1 พฤษภาคม 2562
74 K

นักท่องเที่ยวทุกคนที่เดินทางมายังกรุงเปียงยาง สาธารณรัฐประชาชนประชาธิปไตยเกาหลี (DPRK) จะต้องโดนจับแยกออกจากคนท้องถิ่นโดยสิ้นเชิง เราต้องนอนในโรงแรมที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเกาะแยกออกมาจากตัวเมือง ทานอาหารในร้านที่รัฐบาลจัดไว้ให้นักท่องเที่ยว จะไปไหนอะไรก็ต้องเป็นไปตามสถานที่ที่รัฐบาลกำหนด จะซื้อของก็ต้องซื้อเฉพาะในร้านของรัฐบาลเท่านั้น แม้แต่ไปแวะดื่มกินกันที่บาร์ เราก็จะยังต้องอยู่ในห้องที่เป็นสัดส่วนแยกออกมาจากคนท้องถิ่น เรื่องที่คิดว่าจะออกไปเดินเล่นเรื่อยเปื่อยตามถนนและสนทนาจ๊ะจ๋ากับชาวเมืองนั้นเป็นไปไม่ได้โดยเด็ดขาด

ดังนั้น โอกาสที่เราจะได้พบกับชาวเกาหลีเหนือตัวจริงเสียงจริงนั้นจึงมีน้อยมากๆ

มาราธอน, เกาหลีเหนือ

ก่อนที่ผมจะเดินทางมาที่นี่ สื่อหลายสำนักได้ร่วมกันสร้างภาพชาวเกาหลีเหนือว่าเป็นเสือยิ้มยาก เก็บเนื้อเก็บตัวจนถึงขั้นลึกลับ และด้วยสภาพการปกครองในระบอบสังคมนิยมแบบเบ็ดเสร็จอย่างที่เป็นอยู่นั้น ยิ่งทำให้พวกเขาต้องระมัดระวังตัว จะทำอะไรก็ต้องได้รับคำสั่งหรือคำอนุญาตแล้วเท่านั้น จะทำตามอำเภอใจไม่ได้เด็ดขาด

ดังนั้น สำหรับเราพวกเราเขาจึงดูห่างเหินและไม่เป็นมิตรกับใครสักเท่าไหร่

มิสโซลและมิสเตอร์ลีคือไกด์ท้องถิ่นที่รัฐบาลส่งมาตามประกบ เอ๊ย ดูแลพวกผมทุกฝีก้าวเพื่อกำกับว่าผมจะต้องไปที่ไหน ไปทำอะไร ใช้เวลาได้นานเท่าไหร่ และที่สำคัญก็คือว่าผมควรทำตัวอย่างไร ถ่ายรูปอะไรได้หรือไม่ได้ จนผมแอบเรียกทั้งคู่ว่า ‘คุณแม่’ และ ‘คุณพ่อ’ อยู่ในใจ

ขณะที่ผมท่องเที่ยวอยู่ในเปียงยางนั้นผมทำได้เพียงแค่แอบมองพี่ๆ น้องๆ ชาวเกาหลีเหนืออยู่ไกลๆ เช่น เวลาที่พวกเขาเดินไปมาบนถนน เวลาที่พวกเขาเข้าแถวรอขึ้นรถเมล์หรือรอซื้ออาหาร ฯลฯ ซึ่งไม่เพียงพอที่จะทำให้ผมได้รู้จักพวกเขาเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

มีอยู่วันหนึ่งที่คุณพ่อและคุณแม่จูงมือพาลูกทัวร์อย่างพวกผมไปนั่งรถไฟใต้ดินเล่นในกรุงเปียงยาง แม้ว่าเราจะได้นั่งร่วมขบวนกันกับชาวเกาหลีเหนือ แต่เราก็ยังต้องนั่งรวมกลุ่มกับนักท่องเที่ยวด้วยกันอยู่ดี และยังคงทำได้แต่เพียงแอบมองเขาอยู่ไกลๆ เช่นเดิม

มาราธอน, เกาหลีเหนือ

‘Mangyogdae Prize International Marathon’ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ง่ายๆ ว่า ‘เปียงยางมาราธอน’ ครั้งนี้จึงเป็นทางออกทางเดียวที่ผมพอจะมีโอกาสวิ่งหนีทั้งคุณพ่อและคุณแม่ได้สำเร็จ เพราะทั้งคู่จะทำได้แค่รอผมอยู่ที่สนามกีฬาคิม อิล ซุง สเตเดียมอันเป็นจุดปล่อยตัวและเส้นชัยเท่านั้น ฮ่าๆๆๆ

ส่วนช่วงเวลาระหว่างการวิ่งนั้นผมสามารถใช้สองขาทะยานไปตามท้องถนนสายต่างๆ ของกรุงเปียงยางโดยปราศจากเงาของทั้งคู่ และผมก็แอบฝันว่าผมจะได้ทักทายหยอกล้อกับพี่น้องชาวเกาหลีเหนือนับพันคนที่มายืนตามเส้นทางเพื่อให้กำลังใจนักวิ่งอย่างผม… และนั่นน่าจะเป็นเพียงโอกาสเดียวที่ผมได้เข้าใกล้พวกเขาแบบถึงเนื้อถึงตัว เพื่อที่จะได้พิสูจน์ว่าพวกเขาเป็นอย่างที่ใครต่อใครกล่าวหาไว้หรือไม่ และถ้าผมโชคดีพอ ผมก็หวังว่าผมจะได้ตีมือไฮไฟว์กับพวกเขาให้ครบทุกคน

