หากคนคนหนึ่งกำลังหลงทางและหาซอยหนึ่งอยู่ สิ่งที่จำได้มีเพียงยายชราใส่เสื้อคอกระเช้าและผ้าถุงลายไทยนั่งขายกล้วยทอดอยู่ปากซอย

พูดมาเพียงเท่านี้ หลายคนคงร้องอ๋อ และพอจะเดาจุดหมายปลายทางของเขานั้นได้ 

ใช่แล้วครับ เขากำลังตามหา ‘ซอยเถิดเทิง’

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

‘ชุนชมเถิดเทิง’ คือฉากในซิตคอมเกมโชว์อมตะจากรายการ ระเบิดเถิดเทิง ที่ไม่ว่าดารารุ่นใหญ่หรือรุ่นเล็ก หลายยุคหลายสมัย ก็ต่างเคยแวะเวียนมาสร้างสีสันและเสียงหัวเราะที่ซอยแห่งนี้ 

รายการ ระเบิดเถิดเทิง เริ่มออกอากาศบนจอทีวีครั้งแรกใน พ.ศ. 2539 ต่อเนื่องจนมาถึงวันนี้ใน พ.ศ. 2564 เป็นเวลารวมกว่า 25 ปี 

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

ตัวละครและฉากใน ‘ซอยเถิดเทิง’ เองก็มีการเปลี่ยนแปลงผ่านยุคสมัยจากรุ่นสู่รุ่น แบบที่เรียกได้ว่าไม่เคยตกยุค บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของคนในชุมชนอย่างตรงไปตรงมา ภายใต้มุกตลกขบขันที่แฝงไปด้วยข้อเท็จจริงของปัญหาทางสังคมในขณะนั้น

รูปแบบของฉากที่ยึดโยงกับคาแรกเตอร์ตัวละคร เป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่ไม่เพียงสร้างเสียงฮาให้กับผู้ชม แต่ยังช่วยให้ผู้ชมจดจำสภาพแวดล้อมของซอยเถิดเทิงได้ดีอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นร้านรถเข็นกล้วยแขกหน้าซอยของยายชา ผู้รับรู้เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นในซอย โดยพักหลังๆ แกจะเริ่มมีการหูตึง ได้ยินอะไรผิดๆ ถูกๆ หรือจะเป็นร้านขายของชำของเจ๊หม่ำ ผู้มีนิสัยขี้บ่นและชอบสั่งการให้อาโกวทำโน่นทำนี่ ไปจนถึงบทบาทคุณนายสะอาดเจ้าของบ้านเช่าในซอยเถิดเทิง และทนายประสิทธิ์ที่คอยตามเก็บค่าเช่าจากผู้คนในชุมชน เป็นต้น

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

ซอยเถิดเทิงเป็นซอยที่ไม่หยุดนิ่ง มีการพัฒนา ขยับขยาย และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 

ส่วนชุมชนถ่ายทอดรูปแบบของคนทำมาหากินหลังกำแพงวัด บางบ้านหาเช้ากินค่ำ บางบ้านเปิดร้านค้าขายของ และบางบ้านทำกิจการเล็กๆ คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้คนในชุมชน 

ผู้คนในชุมชนเช่าบ้านอยู่ โดยตัวบ้านในละแวกนั้นทำจากไม้หุ้มด้วยหลังคาสังกะสีสูง มี 1 – 2 ชั้น ผนังภายนอกของตัวบ้านบ่งบอกถึงร่องรอยและการต่อเติมซ่อมแซมด้วยวัสดุที่แตกต่างกันไปตามจุดต่างๆ

จากฉาก ระเบิดเถิดเทิง รุ่นที่ 1 ใน พ.ศ. 2539 – 2546 ไปยังฉากรุ่นที่ 2 ใน พ.ศ. 2548 – 2552 จะเห็นได้ชัดว่าซอยเถิดเทิงนั้นขยายใหญ่ขึ้น เริ่มต้นจากแผงลอยเล็กๆ และร้านรถเข็นหน้าซอยในตอนแรก ภายหลังพัฒนาเป็นร้านค้า บริเวณที่ผู้อยู่อาศัยแบ่งพื้นที่ส่วนตัวของตัวบ้าน ขยายออกมาทำเป็นพื้นที่ค้าขาย ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่โครงการตึกแถว 3 ชั้นขยายเข้ามาเชื่อมต่อกับซอย 

ต่อมาใน ระเบิดเถิดเทิง รุ่นที่ 3 ใน พ.ศ. 2552 – 2553 ร้านสะดวกซื้อเครือใหญ่ได้เข้ามาเปิดกิจการในซอยเป็นที่เรียบร้อย 

20 ปีให้หลัง เนื้อเรื่องดำเนินต่อมาในวันที่เท่ง-โหน่ง อดีตสองนักเลงประจำซอยหวนกลับมาที่ซอยเถิดเทิงอีกครั้ง หลังจากเดินทางออกไปเพื่อทำตามฝันของตัวเอง ใน ระเบิดเถิดเทิงซอยข้าใครอย่าแตะ (พ.ศ 2561 – 2563) เมื่อซอยที่พวกเขารู้จักพัฒนาไปจนแถบจำไม่ได้ 

