กระแสการกินเพื่อสุขภาพมักมาพร้อมกับคำศัพท์ใหม่ ๆ ที่เราไม่คุ้นเคยเท่าไหร่นัก อย่างเมื่อหลายปีที่แล้วมีการกินแบบแมคโครไบโอติกส์ (Macrobiotics) โดยการกินธัญพืชแบบเต็มเมล็ดและเลือกรับประทานปลาเป็นโปรตีน และนิยมใช้เป็นโภชนบำบัดสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

สมัยนี้คำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการอาหารสุขภาพคงนี้ไม่พ้นคำว่า โพรไบโอติกส์ และ พรีไบโอติกส์ ที่ใช้เป็นแท็กไลน์ในผลิตภัณฑ์​ต่าง ๆ มากมายจนงงไปหมด เหมือนสมัยที่เรางงกับคำว่า ไฮโดรโปนิกส์ หรือ ออร์แกนิก 

สรุปว่าอะไร พรีไบโอติกส์ – โพรไบโอติกส์ คืออะไรกันแน่นะ

อ่านบทความนี้ต่อ เพื่อหาคำตอบชัดกันไปเลย

โพรไบโอติกส์ (Probiotics) มาจากรากศัพท์ของกรีก Pro หมายถึงการส่งเสริม การเห็นดีเห็นงาม ส่วน Biotic คือชีวิต คุณหมอ Garry B. Hoffnagle และ Sarah Wernick อธิบายอย่างเข้าใจง่าย ๆ ในหนังสือชื่อ The Probiotics Revolution ว่า โพรไบโอติกส์หมายถึงจุลินทรีย์ทุกชนิดที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ พบในร่างกายขณะที่มีชีวิตอยู่ มักจะอยู่ในระบบย่อยและทางเดินอาหาร ทั้งยังพบได้ในอาหารหมักบ่ม อย่างนมเปรี้ยวและผักดองบางชนิด  

แล้วจุลินทรีย์ที่ว่ามันคืออะไรนะ 

รู้จักพรีไบโอติกส์ โพรไบโอติกส์ การทำให้ระบบย่อยอาหารดี ด้วยการกินที่ถูกต้องและสมดุล

จุลินทรีย์คือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ๆ บางชนิดที่มองด้วยตาเปล่าแทบจะไม่เห็น แต่ก็มีบางชนิดที่ใหญ่พอให้เราได้เห็นพวกมัน ทั้งแบคทีเรีย ยีสต์ พยาธิ รวมถึงไวรัสด้วย เรียกรวมกันว่าจุลินทรีย์ และเมื่อมันอยู่ในร่างกายของเรา นักวิทยาศาสตร์สมองเปรื่องก็ตั้งชื่อให้ว่า ‘ไมโครไบโอต้า’ โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่ลำไส้ และมีบางส่วนอาศัยอยู่ที่ระบบทางเดินอาหาร บนผิวหนัง และในปอด 

คำว่าโพรไบโอติกส์อยู่ในกระแสโดยเฉพาะในวงการสุขภาพ งานวิจัยใหม่ ๆ ทำให้เราได้เรียนรู้ว่ามนุษย์พึ่งพาจุลินทรีย์ดีที่อาศัยอยู่ในร่างกายมากกว่าแค่ช่วยย่อยอาหารเท่านั้น แต่จุลินทรีย์เหล่านี้ยังช่วยเรื่องภูมิคุ้มกัน ป้องกันภาวะติดเชื้อในหลายระบบของร่างกาย ลดการกระตุ้นอาการจากโรคภูมิแพ้ รักษาอารมณ์แปรปรวนสุดโต่ง และทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนน้อยลง จนไปถึงการช่วยให้เราหลับสบายขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจุลินทรีย์พวกนี้เป็นแบคทีเรีย แบ่งหมวดใหญ่ ๆ ได้ 2 ชนิด คือ แลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) และบิฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) และสายพันธ์ุย่อยของพวกมัน 

นั่นหมายความว่า เจ้าจุลินทรีย์ตัวจิ๋วทำให้เราสุขภาพดีขึ้นได้ และไม่ต้องทนทุกข์อยู่กับโรคเรื้อรัง 

