7 เมษายน 2561

นาฬิกาปลุกเช้านี้ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือ แต่เป็นเสียงกรนของเพื่อนร่วมห้องที่ทำให้เราตาสว่างตั้งแต่ยังไม่ 7 โมงเช้า ราวกับเป็นเสียงเพรียกของเวียงจันทน์ที่บอกว่า ถ้าแกตื่นสายแกจะอดเที่ยวแล้วนะ

แม้ว่าเราจะใช้เวลาในเวียงจันทน์แค่เพียง 1 คืน ซึ่งมันก็ยังไม่จุใจเท่าไหร่ เราจึงใช้เวลาช่วงเช้าออกเดินในย่านดาวน์ทาวน์ของเวียงจันทน์เพื่อเก็บตกสถานที่ต่างๆ ที่ยังไม่ได้ไปเยี่ยม

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เช้านี้อากาศเย็นมากจนต้องคว้าแจ็กเก็ตออกมาสวม อาจเป็นเพราะฝนที่ตกประหนึ่งมีคนปักตะไคร้โดยขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่ช่วงเย็นและตลอดทั้งคืน ไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คืออากาศในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่เราเคยชินว่ามันร้อนระอุจนแทบอยากจะนอนแช่ในถังน้ำแข็งทั้งวัน เป้าหมายในวันนี้คือการเดินทางไปหอพระแก้ว วัดสีสะเกด และอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ริมแม่น้ำโขง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่ที่เราพลาดไปตั้งแต่เมื่อวาน

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เวียงจันทน์เป็นเมืองที่มีอะไรหลายๆ อย่างซ่อนตัวอยู่ ทั้งตึกเก่าที่ทิ้งรอยพิมพ์ของเมืองอาณานิคม หรือแม้แต่ชื่อของสถานที่ราชการที่มีภาษาฝรั่งเศสแฝงตัวอยู่ รวมถึงจังหวะชีวิตที่ไม่ได้ปรู๊ดปร๊าดแบบเมืองหลวงของหลายๆ ประเทศ สีสันของที่นี่คือความรู้สึกที่ไม่ได้ต่างกับประเทศไทย ทั้งตัวภาษาที่มีความคล้ายกันทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน บรรยากาศโดยทั่วไปก็เหมือนกับเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดช่วงเช้า มีคนขับมอเตอร์ไซค์ออกมาจับจ่ายซื้อของ มีรถยนต์ขวักไขว่ มีนักท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ หรือแม้แต่ทัวร์จีนที่ลงจากรถนำเที่ยว

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

ออกเดินทาง

เที่ยงตรง คือเวลาที่ต้องบอกลาเวียงจันทน์เพื่อมุ่งหน้าไปสถานีรถไฟท่านาแล้ง สถานีรถไฟแห่งเดียวในประเทศลาว

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

การเดินทางเริ่มต้นที่ตลาดเช้าเหมือนกับตอนที่มาถึง ที่นี่ก็เหมือนย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่เป็นจุดรวมรถเมล์สารพัดสายที่เดินทางไปยังมุมต่างๆ ของเวียงจันทน์หรือข้ามไปหนองคายและอุดรธานี

รถเมล์สายที่เราต้องนั่งคือสาย 14

รถเมล์สายนี้เป็นรถมือสองจากญี่ปุ่น บนรถเต็มไปด้วยผู้คนนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนลาว คนไทย หรือนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ที่หอบหิ้วกระเป๋าใบมหึมา โดยเกือบทุกคนมีจุดหมายปลายทางคือด่านตรวจคนเข้าเมืองท่านาแล้ง

หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกจากท่า สิ่งที่สร้างความกังวลให้เรามากคือเราอยากนอนแต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน

ไหนล่ะคนเก็บเงิน?

เรานึกไม่ออกว่าคนที่นี่จะเก็บค่ารถเมล์ยังไง เก็บตอนลงก็ไม่ใช่ เอ๊ะหรือจะทำเหมือนบ้านเรานะ แต่ก็ไม่ยักเห็นคนเงินสักคนบนรถ

หรือว่าเขาให้นั่งรถเมล์สายนี้ฟรี?

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

รถเมล์ปุเลงๆ ไปจนถึงชานเมืองนครหลวงเวียงจันทน์ ไม่ทันไรก็มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมา เป็นสิ่งที่ยืนยันว่านี่ไม่ใช่รถเมล์ฟรีแห่ง สปป.ลาว แต่อย่างใด เรายื่นค่ารถเป็นแบงก์ 20 บาทไทยจำนวน 2 ฉบับให้กับกระเป๋ารถเมล์ที่ถือเงินกีบและเงินบาทเป็นฟ่อน ในมือนั้นเป็นตัวเงินหลักแสนถึงหลักล้านน่าจะได้ เราก็อดทึ่งไม่ได้ว่าในประเทศที่ค่าเงินไม่ใช่หลักร้อย หลักสิบ หรือหลักหน่วย เขาต้องบวกลบเลขหลายๆ หลักยังไง หรือเพราะเราโง่เลขจึงเห็นว่ามันเป็นเรื่องยากและยิ่งใหญ่มากในการบวกลบเลขที่เกินหลักร้อย เราลองบวกลบเลขเล่นๆ ดู ซึ่งจากผลสัมฤทธิ์ทางการสอบเอนทรานซ์ที่เราได้คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ 12 เต็ม 100 ถึง 2 ครั้งรวดนั่นก็คงเป็นคำตอบแล้วว่ามันไม่ยากหรอก แต่เราเองแหละที่โง่เลข

