หากคนคนหนึ่งกำลังหลงทางและหาซอยหนึ่งอยู่ สิ่งที่จำได้มีเพียงยายชราใส่เสื้อคอกระเช้าและผ้าถุงลายไทยนั่งขายกล้วยทอดอยู่ปากซอย

พูดมาเพียงเท่านี้ หลายคนคงร้องอ๋อ และพอจะเดาจุดหมายปลายทางของเขานั้นได้ 

ใช่แล้วครับ เขากำลังตามหา ‘ซอยเถิดเทิง’

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

‘ชุนชมเถิดเทิง’ คือฉากในซิตคอมเกมโชว์อมตะจากรายการ ระเบิดเถิดเทิง ที่ไม่ว่าดารารุ่นใหญ่หรือรุ่นเล็ก หลายยุคหลายสมัย ก็ต่างเคยแวะเวียนมาสร้างสีสันและเสียงหัวเราะที่ซอยแห่งนี้ 

รายการ ระเบิดเถิดเทิง เริ่มออกอากาศบนจอทีวีครั้งแรกใน พ.ศ. 2539 ต่อเนื่องจนมาถึงวันนี้ใน พ.ศ. 2564 เป็นเวลารวมกว่า 25 ปี 

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

ตัวละครและฉากใน ‘ซอยเถิดเทิง’ เองก็มีการเปลี่ยนแปลงผ่านยุคสมัยจากรุ่นสู่รุ่น แบบที่เรียกได้ว่าไม่เคยตกยุค บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของคนในชุมชนอย่างตรงไปตรงมา ภายใต้มุกตลกขบขันที่แฝงไปด้วยข้อเท็จจริงของปัญหาทางสังคมในขณะนั้น

รูปแบบของฉากที่ยึดโยงกับคาแรกเตอร์ตัวละคร เป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่ไม่เพียงสร้างเสียงฮาให้กับผู้ชม แต่ยังช่วยให้ผู้ชมจดจำสภาพแวดล้อมของซอยเถิดเทิงได้ดีอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นร้านรถเข็นกล้วยแขกหน้าซอยของยายชา ผู้รับรู้เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นในซอย โดยพักหลังๆ แกจะเริ่มมีการหูตึง ได้ยินอะไรผิดๆ ถูกๆ หรือจะเป็นร้านขายของชำของเจ๊หม่ำ ผู้มีนิสัยขี้บ่นและชอบสั่งการให้อาโกวทำโน่นทำนี่ ไปจนถึงบทบาทคุณนายสะอาดเจ้าของบ้านเช่าในซอยเถิดเทิง และทนายประสิทธิ์ที่คอยตามเก็บค่าเช่าจากผู้คนในชุมชน เป็นต้น

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

ซอยเถิดเทิงเป็นซอยที่ไม่หยุดนิ่ง มีการพัฒนา ขยับขยาย และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 

ส่วนชุมชนถ่ายทอดรูปแบบของคนทำมาหากินหลังกำแพงวัด บางบ้านหาเช้ากินค่ำ บางบ้านเปิดร้านค้าขายของ และบางบ้านทำกิจการเล็กๆ คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้คนในชุมชน 

ผู้คนในชุมชนเช่าบ้านอยู่ โดยตัวบ้านในละแวกนั้นทำจากไม้หุ้มด้วยหลังคาสังกะสีสูง มี 1 – 2 ชั้น ผนังภายนอกของตัวบ้านบ่งบอกถึงร่องรอยและการต่อเติมซ่อมแซมด้วยวัสดุที่แตกต่างกันไปตามจุดต่างๆ

จากฉาก ระเบิดเถิดเทิง รุ่นที่ 1 ใน พ.ศ. 2539 – 2546 ไปยังฉากรุ่นที่ 2 ใน พ.ศ. 2548 – 2552 จะเห็นได้ชัดว่าซอยเถิดเทิงนั้นขยายใหญ่ขึ้น เริ่มต้นจากแผงลอยเล็กๆ และร้านรถเข็นหน้าซอยในตอนแรก ภายหลังพัฒนาเป็นร้านค้า บริเวณที่ผู้อยู่อาศัยแบ่งพื้นที่ส่วนตัวของตัวบ้าน ขยายออกมาทำเป็นพื้นที่ค้าขาย ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่โครงการตึกแถว 3 ชั้นขยายเข้ามาเชื่อมต่อกับซอย 

ต่อมาใน ระเบิดเถิดเทิง รุ่นที่ 3 ใน พ.ศ. 2552 – 2553 ร้านสะดวกซื้อเครือใหญ่ได้เข้ามาเปิดกิจการในซอยเป็นที่เรียบร้อย 