ใช่ครับ… ผมหมายความว่า ‘ครบทุกคน’ เช่นนั้นจริง ๆ

ดังนั้น มาราธอนที่เปียงยางครั้งนี้ผมจึงเลือกวิ่งในระยะ 10 กิโลเมตรหรือมินิมาราธอน เพราะเวลา Cut-off นั้นกำหนดไว้ที่ 2 ชั่วโมง และเวลา 120 นาทีสำหรับผมนั้นถือว่ามากเพียงพอที่จะสามารถทำตามความฝันได้

ก่อนถึงวันวิ่งผมไม่สนใจเรื่องฝึกวิ่ง Tempo หรือ Interval เพื่อที่จะเร่งเข้าเส้นชัยอย่างหล่อๆ ด้วยสถิติใหม่หรือ New PB เลย สิ่งที่ผมสนใจมีเพียงสิ่งเดียวคือการหัดพูดภาษาเกาหลีด้วยคำหรือวลีที่ผมจะต้องใช้มากที่สุด และคำคำนั้นที่คุณแม่สอนก็คือคำว่า ‘อันยองฮาชิมนิกะ’ ซึ่งแปลว่า สวัสดี (แบบสุภาพ)

ผมจะต้องออกเสียงแผ่วๆ ตรงคำว่า ‘อันยอง’ แต่ต้องออกเสียงหนักและลงคอลึกๆ ตรงคำว่า ‘ฮาชิมนิกะ’ นั่นจึงจะเป็นสำเนียงแบบชาวเกาหลีเหนือที่ถูกต้อง และจะให้ดีกว่านั้น ผมควรจะค้อมหัวลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความสุภาพเมื่อกล่าวทักทายกับพี่ๆ น้องๆ ชาวเปียงยาง

ก่อนถึงวันวิ่งมาราธอน ผมเดินทางจากกรุงเปียงยางเพื่อไปเที่ยวเมืองแกซอง ผมพยายามทำการทดลองบางอย่าง นั่นคือการโบกมือกับพี่ๆ น้องๆ ชาวเกาหลีเหนือไปตลอดทาง ผมโบกมือให้แทบทุกคน ไม่ว่าคนที่อยู่บนรถประจำทาง คนที่อยู่บนรถโดยสารระหว่างเมือง คนที่เดินถนน คนที่กำลังยืนรอข้ามทางม้าลาย… ผมโบกมือให้แทบทุกคน

ผมพบว่าปฏิกิริยาแรกๆ ของพี่ๆ น้องๆ ชาวเกาหลีเหนือส่วนมากก็คือตกใจและงงครับ ต่อจากนั้นคือการทำหน้าไม่ถูกแบบ ‘ฉันควรทำยังไงกับเขาคนนี้ดีนะ?’ แต่ที่ผมแอบสบายใจก็คือพวกเขายิ้มตอบผมด้วยอัตรา 30 เปอร์เซ็นต์ และมีอีกประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ที่โบกมือตอบกลับมา

เท่านั้นก็เพียงพอที่ผมคิดว่าผมจะมีโอกาสตีมือไฮไฟว์กับชาวเกาหลีเหนือแน่ๆ อย่างน้อยก็ 5 เปอร์เซ็นต์ที่ยิ้มตอบผมมาในวันนั้น

เมื่อถึงวันสำคัญ ท่ามกลางอุณหภูมิเย็นเฉียบราว 4 – 6 องศาเซลเซียส สนามกีฬาคิม อิล ซุง แน่นขนัดไปด้วยผู้คนนับแสนที่มาเชียร์นักวิ่งมาราธอนทุกระยะกว่า 1,700 คน จากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

มาราธอน, เกาหลีเหนือ มาราธอน, เกาหลีเหนือ

ผมเดินทางเข้าสนามท่ามกลางเสียงเชียร์กึกก้องจนผมขนลุกซู่และสำคัญตนประหนึ่งว่าเป็นนักกีฬาโอลิมปิก และเมื่อเสร็จสิ้นพิธีการทุกอย่าง เสียงปืนก็ดังขึ้นเพื่อปล่อยตัวนักวิ่งมาราธอนหลากระยะ พร้อมๆ กับที่ผมทะยานออกไปด้านหน้าจากสนามกีฬาสู่ท้องถนนของกรุงเปียงยาง

เมื่อเอ่ยคำว่ากรุงเปียงยางนั้น ไม่ทราบว่าแต่ละคนจินตนาการถึงเมืองนี้ไว้อย่างไรกันบ้างครับ จะตกใจไหมถ้าผมจะบอกว่ากรุงเปียงยางนั้น ‘หวาน’ มากๆ

มาราธอน, เกาหลีเหนือ

อาคารสี่เหลี่ยมที่ตั้งเรียงรายอยู่เป็นบล็อกๆ นั้นเป็นทั้งอาคารพาณิชย์และอาคารที่พักอาศัยของชาวเมืองที่ดูทะมึนแบบที่พบเห็นได้ทั่วไปในประเทศสังคมนิยม แต่สีที่ฉาบอาคารเหล่านี้นั้นกลับเป็นสีพาสเทลหวานๆ อย่างเหลืองอ่อน โอลด์โรส เขียวอ่อน ฟ้าอ่อน ฯลฯ อันสารพัดจะอ่อนโยนและอ่อนหวาน อาจมีตัดด้วยอาคารสีอิฐ และน้ำตาลซีเปีย หรือเขียวเข้ม พอให้แก้หวานกันได้บ้าง