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

รถเมล์ถึงสะพานมิตรภาพเรียบร้อย ถึงตรงนี้เราฉีกเส้นทางเดินออกไปทางซ้าย ในขณะที่คนส่วนใหญ่ที่ลงมาจากรถด้วยกันเดินไปทางขวาเพื่อประทับพาสปอร์ตออกนอก สปป.ลาว ข้ามไปราชอาณาจักรไทย

นี่ก็ข้ามไปไทยเหมือนกันนะ แต่ไปรถไฟ

ลำดับต่อไปคือการหารถรับจ้างไปสถานีรถไฟท่านาแล้งให้ได้ นั่นทำให้เราคิดไม่ตกว่าจากที่นี่ไปสถานีรถไฟที่อยู่ห่างไปราวๆ 1 กิโลเมตรจะไปยังไงดี

จะเดินดีไหม…ดูจากสัมภาระ ไม่ไหวแน่ๆ อาจตายก่อนระหว่างทาง

หรือจะเหมารถไป ซึ่งเราก็ได้ยินกิตติศัพท์มาพอตัวว่ารถเหมาเรียกแพง แต่ถ้ามีวาทศิลป์ในการต่อราคาก็จะได้ราคาที่ถูกลงประมาณครึ่งหนึ่ง

เอาวะ เหมาก็เหมา

จากการเจรจาเป็นภาษาไทยผสมภาษาลาวที่ไม่แข็งแรงเท่าไหร่ เราไม่สามารถรับข้อเสนอของรถตู้ปรับอากาศเหมาราคา 300 บาทได้ แต่เราตกลงกับการเดินทางด้วยรถสองแถวแบบ Open Air ในราคา 150 บาท (ต่อจาก 200 บาท) ก็นับว่าเป็นราคาเหมาที่ไม่โหดร้ายสักเท่าไหร่

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

ท่านาแล้ง

รถสองแถวไซส์มินิที่นั่งแล้วหัวติดหลังคาพาเรามาถึงสถานีรถไฟท่านาแล้ง สถานีรถไฟเดียวของประเทศลาวและเป็นต้นทางของการเดินทางไกลของเราในครั้งนี้

ท่านาแล้ง แล้งสมชื่อ

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

อาคารสถานีรถไฟคอนกรีตมุงด้วยหลังคากระเบื้องสีแดงตั้งอยู่กลางทุ่ง ซ้ายเป็นเนินดินเตี้ยๆ มีบ้านคนอยู่สองสามหลัง ฝั่งตรงข้ามอาคารสถานีเป็นพื้นที่โล่งกว้างรอต้อนรับรถไฟความเร็วปานกลางจากจีน (แต่พอข้ามไปฝั่งไทยกลายเป็นรถไฟความเร็วสูงนะ)

ในสถานีมีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ นี่เราเป็นคนเอเชียคนเดียวในสถานีนี้หรอ

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เรามุ่งหน้าไปที่ช่องขายตั๋วรถไฟโดยทันทีที่บ่อนขายปี้ (ช่องขายตั๋ว) มีเจ้าหน้าที่สาวสวยนุ่งซิ่นนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ขายตั๋วซึ่งเป็นเที่ยวรถไฟระยะสั้นจากท่านาแล้งไปหนองคาย โดยตลอดทั้งวันจะมีรถไฟเข้าออกที่นี่เพียง 4 ขบวนเท่านั้น เท่ากับว่าขบวนสุดท้ายเที่ยว 5 โมงเย็นออกจากสถานีที่นี่ก็จะพบกับความเงียบเหงาจนถึง 7 โมงเช้าของอีกวันที่รถไฟขบวนใหม่มาถึง

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

สถานีรถไฟท่านาแล้งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2552 พร้อมกับการเปิดเดินรถไฟระหว่างไทย-ลาวครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นองค์ประธานในการเปิดเดินรถไฟระหว่างประเทศไทย-สปป.ลาว ซึ่งทางรถไฟในประเทศลาวมีความยาว 3.5 กม. ใช่ครับ อ่านไม่ผิด มันยาวแค่นี้จริงๆ  

จุดเริ่มต้นของทางรถไฟลาวปักจุดที่กึ่งกลางสะพานมิตรภาพไทย-ลาว มาสุดสายที่สถานีท่านาแล้ง ซึ่งอีกไม่นานทางรถไฟสายนี้จะขยายปลายทางเข้าไปที่เวียงจันทน์ น่าจะอีกราวๆ 5 ปี เราถึงจะได้นั่งรถไฟยาวเข้าไปถึงเวียงจันทน์

กระบวนการเดินทางข้ามไปหนองคายนั้นไม่ซับซ้อน เริ่มต้นจากการซื้อตั๋วรถไฟในราคา 20 บาท เมื่อได้ตั๋วมาแล้วก็ให้เอาเอกสารผ่านแดนไปยื่นที่เคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมืองที่อยู่ตรงข้ามช่องขายตั๋ว เมื่อการปั๊มพาสปอร์ต (ที่ยาวนานมาก เพราะลุงแกปั๊มและพลิกหน้าได้อย่างวิจิตรบรรจงสุดๆ) เสร็จเรียบร้อยเราก็สามารถเดินขึ้นไปบนขบวนรถไฟที่จอดรออยู่ที่ชานชาลาที่ 1 ได้เลย

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

รถไฟที่นั่งข้ามไปหนองคายมีความยาว 2 ตู้ถ้วน และเป็นรถไฟไทย

ใช่ครับ นี่คือรถไฟไทยในประเทศลาว

ประเทศลาวนั้นมีเพียงทางรถไฟและสถานีเป็นสมบัติของตัวเอง (ซึ่งไทยสร้าง) แต่ระบบขายตั๋ว ตัวรถไฟ พนักงานขับรถไฟ พนักงานบนขบวนรถไฟ เป็นของไทย