20 ปีให้หลัง เนื้อเรื่องดำเนินต่อมาในวันที่เท่ง-โหน่ง อดีตสองนักเลงประจำซอยหวนกลับมาที่ซอยเถิดเทิงอีกครั้ง หลังจากเดินทางออกไปเพื่อทำตามฝันของตัวเอง ใน ระเบิดเถิดเทิงซอยข้าใครอย่าแตะ (พ.ศ 2561 – 2563) เมื่อซอยที่พวกเขารู้จักพัฒนาไปจนแถบจำไม่ได้ 

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

โดยผิวเผินแล้วความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนเถิดเทิง ไม่ว่าจะผ่านสถาปัตยกรรมที่เปลี่ยนไป วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ประเภทของร้านค้าที่เพิ่มขึ้น พร็อพและสิ่งของต่างๆ ที่นำมาประกอบถนนหนทางในฉาก อาจเป็นเพียงธรรมชาติของซิตคอมที่มาควบคู่กับโฆษณา ผลิตภัณฑ์ และสปอนเซอร์ ทำให้ฉากของรายการต้องมีปรับเปลี่ยนและขยายเพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็ทำให้ฉากในซอยเถิดเทิงนั้นเติบโตไปพร้อมกับผู้ชมและสภาพของสังคมนอกจอทีวี

ซอยเทิดเถิงระหว่าง พ.ศ. 2539 – 2553

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี
ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2539 – 2553 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี

ฉากของซอยเถิดเทิงนั้นมีหลายสำเนา ตัวแปลนที่เห็นอยู่ด้านบนเป็นเพียงแปลนลูกผสมรวมฉากในรุ่นที่ 1 – 3 ซึ่งเป็นส่วนหน้าของซอยเถิดเทิงที่เป็นหัวใจของชุมชน ประกอบไปด้วยร้านขายของชำของเจ้หม่ำ คลังเสบียงและห้องอาหารสำหรับคนในชุมชน ร้านซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า วิทยุ ทีวี พัดลม เฉื่อยการช่าง ร้านตัดผมเสริมสวยของเจ้ตุ่ม ร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ ร้านขายหนังสือพิมพ์ และร้านยาดองที่ภายหลังถูกรื้อถอน และสร้างเป็นร้านสะดวกซื้อเปิดตลอด 24 ชั่วโมงขึ้นมาแทน ตลอดจนร้านรถเข็นของยายชา ซึ่งเป็นแหล่งรวมข่าวมั่วและข่าวลือของคนในชุมชน

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี
ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี

ผังแปลนซอยเถิดเทิงในยุคคลาสสิกเผยให้เราเห็นถึงความเชื่อมต่อที่คลุมเครือ ระหว่างพื้นที่ภายในตัวบ้านกับพื้นที่สาธารณะนอกตัวบ้าน ประตูบ้านเปิดโล่ง อาณาเขตของบ้านขยายออกไปบนท้องถนนและพื้นที่สาธารณะ การนำกระถางต้นไม้ เฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ แผงขายของ ถังขยะ และข้าวของต่างๆ ไปวางเพื่อกำหนดอาณาเขตใหม่ในครอบครอง เพื่อเพิ่มที่ใช้สอยในการค้าขาย แต่ในทางกลับกัน สิ่งเหล่านั้นก็ทำให้พื้นที่สาธารณะเข้าไปเชื่อมต่อกับพื้นชั้นล่างของตัวบ้านเช่นกัน ทำให้รู้สึกเหมือนว่า ห้องน้ำ ห้องครัว และห้องนั่งเล่น กลายเป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะไปด้วย 

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี

ซอยเทิดเถิงซอยข้าใครอย่าแตะ (พ.ศ. 2561 – 2563)

ฉากของซอยเถิดเทิงใน พ.ศ. 2561 ตัดมาในส่วนท้ายของซอย มีบ้านของพ่อมหา พ่อบุญธรรมของเท่ง ผู้ยกบ้านหลังนี้เป็นมรดกให้เขา บ้านหลังนี้กลายมาเป็นศูนย์กลางของรายการ โดยแต่เดิม ฉากของบ้านหลังนี้ในยุคคลาสสิกไม่ได้อยู่รวมกับร้านขายของชำ จากการคาดเดาแล้ว หากเราเดินเลียบซอยข้างวัดหลังร้านขายของชำไปทางขวาเรื่อยๆ แล้วข้ามสะพานข้ามคลองมา เราจะพบกับบ้านไม้ของพ่อมหาหลังนี้

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี
ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี

