17 พฤศจิกายน 2563
2 K

01

“ผมเคยได้รับหัวข้อ ‘ชาติ’ ในการทำงาน คือมันยากนะ หลังจากที่ผ่านมาและเราเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น ตอนนั้นผมแอบด่าอาจารย์ในใจ ว่าไม่ควรไปให้โจทย์แบบนี้กับคนทำงานศิลปะ มันตีความได้เยอะ นามธรรมมาก สุดท้ายก็ไม่พ้นการหยิบเอาสัญลักษณ์ทั่วไปมาใช้ เพราะชาติมันเป็นความคิดที่ไม่มีรูป สำหรับผมเป็นฟอนต์เขียนว่า ‘ชาติ’ ด้วยซ้ำ 

“แต่เวลาคนพูดถึง ‘ประชาธิปไตย’ ก็จะมีรูปพานรัฐธรรมนูญลอยขึ้นมาบนหัว นี่คือปัญหาในสังคมไทย เพราะคนเสือกไปจำภาพพานรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นรูปภาพ ไม่ได้มีเนื้อหาเลย มันเลยไปไหนต่อไม่ได้ไง ก็เป็นพานอยู่อย่างนั้นแหละ

“ผมมีภาพจำเหมือนคนกรุงเทพฯ ทั่วไปว่าอีสานจะต้องมีความแห้งแล้ง ชนบท คนกรุงเทพฯ ในยุคเดียวกับผมก็คงเห็นภาพที่ไม่ต่างกันมาก และยังมีมุมมองในการเหยียดจากศูนย์กลางหรือคนกรุงเทพฯ ด้วย มีคนที่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในศูนย์กลางที่เจริญที่สุด แล้วนอกนั้นอยู่ต่ำกว่า ยังมีวิธีมองแบบนี้อยู่แน่นอน แต่ทุกวันนี้เวลาคนวิจารณ์อะไรที่ไม่โอเคว่า ‘ลาวว่ะ’ ผมสะอึกเลยนะ คุณหลุดมาจากไหนเนี่ย”

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

ผมยก 2 ส่วนจากการสัมภาษณ์ หม่อม-ประทีป สุธาทองไทย อาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มาให้อ่าน พร้อมตั้งคำถามว่า “เห็นอะไรซ่อนอยู่ในข้อความข้างต้นบ้าง”

ทดคำตอบไว้ในใจก่อน เพราะต่อไปนี้จะพาไปทำความรู้จักกับศิลปินชายร่างเล็ก เจ้าของนิทรรศการ ‘ประเทศเล็กที่สมบูรณ์’ ที่จัดแสดงจบไปเมื่อกลางปีที่แล้ว

แม้ดูเหมือนช้าที่เราเพิ่งตัดสินใจนัดหมายพูดคุยกับเขา แต่รับรองได้เลยว่าสารัตถะของงานนั้นยังทันสมัย และ ‘ประเทศเล็กที่สมบูรณ์’ ซึ่งยังไม่จบบริบูรณ์นั้น น่าจะช่วยให้คำตอบของปริศนาที่ว่านี้ได้

02

ประทีป 101

หม่อม ประทีป คือคนกรุงเทพฯ และศิลปินโดยกำเนิด ผู้หลงใหลในการวาดภาพเหมือนจริง

เขาเล่าให้เราฟังถึงเสน่ห์ที่ตัวเองสัมผัสได้จากการเขียนภาพเหมือนว่า “จะทำให้เหมือนจริงได้มันยาก เลยท้าทาย การทำได้จึงเหมือนเราจำลองความจริงที่อยู่ในกรอบภาพได้สำเร็จ ดูเหมือนกับว่าเราสามารถจำลองโลกที่เห็นกับสายตามาอยู่ในกรอบภาพ”

โชคดีที่รู้วิถีทางของตัวเองอย่างแน่ชัด เขาจึงเลือกเรียนศิลปะมาตั้งแต่ระดับอาชีวะ แทนที่จะต่อ ม.ปลาย เหมือนนักเรียนคนอื่น แม้การศึกษาจะมาสุดทางที่วิทยาลัยเพาะช่าง แต่ความรักในงานศิลปะยังคงทำงานอยู่ในใจของเขาอย่างแข็งแกร่ง หลังจากที่ทุ่มเทเรียนรู้จนมีทักษะเชี่ยวชาญและเข้าใจการเขียนภาพเหมือนอย่างถ่องแท้แล้ว ความชอบของเขาก็เดินมาถึงจุดอิ่มตัว

“โลกของการเรียนศิลปะแบบขนบที่เน้นเรื่องทักษะฝีมือมากกว่าการแสดงความคิดจบที่เพาะช่าง จริงอยู่ที่มันก็ตรงกับเป้าหมายของเราตอนแรกว่าอยากเขียนภาพเหมือน แต่พอเราทำมันได้ดีมากแล้ว ก็เริ่มคิดว่าศิลปะต้องมีอะไรมากกว่านี้ นอกจากต้องแสดงความงามจากทักษะฝีมือแล้ว มันทำอะไรได้อีกไหม”

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

ผ่านไปไม่นาน หม่อมก็ได้เจอกับอาจารย์ที่สอนให้เห็นมิติของการทำงานศิลปะในเชิงความคิด จึงตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร หลังจากสำเร็จการศึกษา ทักษะที่เขาเคี่ยวกรำสะสมมาเนิ่นนานก็ทำให้เขาหันเห เบนความสนใจ เปลี่ยนมาใช้ภาษาศิลป์แขนงอื่นสื่อสารดูบ้าง

“ตอนนั้นก็เลยทดลองเพราะเป็นคนชอบถ่ายรูป หันมาทำงานชุดที่เป็นการทดลองเทคนิคภาพถ่าย ซึ่งเป็นจุดให้เราเปลี่ยนสื่อ งานเก่าๆ ก็จะเป็นภาพถ่าย เป็นงานในเชิงเทคนิค ซึ่งสุดท้ายก็อาศัยวิธีมองแบบคนทำงานจิตรกรรมอยู่ดี เหมือนกับที่คนอื่นเขาตั้งข้อสังเกต”

งานศิลปะภาพถ่ายของประทีปขณะนั้น คือเทคนิคการถ่ายภาพที่ใช้ฟิล์มบันทึกภาพวัตถุเดียวกันต่อเนื่องกันหลายๆ เฟรม เมื่อนำมาวางเรียงต่อกันก็จะได้ผลงานภาพถ่ายหนึ่งชิ้นที่เล่าเรื่องได้หลากหลาย เป็นเสมือนจิ๊กซอว์อันเกิดจากการประกอบขึ้นของแต่ละองค์ประกอบย่อย ทว่าไม่ได้นำเสนอภาพรวมอันสมบูรณ์ จริงอยู่ที่ผู้ชมรับรู้ได้ว่าผลงานศิลปะที่ตาไปกระทบสัมผัสคือสิ่งใด แต่ความบิดเบี้ยวของข้อมูลที่ใครๆ ต่างเคยรับรู้และคุ้นชิน ชักชวนให้คนตั้งคำถามเชิงปรัญชาว่าความจริงคือสิ่งใด พาให้ตระหนักถึงขีดจำกัดของปุถุชนในการรับรู้สัจจะอันสูงสุด

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020
'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

อาจารย์หม่อมคือศิลปินขนานแท้ เขาจะไม่ผูกตัวเองกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่กำหนดว่าจะใช้สื่อนี้ในการสร้างงานศิลปะไปจนถึงเมื่อไหร่ อยู่ที่ว่าความสนใจและความคิดของเขาจะนำพาไป

“ปกติเวลาผมทำงาน ผมจะไม่ได้ผูกตัวเองว่าผมจะทำงานแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ หรือเราจะทำแบบนี้ตลอดไป แต่ขึ้นอยู่กับการไปค้นหรือไปเจออะไรที่เราสนใจ แล้วก็ให้ตัวไอเดียพาไปมากกว่า สำหรับไอเดียนี้ จะทำด้วยสื่อหรือเทคนิคอะไรดี ฉะนั้น เวลาคิดงาน มันจะไม่ได้เริ่มที่ตัวสื่อหรือเทคนิค”