รถไฟที่เดินทางระหว่างหนองคาย-ท่านาแล้ง-หนองคาย คือรถดีเซลรางฮิตาชิที่การรถไฟสั่งจากญี่ปุ่นเมื่อหลายสิบปีก่อน มีชื่อเล่นในวงการคนรักรถไฟว่า ‘อีสานเขียว’ เพราะรถดีเซลรางรุ่นนี้มีวิ่งแค่ในสายอีสาน เป็นรถที่เคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเองไม่ต้องใช้หัวรถจักร การรถไฟเรียกรถแบบนี้เป็นภาษาไทยว่า ‘รถดีเซลราง’ ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษคือ Diesel Railcar

เคลื่อนขบวน

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

17.30 น. เมื่อสิ้นเสียงระฆังและธงเขียวถูกสะบัดทั้งบนชานชาลาและบนรถไฟ ขบวนรถด่วนระหว่างประเทศ ท่านาแล้ง-หนองคาย เคลื่อนตัวออกจากสถานีท่านาแล้ง ภาพที่ปรากฏบนหน้าต่างรถไฟคือทัศนียภาพของลาวค่อยๆ เคลื่อนจากเราไปและกำลังจะแทนที่ด้วยภาพของประเทศไทยในเวลาไม่ช้า เสียงเครื่องยนต์ของรถไฟแผดเสียงลั่นทุ่ง ความเร็วเพิ่มขึ้นและค่อยๆ ลดลงเป็นสัญญาณบอกว่าเรากำลังเข้าสู่เขตสะพานมิตรภาพไทย-ลาว

การข้ามแม่น้ำโขงจากลาวสู่ไทยนั้นรถไฟและรถยนต์ใช้สะพานเดียวกัน โดยทางรถไฟฝังอยู่กลางสะพาน ทุกครั้งที่รถไฟขึ้นสะพานการจราจรทางถนนจะปิดทันทีเพื่อให้รถไฟเคลื่อนข้ามประเทศซึ่งกินเวลาประมาณ 5 นาที จากนั้นรถยนต์ก็จะสัญจรได้ตามปกติเมื่อท้ายขบวนรถไฟลงจากสะพานไปแล้ว

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

มีคนบอกไว้ว่าช่วงเวลา 5 นาทีบนสะพานมิตรภาพไทย-ลาวควรเก็บไว้เป็นความทรงจำ

ฝั่งขวามือของขบวนรถเป็นวิวที่วิเศษที่สุด มันหันหน้าเข้าหาทิศตะวันตกและดวงอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังคล้อยต่ำใกล้เส้นขอบฟ้า

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เมื่อรถไฟอยู่บนสะพานแล้วภาพนอกหน้าต่างคือแม่น้ำโขงที่กว้างใหญ่ ธงชาติลาวถูกปักเรียงรายไปตามขอบสะพานแสดงให้เราเห็นว่ารถไฟยังอยู่ในเขตลาวและเมื่อถึงกลางสะพาน ธงสีแดง ขาว น้ำเงิน ที่เราคุ้นตาก็จะเข้ามาแทนที่ เราชะโงกออกไปนอกหน้าต่าง นักท่องเที่ยวต่างชาติคนหนึ่งกำลังโบกไม้โบกมือให้กับคนจำนวนไม่น้อยที่ขึ้นมาเดินเล่นบนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ไม่นานนักเราก็ถึงคอสะพานฝั่งหนองคาย รถไฟเร่งความเร็วขึ้นอีกครั้งหนึ่งพร้อมเสียงหวีดดังสนั่น ไม่นานนักเจ้าม้าเหล็กก็ลดความเร็วเทียบชานชาลาสถานีหนองคาย โดยใช้เวลาเดินทางจากท่านาแล้งทั้งสิ้น 15 นาที

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

เมื่อถึงสถานีหนองคายเราต้องผ่านการตรวจหนังสือเดินทางอีกครั้ง รถไฟขบวนใหม่ของเราจอดอยู่ในชานชาลาที่ 2 เป็นตู้รถไฟสีเงินคาดด้วยสีแดงใหม่เอี่ยมอิมพอร์ตจากประเทศจีนและมีชื่อเพราะๆ ที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่า ‘อีสานมรรคา’ แปลว่า เส้นทางสู่ภาคอีสาน คืนนี้เราจะต้องใช้ชีวิตอีก 11 ชั่วโมงบนรถด่วนพิเศษขบวนนี้

การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม. การเดินทางบนทางรถไฟหนึ่งเดียวของประเทศลาวที่มีความยาวแค่ 3.5 กม.

19.10 น. ขบวนรถด่วนพิเศษมรรคาเคลื่อนออกจากสถานีหนองคายมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ เราล้มตัวลงนอนในพื้นที่ส่วนตัวของเรา แสงไฟนอกหน้าต่างเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว รถไฟขบวนนี้จะถึงกรุงเทพฯ ในเวลา 6 โมงเช้าและนั่นคือการเดินทางถึงเมืองหลวงที่ 2 ของทริป แสงไฟนอกหน้าต่างเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับหนังตาของเราที่ปิดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

Along the Railroad

เรื่องราวและเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟจากชายผู้ใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟมาตลอด 30 ปี

12 พฤศจิกายน 2565
4 K

ขอเตือนก่อนว่าการเที่ยวครั้งนี้จะทำให้คุณกลับบ้านด้วยเท้าที่เมื่อยล้า แต่อิ่มด้วยความสุขสำราญ

