อย ๆ กลืนเมืองให้หายไปเหลือแต่ความเขียวชอุ่มของป่า

โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน
โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน
โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน

อุโมงค์ช่องเขา

จากทุ่งสงไปถึงเขาชุมทอง มีเทือกเขานครศรีธรรมราชกั้นไว้อยู่ แน่นอนว่าเมื่อมีเขาก็ต้องมีโค้ง แถมให้เลยว่าหลายโค้งแน่นอน โดยเฉพาะตั้งแต่ออกจากสถานีช่องเขาไป ทางรถไฟจะลัดเลาะไปตามไหล่เขา หากนั่งรถมุ่งหน้าลงใต้ก็จะเห็นถนนเส้นใหญ่คดเคี้ยวไปมาอยู่ด้านล่างด้วยเช่นกัน

แต่มุมสวยจริง ๆ มันไม่ใช่เที่ยวล่องใต้ แต่เป็นเที่ยวขึ้นมากรุงเทพฯ มากกว่า 

โค้งที่สวยที่สุดมีอยู่ 2 ช่วง

ช่วงแรกคือจากสถานีร่อนพิบูลย์ เมื่อขึ้นเขามาเล็กน้อยจะมีโค้งที่เลาะสวนยางไปเรื่อย ๆ กับอีกที่หนึ่งคือโค้งสุดท้ายก่อนเข้าอุโมงค์ช่องเขา โค้งนี้เป็นโค้งที่สวยที่สุดของเส้นทางเลยก็ว่าได้ เรียกได้ว่าถ้าใครนั่งรถไฟผ่านอุโมงค์นี้ต้องไม่พลาดถ่ายรูปเลยจริง ๆ 

โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน
โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน

เขาชุมทอง

โค้งมุมนี้ถ่ายได้จากฝั่งเดียวเท่านั้น คือขาออกจากสถานีนครศรีธรรมราช และขบวนที่ถ่ายได้สวยที่สุดคือรถด่วน 86 นครศรีธรรมราช-กรุงเทพฯ เท่านั้น

ทางรถไฟเข้าตัวเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเส้นทางแยกไม่ใช่ทางหลัก มันแยกจากเส้นทางสายใต้ที่สถานีชุมทางเขาชุมทอง ซึ่งตั้งชื่อตามภูเขาลูกหนึ่งที่ตระหง่านโดดเด่นอยู่ไม่ไกลจากสถานี

ถ้าเรานั่งรถไฟออกจากนครศรีธรรมราชมุ่งหน้าไปทางสถานีชุมทางเขาชุมทอง ก่อนถึงสถานีเพียงอึดใจเดียวรถไฟจะชะลอตัวเพื่อเลี้ยวโค้งเข้าสถานี และภาพข้างหน้านั้นก็คือรถไฟขบวนยาวที่มีเขาชุมทองตั้งตระหง่านอยู่ในเฟรม

โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน

สะพานข้ามแม่น้ำสายบุรี

เราพากันลงมาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กันบ้าง 

โค้งนี้อยู่ระหว่างรอยต่อของจังหวัดยะลาและนราธิวาส มันเป็นทางโค้งยาว ๆ ที่มีสะพานคั่นอยู่ สะพานนั้นเป็นสะพานเหล็กสีดำขนาดใหญ่ข้ามแม่น้ำสายบุรี ไม่ว่าจะนั่งจากฝั่งสุไหงโกลกไปหาดใหญ่ หรือนั่งจากหาดใหญ่ลงไปโค้งที่มีสะพานอยู่ตรงกลางก็สวยสดงดงาม 

อีกหนึ่งความสวยงามของโค้งนี้คงเป็นเพราะมีแมกไม้ประดับอยู่เต็มก็ได้ 

ถ้าว่ากันตามตรงเราว่าโค้งนี้แอบถ่ายยาก เพราะคนที่ไม่ชินเส้นทางจะไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน ให้ตั้งหลักง่าย ๆ ว่า เมื่อรถไฟออกจากสถานีบาลอ (จากฝั่งหาดใหญ่) และรือเสาะ (จากฝั่งสุไหงโกลก) ให้เตรียมตัวได้เลย สะพานนี้อยู่ตรงกลางระหว่างสองสถานี

โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน
โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน

ไปอีสาน

เขื่อนป่าสัก

จากใต้เราไปโผล่อีสาน ขอพาไปเส้นที่เรียกได้ว่าน่าจะเป็นหนึ่งในทางรถไฟที่สวยที่สุดในประเทศไทย นั่นคือเส้นทางสายแก่งคอย-บัวใหญ่ ช่วงผ่านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

จากสถานีแก่งเสือเต้นไปโคกสลุง มีสะพานเหนืออ่างเก็บน้ำอยู่ด้วยกัน 5 สะพาน เป็นสะพานโค้งเกือบหมดยกเว้นสะพานที่ 2 และสะพานที่ 5 ซึ่งเป็นทางตรง 

จุดโค้งที่สวยที่สุดคือสะพานที่ 3 และ 4 โดยสะพานที่ 3 เป็นจุดชมวิวของขบวนรถไฟนำเที่ยวรถไฟลอยน้ำ ส่วนสะพานที่ 4 อยู่ห่างกันไปนิดเดียว จุดเด่นของทั้งสองสะพานคือการโค้งไปในทิศทางที่ไม่มีเสาโทรเลขมาบดบัง แถมโค้งไปแนวเดียวกับความเวิ้งว้างของอ่างเก็บน้ำอีกด้วย ภาพที่เห็นจากหน้าต่างคือรถไฟขบวนยาวที่วิ่งไปบนท้องน้ำเหมือนกับรถไฟที่วิ่งลอยอยู่บนน้ำ

