อีกไม่กี่วัน ‘อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี’ พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ จะเปิดให้ชาวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตและคนทั่วไปเข้าใช้งานอย่างเป็นทางการ 

ความพิเศษของอุทยานฯ แห่งนี้ คือแนวคิดชาญฉลาดที่ซ่อนอยู่ในทุกองค์ประกอบ 

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย
อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

อาคารทรงแปลกตารูปตัว H ลาดเอียงไล่ระดับเหมือนเนินดินขนาดยักษ์ โดดเด่นเตะตา ออกแบบอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยหลากหลายนวัตกรรมประหยัดพลังงาน ด้านบนคือ Green Roof Urban Farm ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย หลังคาเขียวนี้ นอกจากจะเพาะปลูกพืชพรรณออร์แกนิก สำหรับใช้ในโรงอาหารมหาวิทยาลัยแล้ว ยังมีระบบจัดการน้ำอย่างยั่งยืนที่หมุนเวียนน้ำฝนมาใช้ประโยชน์ได้ไม่รู้จบ

ไม่เฉพาะความเก๋ล้ำ แต่อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี ยังเก็บรักษาปณิธานและจิตวิญญาณดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะความเป็น ‘ประชาธิปไตย’ ที่อยู่คู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาตั้งแต่ก่อตั้ง

The Cloud จึงอยากชวนทุกคนไปเยี่ยมชมพื้นที่สาธารณะใหม่บนพื้นที่กว่า 100 ไร่แห่งนี้ พร้อมพูดคุยกับแรงขับเคลื่อนหลักอย่างอาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

ถึงการทำงานร่วมกัน ระหว่างทีมออกแบบผังแม่บท CIDAR (Center of Innovative Design and Research) แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทีมสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ นำโดยอาจารย์ธีรพล นิยม ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) และอาจารย์กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกแห่ง LANDPROCESS ในการสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะเก๋ล้ำที่โอบกอดธรรมชาติและผู้คนไว้อย่างยั่งยืน

01

มหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน

“จุดเริ่มต้นของอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี หรือ Puey Park for People and Sustainability มาจากวิสัยทัศน์ในการมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืนของธรรมศาสตร์ จึงมีการปรับปรุงผังแม่บทเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวซึ่งเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม และส่วนบริการประชาชน เพราะจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์คือการเป็นมหาวิทยาลัยของประชาชนทุกคน” อาจารย์ปริญญาเริ่มเล่า

อาจารย์ป๋วยคืออดีตอธิบการบดีผู้สร้างคุณูปการหลายประการให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ โดยเฉพาะการขยายวิทยาเขตจากท่าพระจันทร์ไปยังศูนย์รังสิต ท่านมีความประสงค์ที่จะพัฒนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้สมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้ เพราะตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

“ไม่เฉพาะความร่มรื่นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่อาจารย์ป๋วยยังเรียกร้องให้ภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ คำนึงถึงเรื่องพื้นที่สีเขียวและการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อประโยชน์ของคนในยุคปัจจุบันและคนรุ่นหลัง

“ดังนั้นการสร้างอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปีแห่งนี้ จึงเปรียบเสมือนการสานต่อเจตนารมย์ของอาจารย์ป๋วย ในการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยคุณภาพชีวิต หรือการกินดีอยู่ดีที่ท่านเคยแสดงทัศนะไว้เมื่อ 46 ปีก่อน”

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

เมื่อมองไปยังบริเวณด้านหน้าอุทยานฯ จะพบอนุสาวรีย์ของอาจารย์ป๋วย และอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ตั้งอยู่อย่างเรียบง่ายโดย มานพ สุวรรณปิณฑะ ตั้งใจถ่ายทอดภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ณ ประเทศอังกฤษของท่านทั้งสอง ออกมาเป็นประติมากรรม เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงคุณูปการของท่านทั้งสองที่มีต่อสังคมไทยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

02

ภูเขาแห่งความเท่าเทียม

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี คือการผสมผสานกันอย่างลงตัวไร้รอยต่อ ระหว่างอาคารรูปตัว H ซึ่งสื่อความหมายโดยนัยยะถึงคำว่า Humanity อันหมายถึงความเท่าเทียมเสมอกันของพลเมืองไทยทุกคน เพราะอาคารแห่งนี้เปิดเป็นสาธารณะประโยชน์ให้คนทั่วไปเข้าใช้ได้เช่นกัน ไม่เฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดยอาคารสร้างอยู่ใต้หลังคาที่เป็น ‘พูนดิน’ สอดคล้องกับความหมายชื่ออาจารย์ป๋วย สื่อถึงการบำรุง หล่อเลี้ยง เสริมกำลัง ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นเป็นแค่การนำดินมากองถมกัน แต่ต้องมีพืชพรรณงอกงามอยู่บนผืนดินอุดมสมบูรณ์ด้วย และนั่นคือที่มาของคอนเซปต์ ‘ภูเขา’ ที่ร่มรื่นไปด้วยพืชพรรณ เป็นปอดสีเขียวผลิตออกซิเจนให้กับพื้นที่โดยรอบ

