หากคนคนหนึ่งกำลังหลงทางและหาซอยหนึ่งอยู่ สิ่งที่จำได้มีเพียงยายชราใส่เสื้อคอกระเช้าและผ้าถุงลายไทยนั่งขายกล้วยทอดอยู่ปากซอย

พูดมาเพียงเท่านี้ หลายคนคงร้องอ๋อ และพอจะเดาจุดหมายปลายทางของเขานั้นได้ 

ใช่แล้วครับ เขากำลังตามหา ‘ซอยเถิดเทิง’

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

‘ชุนชมเถิดเทิง’ คือฉากในซิตคอมเกมโชว์อมตะจากรายการ ระเบิดเถิดเทิง ที่ไม่ว่าดารารุ่นใหญ่หรือรุ่นเล็ก หลายยุคหลายสมัย ก็ต่างเคยแวะเวียนมาสร้างสีสันและเสียงหัวเราะที่ซอยแห่งนี้ 

รายการ ระเบิดเถิดเทิง เริ่มออกอากาศบนจอทีวีครั้งแรกใน พ.ศ. 2539 ต่อเนื่องจนมาถึงวันนี้ใน พ.ศ. 2564 เป็นเวลารวมกว่า 25 ปี 

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

ตัวละครและฉากใน ‘ซอยเถิดเทิง’ เองก็มีการเปลี่ยนแปลงผ่านยุคสมัยจากรุ่นสู่รุ่น แบบที่เรียกได้ว่าไม่เคยตกยุค บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของคนในชุมชนอย่างตรงไปตรงมา ภายใต้มุกตลกขบขันที่แฝงไปด้วยข้อเท็จจริงของปัญหาทางสังคมในขณะนั้น

รูปแบบของฉากที่ยึดโยงกับคาแรกเตอร์ตัวละคร เป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่ไม่เพียงสร้างเสียงฮาให้กับผู้ชม แต่ยังช่วยให้ผู้ชมจดจำสภาพแวดล้อมของซอยเถิดเทิงได้ดีอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นร้านรถเข็นกล้วยแขกหน้าซอยของยายชา ผู้รับรู้เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นในซอย โดยพักหลังๆ แกจะเริ่มมีการหูตึง ได้ยินอะไรผิดๆ ถูกๆ หรือจะเป็นร้านขายของชำของเจ๊หม่ำ ผู้มีนิสัยขี้บ่นและชอบสั่งการให้อาโกวทำโน่นทำนี่ ไปจนถึงบทบาทคุณนายสะอาดเจ้าของบ้านเช่าในซอยเถิดเทิง และทนายประสิทธิ์ที่คอยตามเก็บค่าเช่าจากผู้คนในชุมชน เป็นต้น

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

ซอยเถิดเทิงเป็นซอยที่ไม่หยุดนิ่ง มีการพัฒนา ขยับขยาย และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 

ส่วนชุมชนถ่ายทอดรูปแบบของคนทำมาหากินหลังกำแพงวัด บางบ้านหาเช้ากินค่ำ บางบ้านเปิดร้านค้าขายของ และบางบ้านทำกิจการเล็กๆ คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้คนในชุมชน 

ผู้คนในชุมชนเช่าบ้านอยู่ โดยตัวบ้านในละแวกนั้นทำจากไม้หุ้มด้วยหลังคาสังกะสีสูง มี 1 – 2 ชั้น ผนังภายนอกของตัวบ้านบ่งบอกถึงร่องรอยและการต่อเติมซ่อมแซมด้วยวัสดุที่แตกต่างกันไปตามจุดต่างๆ

จากฉาก ระเบิดเถิดเทิง รุ่นที่ 1 ใน พ.ศ. 2539 – 2546 ไปยังฉากรุ่นที่ 2 ใน พ.ศ. 2548 – 2552 จะเห็นได้ชัดว่าซอยเถิดเทิงนั้นขยายใหญ่ขึ้น เริ่มต้นจากแผงลอยเล็กๆ และร้านรถเข็นหน้าซอยในตอนแรก ภายหลังพัฒนาเป็นร้านค้า บริเวณที่ผู้อยู่อาศัยแบ่งพื้นที่ส่วนตัวของตัวบ้าน ขยายออกมาทำเป็นพื้นที่ค้าขาย ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่โครงการตึกแถว 3 ชั้นขยายเข้ามาเชื่อมต่อกับซอย 

ต่อมาใน ระเบิดเถิดเทิง รุ่นที่ 3 ใน พ.ศ. 2552 – 2553 ร้านสะดวกซื้อเครือใหญ่ได้เข้ามาเปิดกิจการในซอยเป็นที่เรียบร้อย 