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

โดยผิวเผินแล้วความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนเถิดเทิง ไม่ว่าจะผ่านสถาปัตยกรรมที่เปลี่ยนไป วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ประเภทของร้านค้าที่เพิ่มขึ้น พร็อพและสิ่งของต่างๆ ที่นำมาประกอบถนนหนทางในฉาก อาจเป็นเพียงธรรมชาติของซิตคอมที่มาควบคู่กับโฆษณา ผลิตภัณฑ์ และสปอนเซอร์ ทำให้ฉากของรายการต้องมีปรับเปลี่ยนและขยายเพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็ทำให้ฉากในซอยเถิดเทิงนั้นเติบโตไปพร้อมกับผู้ชมและสภาพของสังคมนอกจอทีวี

ซอยเทิดเถิงระหว่าง พ.ศ. 2539 – 2553

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี
ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2539 – 2553 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี

ฉากของซอยเถิดเทิงนั้นมีหลายสำเนา ตัวแปลนที่เห็นอยู่ด้านบนเป็นเพียงแปลนลูกผสมรวมฉากในรุ่นที่ 1 – 3 ซึ่งเป็นส่วนหน้าของซอยเถิดเทิงที่เป็นหัวใจของชุมชน ประกอบไปด้วยร้านขายของชำของเจ้หม่ำ คลังเสบียงและห้องอาหารสำหรับคนในชุมชน ร้านซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า วิทยุ ทีวี พัดลม เฉื่อยการช่าง ร้านตัดผมเสริมสวยของเจ้ตุ่ม ร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ ร้านขายหนังสือพิมพ์ และร้านยาดองที่ภายหลังถูกรื้อถอน และสร้างเป็นร้านสะดวกซื้อเปิดตลอด 24 ชั่วโมงขึ้นมาแทน ตลอดจนร้านรถเข็นของยายชา ซึ่งเป็นแหล่งรวมข่าวมั่วและข่าวลือของคนในชุมชน

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี
ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี

ผังแปลนซอยเถิดเทิงในยุคคลาสสิกเผยให้เราเห็นถึงความเชื่อมต่อที่คลุมเครือ ระหว่างพื้นที่ภายในตัวบ้านกับพื้นที่สาธารณะนอกตัวบ้าน ประตูบ้านเปิดโล่ง อาณาเขตของบ้านขยายออกไปบนท้องถนนและพื้นที่สาธารณะ การนำกระถางต้นไม้ เฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ แผงขายของ ถังขยะ และข้าวของต่างๆ ไปวางเพื่อกำหนดอาณาเขตใหม่ในครอบครอง เพื่อเพิ่มที่ใช้สอยในการค้าขาย แต่ในทางกลับกัน สิ่งเหล่านั้นก็ทำให้พื้นที่สาธารณะเข้าไปเชื่อมต่อกับพื้นชั้นล่างของตัวบ้านเช่นกัน ทำให้รู้สึกเหมือนว่า ห้องน้ำ ห้องครัว และห้องนั่งเล่น กลายเป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะไปด้วย 

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี

ซอยเทิดเถิงซอยข้าใครอย่าแตะ (พ.ศ. 2561 – 2563)

ฉากของซอยเถิดเทิงใน พ.ศ. 2561 ตัดมาในส่วนท้ายของซอย มีบ้านของพ่อมหา พ่อบุญธรรมของเท่ง ผู้ยกบ้านหลังนี้เป็นมรดกให้เขา บ้านหลังนี้กลายมาเป็นศูนย์กลางของรายการ โดยแต่เดิม ฉากของบ้านหลังนี้ในยุคคลาสสิกไม่ได้อยู่รวมกับร้านขายของชำ จากการคาดเดาแล้ว หากเราเดินเลียบซอยข้างวัดหลังร้านขายของชำไปทางขวาเรื่อยๆ แล้วข้ามสะพานข้ามคลองมา เราจะพบกับบ้านไม้ของพ่อมหาหลังนี้

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี
ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี

ภาพรวมซอยเถิดเทิงในยุคนี้ดูสะอาดและเป็นระเบียบมากขึ้น ถนนหนทางถูกปรับปรุง มีฟุตปาธเพิ่มเข้ามาไว้ สำหรับวินมอเตอร์ไซค์จอดรอคิวรับผู้โดยสารที่ลงมาจากรถไฟฟ้า ท่อระบายน้ำที่สื่อให้ถึงการพัฒนาระบบระบายน้ำในชุมชน ขยะลดน้อยลง 

ส่วนร้านค้าในชุมชนที่ครั้งหนึ่งเราเคยจดจำได้ ถูกแทนที่ด้วยพลาซ่า ร้านค้าในรูปแบบคอมมูนิตี้มอลล์ ซึ่งมีการจัดสรรสัดส่วนชัดเจน มีโซนร้านค้าของใครของมัน โซนทานอาหาร และโซนตลาดนัดตรงลานส่วนกลาง 

ที่อยู่อาศัยก็เริ่มมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ประตูหน้าต่างปิดมิดชิดแตกต่างกับฉากในยุคแรก ที่ตัวบ้านและร้านค้าจะเปิดโล่ง เพื่อเชื่อมต่อกับพื้นที่สาธารณะภายนอก 