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

ภูเขาขนาดย่อมแห่งนี้ ถือเป็น Green Roof Urban Farm ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย Urban Farm คือการทำเกษตรกรรม ที่เมื่อได้ผลผลิตก็ใช้ปรุงอาหารอยู่ภายในย่าน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่งผลผลิตไปยังพื้นที่อื่น 

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย
อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

“แปลงเกษตรออร์แกนิกบนหลังคาเขียวขนาด 7,000 ตร.ม. จะเปิดให้นักศึกษา คณาจารย์ บุคลากรมหาวิทยาลัยและผู้มีรายได้น้อย ได้มาทดลองปลูกพืชผักปลอดสารพิษ เพื่อนำผลผลิตไปรับประทานเอง หรือจะขายเป็นรายได้เสริมให้กับโรงอาหารของมหาวิทยาลัยก็ได้

“ผักที่นี่ต้องเป็นออร์แกนิกเท่านั้น เพราะเรามีเป้าหมายในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง ให้รูปแบบเกษตรกรรมของประเทศไทยเป็นแบบไร้สารเคมีอย่างยั่งยืนในอนาคต” อาจารย์ปริญญาเล่า

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

เราคิดว่า นี่คือการอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนระหว่างอาคารสมัยใหม่กับพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นทางออกเรื่องการใช้พื้นที่อย่างชาญฉลาด ชวนให้คิดว่าคงดีไม่น้อย ถ้าในอนาคตเรามีพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ที่ได้ประโยชน์กันทุกฝ่ายแบบนี้อีกเยอะๆ แทนที่จะเลือกโค่นต้นไม้เพื่อสร้างแต่ตึกคอนกรีตเพียงอย่างเดียว

03

ประหยัดพลังงานด้วยแสงอาทิตย์

เมื่อเดินเข้ามาภายในอาคาร สิ่งที่สัมผัสได้ทันทีคือ ‘แสง’ จากบานหน้าต่างนับร้อยตลอดแนวผนังสูง “ทีมสถาปนิกตั้งใจออกแบบ เพื่อเปิดช่องแสงให้แสงสว่างธรรมดาเข้าสู่อาคารได้มาก เพื่อลดการเปิดใช้ไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในอาคาร เป็นแบบประหยัดพลังงานทั้งหมด”

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

คอนเซปต์ในการออกแบบ Green Roof Urban Farm ของอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี คือ ‘นาขั้นบันได’ ซึ่งมีประโยชน์หลายอย่าง อาจารย์กชกรอธิบายว่า “เมื่อพื้นผิวคอนกรีตของอาคารถูกปกคลุมด้วยต้นไม้และพืชพรรณ การดูดซับความร้อนต่ำจะลง ทำให้อาคารร่มเย็น เมื่ออุณหภูมิภายในอาคารลดต่ำลง การใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศก็ลดลงไปด้วย”

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

เพราะคอนเซปต์คือภูเขา วัสดุหลักที่ใช้จึงเป็นอิฐที่ให้ความรู้สึกเป็นใกล้ธรรมชาติ และอาคารหลังนี้ถูกออกแบบให้สามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้เต็มรูปแบบ โดยจะเริ่มติดตั้งแผงโซลาเซลล์ในปีหน้า

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

มองไปยังอาคารอื่นๆ ในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะพบแผงโซลาเซลล์ติดตั้งอยู่บนหลังคาของแทบทุกอาคาร อาจารย์ปริญญาเล่าว่าทุกวันนี้สามารถผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ในรั้วมหาวิทยาลัยได้ถึง 9 เมกะวัตต์เลยทีเดียว และในอนาคตอาจเพิ่มการผลิตพลังงานสะอาดรูปแบบอื่นๆ อีก เช่น พลังงานน้ำหรือพลังงานลม

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

พื้นที่ภายในอาคารสุดเท่หลังนี้ ประกอบไปด้วยคอนเสิร์ตฮอลล์ 2 ห้อง น้องนิทรรศการ 2 ห้อง ห้อง Archeive ที่รวบรวมฐานข้อมูลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้องสมุดสาธารณะ Co-Working Space โรงอาหารออร์แกนิก และห้องประชุมที่เปิดให้นักศึกษาสามารถเข้าใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเสรี เพราะตั้งใจให้เป็น Academic Community และ Social Learning Space

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

04

การหมุนเวียนของสายน้ำ

อาจารย์กชกรอธิบายต่อว่า “นาขั้นบันไดที่ประกอบไปด้วยพืชพรรณหลากชนิด จะช่วยลดแรงปะทะและการไหลบ่าของน้ำฝนจากหลังคาอาคารให้ช้าลง หลังคาเขียวนี้สามารถชะลอความเร็วของน้ำได้เกือบ 20 เท่า ลดความเสี่ยงการเกิดน้ำท่วมขัง เพิ่มปริมาณการรองรับน้ำฝน โดยน้ำฝนจะถูกเก็บกักไว้ตามนาขั้นบันไดแต่ละแปลงก่อน จึงค่อยๆ ไหลรินลงมาช้าๆ สู่สระน้ำทั้ง 4 รอบอาคาร” 