หน้าที่เราก็ง่ายมาก ๆ แค่ต้องดูแลเจ้าจุลินทรีย์เหล่านี้ที่อยู่ในตัวของเราให้แข็งแรง มีปริมาณที่เหมาะสมกับเรา โดยสร้างบ้านที่พวกมันชอบอยู่ และให้อาหารที่พวกมันชอบกินผ่านการกินของเรา 

ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องทำความรู้จักกับคำว่า ‘พรีไบโอติกส์’ เพราะนอกจากจะเป็นอาหารสำคัญของพวกจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในตัวเราแล้ว มันยังสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับจุลินทรีย์ตัวดี เพื่อเพิ่มปริมาณได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย 

รู้จักพรีไบโอติกส์ โพรไบโอติกส์ การทำให้ระบบย่อยอาหารดี ด้วยการกินที่ถูกต้องและสมดุล

แหล่งอาหารที่เป็นพรีไบโอติกส์ ส่วนมากแล้วอยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตในรูปแบบกากใยและไฟเบอร์ เมื่อกินเข้าไปแล้วไม่ได้ย่อยที่กระเพาะอาหารหรือดูดซึมที่ลำไส้เล็ก แต่จะถูกหมักให้ย่อยสลายโดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ และก่อให้เกิดสารต่าง ๆ ที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย จึงไม่น่าแปลกใจที่แหล่งอาหารซึ่งอุดมไปด้วยพรีไบโอติกส์จะเป็นผักผลไม้ทั้งเปลือก (แบบที่กินเปลือกได้) ธัญพืชไม่ขัดขาว ไม่ว่าจะเป็นข้าว ลูกเดือย งา ถั่วเต็มเมล็ดอย่างเลนทิล ถั่วเขียว แดง ดำ สำหรับดาร์กชอกโกแลต เครื่องเทศสมุนไพร ชา น้ำองุ่นหมักแดง หัวหอม และกระเทียม อาจจะไม่มีกากใยมาก แต่เป็นอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมาก ซึ่งทำงานรวมกันกับกากใย

อ่านแล้วดูเหมือนอาหารเพื่อสุขภาพทั่วไป ๆ ที่รู้ ๆ กันอยู่แล้ว เพียงแค่เมื่อถึงมื้ออาหาร เรากินสิ่งเหล่านี้อยู่หรือเปล่า เราอาจเลือกข้าวขาวแทนข้าวกล้องเพราะความนุ่มละมุนลิ้น กินผลไม้ปอกเปลือกเพราะมันหวานฉ่ำและไม่ติดฝาด หรือกินช็อกโกแลตรสนม หวานเข้มมันอร่อยกว่าช็อกโกแลตที่ไม่ผสมนมหรือน้ำตาลเลย 

แล้วแน่ใจมั้ยว่าอาหารเหล่านี้ผลิตในระบบอินทรีย์ ไม่ถูกแปรรูปทางอุตสาหกรรมอย่างสุดโต่ง ไม่เช่นนั้น แทนที่จะได้พรีไบโอติกส์ที่ป็นประโยชน์ต่อโพรไบโอติกส์ในร่างกาย เราอาจจะได้อย่างอื่นมาแทน  

รู้จักพรีไบโอติกส์ โพรไบโอติกส์ การทำให้ระบบย่อยอาหารดี ด้วยการกินที่ถูกต้องและสมดุล

นอกจากต้องเลี้ยงจุลินทรีย์ในลำไส้ของเราด้วยอาหารที่พวกมันชื่นชอบแล้ว เราอาจเติมปริมาณ​จุลินทรีย์ให้กับร่างกาย โดยกินอาหารที่จุลินทรีย์อาศัยอยู่ พวกอาหารที่ผ่านการหมักดอง ตั้งแต่นมเปรี้ยว ชีส กิมจิ ส้มผัก แหนม จนไปถึง ซาวโดวจ์ หรือขนมปังรสเปรี้ยวที่ใช้ยีสต์ธรรมชาติ แม้ว่าจุลินทรีย์จะตายระหว่างการอบ แต่มันก็ทิ้งสารเมตาไบโอติกที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพไว้ 