หลังจากเรียนจบไม่นาน ประทีปก็ต้องย้ายถิ่นฐานลำเนา ไปทำงานที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามอย่างไม่ทันตั้งตัว และเร็วกว่าที่คาดเอาไว้มาก ขณะนั้นเขาคือคนกรุงที่แทบจะไม่เคยรู้จักอีสานมาก่อน เมื่อรู้ว่าต้องย้ายไปมหาสารคาม ยังกลับไปพลิกแผนที่ดูเลยว่าอยู่ส่วนไหนของประเทศ

ศิลปินผู้หลงใหลอีสาน ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นผู้ใหลหลง เพราะเข้าใจว่าอีสานคือภูมิภาคชนบทอันสวยงามและเรียบง่าย ด้วยสาธารณูปโภคที่ยังเดินทางไปไม่ถึง

“ก่อนมาก็มีภาพจำเหมือนคนทั่วไป แต่ผมนิยามตัวเองได้ว่าผมเป็นชนชั้นกลางโรแมนติก คือปีแรกๆ มาเนี่ยเวลาขับรถผ่านทุ่งนาข้าวสีเขียวก็จะเห็นว่าสวยงาม ใหม่ๆ ก็ให้ลูกศิษย์พาไปดูคนทำนา พาไปเกี่ยวข้าว อีสานงดงามเหมือนในหนังสือ ชีวิตของชาวนา ของพระยาอนุมานราชธนยังไงยังงั้นเลย”

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

03

ประเทศเล็กที่สมบูรณ์

เมื่อไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง การเข้าใจท้องถิ่นนั้นอย่างละเอียดลึกซึ้งก็เหมือนการหลิ่วตาตามยามเข้าเมืองตาหลิ่ว หลังจากที่เขาเริ่มศึกษาค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับอีสานอย่างลึกซึ้ง หม่อมจึงเห็นว่าอีสานถูกละเลยจากประวัติศาสตร์กระแสหลัก และมีภาพจำอันบิดเบี้ยวมากแค่ไหน

ทว่ายิ่งค้นคว้า เขาก็ยิ่งเจอเสน่ห์ของห้องสมุดไปพร้อมกัน บรรดาหนังสือเก่าตามชั้นที่เขาพบเจอโดยบังเอิญระหว่างการเดินหาเล่มเป้าหมาย คือสิ่งละอันพันละน้อยที่ชักชวนให้เขาหันมาสนใจศิลปะที่ซ่อนอยู่บนหน้าปกหนังสือเก่า

ด้วยสายตาศิลปิน ประทีปเห็นองค์ประกอบศิลป์มากมายที่โดดเด้งออกมาจากหน้าปก เขาได้ยินคุณค่าในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่หนังสือเหล่านี้ต่างกระซิบกระซาบออกมาผ่านลวดลาย เส้นสาย และสีสัน ที่พันธนาการตัวเองอยู่ด้วยกันบนหน้ากระดาษ หม่อมตกหลุมรักปกหนังสือเก่าเหล่านี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

“เวลาดูปกหนังสือเราจะเห็นสภาพมัน บางเล่มอาจจะเห็นสภาพที่บอบช้ำมากจนดูไม่รู้เรื่อง ผมมีความสนุกในการไล่ดูข้อมูลบนปก บางเล่มอาจจะเป็นชื่อหนังสือ บางเล่มอาจจะเป็นภาพที่มันใช้ประกอบปก ซึ่งจะมีสารแฝงอยู่เสมอ ของพวกนี้สื่อสารอะไรบางอย่างกับเราตลอดเวลา”

อาจารย์ท่านนี้จึงเริ่มเปลี่ยนสถานะปกหนังสือเก่าที่เขาถ่ายสะสมเอาไว้ให้เป็นงานจิตรกรรมภาพเขียนสีน้ำมัน ที่ยังคงสภาพความเสียหายซึ่งกาลเวลาได้ทิ้งร่องรอยไว้ ทั้งยังแฝงไปด้วยบริบททางประวัติศาสตร์และนัยทางการเมืองที่น่าสนใจชวนคิด แรกเริ่มเดิมทีก็เพื่อไปร่วมจัดแสดงในนิทรรศการแห่งหนึ่ง

“หนังสือเล่มแรกๆ ที่เป็นไอเดียให้เอามาวาดคือหนังสือแบบเรียนวิชาสถานการณ์ในโลกปัจจุบัน สภาพเก่ามาก ตัวหนังสือมันแทบจะอ่านไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว แต่มันกลับพูดถึงสถานการณ์โลกปัจจุบันขณะนั้น ซึ่งขัดแย้งกันมาก ถ้าดูตอนนี้คือความรู้ในเล่มมันหมดอายุไปแล้ว แต่มันก็ยังสะท้อนชุดข้อมูลที่ถูกผลิตออกมาในยุคนั้นอยู่”

แต่พอได้เริ่มเขียน อาจารย์หม่อมก็ยิ่งเห็นว่าภาพปกหนังสือเหล่านี้สื่อสารคุณค่าบางอย่างได้ชัดเจนขึ้น เขาตีกรอบประเด็นของนิทรรศการจนแจ่มแจ้ง คัดเลือกเฉพาะปกหนังสือยุคสงครามเย็น อันเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่เขาให้ความสนใจพิเศษ เพราะเพิ่งพ้นผ่านไปได้ไม่ไกลจากปัจจุบัน ทำความเข้าใจบริบทสังคม ณ ขณะนั้น และมรดกที่ส่งผลกระทบมายังทุกวันนี้ได้ไม่ยาก

ภาพจิตรกรรมเหล่านั้นคือปกสิ่งพิมพ์หลากหลายแขนงที่ล้วนถือกำเนิดในยุคสมัยดังกล่าว ทั้งแบบเรียนของหลวง สมุดแจกฟรีจากรัฐ และนิตยสารจากราชการ ซึ่งล้วนมีสภาพยับเยินยู่ยี่และแพร่สะพัดขจายไปทั่วประเทศ

“มีปกเล่มหนึ่ง ปกหนังสือชื่อ ทหารปฏิวัติทำไม หนังสือเก่ามาก หรือวารสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ที่ปกเป็นรูปฤษีในงานวัด แล้วก็มีพาดหัวว่าเมืองไทยกำลังเสื่อม หนังสือพวกนี้เก่า แต่เนื้อหาก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลย ทำให้คนมองย้อนกลับไปดูแล้วเห็นว่าบางเรื่องซึ่งเป็นปัญหาที่พูดกันมาหลายสิบปีแล้วยังไม่เปลี่ยนเลย เรายังอยู่กับปัญหาเดิม”

ประทีปหยิบยืมชื่อ ประเทศเล็กที่สมบูรณ์ หนึ่งในหนังสือหัดอ่านชุด ‘นิทานร้อยบรรทัด’ แบบเรียนยุคสงครามเย็น สมัยที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี มาใช้เป็นชื่อนิทรรศการแสดงภาพวาดปกหนังสือเก่า ที่เป็นส่วนสำคัญในการตอกหมุด ฝังภาพจำและชุดความรู้ที่รัฐจัดสรรแกมบังคับเสิร์ฟมาให้ประชาชนเสพ อันเป็นบ่อเกิดแห่งความไม่เข้าใจในสังคมปัจจุบัน เพราะท่ามกลางชาติมหาอำนาจที่ครอบครองดินแดนกว้างใหญ่ ทั้งฝ่ายเสรีประชาธิปไตยและฝ่ายคอมมิวนิสต์ อะไรเลยจะวิเศษไปกว่าการเชื่อว่า ‘ประเทศเล็กๆ ของเรานี้สมบูรณ์แบบที่สุด’

04

ประเทศเล็กที่ (ยังคง) สมบูรณ์

เป็นความจงใจของศิลปินที่คิดเล่นกับสถานะอันเป็นมายาของภาพปกหนังสืออย่างมีชั้นเชิง เมื่อกลายเป็นงานจิตรกรรมแล้ว ประสิทธิภาพที่ปกเหล่านั้นจะเอื้อนเอ่ยทักทาย และบอกกล่าวอรรถะแก่ผู้ชมได้อย่างตรงไปตรงมาก็มีมากขึ้น ยิ่งศิลปินยังคงสภาพขาดรุ่งริ่งของสรรพองค์ประกอบบนหน้าปกของแบบเรียน อันเป็นโฆษณาชวนเชื่อจากรัฐเผด็จการไว้ ข้อความที่ภาพจิตรกรรมจะยิงตรงมายังผู้เสพก็ยิ่งแจ่มแจ้ง ชวนให้ตั้งคำถามถึงที่มาของความรู้และอายุขัยของมัน