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

อาจารย์ปริญญาบอกว่า แม้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะมีพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 1,700 ไร่ แต่ไม่เคยใช้น้ำประปารดน้ำต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว น้ำที่ใช้เป็นน้ำจากลำคลองที่ไหลผ่านมหาวิทยาลัย และน้ำฝนที่เก็บกักไว้ 

ตอนนี้มีสระเก็บน้ำฝนเพิ่มอีก 4 สระ โดยน้ำในสระจะถูกสูบขึ้นมาใช้รดน้ำต้นไม้พืชพรรณที่เพาะปลูกไว้ รวมถึงใช้ในระบบชะล้างสำหรับห้องน้ำในอาคารอุทยานฯ และในอนาคตทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีแผนปลูกพืชน้ำกินได้ในสระทั้ง 4 ด้วย

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

สิ่งที่แทรกอยู่ตามนาขั้นบันไดบนหลังคาเขียวคือ Amphitheatre ทรงไข่ ใช้เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมเอนกประสงค์ หรือนั่งพักผ่อนหย่อนใจในวันอากาศดีอย่างเช่นวันนี้ ทางเดินลาดชันสลับบันไดระยะสั้นๆ ทำให้สามารถเดินขึ้นมาชื่นชมความสวยงามของพื้นที่สีเขียวลอยฟ้าแห่งนี้ได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อยเลย

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

หันกลับไปมองอดีต พื้นที่ตรงนี้เคยเป็น ‘ทุ่งรังสิต’ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่อุดมสมบูรณ์มาก่อน และยังเป็นพื้นที่รับน้ำของกรุงเทพฯ เมื่อเป็นเช่นนั้นระบบจัดการน้ำของอุทยานฯ จึงเชื่อมโยงกับเรื่องน้ำทั้งหมดของผังแม่บทเรื่องการระบายน้ำของมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งกับตัวมหาวิทยาลัยและเมือง โดยให้ระบบคูและทางระบายน้ำของมหาวิทยาลัยเชื่อมกับสวน

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

เมื่อมีน้ำมา สวนแห่งนี้จะรองรับน้ำ ซึมน้ำ และบำบัดน้ำ ด้วยพืชชนิดต่างๆ ก่อนปล่อยน้ำสู่ระบบคลองเดิม นอกจากนี้ถ้าเกิดน้ำท่วม ธรรมศาสตร์ต้องสามารถพลิกตัวเองไปเป็นศูนย์บำบัดหรือศูนย์ช่วยเหลืออย่างที่เคยเกิดขึ้น สวนนี้ก็จะไม่ใช่แค่ที่ช่วยรับน้ำ แต่จะกลายเป็นศูนย์พักพิงที่ผู้ประสบภัยมาใช้ประโยชน์กางเต็นท์นอนได้ มีหลังคาอาคารทรงเนินดินเป็นส่วนพื้นที่แห้งพ้นน้ำด้วย

05

เพื่อวันนี้และวันข้างหน้า

เพราะรู้ว่าเมื่อเวลาผ่าน ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนแปลง อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปีจึงถูกออกแบบด้วยการมองไปข้างหน้าอย่างรอบคอบและรอบด้าน เพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต เช่น ถ้ามีน้ำท่วมอีกรอบหรือถ้ามีคนอยากไฮด์ปาร์่ก พื้นที่ตรงนี้จะรับบทบาทในการเป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมทั้งของชาวธรรมศาสตร์และคนทั่วไปอย่างที่มุ่งมั่นตั้งใจไว้

อาจารย์ปริญญาและอาจารย์กชกรกล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างอุทยานฯ แห่งนี้ ก็เหมือนกันการปลูกต้นไม้เฉพาะถิ่นลงในพื้นที่ที่เหมาะสม แล้วจากนั้นก็ปล่อยให้มันเติบโตไปพร้อมสภาพแวดล้อม สังคมและผู้คน

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

แม้จะมีกรอบแนวคิดที่แสดงความเป็นธรรมศาสตร์อันมีเอกลักษณ์ชัด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ออกแบบทุกอย่างชนิดจบบริบูรณ์ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ อุทยานแห่งใหม่ของชาวธรรมศาสตร์ รังสิต จึงเป็นพื้นที่ที่ถูกคิดมาเพื่อวันนี้และวันข้างหน้า

“การพัฒนาชาติจะต้องคำนึงถึงการทะนุถนอมสิ่งแวดล้อมประชาชนด้วย เวลาที่เราจะพิจารณาถึงเรื่องการพัฒนา จำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงสิ่งแวดล้อมอันเป็นประโยชน์สำหรับสาธารณะและอันเป็นประโยชน์สำหรับบุคคลภายหลังต่อไปด้วย”

ป๋วย อึ๊งภากรณ์ พ.ศ. 2514

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี สวนแห่งใหม่ของธรรมศาสตร์ที่เป็น Green Roof Urban Farm ใหญ่สุดในเอเชีย