หากดูจากแปลนทั้งสอง จะพบว่าฉากในยุคปัจจุบันมีพื้นที่สีเทาเพิ่มขึ้น หมายถึงความต้องการความเป็นส่วนตัวที่มากขึ้นในชุมชน เมื่อจำนวนประชากรในชุมชนเพิ่มมากขึ้น ก็เป็นเรื่องยากที่เราจะไว้ใจทุกคนได้ เหตุผลด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันการลักขโมย อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่แต่ละบ้านเริ่มกั้นรั้ว กั้นกำแพง ปลูกต้นไม้บังสายตากันและกัน ประหนึ่งสัญลักษณ์ของการเรียกร้องขอความเป็นส่วนตัว

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี
ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 – 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี
ชวนดูการเติบโตของซอยเถิดเทิงจากซิตคอมในตำนาน ตั้งแต่วันที่ปากซอยคือร้านรถเข็นขายกล้วยทอด จนถึงวันนี้ที่มีสถานีรถไฟฟ้าในชุมชนตัวเอง

บางครั้ง ความเจริญที่เข้ามาในชุมชนก็เป็นดาบสองคมซึ่งไม่ใช่จะมีแต่เรื่องดีเสมอไป อีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนผ่าน ซอยเถิดเทิงซอยข้าใครอย่าแตะ คือการเวนคืนพื้นที่บางส่วนของชุมชน เพื่อเชื่อมต่อทางออกของรถไฟฟ้าที่ยื่นขวางทางเข้าในซอย 

ความเจริญที่ตามมากับรถไฟฟ้าก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชุมชน ในฉาก เราจะเห็นว่าตึกรามบ้านช่องบางส่วนเริ่มติดป้ายประกาศเซ้งหรือหาผู้เช่ารายใหม่ สะท้อนให้ถึงการทยอยย้ายออกของคนในพื้นที่ ซึ่งคาดคะเนว่าเกิดจาก 2 สาเหตุ

หนึ่ง พวกเขาสู้ค่าเช่าที่สูงขึ้นไม่ไหว หรือสอง เจ้าของตึกต้องการขายเพื่อเก็งกำไร เพราะที่ดินราคาสูงขึ้น 

และนั่นก็เป็นสิ่งเดียวกับที่เท่งคิดในวินาทีแรก เมื่อเขาทราบว่าตัวเองได้รับมรดกเป็นบ้านไม้หลังนี้จากพ่อมหา เขาคิดไปถึงการขายให้เสี่ยหมี เพื่อเอาทำที่จอดรถของพลาซ่า แต่ท้ายที่สุด บ้านก็ไม่ได้ถูกทุบและยังคงสภาพอยู่คู่ซอยเถิดเทิงต่อไป

ชุมชนหยุ่นตัว

ชวนดูการเติบโตของซอยเถิดเทิงจากซิตคอมในตำนาน ตั้งแต่วันที่ปากซอยคือร้านรถเข็นขายกล้วยทอด จนถึงวันนี้ที่มีสถานีรถไฟฟ้าในชุมชนตัวเอง
บ้านพ่อมหาในซอยระเบิดเทิดเถิงคลาสสิก
ชวนดูการเติบโตของซอยเถิดเทิงจากซิตคอมในตำนาน ตั้งแต่วันที่ปากซอยคือร้านรถเข็นขายกล้วยทอด จนถึงวันนี้ที่มีสถานีรถไฟฟ้าในชุมชนตัวเอง
บ้านพ่อมหาในระเบิดเทิดเถิงซอยข้าใครอย่าแตะ

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในซอยเถิดเทิง หากมองผิวเผินอาจเป็นแค่ฉากในละคร เป็นมุกตลกที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างเสียงฮาอย่างเดียวเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมุกตลกและเนื้อหาโดยรวมของซิตคอม มักจะหยิบยกสถานการณ์ เทรนด์ วลี และคำศัพท์ใหม่ๆ ที่กำลังอยู่ในกระแสเข้ามาใช้ในการดำเนินเรื่อง เวลาที่เราย้อนกลับไปดูฉากเก่าๆ เหล่านั้น ก็แอบสะดุ้งเหมือนกันที่ปัญหาเก่าเมื่อ 20 ปีที่แล้วยังคงวนเวียนในปัจจุบัน 

มีอยู่ตอนหนึ่งที่ซอยข้างๆ กำลังถูกเวนคืนที่เพราะทางด่วนกำลังจะมาลง ชาวเถิดเทิงเริ่มตื่นตระหนก กลัวว่าเจ้าหน้าที่จะเข้ามาขอเวนคืนที่ซอยนี้บ้าง สร้างความวุ่นวายให้กับคนในชุมชนเป็นอย่างมาก เพราะชาวบ้านไม่อยากย้ายออกจากที่รกรากของตน ซึ่งท้ายที่สุด ซอยเถิดเทิงก็มีสถานีรถไฟฟ้ามาลงในซอยจนได้