ภาพเขียนสีน้ำมันเหล่านี้ชวนให้เราตั้งคำถามกับความเข้าใจของตัวเอง สืบค้นไปจนถึงต้นตอและที่มาขององคาพยพต่างๆ ที่มีส่วนหล่อหลอมภาพจำ โดยเฉพาะชนิดที่เป็นเปลือกอันผิวเผินสำหรับภาคอีสาน อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจตามที่รัฐต้องการ เชื้อเชิญให้ผู้ชมใช้วิจารณญาณของตนหาคำตอบว่า แม้วันเวลาผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ‘ประเทศเล็กของเรานี้สมบูรณ์ดีหรือยัง’

เขาไม่ให้คำตอบที่ตายตัวและนำเสนอแนวคิดที่ชัดเจนจบครบในนิทรรศการนั้นคราเดียว ทว่ายังคงใช้แนวคิดและวิถีการทำงานแบบเดียวกันนี้ สร้างสรรค์ผลงานขึ้นอีกชุดสำหรับจัดแสดงในนิทรรศการที่งาน Bangkok Book Festival ซึ่งนอกจากมีส่วนที่จัดจำหน่ายหนังสือแล้ว ยังเชิญศิลปินผู้ทำงานเกี่ยวข้องกับหนังสือในมิติต่างๆ มาร่วมจัดแสดงงานศิลปะซึ่งเกิดจากหนังสืออีกด้วย เดิมมีกำหนดจัดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่จำต้องเลื่อนไปปีหน้าโดยปริยายเพราะเหตุสถานการณ์โรคระบาด COVID-19

ประทีปเล่าให้เราฟังว่า เขาเพิ่มความพิเศษอันซับซ้อนลงไปในกลวิธีการเรียงร้อยชุดภาพวาดปกหนังสือในคราวนี้ เพื่อการสื่อสารความอันชัดเจน

“เวลาผมเรียงร้อยภาพในนิทรรศการ มันทำให้เกิดการสร้างความหมายและเชื่อมกันระหว่างรูปได้ ผมจะไม่คิดแค่เอาปกไหนมาต่อปกไหน แบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากสตอรี่บอร์ด แต่ผมพยายามทำให้เกิดการสร้างความหมาย การอ่านภาพทั้งหมดในนิทรรศการจะต้องอ่านได้หลายแบบ โดยไม่นำให้เขาคิดเชื่อมโยง ฉะนั้น ไอ้การวางแต่ละปกมันทำให้คนคิดบางอย่างได้อย่างหนึ่ง แต่ผมก็จะรีบผลักมันซะว่าไม่ใช่ ด้วยการเอาปกอื่นมาวางต่อ”

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

ขณะนั้นที่เราจินตนาการถึงนิทรรศการดังกล่าวอยู่ ก็รู้สึกตื่นเต้นไปกับกลวิธีเทคนิคที่ประทีปเร่งเฉลยให้เราฟังล่วงหน้า คือขณะเดียวกับที่เราพบกับความเสียดายลึกๆ ภายในใจที่เราไม่อาจได้ชื่นชมนิทรรศการอันน่าสนใจนี้ในเร็ววัน

05

สู่ ‘ประชาธิปไตยที่ถาวร’

ฉับพลันนั้นความยินดีก็ได้แผ่ซาบซ่านทาบทั่วไปทั้งสรรพางค์กาย เมื่อประทีปปลอบใจเราว่าไม่จำเป็นต้องรอนานไปจนถึงปีหน้า เพราะปลายปีนี้เขาจะได้มีโอกาสนำผลงานภาพเขียนปกหนังสืออันเป็นอนุสนธิ์จาก ‘ประเทศเล็กที่สมบูรณ์’ ในงาน Khonkaen Manifesto 2020 ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นช่วงเดือนธันวาคมนี้ 

ถ้าใครจำได้ ขอนแก่นมานิเฟสโต้ที่จัดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน โด่งดังขึ้นมาจากสถานที่จัดงานซึ่งเป็นตึกร้างริมถนนมิตรภาพ นำเสนอศิลปะที่ชวนสะท้อนให้เห็นความสำคัญของเมืองขอนแก่น และชวนให้หันกลับมาคิดตั้งคำถามถึงเรื่องพื้นฐานทั่วไปอย่างสิทธิมนุษยชน

ถนอม ชาภักดี ผู้จัดงาน ได้ร่วมกับศิลปินท่านอื่น รีโนเวตอาคารสีขาวริมบึงแก่นนครขึ้นเป็น The Manifesto by MAIELIE สถานที่อันเป็นหมุดหมายสำหรับปฏิบัติการด้านศิลปะอย่างเสรีโดยเฉพาะ และเป็นที่สำหรับจัดงาน Khonkaen Manifesto ในช่วงปลายปีที่จะถึง

คราวนี้ประทีปนำเสนอเซ็ตภาพจิตรกรรมปกหนังสือ ภายใต้ชื่อซึ่งยังคงหยิบยืมมาจากชุดหนังสือหัดอ่าน ‘นิทานร้อยบรรทัด’ ว่า ‘ประชาธิปไตยที่ถาวร’ ผ่านแนวคิดและกลเทคนิควิธีการแบบเดิม ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นลายเซ็นของเขาไปแล้ว

อาจารย์หม่อมเล่าถึงที่มาที่ไปของชื่ออันแฝงแนวคิดเชิงเสียดสีอยู่ในทีว่า “ดูตลกร้ายตรงที่หนังสือ ประชาธิปไตยที่ถาวร เป็นแบบเรียนในยุคเผด็จการสฤษดิ์ แล้วมันจะเป็นประชาธิปไตยที่ถาวรได้ยังไง”

การค้นคว้าและสะสมหนังสือเก่าทำให้ศิลปินท่านนี้ได้พบเจอปกหนังสือที่น่าสนใจอยู่เรื่อยๆ เขาจึงดำเนินการสร้างสรรค์ผลงานของเขาไปอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยไม่มีหมุดหมายแห่งเวลาอันเป็นที่สิ้นสุดเป็นเส้นชัย

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

“มีหนังสือเก่าที่เราเจออยู่เรื่อยๆ ผมจะเขียนปกที่สนใจอยู่ตลอด การจัดแสดงแต่ละครั้งก็จะเอาเท่าที่ปริมาณและเวลาจะอำนวย แต่พองานจบเราก็ยังคิดอยากทำต่อ เพราะยังมีเซ็ตแบบเรียนหรือหนังสือที่สร้างภาพจำเรื่องท้องถิ่นต่างจังหวัดอยู่อีกมาก”

แรงบันดาลใจอันวิเศษข้อนี้ทำให้อาจารย์ประทีปได้เจอลิสต์หนังสือต้องห้าม ซึ่งจะกลายมาเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญที่เขาจะนำไปร่วมจัดแสดงครั้งนี้ด้วย

“มีอีกอันที่เป็นเอกสารของทางราชการ คือประกาศรายการหนังสือต้องห้ามที่ถูกนำมารวมเล่มพิมพ์แจก เป็นเอกสารประมาณ พ.ศ. 2521 คือหลัง 6 ตุลา 2519 เหตุการณ์นั้นทำให้มีการสั่งห้ามหนังสือบางประเภท ซึ่งมันสะท้อนแนวคิดบางอย่างของรัฐบาลสมัยนั้น ผมเลยจะหยิบมาวาด”

หนังสืออีกกลุ่มที่จะถูกแต่งแต้มขึ้นเพื่อนำไปจัดแสดงคืออนุสาร อ.ส.ท. ซึ่งเป็นสิ่งพิมพ์จากรัฐสมัยจอมพลสฤษดิ์ เพราะประทีปเห็นอิทธิพลอันเป็นผลพวงที่หนังสือกลุ่มนี้ยังคงทำงานอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนไทยตั้งแต่สมัยนั้นจนกระทั่งปัจจุบัน