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

หากพูดถึงจังหวัดเพชรบุรี จะนึกถึงอะไรกันบ้าง

เขาวัง หาดชะอำ หรือเป็นเพียงทางผ่านลงภาคใต้

จริง ๆ แล้ว เมืองนี้อุดมไปด้วยคุณค่าหลากมิติที่ซุกซ่อนอยู่ในทุกมุมเมือง กำลังรอให้คุณเข้าไปสำรวจและทำความรู้จักเพชรบุรีในแบบที่เพชรบุรีเป็น

“เมืองเพชรเหมือนมีหีบสมบัติ แต่ทุกคนนั่งทับไว้ ไม่ยอมเปิดออกมาใช้” ดิว-รชา ถาวระ หนึ่งในทีมงานจากสถาบันอาศรมศิลป์ให้ความเห็น

กว่า 10 ปีที่ผ่านมา อาศรมศิลป์เข้าไปทำโปรเจกต์ระยะยาวกับเพชรบุรี ตั้งแต่เริ่มต้นเดินสำรวจเมือง แล้วนำสิ่งดี ๆ ที่คนนอกอย่างพวกเขาพบไปชี้ให้คนในพื้นที่เห็น ว่าบ้านเกิดของตนก็มีดีไม่แพ้ที่ไหน 

คุณค่าเล็ก ๆ ที่เคยมองข้ามนี่เอง เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมชั้นดี และมีศักยภาพในการนำไปต่อยอดได้อีกหลายทาง ไม่ว่าจะจัดงานเทศกาลตามแบบฉบับเพชรบุรี ปรับปรุงพื้นที่ชุมชนให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีเสน่ห์ความเป็นท้องถิ่น จุดประกายผู้คนให้ลุกขึ้นมาพัฒนาบ้านเกิด หรือยกระดับการท่องเที่ยวให้เป็นวิสาหกิจชุมชนอย่างจริงจัง ทำให้คนภายนอกมีโอกาสสัมผัสที่นี่ในเบื้องลึก 

และสนับสนุนให้คนเมืองเพชรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

แทรกซึมกับเยาวชน

“อ้าว ว่าไง ยังหล่อเหมือนเดิมเลยนะ” เสียงคุณลุงคนหนึ่งดังออกมาจากในรั้วบ้าน

ตั้งแต่เดินตามดิวเข้ามาในซอย เราก็ได้ยินเสียงทักทายไม่ขาดสาย ชัดเจนว่าชายหนุ่มชาวนครศรีธรรมราชคนนี้สนิทสนมคุ้นเคยกับผู้คนที่นี่ราวกับเป็นลูกหลานคนหนึ่ง

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2555 ที่ชาวอาศรมศิลป์ 6 – 7 คน เข้าไปทำงานกับเพชรบุรีและดิว ซึ่งเป็นตัวหลักในทีม ก็ได้เริ่มทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทของสถาบันอาศรมศิลป์ เกี่ยวกับการพัฒนาเมืองเพชรบุรีด้วย โดยโจทย์ที่ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ให้ไว้ ก็คือการพัฒนาเมืองให้เป็นต้นแบบ ‘สุขภาวะ’

“ตอนนั้นชุมชนเขามองเราเป็นนักศึกษา แค่มาสัมภาษณ์ เดี๋ยวทำวิทยานิพนธ์เสร็จแล้วก็ไป” ดิวเล่าย้อนกลับไปถึงช่วงที่เขาและชาวบ้านยังเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน “เราเลยต้องคิดว่า จะทำยังไงให้ชุมชนรู้สึกว่าเราตั้งใจมาทำงานด้วย เราอยากเห็นบ้านเขาพัฒนาจริง ๆ”

อาศรมศิลป์จึงตัดสินใจเริ่มขับเคลื่อนด้วยเยาวชน โดยคำแนะนำของ อาจารย์จำลอง บัวสุวรรณ์ ที่ปรึกษาของ ‘กลุ่มลูกหว้า’ เครือข่ายเยาวชนจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเยาวชนกลายมาเป็นคนในพื้นที่กลุ่มแรกที่พวกเขาได้สานสัมพันธ์และร่วมจัดกิจกรรม

“เดี๋ยวนี้เยาวชนเมืองเพชรมุ่งวิชาการ เรียนพิเศษ อยู่บ้านแม่ก็ซื้อกับข้าวให้ แทบจะไม่ได้มาเดินในชุมชน เราเลยชวนเด็ก ๆ มาลงสำรวจพื้นที่” ดิวพูดถึงกิจกรรม ‘เด็กเพชรอ่านเมือง’ ซึ่งเป็นงานที่ทำให้เยาวชนรู้จักบ้านเกิดของตัวเองมากยิ่งขึ้น จากที่ไม่เคยรู้ว่าร้านอะไรอยู่ตรงไหน บ้านใครมีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีคุณค่าอย่างไรบ้าง ก็ได้รู้ขึ้นมาในคราวนี้

เมื่อชุมชนเห็นว่าพาเด็กประถม-มัธยมในพื้นที่เข้าไปชวนคุย ก็ยินดีให้ความร่วมมือ แล้วพวกเขาเองก็พลอยได้รับทั้งความเอ็นดูและความเชื่อมั่นว่าตั้งใจทำงานจริง ต่างจากเดิมที่ชาวบ้านมองว่าเป็นนักศึกษาจากกรุงเทพฯ ที่เข้ามาทำงานอย่างฉาบฉวย