ภาพรวมซอยเถิดเทิงในยุคนี้ดูสะอาดและเป็นระเบียบมากขึ้น ถนนหนทางถูกปรับปรุง มีฟุตปาธเพิ่มเข้ามาไว้ สำหรับวินมอเตอร์ไซค์จอดรอคิวรับผู้โดยสารที่ลงมาจากรถไฟฟ้า ท่อระบายน้ำที่สื่อให้ถึงการพัฒนาระบบระบายน้ำในชุมชน ขยะลดน้อยลง 

ส่วนร้านค้าในชุมชนที่ครั้งหนึ่งเราเคยจดจำได้ ถูกแทนที่ด้วยพลาซ่า ร้านค้าในรูปแบบคอมมูนิตี้มอลล์ ซึ่งมีการจัดสรรสัดส่วนชัดเจน มีโซนร้านค้าของใครของมัน โซนทานอาหาร และโซนตลาดนัดตรงลานส่วนกลาง 

ที่อยู่อาศัยก็เริ่มมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ประตูหน้าต่างปิดมิดชิดแตกต่างกับฉากในยุคแรก ที่ตัวบ้านและร้านค้าจะเปิดโล่ง เพื่อเชื่อมต่อกับพื้นที่สาธารณะภายนอก 

หากดูจากแปลนทั้งสอง จะพบว่าฉากในยุคปัจจุบันมีพื้นที่สีเทาเพิ่มขึ้น หมายถึงความต้องการความเป็นส่วนตัวที่มากขึ้นในชุมชน เมื่อจำนวนประชากรในชุมชนเพิ่มมากขึ้น ก็เป็นเรื่องยากที่เราจะไว้ใจทุกคนได้ เหตุผลด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันการลักขโมย อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่แต่ละบ้านเริ่มกั้นรั้ว กั้นกำแพง ปลูกต้นไม้บังสายตากันและกัน ประหนึ่งสัญลักษณ์ของการเรียกร้องขอความเป็นส่วนตัว

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 - 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี
ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2561 – 2563 โดย ลภัสรฎา ปั้นดี
ชวนดูการเติบโตของซอยเถิดเทิงจากซิตคอมในตำนาน ตั้งแต่วันที่ปากซอยคือร้านรถเข็นขายกล้วยทอด จนถึงวันนี้ที่มีสถานีรถไฟฟ้าในชุมชนตัวเอง

บางครั้ง ความเจริญที่เข้ามาในชุมชนก็เป็นดาบสองคมซึ่งไม่ใช่จะมีแต่เรื่องดีเสมอไป อีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนผ่าน ซอยเถิดเทิงซอยข้าใครอย่าแตะ คือการเวนคืนพื้นที่บางส่วนของชุมชน เพื่อเชื่อมต่อทางออกของรถไฟฟ้าที่ยื่นขวางทางเข้าในซอย 

ความเจริญที่ตามมากับรถไฟฟ้าก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชุมชน ในฉาก เราจะเห็นว่าตึกรามบ้านช่องบางส่วนเริ่มติดป้ายประกาศเซ้งหรือหาผู้เช่ารายใหม่ สะท้อนให้ถึงการทยอยย้ายออกของคนในพื้นที่ ซึ่งคาดคะเนว่าเกิดจาก 2 สาเหตุ

หนึ่ง พวกเขาสู้ค่าเช่าที่สูงขึ้นไม่ไหว หรือสอง เจ้าของตึกต้องการขายเพื่อเก็งกำไร เพราะที่ดินราคาสูงขึ้น 

และนั่นก็เป็นสิ่งเดียวกับที่เท่งคิดในวินาทีแรก เมื่อเขาทราบว่าตัวเองได้รับมรดกเป็นบ้านไม้หลังนี้จากพ่อมหา เขาคิดไปถึงการขายให้เสี่ยหมี เพื่อเอาทำที่จอดรถของพลาซ่า แต่ท้ายที่สุด บ้านก็ไม่ได้ถูกทุบและยังคงสภาพอยู่คู่ซอยเถิดเทิงต่อไป

ชุมชนหยุ่นตัว

ชวนดูการเติบโตของซอยเถิดเทิงจากซิตคอมในตำนาน ตั้งแต่วันที่ปากซอยคือร้านรถเข็นขายกล้วยทอด จนถึงวันนี้ที่มีสถานีรถไฟฟ้าในชุมชนตัวเอง
บ้านพ่อมหาในซอยระเบิดเทิดเถิงคลาสสิก
ชวนดูการเติบโตของซอยเถิดเทิงจากซิตคอมในตำนาน ตั้งแต่วันที่ปากซอยคือร้านรถเข็นขายกล้วยทอด จนถึงวันนี้ที่มีสถานีรถไฟฟ้าในชุมชนตัวเอง
บ้านพ่อมหาในระเบิดเทิดเถิงซอยข้าใครอย่าแตะ

