17 พฤศจิกายน 2563
1 K

01

“ผมเคยได้รับหัวข้อ ‘ชาติ’ ในการทำงาน คือมันยากนะ หลังจากที่ผ่านมาและเราเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น ตอนนั้นผมแอบด่าอาจารย์ในใจ ว่าไม่ควรไปให้โจทย์แบบนี้กับคนทำงานศิลปะ มันตีความได้เยอะ นามธรรมมาก สุดท้ายก็ไม่พ้นการหยิบเอาสัญลักษณ์ทั่วไปมาใช้ เพราะชาติมันเป็นความคิดที่ไม่มีรูป สำหรับผมเป็นฟอนต์เขียนว่า ‘ชาติ’ ด้วยซ้ำ 

“แต่เวลาคนพูดถึง ‘ประชาธิปไตย’ ก็จะมีรูปพานรัฐธรรมนูญลอยขึ้นมาบนหัว นี่คือปัญหาในสังคมไทย เพราะคนเสือกไปจำภาพพานรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นรูปภาพ ไม่ได้มีเนื้อหาเลย มันเลยไปไหนต่อไม่ได้ไง ก็เป็นพานอยู่อย่างนั้นแหละ

“ผมมีภาพจำเหมือนคนกรุงเทพฯ ทั่วไปว่าอีสานจะต้องมีความแห้งแล้ง ชนบท คนกรุงเทพฯ ในยุคเดียวกับผมก็คงเห็นภาพที่ไม่ต่างกันมาก และยังมีมุมมองในการเหยียดจากศูนย์กลางหรือคนกรุงเทพฯ ด้วย มีคนที่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในศูนย์กลางที่เจริญที่สุด แล้วนอกนั้นอยู่ต่ำกว่า ยังมีวิธีมองแบบนี้อยู่แน่นอน แต่ทุกวันนี้เวลาคนวิจารณ์อะไรที่ไม่โอเคว่า ‘ลาวว่ะ’ ผมสะอึกเลยนะ คุณหลุดมาจากไหนเนี่ย”

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

ผมยก 2 ส่วนจากการสัมภาษณ์ หม่อม-ประทีป สุธาทองไทย อาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มาให้อ่าน พร้อมตั้งคำถามว่า “เห็นอะไรซ่อนอยู่ในข้อความข้างต้นบ้าง”

ทดคำตอบไว้ในใจก่อน เพราะต่อไปนี้จะพาไปทำความรู้จักกับศิลปินชายร่างเล็ก เจ้าของนิทรรศการ ‘ประเทศเล็กที่สมบูรณ์’ ที่จัดแสดงจบไปเมื่อกลางปีที่แล้ว

แม้ดูเหมือนช้าที่เราเพิ่งตัดสินใจนัดหมายพูดคุยกับเขา แต่รับรองได้เลยว่าสารัตถะของงานนั้นยังทันสมัย และ ‘ประเทศเล็กที่สมบูรณ์’ ซึ่งยังไม่จบบริบูรณ์นั้น น่าจะช่วยให้คำตอบของปริศนาที่ว่านี้ได้

02

ประทีป 101

หม่อม ประทีป คือคนกรุงเทพฯ และศิลปินโดยกำเนิด ผู้หลงใหลในการวาดภาพเหมือนจริง

เขาเล่าให้เราฟังถึงเสน่ห์ที่ตัวเองสัมผัสได้จากการเขียนภาพเหมือนว่า “จะทำให้เหมือนจริงได้มันยาก เลยท้าทาย การทำได้จึงเหมือนเราจำลองความจริงที่อยู่ในกรอบภาพได้สำเร็จ ดูเหมือนกับว่าเราสามารถจำลองโลกที่เห็นกับสายตามาอยู่ในกรอบภาพ”