นอกจากรสหวานแล้ว บางครั้งกรุงเปียงยางยังแอบเพิ่มรสจี๊ดให้เราได้ซี้ดซ้าดกับอาคารทรงแปลก ไม่ว่าจะเป็นอาคารทรงสามเหลี่ยมที่สูงตระหง่านราวกับพีระมิด หรืออาคารที่โค้งมนไล่เลี้ยวเป็นเกลียวคลื่น หรืออาคารที่ดูเหมือนรูบิกซึ่งหมุนค้างไว้ให้เหลี่ยมกับเหลี่ยมมันเกยกัน และมีอีกมากมายที่สไตล์มันแสนจะอาว็องต์-การ์ดเสียจนทำให้ต้องร้องว่า “เฮ้ย เจ๋งว่ะ”

มาราธอน, เกาหลีเหนือ

ท้องถนนที่นี่สะอาดชนิดกริบ นั่นคือไม่มีแม้แต่เศษกระดาษสักชิ้นหล่นบนพื้น ไม่มีกองขยะให้เห็นสักกอง มันสะอาดกว่าเมืองไหนๆ ในโลกที่ผมเคยไปเยือน และผมก็เชื่อว่าเมืองกริบอย่างสิงคโปร์คงจะแอบมีอายกันบ้างเมื่อมาเห็นเมืองเนี้ยบอย่างเปียงยาง มันเนี้ยบเสียจนจนบางครั้งผมก็ลังเลว่าผมกำลังวิ่งอยู่ที่ไหน

สิ่งที่ยืนยันว่าผมยังอยู่ในเกาหลีเหนือคือรูป ‘ท่านผู้นำที่ยิ่งใหญ่’ และ ‘ท่านผู้นำอันเป็นที่รัก’ ซึ่งส่งสายตาทักทายผมมาจากทุกมุมเมืองแม้ว่าท่านจะวายชนม์ไปนานแล้ว

ผมปล่อยให้เหล่านักวิ่งขาแรงแข่งกันวิ่งลิ่วนำไปด้านหน้า ส่วนผมกับเอก น้องที่มาด้วยกัน ร่วมกันปฏิบัติการวิ่งช้าๆ และเริ่มสอดส่ายสายตาหาพี่น้องชาวเปียงยางเพื่อวิ่งเข้าไปกล่าวคำพูดที่ฝึกกันมานาน

ที่หน้าสนามคิม อิล ซุง นั้นมีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจรักษาการณ์อยู่มาก พี่ๆ น้องๆ กองเชียร์ต้องยืนอยู่ข้างหลังแถวหน่วยรักษาความปลอดภัย และเมื่อผมเริ่มปฏิบัติการอันยองฮาชิมนิกะกับพวกเขา ผมก็พบว่าพวกเขาแอบเกร็งอยู่พอสมควร แม้ว่าจะยังไม่ได้ไฮไฟว์กัน แต่ผมก็สะสมรอยยิ้มกลับมาได้ไม่น้อย

ผมวิ่งต่อมาถึง Arch of Triumph หรือประตูชัยแห่งกรุงเปียงยาง เราแวะถ่ายภาพกันอยู่หลายแอค ก่อนวิ่งต่อไปบนถนนแกซองที่ทอดยาวออกไปบนเมืองสวยอลังการแห่งนี้

โอ้โห… คราวนี้ผมเห็นพี่ๆ น้องๆ ชาวเกาหลีเหนือมายืนเรียงรายริมถนนแกซองเป็นแถวยาว ที่สำคัญคือ ไม่มีทหารหรือตำรวจมาคอยกั้น ผมถลาเข้าไปหาพวกเขา พร้อมตะโกน “อันยองฮาชิมนิกะ” ด้วยเสียงลึกลงลำคอและค้อมศีรษะแบบที่ฝึกมา และยกมือกางเตรียมไฮไฟว์

มาราธอน, เกาหลีเหนือ

ได้ผล… ได้ผล… พี่ๆ น้องๆ กว่า 10 คนที่ยืนเป็นกลุ่มแรกกางมือออกมารอผมเข้าไปไฮไฟว์ และแล้วก็แปะ แปะ แปะ แปะ และแปะ ผมกวาดหมดทั้งแถบ พร้อมกับเอกที่วิ่งตามมา

“สำเร็จแล้ว… ฮ่าๆๆๆๆ แต่นี่เราพูดภาษาเขาถูกต้องใช่ไหมเอก” ผมทั้งดีใจและแอบไม่แน่ใจไปพร้อมกัน

ไม่พอครับไม่พอ ข้างหน้ายังมีอีกนับร้อยคนยืนรออยู่ และเราทั้งคู่ก็ลุย ลุย และลุย พร้อมกับถลาเข้าหาพร้อมกับประโยคเดิมและท่าเดิมๆ และเราก็แปะ แปะ แปะ แปะ และแปะ ไฮไฟว์กวาดมาอีกทั้งแถบ

ฝรั่งกลุ่มใหญ่กับชาวฮ่องกงที่วิ่งอยู่แถวนั้นหัวเราะสนุกไปด้วยกัน และรีบมารวมกลุ่มกับเราเพื่อให้ผมสอนภาษาเกาหลีหลักสูตรเร่งรัด