20 ปีให้หลัง เนื้อเรื่องดำเนินต่อมาในวันที่เท่ง-โหน่ง อดีตสองนักเลงประจำซอยหวนกลับมาที่ซอยเถิดเทิงอีกครั้ง หลังจากเดินทางออกไปเพื่อทำตามฝันของตัวเอง ใน ระเบิดเถิดเทิงซอยข้าใครอย่าแตะ (พ.ศ 2561 – 2563) เมื่อซอยที่พวกเขารู้จักพัฒนาไปจนแถบจำไม่ได้ 

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

โดยผิวเผินแล้วความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนเถิดเทิง ไม่ว่าจะผ่านสถาปัตยกรรมที่เปลี่ยนไป วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ประเภทของร้านค้าที่เพิ่มขึ้น พร็อพและสิ่งของต่างๆ ที่นำมาประกอบถนนหนทางในฉาก อาจเป็นเพียงธรรมชาติของซิตคอมที่มาควบคู่กับโฆษณา ผลิตภัณฑ์ และสปอนเซอร์ ทำให้ฉากของรายการต้องมีปรับเปลี่ยนและขยายเพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็ทำให้ฉากในซอยเถิดเทิงนั้นเติบโตไปพร้อมกับผู้ชมและสภาพของสังคมนอกจอทีวี

ซอยเทิดเถิงระหว่าง พ.ศ. 2539 – 2553

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี
ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2539 – 2553 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี

ฉากของซอยเถิดเทิงนั้นมีหลายสำเนา ตัวแปลนที่เห็นอยู่ด้านบนเป็นเพียงแปลนลูกผสมรวมฉากในรุ่นที่ 1 – 3 ซึ่งเป็นส่วนหน้าของซอยเถิดเทิงที่เป็นหัวใจของชุมชน ประกอบไปด้วยร้านขายของชำของเจ้หม่ำ คลังเสบียงและห้องอาหารสำหรับคนในชุมชน ร้านซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า วิทยุ ทีวี พัดลม เฉื่อยการช่าง ร้านตัดผมเสริมสวยของเจ้ตุ่ม ร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ ร้านขายหนังสือพิมพ์ และร้านยาดองที่ภายหลังถูกรื้อถอน และสร้างเป็นร้านสะดวกซื้อเปิดตลอด 24 ชั่วโมงขึ้นมาแทน ตลอดจนร้านรถเข็นของยายชา ซึ่งเป็นแหล่งรวมข่าวมั่วและข่าวลือของคนในชุมชน

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี
ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี

ผังแปลนซอยเถิดเทิงในยุคคลาสสิกเผยให้เราเห็นถึงความเชื่อมต่อที่คลุมเครือ ระหว่างพื้นที่ภายในตัวบ้านกับพื้นที่สาธารณะนอกตัวบ้าน ประตูบ้านเปิดโล่ง อาณาเขตของบ้านขยายออกไปบนท้องถนนและพื้นที่สาธารณะ การนำกระถางต้นไม้ เฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ แผงขายของ ถังขยะ และข้าวของต่างๆ ไปวางเพื่อกำหนดอาณาเขตใหม่ในครอบครอง เพื่อเพิ่มที่ใช้สอยในการค้าขาย แต่ในทางกลับกัน สิ่งเหล่านั้นก็ทำให้พื้นที่สาธารณะเข้าไปเชื่อมต่อกับพื้นชั้นล่างของตัวบ้านเช่นกัน ทำให้รู้สึกเหมือนว่า ห้องน้ำ ห้องครัว และห้องนั่งเล่น กลายเป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะไปด้วย 

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี

ซอยเทิดเถิงซอยข้าใครอย่าแตะ (พ.ศ. 2561 – 2563)

ฉากของซอยเถิดเทิงใน พ.ศ. 2561 ตัดมาในส่วนท้ายของซอย มีบ้านของพ่อมหา พ่อบุญธรรมของเท่ง ผู้ยกบ้านหลังนี้เป็นมรดกให้เขา บ้านหลังนี้กลายมาเป็นศูนย์กลางของรายการ โดยแต่เดิม ฉากของบ้านหลังนี้ในยุคคลาสสิกไม่ได้อยู่รวมกับร้านขายของชำ จากการคาดเดาแล้ว หากเราเดินเลียบซอยข้างวัดหลังร้านขายของชำไปทางขวาเรื่อยๆ แล้วข้ามสะพานข้ามคลองมา เราจะพบกับบ้านไม้ของพ่อมหาหลังนี้