โชคดีที่รู้วิถีทางของตัวเองอย่างแน่ชัด เขาจึงเลือกเรียนศิลปะมาตั้งแต่ระดับอาชีวะ แทนที่จะต่อ ม.ปลาย เหมือนนักเรียนคนอื่น แม้การศึกษาจะมาสุดทางที่วิทยาลัยเพาะช่าง แต่ความรักในงานศิลปะยังคงทำงานอยู่ในใจของเขาอย่างแข็งแกร่ง หลังจากที่ทุ่มเทเรียนรู้จนมีทักษะเชี่ยวชาญและเข้าใจการเขียนภาพเหมือนอย่างถ่องแท้แล้ว ความชอบของเขาก็เดินมาถึงจุดอิ่มตัว

“โลกของการเรียนศิลปะแบบขนบที่เน้นเรื่องทักษะฝีมือมากกว่าการแสดงความคิดจบที่เพาะช่าง จริงอยู่ที่มันก็ตรงกับเป้าหมายของเราตอนแรกว่าอยากเขียนภาพเหมือน แต่พอเราทำมันได้ดีมากแล้ว ก็เริ่มคิดว่าศิลปะต้องมีอะไรมากกว่านี้ นอกจากต้องแสดงความงามจากทักษะฝีมือแล้ว มันทำอะไรได้อีกไหม”

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

ผ่านไปไม่นาน หม่อมก็ได้เจอกับอาจารย์ที่สอนให้เห็นมิติของการทำงานศิลปะในเชิงความคิด จึงตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร หลังจากสำเร็จการศึกษา ทักษะที่เขาเคี่ยวกรำสะสมมาเนิ่นนานก็ทำให้เขาหันเห เบนความสนใจ เปลี่ยนมาใช้ภาษาศิลป์แขนงอื่นสื่อสารดูบ้าง

“ตอนนั้นก็เลยทดลองเพราะเป็นคนชอบถ่ายรูป หันมาทำงานชุดที่เป็นการทดลองเทคนิคภาพถ่าย ซึ่งเป็นจุดให้เราเปลี่ยนสื่อ งานเก่าๆ ก็จะเป็นภาพถ่าย เป็นงานในเชิงเทคนิค ซึ่งสุดท้ายก็อาศัยวิธีมองแบบคนทำงานจิตรกรรมอยู่ดี เหมือนกับที่คนอื่นเขาตั้งข้อสังเกต”

งานศิลปะภาพถ่ายของประทีปขณะนั้น คือเทคนิคการถ่ายภาพที่ใช้ฟิล์มบันทึกภาพวัตถุเดียวกันต่อเนื่องกันหลายๆ เฟรม เมื่อนำมาวางเรียงต่อกันก็จะได้ผลงานภาพถ่ายหนึ่งชิ้นที่เล่าเรื่องได้หลากหลาย เป็นเสมือนจิ๊กซอว์อันเกิดจากการประกอบขึ้นของแต่ละองค์ประกอบย่อย ทว่าไม่ได้นำเสนอภาพรวมอันสมบูรณ์ จริงอยู่ที่ผู้ชมรับรู้ได้ว่าผลงานศิลปะที่ตาไปกระทบสัมผัสคือสิ่งใด แต่ความบิดเบี้ยวของข้อมูลที่ใครๆ ต่างเคยรับรู้และคุ้นชิน ชักชวนให้คนตั้งคำถามเชิงปรัญชาว่าความจริงคือสิ่งใด พาให้ตระหนักถึงขีดจำกัดของปุถุชนในการรับรู้สัจจะอันสูงสุด

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020
'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

อาจารย์หม่อมคือศิลปินขนานแท้ เขาจะไม่ผูกตัวเองกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่กำหนดว่าจะใช้สื่อนี้ในการสร้างงานศิลปะไปจนถึงเมื่อไหร่ อยู่ที่ว่าความสนใจและความคิดของเขาจะนำพาไป

“ปกติเวลาผมทำงาน ผมจะไม่ได้ผูกตัวเองว่าผมจะทำงานแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ หรือเราจะทำแบบนี้ตลอดไป แต่ขึ้นอยู่กับการไปค้นหรือไปเจออะไรที่เราสนใจ แล้วก็ให้ตัวไอเดียพาไปมากกว่า สำหรับไอเดียนี้ จะทำด้วยสื่อหรือเทคนิคอะไรดี ฉะนั้น เวลาคิดงาน มันจะไม่ได้เริ่มที่ตัวสื่อหรือเทคนิค”