“อย่างบ้านธรรมดาหลังหนึ่ง พอเด็ก ๆ เดินเข้าไปถาม ปู่แกก็เล่ายาวเลย อันนี้มาจากเมืองจีนนะ สั่งทำที่นู่นที่นี่นะ เรารู้สึกว่ากิจกรรมเยาวชนทำให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าในของที่เขามี

“ได้ประโยชน์กันทั้ง 3 ฝ่ายนะ เด็กได้รู้จักบ้านเกิด เราได้เข้าใจพื้นที่มากขึ้น ชุมชนก็เห็นคุณค่าของตัวเอง และเข้าใจเรามากขึ้นเหมือนกัน”

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

เล่าเรื่องเมืองเพชร ให้ชาวเพชรฟัง

‘คุณค่าใกล้ตัว’ เป็นสิ่งที่นักออกแบบมองหาจากการทำงานครั้งนี้

จากการสำรวจที่ผ่านมา พวกเขาพยายามรวมรวมข้อมูลที่ได้มาสื่อสารให้เข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเป็น ‘แผนที่ร้านโบราณ’ หรือ ‘แผนที่ของอร่อย’ โดยร้านที่อยู่บนแผนที่ ก็คือร้านเจ๋งที่เด็ก ๆ เลือกสรร ซึ่งความเจ๋งที่ว่าอาจจะไม่ใช่ของที่ขายหรือรสชาติอาหารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงเรื่องราวที่เจ้าของร้านเล่าด้วยความภูมิใจ อย่างการขายของเพื่อส่งลูก ๆ เรียนด้วย

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

พอได้สื่อแผนที่มาเป็นตัวอย่าง ก็ถึงเวลาที่จะจัดเวทีประชาคม ชวนคนในชุมชนย่านเมืองเก่ารอบวัดมหาธาตุ พื้นที่เป้าหมายที่เลือกไว้มาพูดคุยเรื่องการพัฒนาเมือง

“เราเอาข้อมูลที่ได้จากการสำรวจมาวิเคราะห์ศักยภาพของเมือง ให้เห็นว่าเราเข้าใจในสิ่งที่เขามียังไงบ้าง” ดิวเล่าถึงการพูดคุยในวันนั้น “แล้วเราก็พยายามโยงให้คนเข้าใจเรื่องคุณค่า โดยการเอาแผนที่ที่ทำไว้ไปแจกในงาน เพื่อให้เขารู้สึกว่าบ้านเขามีของดีอยู่เยอะเลยนะ ไม่ใช่แค่ช่างสิบหมู่ที่ทุกคนมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ยังมีของดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจจะใกล้หายไป

“เมืองเขามีชีวิตมาตลอด เขาไม่โดนสงคราม ไม่เคยเป็นเมืองร้างตั้งแต่อยุธยาถึงปัจจุบัน เขาอยู่กันมานาน ก็เลยมีมรดกวัฒนธรรมเยอะมาก

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

“ตอนนั้นเราเห็นแล้วว่าเมืองสุขภาวะของเพชรบุรีอาจไม่ใช่เรื่องสุขภาพอย่างเดียว แต่มีเรื่องต้นทุนทางวัฒนธรรมที่จะนำไปต่อยอดได้ด้วย”

ในเวทีวันนั้น นักออกแบบเห็นศักยภาพในการพัฒนา ‘ชุมชนซอยตลาดริมน้ำ’ และ ‘ชุมชนคลองกระแชง’ มากเป็นพิเศษ พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะเข้าไปโฟกัสในระดับชุมชนที่สองพื้นที่นี้เป็นอันดับแรก

สองชุมชนแรกเริ่ม

แล้วเวทีย่อยเวทีแรก ณ ชุมชนซอยตลาดริมน้ำก็เริ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายในการตอบคำถามที่ว่า แท้จริงแล้วชุมชนต้องการอะไร

“เวทีนี้เด่นที่เครื่องมือครับ” เครื่องมือที่ใช้ในการพูดคุยกับชาวบ้านในครั้งนี้ เรียกว่า Photo Model 

“เราถ่ายหน้าบ้านแต่ละบ้านมาประกอบเป็นโมเดลของย่านให้เขาดู ทำให้เห็นชัดเลยว่าบ้านเขาเป็นยังไง อยากปรับปรุงตรงไหน พื้นที่ข้างบ้านเป็นยังไง มีสภาพปัญหา ศักยภาพ และความต้องการอย่างไรบ้าง” เพราะชาวบ้านไม่ใช่สถาปนิก บางทีการดูแผนที่อาจไม่ทำให้เห็นภาพมากพอ Photo Model จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านเข้าใจ

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

แม้ในวันนั้นจะไม่สามารถนำข้อมูลศักยภาพไปต่อยอดในทันที เพราะชุมชนยังติดปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์การปรับปรุงที่ยังไม่เรียบร้อย แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ได้ทดลองเครื่องมือและวิธีการ ซึ่งจะนำไปใช้กับเวทีย่อยชุมชนคลองกระแชงต่อไป