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี
ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี

ภาพรวมซอยเถิดเทิงในยุคนี้ดูสะอาดและเป็นระเบียบมากขึ้น ถนนหนทางถูกปรับปรุง มีฟุตปาธเพิ่มเข้ามาไว้ สำหรับวินมอเตอร์ไซค์จอดรอคิวรับผู้โดยสารที่ลงมาจากรถไฟฟ้า ท่อระบายน้ำที่สื่อให้ถึงการพัฒนาระบบระบายน้ำในชุมชน ขยะลดน้อยลง 

ส่วนร้านค้าในชุมชนที่ครั้งหนึ่งเราเคยจดจำได้ ถูกแทนที่ด้วยพลาซ่า ร้านค้าในรูปแบบคอมมูนิตี้มอลล์ ซึ่งมีการจัดสรรสัดส่วนชัดเจน มีโซนร้านค้าของใครของมัน โซนทานอาหาร และโซนตลาดนัดตรงลานส่วนกลาง 

ที่อยู่อาศัยก็เริ่มมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ประตูหน้าต่างปิดมิดชิดแตกต่างกับฉากในยุคแรก ที่ตัวบ้านและร้านค้าจะเปิดโล่ง เพื่อเชื่อมต่อกับพื้นที่สาธารณะภายนอก 

หากดูจากแปลนทั้งสอง จะพบว่าฉากในยุคปัจจุบันมีพื้นที่สีเทาเพิ่มขึ้น หมายถึงความต้องการความเป็นส่วนตัวที่มากขึ้นในชุมชน เมื่อจำนวนประชากรในชุมชนเพิ่มมากขึ้น ก็เป็นเรื่องยากที่เราจะไว้ใจทุกคนได้ เหตุผลด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันการลักขโมย อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่แต่ละบ้านเริ่มกั้นรั้ว กั้นกำแพง ปลูกต้นไม้บังสายตากันและกัน ประหนึ่งสัญลักษณ์ของการเรียกร้องขอความเป็นส่วนตัว

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี
ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 – 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี
ชวนดูการเติบโตของซอยเถิดเทิงจากซิตคอมในตำนาน ตั้งแต่วันที่ปากซอยคือร้านรถเข็นขายกล้วยทอด จนถึงวันนี้ที่มีสถานีรถไฟฟ้าในชุมชนตัวเอง

บางครั้ง ความเจริญที่เข้ามาในชุมชนก็เป็นดาบสองคมซึ่งไม่ใช่จะมีแต่เรื่องดีเสมอไป อีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนผ่าน ซอยเถิดเทิงซอยข้าใครอย่าแตะ คือการเวนคืนพื้นที่บางส่วนของชุมชน เพื่อเชื่อมต่อทางออกของรถไฟฟ้าที่ยื่นขวางทางเข้าในซอย 

ความเจริญที่ตามมากับรถไฟฟ้าก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชุมชน ในฉาก เราจะเห็นว่าตึกรามบ้านช่องบางส่วนเริ่มติดป้ายประกาศเซ้งหรือหาผู้เช่ารายใหม่ สะท้อนให้ถึงการทยอยย้ายออกของคนในพื้นที่ ซึ่งคาดคะเนว่าเกิดจาก 2 สาเหตุ

หนึ่ง พวกเขาสู้ค่าเช่าที่สูงขึ้นไม่ไหว หรือสอง เจ้าของตึกต้องการขายเพื่อเก็งกำไร เพราะที่ดินราคาสูงขึ้น 

และนั่นก็เป็นสิ่งเดียวกับที่เท่งคิดในวินาทีแรก เมื่อเขาทราบว่าตัวเองได้รับมรดกเป็นบ้านไม้หลังนี้จากพ่อมหา เขาคิดไปถึงการขายให้เสี่ยหมี เพื่อเอาทำที่จอดรถของพลาซ่า แต่ท้ายที่สุด บ้านก็ไม่ได้ถูกทุบและยังคงสภาพอยู่คู่ซอยเถิดเทิงต่อไป

ชุมชนหยุ่นตัว

ชวนดูการเติบโตของซอยเถิดเทิงจากซิตคอมในตำนาน ตั้งแต่วันที่ปากซอยคือร้านรถเข็นขายกล้วยทอด จนถึงวันนี้ที่มีสถานีรถไฟฟ้าในชุมชนตัวเอง
บ้านพ่อมหาในซอยระเบิดเทิดเถิงคลาสสิก
ชวนดูการเติบโตของซอยเถิดเทิงจากซิตคอมในตำนาน ตั้งแต่วันที่ปากซอยคือร้านรถเข็นขายกล้วยทอด จนถึงวันนี้ที่มีสถานีรถไฟฟ้าในชุมชนตัวเอง
บ้านพ่อมหาในระเบิดเทิดเถิงซอยข้าใครอย่าแตะ