หลังจากเรียนจบไม่นาน ประทีปก็ต้องย้ายถิ่นฐานลำเนา ไปทำงานที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามอย่างไม่ทันตั้งตัว และเร็วกว่าที่คาดเอาไว้มาก ขณะนั้นเขาคือคนกรุงที่แทบจะไม่เคยรู้จักอีสานมาก่อน เมื่อรู้ว่าต้องย้ายไปมหาสารคาม ยังกลับไปพลิกแผนที่ดูเลยว่าอยู่ส่วนไหนของประเทศ

ศิลปินผู้หลงใหลอีสาน ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นผู้ใหลหลง เพราะเข้าใจว่าอีสานคือภูมิภาคชนบทอันสวยงามและเรียบง่าย ด้วยสาธารณูปโภคที่ยังเดินทางไปไม่ถึง

“ก่อนมาก็มีภาพจำเหมือนคนทั่วไป แต่ผมนิยามตัวเองได้ว่าผมเป็นชนชั้นกลางโรแมนติก คือปีแรกๆ มาเนี่ยเวลาขับรถผ่านทุ่งนาข้าวสีเขียวก็จะเห็นว่าสวยงาม ใหม่ๆ ก็ให้ลูกศิษย์พาไปดูคนทำนา พาไปเกี่ยวข้าว อีสานงดงามเหมือนในหนังสือ ชีวิตของชาวนา ของพระยาอนุมานราชธนยังไงยังงั้นเลย”

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

03

ประเทศเล็กที่สมบูรณ์

เมื่อไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง การเข้าใจท้องถิ่นนั้นอย่างละเอียดลึกซึ้งก็เหมือนการหลิ่วตาตามยามเข้าเมืองตาหลิ่ว หลังจากที่เขาเริ่มศึกษาค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับอีสานอย่างลึกซึ้ง หม่อมจึงเห็นว่าอีสานถูกละเลยจากประวัติศาสตร์กระแสหลัก และมีภาพจำอันบิดเบี้ยวมากแค่ไหน

ทว่ายิ่งค้นคว้า เขาก็ยิ่งเจอเสน่ห์ของห้องสมุดไปพร้อมกัน บรรดาหนังสือเก่าตามชั้นที่เขาพบเจอโดยบังเอิญระหว่างการเดินหาเล่มเป้าหมาย คือสิ่งละอันพันละน้อยที่ชักชวนให้เขาหันมาสนใจศิลปะที่ซ่อนอยู่บนหน้าปกหนังสือเก่า

ด้วยสายตาศิลปิน ประทีปเห็นองค์ประกอบศิลป์มากมายที่โดดเด้งออกมาจากหน้าปก เขาได้ยินคุณค่าในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่หนังสือเหล่านี้ต่างกระซิบกระซาบออกมาผ่านลวดลาย เส้นสาย และสีสัน ที่พันธนาการตัวเองอยู่ด้วยกันบนหน้ากระดาษ หม่อมตกหลุมรักปกหนังสือเก่าเหล่านี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

“เวลาดูปกหนังสือเราจะเห็นสภาพมัน บางเล่มอาจจะเห็นสภาพที่บอบช้ำมากจนดูไม่รู้เรื่อง ผมมีความสนุกในการไล่ดูข้อมูลบนปก บางเล่มอาจจะเป็นชื่อหนังสือ บางเล่มอาจจะเป็นภาพที่มันใช้ประกอบปก ซึ่งจะมีสารแฝงอยู่เสมอ ของพวกนี้สื่อสารอะไรบางอย่างกับเราตลอดเวลา”

อาจารย์ท่านนี้จึงเริ่มเปลี่ยนสถานะปกหนังสือเก่าที่เขาถ่ายสะสมเอาไว้ให้เป็นงานจิตรกรรมภาพเขียนสีน้ำมัน ที่ยังคงสภาพความเสียหายซึ่งกาลเวลาได้ทิ้งร่องรอยไว้ ทั้งยังแฝงไปด้วยบริบททางประวัติศาสตร์และนัยทางการเมืองที่น่าสนใจชวนคิด แรกเริ่มเดิมทีก็เพื่อไปร่วมจัดแสดงในนิทรรศการแห่งหนึ่ง