ถ้าเราอยากจะเพิ่มจุลินทรีย์ดี ๆ เข้าร่างกาย จุลินทรีย์เหล่านี้ต้องอยู่รอดจนไปถึงลำไส้ของเราได้ ถ้ามันตายหมดระหว่างทาง การกินของเหล่านี้ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนัก รวมไปถึงดูปริมาณน้ำตาลในของหมักดองเหล่านี้ด้วย โดยเฉพาะนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต เพราะความหวานที่มากไปจากน้ำตาล อาจเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ตัวร้ายได้

อีกหนึ่งอย่างที่เราต้องทำเพื่อรักษาสมดุลของไมโครไบโอต้า คือลดการใช้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ในวงกว้าง เพราะยาปฏิชีวนะไม่เลือกปฏิบัติ มันจึงฆ่าจุลินทรีย์ทั้งที่ดีและก่อให้เกิดโรคจนเสียสมดุลได้ และอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นตามมาคือท้องร่วง ติดเชื้อด้วยยีสต์ทั้งทางช่องปากหรือและทางช่องคลอดจากเชื้อแคดิด้าที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น เพราะแลคโตบาซิลัสที่ปกติคุมจำนวนของยีสต์ถูกทำลายจากยาปฏิชีวนะ 

และถ้าหากหลีกเลี่ยงการใช้ยาไม่ได้จริง ๆ ให้ช่วยด้วยโภชนาการที่เต็มไปด้วยโพรไอติกส์และพรีไบโอติกส์ ระหว่างที่เราต้องใช้ยา เพราะหากร่างกายมีไมโครไบโอต้าที่ไม่สมดุลนาน ๆ จะส่งผลถึงระบบภูมิคุ้มกันโดยรวมได้ และทำเราเจ็บป่วยง่ายขึ้น หายจากโรคช้าลง และต้องทนทุกข์กับโรคเรื้อรังไปเรื่อย ๆ

เริ่มใส่ใจดูแลจุลินทรีย์ในลำไส้เราผ่านการกินอย่างมีความรู้ ความเข้าใจแบบมนุษย์ผู้มีโภชนปัญญากันตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพที่สมดุลและแข็งแรง พึ่งพาตัวเองได้ไปอีกนาน ๆ

รู้จักพรีไบโอติกส์ โพรไบโอติกส์ การทำให้ระบบย่อยอาหารดี ด้วยการกินที่ถูกต้องและสมดุล

Writer

ดวงพร ทรงวิศวะ

ดวงพร ทรงวิศวะ เกิดและโตที่กรุงเทพฯ จบการศึกษาทางด้านโภชนศาสตร์จากประเทศออสเตรเลีย อาหาร ประวัติศาสตร์ นโยบายการเมือง วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น การทำเกษตร และเรื่องราวของสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่เชฟโบสนใจและนำมาประยุกต์ใช้กับการปรุงอาหารที่โบ.ลาน เชฟโบได้รับเกียรติเป็นเชฟหญิงที่ดีที่สุดของเอเชีย เมื่อปีพุทธศักราช 2556 หลังจากเปิดโบ.ลานได้ 4 ปี ทุกวันนี้เชฟยังมีความสุขกับการค้นหาสูตรอาหารที่คนหลงลืม ชิมรสชาติของพืชผักพื้นบ้าน และตีความอาหารไทยไปในทิศทางต่างกันตามแต่ละกรณี

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Bo.lan Education

ความรู้เรื่องอาหารและการกินที่ดี เพื่อความปลอดภัยของร่างกาย สังคม และสิ่งแวดล้อม

เมื่อแรกเปิดร้านอาหารไทย โบไม่เคยคิดว่าต้องยุ่งเกี่ยวกับ Dietary Requirement หรือการร้องขออาหารที่มีเงื่อนไขพิเศษทั้งหลาย ไม่ว่าเหตุผลจะมาจากความเชื่อด้านศาสนา ผลกระทบต่อสุขภาพ ปรัชญาด้านสิทธิของสัตว์หรือสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ปฏิบัติการการเลือกกินตามกระแสแนวคิดต่าง ๆ  