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในซอยเถิดเทิง หากมองผิวเผินอาจเป็นแค่ฉากในละคร เป็นมุกตลกที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างเสียงฮาอย่างเดียวเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมุกตลกและเนื้อหาโดยรวมของซิตคอม มักจะหยิบยกสถานการณ์ เทรนด์ วลี และคำศัพท์ใหม่ๆ ที่กำลังอยู่ในกระแสเข้ามาใช้ในการดำเนินเรื่อง เวลาที่เราย้อนกลับไปดูฉากเก่าๆ เหล่านั้น ก็แอบสะดุ้งเหมือนกันที่ปัญหาเก่าเมื่อ 20 ปีที่แล้วยังคงวนเวียนในปัจจุบัน 

มีอยู่ตอนหนึ่งที่ซอยข้างๆ กำลังถูกเวนคืนที่เพราะทางด่วนกำลังจะมาลง ชาวเถิดเทิงเริ่มตื่นตระหนก กลัวว่าเจ้าหน้าที่จะเข้ามาขอเวนคืนที่ซอยนี้บ้าง สร้างความวุ่นวายให้กับคนในชุมชนเป็นอย่างมาก เพราะชาวบ้านไม่อยากย้ายออกจากที่รกรากของตน ซึ่งท้ายที่สุด ซอยเถิดเทิงก็มีสถานีรถไฟฟ้ามาลงในซอยจนได้

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

หากพูดกันอย่างเป็นกลางแล้ว สังคมและเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาโดยธรรมชาติ ผังแปลนของชุมชนเถิดเทิงในยุคแรกอาจสะท้อนให้เห็นถึงชุมชนที่กำลังเติบโต ชุมชนที่ผู้บริหารเมืองและพลเมืองกำลังเล็งศรธนูไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยความเร็วที่เท่ากัน เร่งพัฒนาความเป็นอยู่ควบคู่ไปการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ การค้าขายและการทำธุรกิจ สะท้อนออกมาในสถาปัตยกรรมในรูปแบบตึกแถวแบบอาคารพาณิชย์ การแบ่งพื้นที่ตัวบ้านมาเปิดเป็นร้านค้าต่างๆ

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

ต่อมาในช่วงหลัง ในยุค ซอยเถิดเทิงซอยข้าใครอย่าแตะ เมื่อสังเกตว่าความสัมผัสระหว่างคาแรกเตอร์ของตัวละครกับฉากยึดโยงกันน้อยลง รูปแบบชุมชนมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น รูปแบบร้านค้าแบบพลาซ่า คอมมูนิตี้มอลล์ มีความเป็นกิจการเครือข่ายมากขึ้น อัตลักษณ์ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชุมชนลดน้อยลง หากนำมาพิเคราะห์แล้ว เหมือนกับว่าลูกศรของผู้บริหารและพลเมืองกำลังวิ่งไปคนละทิศคนละทางกัน ด้วยความเร็วที่ไม่สัมพันธ์กันอีกต่อไป

เมื่อพลเมืองไม่ได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมในการส่งเสียงของตัวเองออกมา ว่าจริงๆ แล้วคุณภาพชีวิตที่ดีที่พวกเขามองหาคืออะไรกันแน่ แต่การพัฒนาเมือง ณ ขณะนี้ยังคงมุ่งไปในทิศทางที่เหมือนจะไม่เข้าใจถึงระบบนิเวศและสุขภาวะของเมือง เหมือนโยนของเป็นชิ้นๆ ส่งเข้าเข้าไปในกล่อง โดยที่ไม่มีความเชื่อมโยงกันในระบบภาพรวม 

ลูกศรของพลเมืองกำลังเล็งหาเป้าหมายของระบบเมืองและชุมชนที่มีความหยุ่นตัว เมืองที่พร้อมจะปรับตัวและฟื้นฟูตามระบบนิเวศและกลไกทางธรรมชาติ และพร้อมจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งในระยะสั้นและยาว 

ขอบคุณภาพจาก Workpoint

Citation and Image References:

ระเบิดเถิดเทิง, ศิรโรจ บุญไชย (2542-2552) กฤษณะ จิตรเนาวรัตน์ (2561-2563) (Director) บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) (Producer)