“อย่าลืมลงเสียงหนักในคอนะครับ มันจะได้ถูกต้อง และค้อมศีรษะด้วย” ผมสำทับ

ข้างหน้ามาอีกเป็นหลักร้อยยืนเรียงรายรออยู่แล้ว และพวกเราก็วิ่งเข้าไปทำตามที่ฝึกกันมา และเราก็ไฮไฟว์หมดทั้งแถว พร้อมเสียงหัวเราะของชาวเมือง คุณย่า คุณยาย คุณปู่ คุณตา อายุมากๆ ก็มายืนไฮไฟว์กับพวกเราด้วยนะครับ ท่าทางท่านดูเขินๆ แต่ก็แปะมือได้แรงทีเดียว ผมซาบซึ้งใจมากๆ

เมื่อเลี้ยวเข้าสู่ถนนเพ็พฮาและฮยกซินที่กว้างขวางราวถนน 8 เลน ผมก็เห็นแถวพี่น้องชาวเกาหลีเหนือรออยู่ ตอนนี้ผมเริ่มคอแห้งแล้วครับ เพราะตะโกนมากว่า 3 กิโลเมตรแล้ว แต่แรงฮึดมันมาเต็มๆ แน่นอนว่าผมกับเอกก็วิ่งเข้าไปปฏิบัติการอันยองฮาชิมนิกะอีกครั้ง และผมก็ไล่ไฮไฟว์ได้ครบแถวอีกรอบ

มาราธอน, เกาหลีเหนือ

“อันยองฮาชิมนิกะ” คราวนี้มีเสียงตะโกนดังลงมาจากบนอพาร์ตเมนต์ข้างทาง พอผมเงยหน้าขึ้นไปผมก็เห็นครอบครัวเกาหลีครอบครัวหนึ่งยืนโบกมือรัวๆ บนหน้าต่าง โอ้โห… นี่ทักทายพวกผมลงมาจากห้องพักเลยหรือนี่ เป็นเกียรติแก่พวกผมมากๆ เลยครับ ผมรีบยืนโค้งกลับและตะโกนตอบด้วยคำพูดเดียวกันพร้อมกับโบกมือหย็อยๆ

เมื่อใกล้ถึงจุดกลับตัวที่ถนนรักวอน ผมกับเอกวิ่งไปแวะเข้าห้องน้ำ และแล้ว…

“$#%^+><~มิดะ…!?!” ทหารเกาหลีในเครื่องแบบดูขึงขังคนหนึ่งกล่าวอะไรบางอย่างด้วยเสียงเครียดๆ กับผม

“เขาพูดอะไรเนี่ย” ผมเปรยแบบไม่รู้จะทำยังไง

“ผมว่าเขาคงบอกให้พวกเราตั้งใจวิ่งกันหน่อยมั้งพี่ นี่เราเล่นมาตลอดทาง เดี๋ยวเราจะจบไม่ทัน” เอกช่วยสันนิษฐาน

“ได้เอก… อย่างนั้นเราวิ่งเร็วขึ้น แต่ยังต้องอันยองกับไฮไฟว์ต่อนะ” ผมยืนยัน

จากจุดกลับตัวเราได้เพื่อนนักวิ่งชาวฮ่องกงกลุ่มใหญ่สามถึงสี่คนมาร่วมปฏิบัติการ พี่ๆ น้องๆ ชาวเปียงยางน่ารักมากๆ เมื่อเราอันยองกับเขา เขาก็อันยองตอบเราด้วยความเต็มใจ บางคนไม่ได้หยุดยืนเรียงแถวแต่เดินไปมาตามถนนเช่นปกติ แต่เขาก็มีแก่ใจหันมาอันยองและโบกมือตอบกลับกับพวกเราด้วย

ระยะสุดท้ายผมเลือกบันทึกเป็นคลิปวิดีโอ หากได้ชมคลิปคลิปนี้ก็จะได้ยินเสียงผมตะโกนอันยองฮาชิมนิกะไปหอบไป และได้ยินเสียงพวกเขาตอบกลับมาเช่นกัน

ระยะสุดท้ายเมื่อผมกับเอกวิ่งกลับเข้ามาในสนามกีฬาคิม อิล ซุง กองเชียร์นับแสนยังคงนั่งอยู่และดูบอลลีกคู่สำคัญของเกาหลีเหนือไปด้วย ผมวิ่งไปเรื่อยๆ เพื่อซึมซับบรรยากาศระยะ 400 เมตรสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย คงไม่มีมาราธอนไหนในโลกแล้วที่จะมีกองเชียร์อภิมหากาพย์สุดอลังการ ….นอกจากเปียงยางมาราธอนนี้เท่านั้น

มาราธอน, เกาหลีเหนือ

เมื่อเหลือระยะ 200 เมตรสุดท้าย คนนำเชียร์บนสแตนด์หันมาหลิ่วตาเรียกผมกับเอกให้เข้าไปหน้าสแตนด์พร้อมกับทำมือเป็นสัญญาณว่า พวกนายนำเชียร์ไปเลย สแตนด์นี้เป็นของนาย

ผมกับเอกยกทั้งสองมือขึ้นกางออกสุดแขนก่อนนำมันตบเข้ามาเป็นจังหวะจากช้าๆ ช้าๆ และค่อยๆ เร่งจังหวะเร็วขึ้น เร็วขึ้น จากนั้นทั้งสแตนด์ก็เริ่มตบมือตาม