ด้วยความที่อาหารไทยใส่ทุกอย่างในทุกสิ่ง จะเอาอะไรออกก็ยากหนักหนา และการปนเปื้อนระหว่างอาหารก็มากเหลือ ใครจะแน่ใจได้ว่าน้ำปลาที่ใช้ปรุงรสจะไม่มีส่วนประกอบของกุ้งเลย หรือครกที่โขลกปราศจากถั่วลิสงโดยสิ้นเชิง 

แต่กาลเวลาและประสบการณ์ได้พิสูจน์แล้วว่า ชุดความคิดนั้นหาเป็นจริงไม่ รายการแพ้อาหารหลั่งไหลมากับใบสั่งอาหารจากเครื่องพิมพ์ในครัว ตั้งแต่การแพ้แบบคลาสสิก อย่างถั่วลิสง อาหารทะเลโดยเฉพาะกุ้ง ไข่ นม แป้งสาลี และถั่วเหลือง ซึ่งผู้ที่แพ้อาหารเหล่านี้ ร่างกายจะสร้างโปรตีนมาต่อสู้กับสสารที่ร่างกายคิดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม อาการต่าง ๆ นานาจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ผื่นแดง จนไปถึงหลอดลมปิดซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต ร้านอาหารจึงควรจริงจังกับทัศนคติต่อการปรุงอาหารสำหรับคนที่แพ้อาหาร

‘แพ้ถั่วทุกชนิด’ พิมพ์มาใต้รายการอาหารที่ลูกค้าสั่งเป็นตัวหนา และถูกวงโดยหัวหน้าคนครัว เสียงดังตะโกนข้ามครัวผ่านทุกแผนก ทั้งครัวยำ ครัวแกง ครัวต้ม ครัวผัด ครัวขนม “โต๊ะ 32 แพ้ถั่วทุกชนิด ย้ำ แพ้ถั่ว” ทุกแผนกดึงใบสั่งอาหารลง บ้างวงสีแดงรอบคำว่าแพ้ถั่ว บ้างเอาไฮไลต์สีสะท้อนแสงป้ายคำนั้น บ้างกาดอกจันดวงใหญ่ พอเสียบใบสั่งอาหารเข้ารางจัดระเบียบใบสั่ง ทุกแผนกแทบจะถามพร้อมกันว่า แขกถือว่า Coconut เป็น Nut ไหม อีกแผ่นหมายเหตุมาว่า ไม่กินผลไม้ทุกชนิด ยิ่งมึนงงกันใหญ่ มะพร้าว กะทิ มะนาว มะขามเปียก นับเป็นผลไม้สำหรับแขกหรือเปล่า แล้วถ้าใช่จะกินน้ำยำปรุงด้วยน้ำส้มสายชูใช่ไหม (ก็มีบางยำที่ใช้น้ำส้มสายชู)  

ทางแก้ ‘แพ้อาหารแบบสับขาหลอก’ ภาวะแพ้อาหารจากสิ่งที่ติดมากับอาหาร

เอ… หรืออาหารไทยอาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับแขกที่แพ้อะไรแบบนี้   

วัตถุดิบอีกอย่างที่แพ้จริงจังและยากมาก ๆ คือแพ้หอมและกระเทียม ซึ่งถ้าคนแพ้จริง ๆ จะอันตรายมาก ๆ ด้วย ที่บอกว่ายาก เพราะว่าเครื่องแกงไทย ถ้าไม่มีหอมก็มีกระเทียม ถ้าไม่มีกระเทียมก็มีหอม ยำสารพัดก็มีหอมซอย น้ำยำก็มีกระเทียม น้ำพริกไม่ใส่หอม ไม่ใส่กระเทียม ก็ไม่เป็นน้ำพริก เครื่องผัดอย่างสามเกลอก็มากับกระเทียม หลบซ้ายหลบขวา สรุปเสิร์ฟได้ไม่กี่จาน ดังนั้น แขกต้องชัดเจนพอที่จะแจ้งว่าแพ้หรือไม่ชอบ ผู้ปรุงเองก็ต้องรับผิดชอบถามให้ละเอียด ห้ามโมเมเอาเองเด็ดขาดว่า นิด ๆ หน่อย ๆ คงไม่เป็นไร 