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

หากพูดกันอย่างเป็นกลางแล้ว สังคมและเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาโดยธรรมชาติ ผังแปลนของชุมชนเถิดเทิงในยุคแรกอาจสะท้อนให้เห็นถึงชุมชนที่กำลังเติบโต ชุมชนที่ผู้บริหารเมืองและพลเมืองกำลังเล็งศรธนูไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยความเร็วที่เท่ากัน เร่งพัฒนาความเป็นอยู่ควบคู่ไปการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ การค้าขายและการทำธุรกิจ สะท้อนออกมาในสถาปัตยกรรมในรูปแบบตึกแถวแบบอาคารพาณิชย์ การแบ่งพื้นที่ตัวบ้านมาเปิดเป็นร้านค้าต่างๆ

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

ต่อมาในช่วงหลัง ในยุค ซอยเถิดเทิงซอยข้าใครอย่าแตะ เมื่อสังเกตว่าความสัมผัสระหว่างคาแรกเตอร์ของตัวละครกับฉากยึดโยงกันน้อยลง รูปแบบชุมชนมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น รูปแบบร้านค้าแบบพลาซ่า คอมมูนิตี้มอลล์ มีความเป็นกิจการเครือข่ายมากขึ้น อัตลักษณ์ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชุมชนลดน้อยลง หากนำมาพิเคราะห์แล้ว เหมือนกับว่าลูกศรของผู้บริหารและพลเมืองกำลังวิ่งไปคนละทิศคนละทางกัน ด้วยความเร็วที่ไม่สัมพันธ์กันอีกต่อไป

เมื่อพลเมืองไม่ได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมในการส่งเสียงของตัวเองออกมา ว่าจริงๆ แล้วคุณภาพชีวิตที่ดีที่พวกเขามองหาคืออะไรกันแน่ แต่การพัฒนาเมือง ณ ขณะนี้ยังคงมุ่งไปในทิศทางที่เหมือนจะไม่เข้าใจถึงระบบนิเวศและสุขภาวะของเมือง เหมือนโยนของเป็นชิ้นๆ ส่งเข้าเข้าไปในกล่อง โดยที่ไม่มีความเชื่อมโยงกันในระบบภาพรวม 

ลูกศรของพลเมืองกำลังเล็งหาเป้าหมายของระบบเมืองและชุมชนที่มีความหยุ่นตัว เมืองที่พร้อมจะปรับตัวและฟื้นฟูตามระบบนิเวศและกลไกทางธรรมชาติ และพร้อมจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งในระยะสั้นและยาว 

ขอบคุณภาพจาก Workpoint

Citation and Image References:

ระเบิดเถิดเทิง, ศิรโรจ บุญไชย (2542-2552) กฤษณะ จิตรเนาวรัตน์ (2561-2563) (Director) บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) (Producer)

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2539-2553 และ พ.ศ. 2561-2563 โดย (มิลค์) ลภัสรฎา ปั้นดี

ติดตามผลงานได้ที่ Instagram : lprd.studios และ Lprdd

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

ผู้รุกรานสถาปัตยกรรม

ในหลายๆ ตอนของการ์ตูนซีรีส์แนวสืบสวนสอบสวน ‘ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน’ เรามักทึ่งกลอุบายที่คนร้ายใช้วางแผนและจัดฉากสถานที่เกิดเหตุ จากฉากฆาตกรรมในห้องปิดตาย การโจรกรรมในสถานที่ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูง การหาทางออกในเขาวงกต ไปจนถึงบ้านคฤหาสน์ที่เต็มไปด้วยห้องลับ กลไก และกับดัก การวางแผนการเตรียมการของอาชญากรเผยให้เราเห็นความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขอบเขต และทักษะความเข้าใจการใช้พื้นที่ทางสถาปัตยกรรมที่อยู่นอกขนบ บทเรียน และนิยามพื้นฐานของสถาปัตยกรรม

รั้ว ระเบียง พื้น ประตู หน้าต่าง ผนังกำแพง เสา คาน บันได เพดาน และหลังคา เป็นองค์ประกอบพื้นฐานในงานสถาปัตยกรรม สิ่งสามัญธรรมดาตามตึกรามบ้านช่องที่เราพบเห็นโดยทั่วไปในชีวิตประจำวัน ถ้าต้องเข้าไปในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เราจะเริ่มกวาดสายตามองหาประตูทางเข้า และเช่นเดียวกัน เมื่อต้องขึ้นไปยังชั้นบนของอาคาร เราจะมองหาบันไดหรือลิฟต์เป็นอย่างแรกๆ

ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์
ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

ในทางกลับกัน หากโจรผู้ร้ายวางแผนปล้นธนาคาร พวกเขาใช้ประตูทางเข้า-ออกหลักไม่ได้ หรือแม้แต่จะขึ้นลงบันไดไปยังตู้เซฟของธนาคารก็ไม่ได้เป็นแน่ หลังคา ฝาท่อระบายน้ำ หรือกำแพงหลังตึก จึงกลายเป็นประตูทางเข้าทางออกอาคารสำหรับพวกเขา บริบทนี้เองที่องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมอย่างประตูและผนังกำแพงได้กลายมาเป็นอุปสรรค เป็นสิ่งกีดขวางภารกิจที่พวกเขาจะต้องตัด เจาะ และทำลาย อาชญากรจึงกลายเป็น ‘ผู้รุกรานสถาปัตยกรรม’ ที่เปลี่ยนนิยามและความหมายขององค์ประกอบต่างๆ เพื่อนำมาใช้เป็นอาวุธก่ออาชญากรรม ดังคำคมที่โคนันกล่าวไว้ว่า 