ช้า… ช้า… ช้า… เร็วขึ้น เร็วขึ้น เร็วขึ้นอีก จนกลายเป็นรัวๆ

เอาใหม่… ช้า.. ช้า… ช้า… เร็วขึ้น เร็วขึ้น เร็วขึ้นอีก จนกลายเป็นรัวๆ

และเมื่อการปรบมือจบลง ผมตะโกนคำว่า “อันยองฮาชิมนิกะ” พร้อมกับโค้งพี่ๆ น้องๆ บนสแตนด์ และมีเสียงตะโกนตอบกลับมาดังกึกก้อง

ผมกับเอกก็ไม่ทราบว่าเขาเชียร์บอลหรือตะโกนตอบเรานะครับ แต่เราฟินกันสุดๆ ไปเรียบร้อยแล้ว และเราก็ถลาเข้าเส้นชัยไปในเวลา 1 ชั่วโมง 22 นาที ซึ่งเป็นการวิ่ง 10 กิโลเมตรที่ช้าที่สุดในชีวิตผม

สำหรับผม สถิติที่ผมภูมิใจที่สุดคือผมพูดคำว่าอันยองฮาชิมนิกะไปไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง แต่ผมมั่นใจมากว่าผมพูดเกือบครบทุกคนตลอดระยะทาง 10 กิโลเมตร จากเดิมที่ผมกะจะไฮไฟว์กับคนจำนวนเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ที่มาคอยยืนเชียร์นักวิ่ง แต่ผมเชื่อว่าผมได้ไฮไฟว์ไปเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์และโบกไม้โบกมือกับคนบนตึก คนเดินถนนที่ผ่านไปผ่านมา ที่สำคัญคือ ผมได้รับมิตรภาพตอบกลับจากพวกเขาอย่างที่ผมไม่เคยคาดคิด

มาราธอน, เกาหลีเหนือ

เปียงยางมาราธอนไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน กิจกรรมนี้ทำให้ผมลืมภาพของชาวเกาหลีเหนือที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ไปโดยสิ้นเชิง พวกเขาคือคนที่น่ารัก อบอุ่น และเป็นมิตร ไม่ต่างจากพวกเราเลย

มาราธอนครั้งหน้า คุณตั้งเป้าหมายไว้ที่อะไร? เวลาใหม่? ระยะทางใหม่? หรือ New PB?

ผมเสนอว่าลองตั้งเป้าไฮไฟว์กับกองเชียร์ให้มากที่สุดดูไหมครับ?

และสุดท้าย… ผมหวังว่ามิตรภาพที่พวกเขามอบให้ผมและนักวิ่งกว่า 50 สัญชาติจากทั่วโลกอย่างจริงใจในวันนี้จะเป็นมิตรภาพที่เขามอบให้กับ ‘พี่น้องจากแดนใต้’ ด้วยเช่นกัน

เพื่อที่วันหนึ่งคาบสมุทรเกาหลีจะมีเพียงเกาหลีเดียวไม่มีเหนือและใต้อีกต่อไป

มาราธอน, เกาหลีเหนือ

ขอขอบคุณ: วีศิษฏ์ ธรรมธีโรวัฒน์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

สุโขทัย นามจังหวัดนี้คนไทยที่ได้ร่ำเรียนวิชาสังคมศึกษาคงจดจำในฐานะราชธานีเก่า ควบคู่กับพระพุทธรูป สถูป เจดีย์สมัยนั้น ที่บัดนี้ได้หักทลายกลายสภาพเป็นวัตถุโบราณในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ พลอยให้หลายคนเข้าใจว่า จังหวัดนี้คงเหลือแต่ร่องรอยวัฒนธรรมในอดีตที่ไม่อาจหวนคืน

ทว่าความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะแม้ว่าสุโขทัยจะสิ้นสถานะเมืองหลวงมานานกว่า 500 ปี หากวิถีชีวิต จิตวิญญาณหลายด้านของอาณาจักรสุโขทัยกลับได้รับการสืบสานมาจนถึงปัจจุบัน

ที่เห็นได้ชัดคือการสร้างสรรค์ศิลปะจากก้อนดินอย่างเช่นเครื่องปั้นดินเผา สังคโลก พระพิมพ์ ซึ่งล้วนเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ชาวสุโขทัยทำขึ้นเพื่อใช้เอง และส่งขายเป็นรายได้สำคัญของหลาย ๆ ครัวเรือน

ปลายเดือนสิงหาคม 2565 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ได้ชักชวนสื่อท่องเที่ยวไปเปิดโลกของดินเมืองพระร่วง อันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Toursim) ซึ่ง อพท. กำลังผลักดันอยู่ในตอนนี้

นี่จึงไม่ใช่แค่ทริปเที่ยวชมเมืองหลวงเก่าธรรมดา แต่เป็นทริปเปิดโอกาสให้ชาวเมืองหลวงใหม่อีกหลายชีวิตได้เล่าเรียนวิชาภูมิปัญญาชาวบ้านโดยการทำงานศิลป์จากดินเหนียว ทั้งยังสร้างรายได้คืนสู่ท้องถิ่นตามแนวความคิดของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อีกด้วย

ปั้นและเขียนลายสังคโลกร่วมสมัย

ใต้ร่มไม้ใบบังของบ้านสวนอันร่มรื่นที่อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ‘โมทนาเซรามิก’ ได้ถือกำเนิดขึ้นจากความรักของหนุ่มสุโขทัยกับสาวลำปางเมื่อ พ.ศ. 2542