ทางแก้ ‘แพ้อาหารแบบสับขาหลอก’ ภาวะแพ้อาหารจากสิ่งที่ติดมากับอาหาร

รายงานล่าสุด แสดงให้เห็นว่าคนยุคนี้และเด็กทารกที่เกิดใหม่แพ้อาหารมากขึ้น ผู้ใหญ่ที่เกิดอาการแพ้แบบไม่เคยเกิดมาก่อน อาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลัก ๆ คือการเปลี่ยนแปลงของ ‘ไมโครไบโอม’ (Microbiome) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในร่างกายของเรา เนื่องมาจากการกินยาปฏิชีวนะ หรือได้รับยาปฏิชีวนะตกค้างในอาหารโดยไม่รู้ตัว รวมไปถึงพฤติกรรมการกินอาหารที่มีกากใยไม่เพียงพอ ส่งผลให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ จนส่งผลให้แพ้อาหารในตอนโตได้

ทางแก้ ‘แพ้อาหารแบบสับขาหลอก’ ภาวะแพ้อาหารจากสิ่งที่ติดมากับอาหาร

เมื่อก่อนเคยกินกุ้งได้ แต่ตอนนี้กินแล้วเกิดอาการแพ้ แป้งสาลีในขนมปัง ในเค้ก ในซาลาเปา แซนด์วิช ก็เคยกินได้ ตอนนี้กินกลูเตนเป็นท้องอืด ไม่ย่อย หรือแม้กระทั่งผื่นขึ้น เด็กเกิดมาด้วยอาการแพ้นมแพ้ไข่กันถ้วนหน้า ข้อมูลจากการค้นคว้าใหม่พบว่า อาหารที่แม่กินระหว่างตั้งครรภ์ส่งผลโดยตรงกับเด็ก สิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ก็เป็นตัวกระตุ้นให้เราแพ้หรือไวต่อสารบางตัวมากขึ้น รวมถึงอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปมาก และการเพิ่มเติมวัตถุเจือปนในอาหารอุตสาหกรรมก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปร  

การแพ้แบบสับขาหลอก เป็นอีกหนึ่งภาวะที่พบเห็นได้บ่อยขึ้น (ไม่ได้เป็นคำทางวิชาการ แต่โบตั้งให้เอง) คือเราอาจจะไม่ได้แพ้กุ้ง แต่แพ้สารเคมีที่ใช้ในการถนอมกุ้งหรืออาหารทะเลสดเพื่อรักษาเนื้อสัมผัสของกุ้งให้กรอบแน่น 

ทางแก้ ‘แพ้อาหารแบบสับขาหลอก’ ภาวะแพ้อาหารจากสิ่งที่ติดมากับอาหาร

เราอาจจะไม่ได้แพ้นม เพราะเราย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมไม่ได้ เราอาจจะแพ้ยาปฏิชีวนะตกค้างหรือฮอร์โมนที่ใช้ในระบบการผลิตนมอุตสาหกรรม 

เราอาจจะไม่ได้แพ้กะทิ แต่กินแล้วไม่ย่อย เพราะนมและกะทิมีการโฮโมจีไนส์ แล้วโมเลกุลเล็กเกินกว่าที่ร่างกายเราจะเข้าใจ 

เราอาจจะย่อยกลูเตนในแป้งสาลีธรรมชาติได้ แต่ย่อยโปรตีนในแป้งสาลีดัดแปลงไม่ได้ 

เราอาจจะไม่ได้แพ้มันปูในอ่องปู แต่ร่างกายเราต้านทานกับพาราคอตคงค้างในปูไม่ได้ 

ทางแก้ ‘แพ้อาหารแบบสับขาหลอก’ ภาวะแพ้อาหารจากสิ่งที่ติดมากับอาหาร

การแพ้แบบสับขาหลอกนี้ ตรวจสอบได้โดยลองกินอาหารนั้นแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีในการผลิต เมื่อลองกินอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปมาก ๆ ในปริมาณน้อย ๆ หลายคนอาจแปลกใจกับสิ่งที่ตัวเองเคยคิดว่าแพ้เสมอมา  