“ตอนนั้นสฤษดิ์ตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว (อ.ส.ท.) เพราะไทยเหมาะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับต่างชาติมาก รอบๆ เราเป็นคอมมิวนิสต์ไปหมดแล้ว รัฐบาลจึงใช้จังหวะและความพร้อม โปรโมตภูมิภาคต่างจังหวัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว การไปสุรินทร์เพื่อขี่ช้างก็เกิดขึ้นยุคนี้ เขาวาดภาพจำให้มันโรแมนติก ปกปิดภาพความเดือดร้อนและซ่อนเร้นเรื่องคอมมิวนิสต์ไว้เบื้องหลัง”

ใครที่พลาดประเทศเล็กที่สมบูรณ์ครั้งก่อนก็อดใจรออีกนิด แม้คราวนี้อาจารย์หม่อมจะนำไปร่วมจัดแสดงเพียงไม่กี่ปก แต่เชื่อได้เลยว่าพูดน้อยต่อยหนักแน่นอน

06

ดุสิตธานี

การสร้างสรรค์งานศิลปะที่เล่นกับอดีต การเมือง และภาพจำ อันเป็นผลพวงจากเส้นสายแห่งความสัมพันธ์ระหว่างกาลเวลาและประวัติศาสตร์ น่าจะเป็นเอกลักษณ์ของประทีป สุธาทองไทย ไปแล้วโดยปริยาย

ผลงานชิ้นสำคัญซึ่งกำลังจัดแสดงเป็นส่วนหนึ่งในงาน Bangkok Art Biennale 2020 ที่กำลังแสดงอยู่ คือนิทรรศการชุด ‘ดุสิตธานี’ ที่ The Prelude One Bangkok ซึ่งเป็นประจักษ์หลักฐานที่ชี้ให้เห็นวิถีการทำงานศิลปะอิงประวัติศาสตร์และการเมืองอย่างสืบเนื่องของศิลปินท่านนี้

“เกิดขึ้นจากที่ผมเห็นว่าตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในสภาวะของการหาทางออกอะไรบางอย่างในสังคม ช่วงหลายปีที่ผ่านมามีข้อถกเถียงมากมาย บางอย่างลึกซึ้งไปจนถึงขั้นว่าประชาธิปไตยเป็นยังไง ผมเลยนึกถึงดุสิตธานี เมืองจำลองของรัชกาลที่ 6”

นิทรรศการนำเสนอผังจังหวัดดุสิตธานีและภาพลายเส้นของอาคาร 6 หลังภายในเมือง ซึ่งล้วนเป็นผลิตผลแห่งการอุปโลกน์ขึ้นของประทีปโดยการศึกษาเอกสารประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น เขาจงใจเล่นกับความจริงจังของเมืองจำลองประชาธิปไตยในอุดมคติแห่งนี้ ที่แม้จะดูคล้ายเพียงการละเล่นของเจ้านายก็ตาม

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

“ผมพูดในมิติที่มันเป็นเมืองในจินตนาการมากกว่า การไปบอกว่าดุสิตธานีคือเมืองประชาธิปไตยแสดงว่าทรงพระกรุณามาก ถ้าทุกวันนี้ไปถึงจุดนั้นได้แล้ว เราก็คงจะเฉลิมฉลองกันได้เต็มที่ แต่แล้วมันใช่ไหมล่ะ”

นครแห่งสิทธิและความเท่าเทียมนี้จึงเป็นความฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อของชนชั้นนำไทย ที่รุ่มรวยไปด้วยสภาวะแห่งความสมบูรณ์แบบไปเสียทุกด้าน ทั้งผังเมือง สาธารณูปโภค และวิถีการปกครอง เรียกได้ว่าถอดแบบประเทศประชาธิปไตยในอุดมคติมาอย่างกับแกะ ชวนให้ตั้งคำถามถึงความตั้งใจในการเล่นอย่างจริงจัง

ดุสิตธานีถูกนำเสนอคู่กับภาพวิดีโอมุมสูงของ ‘หมู่บ้านผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย’ หรือ ‘หมู่บ้านน้อมเกล้า’ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร อันเป็นชุมชนของคอมมิวนิสต์ผู้อกหักจากระบอบการปกครองที่ฝ่ายตนปรารถนา หันออกจากป่า มุ่งหน้าสู่เมือง

ภาพทั้งสองคือคู่ปฏิพากย์อันขัดแย้งของความผิดหวังจากคน 2 กลุ่ม ที่แม้เกิดขึ้นด้วยเหตุเดียวกัน แต่กลับมีรูปร่างสาระที่แตกต่างกัน

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020
'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

“บ้านน้อมเกล้าก็เป็นเมืองในฝันอีกมิติหนึ่ง พูดถึงสภาพแวดล้อมและชีวิตสมบูรณ์แบบที่แตกต่างจากลักษณะหมู่บ้านทั่วไป เป็นหน้าที่ของคนดูที่เขาจะต้องเชื่อมโยงเมืองจำลองของ ร.6 เข้ากับหมู่บ้านของคอมมิวนิสต์เก่า วันก่อนมีคนไปดูแล้วโพสต์ว่า ‘ดุสิตธานีคือเมืองในฝันของเจ้า บ้านน้อมเกล้าคือเมืองในฝันของบ่าว’ เป็นการคิดถึงเมืองในฝันของคนแต่ละชนชั้น

“ภาพรวมของงานไม่ได้นำเสนออะไรด้านเดียว มีเรื่องอกหักด้วยนะ ดุสิตธานีคือความอกหักของเจ้าที่ไม่มีคนทำต่อ สานต่อ ถูกทิ้งร้างไป ส่วนบ้านน้อมเกล้าก็เป็นความผิดหวังของพวกสังคมนิยมที่ต้องออกจากป่า สุดท้ายนิทรรศการอาจจะไม่ได้นำเสนอภาพสมบูรณ์ของความฝันก็ได้”

อรรถะของประทีปยังคงชัดเจนเหมือนเดิม นิทรรศการนี้นำผู้ชมไปสัมผัสภาพคติอันอุดมของกษัตริย์ไทยก่อนสมัยแห่งการอภิวัฒน์สยาม 2475 เปรียบเทียบเรียบเคียงไปกับภาพความปรารถนาสูงสุดของชนชั้นไพร่ผู้ฝักใฝ่ระบอบการปกครองอีกฝั่ง แล้วค่อยเชื้อเชิญให้ตั้งหลากคำถามในหลายประเด็นสังคม ทั้งเรื่องการปกครอง ความฝันใฝ่ ความปรารถนา และความจริงจัง รับรองได้เลยว่าแต่ละคนจะต้องฉุกคิดคำถามและมีคำตอบในใจต่างกัน

07

คำตอบที่ไม่ตายตัว

ถ้าจะกล่าวโดยกระชับเพื่อประหยัดเวลาอันกระชั้นให้มากที่สุด คงต้องกล่าวว่างานศิลปะของประทีปส่วนมากถือกำเนิดขึ้นจากความสนใจใคร่รู้ส่วนตัวทั้งสิ้น โดยมีเสน่ห์แห่งประวัติศาสตร์ซึ่งเขาได้ทำพันธสัญญารักมาแต่เยาว์วัยเป็นความพิเศษจำเพาะ การศึกษาอย่างละเอียดลึกซึ้งและกว้างขวางทำให้เขาเห็นภาพ ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นประเด็นให้แก่งานของเขา

“ข้อมูลที่เราสนใจจะขยายจากจุดหนึ่งไปหาอีกจุดหนึ่ง จนวันหนึ่งมันค่อยๆ ขยับไปเติมเต็มกันเอง กลายเป็นงานศิลปะขึ้นมาได้จากชั่วขณะแวบเดียวที่เกิดขึ้นมาว่าอยากทำ โดยที่ไม่ต้องสนใจด้วยซ้ำว่ามันจะสื่อสารอะไรได้ในตอนแรก ต่อมาเราก็ค่อยๆ ตีกรอบ ทำเป็นงานขึ้นมาแต่ละครั้ง”