“หนังสือเล่มแรกๆ ที่เป็นไอเดียให้เอามาวาดคือหนังสือแบบเรียนวิชาสถานการณ์ในโลกปัจจุบัน สภาพเก่ามาก ตัวหนังสือมันแทบจะอ่านไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว แต่มันกลับพูดถึงสถานการณ์โลกปัจจุบันขณะนั้น ซึ่งขัดแย้งกันมาก ถ้าดูตอนนี้คือความรู้ในเล่มมันหมดอายุไปแล้ว แต่มันก็ยังสะท้อนชุดข้อมูลที่ถูกผลิตออกมาในยุคนั้นอยู่”

แต่พอได้เริ่มเขียน อาจารย์หม่อมก็ยิ่งเห็นว่าภาพปกหนังสือเหล่านี้สื่อสารคุณค่าบางอย่างได้ชัดเจนขึ้น เขาตีกรอบประเด็นของนิทรรศการจนแจ่มแจ้ง คัดเลือกเฉพาะปกหนังสือยุคสงครามเย็น อันเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่เขาให้ความสนใจพิเศษ เพราะเพิ่งพ้นผ่านไปได้ไม่ไกลจากปัจจุบัน ทำความเข้าใจบริบทสังคม ณ ขณะนั้น และมรดกที่ส่งผลกระทบมายังทุกวันนี้ได้ไม่ยาก

ภาพจิตรกรรมเหล่านั้นคือปกสิ่งพิมพ์หลากหลายแขนงที่ล้วนถือกำเนิดในยุคสมัยดังกล่าว ทั้งแบบเรียนของหลวง สมุดแจกฟรีจากรัฐ และนิตยสารจากราชการ ซึ่งล้วนมีสภาพยับเยินยู่ยี่และแพร่สะพัดขจายไปทั่วประเทศ

“มีปกเล่มหนึ่ง ปกหนังสือชื่อ ทหารปฏิวัติทำไม หนังสือเก่ามาก หรือวารสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ที่ปกเป็นรูปฤษีในงานวัด แล้วก็มีพาดหัวว่าเมืองไทยกำลังเสื่อม หนังสือพวกนี้เก่า แต่เนื้อหาก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลย ทำให้คนมองย้อนกลับไปดูแล้วเห็นว่าบางเรื่องซึ่งเป็นปัญหาที่พูดกันมาหลายสิบปีแล้วยังไม่เปลี่ยนเลย เรายังอยู่กับปัญหาเดิม”

ประทีปหยิบยืมชื่อ ประเทศเล็กที่สมบูรณ์ หนึ่งในหนังสือหัดอ่านชุด ‘นิทานร้อยบรรทัด’ แบบเรียนยุคสงครามเย็น สมัยที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี มาใช้เป็นชื่อนิทรรศการแสดงภาพวาดปกหนังสือเก่า ที่เป็นส่วนสำคัญในการตอกหมุด ฝังภาพจำและชุดความรู้ที่รัฐจัดสรรแกมบังคับเสิร์ฟมาให้ประชาชนเสพ อันเป็นบ่อเกิดแห่งความไม่เข้าใจในสังคมปัจจุบัน เพราะท่ามกลางชาติมหาอำนาจที่ครอบครองดินแดนกว้างใหญ่ ทั้งฝ่ายเสรีประชาธิปไตยและฝ่ายคอมมิวนิสต์ อะไรเลยจะวิเศษไปกว่าการเชื่อว่า ‘ประเทศเล็กๆ ของเรานี้สมบูรณ์แบบที่สุด’