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในซอยเถิดเทิง หากมองผิวเผินอาจเป็นแค่ฉากในละคร เป็นมุกตลกที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างเสียงฮาอย่างเดียวเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมุกตลกและเนื้อหาโดยรวมของซิตคอม มักจะหยิบยกสถานการณ์ เทรนด์ วลี และคำศัพท์ใหม่ๆ ที่กำลังอยู่ในกระแสเข้ามาใช้ในการดำเนินเรื่อง เวลาที่เราย้อนกลับไปดูฉากเก่าๆ เหล่านั้น ก็แอบสะดุ้งเหมือนกันที่ปัญหาเก่าเมื่อ 20 ปีที่แล้วยังคงวนเวียนในปัจจุบัน 

มีอยู่ตอนหนึ่งที่ซอยข้างๆ กำลังถูกเวนคืนที่เพราะทางด่วนกำลังจะมาลง ชาวเถิดเทิงเริ่มตื่นตระหนก กลัวว่าเจ้าหน้าที่จะเข้ามาขอเวนคืนที่ซอยนี้บ้าง สร้างความวุ่นวายให้กับคนในชุมชนเป็นอย่างมาก เพราะชาวบ้านไม่อยากย้ายออกจากที่รกรากของตน ซึ่งท้ายที่สุด ซอยเถิดเทิงก็มีสถานีรถไฟฟ้ามาลงในซอยจนได้

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

หากพูดกันอย่างเป็นกลางแล้ว สังคมและเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาโดยธรรมชาติ ผังแปลนของชุมชนเถิดเทิงในยุคแรกอาจสะท้อนให้เห็นถึงชุมชนที่กำลังเติบโต ชุมชนที่ผู้บริหารเมืองและพลเมืองกำลังเล็งศรธนูไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยความเร็วที่เท่ากัน เร่งพัฒนาความเป็นอยู่ควบคู่ไปการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ การค้าขายและการทำธุรกิจ สะท้อนออกมาในสถาปัตยกรรมในรูปแบบตึกแถวแบบอาคารพาณิชย์ การแบ่งพื้นที่ตัวบ้านมาเปิดเป็นร้านค้าต่างๆ

สถาปัตยกรรม ‘ซอยเถิดเทิง’ กับการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนขนาดย่อมตลอด 25 ปี

ต่อมาในช่วงหลัง ในยุค ซอยเถิดเทิงซอยข้าใครอย่าแตะ เมื่อสังเกตว่าความสัมผัสระหว่างคาแรกเตอร์ของตัวละครกับฉากยึดโยงกันน้อยลง รูปแบบชุมชนมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น รูปแบบร้านค้าแบบพลาซ่า คอมมูนิตี้มอลล์ มีความเป็นกิจการเครือข่ายมากขึ้น อัตลักษณ์ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชุมชนลดน้อยลง หากนำมาพิเคราะห์แล้ว เหมือนกับว่าลูกศรของผู้บริหารและพลเมืองกำลังวิ่งไปคนละทิศคนละทางกัน ด้วยความเร็วที่ไม่สัมพันธ์กันอีกต่อไป

เมื่อพลเมืองไม่ได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมในการส่งเสียงของตัวเองออกมา ว่าจริงๆ แล้วคุณภาพชีวิตที่ดีที่พวกเขามองหาคืออะไรกันแน่ แต่การพัฒนาเมือง ณ ขณะนี้ยังคงมุ่งไปในทิศทางที่เหมือนจะไม่เข้าใจถึงระบบนิเวศและสุขภาวะของเมือง เหมือนโยนของเป็นชิ้นๆ ส่งเข้าเข้าไปในกล่อง โดยที่ไม่มีความเชื่อมโยงกันในระบบภาพรวม 

ลูกศรของพลเมืองกำลังเล็งหาเป้าหมายของระบบเมืองและชุมชนที่มีความหยุ่นตัว เมืองที่พร้อมจะปรับตัวและฟื้นฟูตามระบบนิเวศและกลไกทางธรรมชาติ และพร้อมจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งในระยะสั้นและยาว 

ขอบคุณภาพจาก Workpoint

Citation and Image References:

ระเบิดเถิดเทิง, ศิรโรจ บุญไชย (2542-2552) กฤษณะ จิตรเนาวรัตน์ (2561-2563) (Director) บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) (Producer)