ขบวนไหนที่ผ่านทางช่วงนี้ในช่วงพระอาทิตย์ส่องแสงตั้งแต่เช้ายันเย็นก็สวยเหมือนกันทั้งนั้น โกงเป็นบ้า

โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน
โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน

ช่องสำราญ-บ้านวะตะแบก

เรายังคงอยู่ในเส้นทางสายแก่งคอย-บัวใหญ่ ตามมาถึงทางรถไฟในช่วงที่ผ่านจังหวัดชัยภูมิ

หลังออกจากสถานีโคกคลีมาแล้ว ทางรถไฟจะไต่ขึ้นเขาที่เป็นกำแพงผาตั้งระหว่างภาคกลางกับภาคอีสาน ถ้ามองออกไปนอกหน้าต่างผ่านทิวไม้จะมองเห็นเมืองโคกคลีค่อย ๆ ลดต่ำลง ทางรถไฟค่อย ๆ สูงขึ้นจนอยู่ ๆ ทางก็หักโค้งเข้าไปในถ้ำเขาพังเหย ซึ่งเป็นประตูสู่ภาคอีสานของทางรถไฟ

เมื่อออกจากอุโมงค์ไม่นาน เราจะผ่านสถานีชื่อช่องสำราญ อันเป็นสถานีแรกของจังหวัดชัยภูมิ

อะไรคือความพิเศษ ช่วงทางจากช่องสำราญไปถึงสถานีบ้านวะตะแบก เป็นทางโค้งที่ถ้ามองออกไปนอกหน้าต่าง จะเห็นกังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ตั้งกระจายอยู่บนเขา เป็นฉากประกอบให้กับโค้งรถไฟของเรา 

นับตั้งแต่ออกจากสถานีช่องสำราญเราก็จะเจอโค้งรูปตัว S ที่มีคันทางสูงลิ่วข้ามเขาจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง รถไฟค่อย ๆ ไต่ระดับเขาไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางก็ปรากฏกังหันลมใหญ่แบบบึ้ม ๆ ให้เห็นเป็นระยะ ๆ จนไปถึงสถานีบ้านวะตะแบก

โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน
โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน

โรงปูนหินลับ

โค้งสุดประทับใจของเราจะมีโค้งโรงปูนหินลับอยู่ในลิสต์เสมอ

ทุกครั้งเวลานั่งรถไฟขากลับจากอีสานเข้ากรุงเทพฯ เมื่อเคลื่อนขบวนออกจากสถานีหินลับ สถานีเล็ก ๆ กลางเขาที่มีโรงปูนซีเมนต์ตั้งอยู่ ทางรถไฟที่คดไปเคี้ยวมาขนานกันไปเรื่อย ๆ สามทางวิ่งจากสถานีหินลับยาวไปจนถึงโรงปูน และที่สุดปลายทางนั้นภาพของโรงปูนขนาดใหญ่ที่ซุกตัวอยู่กลางเขาก็ปรากฏตัวขึ้นจากมุมเหลี่ยมของเขา

บ้างก็ว่าเหมือนรถไฟวิ่งเข้าแท่นจรวด

บ้างก็ว่าเหมือนรถไฟวิ่งไปฮอกวอตส์

ก็แล้วแต่คนจะจินตนาการเอาเลย

โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน

มวกเหล็ก

โค้งสุดท้ายของบทความนี้กันแล้ว และนี่คือโค้งที่กำลังจะกลายเป็นเพียงแค่ความทรงจำ นั่นคือโค้งตัว U ระหว่างสถานีมวกเหล็กกับสถานีกลางดง

ตามกายภาพแล้วมวกเหล็กเป็นแอ่งกระทะกลางหุบเขา ทางรถไฟวิ่งลงจากเขาที่หินลับลงมาที่ก้นแอ่งอันเป็นที่ตั้งของสถานีมวกเหล็ก ก่อนจะค่อยๆ ไต่ขึ้นไปบนขอบกระทะอีกฝั่งหนึ่ง ไอ้การที่ขอบทั้งสองมันมีความชันมากการไต่ระดับจึงต้องค่อย ๆ สไลด์โค้งขึ้นไปจนโค้งนั้นกลายเป็นรูปตัว U เมื่อมองมาจากอากาศ

เมื่อโครงการรถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา-ถนนจิระ สร้างแล้วเสร็จ รถไฟที่วิ่งสู่ภาคอีสานจะใช้เส้นทางใหม่ที่เป็นสะพานสูงลัดข้ามเมืองมวกเหล็ก ไม่ต้องผ่านเส้นทางเก่าแล้ว นั่นหมายความว่ารถไฟส่วนใหญ่จะไม่ได้ผ่านโค้งนี้อีก ซึ่งมันจะประหยัดเวลาในการเดินทางไปได้มากโข แต่ก็ต้องแลกมากับวิวโค้งอันทรงคุณค่าที่หายไป

โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน
โดดขึ้นรถไฟ ตามแฟนพันธุ์แท้ไปชม ‘โค้ง’ ทั่วประเทศไทยที่ควรค่าแก่การไปเยือน

นี่คือโค้งที่สวยที่สุดสำหรับเรา แล้วคุณล่ะมีโค้งในดวงใจเวลานั่งรถไฟไหม

ถ้ายัง ก็ตีตั๋วไปนั่งรถไฟแล้วเก็บภาพโค้งสวย ๆ กันครับ

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load