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2539-2553 และ พ.ศ. 2561-2563 โดย (มิลค์) ลภัสรฎา ปั้นดี

ติดตามผลงานได้ที่ Instagram : lprd.studios และ Lprdd

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

ก้มหน้าก้มตาเดินขึ้นไปทีละก้าวตามบันไดหินที่เหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด ลมหายใจหอบแฮก ๆ บ่งบอกถึงระยะทางและความชันของระดับพื้น เมื่อถอนหายใจพร้อมกับเงยหน้าขึ้น จะพบซุ้มประตูทางเข้าชั้นนอกของวัด แข้งขาที่อ่อนล้ากลับแข็งขันขึ้นมาอีกครั้ง 

ความรู้สึกนี้หรือเปล่า ที่ทำให้การเดินทางมานมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ล้วนพิเศษ และมีความหมายที่แตกกันออกไป

คอล์ม Set Design ครั้งนี้ ขอพาทุกท่านไปตามรอยสถาปัตยกรรมวัดพุทธนิกายเซนในประเทศญี่ปุ่น ผ่านฉากในการ์ตูนย้อนวัยเรื่อง ‘อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา’ เมื่อหลักคำสอน ปรัชญา พิธี และวิถีปฏิบัติในพุทธศาสนาหลอมรวมเข้ากับธรรมชาติ บริบทของภูมิประเทศ และสถาปัตยกรรม มากไปกว่านั้น สิ่งที่สะท้อนผ่านพุทธศาสนสถานแบบดั้งเดิมอย่างวิถีแห่งพุทธนิกายเซน ยังมีอิทธิพลในกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ที่เป็น Soft Power ต่อวัฒนธรรม ศิลปะ รวมถึงสถาปัตยกรรม ซึ่งบ่งบอกและสร้างวิถีความเป็นญี่ปุ่นยุคใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย 

เมื่อศาสนาเชื่อมโยงสัมพันธ์กับจิตใจผู้คน วัดหรือศาสนสถานก็เป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่สื่อสารอย่างทรงพลัง ราวกับสถาปัตยกรรมนั้นพูดได้ มีตัวตน และมีพื้นที่ของตัวเอง

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

สึกิ สึกิ สึกิ สึกิ สึกิ สึกิ อาอิชิเตรุ หรือจะเป็น “อิค-คิว-ซางงงง…” “คร๊าบผม…จะรีบไปไหน จะรีบไปไหน พักเดี๋ยวนึงสิครับ” 

เพลงเปิดและคำพูดก่อนตัดเข้าโฆษณาที่หลาย ๆ คนจดจำได้เป็นอย่างดีจาก อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา มาพร้อมกับการถาม-ตอบเชิงปัญญาทางธรรมแบบปุจฉาวิสัชนา แฝงด้วยเกร็ดธรรมะและข้อคิดในการดำเนินชีวิตในทุกตอน ดังความหมายของคำว่าอิคคิว ( 一休 ) ที่แปลว่าการพักครู่หนึ่ง เหมือนกับการชะลอความคิด สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “ใช้’หมอง นั่ง’มาธิ” เพื่อเรียกสติ สร้างสมาธิเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหานั่นเอง

อนิเมะ อิคคิวซัง (一休さん) ฉายครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อ พ.ศ. 2518 อำนวยการผลิตโดยโทเอแอนิเมชัน (Toei Animation) และฉายครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2525 ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ทั้งหมด 296 ตอน การ์ตูนเรื่องนี้อ้างอิงประวัติศาสตร์บ้านเมืองญี่ปุ่นยุคมูโรมาจิ (Muromachi) (ค.ศ. 1336 – 1573) ยุคที่รัฐบาลโชกุนอยู่ภายใต้การนำของ โชกุนอาชิกางะ โยชิมิตสึ มีอำนาจในการปกครองเหนือพระจักรพรรดิ และยังนำชีวประวัติของ พระอิคคิว โซจุน หรือชื่อในวัยเด็กคือ เซงกิกุมารุ ในช่วง ค.ศ. 1394 ถึง ค.ศ. 1481 มาเป็นต้นแบบของอิคคิวซังในการ์ตูน เณรน้อยเจ้าปัญญา อีกด้วย 

เมื่อศึกษาดูแล้ว พบว่าตัวตนของพระอิคคิว โซจุน นั้น เป็นพระสายอินดี้พอตัว ท่านไว้หนวดเครา ไม่โกนผม มักต่อต้านจารีตประเพณีและยศศักดิ์ โดยมองว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งสมมติ ท่านยึดแก่นของพระธรรมและสัจจธรรมของชีวิตที่ไม่แน่นอนเป็นที่ตั้ง