ทั้ง อู๊ด-เฉลิมเกียรติ บุญคง และ ไก่-อณุรักษ์ บุญคง ต่างก็ไม่ใช่ศิลปินมืออาชีพ เมื่อครั้งยังศึกษาในมหาวิทยาลัย ทั้งคู่ก็เลือกเรียนสาขาที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างศิลป์อย่างนิติศาสตร์ แต่เพราะความสนใจในศิลปะมาแต่เดิม บวกกับการได้เล่นปั้นดินน้ำมันกับลูกสาวในวัยเยาว์ สองสามีภรรยาจึงเริ่มลงมือทำงานปั้น ลองผิดลองถูกอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เซรามิกกลางสวน

นานกว่า 23 ปีที่โมทนาเซรามิกได้แจ้งเกิดมา บ้านอิฐหลายหลังได้รับการสร้างขึ้นเป็นแหล่งผลิตควบคู่กับแหล่งเรียนรู้ มอบโอกาสแก่คนนอกให้มาเห็นเครื่องปั้น และลองทำงานปั้นดูกับมือตัวเอง ไล่มาตั้งแต่ศาลาทำดิน ห้องปั้น ห้องเขียนลาย ศาลาเคลือบ เตาเผา ไปจนกระทั่งพิพิธภัณฑ์และร้านค้า

เมื่อคณะของเราไปถึง พี่อู๊ดและพี่ไก่ยืนรอต้อนรับอยู่หน้าบ้านอิฐที่ผนังฝังเครื่องถ้วยชามสังคโลกหลากขนาด ลวดลาย และรูปร่าง ซึ่งเกิดขึ้นจากหัวศิลป์และการลงแรงของทั้งคู่ 

เรือนอิฐหลังนี้คือพิพิธภัณฑ์โมทนาที่ภายในลายตาไปด้วยเครื่องปั้นสารพัดประเภท ถ้วย โถ โอ ชาม แก้วน้ำ ถาดรอง และอีกหลายชิ้นที่ยากจะเฟ้นหาคำมาเรียก กระจายอยู่ทั่วทุกมุมห้องอย่างเป็นหมวดหมู่ ทั้งของโบราณและของเก่าคลุกเคล้ารวมกันอย่างงดงามลงตัว

ทั้งสองคนได้ให้ความรู้กับเราว่า ชื่อ ‘สังคโลก’ มาจากชื่อสวรรคโลกหรือศรีสัชนาลัย เดิมเคยเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรสุโขทัยและเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นชนิดนี้ ภายหลังชื่อนี้ได้เพี้ยนเป็นสังคโลก และถูกใช้เรียกเครื่องปั้นดินเผาของสุโขทัย ในขณะที่เครื่องปั้นดินเผาคืองานปั้นที่ผ่านการเผาไฟ ตรงกับคำว่า Ceramic ในภาษาอังกฤษ

ได้รู้จักเครื่องปั้นชนิดต่าง ๆ กันไปแล้ว พี่อู๊ดมอบหมายให้กรุ๊ปทัวร์ของเราแยกกลุ่มเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งให้ลองทำงานเขียนลาย อีกกลุ่มให้ลองทำงานปั้น

ในห้องเขียนลายที่เย็นสบายด้วยเครื่องปรับอากาศ โต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กถูกจัดวางไว้บนพื้น พร้อมด้วยดินสอ กระดาษ หมึก พู่กันหลากขนาด เหนืออื่นใดคือจานเซรามิกที่ให้ผู้คนได้ทดลองทำเวิร์กชอป

พร้อมกับเสียงน้ำไหลที่เปิดคลอไว้ให้เกิดสมาธิ พี่ไก่ซึ่งรับหน้าที่ผู้สอนได้ให้คำแนะนำว่า ควรใช้ดินสอร่างลายลงไปในกระดาษก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงนำลวดลายที่ร่างไว้ไปเขียนบนจาน ตบท้ายด้วยการใช้พู่กันที่เธอตระเตรียมไว้ให้ วาดทับลงไปบนลายเส้นดินสอนั้น

ขั้นตอนการทำเวิร์กชอปเขียนลายนี้ พี่ไก่มักจะให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเขียนลายตามเครื่องสังคโลก แต่หากอยากเขียนลวดลายตามใจชอบก็ย่อมได้เช่นกัน เมื่อเขียนเสร็จแล้ว เธอจะให้เจ้าของผลงานเขียนชื่อพร้อมที่อยู่ เพื่อที่เธอจะได้ส่งคืนเจ้าของได้ถูกที่ถูกคนหลังนำไปเคลือบและเผาไฟแล้ว

ตัดมาที่ห้องปั้นของพี่อู๊ด ลูกศิษย์รุ่นใหม่ต่างกำลังหน้าดำคร่ำเครียดกับการฝึกหัดขึ้นรูปภาชนะอยู่ แก้วน้ำเป็นภาชนะอย่างง่ายที่เขาชอบใช้เป็นแบบให้ลองทำ อาศัยนิ้วมือในการกดดุนทรง และไม้เป็นอุปกรณ์เสริม ก็จะได้รูปทรงของแก้วออกมาอย่างไม่ยากเย็นนัก

เสร็จจากเวิร์กชอปที่กินเวลานานกว่าชั่วโมง คณะทัวร์หลายคนเริ่มผุดเครื่องหมายปรัศนีบนหัว ว่าผลงานฝีมือพวกเราที่ทำเสร็จแล้วจะเดินทางไปไหนต่อ สองผู้ก่อตั้งโมทนาเซรามิกเลยอาสาพาพวกเราตรงดิ่งไปยังหลังบ้าน ซึ่งเป็นที่หมายปลายทางของงานปั้นทุกชิ้น