เพียงความปรารถนาที่ผุดขึ้นมาท่ามเศษเสี้ยวกษณะเดียวในสมอง ก็ก่อเกิดขึ้นมางานศิลปะที่สื่อสารัตถะอันซับซ้อน ทว่าไม่ได้ตอบคำถามใดๆ ด้วยคำตอบตายตัวเพียงหนึ่ง ผู้ชมจึงจำเป็นต้องใช้กำลังแห่งปัจเจกชนในการพิเคราะห์หาเนื้อความของผลงานแต่ละชิ้น

“ไม่ใช่ว่าผมไม่บอกเมสเสจนะ แต่ผมไม่ให้คำตอบที่ตายตัวมากกว่า อย่างผลงานภาพถ่าย อยู่ที่ว่าจะมองอะไรตรงไหนก่อน แต่ละคนก็มองไม่เหมือนกันตามประสบการณ์ เหมือนผมนำเสนอฟอร์มหนึ่งขึ้นมา ซึ่งมองได้หลายด้าน บางครั้งเห็นก่อนเห็นหลังก็ต้องมาคุยกันว่ามันต่างกันไหม เห็นอันนี้ก่อนกับเห็นอันนี้ที่หลัง แต่ถ้ามาคุยแล้วว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ก็ใช้ได้”

กระโดดถอยย้อนหลังกลับไปในตอนต้น คราวนี้ขอให้ทุกอ่านกลับไปอ่านคำตอบที่ทดเอาไว้

ความไม่ตายตัวคือหนึ่งในสามัญลักษณะของสรรพสิ่งบนโลกนี้ ผมจึงขอแสดงความเสียใจที่สุดท้ายแล้วไม่อาจมีคำเฉลยอันสัมบูรณ์ให้ได้ เช่นเดียวกันกับงานศิลปะของประทีปที่ไม่ชี้ชัดฟันธงลงไปว่าอะไรคืออะไร แต่กระบวนการซึ่งจะทำให้ได้ฉุกคิดและหันมาตั้งคำถามกับประเด็นต่างๆ ที่เขานำเสนอแต่ละคราว คือตะกอนความคิดอันเป็นดอกผลซึ่งน่าอภิรมย์กว่าคำตอบถูกผิดสีขาวดำที่อยู่ตรงกันข้ามเพียง 2 ขั้วเท่านั้น

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

ภาพ : ภาณุพงษ์ อันสนธิ์ และ 100 ต้นสน แกลเลอรี่

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

บัทม์ แก้วงอก เป็นชื่อที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เมื่อพูดถึงวงการเซรามิกประเทศไทย เพราะเขาคือศิลปินมือวิเศษผู้เปลี่ยนก้อนดินธรรมดาให้มีมูลค่า จนเป็นที่ตามหาของนักสะสมถ้วยชามเซรามิกทั้งในและต่างประเทศ 

เมื่อปลายปีที่แล้ว ผลงานของเขาถูกกวาดไปเกลี้ยงห้องจัดแสดงนิทรรศการ WOODS of Masterpieces ผลงานล่าสุดของเขาและภรรยา นาโอมิ ไดมารู นักจัดดอกไม้อิเคบานะมืออาชีพ 

แต่รู้หรือไม่ว่า จะต้องใช้ทั้งความดื้อและความบ้าระดับสูง กว่าจะได้เป็นศิลปินเซรามิก

ดื้อพอที่จะเป็นเด็กบ้านนอกเมืองเพชรบุรีที่เชื่อในดิน ตั้งแต่สมัยยังไม่มีศิลปินเซรามิกตัวจริงในประเทศไทย 

บ้าพอที่จะหาทางไปเรียนเซรามิกที่ญี่ปุ่นจนได้ทั้ง ๆ ที่ไม่มีสตางค์ และกลายเป็นศิษย์คนเดียวของยอดศิลปินเซรามิกแห่งเมืองอิกะ

เขาทำทั้งหมดทั้งมวลเพียงเพื่อให้ได้อยู่กับดิน

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

Studio Visit คราวนี้จึงขอชวนทุกคนไปฟังและเรียนรู้จากเส้นทางสู่การเป็นศิลปินเซรามิกของ บัทม์ แก้วงอก ซึ่งสอนให้เขาเห็นคุณค่าในวิถีชีวิตที่ใกล้ชิดกับดินบ้านนอก ในวันที่คนกับธรรมชาติห่างเหินกันมากขึ้น

เรื่องเล่าบนเสื่อทาทามิ

ท่ามกลางทุ่งนาสีเขียวของอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี คือสตูดิโอของศิลปินที่เราและเหล่าคนคลั่งรักเซรามิกยกขบวนกันมาเยี่ยมเยียน

พอเห็นแขกเดินผ่านรั้วเข้ามา เจ้าของสตูดิโอก็เดินไปปิดเพลงญี่ปุ่นที่กำลังบรรเลงก้องพื้นที่และกล่าวคำทักทาย พร้อมเอ่ยขอโทษเล็กน้อยที่ชวนให้เดินทางมาไกลถึงหนองเสือ แต่ที่นี่คือสถานที่ทำงานจริง ซึ่งเขาอยู่มากกว่ากรุงเทพฯ เสียอีก เพราะใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนอยู่กับดินได้โดยไม่มีสิ่งรบกวน 

บัทม์นำพวกเราเข้าไปในห้องกระจกซึ่งมีเสื่อทาทามิวางเป็นแนวยาวอยู่หนึ่งผืน และมีผลงานเซรามิกหลากหลายรูปแบบเรียงรายขนาบอยู่สองข้าง

ดอกไม้ในแจกันจัดแบบอิเคบานะวางอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของห้องยังดูสดชื่น เพราะภรรยาของศิลปินเจ้าถิ่นเพิ่งนำมาเปลี่ยนเมื่อไม่กี่วันก่อนเพื่อต้อนรับพวกเราโดยเฉพาะ

เมื่อทุกคนนั่งลงหามุมสบายบนเสื่อทาทามิเรียบร้อยแล้ว เรื่องราวของบัทม์ก็เริ่มขึ้น 

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

กูจะเป็นศิลปิน!

บัทม์เกิดและโตที่จังหวัดเพชรบุรี ครอบครัวฝั่งแม่เป็นครู ส่วนฝั่งพ่อเป็นครอบครัวทหาร เพราะฉะนั้น เขาไม่ได้เติบโตท่ามกลางงานศิลป์

แต่บางอย่างดึงดูดเขาเข้าหาการขีดเขียน

“ผมชอบศิลปะตั้งแต่ประมาณ ป.3 ตอนนั้นจำได้ว่าเอาแท่งถ่านไปเขียนฝาบ้าน ไม่ได้เขียนแต่บ้านตัวเองนะ เขียนทุกบ้านในหมู่บ้านเลย” เขาเริ่มเรื่องด้วยวีรกรรมแสบ ๆ ที่เคยก่อไว้สมัยเด็ก แม้จะเป็นเหตุให้โดนไล่เตะ ไล่ตี แต่ก็ยังทำ พอขึ้น ม.1 โรงเรียนให้เลือกวิชาเอก บัทม์ไม่ลังเลเลือกเรียนเอกศิลปะตั้งแต่ตอนนั้น 

แต่เขามาค้นพบความชอบที่แท้จริงของตัวเองเอาตอนที่ย้ายไปเรียนวิทยาลัยช่างศิลป โรงเรียนศิลปะในกรุงเทพฯ 

“ตอนที่เรียนมีทั้งวิชาจิตรกรรมและประติมากรรม แต่เรากลับหลงรักเซรามิกหลังจากที่ได้ลองนำงานเข้าเตาเผาแค่ 2 ครั้ง เพราะเวลาทำต้องลุ้นว่างานจะออกมาสวยหรือไม่สวย”

“ผมขออยู่ที่ตึกเซรามิกตลอดเวลาได้มั้ย” เด็กชายบัทม์บอกครู

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

เมื่อถึงคราวสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อน ๆ ต่างเลือกคณะจิตรกรรม ม.ศิลปากร กันยกรุ่น มีเพียงบัทม์เท่านั้นที่มุ่งมั่นเข้าคณะศิลปกรรม จุฬาฯ สาขาเซรามิกเพียงอย่างเดียว