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

ตามท้องเรื่องในอนิเมะ พระมารดาส่งอิคคิวซังให้ออกบวชเป็นสามเณรที่วัดอังโคะกุจิ ( 安国寺, Ankoku-ji) เพื่อหนีราชภัยในวัย 5 ขวบ โดยมีเจ้าอาวาสไกคังเป็นผู้อุปสมบทให้ (ในความเป็นจริง ณ ขณะนั้นได้รับสมญานามว่า สามเณรชูเคน) และโชกุนโยชิมิตสึก็ยังสั่งการให้ซามูไรชินเอมอนซังคอยเฝ้าติดตามอิคคิวซังไปทุกที่

ในแต่ละตอนเรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองเกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น บ้างถ่ายทอดกิจวัตรประจำวันและปัญหาต่าง ๆ ของเหล่าเพื่อนเณรและซาโยจัง (เด็กหญิงที่อาศัยอยู่บริเวณวัด) ภายในวัดอังโคะกุจิ บ้างถ่ายเรื่องราวในละแวกเมือง อย่างร้านขายของชำของคิเคียวยะซังและลูกสาวยาโยย ที่มักจะตั้งคำถามทดลองเชาว์ปัญญาของอิคคิวอยู่เป็นเนือง ๆ

I
วัดอังโคะคุจิ

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

วัดอังโคะคุจิ คือหัวใจสำคัญของฉากในการ์ตูนเรื่องนี้ ก่อตั้งโดยตระกูลโชกุนอาชิคางะ ซึ่งสร้างขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น เครือข่ายวัดอังโคะคุจิได้รับการสนับสนุนปัจจัยจากเหล่าขุนนางและพ่อค้าเป็นอย่างดี ในขณะที่เป้าหมายดั้งเดิมคือสร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน แต่อีกนัยหนึ่ง ตัววัดก็ทำหน้าที่สนับสนุนการปกครองของโชกุนไปโดยปริยาย

วัดอังโคะคุจิได้ต้นแบบมาจากเมืองยามาชิโระที่สามเณรชูเคนออกบวชและจำวัด ซึ่งถูกเผาทำลายไปแล้วในช่วงสงคราม ทางทีมงานผู้สร้างจึงต้องถอดแบบจากวัดอังโคะคุจิในเมืองอายาเบะ จังหวัดเกียวโต แม้ว่าจะไม่มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระอิคคิว โซจุน โดยตรงก็ตาม

ภายในเต็มไปด้วยเสน่ห์และกลิ่นอายของฉากในวัดตามแบบฉบับการ์ตูน ไม่ว่าจะเป็นซุ้มประตูไม้หน้าทางเข้าวัด (Sōmon) และตัวห้องโถงพระใหญ่ (Hondo) ที่ปกคลุมด้วยหลังคาหน้าจั่วมุงหญ้าขนาดใหญ่ สร้างด้วยโครงสร้างเสาคานไม้ขนาดใหญ่ในรูปแบบ Post and Lintel ก่อนปิดตัวอาคารด้วยผนังปูนสีขาว โดยอาคารตั้งอยู่บนแท่นหิน ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติและต้นไม้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนนั่นเอง 

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก
สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก
วัดชูองอัน อิคคิวจิ

รูปแบบพุทธสถาปัตยกรรมของจีนเข้ามามีอิทธิพลต่อวัดในญี่ปุ่นตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 ทั้งการวางผังที่ยึดตามแกนกลาง ซุ้มประตูทางเข้าจะตรงกับโถงหอพระใหญ่ ประดิษฐานพระพุทธรูป การแยกแบ่งฟังก์ชันของอาคารออกไปเป็นส่วน ๆ ซุ้มระฆัง ส่วนที่อยู่อาศัยของพระและสามเณร ห้องซักล้าง ห้องน้ำ และอื่น ๆ การจัดวางผังอาคารตามกายภาพภูมิประเทศ การสร้างลานกว้าง (Courtyard) และสวนหินจากพื้นที่ระหว่างอาคารแต่ละหลัง ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของศาสนสถานแบบพุทธเซน

อีกหนึ่งวัดที่ไม่ได้ปรากฏในการ์ตูนเรื่องนี้ ทว่าเป็นวัดที่พระอิคคิว โซจุน เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นในช่วงบั้นปลายของชีวิต คือ วัดชูองอัน อิคคิวจิ (Shuonan Ikkyuji Temple) ตัววัดโอบล้อมไปด้วยต้นไม้และสวนหินแบบเซน จากซุ้มประตูทางเข้า ต่อเนื่องเป็นทางเดินลายหินทอดยาวผ่านแนวต้นไม้ ก่อนจะเข้าถึงภายในวัด ช่วยสร้างพื้นที่เปลี่ยนผ่านจากความวุ่นวายของโลกภายนอกให้แก่ผู้มาเยือน 