ผังแปลนซอยเถิดเทิง พ.ศ. 2539-2553 และ พ.ศ. 2561-2563 โดย (มิลค์) ลภัสรฎา ปั้นดี

ติดตามผลงานได้ที่ Instagram : lprd.studios และ Lprdd

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

ฉากการ์ตูนสีลูกกวาดในเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันสดใส เด็กผู้หญิงวัย 5 ขวบ 3 คนในชุดซูเปอร์ฮีโร่โทนสีฟ้า แดง และเขียว พร้อมกับเสียงพากย์ประโยคเกริ่นนำสุดคุ้นหูที่ใครหลายคนก็ท่องตามได้ว่า

“น้ำตาล เครื่องเทศ สารพัดของกุ๊กกิ๊ก ทั้งหมดคือเครื่องปรุงที่เลือกสรรเพื่อสร้างสาวน้อยสมบูรณ์แบบ แต่ศาสตราจารย์ยูโทเนียม เติมสารพิเศษอีกอย่างลงไปในส่วนผสมโดยไม่ตั้งใจ ‘สารเคมี X’… จึงเกิดเป็น Powerpuff Girls ด้วยพลังเหนือมนุษย์ที่มีอยู่ในตัว บลอสซัม! บับเบิลส์! บัตเตอร์คัพ! จึงอุทิศชีวิตให้การต่อสู้อาชญากรรม และพลังอำนาจแห่งความชั่วร้าย!”

นี่คือมนตร์เสน่ห์ที่เป็นอมตะของ ‘The Powerpuff Girls’ การ์ตูนซีรีส์ในวัยเยาว์ของเด็ก ๆ ที่โตมากับช่อง Cartoon Network และกล่องรับสัญญาณภาพยูบีซี ในช่วงปี 2000 

ตามที่ได้บรรยายไว้ในประโยคเปิดทุกตอนของรายการ Powerpuff Girls คือซูเปอร์ฮีโร่ที่ถือกำเนิดขึ้นจากการทดลองที่ผิดพลาดของศาสตราจารย์ยูโทเนียม (Professor Utonium) ชายตัวสูงโปร่ง สวมเสื้อโค้ทห้องแล็บสีขาวแทบตลอดเวลา ต้นแบบของคุณพ่อสุดคลาสสิกที่คอยดูแลเอาใจใส่เด็กหญิงหัวโต ตากลม ไม่มีจมูกและนิ้วมือทั้งสามคน ซึ่งแต่ละคนนั้นก็มีลักษณะทางกายภาพ สีดวงตา อุปนิสัย และพลังที่โดดเด่นแตกต่างกันไป

บลอสซัม (Blossom) เด็กหญิงผมยาวสีส้ม ใส่ชุดสีชมพู ผูกโบว์สีแดง เธอมีบุคลิกเป็นผู้นำ จึงเปรียบเหมือนพี่สาวคนโตของบ้าน

บับเบิลส์ (Bubbles) มีผมสีทองมัดแกละสองข้าง ใส่ชุดสีฟ้า มีนิสัยร่าเริงและเป็นเสียงหัวเราะของบ้าน 

และนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุด บัตเตอร์คัพ (Buttercup) เด็กหญิงผมบ๊อบสีดำ ใส่ชุดสีเขียว มีนิสัยห้าวหาญและขี้โมโห ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้ว ฮีโร่ทั้งสามสะท้อนให้เห็นถึงองค์ประกอบของคนหนึ่งคนที่ประกอบด้วยศักยภาพทางความคิด จิตใจ และร่างกาย

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

นอกจากความน่ารักของตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว บ้านยูโทเนียมของศาสตราจารย์และเหล่าพาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์นั้น ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตัวละคร ช่วงอายุ อาชีพ อุปนิสัย บุคลิก และสีประจำตัว ถ่ายทอดผ่านฉากและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม การตกแต่งภายในแต่ละห้อง ความแตกต่างระหว่างพื้นที่ของศาสตราจารย์กับสามสาว

นอกจากนี้ เมื่อรายการดำเนินไป ฉากของบ้านก็ถูกปรับเปลี่ยนไปเช่นกัน เราจะสังเกตได้ถึงแนวคิดที่เปลี่ยนไปของตัวบ้าน ระหว่างเวอร์ชันคลาสสิกในช่วงปี 1998 – 2004 และเวอร์ชันรีบูตในช่วงปี 2016 – 2018 ที่ถ่ายทอดผ่านการออกแบบและคอนเซ็ปต์อาร์ต