เราเป็นคนชอบเที่ยวมาก โดยเฉพาะในเมืองชั้นในของกรุงเทพฯ การได้เดินเข้าไปในย่านเก่า ไม่ใช่เพียงแค่มองดูตึกรามบ้านช่อง เข้าวัดเข้าวา หรือจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น การค่อย ๆ ต่อจิ๊กซอว์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัยเรียนวิชา ‘ท้องถิ่นของเรา’ (ใครทันขอให้ยกมือขึ้น) ซึ่งเป็นวิชาที่สนุกมากสำหรับเด็ก ม.1 (ในสมัยนั้น) อย่างเรา ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น และความเป็นมนุษย์กรุงเทพฯ สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตเป็นวิชา สปช. ยังไงก็อย่างงั้น

ทริปของเราเดินเยอะมาก เน้นการใช้ขนส่งมวลชน และหมดพลังมาก แต่เชื่อเถอะว่าคุณจะสนุกมากถ้ามือของคุณได้จับกล้อง ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ กล้องโปร หรือกล้องฟิล์ม คุณจะเพลิดเพลินไปกับมันได้ไม่ยาก

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

ไปเดินเล่นสถานีกรุงเทพ โบกธงส่งปู่ทวดไอน้ำ

สถานีรถไฟกรุงเทพ หรือที่เรียกกันจนชินว่าหัวลำโพง เป็นจุดเริ่มต้นของวัน การเข้ามาเดินดูสถาปัตยกรรมของสถานีรถไฟที่เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางและสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองด้านการคมนาคมในช่วงรัชกาลที่ 6 ที่ต่อมาพื้นที่โดยรอบกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่เป็นเรื่องน่าสนุกในตอนเช้า

เราเริ่มต้นที่นี่เพราะเป็นจุดที่เดินทางง่ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็น MRT ที่เดินทะลุเข้าสถานีรถไฟกรุงเทพได้เลย หรือหากใครที่นั่งรถไฟปู๊น ๆ มาจากสายต่าง ๆ ก็ต้องมาสิ้นสุดที่นี่

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

สถานีที่มีความ Iconic โครงหลังคารูปโค้งขนาดใหญ่ที่ออกแบบโดยชาวเยอรมัน ระเบียงและอาคารหน้าสถานีที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลี นับเป็นศิลปะแห่งยุคสมัยที่สวยงาม เราแวะชมมินิมิวเซียมที่หน้าสถานีรถไฟก่อน แล้วค่อยเดินเข้าไปดูชีวิตของคนที่ชานชาลา ถ้าวันไหนคุณโชคดีตรงกับวันสำคัญที่มีขบวนรถจักรไอน้ำออกวิ่ง เหมือนกับเราที่เลือกวันเที่ยวเป็นวันที่ 23 ตุลาคม วันปิยมหาราช ก็จะได้เห็นขบวนรถไฟนำเที่ยวที่ใช้รถจักรไอน้ำสีดำทะมึนดูขึงขัง พ่นไอน้ำสีขาวคลุ้งไปทั่วชานชาลา เสียงหวีดเหมือนขลุ่ยผิวส่งเสียงดังไปทั้งชานชาลาให้ทุกสายตาหันมาจ้องมอง ก่อนที่เสียงฟืดฟาดของคันชักจะค่อย ๆ หมุนล้อลากทั้งขบวนมุ่งหน้าสู่ปลายทางท่ามกลางสายตาของคนนับร้อยที่ยืนมองด้วยความชื่นชม

ในสถานีรถไฟกรุงเทพ ยังมีอีกหลายจุดที่น่าสนใจและถ่ายรูปแนวสตรีท ไม่ว่าจะเป็นปลายสุดของชานชาลา โถงสถานี หรือแม้แต่ในโถงชานชาลาที่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่ากระจกสีเหลืองบนนั้นเรียงตัวเป็นรูปครุฑแบบ 8 bit ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกรมรถไฟที่ซ่อนอยู่

เราอาจจะได้เห็นจังหวะชีวิตของสถานีกรุงเทพที่สมบูรณ์แบบนี้แค่ไม่นานเท่านั้น ก่อนรถไฟส่วนใหญ่จะย้ายไปออกที่สถานีกลางกรุงเทพฯ และที่นี่ก็จะเหลือเพียงขบวนรถไฟชานเมืองและรถไฟบริการเชิงสังคมเข้ามารับส่งที่ชานชาลาเท่านั้น

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

ไปกินบะหมี่จับกัง ไหว้พระ ที่วัดมังกร

จากสถานีกรุงเทพ เราเดินลงรถไฟ MRT สถานีหัวลำโพงเพื่อนั่งรถไฟต่อไปที่สถานีวัดมังกร

การนั่ง MRT สะดวกมากขึ้นที่ใช้บัตรเครดิต (ทุกธนาคาร) และบัตรเดบิต (เฉพาะธนาคารกรุงไทย) แตะเข้าระบบรถไฟฟ้าได้เลยโดยไม่ต้องไปต่อคิวซื้อตั๋วหรือใช้บัตรแมงมุมที่หยากไย่ขึ้นแล้ว