“แม้แต่กำแพงใหญ่ที่ตั้งขวางหน้า เพียงแค่เปลี่ยนมุมมอง มันก็จะกลายเป็นประตู”

ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

เปิดคดี

การ์ตูนมังงะแนวสืบสวนสอบสวน ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน (Detective Conan) ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ. 1994 มาจนถึงปัจจุบันใน ค.ศ. 2021 และกำลังก้าวจะเข้าสู่ฉบับที่ 100 ซึ่งมีกำหนดวางขายที่ประเทศญี่ปุ่นในเดือนตุลาคมนี้ ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ทศวรรษ ผลงานของ โกโช อาโอยาม่า (Gosho Aoyama) ได้ถ่ายทอดความสนุกสนาน เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร คดีอาชญากรรมที่ซับซ้อน ปริศนาซ่อนเงื่อน รหัสลับ กลอุบาย ข้อสันนิษฐานที่แยบยลออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ในรูปแบบของการ์ตูนแอนิเมชันนั้นก็มีอายุ 21 ปี รวมกว่า 1,000 ตอนเข้าไปแล้ว

เรื่องราวของ คุโด้ ชินอิจิ นักสืบมัธยมปลายฉายา ‘เชอร์ล็อก โฮล์ม แห่งยุคเฮเซ’ ที่ตัวหดเล็กลง จากการโดนวางยาพิษอาโพท็อกซิน 4869 โดยชายชุดดำปริศนา ผลของยาทำให้กลายร่างเป็นเด็กประถมที่ต้องแฝงตัวในชื่อ เอโดงาวะ โคนัน เขาถูกฝากเลี้ยงไว้กับ โมริ รัน ตามคำขอของ ดร.อากาสะ ที่สำนักงานนักสืบโมริ ซึ่ง โมริ โคโกโร่ พ่อของรันและอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ผันตัวมาเป็นนักสืบเอกชน ระหว่างที่อาศัยอยู่ที่นั่น โคนันได้ช่วยนักสืบโมริไขคดีต่างๆ มากมาย ควบคู่ไปกับการหาเบาะแสของชายชุดดำ และหาทางรักษาให้คืนร่างดังเดิม

ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์
ผังเมืองเบย์กะ เมืองสมมติในโลกของยอดนักสืบจิ๋วโคนัน

สำนักงานนักสืบโมริ 

บ้านและสำนักงานนักสืบโมริเป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นพร้อมดาดฟ้าที่ได้รับมรดกมาจากพ่อแม่ ตัวตึกนี้ตั้งอยู่ที่หมู่ 5 บล็อก 39 เมืองเบย์กะ เมืองสมมติในจักรวาลโคนัน เป็นเมืองส่วนต่อขยายออกมาจากโตเกียว ทำเลที่ตั้งกลางใจเมืองใกล้โตเกียวทาวเวอร์ ซึ่งอยู่ถัดออกไปประมาณ 1 กิโลเมตรครึ่ง ใช้ระยะเวลาเดินเท้าประมาณ 15 – 20 นาที 

ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์
ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

ตัวอาคารเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบตึกแถวต่อๆ กัน หน้ากว้างประมาณ 7 เมตร และยาวกว่า 11 เมตร ทั้งสองด้านขนาบด้วยอาคารใกล้เคียง ด้านขวาติดกับร้านเบกะอิโรฮะซูชิ และทางด้านซ้ายติดกับตึกแมนชั่น

ชั้นแรกของตัวตึกแบ่งพื้นที่ให้ร้านคาเฟ่ปัวโรต์เช่าในราคาเดือนละ 300,000 เยน อีกส่วนแบ่งเป็นบันไดเปิดไม่มีประตูนำไปสู่ชั้นบนของอาคาร ชั้นสองเป็นโฮมออฟฟิศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานนักสืบโมริ รูปด้านหน้าของตึกที่เป็นเอกลักษณ์ที่ใครก็จำได้ การติดป้ายชื่อของสำนักงานเป็นชื่อสติกเกอร์ตัวหนังสือ เขียนว่า 毛利探偵事務所 ไว้ที่หน้าบานกระจกทั้ง 7 บาน เหมือนเป็นการตั้งชื่อและสร้างสัญลักษณ์ให้กับสถาปัตยกรรม ในสภาพแวดล้อมที่ตึกรามบ้านช่องดูเหมือนกันไปเสียหมด 

ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์
ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์
ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

ขึ้นมาชั้น 3 เป็นที่อยู่อาศัย ประกอบด้วย 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ห้องครัว และห้องนั่งเล่น ห้องนอนทั้งสองถูกจัดวางให้ตัวติดกับด้านหน้าของตึกเพื่อให้แดดส่องเข้ามา ที่ห้องนั่งเล่นไม่ได้อยู่จุดนี้ อาจเป็นเพราะส่วนใหญ่ สมาชิกในครอบครัวใช้ห้องนอนเป็นห้องนั่งส่วนตัวก็เป็นได้ 