04

ประเทศเล็กที่ (ยังคง) สมบูรณ์

เป็นความจงใจของศิลปินที่คิดเล่นกับสถานะอันเป็นมายาของภาพปกหนังสืออย่างมีชั้นเชิง เมื่อกลายเป็นงานจิตรกรรมแล้ว ประสิทธิภาพที่ปกเหล่านั้นจะเอื้อนเอ่ยทักทาย และบอกกล่าวอรรถะแก่ผู้ชมได้อย่างตรงไปตรงมาก็มีมากขึ้น ยิ่งศิลปินยังคงสภาพขาดรุ่งริ่งของสรรพองค์ประกอบบนหน้าปกของแบบเรียน อันเป็นโฆษณาชวนเชื่อจากรัฐเผด็จการไว้ ข้อความที่ภาพจิตรกรรมจะยิงตรงมายังผู้เสพก็ยิ่งแจ่มแจ้ง ชวนให้ตั้งคำถามถึงที่มาของความรู้และอายุขัยของมัน

ภาพเขียนสีน้ำมันเหล่านี้ชวนให้เราตั้งคำถามกับความเข้าใจของตัวเอง สืบค้นไปจนถึงต้นตอและที่มาขององคาพยพต่างๆ ที่มีส่วนหล่อหลอมภาพจำ โดยเฉพาะชนิดที่เป็นเปลือกอันผิวเผินสำหรับภาคอีสาน อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจตามที่รัฐต้องการ เชื้อเชิญให้ผู้ชมใช้วิจารณญาณของตนหาคำตอบว่า แม้วันเวลาผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ‘ประเทศเล็กของเรานี้สมบูรณ์ดีหรือยัง’

เขาไม่ให้คำตอบที่ตายตัวและนำเสนอแนวคิดที่ชัดเจนจบครบในนิทรรศการนั้นคราเดียว ทว่ายังคงใช้แนวคิดและวิถีการทำงานแบบเดียวกันนี้ สร้างสรรค์ผลงานขึ้นอีกชุดสำหรับจัดแสดงในนิทรรศการที่งาน Bangkok Book Festival ซึ่งนอกจากมีส่วนที่จัดจำหน่ายหนังสือแล้ว ยังเชิญศิลปินผู้ทำงานเกี่ยวข้องกับหนังสือในมิติต่างๆ มาร่วมจัดแสดงงานศิลปะซึ่งเกิดจากหนังสืออีกด้วย เดิมมีกำหนดจัดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่จำต้องเลื่อนไปปีหน้าโดยปริยายเพราะเหตุสถานการณ์โรคระบาด COVID-19

ประทีปเล่าให้เราฟังว่า เขาเพิ่มความพิเศษอันซับซ้อนลงไปในกลวิธีการเรียงร้อยชุดภาพวาดปกหนังสือในคราวนี้ เพื่อการสื่อสารความอันชัดเจน

“เวลาผมเรียงร้อยภาพในนิทรรศการ มันทำให้เกิดการสร้างความหมายและเชื่อมกันระหว่างรูปได้ ผมจะไม่คิดแค่เอาปกไหนมาต่อปกไหน แบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากสตอรี่บอร์ด แต่ผมพยายามทำให้เกิดการสร้างความหมาย การอ่านภาพทั้งหมดในนิทรรศการจะต้องอ่านได้หลายแบบ โดยไม่นำให้เขาคิดเชื่อมโยง ฉะนั้น ไอ้การวางแต่ละปกมันทำให้คนคิดบางอย่างได้อย่างหนึ่ง แต่ผมก็จะรีบผลักมันซะว่าไม่ใช่ ด้วยการเอาปกอื่นมาวางต่อ”

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

ขณะนั้นที่เราจินตนาการถึงนิทรรศการดังกล่าวอยู่ ก็รู้สึกตื่นเต้นไปกับกลวิธีเทคนิคที่ประทีปเร่งเฉลยให้เราฟังล่วงหน้า คือขณะเดียวกับที่เราพบกับความเสียดายลึกๆ ภายในใจที่เราไม่อาจได้ชื่นชมนิทรรศการอันน่าสนใจนี้ในเร็ววัน

05

สู่ ‘ประชาธิปไตยที่ถาวร’

ฉับพลันนั้นความยินดีก็ได้แผ่ซาบซ่านทาบทั่วไปทั้งสรรพางค์กาย เมื่อประทีปปลอบใจเราว่าไม่จำเป็นต้องรอนานไปจนถึงปีหน้า เพราะปลายปีนี้เขาจะได้มีโอกาสนำผลงานภาพเขียนปกหนังสืออันเป็นอนุสนธิ์จาก ‘ประเทศเล็กที่สมบูรณ์’ ในงาน Khonkaen Manifesto 2020 ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นช่วงเดือนธันวาคมนี้ 