ตัวสวนหินเซนที่อยู่ภายในวัดก็เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นถึงสัจธรรมของธรรมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การกวาดหินเป็นลวดลายเหมือนกระแสน้ำลื่นไหลผ่านพื้นดินนิ่งสงบ เป็นการลอกเลียนความสมบูรณ์ของธรรมชาติเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้

II
วัดคินคะคุจิ

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

อีกหนึ่งฉากที่ปรากฏอยู่ในหลาย ๆ ตอน คือ ปราสาทคินคะคุ (Kinkaku The Gloden Pavillion) ศาลาพลับพลาทองที่หลายคนจดจำได้ ในตอนที่โชกุนท้าทายให้อิคคิวซังจับเสือในภาพวาดบนฉากกั้น ตัวอาคารสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1398 โดยโชกุนรุ่นที่ 3 อาชิคางะ โยชิมิตสึ เพื่อใช้เป็นวิลล่าคอมเพล็กซ์สำหรับอยู่อาศัยและว่าราชการ ตั้งบนเนินเขาคิตะยามะ (Kitayama) ต่อมาหลังจากโชกุนโยชิมิตสึถึงแก่อสัญกรรม สถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็น วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple) หรือที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการในชื่อ วัดโรกูอนจิ (Rokuon-ji) ตามความประสงค์ของท่าน

ความหรูหราสวยงามของตัวศาลาเปรียบเหมือนสวรรค์บนดิน โครงสร้าง 3 ชั้นของศาลาทองสร้างขึ้นบนฐานหินเหนือสวนสระน้ำอันกว้างขวาง สะท้อนและทอดเงาสีทองลงผิวน้ำ ล้อมรอบด้วยต้นไม้เปลี่ยนสี ผลัดและผลิใบไปตามวัฏจักรฤดูกาลของมัน 

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก
วัดคินคะคุจิ

ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมผสมผสาน ชั้นหนึ่งเป็นสไตล์ที่อยู่อาศัยแบบชินเด็น (รูปแบบสถาปัตยกรรมที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง) เรียกกันว่าหอน้ำพระธรรม (Hosuiin) มีชานระเบียงล้อมรอบห้อง เปิดเผยโครงสร้างเสาไม้ธรรมชาติ ผนังปูนสีขาว และประตูและหน้าต่างบานเลื่อนไม้ เมื่อกวาดสายตามองไป ก็แทบกลมกลืนหายไปกับบริบทแวดล้อม ขับให้ตัวอาคารชั้นสองและชั้นสามที่ภายนอกห่อหุ้มผิวผนังด้วยทองคำเปลวโดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก

หอคอยแห่งเสียงคลื่น (Choonkaku) คือส่วนชั้นบนของศาลา เป็นที่ประดิษฐานรูประโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม สร้างขึ้นในสไตล์บุกเกะ ซึ่งใช้เป็นที่พักอาศัยของซามูไร ส่วนบนสุดสร้างเป็นทรงคิวโพลา เรียกว่า Kukyocho สถาปัตยกรรมโถงเซนแบบจีน มีหน้าต่างโค้งขนาดใหญ่ กลางห้องประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พื้นที่ภายในและภายนอกปูด้วยแผ่นทองคำเปลว บนยอดหลังคามีรูปปั้นนกฟีนิกซ์สีทอง สัญลักษณ์ของราชวงศ์ อันเป็นตัวแทนของไฟและดวงอาทิตย์

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ Soft Power ของอัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก

ภายหลังใน ค.ศ. 1950 ศาลาหลังนี้ถูกวางเพลิงเผาทำลาย และสร้างขึ้นมาให้เหมือนเก่าอีกครั้งใน ค.ศ. 1955 นอกจากศาลาทองหลังนี้ โดยรอบอาณาเขตบริเวณยังมีสิ่งปลูกสร้างในรูปสถาปัตยกรรมเซนหลังอื่น ๆ อาทิ ศาลาเงิน (สร้างขึ้นเกือบ 1 ศตวรรษให้หลัง) วิลล่า ห้องพักพระสงฆ์ และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ที่สร้างขึ้นในยุคต่อมา

III
อวัจนภาษา

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ ที่หลอมรวมสิ่งปลูกสร้างกับธรรมชาติ และมีบทบาทต่ออัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงคราม

อวัจนภาษาในการออกแบบพุทธสถาปัตยกรรมแบบเซน ถ่ายทอดแก่นคำสอนของการตื่นรู้ การตระหนักรู้ถึงความไม่แน่นอนของชีวิต อัตตา และการลดทอนสิ่งไม่จำเป็นออกไป ภาษาที่สื่อสารผ่านวัดเซน กลมกลืนหลอมรวมไปกับธรรมชาติ ความงามและสุนทรียภาพที่ไม่ยั่งยืนตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล สถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย เปลือย และตรงไปตรงมา เผยสัจจะวัสดุในแบบโครงสร้างตามวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง

การทำความสะอาด เป็นอีกสิ่งที่มักพบเห็นในหลาย ๆ ฉาก ทั้งการถูพื้นหรือกวาดลานวัด หรือแม้แต่ในวัดชูองอัน อิคคิวจิ ก็มีรูปปั้นของพระอิคคิว โซจุน ถือไม้กวาดอยู่ จะเป็นไปได้หรือไม่ที่การทำความสะอาดเป็นหนึ่งในวิถีปฏิบัติของพุทธเซนในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล 

ความงามที่เกิดจากการขัดถู ทำความสะอาด การตัดแต่งกิ่งของต้นบอนไซ หรือแม้แต่การกวาดลวดลายในสวนหิน 

ความงามประณีตเกิดขึ้นจากความอดทน และความพยายามผ่านกระบวนการอันยาวนานเพื่อหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ 

สิ่งนี้หรือเปล่าที่วัดนิกายเซนพยายามรักษา ผ่านการทำความสะอาดด้วยความเพียรในแต่ละวัน

สถาปัตยกรรมแบบพุทธนิกายเซนใน ‘อิคคิวซัง’ ที่หลอมรวมสิ่งปลูกสร้างกับธรรมชาติ และมีบทบาทต่ออัตลักษณ์ญี่ปุ่นหลังสงคราม

เมื่อนั่งพิเคราะห์ถึงแก่นพื้นฐานของพุทธนิกายเซน และเชื่อมโยงกับหลักการปรัชญาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นในวงการงานออกแบบ สถาปัตยกรรม หรือหลักการใช้ชีวิตและการทำงาน เราจะพบว่าแก่นคำสอนของเซนนั้นเป็นหนึ่งใน Soft Powre ที่สร้างอัตลักษณ์ของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกขึ้นมา 

ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในการใช้ชีวิตแบบอิคิไก (Ikigai) ซึ่งช่วยหาจุดสมดุลของการดำรงอยู่และการทำงาน แนวคิดการลดทอนสิ่งไม่จำเป็นออกไปในงานออกแบบและสถาปัตยกรรม อย่าง Minimalism แนวคิดในการตกแต่งภายในแบบ Wabi-sabi ที่ค้นหาความงามในความเรียบง่ายผ่านสัจจะวัสดุและธรรมชาติ หรือจะเป็นแนวคิด No-frills ในงานออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เน้นเพิ่มความสะดวกสบาย เป็นต้น 

คำถามน่าคิดในวันนี้ที่เราอาจมองย้อนกลับมาว่า แก่นของพุทธแบบไทย ๆ นั้น กำลังสื่อสารอะไรกับวิถีการดำเนินชีวิต รวมถึงการออกแบบพุทธสถาปัตยกรรมของเรา ในยุคที่สังคมขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจ รูปทรงหลังคาวัดแบบดั้งเดิมวางอยู่บนผนังกระจกขอบอะลูมิเนียม เต็นท์สำเร็จรูปกางที่ลานวัด ปกคลุมอยู่บนองค์พระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รายล้อมไปด้วยกล่องรับบริจาค จนกลายเป็นภาพชินตาที่เราพบเห็นได้ทั่วไป

ข้อมูลอ้างอิงและที่มาของภาพประกอบ :

Kimio Yabuki (Director). Chiaki Imada (Producer). 1978. 一休さん Ikkyū-san (TV series) . Toei Animation (Production Studio)

Nishi, K., & Hozumi, K. (1983). What is Japanese architecture?. Kodansha international.

Hara, K. (2017). Back to White. In White. essay, Lars Muller Publishers.

www.youtube.com/watch?v=rf9yQ2Hh5ac

www.posttoday.com/ent/news/428318

mgronline.com/japan/detail/9640000129536

www.mangozero.com/ikkyu-san-place-history/

www.ikkyuji.org

www.shokoku-ji.jp/en/kinkakuji/about/

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load