รถไฟสายสีน้ำเงิน หรือที่เราเรียกว่า MRT นั้นต้องใช้สมาธิและสติในการดูทิศทางเป็นอย่างมาก เพราะเส้นทางรถไฟสายนี้วิ่งเป็นลักษณะวงกลมมีหางโดยมีท่าพระเป็นสถานีร่วม กล่าวคือหากเรานั่งรถไฟเริ่มต้นที่ท่าพระ แล้วนั่งไปเรื่อย ๆ เราจะผ่านบางโพ บางซื่อ พระรามเก้า สุขุมวิท สีลม หัวลำโพง สนามไชย แล้วกลับมาเจอท่าพระอีกรอบ และรถไฟก็จะวิ่งต่อไปเพชรเกษม ปลายทางที่หลักสอง นั่นหมายความว่าเราเลือกได้ว่าจะนั่งแบบวนตามเข็มนาฬิกาหรือทวนเข็มนาฬิกา เพื่อการเดินทางที่สั้นที่สุด ซึ่งไม่ว่าจะยังไงแล้ว MRT เขาจะคิดให้ราคาเดียวแม้จะวนผิดฝั่งก็ตาม

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

ที่ชานชาลามีแผนที่ให้เราดู วิธีการดูง่าย ๆ ถ้าวนตามเข็มนาฬิกา ปลายทางของรถจะเป็นหลักสอง แต่ถ้าวนทวนเข็มนาฬิกา ปลายทางจะเป็นท่าพระ ป้ายของสถานีก็จะบอก 3 สถานีสำคัญพร้อมปลายทาง หากยังไม่เข้าใจเท่าไหร่ ป้ายเหนือประตูชานชาลาจะบอกเราว่าชานชาลาที่ยืนนั้นรถไฟมุ่งหน้าไปทางไหน โดยดูจากเส้นสีน้ำเงินซึ่งเป็นเส้นทางที่รถไฟมุ่งหน้าไป แต่หากสถานีที่ปรากฏอยู่ในแถบเส้นสีเทาหมายความว่ารถไฟวิ่งผ่านสถานีเหล่านั้นมาแล้ว

เรานั่ง MRT จากหัวลำโพงมาวัดมังกร ออกประตู 3 แล้วเลี้ยวซ้ายไปที่ซอยเจริญกรุง 23 ก็จะพบกับตรอกเล็ก ๆ ที่ด้านในจะเห็นร้านอาหารที่รู้สึกถึงความร้อนระอุจากเตาถ่านที่ไฟลุกโชติช่วงตลอดเวลา

เรามาถึงบะหมี่จับกังแล้ว

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

การสั่งนั้นไม่ยาก บอกแค่ว่าเอาแห้งหรือเอาน้ำ ก็จะได้บะหมี่ชามใหญ่ที่เส้นเยอะมาก ๆ พร้อมเนื้อหมูหั่นบาง ๆ และผักซึ่งบางวันก็จะเป็นผักกาดแก้ว บางวันเป็นกะหล่ำปลี และบางวันเป็นผักกาดหอม คงอยู่ที่ว่าวันนั้นร้านเขาได้ผักแบบไหนมา

อิ่มท้องแล้ว ก็ไปอิ่มบุญกันต่อ เป้าหมายถัดไปคือวัดมังกร

วัดมังกรกมลาวาส หรือที่เรียกกันว่า วัดเล่งเน่ยยี่ เป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์จีนนิกายแห่งประเทศไทย และเป็นสถานที่สำคัญในย่านเยาวราชที่มีคนหลั่งไหลเข้ามาไหว้พระ สวดมนต์ ทำบุญ รวมถึงแก้ปีชงกันอย่างหนาแน่น

เรามาในช่วงที่มีการก่อสร้างอยู่ ทางเข้าจึงดูซับซ้อนกว่าที่เคย ทางเดินมีป้ายบอกเป็นระยะ ๆ เข้าไปจนถึงวิหารด้านในที่เหมือนอยู่คนละโลกกับด้านนอก ในนี้คือวิหารท้าวโลกบาลทั้ง 4 มีเทวรูปเจ้า 4 องค์ในชุดนักรบจีน ถืออาวุธต่าง ๆ ที่เรียกว่า ‘ซี้ไต๋เทียงอ้วง’ หมายถึงเทพเจ้าที่ปกปักรักษาทั้ง 4 ทิศ เมื่อเดินเข้าไปอีกหน่อยเป็นพระอุโบสถที่ประดิษฐานพระประธานของวัด คือ พระโคตมพุทธเจ้า พระอมิตาภพุทธะ พระไภษัชยคุรุพุทธะ พร้อมพระอรหันต์อีก 18 องค์

นอกจากพระแล้วก็ยังมีเทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตาที่ชื่อคุ้นหูอย่าง ‘ไท้ส่วย เอี๊ยะ’ เทพเจ้าแห่งยา ‘หัวท้อเซียงซือกง’ และที่คนมักจะมาไหว้ขอพรมากที่สุดคือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ‘ไฉ่ชิงเอี๊ยะ’

ตอนนี้วัดมังกรไม่ให้จุดธูปด้านในแล้ว รู้สึกสบายจมูกสบายตามาก ในวัดเย็นเยียบมีเสียงสวดมนต์แบบพุทธมหายานก้องอยู่ด้านในฟังแล้วรู้สึกได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ เราอยู่ที่นี่กันไม่นานก็เดินทางต่อไปอีกวัดที่น่าจะคุ้นเคยกันดี

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

ไปไหว้พระ ดูตำรายา เล่นท่าฤๅษีดัดตน เล่นกับแมว ที่วัดโพธิ์

จากสถานีวัดมังกร นั่ง MRT ต่อมาอีก 2 สถานีก็จะถึงสถานีสนามไชย สถานีที่เรียกได้ว่ามีความพิเศษมากมายซุกซ่อนอยู่ ทั้งเป็นสถานีที่ระดับอยู่ลึกมากที่สุดในสายสีน้ำเงิน เพราะเป็นจุดสุดท้ายของฝั่งพระนครที่ต้องมุดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อข้ามไปฝั่งธนบุรีเพื่อเจอกับสถานีอิสรภาพ หลายคนอาจเข้าใจว่าอุโมงค์รถไฟนั้นผ่ากลางแม่น้ำไปเลย จริง ๆ แล้วมันถูกขุดลึกลงใต้ก้นแม่น้ำลงไปอีก ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นราว ๆ 40 – 50 เมตรได้