ถ้าใครจำได้ ขอนแก่นมานิเฟสโต้ที่จัดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน โด่งดังขึ้นมาจากสถานที่จัดงานซึ่งเป็นตึกร้างริมถนนมิตรภาพ นำเสนอศิลปะที่ชวนสะท้อนให้เห็นความสำคัญของเมืองขอนแก่น และชวนให้หันกลับมาคิดตั้งคำถามถึงเรื่องพื้นฐานทั่วไปอย่างสิทธิมนุษยชน

ถนอม ชาภักดี ผู้จัดงาน ได้ร่วมกับศิลปินท่านอื่น รีโนเวตอาคารสีขาวริมบึงแก่นนครขึ้นเป็น The Manifesto by MAIELIE สถานที่อันเป็นหมุดหมายสำหรับปฏิบัติการด้านศิลปะอย่างเสรีโดยเฉพาะ และเป็นที่สำหรับจัดงาน Khonkaen Manifesto ในช่วงปลายปีที่จะถึง

คราวนี้ประทีปนำเสนอเซ็ตภาพจิตรกรรมปกหนังสือ ภายใต้ชื่อซึ่งยังคงหยิบยืมมาจากชุดหนังสือหัดอ่าน ‘นิทานร้อยบรรทัด’ ว่า ‘ประชาธิปไตยที่ถาวร’ ผ่านแนวคิดและกลเทคนิควิธีการแบบเดิม ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นลายเซ็นของเขาไปแล้ว

อาจารย์หม่อมเล่าถึงที่มาที่ไปของชื่ออันแฝงแนวคิดเชิงเสียดสีอยู่ในทีว่า “ดูตลกร้ายตรงที่หนังสือ ประชาธิปไตยที่ถาวร เป็นแบบเรียนในยุคเผด็จการสฤษดิ์ แล้วมันจะเป็นประชาธิปไตยที่ถาวรได้ยังไง”

การค้นคว้าและสะสมหนังสือเก่าทำให้ศิลปินท่านนี้ได้พบเจอปกหนังสือที่น่าสนใจอยู่เรื่อยๆ เขาจึงดำเนินการสร้างสรรค์ผลงานของเขาไปอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยไม่มีหมุดหมายแห่งเวลาอันเป็นที่สิ้นสุดเป็นเส้นชัย

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

“มีหนังสือเก่าที่เราเจออยู่เรื่อยๆ ผมจะเขียนปกที่สนใจอยู่ตลอด การจัดแสดงแต่ละครั้งก็จะเอาเท่าที่ปริมาณและเวลาจะอำนวย แต่พองานจบเราก็ยังคิดอยากทำต่อ เพราะยังมีเซ็ตแบบเรียนหรือหนังสือที่สร้างภาพจำเรื่องท้องถิ่นต่างจังหวัดอยู่อีกมาก”

แรงบันดาลใจอันวิเศษข้อนี้ทำให้อาจารย์ประทีปได้เจอลิสต์หนังสือต้องห้าม ซึ่งจะกลายมาเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญที่เขาจะนำไปร่วมจัดแสดงครั้งนี้ด้วย

“มีอีกอันที่เป็นเอกสารของทางราชการ คือประกาศรายการหนังสือต้องห้ามที่ถูกนำมารวมเล่มพิมพ์แจก เป็นเอกสารประมาณ พ.ศ. 2521 คือหลัง 6 ตุลา 2519 เหตุการณ์นั้นทำให้มีการสั่งห้ามหนังสือบางประเภท ซึ่งมันสะท้อนแนวคิดบางอย่างของรัฐบาลสมัยนั้น ผมเลยจะหยิบมาวาด”