เขาใช้เวลาสอบถึง 4 ครั้งกว่าจะติด

ที่ยอมทิ้งชีวิตไป 4 ปี ก็เพียงเพื่อแลกกับการได้ศึกษาในมหาวิทยาลัยที่จะให้เขาคลุกคลีกับ ‘เตาเผาเซรามิก’ มากที่สุด

 แต่เมื่อสอบติด ความพยายามทั้งสิ้นเกือบจะสูญเปล่า เพราะทั้งรุ่นมีคนสนใจเรียนเซรามิกแค่ 2 คน ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการแยกภาค

ท่ามกลางที่ประชุมซึ่งจัดขึ้นเพื่อหาทางออกให้กับปัญหานี้ ประธานรุ่นอย่างบัทม์ แก้วงอก ลุกขึ้นประท้วง “ทำอย่างนี้ไม่ได้นะครับ! ผมมาเพื่อเซรามิก”

แต่ถึงขั้นนั้นแล้ว ผู้ร่วมประชุมยังไม่มีใครโอนอ่อนไปตามคำยืนกรานของเขาเลย

โชคดีที่อาจารย์ที่ปรึกษาของบัทม์เกิดนึกขึ้นได้ว่าวันสอบสัมภาษณ์ ศิษย์คนนี้เคยเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ว่า ‘ผมตั้งใจมาเรียนที่นี่เพื่อเลือกเอกเซรามิก’ ที่ประชุมจึงลงมติอนุญาตให้เปิดสาขาเซรามิกเพื่อนักศึกษาเพียง 2 คนได้ตามที่บัทม์ตั้งใจ 

“รู้ไหม ผมยืนปฏิญาณตนกลางหมู่เพื่อนว่า “กูจะเป็นศิลปิน!” ตั้งแต่ตอน ป.6 แล้ว

“ผมบ้าตั้งแต่เด็ก”

ขอร้องล่ะ นาโอมิซัง! 

“พอเรียนจบมหาลัย เพื่อน ๆ ไปเรียนต่อเมืองนอกกันหมด เราก็อยากไปแต่ไม่มีสตางค์” 

ความฝันของบัทม์ในตอนนั้นคือไปเรียนเซรามิกตะวันออกที่ญี่ปุ่น แต่เส้นทางชีวิตของเขาก็พลิกผันเพราะหนังสือเล่มเดียว 

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

“วันหนึ่งไปที่ห้องสมุดของ Japan Foundation แล้วเจอหนังสือ ‘รวม 30 ศิลปินเซรามิก’

“ชอบทุกคนเลยเว้ย” เขาคิดในตอนนั้น “ก็เลยถ่ายเอกสารมาทั้งเล่ม”

ระหว่างนั่งรถเมล์จากห้องสมุดกลับมหาวิทยาลัย บัทม์เกิดนึกขึ้นได้ว่า ท้ายเล่มมีที่อยู่ของศิลปินแต่ละคน ตอนนั้นเองที่เขาเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา

“งั้นเขียนจดหมายขอเป็นศิษย์ดื้อ ๆ เลยแล้วกัน!” หลายคนอาจจะคิดว่าบ้า แต่สำหรับเขา นี่คือโอกาส

บัทม์ลงมือร่างจดหมายเป็นภาษาไทย 30 ฉบับ สำหรับส่งให้ศิลปินญี่ปุ่น 30 คน แล้วเดินตรงไปที่ คณะอักษรศาสตร์

“เราไปขอร้องเพื่อนญี่ปุ่นคนหนึ่ง ชื่อ นาโอมิ ที่เรียนเอกภาษาไทยให้ช่วยแปลจดหมาย” 

“ญี่ปุ่นเขาไม่มีวัฒนธรรมรับแบบนี้” นาโอมิปฏิเสธทันที

“ช่วยหน่อยเหอะ ไม่เสียหายอะไรนี่ เดี๋ยวเลี้ยงข้าว” บัทม์ไม่ยอมถอย 

นาโอมิหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนยื่นข้อเสนอสุดท้าย “งั้น 2 จานนะ” 

จดหมาย 30 ฉบับของอาจารย์บัทม์เลยได้รับการแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นในที่สุด 

Dear Sensei 

ถึง เซ็นเซย์

ผมชื่อ บัทม์ แก้วงอก 

ผมเขียนจดหมายนี้เพื่อขอเรียนปั้นเซรามิกกับท่านเป็นระยะเวลา 2 ปี 

ผมมีความตั้งใจที่จะทำให้คนไทยกลับมาใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้อง ผูกพันกับเซรามิก เหมือนประเทศญี่ปุ่นหรือจีน เพราะที่ประเทศบ้านเกิดของผมยังนิยมการใช้ถ้วยชามจากเมลามีนและพลาสติกอยู่ 

ผมยินดีช่วยงานทุกอย่าง ไม่จำกัดอยู่แค่งานที่เกี่ยวข้องกับเซรามิก และไม่ต้องการเงินกลับประเทศไทย แต่ในกรณีที่ท่านไม่มีห้องให้อาศัย ขอความกรุณาเช่าบ้านให้ผมอยู่ด้วย 

สุดท้ายนี้ เพื่อทดแทนพระคุณ ผมจะทำเซรามิกให้ดีที่สุดเมื่อกลับมาประเทศไทย

บัทม์ แก้วงอก 

พ.ศ. 2540

*จำลองจดหมายจริงจากคำเล่าของบัทม์*

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

จดหมาย 30 ฉบับถูกส่งไปที่ต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่น 

หลังจากนั่งคอยวันแล้ววันเล่า ในที่สุดก็มีจดหมายตอบกลับมา 30 ฉบับ 

“แคนเซิลหมดเลย” 

เรากำลังร่วมลุ้นจนตัวโก่ง เกือบหน้าทิ่มไถกับเสื่อทาทามิ เสียแรงที่นาโอมิอุตส่าห์แปลจดหมายให้จริง ๆ

“มีแค่ฉบับที่ 29 จาก อาจารย์คันจิ อาตาราชิ ที่รับ” ผู้ฟังกลับมานั่งหูผึ่ง หลังตรงอีกครั้ง 

คันจิ อาตาราชิ ท่านนี้เป็นศิลปินเซรามิกที่พำนักอยู่ที่อิกะอูเอโนชิ หรือ เมืองอิกะ 

เขา คือหนึ่งใน 30 ยอดฝีมือด้านเซรามิกของญี่ปุ่นในสมัยนั้น 

และเขาไม่เคยรับใครเป็นศิษย์มาก่อนเลยในชีวิต

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

บัทม์มารู้ถึงเหตุผลที่เขายอมรับเด็กไทยไร้ชื่อคนหนึ่งเข้าเป็นศิษย์เอาทีหลัง ตอนที่เข้าใจภาษาแล้ว จากปากของ ‘โอก้าซัง’ หรือภรรยาของคันจิ อาตาราชิเซ็นเซ

“ครอบครัวนี้มีลูกชาย ชื่อ มานาบุ อายุ 27 ปี ซึ่งตั้งแต่วัยรุ่นก็อยู่และทำงานที่โตเกียวมาตลอด โอก้าซังอยากให้ลูกชายกลับมาสานต่องานเซรามิกจากพ่อ แต่ลูกชายกับพ่อดันไม่คุยกัน

“วันหนึ่ง โอก้าซังเปิดจดหมายเห็นเป็นเด็กไทยมาขอเป็นศิษย์ เลยบอกให้สามีรับไว้ก่อน เพื่อที่วันหนึ่ง พอผมสำเร็จวิชาจากอาจารย์​แล้ว จะได้เรียกลูกชายให้กลับมาเป็นลูกศิษย์ผมแทน” 

ด้วยเหตุนี้ บัทม์ แก้วงอก จึงกลายเป็นลูกศิษย์คนแรกและคนเดียวของ อาจารย์คันจิ อาตาราชิจวบจนทุกวันนี้ 

ฝึกวิชาบนยอดเขาอิกะ 

บัทม์ยกถ้วยสาเกและถ้วยชาวานสไตล์อิกะ (ถ้วยที่ใช้ในพิธีชงชาของญี่ปุ่น) จากชั้นวางผลงานด้านข้าง เพื่ออธิบายให้เราเข้าใจศิลปะซึ่งเขาในวัย 27 ปีกำลังจะไปศึกษา