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

ผ่านมาแล้วเกือบ 3 ทศวรรษที่ เครก แมคแครกเคน (Craig McCracken) ซึ่งเป็นทั้งผู้สร้างตัวละคร ผู้อำนวยการผลิต และผู้กำกับ The Powerpuff Girls ที่ออกอากาศครั้งแรกในปี 1998 ด้วยเอกลักษณ์ของลายเส้น กราฟิก และเรื่องราวที่ถ่ายทอดบุคลิกตัวละคร ทัศนคติ ด้านดีและด้านไม่ดีที่แตกต่างไปจากการ์ตูนเรื่องอื่น ๆ ในสมัยนั้น ดำเนินเรื่องโดยมีผู้ดำเนินรายการคอยสอดแทรกและตัดบทต่าง ๆ ทำให้ผู้ชมเหมือนกำลังอ่านหนังสือการ์ตูนหรือฟังนิทานก่อนนอนอย่างไรอย่างนั้น

โครงเรื่องโดยรวมบอกเล่าปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันของเด็ก ๆ การทะเลาะกันของพี่น้องและเพื่อนฝูง รวมถึงการผจญภัยและต่อกรกับเหล่าวายร้าย อย่างแก๊งอะมีบา เชื้อโรคที่โง่เขลา ลิงชิมแปนซีอัจฉริยะ Mojo Jojo ซาตานก้ามปูตัวสีแดงที่ใส่รองเท้าส้นสูง วัยรุ่นอันธพาลแก๊งขี้ไคล และอีกหลากหลาย โดยแมคแครกเคน ผู้ออกแบบตัวละครเผยว่า เขาออกแบบวายร้ายเหล่านี้โดยเรียงลำดับจากความซื่อบื้อที่ค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปตามความชั่วร้ายที่เพิ่มขึ้น

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

01
บ้านยูโทเนียม

เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นในเมืองทาวน์วิลล์ (Townsville) อันแสนสงบสุข เต็มไปด้วยต้นไม้ อากาศบริสุทธิ์ แต่มักจะถูกโจมตีโดยสัตว์ประหลาดยักษ์และอาชญากรรม เป็นเมืองสมมติที่มีกลิ่นอายและเค้าโครงจากนิวยอร์กในสหรัฐอเมริกา 

ภาพรวมเมืองนี้แบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก ๆ

โซนแรกคือย่านดาวทาวน์ ตัวเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า มีประชากรหนาแน่นและสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมือง

ต่อมาคือโซนย่านชานเมือง Pokey Oaks ประกอบด้วยบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน และเป็นที่ตั้งของบ้านยูโทเนียมของสาว ๆ พาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์และศาสตราจารย์

บ้านเลขที่ 107 คือที่ตั้งของบ้านยูโทเนียม หัวใจของการ์ตูนเรื่องนี้ บ้านเดี่ยวสองชั้นจากการประกอบเข้าด้วยกันของกล่องสี่เหลี่ยมสีขาว 3 กล่อง ด้านหน้าบ้านมีประตูทางเข้าสีแดงและหน้าต่างวงกลม 3 บานบนชั้นสอง บ้านหลังนี้สร้างตามรูปแบบสถาปัตยกรรม ‘ยุคโมเดิร์น’ เน้นการออกแบบด้วยรูปทรงเรขาคณิตที่ตรงไปตรงมาตามประโยชน์ใช้สอยของพื้นที่ภายในอาคาร โดยมักจะลดทอนเครื่องประดับและการตกแต่งที่ไม่จำเป็น และไม่ได้เชื่อมโยงกับพื้นที่ภายใน

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

เมื่อสังเกตจากบริบทละแวกบ้าน เราจะพบเพียงบ้านยูโทเนียมที่สร้างด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมในลักษณะนี้ ขณะที่หลังอื่น ๆ นั้นยังคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม ที่เป็นหลังคาจั่วสไตล์อเมริกันคันทรี่

ในนัยหนึ่ง การใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมแตกต่างจากบริบทรอบ ๆ ก็เหมือนบอกกลาย ๆ ถึงความแตกต่าง เป็นการสร้างทั้งความโดดเด่นและขัดแย้งในเวลาเดียวกัน 

จุดนี้อาจสะท้อนให้เห็นถึงไลฟ์สไตล์และรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย อย่างบริบทของศาสตราจารย์ยูโทเนียมที่เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ ก็ใช้หลักวิทยาศาสตร์แบบ Objective Driven ออกแบบบ้านด้วยรูปทรงตามสัดส่วนทางกายภาพของมนุษย์ วางผังแปลนบ้าน วางประตู หน้าต่างที่คำนึงถึงทิศทางแสงและลม กำหนดพื้นที่ส่วนตัว พื้นที่ส่วนรวม และพื้นที่ก้ำกึ่ง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นกระบวนทัศน์ทางความคิด และตรรกะในการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย 