เตาเผาโมทนาเซรามิกคือคำตอบของคำถามเมื่อครู่ รวมถึงฉายา ‘สังคโลกร่วมสมัย’ ซึ่งที่นี่นิยามตนเอง เพราะแทนที่จะใช้เตาโบราณอย่างเตาทุเรียง พี่อู๊ดกับพี่ไก่เลือกที่จะนำวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างเตาไฟฟ้าที่ให้ความร้อนสูงแตะหลัก 1,000 องศาเซลเซียส

เมื่อเราไปถึง ก็ได้เวลาที่จะต้องเปิดเตาพอดิบพอดี พี่อู๊ดจึงนำผลงานที่เผาเสร็จแล้วออกมาอวดแก่สายตาผู้มาเยือนทุกคู่ ก่อนที่เครื่องปั้นทั้งหมดนี้จะถูกส่งไปให้ลูกค้าซึ่งเป็นรีสอร์ตแห่งหนึ่งในทะเลอ่าวไทย

ผู้ใดชื่นชอบงานเซรามิกรวมถึงเครื่องปั้นใด ๆ ของยี่ห้อโมทนา ที่นี่มีร้านค้าสำหรับจัดจำหน่าย หรือหากจะมาทดลองทำเวิร์กชอปทั้งปั้นดิน เขียนลาย ขึ้นรูป หรือเคลือบก็ย่อมได้ โดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 750 – 1,000 บาท และต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ให้พี่ไก่กับพี่อู๊ดได้มีเวลาในการจัดเตรียมอุปกรณ์

กดลายพระพิมพ์ดินเผา

พระเครื่องซึ่งเป็นวัตถุมงคลในปัจจุบัน มีรากฐานมาจากพระพิมพ์ ซึ่งเป็นประติมากรรมขนาดเล็กรูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดจากการนำวัสดุต่าง ๆ เช่น ดินเหนียวและผงว่านมงคลมากดลงในพิมพ์ 

อาณาจักรโบราณในดินแดนไทยล้วนมีคติการปั้นพระพิมพ์ไว้เพื่อสืบทอดพุทธศาสนาไว้ทั้งสิ้น คติความเชื่อนี้ตกทอดมาสู่อาณาจักรสุโขทัยที่ได้ประจุพระพิมพ์ดินเหนียวฝังไว้ในสถูปเจดีย์ ด้วยความเชื่อแบบพุทธว่าทุกสรรพสิ่งไม่จีรัง เจดีย์ที่สูงใหญ่ก็อาจพังทลายลงมาได้ในวันหนึ่ง เมื่อวันนั้นมาถึง พระพิมพ์ที่ซ่อนองค์อยู่ในกรุของซากปรักหักพังเจดีย์เหล่านั้นก็จะทำหน้าที่บอกเล่าพุทธประวัติผ่านอิริยาบถของพระพุทธเจ้าในพระพิมพ์เหล่านั้นต่อไป

เรื่องราวของพระพิมพ์โบราณผ่านหูผ่านตา กบ-ณรงค์ชัย โตอินทร์ มาแต่เยาว์วัย ด้วยชาติตระกูลเป็นถึงลูกหลานควาญช้างของเจ้าเมืองสุโขทัยร้อยกว่าปีก่อน เขาจึงซึมซับประวัติความเป็นมาของสุโขทัยตลอดทั้งชีวิต ก่อนเลือกเอาดีด้านงานพิมพ์พระเมื่อเติบใหญ่

ท่ามกลางผืนไม้ที่ขึ้นรกเป็นทุ่ง รถของทัวร์สื่อมวลชนบุกป่าฝ่าดงมาถึง ‘บ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์’ ไม่ไกลจากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย หลานชายหญิงตัวน้อยของ ‘ลุงกบ’ ยิ้มร่าหน้าบานเมื่อพบกับคณะของเรา น้อง ๆ ทั้งสองเชื้อเชิญเราทั้งผองไปฟังบรรยายของผู้เป็นลุงที่เรือนไม้หลังเล็กที่แวดล้อมไปด้วยภาพวาดสะท้อนคติจักรวาลในพุทธศาสนาและแผนที่เมืองเก่าของสุโขทัย

ด้านหน้าของพวกเราคือตัวอย่างพระพิมพ์ฝีมือพี่กบแห่งบ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์ ซึ่งมีถึง 850 พิมพ์ ทั้งหมดทำโดยนายช่างแห่งดินแดนพระร่วงผู้นี้

หลังจากให้ความรู้ด้านพุทธประวัติ ความเชื่อเรื่องไตรภูมิ รูปแบบเจดีย์ และพระพิมพ์พอหอมปากหอมคอแล้ว หนุ่มใหญ่ชาวสุโขทัยผู้ยังรักษาสำเนียงเหน่อแบบไทยกลางปนเหนือก็ถือไม้เท้าประคองร่างตนเองไปนั่งหน้าชั้นเรียน โดยมีหลาน ๆ พากันเชื้อเชิญให้แขกเหรื่อไปนั่งตามเก้าอี้ว่าง