“ที่คลองกระแชง พอชาวบ้านพูดถึงพื้นที่สาธารณะอย่างลานสุนทรภู่ ว่าไม่มีคนมาใช้บ้าง สกปรกบ้าง เขาก็บอกได้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นที่จุดไหน อยากให้แก้ไขหรือต่อยอดอะไร” เวทีนี้จัดว่าคึกคักมาก มีทั้ง โฟล์ค-ปภังกร จรรยงค์ แกนนำชุมชนผู้มีไฟในการทำงาน ทั้งลุง ๆ ป้า ๆ ชาวบ้านที่ช่วยกันออกความเห็น ทำให้สถาปนิกเห็นภาพรวมและวิสัยทัศน์ในการพัฒนาของทุกคน เช่น อยากฟื้นฟูชุมชนให้กลับมามีชีวิตชีวา โดยใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่ อยากเชื่อมโยงพื้นที่กับฝั่งตลาด และอยากจัดถนนคนเดิน

ไม่ปล่อยให้ฝันเป็นเพียงฝัน งาน ‘เพชรบุรีดีจัง’ ที่จัดในเดือนถัดมา อาศรมศิลป์ก็ได้นำความต้องการที่ชาวบ้านได้พูดคุยกันในเวทีกลุ่มย่อยมาทดลองทำให้เกิดรูปธรรม

งานนี้เป็นมหกรรมกลางเมืองโดยเยาวชน นำโดยกลุ่มลูกหว้าและเครือข่ายเพชรบุรีดีจัง ภายใต้การสนับสนุนของแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 

งานนี้เคยจัดมาก่อนแล้ว แต่ครั้งนี้รวมเอาพื้นที่ถนนคลองกระแชงและซอยตลาดริมน้ำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่จัดงานหลักด้วย โดยพวกเขามีโอกาสออกแบบสะพานไม้ไผ่เชื่อมสองฝั่งแม่น้ำให้เดินได้สะดวกตามความเห็นของชุมชน เปลี่ยนถนนคลองกระแชงให้กลายเป็นถนนคนเดิน เปิดศาลาคามวาสีและลานสุนทรภู่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปได้ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการการออกแบบพัฒนาเมือง ให้ทุกคนได้เดินดูและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงต่อ

“ฟีดแบ็กของงานดีมาก ทุกคนรู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้ต้องเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรม” ดิวพูดอย่างชื่นใจ “พอคนเห็นภาพ คนก็อยากทำต่อ”

หลังจากวันนั้น พวกเขาทำแบบเพื่อการพัฒนาเมืองไปเสนอชุมชนหลายอย่าง เช่น ซุ้มประตูทางเข้าออกคลองกระแชง เพื่อให้คนที่ผ่านมาได้สังเกต วางสตรีทเฟอร์นิเจอร์ เสาไฟ ปรับปรุงทัศนียภาพในซอยและสถานที่สำคัญ ซึ่งเมื่อทางชุมชนเห็นแนวทางที่ทีมนำเสนอก็ได้ชวนจัดงานอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นงานที่ชุมชนอาสาเป็นเจ้าภาพจัดงานด้วยตนเอง ใช้ชื่อว่า ‘ชมตลาดเก่า ถนนเล่าวัฒนธรรม’

ภายในงานจะมีการทดลองติดตั้งสิ่งต่าง ๆ ที่ได้เสนอกันไป เช่น ทำที่นั่งริมน้ำแบบชั่วคราว ติดตั้งซุ้มประตู โคมไฟหนังใหญ่ เสาไฟหนุมาน เวอร์ชันจำลองขนาดเท่าจริง (สเกล 1 : 1) เพื่อดูว่าเวิร์กหรือไม่ อย่างไร มีการติดป้ายให้ข้อมูลหน้าสถานที่สำคัญ ชักชวนศิลปินชาวเพชรบุรี อย่าง พี่วุฒิ หรือ ครูตั้ม มาเพนต์สตรีทอาร์ต และนำต้นทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนอย่างหนังใหญ่วัดพลับพลาชัยมาแสดง

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

เมื่องานประสบความสำเร็จ แบบการพัฒนาชุมชนคลองกระแชงถูกส่งไปยังหน่วยงานต่าง ๆ อะไรที่เคยเป็นแค่แบบจำลอง ก็ได้ติดตั้งลงในพื้นที่จริง สถานที่ที่เคยเงียบเหงาอย่างศาลาคามวาสี บ้านมนัส จรรยงค์ วัดพลับพลาชัย เมื่อเทศบาลเมืองเพชรบุรีเห็นศักยภาพ สนับสนุนงบประมาณปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนคลองกระแชง 700,000 บาท ใน พ.ศ. 2559 ถือเป็นก้าวแรกของการเกิดรูปธรรมในพื้นที่ ช่วยกระตุ้นให้ชุมชนเห็นผลสำเร็จของการร่วมกันพัฒนาเมือง