เมื่อเราขึ้นจากชานชาลาด้วยบันไดเลื่อนที่ไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ไหน ก็จะเริ่มเห็นการตกแต่งสถานีที่แปลกตา ฝ้าเพดานเป็นสีแดงมีลายไทยสีทอง มีลายดอกพิกุลบนกระเบื้อง เสาประดับด้วยบัวจงกลปิดทอง พร้อมแขวนแชนเดอร์เลียอันใหญ่ เหมือนท้องพระโรงในสมัยรัตนโกสินทร์ มุมนี้มีแต่คนหยุดถ่ายรูปจนกลายเป็นเหมือนแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งไปซะแล้ว

เดินออกมาจากเครื่องตี๊ดตั๋ว ก็จะเจอกับพิพิธภัณฑ์ใต้ดินที่บอกเล่าเรื่องราวของอดีตพื้นที่สถานีสนามไชย ซึ่งเคยเป็นฐานพระราชวังของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศุขสวัสดี

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

เดินขึ้นบันไดเลื่อนมาอีกจนถึงระดับพื้น (สักที) ก็มาโผล่หน้ามิวเซียมสยามซึ่งเคยเป็นอดีตกระทรวงพาณิชย์หรือกระทรวงเศรษฐการ แต่นั่นไม่ใช่ปลายทางของเรา เราเดินฝ่าแดดไปอีกระยะหนึ่งเพื่อไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือที่รู้จักกันว่าวัดโพธิ์

วัดโพธิ์เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทยก็ว่าได้เพราะว่าเป็นแหล่งรวบรวมความรู้มากมายหลายแขนงที่เป็นตำรับโบราณ เช่น ตำรับยา แพทย์แผนไทย ฤๅษีดัดตน

วัดนี้มีสิ่งปลูกสร้างค่อนข้างแน่นทีเดียว ทั้งเจดีย์ วิหาร อาคาร ระเบียง รวมไปถึงรูปปั้นฤๅษีดัดตนที่กระจายอยู่เต็มบริเวณวัด ถ้าจะให้เลือกเส้นทางเดินนั้นก็คงเดินดูเจดีย์รายรอบ ๆ ก่อน แล้วเข้าไปในกำแพงแก้วที่มีรูปปั้นจีนแต่งกายแบบฝรั่งยืนเฝ้าอยู่ก็จะเป็นพื้นที่ของเจดีย์สี่รัชกาล รอบ ๆ ในระเบียงนั้นประดิษฐานพระพุทธรูปหลากหลายศิลปะที่มองดูแล้วเต็มไปด้วยปางห้ามญาติและปางห้ามสมุทร

เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว
เที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นในด้วยสารพัดรถไฟ ตะลุยกิน ตระเวนไหว้พระ และเล่นกับแมว

เพราะมีจารึกต่าง ๆ ที่เป็นองค์ความรู้ทำให้วัดโพธิ์ได้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (ไม่ใช่มรดกโลกนะ อันนั้นจะใช้เฉพาะสิ่งที่เป็นโบราณสถานและที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ) ตำราต่าง ๆ ถูกจารึกไว้บนหินอ่อนประดับไว้ตามศาลาราย คนที่จารึกนั้นมีหลากหลายตั้งแต่กษัตริย์จนถึงประชาชน ความรู้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาศาสตร์ วรรณกรรม ศาสนา แพทย์ ประติมากรรม สิ่งนี้เองจึงทำให้วัดโพธิ์ได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของคนไทย

ก่อนออกจากวัด มี 2 สิ่งที่เราพลาดไม่ได้ที่จะทำ สิ่งแรกคือการทดลองทำตามท่าของรูปปั้นฤๅษีดัดตน บางท่าก็ทำได้และยืดเส้นได้ดีมาก แต่บางท่าก็เกินกว่าจะทำได้จนคิดว่ามันทำได้จริง ๆ หรือ ส่วนสิ่งที่สองนั้นคือการส่องสายตาหาน้องแมวในวัดที่มีเยอะมากกกกกก แต่อาจเป็นเพราะเกือบทุกครั้งเรามาช่วงเย็นที่คนเริ่มน้อย น้องแมวเลยออกมาจากที่ซ่อนตัวมาเกลือกกลิ้งอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ไม่ก็ฐานเจดีย์ แต่วันนี้คนคงเยอะมากไปจนแมวอาจจะรำคาญพวกมนุษย์ เลยเจออยู่ไม่กี่ตัวเท่านั้นเอง

มาวัดโพธิ์ไม่ได้เล่นแมว เหมือนมาไม่ถึง

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

ไปพักอิริยาบถที่คาเฟ่ริมน้ำย่านวังหลัง

ประเทศไทยมี 3 ฤดู ร้อน ร้อนมาก ร้อนที่สุด การเดินแบบไม่หยุดคงทำให้การเที่ยวไร้ความสุขแน่นอน เราไปวัดไปวากันแล้วคงพ้นไม่ได้ที่ต้องพักผ่อนระหว่างวันด้วยเครื่องดื่มเย็น ๆ กับของว่างสักหน่อย (หยุดกินไม่ได้จริง ๆ ขอโทษด้วย)