หนังสืออีกกลุ่มที่จะถูกแต่งแต้มขึ้นเพื่อนำไปจัดแสดงคืออนุสาร อ.ส.ท. ซึ่งเป็นสิ่งพิมพ์จากรัฐสมัยจอมพลสฤษดิ์ เพราะประทีปเห็นอิทธิพลอันเป็นผลพวงที่หนังสือกลุ่มนี้ยังคงทำงานอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนไทยตั้งแต่สมัยนั้นจนกระทั่งปัจจุบัน

“ตอนนั้นสฤษดิ์ตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว (อ.ส.ท.) เพราะไทยเหมาะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับต่างชาติมาก รอบๆ เราเป็นคอมมิวนิสต์ไปหมดแล้ว รัฐบาลจึงใช้จังหวะและความพร้อม โปรโมตภูมิภาคต่างจังหวัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว การไปสุรินทร์เพื่อขี่ช้างก็เกิดขึ้นยุคนี้ เขาวาดภาพจำให้มันโรแมนติก ปกปิดภาพความเดือดร้อนและซ่อนเร้นเรื่องคอมมิวนิสต์ไว้เบื้องหลัง”

ใครที่พลาดประเทศเล็กที่สมบูรณ์ครั้งก่อนก็อดใจรออีกนิด แม้คราวนี้อาจารย์หม่อมจะนำไปร่วมจัดแสดงเพียงไม่กี่ปก แต่เชื่อได้เลยว่าพูดน้อยต่อยหนักแน่นอน

06

ดุสิตธานี

การสร้างสรรค์งานศิลปะที่เล่นกับอดีต การเมือง และภาพจำ อันเป็นผลพวงจากเส้นสายแห่งความสัมพันธ์ระหว่างกาลเวลาและประวัติศาสตร์ น่าจะเป็นเอกลักษณ์ของประทีป สุธาทองไทย ไปแล้วโดยปริยาย

ผลงานชิ้นสำคัญซึ่งกำลังจัดแสดงเป็นส่วนหนึ่งในงาน Bangkok Art Biennale 2020 ที่กำลังแสดงอยู่ คือนิทรรศการชุด ‘ดุสิตธานี’ ที่ The Prelude One Bangkok ซึ่งเป็นประจักษ์หลักฐานที่ชี้ให้เห็นวิถีการทำงานศิลปะอิงประวัติศาสตร์และการเมืองอย่างสืบเนื่องของศิลปินท่านนี้

“เกิดขึ้นจากที่ผมเห็นว่าตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในสภาวะของการหาทางออกอะไรบางอย่างในสังคม ช่วงหลายปีที่ผ่านมามีข้อถกเถียงมากมาย บางอย่างลึกซึ้งไปจนถึงขั้นว่าประชาธิปไตยเป็นยังไง ผมเลยนึกถึงดุสิตธานี เมืองจำลองของรัชกาลที่ 6”

นิทรรศการนำเสนอผังจังหวัดดุสิตธานีและภาพลายเส้นของอาคาร 6 หลังภายในเมือง ซึ่งล้วนเป็นผลิตผลแห่งการอุปโลกน์ขึ้นของประทีปโดยการศึกษาเอกสารประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น เขาจงใจเล่นกับความจริงจังของเมืองจำลองประชาธิปไตยในอุดมคติแห่งนี้ ที่แม้จะดูคล้ายเพียงการละเล่นของเจ้านายก็ตาม

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

“ผมพูดในมิติที่มันเป็นเมืองในจินตนาการมากกว่า การไปบอกว่าดุสิตธานีคือเมืองประชาธิปไตยแสดงว่าทรงพระกรุณามาก ถ้าทุกวันนี้ไปถึงจุดนั้นได้แล้ว เราก็คงจะเฉลิมฉลองกันได้เต็มที่ แต่แล้วมันใช่ไหมล่ะ”

นครแห่งสิทธิและความเท่าเทียมนี้จึงเป็นความฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อของชนชั้นนำไทย ที่รุ่มรวยไปด้วยสภาวะแห่งความสมบูรณ์แบบไปเสียทุกด้าน ทั้งผังเมือง สาธารณูปโภค และวิถีการปกครอง เรียกได้ว่าถอดแบบประเทศประชาธิปไตยในอุดมคติมาอย่างกับแกะ ชวนให้ตั้งคำถามถึงความตั้งใจในการเล่นอย่างจริงจัง