ห้องทำเวิร์กชอปของพี่กบอยู่ใต้หลังคามุงจาก โต๊ะเรียนเป็นโต๊ะไม้ตัวยาวซึ่งทอดเรียงเป็นแถว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละคนจะได้รับพิมพ์อย่างน้อยคนละ 2 ชิ้น 2 ลาย กระปุกแป้ง และก้อนดินที่ใช้พิมพ์ ทั้งหมดจัดเรียงอย่างสวยงาม ประดับดอกลีลาวดี รวมทั้งมีผลไม้ตามฤดูกาล เช่น กล้วย เงาะ ที่พี่กบตั้งรอไว้ให้คนทำกิจกรรมได้เลือกกินได้ตามใจต้องการ

การสาธิตวิธีทำพระพิมพ์ของพี่กบเริ่มตั้งแต่นำดินเหนียวมาตำคลุกกับผงว่านมงคลและส่วนผสมทั้งหลายในครกให้ได้เนื้อดินตามคุณสมบัติ ก่อนนำดินที่ตำเสร็จแล้วไปกดลงกับพิมพ์ที่เตรียมไว้ ลบลายนิ้วมือที่ติดอยู่ด้านหลัง ก่อนจะมาถึงขั้นตอนสำคัญที่เขามักเน้นย้ำให้เจ้าของพระพิมพ์องค์นั้นหลับตาลง ตั้งจิตอธิษฐาน รำลึกถึงพุทธคุณและบุคคลที่พึงได้รับพระพิมพ์องค์นั้น

แม้ในระยะหลังอาการเจ็บป่วยในตัวพี่กบจะไม่ยินยอมให้เขาใช้ร่างกายซีกหนึ่งของตนเองได้ แต่ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต เขาก็ยังใช้ร่างกายอีกครึ่งที่เหลือในการตำดินและพิมพ์พระอย่างชำนิชำนาญเหมือนเคย

แกะดินออกจากพิมพ์ พระพิมพ์ที่เพิ่งพิมพ์ลายเสร็จใหม่สด ๆ ร้อน ๆ ยังต้องนำไปตากแดดให้ดินแห้งแข็ง เท่านี้ก็ได้พระพิมพ์เป็นอันสมบูรณ์

การสาธิตลุล่วงไปด้วยดี ทุกคนจึงแยกย้ายไปพิมพ์พระบนที่นั่งของตัวเอง ในรอบนี้พี่กบมอบหมายให้แต่ละคนพิมพ์พระองค์ใหญ่ขึ้น และพิมพ์ไปจนกว่าดินเหนียวในสำรับของตนจะหมด

คราวนี้อุปกรณ์ 2 สิ่งที่ทุกคนจะต้องหัดใช้เองคือแป้ง ซึ่งช่วยโรยให้เนื้อดินไม่ยึดกับพิมพ์ ทำให้แกะออกได้ง่ายขึ้น กับมีดคัตเตอร์ซึ่งกรีดลงบนดินตามจุดที่เห็นว่าบิ่น ล้ำ หรือไม่ได้ขอบรูปทรงที่สวยงาม

แล้วระหว่างรอการตากแดดอันนานโข เพื่อไม่ให้ผู้มาทำเวิร์กชอปเบื่อหน่าย พี่กบก็พาเราทุกคนมาเล่นกิจกรรมสนุก ๆ อีกอย่างหนึ่ง อย่างเกมยิงธนู ลูกธนูที่พี่กบกับหลานใช้ยิงเป็นแบบไม่มีหัว และใช้วิธีการยิงแบบล้านนาซึ่งมีการตั้งมือ เหนี่ยวคันธนูไม่เหมือนกับแถบยุโรป

ทั้งลุงและหลานผลัดกันสอนมือใหม่หัดยิงธนูไม่นาน ทุกคนก็เกิดความคุ้นชินและเพลิดเพลินกับการเล็งเป้า หลายคนยิงจนลืมเลยทีเดียวว่ากำลังรอให้พระพิมพ์ของตนแห้งอยู่

พี่กบเล่าด้วยสีหน้านิ่งเฉยเป็นนิจ หากน้ำเสียงเผยความภูมิใจว่า ลูกศิษย์ลูกหาหลายคนที่มาเรียนทำพระพิมพ์กับเขา สามารถพิมพ์พระขาย สร้างรายได้กับตัวเองมากมาย คนที่มาฝึกเรียนวิชาพิมพ์พระกับเขาก็ไม่ได้มีเฉพาะคนไทย แต่ยังอุดมด้วยชาวต่างชาติมากมายหลายสัญชาติ ซึ่งช่วยให้พี่กบได้หัดพูดภาษาอังกฤษจนคล่อง และขณะนี้กำลังฝึกภาษาจีนอยู่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชุดใหม่ที่กำลังจะหลั่งไหลมาจากแผ่นดินมังกรในเร็ววัน

เช่นเดียวกับโมทนาเซรามิก บ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์ของพี่กบเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ไม่ว่าใครก็เข้าชมและทำพระพิมพ์ฝีมือตนเองได้ แต่ต้องนัดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน พร้อมกับค่าใช้จ่ายอีกคนละ 300 บาทเท่านั้น

ทริปนี้ให้แง่คิดกับเราหลายอย่าง และทำให้เรามองจังหวัดนี้ในมุมแปลกไปจากเดิม

ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรสุโขทัยสมัยพ่อขุนอาจเหลือเพียงแค่อดีต แต่พื้นความรู้ความสามารถของผู้คนยังสืบต่อมาถึงปัจจุบัน และจะเชิดหน้าชูตาให้แดนรุ่งอรุณแห่งความสุขนี้ต่อไปในอนาคต

ภาพ : อำนาจ เพ็งเอี่ยม

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load