อาหารที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ อาจก่อให้การปนเปื้อนของสารที่ก่อให้เกิดการแพ้จากอาหารอย่างหนึ่งไปสู่อาหารอีกอย่างโดยไม่ตั้งใจได้ และอาจจะสร้างลักษณะที่ไม่พึงประสงค์ของอาหารโดยไม่รู้ตัว อย่างเช่นเพิ่มระดับความเป็นพิษ ลดคุณค่าทางโภชนาการ ลดประสิทธิภาพการย่อยและการดูดซึมอาหาร และนำเราไปสู่ภาวะแพ้อาหารได้ในที่สุด 

ทางวิชาการ การแพ้อาหารแบ่งเป็น ภูมิแพ้อาหาร (Food Allergy) และภูมิแพ้อาหารแฝง ( Food Intorelence) ซึ่งต่างกันที่การแสดงอาการ ภูมิแพ้อาหารส่วนใหญ่จะแสดงอาการแบบเฉียบพลัน อาจเกิดแบบทันทีหรือภายใน 2 – 4 ชั่วโมงหลังได้รับสารประกอบที่ทำให้แพ้ ภูมิแพ้อาหารแฝงมักไม่แสดงอาการในทันทีทันใด แต่จะแสดงอาการก็ต่อเมื่อทานอาหารชนิดนั้นในปริมาณมากหรือทานบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ อาการเกิดขึ้นได้กับหลายระบบในร่างกายเรา ทั้งระบบผิวหนัง ระบบหายใจ ระบบทางเดินอาหาร และระบบหัวใจ  

ทางแก้ ‘แพ้อาหารแบบสับขาหลอก’ ภาวะแพ้อาหารจากสิ่งที่ติดมากับอาหาร

แม้ว่าเราแก้อาการภูมิแพ้อาหารแบบแท้จริงไม่ได้ แต่เราเลือกรับประทานอาหารที่เป็นธรรมชาติ ไม่ผ่านการดัดแปลงทางพันธุกรรม ไม่ใช้สารเคมีในการผลิตทั้งกระบวนการ และลดการบริโภคอาหารอุตสาหกรรมที่ผ่านการแปรรูปมาก เพื่อหลีกเลี่ยงวัตถุเจือปนอาหาร ซึ่งกระตุ้นปฏิกิริยาต่อต้านสารและก่อให้เกิดการภาวะภูมิแพ้ในผู้ใหญ่ได้  

เราควรจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยจากสารปนเปื้อนทั้งในอากาศ ดิน และน้ำ เพื่อประโยชน์แก่ทั้งตัวเราและผู้อื่น 

เพราะถ้าเราตื่นขึ้นมาวันหนึ่งแล้วพบว่าเรากินอาหารทะเลไม่ได้ หรือกินถั่วนานาชนิดไม่ได้ ความสามารถในการรื่นรมย์กับอาหารของเราจะเปลี่ยนแปลงอย่างน่าเสียดาย

Writer

ดวงพร ทรงวิศวะ

ดวงพร ทรงวิศวะ เกิดและโตที่กรุงเทพฯ จบการศึกษาทางด้านโภชนศาสตร์จากประเทศออสเตรเลีย อาหาร ประวัติศาสตร์ นโยบายการเมือง วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น การทำเกษตร และเรื่องราวของสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่เชฟโบสนใจและนำมาประยุกต์ใช้กับการปรุงอาหารที่โบ.ลาน เชฟโบได้รับเกียรติเป็นเชฟหญิงที่ดีที่สุดของเอเชีย เมื่อปีพุทธศักราช 2556 หลังจากเปิดโบ.ลานได้ 4 ปี ทุกวันนี้เชฟยังมีความสุขกับการค้นหาสูตรอาหารที่คนหลงลืม ชิมรสชาติของพืชผักพื้นบ้าน และตีความอาหารไทยไปในทิศทางต่างกันตามแต่ละกรณี

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load