จากวัดโพธิ์เดินตามถนนข้างวังมาเรื่อย ๆ ผ่านท่าช้างแล้วไปจบที่ท่ามหาราช เพื่อนั่งเรื่องข้ามฟากไปที่ท่าวังหลังฝั่งศิริราช มีร้านกาแฟอยู่ร้านหนึ่งที่เราชอบมาก เป็นพื้นที่เซฟโซนสำหรับการปั่นต้นฉบับของ The Cloud เกือบทุกเรื่องให้พวกคุณอ่าน เป็นคาเฟ่ที่วิวดี ร้านก็ดี ซุกตัวอยู่ใต้โรงแรมบ้านวังหลังริเวอร์ไซต์ ที่นี่ชื่อว่า N10

ร้าน N10 ตั้งชื่อเดียวกับรหัสท่าเรือวังหลังและพรานนก (N10) ซึ่งเป็นท่าเรือด่วนเจ้าพระยาลำดับที่ 10 ถ้านับจากท่าสาทร (CEN)

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

สิ่งที่ทำให้ร้านนี้เป็นร้านโปรดของเราคือ การมีพื้นที่อินดอร์ที่เป็นห้องปรับอากาศตกแต่งแบบบ้านเรือนไม้ มีโต๊ะกระจายอยู่ทั่วบริเวณ และที่ดีที่สุดคือชานชาลาที่ก่อขึ้นมาให้เราเอนตัวได้บนหมอนอิงสามเหลี่ยมจิบชา กาแฟ และของว่างยามบ่าย มองออกไปนอกกระจกเป็นส่วนเอาต์ดอร์ที่เรียกได้ว่าบรรยากาศดีมาก มันเป็นพื้นที่โล่งติดชิดแม่น้ำเจ้าพระยา มองไปทางซ้ายคือสะพานพระปิ่นเกล้า ฝั่งตรงข้ามคือท่ามหาราช เยื้องขวาหน่อยคือพระบรมมหาราชวัง และมองไปขวาสุดคือคุ้งน้ำเจ้าพระยาที่ตวัดโค้งมีพระปรางค์วัดอรุณอยู่ลิบ ๆ

ยามบ่ายแก่พื้นที่เอาต์ดอร์นี้จะร่มจากเงาตึกของโรงแรม ทำให้เรานั่งชมวิวแม่น้ำพลางจิบเครื่องดื่มได้อย่างสบาย ลมเย็นๆ จากแม่น้ำ มองดูเรือลำแล้วลำเล่าผ่านไปมาช่วยให้ร่างกายได้พักก่อนเดินทางไปสถานที่ใหม่

ขอสารภาพว่า บทความรถไฟต่าง ๆ ใน The Cloud ที่คุณอ่านของเราตั้งแต่เรื่องแรก ๆ เขียนที่ร้านนี้นี่แหละ บรรยากาศมันดีจริง ๆ อย่าบอกใคร

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

ไปเยี่ยมสถานีรถไฟเก่า และเดินมิวเซียมที่ศิริราชพิมุขสถาน

เมื่อเช้าเราไปเริ่มต้นที่สถานีรถไฟ ตอนนี้เราก็มาอยู่กับอดีตสถานีรถไฟ

เมื่อเช้าเราอยู่ที่สถานีกรุงเทพ สถานีต้นทางของรถไฟฝั่งพระนคร ส่วนตอนนี้เราอยู่ที่อดีตสถานีรถไฟธนบุรี ต้นทางของรถไฟสายใต้ฝั่งธนบุรี

จากวังหลัง เดินลัดทะลุโรงพยาบาลศิริราชมาจนถึงโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ จะเจอตึกอิฐสีแดงมีหอนาฬิกาติดกับอาคารโรงพยาบาล นี่แหละคืออดีตสถานีรถไฟธนบุรีที่เราพูดถึง

เมื่อก่อนเวลาที่จะนั่งรถไฟลงใต้ก็ต้องใช้สถานีรถไฟธนบุรีเป็นสถานีต้นทาง ตัวสถานีนี้เป็นของใหม่ เดิมทีเป็นแค่อาคารไม้ธรรมดาซึ่งใช้งานมาจนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดนพรมระเบิดซะพรุน จึงต้องสร้างใหม่โดยได้รับการออกแบบให้เป็นรูปแบบของ Terminal Station โดยหม่อมเจ้าโวฒยากร วรวรรณ สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2493

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

สถานีธนบุรีใช้งานมาเรื่อย ๆ จนได้มีการมอบพื้นที่ของสถานีธนบุรีให้กับโรงพยาบาลศิริราชเพื่อสร้างศูนย์การแพทย์ สถานีธนบุรี (ริมน้ำ) จึงปิดตัวลงตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2546 โดยมีขบวนรถธรรมดาที่ 253 ธนบุรี – หลังสวน เคลื่อนออกจากสถานีเป็นขบวนสุดท้าย และการรถไฟฯ ก็ได้ย้ายสถานีธนบุรีไปอยู่ที่ใหม่ตรงตลาดศาลาน้ำร้อนและใช้จนถึงปัจจุบัน

พื้นที่ย่านสถานีธนบุรีทั้งหมดกลายเป็นอาคารของโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ ส่วนอาคารสถานีธนบุรีและอาคารที่รับส่งสินค้าธนบุรี (ทรส.ธนบุรี) ก็ถูกปรับปรุงให้กลายเป็น ศิริราชพิมุขสถาน พิพิธภัณฑ์ทางการแพทย์ ประวัติศาสตร์ และโบราณคด