“ภาครัฐไม่ต้องมาถามว่าชุมชนอยากได้อะไร ชุมชนคิดให้ทั้งหมดแล้ว แค่มาดูว่าจะสนับสนุนด้านไหนได้บ้าง” ดิวกล่าวอย่างภูมิใจ

สุดท้ายแล้วก็ได้รูปธรรมการพัฒนาพื้นที่ที่ชัดเจน ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่น ๆ ต่อไปได้

“พอคลองกระแชงเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ชาวบ้านอีกฝั่งก็เริ่มเห็นภาพฝันของชุมชนตัวเอง” ใช่แล้ว เขาพูดถึงซอยตลาดริมน้ำ ชุมชนแรกที่เขาไปจัดเวทีกลุ่มย่อย คราวนี้เมื่อปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินคลี่คลาย ก็พร้อมให้นักออกแบบเข้าไปทำงานต่อ

ฝั่งซอยตลาดริมน้ำ จัดงาน ‘ตรอกนี้มีเรื่องเล่า’ กิจกรรมเล็ก ๆ ตอนเย็น ริมท่าน้ำศาลเจ้าพ่อเสือ มีชาวบ้านมาเล่าเรื่องภาพเก่าที่ได้จากบ้านในชุมชนอย่างสนุกสนาน ซึ่งอาศรมศิลป์ก็นำข้อมูลที่ได้จากกิจกรรมนั้นและจากกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมอย่างที่ทำกับคลองกระแชง ไปทำแบบร่างการพัฒนา แล้วนำเสนอกับชุมชนเพื่อลงมือทำจริง

ชุมชนซอยตลาดริมน้ำได้รับงบประมาณ 2.84 ล้านบาท ในการปรับปรุงภูมิทัศน์ซอยตลาดริมน้ำ ภายใต้โครงการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าเพชรบุรี จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2563 ถึงจะมาช้า แต่ทุกคนก็อิ่มใจกับความสำเร็จของตลาดริมน้ำเป็นที่สุด

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

ชุ่มชื่นหัวใจ

วันนี้เราได้เดินเข้ามาชมซอยตลาดริมน้ำเวอร์ชันพัฒนาแล้วกับดิว สถาปนิกหนุ่มจากอาศรมศิลป์ พร้อมด้วย เจ๊อร-พรรณ์นิภา ภู่แสง แกนนำซอยตลาดริมน้ำที่มาต้อนรับ

‘มีชีวิตชีวา’ เป็นคำที่ผุดขึ้นมาในหัวเราตั้งแต่ก้าวเข้ามาในซอยอาคารเก่า ซึ่งเต็มไปด้วยสตรีทอาร์ตฝีมือช่างท้องถิ่นเต็มผนังสองข้าง พร้อมด้วยป้ายบอกทาง ป้ายแสดงข้อมูล และแผนที่ชุมชนใหญ่เบ้อเริ่ม

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

“นี่รูปตอนน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 60” เจ๊อรยิ้ม ชี้ผนังบ้านที่มีรูปชาวบ้านสองคนกำลังมีความสุขกับการนั่งเรือขณะน้ำท่วมซอย “ส่วนนั่นรูปลูกสาวเจ้าของบ้าน เขาชอบเล่นกีตาร์”

ไม่จำเป็นต้องมีภาพทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ รูปแสดงวิถีชีวิตของคนธรรมดา ก็ทำให้ผู้มาเยือนอย่างเราเดินเพลิดเพลินได้จนสุดซอย

จะเรียกว่าซอยแห่งความร่วมมือร่วมใจก็ไม่ผิดนัก นอกจากสตรีทอาร์ตฝีมือเหล่าศิลปินเพชรบุรี ที่ชาวบ้านและอาศรมศิลป์ช่วยกันเลือกภาพมาวาดแล้ว กระเบื้องที่พื้น เจ๊อรและชาวบ้านก็ลงมือปูกันเองทีละแผ่น

สำหรับเจ๊อร อดีตลูกจ้างเย็บผ้า ตอนแรกก็ไม่เข้าใจนักว่าอาศรมศิลป์ต้องการทำอะไร แต่ด้วยความใจดี จึงช่วยเหลือทุกคนเท่าที่ทำได้ ถ้ามีประชุมเจ๊อรก็จะเข้ามาฟัง และอาสาทำกับข้าวเลี้ยง ไป ๆ มา ๆ เมื่อมีการจัดประชุมบ่อยเข้า เธอก็เข้าใจและเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญ เลื่อนขั้นจากผู้ร่วมประชุมเป็นเจ้าภาพใหญ่ในการขับเคลื่อนงาน ทุกวันนี้แขกไปใครมาก็ได้เจ๊คนนี้เป็นไกด์นำเที่ยวให้

“สมัยก่อนถนนเส้นนี้จะเปลี่ยว คนไม่อยากเข้ามา ผียังไม่เดินเลย” เจ๊อรเล่าด้วยอารมณ์ขัน “ตอนนี้เปลี่ยนไปทุกอย่าง จากที่คนในชุมชนไม่รู้จักการท่องเที่ยว ไม่รู้ว่าอาศรมศิลป์มาทำอะไร พอการค้าดีขึ้น เขาก็เริ่มเข้าใจ