ห้องของลุงโคโกโร่ติดกับระเบียง ห้องของรันจะอยู่ถัดออกไป ซึ่งเป็นส่วนที่มีกระจกบานเลื่อน ส่วนโคนันปูฟูกนอนบนพื้นในห้องเดียวกับลุงโคโกโร่

ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

นักสืบ อาชญากร และสถาปัตยกรรม

พื้นที่ทางสถาปัตยกรรมโดยพื้นฐานเกิดจากการประกอบเข้าด้วยกันของผนังทั้งสี่ด้านและหลังคา ห้องต่างๆ ถูกจัดวางและแบ่งด้วยผนังกำแพงที่กั้นระหว่างห้องต่างๆ ตามประโยชน์ใช้สอยที่ผู้อยู่อาศัยต้องการ แต่ละห้องก็จะมีการตกแต่งภายในและการวางเฟอร์นิเจอร์ที่แตกต่างกันออกไปตามฟังก์ชั่นของมัน

หากเรามองพื้นที่ทางสถาปัตยกรรมในมุมมองของการใช้งานปกติ โดยมีสำนักงานสืบโมริเป็นกรณีศึกษา เราจะพบว่านอกเหนือจากพื้นที่ที่กล่าวข้างต้น ตัวอาคารยังมีพื้นที่หลบซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะช่องว่างระหว่างผนังกำแพง พื้นที่ระหว่างฝ้าเพดานถึงท้องพื้นที่ใช้ในการเดินท่อน้ำและสายไฟ เมื่อสถาปัตยกรรมนั้นถูกหล่อเลี้ยงด้วยงานระบบที่ต้องการทั้งระบบไฟฟ้า ระบบท่อน้ำดีน้ำเสีย มากไปกว่านั้น ถ้าเป็นในส่วนของตึกอาคารสูง ก็จะมีพื้นที่งานระบบที่มากขึ้นไปอีก ทั้งช่องแอร์ดักท์ ช่องปล่องระบายอากาศ ห้องวางเครื่องปรับอากาศ ห้องออกทางฉุกเฉิน ปล่องลิฟต์ และบันไดหนีไฟ

แต่หากเรามองในมุมมองกลับกัน ผ่านสายตาของผู้ร้ายหรือเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย พื้นที่ที่ถูกมองข้ามเหล่านี้อาจนำมาใช้ซ่อนอาวุธ ก่อคดี หรือช่วยให้คุณหลบซ่อนตัวในช่วงสถานการณ์คับขันก็เป็นได้ ดังที่เราเห็นในหลายๆ คดีของการ์ตูน ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน ที่นำพื้นที่สถาปัตยกรรมมาใช้ในการสร้างกลอุบาย 

เช่น การฆาตกรรมในห้องปิดตาย การนำสถาปัตยกรรมมาใช้สร้างกลไก ปริศนา ห้องลับ อุโมงค์ลับ เพื่อค้นหาที่ซ่อนขุมทรัพย์ในคฤหาสน์อันลึกลับ และการสร้างกับดักด้วยสถาปัตยกรรมที่ท่านที่ปรึกษาอาวุโส ซึซึกิ จิโรคิจิ มักสร้างสรรค์ขึ้นมา เพื่อปกป้องอัญมณีและของมีค่าที่เขานำมาจัดแสดงจากคู่ปรับตลอดกาลอย่าง จอมโจรคิด

ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

ห้องปิดตาย

ไม่เพียงแต่อาชญากรเท่านั้นที่ใช้สถาปัตยกรรมในการวางแผน นักสืบและตำรวจเองก็ต้องใช้สถาปัตยกรรมในการไขคดีสืบหาความจริง ตั้งข้อสันนิษฐาน และหาหลักฐาน 

สถาปัตยกรรมกลายเป็นพยานปากสำคัญในการพิสูจน์ทราบถึงข้อเท็จจริง 

สถาปัตยกรรมเป็นเหมือนพยานผู้บริสุทธิ์ที่โกหกใครไม่เป็น 

เมื่อวิเคราะห์ดูแล้วคดีฆาตกรรมในห้องปิดตาย คือการใช้สถาปัตยกรรมสร้างหลักฐานที่อยู่ให้กับฆาตกร เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ให้ดูเหมือนว่าเป็นคดีฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นกลอุบายที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในแอนิเมชันเรื่องนี้ ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป 

คดีเลขที่ 129 ห้องอาบน้ำที่ปิดล็อก คนร้ายใช้อุบายทางจิตวิทยาในการสร้างห้องปิดตาย โดยติดเทปกาวปิดประตูหน้าต่างของห้องน้ำอย่างแน่นหนา บนประตูกระจกก็ยังมีสาส์นลาตายติดด้วยเทปกาว เป็นคำว่า ’ลาก่อน’ อีกทั้งลายนิ้วมือที่ปรากฏบนเทปกาวล้วนเป็นลายนิ้วมือของผู้ตายเองทั้งสิ้น 