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

เข้ามาในพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน สิ่งแรกที่เจอคือที่ขายบัตรเข้าชม ใช้ห้องขายตั๋วของรถไฟจริง ๆ จนได้บรรยากาศเหมือนเราซื้อตั๋วรถไฟยังไงอย่างงั้น แถมที่นั่งรอก็เป็นเก้าอี้ไม้รูปวงรีของสถานีรถไฟจริง ๆ อีก สรุปแล้วนี่มาขึ้นรถไฟหรือเข้ามิวเซียมกันแน่นะ

ภายในแบ่งโซนการจัดแสดงเอาไว้ และทางเดินก็จะบังคับให้เป็นวันเวย์ เริ่มจากห้องแรก ศิริสารประพาส ที่จำลองเป็นห้องเรียนของนักศึกษาแพทย์ให้เราได้ดูภาพรวมเป็นการแนะนำก่อนที่จะพาเดินต่อไปที่ ศิริราชขัตติยพิมาน ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ กับการแพทย์ของประเทศไทย ตามมาด้วยห้องสถานพิมุขมงคลเขต ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข เรื่องราวของวังหลัง พื้นที่วังหลัง และชุมชนปากคลองบางกอกน้อย

ห้องถัดมาคือโบราณราชศัตรา ที่รวบรวมอาวุธเก่าแก่ซึ่งรักษาได้ดีมาก ห้องที่เราชอบที่สุดคือ คมนาคมบรรหาร ใช้ชานชาลาสถานีรถไฟจริง ๆ มาทำเป็นห้องฉายหนังที่เห็นทางรถไฟของจริงใต้กระจก โดยเนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับรถไฟ การแพทย์ และศิริราช (ตอนที่เราไปล่าสุดห้องนี้ปิดปรับปรุง)

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

ออกจากห้องคมนาคมบรรหาร ทางเดินจะพาไปชั้นสองเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับด้านการแพทย์ทั้งหมด เราจะได้เห็นห้องผ่าตัดจำลอง การวิเคราะห์โรค กายวิภาค ร่างกายมนุษย์ ร้านขายยา และชุมชนบางกอกน้อย จากนั้นเป็นส่วนสุดท้ายของมิวเซียมคืออาคารรับส่งสินค้ารถไฟซึ่งเป็นอาคารไม้เรือนแถว ภายในจัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชุมชนคลองบางกอกน้อยและซากเรือขนาดใหญ่มากที่ขุดค้นพบตอนสร้างโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์

จุดสุดท้ายของเดินเที่ยวของเราคือรถจักรไอน้ำแบบมิกาโด หมายเลข 950 ซึ่งเป็นญาติสนิทกับรถจักรไอน้ำแบบแปซิฟิกที่เราเจอเมื่อเช้าที่สถานีกรุงเทพ เขาเป็นรถจักรไอน้ำ 2 รุ่นสุดท้ายที่สั่งเข้ามาใช้งานหลักสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงแต่ว่าหมายเลข 950 ไม่มีโอกาสได้มีชีวิตต่อ เขายุติบทบาทลงเมื่อ พ.ศ. 2525 เหลือทิ้งไว้แต่โครงสร้างภายนอกที่ยังดูสมบูรณ์ และตั้งอยู่ด้านหน้าอดีตสถานีรถไฟที่เขาเคยแล่นเข้ามาให้บริการ

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

ไปกินหมูกระทะ ดูพระอาทิตย์ตกที่ท่ามหาราช

พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี เท้าที่เดินมาทั้งวันเริ่มล้าขึ้นและร่างกายต้องการอาหารมาเติมเต็มในพลังงานที่เสียไป

จากท่าเรือวังหลังข้ามฟากมาท่ามหาราช เป็นคอมมูนิตี้มอลริมน้ำที่บรรยากาศดีอย่าบอกใคร ร้านอาหารมากมายมีให้เราเลือกสรร แต่ถ้าอยากจบวันด้วยการกินไปนั่งคุยไปกับบรรยากาศริมน้ำ ให้ขึ้นไปชั้นสองแล้วตบเท้าเข้าไปกินหมูกระทะเลย เป็นร้านกลางแจ้งที่มีระเบียงนั่งกินมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างปิ้งหมูให้สุก ช่วงบรรยากาศที่ดีที่สุดก็ต้องเป็นตั้งแต่สี่โมงเย็นเป็นต้นไปจนฟ้ามืด

เที่ยวแบบนี้ ต้องลอง

ใครไปแล้วก็มาเล่าให้ฟังบ้างนะ

ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด
ทัวร์กรุงเทพฯ ด้วยรถไฟอัปเดตปีล่าสุด ไปดูสถาปัตยกรรมเก่า ไหว้พระวัดสวย แวะคาเฟ่วิวดี และกินอาหารร้านเด็ด

ตะลอนเดินตะลอนถ่าย : วันวิสข์ เนียมปาน และ รัฐศิลป์ ภวันตพงศ์

เกร็ดท้ายขบวน

  1. MRT ไม่มีตั๋วเหมาวันแบบ BTS การเดินทางจะต้องซื้อตั๋วรายเที่ยว
  2. ถ้าอยากมาสถานีกรุงเทพแล้วเจอรถจักรไอน้ำ ต้องมาวันที่ 26 มีนาคม, 3 มิถุนายน, 28 กรกฎาคม, 12 สิงหาคม, 23 ตุลาคม, 5 ธันวาคม
  3. บริเวณท่าเตียนมีคาเฟ่และร้านขนมเยอะมาก ให้ลองเดินดูแล้วนั่งพักอิริยาบถก่อนเที่ยวต่อก็ได้นะ 🙂

Writer

Avatar

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load