ตัวบ้านประกอบด้วย 2 ห้องน้ำ 2 ห้องนอน 1 ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องแล็บ ห้องฝึกซ้อม และห้องออกกำลังกาย ในเวอร์ชันต้นฉบับจากปี 1998 ไปจนถึงปี 2004 จะพบว่าการตกแต่งภายในในตัวบ้านแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ

หนึ่ง คือการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น สีคุมโทน เป็นห้องเรียบ ๆ ที่มีเพียงเฟอร์นิเจอร์เพียงไม่กี่ชิ้นที่บ่งบอกถึงตัวศาสตราจารย์ ไม่ว่าจะเป็นห้องครัวที่ครบเครื่องไปด้วยอุปกรณ์อัตโนมัติ ทันสมัย และเครื่องใช้สเตนเลส ห้องน้ำสีขาวที่สะท้อนให้เห็นถึงความสะอาดและสุขอนามัย ซึ่งเป็นหนึ่งในแก่นหรือความหมกมุ่นของการขับเคลื่อนสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น ห้องนั่งเล่นที่มีความยืดหยุ่นในการปรับประโยชน์ใช้สอยตามโอกาส เป็นต้น

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

สอง คือการตกแต่งด้วยสีชมพูและของใช้ตามสีสันประจำตัวของเหล่าพาวเวอร์พัฟฟ์เกิลส์ ซึ่งทำหน้าที่กำหนดขอบเขตพื้นที่ของเด็ก ๆ ไปในตัว เราจะพบเพียงห้องนอนของสาว ๆ ทั้งสามที่ตกแต่งในโทนสีชมพู ตั้งแต่พรมปูพื้น ผนังห้อง ประตู ขอบกระจก เฟอร์นิเจอร์ รวมไปถึงตุ๊กตา ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ไปจนถึงเตียงและผ้าห่มนวมสีประจำตัวของแต่ละคน

เมื่อวิเคราะห์ดูแล้ว จะพบว่าการแบ่งพื้นที่และห้องส่วนใหญ่นำเสนอในมุมมองของศาสตราจารย์ ในสถานะผู้ใหญ่เจ้าของบ้าน และสามฮีโร่ในสถานะผู้ร่วมอยู่อาศัย

02
ต้นฉบับบ้านยูโทเนียม

หลายองค์ประกอบของการ์ตูนเรื่องนี้อ้างอิงมาจากทั้งสถานที่จริง หนังเก่า และอนิเมะญี่ปุ่นคลาสสิก

บ้านยูโทเนียมหลังนี้ก็เช่นกัน

แทบจะเรียกได้ว่าเป็นแบบจำลองหรือต่อเติมจากบ้านต้นฉบับ Villa Arpel ในภาพยนตร์เรื่อง Mon Oncle (หรือ My Uncle ในภาษาอังกฤษ จากปี 1958 ของผู้กำกับและนักแสดงตลกชาวฝรั่งเศส Jacques Tati) ภาพยนตร์ตลกเสียดสีสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น ที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในครอบครัว Arpel

ฉากบ้านครอบครัวนี้ออกแบบโดยนักเขียนบท (ควบตำแหน่งโปรดักชันดีไซเนอร์คู่ใจ) ฌัก ลากร็องฌ์ (Jacques Lagrange) ได้แรงบันดาลใจและอิทธิพลอย่างมากจาก Villa La Roche สร้างขึ้นในช่วงปี 1923 – 1925 ของ เลอกอร์บูซีเย (Le Corbusier) สถาปนิกยุคโมเดิร์นในตำนานที่เหล่าสถาปนิกไม่มีใครไม่รู้จัก 

โดยเอกลักษณ์ที่ Lagrange นำมาใส่ในฉากของ Villa Arpel คือหน้าต่างวงกลมที่เป็นตัวดวงตาสองข้าง ใน Mon Oncle เราจะเห็นสองสามีภรรยาใช้สอดส่องเพื่อนบ้าน โดยพวกเขาใช้หน้าต่างคนละบานกัน ซึ่งฉากของบ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ก็นำหน้าต่างทรงกลมมาใช้เช่นกัน และเพราะพวกเธอบินได้ บลอสซัม บับเบิลส์ และบัตเตอร์คัพ จึงใช้หน้าต่างคนละบานในการบินเข้าออกตัวบ้าน