ทว่าแท้จริงแล้ว ห้องนั้นไม่ได้เป็นห้องปิดตายแต่อย่างใด เพราะประตูห้องนั้นไม่ได้ถูกปิดผนึกอยู่แล้วตั้งแต่ต้น แต่เพราะมองจากด้านนอกแล้วเห็นเทปกาวจำนวนมากแปะทับยาวจากขอบประตูไปถึงผนัง จึงทำให้ทุกคนคิดว่าจำเป็นต้องใช้แรงอย่างมากในการเปิดประตูเพื่อสลัดเทปกาวออกมา

ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน : การใช้สถาปัตยกรรมของอาชญากร ห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

ในบางสถานการณ์ ‘ห้องปิดตาย’ ไม่ได้หมายถึงห้องหนึ่งห้องเสมอไป ทั้งชั้นของตึกแมนชั่นก็กลายเป็นห้องปิดตายได้เหมือนกัน จากคดีเลขที่ 109 ฆาตกรรมดาราหนังย้อนยุค ห้องทั้งหมดบนชั้น 6 ของแมนชั่นถูกทำให้เป็นห้องปิดตาย คนร้ายใช้ประโยชน์จากเป็นเจ้าของห้องทั้งหมดบนชั้น 6 และอีกหนึ่งห้องบนชั้น 5 

เขาสร้างกลลวงด้วยการสลับสถานที่เกิดเหตุ สร้างห้องลวงตาระหว่างห้องชั้น 6 กับห้องชั้น 5 ที่อยู่ซ้อนกัน โดยอาศัยความเหมือนกันของสถาปัตยกรรมแบบห้องชุด การตกแต่งภายใน และการจัดวางเฟอร์นิเจอร์สิ่งของทุกอย่างในห้องทั้งสองให้เหมือนกัน แถมยังยังสลับป้ายเลขหน้าห้องกับตัวเลขบอกชั้นในลิฟต์ เพื่อสร้างประจักษ์พยานและหลักฐานที่อยู่ให้กับตนเอง เรียกได้ว่าหลอกพยานตั้งแต่เข้ามาในตึกเลยทีเดียว

มองสถาปัตยกรรมผ่านมุมมองอาชญากรใน ‘ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน’ ทั้งห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

ห้องลับ

หนึ่งอุบายที่เราพบเห็นใน ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน คือคดีแนวไขปริศนาหาขุมสมบัติในคฤหาสน์ใหญ่โต เปลี่ยนสถาปัตยกรรมให้เป็นเขาวงกตที่ผู้เล่นต้องไขรหัสลับและหาทางออก ผนังและกำแพงทำหน้าที่เป็นขอบเขตพื้นที่ให้กับอาคารและห้องต่างๆ ในมุมมองระดับสายตาของมนุษย์ ผนังคือสิ่งที่บดบังทัศนะในการมองเห็น ขณะเดียวกันก็สร้างความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ใช้ให้แต่ละห้อง อย่างไรก็ตาม บางครั้งผนังและกำแพงก็สร้างภาพลวงตาและซุกซ่อนพื้นที่ว่าง ห้องลับ หรืออุโมงค์ทางเดินลับไว้ได้

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่สายตาคนเราจะไม่สังเกตถึงความผิดปกติ เพราะความเป็นจริงแล้ว มนุษย์มองไม่เห็นแบบแปลน รูปตัด ที่เรียกว่า Section หรือภาพไอโซเมตริกของตัวบ้านหรืออาคารได้เลย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สถาปนิกใช้ดูองค์ประกอบภาพรวม เพื่อสื่อสารงานออกแบบและเขียนแบบก่อสร้าง

มองสถาปัตยกรรมผ่านมุมมองอาชญากรใน ‘ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน’ ทั้งห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

ในคดีสำรวจปราสาทโบราณ ซึ่งเป็นคดีสุดคลาสสิกเลขที่ 146 โคนันสังเกตเห็นความผิดปกติของระยะห่างกำแพงกับขนาดห้องที่ไม่พอดีกัน ทำให้เขาเริ่มสำรวจเพื่อหาทางเข้าห้องลับที่ซ่อนอยู่ในปราสาทเก่าหลังนี้ ช่องทางเดินลับที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงนี้ช่วยอำพรางคนร้ายให้หลบหนีเหตุไฟไหม้ ซุกซ่อนศพ และยังช่วยย่นระยะเวลาเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ที่ในความเป็นจริงเกิดขึ้นไม่ได้

มองสถาปัตยกรรมผ่านมุมมองอาชญากรใน ‘ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน’ ทั้งห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์
มองสถาปัตยกรรมผ่านมุมมองอาชญากรใน ‘ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน’ ทั้งห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

ห้องกับดัก

อีกเทคนิคคือ การวางกับดักไว้ต่อกรกับหัวขโมยแห่งยุคอย่างจอมโจมคิด ในคดีที่ 588 จอมโจรคิดปะทะสุดยอดตู้เซฟ เราได้เห็นตู้เซฟที่เป็นเหมือนห้องนิรภัยขนาดใหญ่ เซฟนี้สร้างโดยเจ้าแห่งกลไก ซามิสึ คิจิเอม่อน ด้วยเหล็กกล้าที่แข็งแรงมากๆ ตัวบานประตูหนา 50 เซนติเมตร กว้าง 4 เมตร และภายในมีเนื้อที่กว่า 6 ตารางเมตร 