“เราฝ่าฟันมานาน ผ่านมาทั้งน้ำตาและความสุข ภูมิใจมากที่เห็นนักท่องเที่ยวเข้ามา”

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

ฝั่งคลองกระแชงเองก็น่าเที่ยว และทำให้ผู้ไม่เคยสัมผัสเมืองเก่าเพชรบุรีอย่างเราตื่นเต้นมากทีเดียว 

เช่นกันกับซอยตลาดริมน้ำ ตอนนี้คลองกระแชงมีป้ายต่าง ๆ ติดตั้งไว้เรียบร้อย นักท่องเที่ยวที่มาสามารถเดินตามป้ายไปชมสถานที่สำคัญ อย่างพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดพลับพลาชัย พิพิธภัณฑ์มนัส จรรยงค์ ราชาเรื่องสั้นเมืองไทย กรุภาพมิตร ชัยบัญชา หรือศาลาคามวาสีได้

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

‘ศาลาคามวาสี’ ศาลาการเปรียญหลังใหญ่ อดีตเคยเป็นที่ตั้งของ ‘โรงเรียนเพชรสตรี’ โรงเรียนเด็กหญิงแห่งแรกในเพชรบุรี ปัจจุบันโรงเรียนปิดตัวไปแล้ว ศาลาคามวาสีจึงเหลือหน้าที่เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนาของชาวบ้าน และเป็นเหมือนห้องรับแขกให้ชุมชนคลองกระแชง

เมื่อเราเดินผ่านศาลา ป๋าแจ็ค-สุวรรณ พวงมาลัย ผู้รับหน้าที่ดูแลที่นี่ต่อจากคุณแม่ ก็กวักมือเรียกเข้าไปเดินชมนิทรรศการในห้อง มีทั้งรูปภาพเก่า ๆ ของจังหวัดแขวนเต็มผนัง และคอลเลกชันของโบราณที่พบในแม่น้ำเพชรบุรีเรียงอยู่เต็มตู้

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

ไม่หยุดก้าวต่อ

การท่องเที่ยวเมืองเก่าเพชรบุรีได้กลายเป็นวิสาหกิจชุมชนที่ทำโดยชาวบ้าน เมื่อมีคณะนักท่องเที่ยวมา ทุกคนก็จะพาไปที่ศูนย์วิจัยชุมชนเมืองเพชรบุรี วัดพลับพลาชัย เพื่อเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเมืองในเบื้องต้น แล้วจึงพาไปเดินดูชุมชนต่าง ๆ กินข้าวแช่ ชมการแสดง ซึ่งนอกจากสองชุมชนแรกที่เราได้เล่าไป อาศรมศิลป์ยังขยายการพัฒนาออกไปสู่พื้นที่ใกล้เคียง อย่างชุมชนวัดเกาะและชุมชนวัดแก่นเหล็กด้วย

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

“พอมีคนมาท่องเที่ยว พื้นที่ได้ใช้ ชาวบ้านก็มีโอกาสในการสร้างธุรกิจชุมชน” ดิวพูดถึงผลที่งอกเงย” เขาไม่ได้คิดว่าต้องมีกำไรมาก แค่ให้มีรายได้นำมาหมุนเวียน ให้คนทำงานอยู่ต่อได้เรื่อย ๆ ส่วนเงินที่เหลือก็นำกลับมาพัฒนาชุมชน”

จากสเกลชุมชน ขยับมาเป็นสเกลเมือง อาศรมศิลป์ขับเคลื่อนเพชรบุรีเป็นเมืองเดินและเมืองจักรยาน ตามกระแสนักปั่นในตอนนั้น

“การเข้าไปทำงานกับชุมชน คือเราทำให้เขามองเห็นต้นทุนที่เขามี พอเขาเห็นคุณค่าและรู้สึกภูมิใจ เขาก็จะลุกขึ้นมาต่อยอดเอง” ท้ายที่สุดแล้ว ‘ต้นทุนทางวัฒนธรรม’ เป็นสิ่งที่ทำให้ที่นี่เป็นเมืองสุขภาวะได้

ทุกวันนี้เมืองเพชรเปลี่ยนไปหลายอย่าง เมืองเก่าที่เงียบเหงากลับมีชีวิตชีวามากขึ้น ชาวบ้านธรรมดาก็ลุกขึ้นมาพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง จนมีนักท่องเที่ยวสนใจมากมาย งานการกุศลก็กลับกลายมาเป็นธุรกิจเพื่อชุมชนที่ยั่งยืน

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

แล้วความตั้งใจของชาวบ้าน นำโดยโฟล์คและเจ๊อร ก็ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวชุมชนเมืองเพชร ได้รับรางวัลชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ประจำปี 2561 ระดับยอดเยี่ยม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม มาครอบครอง

“เมืองไทยยังมีย่านเก่าที่เงียบเหงา ซบเซา อยู่อีกมาก เพชรบุรีจะเป็นต้นแบบการพัฒนาชุมชนที่ใช้ต้นทุนของตนเอง ฟื้นชุมชนให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง” ดิวพูดปิดท้าย

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ
ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load