บ้านยูโทเนียมใน The Powerpuff Girls ที่สะท้อนความเป็นนักวิทย์และพลังของสามสาว

หนึ่งในเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Tati คือการใช้ฉากสร้างความตลกที่ซ้อนเร้นควบคู่ไปกับตัวบทและเนื้อเรื่อง ใน Mon Oncle มีฉากหนึ่งที่แขกผู้มาเยือนและคุณ Arpel กำลังเดินไปตามทางเดินคดเคี้ยวก่อนเข้าถึงตัวบ้าน ทั้งสองคนถูกควบคุมโดยทางเท้าที่จัดวางไว้ จนใบหน้าของทั้งสองหันออกจากกันแม้ว่าจะกำลังสนทนากันอยู่ จุดนี้ก็เป็นมุกตลกสไตล์ Tati ที่กำลังจิกกัดสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์นอยู่นั่นเอง

ความคล้ายคลึงกันอีกอย่างระหว่างบ้านยูโทเนียมและวิลล่า Arpel คือการจัดวางเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น การวางของตกแต่งเฉพาะจุดในแต่ละห้อง ราวกับเป็นบ้านตัวอย่างที่กำลังจัดแสดงเพื่อต้อนรับแขก แทนที่จะเป็นบ้านอยู่อาศัยตามลักษณะการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจทำให้ห้องนั่งเล่นกลายเป็นโซนที่ห้ามทำรก ต้องคอยจัดเก็บหรือปัดฝุ่นอยู่ตลอดเวลา

เปิดแปลนบ้านของศาสตราจารย์ยูโทเนียมและสามสาว Powerpuff Girls ที่ได้แรงบันดาลใจจากบ้านในหนังฝรั่งเศส

การปรับเปลี่ยนการตกแต่งภายในมีผลต่อบรรยากาศในบ้านอย่างสิ้นเชิง เหมือนกันกับใน The Powerpuff Girls ในเวอร์ชันรีบูต ช่วงปี 2016 – 2018 ที่รายละเอียดของเมืองและบ้านยูโทเนียมถูกปรับโฉมในสถานะที่สามสาวคือเจ้าของบ้านร่วมกับศาสตราจารย์ เมื่อพรมสีชมพูและสิ่งของหลากสีเริ่มแพร่กระจายไปรอบบ้าน การตกแต่งภายในของยุคโมเดิร์นที่แข็ง ดิบ และไร้บุคลิก ถูกแทนที่ด้วยความน่ารักและตัวตนของเหล่าพาวเวอร์พัฟฟ์ เกิลส์ ซึ่งในทางกลับกันก็อาจถ่ายทอดความรู้สึกที่จริงใจต่อแขกผู้มาเยี่ยมเยียนก็เป็นได้

แน่นอนว่าการตกแต่งสถาปัตยกรรมภายในแสดงออกถึงบุคลิกของเจ้าของบ้านได้อย่างมาก บางครั้งเราอาจลองใช้เวลาสังเกตสภาพแวดล้อมในบ้าน แล้วลองถามตัวเองเล่น ๆ ว่า นี่คือสภาพแวดล้อมที่คุณสร้างขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองหรือไหม หรือสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองผู้อื่น หรือบางครั้งก็แค่ตกแต่งตามภาพห้องตัวอย่างในแคตตาล็อก ที่กำลังบอกคุณว่าหน้าตาห้องนั่งเล่นต้องเป็นอย่างไร ต้องมีเฟอร์นิเจอร์ตามที่เขาว่ากันไหม ควรมีหรือไม่มีอุปกรณ์เสริมแต่งอื่นใดอีกหรือเปล่า

จะเป็นไปได้ไหม หากห้องนั่งเล่นของคุณจะกลายเป็นห้องที่เต็มไปด้วยลูกบอลเหมือนบ้านบอล พื้นห้องนั่งเล่นปูด้วยวัสดุที่เด้งดึ๋ง ทำพื้นทั้งหมดให้กลายเป็นโซฟาไปเลย หรือจะเป็นไปได้ไหมที่ฝักบัวในห้องน้ำติดตั้งสูงขึ้นสัก 2 – 3 เมตร ให้เหมือนว่าคุณกำลังอาบน้ำจากน้ำตกธรรมชาติ

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ 

McCracken, Craig. The Powerpuff Girls. Hanna-Barbera Cartoons (1998–2002) and Cartoon Network Studios (2001–2005)

The Powerpuff Girls Classic, Lou Romano Art Work

The Powerpuff Girls Reboot, Eusong Art work

Utonium Floorplan, Yucky on the inside blog

Utonium Residence, Fandom

Villa Arpel Photo,intjournal

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load