ก่อนจะเข้าไปถึงตู้เซฟนั้น หัวขโมยต้องผ่านห้องเปล่าที่มีพื้นเซ็นเซอร์จับน้ำหนัก เพียงแค่บุหรี่หนึ่งม้วนตกลงพื้น ลูกกรงเหล็กขนาดใหญ่รอบห้องก็จะหล่นลงมาขังผู้บุกรุกทันที แต่ถึงแม้จะเข้าไปถึงตัวตู้เซฟได้ หากหมุนรหัสมั่วๆ ไปล่ะก็ กลไกสังหารของตู้เซฟจะเริ่มทำงานทันทีเช่นกัน

ความน่าสนใจของการทำให้สถาปัตยกรรมที่ไม่มีชีวิต กลายเป็นเครื่องจักรสังหารที่ตอบสนองต่อปฏิกิริยาและการเคลื่อนไหวของมนุษย์ และสถาพแวดล้อมรอบๆ แบบที่เรามักเจอในภาพยนต์ Sci-Fi หลายเรื่อง 

จากสถาปัตยกรรมที่สร้างเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย มีเพียงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ คอยตอบสนองความต้องการและแบ่งเบาภาระของเรา สู่การเป็นเครื่องจักรที่นำมาใช้ในอีกบริบทหนึ่งอย่างสุดขั้ว ในที่นี้เพื่อรักษาความปลอดภัย กักขังหัวขโมย และสังหารผู้บุกรุก

มองสถาปัตยกรรมผ่านมุมมองอาชญากรใน ‘ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน’ ทั้งห้องปิดตาย ทางลับ และปริศนาล่าขุมทรัพย์

ปิดคดี

เรื่องความปลอดภัยและการป้องกันอาชญากรรม เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการออกแบบเมืองและสถาปัตยกรรมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรั้วกำแพงล้อมอาณาเขตที่ดิน การโรยขวดปากฉลาม หรือการติดตั้งลวดหนามไว้บนขอบกำแพง ป้ายแจ้งเตือนระวังสุนัขดุที่แขวนไว้หน้าประตูรั้ว การกำหนดจุดทางเข้าทางออก การติดเหล็กดัดซ้อนบานประตูหน้าต่างเพื่อป้องกันการโจรกรรม และในขณะเดียวกันก็บังทัศนียภาพด้านนอก การติดไฟส่องสว่าง การติดกล้องวงจรปิด สัญญาณกันขโมย การเลี้ยงสุนัขเฝ้า หรือแม้แต่การสร้างป้อมยามตามโครงหมู่บ้านจัดสรรเพื่อป้องกันการบุกรุก การใช้องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่ทำให้สถานที่ต่างๆ ปลอดภัยมากขึ้น แม้ว่าบางอย่างที่นำมาใช้อาจช่วยเพียงแค่ด้านจิตวิทยาเท่านั้น 

ในขณะที่ผู้คนมองหาช่องทางสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เหล่าอาชญากรก็กำลังทำสิ่งที่ตรงกันข้าม พวกเขาใช้ทักษะในการสำรวจพื้นที่ เพื่อหาจุดบอดและจุดอ่อนของพื้นที่ พวกเขานำความรู้ทางสถาปัตยกรรมมาใช้เป็นเครื่องมือบุกรุกสถานที่และก่ออาชญากรรม เหมือนครั้งหนึ่งที่นักรบกรีกปล้นเมืองทรอยได้สำเร็จด้วยกลอุบายม้าโทรจัน

ในอีกทางหนึ่ง นักสืบและตำรวจใช้หลักความเป็นจริง วิทยาศาสตร์ และข้อมูลในการสืบคดี ตั้งสมมติฐานในการหาหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงประกอบสำนวนคดี สถาปัตยกรรมเป็นเหมือนพยานอีกปากที่ช่วยสืบหาและพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยการแกะร่องรอยในสถานที่เกิดเหตุ 

การเรียนรู้ที่จะคิดเหมือนขโมยหรือนักสืบหรือตำรวจนั้นไม่ใช่แนวทางที่สอนในโรงเรียนสถาปัตยกรรมและไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจินตนาการว่าเป็น ‘สถาปัตยกรรมปกติ’ และบางครั้งการมองสถาปัตยกรรมในมุมมองของอาชญากรหรือนักสืบ ก็อาจช่วยให้เราหนีออกจากกรอบความคิดและนิยามพื้นฐานของสถาปัตยกรรมที่ตายตัว ไม่แน่ว่าวิธีที่ดีที่สุดในการเข้าถึงแก่นความคิดสร้างสรรค์ อาจเป็นการรื้อโครงสร้างและแยกชิ้นส่วนมันออกมาก็เป็นได้

ข้อมูลอ้างอิง

Detective Conan : Case Closed (名探偵コナン) ,1994 – Present, Gosho Aoyama (Manga), 1996 – Present TMS Entertainment (Anime television series)

Manaugh, G. (2016). A burglar’s guide to the city. Farrar, Straus and Giroux.

www.detectiveconanworld.com/wiki/Beika

www.baike.com

www.gushiciku.cn/dc_hk/105745060

twitter.com/juanmax_

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load