“เซรามิกสายอิกะ น่าจะโหดที่สุดในเกาะญี่ปุ่น แต่ว่างาน High-end ที่สุด” 

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

เขาชวนให้เราสังเกตพื้นผิวและลวดลายบนถ้วยชาวาน

“นี่คือคราบที่เกิดจากฟืน ส่วนรอยด่างดวงตรงนี้ เกิดจากการเบียดกันกับจานอีกใบซึ่งเราควบคุมไม่ได้ นี่แหละคือเสน่ห์ของงานเตาฟืนแบบอิกะ”

ชีวิตที่มีดินนำทางของ ‘บัทม์ แก้วงอก’ ศิลปินเซรามิกไทยแห่งสำนักหนองเสือ ปทุมธานี

“แล้วก็” อาจารย์บัทม์หยิบถ้วยสาเกขึ้นมา “งานดินอิกะไม่สนใจว่าแม่บ้านล้างจานได้หรือไม่ได้” เขาหยอกงานเซรามิกในมือ เพราะลักษณะเด่นอีกประการของอิกะ คือความหยาบและขรุขระแบบธรรมชาติของเนื้อดิน 

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

เมื่ออธิบายจบจึงเล่าต่อถึงประสบการณ์สมัยไปเรียนญี่ปุ่นแรก ๆ

“6 เดือนแรกผมกับอาจารย์สื่อสารกันไม่ได้เลย เพราะผมไปด้วยภาษาญี่ปุ่นศูนย์ ส่วนเซ็นเซย์ภาษาอังกฤษศูนย์ ก็เลยใช้วิธีเขียนการ์ตูนคุยกัน” 

ทุกวันบนสตูดิโอที่ตั้งอยู่บนยอดเขาเมืองอิกะ เขาไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากนวดดิน แล้วส่งให้อาจารย์ขึ้นรูป บัทม์จึงทำได้เพียงสังเกตวิธีการทำงานของอาจารย์ และบันทึกทุกอย่างที่ ‘ขโมยผ่านสายตา’ เป็นภาพลงในไดอารี่

แต่แล้ววันหนึ่งเซ็นเซย์ก็ค้นพบสมุดเล่มนี้ซึ่งบันทึกเทคนิคของท่านไว้อย่างละเอียด 

“ตอนแรกคิดว่าโดนแล้ว เหมือนเราไปล้วงเคล็ดลับเขา” 

แต่ผิดคาด วันนั้นหลังจากอ่านจบ เซ็นเซย์เรียกบัทม์ไปที่แป้น และเริ่มถ่ายทอดวิชาให้เป็นวันแรก 

เล่นกับไฟ

การทำงานเซรามิก คือการทำงานร่วมกับธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ อากาศ และไฟ ซึ่งการทำงานกับธาตุตัวสุดท้ายนี่แหละที่ ‘โคตรมัน’ เพราะไฟคือเหตุที่ทำให้งานแต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน 

“ผลงานที่ออกมาอาจจะไม่เหมือนกับที่คิดไว้ในหัวร้อยเปอร์เซ็นต์ เราต้องเผื่อที่ให้ไฟมันเถียงเราด้วย” 

“ถ้าเผาเซรามิกช่วงฤดูร้อนก็จะได้สีเขียวแบบหนึ่ง แต่ถ้าเผาฤดูฝนก็จะเกิดสีเขียวอีกแบบหนึ่ง พูดง่าย ๆ ก็คือ ทั้งอุณหภูมินอกเตาและในเตามีส่วนต่อการปรับสีของเนื้อดินทั้งนั้น”

เตาเปรียบเสมือนพู่กันของศิลปินเซรามิก ส่วนไฟคือหลอดสี เพราะฉะนั้น ศิลปินเซรามิกที่ดีจะต้องฝึกประมาณอุณหภูมิของไฟด้วยตาเปล่า 

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

ครั้งหนึ่ง คันจิ อาตาราชิ เซ็นเซย์ สาธิตทักษะนี้แก่บัทม์ขณะ ‘สูบบุหรี่’

ปลายบุหรี่ที่เพิ่งจุดเป็นสีอ่อน ๆ

“ขณะนี้ 700 องศา” เซ็นเซย์ประกาศต่อหน้าศิษย์ผู้กำลังทึ่งกับวิชาเบื้องหน้า

เขาดูดลมเข้าแรง ๆ อีกครั้ง 

“ส่วนตอนนี้ 1,280 องศา” 

บัทม์ยอมรับว่าเขาต้อง ‘ทิ้งทุกอย่าง” ที่เคยเข้าใจสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งเน้นเทคนิคแบบตะวันตกไปก่อน เพื่อรองรับเทคนิคฉบับแดนอาทิตย์อุทัยให้ได้มากที่สุด

“ตอนเรียนที่มหาวิทยาลัย แป้นหมุนจะหมุนทวนเข็มนาฬิกา ซึ่งเป็นทิศที่ใช้เหมือนกันทั่วโลก มีแต่ประเทศญี่ปุ่นนี่แหละที่หมุนตามเข็มนาฬิกา เพราะเขาถือว่าเป็นการหมุนตามแรงเหวี่ยงของจักรวาล” 

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

นอกจากนั้นบัทม์ยังต้องเรียนรู้วัฒนธรรมการใช้ภาชนะเซรามิกแบบญี่ปุ่น ซึ่งต่างจากไทยและประเทศฝั่งตะวันตกโดยสิ้นเชิง

“ญี่ปุ่นเขาถือว่าภาชนะเซรามิกทุกชิ้นเป็นงานศิลปะ”

“เวลากินข้าว ทุกคนมีเซ็ตอาหารของตัวเอง ซึ่งประกอบด้วยถ้วยเล็กถ้วยน้อยหลากหลายแบบ ความกว้าง และความยาวของแต่ละชิ้นล้วนมีเหตุผลในตัวเองทั้งนั้น” 

แต่ก็เพราะสามารถนำองค์ความรู้ทั้งแบบอเมริกาและญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้ได้ เซรามิกของบัทม์ แก้วงอก จึงมีความน่าสนใจเฉพาะตัว

สำนักหนองเสือ 

หลังจากสำเร็จการศึกษาจากญี่ปุ่นและกลับมาบ้านเกิดของตนได้ระยะหนึ่ง บัทม์ก็เริ่มมองหา Green Zone ที่กว้างพอสำหรับการทำเตาเผาขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับจำนวนชิ้นงานที่เขานั่งปั้นอย่างขะมักเขม้นในแต่ละวัน

ชื่อแรกที่ขึ้นมาหลังจากกดค้นหา คือ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี สตูดิโอที่เรานั่งกันอยู่ ณ ขณะนี้จึงถือกำเนิดขึ้น

ระหว่างก่อสร้างสตูดิโอแห่งใหม่ บัทม์บังเอิญค้นพบคุณสมบัติพิเศษบางประการของดินหนองเสือ

“ดินมันติดรองเท้ากลับบ้านมาด้วย ผมเลยแงะออกมาจากพื้นรองเท้า แล้วลองเอามาเผาดู ปรากฏว่า เฮ้ย! มันทนไฟนี่” ตั้งแต่นั้นต่อมา ผลงานทุกชิ้นของบัทม์สร้างสรรค์จากดินที่ขุดได้รอบ ๆ สตูดิโอทั้งหมด จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเขาไปโดยปริยาย 

สตูดิโอหนองเสือไม่ได้สร้างเพื่อเป็นสถานที่ทำงานของบัทม์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นโรงเรียนเล็ก ๆ ที่แบ่งปันความรู้เกี่ยวกับเซรามิกแก่ผู้ที่สนใจอีกด้วย 

เป้าหมายสำคัญของการเรียนการสอนของที่นี่ไม่ใช่เพื่อให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาออกไปปั้นเซรามิกได้อย่าง บัทม์ แก้วงอก แต่คือการให้พวกเขาได้ค้นพบสไตล์การปั้นเซรามิกที่มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี
วิธีการนวดดินที่ญี่ปุ่นเรียก Kikuneri หรือ นวดแบบดอกเบญจมาศ​

ที่นี่ไม่ใช่เพียงที่ทำงานหรือพื้นที่จัดเก็บผลงานของบัทม์ แต่คือพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเซรามิก ซึ่งใครที่กลับไปจากที่นี่จะได้เห็นก้อนดินในมุมใหม่ไม่มากก็น้อย 

คำว่า ‘สตูดิโอ’ จึงอาจจะแคบไป เราขอเรียกที่นี่ว่า ‘สำนักหนองเสือ’ คงจะเหมาะกว่า

ไม่ได้กินเพราะไม่ได้หา

ถึงตอนนี้ เราชวนบัทม์คุยเรื่องผลงานที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น จนได้รับโอกาสให้ไปจัดแสดงเดี่ยวที่กินซ่า ล้ำหน้าศิลปินญี่ปุ่นอีกเป็นแสนคน

ผลงานดังกล่าวคือ นิทรรศการ ‘ดินบ้านนอก’ ซึ่งจัดแสดงที่ Japan Foundation ใน พ.ศ. 2550

“ผมอยากจัดแสดงอะไรที่ทำให้เกิดความ Contrast กับสถานะของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่เจริญและร่ำรวยมากในตอนนั้น” บัทม์เล่าที่มาที่ไปของคอนเซ็ปต์ดินบ้านนอก 

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

“พอดีว่าตอนนั้นผมอยู่ศาลายา ก็เลยใช้ดินและวิธีคิดจากศาลาบ้านนอกของตัวเองมาเล่าวิถีของคนที่อยู่ชายขอบ

“ทาง Japan Foundation ได้ฟังก็ซื้อไอเดียนี้ทันที เขาบอกว่าเดิมบ้านเขาก็มาจากดิน แต่ตอนนี้กลับเหินห่าง งานของผมเหมือนเอาดินกลับไปไว้ในบ้านเขาเหมือนเดิม”

ไม่น่าเชื่อว่าเขาใช้เวลาเพียง 1 เดือนในการสร้างสรรค์ผลงานซึ่งมีอยู่ละลานตาเต็มห้องจัดแสดง

“ผมเป็นคนไม่ทำงานนานเลย” เขาอธิบาย

“ความว่องไวช่วยเก็บความสดของงานไว้ ทำให้มีร่องรอยฉีกขาดและความขรุขระของผิวที่ไม่ประดิดประดอย เหมือนการทำงานแบบ Expressionism ผมอยากเก็บดินและไฟ ณ ขณะนั้นไว้ในผลงานให้คนที่มาชมนิทรรศการได้เห็น”

การเดินทางตามดินของ บัทม์ แก้วงอก เด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

แต่ผลงานซึ่งบัทม์ใช้เวลามากที่สุด และรู้สึกว่าท้าทายที่สุด คือชิ้นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคำพูดของพ่อ 

“ตอนนั้นผมอยู่ ป.5 จำได้ว่าพ่อยืนกอดอกถือแห รอปลาขึ้นฮุบบนผิวน้ำ อยู่ดี ๆ แกก็พูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า “ไม่ได้กินเพราะไม่ได้หา” 

เขาซึ่งนั่งเขียนดินเล่นอยู่ข้าง ๆ จำคำพูดนี้ได้ขึ้นใจ แม้ว่าตอนนั้นจะไม่เข้าใจความหมายก็ตาม คำของพ่อผุดขึ้นมาในความทรงจำอีกครั้ง ขณะกำลังเตรียมการสำหรับงาน ‘ดินบ้านนอก’ 

“เราอยากให้มีแหพ่อของจริงเป็นพื้นหลัง เลยกลับเพชรบุรีไปตามหาแหพ่อ ต้องไล่ถามคนรู้จักหลายคนกว่าจะได้แหจริงมาแสดง เลยต้องยกให้งานชิ้นนี้เป็นชิ้นที่หินที่สุด” แต่ก็เป็นชิ้นที่คนชื่นชมมากที่สุดเช่นกัน 

ทุกวันนี้ ประโยค “ไม่ได้กินเพราะไม่ได้หา” สลักไว้บนผนังเหนือชั้นวางผลงานของผู้เป็นลูกชาย ณ สำนักหนองเสือ 

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

ดอกไม้กับแจกัน

บัทม์ แก้วงอก ได้เรียนรู้อะไรจากการเป็นคนปั้นเซรามิกบ้างในชีวิตนี้ – เราถามเป็นคำถามสุดท้ายก่อนลากลับ

“โอ้ หลายอย่าง” เขาตอบทันที 

“ข้อหนึ่ง มันสอนให้ผมเป็นคนที่เรียบง่าย”

“ข้อสอง ผมเคารพเสียงของมนุษย์เหมือนที่ผมเคารพเสียงของไฟและดิน เป็นสิ่งที่ทำให้แรงปะทะเสียดทานผมน้อยลง เมื่อก่อนผมโคตรซ่าเลย แต่ตอนนี้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ฟังทุกคนเพราะมีดินนำทาง”

“ข้อสาม ผมได้เดินทางไปทั่วโลกเพราะดิน ผมเกิดมาจากการโดนไม่เชื่อ พี่น้องเพื่อนฝูงไม่มีใครเชื่อสักคนว่าจะเป็นศิลปินเซรามิกได้ แต่ผมเชื่อดิน ก็เลยมี บัทม์ แก้วงอก ในทุกวันนี้”

การเดินทางตามดินของเด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

นอกจากนี้ศิลปะเซรามิกยังให้อะไรกับชีวิตคู่ของเขา และภรรยาชาวญี่ปุ่นนักจัดดอกไม้อีกด้วย

“เวลามีการจัดแสดงงานคู่กัน ทำให้เราเรียนรู้ว่า บางทีดอกไม้ต้องเกรงใจแจกัน แจกันบางทีต้องเกรงใจดอกไม้ ถ้าต่างคนต่างตกแต่งแบบไม่ยอมงานของอีกฝ่าย ผลงานร่วมจะดูไม่เด่นทันที แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างประนีประนอมซึ่งกันและกัน คอยดูภาพรวมของผลงาน งานจะดูน่าสนใจขึ้นมาก” 

ทุกวันนี้บัทม์มีความสุขกับการใช้เวลาทุกวันที่สำนักหนองเสืออยู่กับดินและเตาไฟ 

“อาชีพนี้ทำได้ถึงอายุ 80 – 90 เลยนะ อาจารย์ผมอายุ 80 ปีแล้ว ก็ยังนั่งปั้นดินอยู่ทุกวัน” เขาบอก 

“และผมก็คิดว่าศิลปะเซรามิกเองก็จะอยู่คู่กับเราไปอีกนาน อย่างที่อยู่คู่มนุษย์มาร่วมหมื่นปีไม่เปลี่ยนแปลง” 

ก่อนกลับเรามีโอกาสดูบัทม์สาธิตการปั้นเซรามิก เขาซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าแป้นขึ้นดิน ดูสงบราวกับนั่งวิปัสสนา

การเดินทางตามดินของบัทม์ แก้วงอก เด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

เราลองเอาดินที่เหลือจากการสาธิตมา นวด กด และปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ ตามภาษาคนไม่รู้วิชา ก่อนจะนำกลับไปรวมกับกองใหญ่อีกครั้ง จนถึงตอนนี้ปลายนิ้วยังจำความนุ่มและเย็นของก้อนดินได้

เราเชื่อว่าวันหนึ่ง ความทรงจำเกี่ยวกับดินในครั้งนี้จะพาเรากลับไปที่สำนักหนองเสืออีกครั้ง 

ทุ่งข้าวสีเขียวค่อย ๆ ไกลลิบลงเรื่อย ๆ เริ่มเห็นตึกสูงสลับกับบ้านเรือน และไฟสีแดงเป็นแถวจากท้ายรถที่ต่างมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ

เริ่มคิดถึงดินเสียแล้วสิ

การเดินทางตามดินของ บัทม์ แก้วงอก เด็กเพชรบุรีไม่มีเงิน สู่การเป็นศิลปินเซรามิกที่สร้างผลงานกลิ่นอายอิกะ เมืองครูประเทศญี่ปุ่น ด้วยดิน อ.หนองเสือ ปทุมธานี

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load