ดุสิตธานีถูกนำเสนอคู่กับภาพวิดีโอมุมสูงของ ‘หมู่บ้านผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย’ หรือ ‘หมู่บ้านน้อมเกล้า’ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร อันเป็นชุมชนของคอมมิวนิสต์ผู้อกหักจากระบอบการปกครองที่ฝ่ายตนปรารถนา หันออกจากป่า มุ่งหน้าสู่เมือง

ภาพทั้งสองคือคู่ปฏิพากย์อันขัดแย้งของความผิดหวังจากคน 2 กลุ่ม ที่แม้เกิดขึ้นด้วยเหตุเดียวกัน แต่กลับมีรูปร่างสาระที่แตกต่างกัน

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020
'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

“บ้านน้อมเกล้าก็เป็นเมืองในฝันอีกมิติหนึ่ง พูดถึงสภาพแวดล้อมและชีวิตสมบูรณ์แบบที่แตกต่างจากลักษณะหมู่บ้านทั่วไป เป็นหน้าที่ของคนดูที่เขาจะต้องเชื่อมโยงเมืองจำลองของ ร.6 เข้ากับหมู่บ้านของคอมมิวนิสต์เก่า วันก่อนมีคนไปดูแล้วโพสต์ว่า ‘ดุสิตธานีคือเมืองในฝันของเจ้า บ้านน้อมเกล้าคือเมืองในฝันของบ่าว’ เป็นการคิดถึงเมืองในฝันของคนแต่ละชนชั้น

“ภาพรวมของงานไม่ได้นำเสนออะไรด้านเดียว มีเรื่องอกหักด้วยนะ ดุสิตธานีคือความอกหักของเจ้าที่ไม่มีคนทำต่อ สานต่อ ถูกทิ้งร้างไป ส่วนบ้านน้อมเกล้าก็เป็นความผิดหวังของพวกสังคมนิยมที่ต้องออกจากป่า สุดท้ายนิทรรศการอาจจะไม่ได้นำเสนอภาพสมบูรณ์ของความฝันก็ได้”

อรรถะของประทีปยังคงชัดเจนเหมือนเดิม นิทรรศการนี้นำผู้ชมไปสัมผัสภาพคติอันอุดมของกษัตริย์ไทยก่อนสมัยแห่งการอภิวัฒน์สยาม 2475 เปรียบเทียบเรียบเคียงไปกับภาพความปรารถนาสูงสุดของชนชั้นไพร่ผู้ฝักใฝ่ระบอบการปกครองอีกฝั่ง แล้วค่อยเชื้อเชิญให้ตั้งหลากคำถามในหลายประเด็นสังคม ทั้งเรื่องการปกครอง ความฝันใฝ่ ความปรารถนา และความจริงจัง รับรองได้เลยว่าแต่ละคนจะต้องฉุกคิดคำถามและมีคำตอบในใจต่างกัน

07

คำตอบที่ไม่ตายตัว

ถ้าจะกล่าวโดยกระชับเพื่อประหยัดเวลาอันกระชั้นให้มากที่สุด คงต้องกล่าวว่างานศิลปะของประทีปส่วนมากถือกำเนิดขึ้นจากความสนใจใคร่รู้ส่วนตัวทั้งสิ้น โดยมีเสน่ห์แห่งประวัติศาสตร์ซึ่งเขาได้ทำพันธสัญญารักมาแต่เยาว์วัยเป็นความพิเศษจำเพาะ การศึกษาอย่างละเอียดลึกซึ้งและกว้างขวางทำให้เขาเห็นภาพ ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นประเด็นให้แก่งานของเขา

“ข้อมูลที่เราสนใจจะขยายจากจุดหนึ่งไปหาอีกจุดหนึ่ง จนวันหนึ่งมันค่อยๆ ขยับไปเติมเต็มกันเอง กลายเป็นงานศิลปะขึ้นมาได้จากชั่วขณะแวบเดียวที่เกิดขึ้นมาว่าอยากทำ โดยที่ไม่ต้องสนใจด้วยซ้ำว่ามันจะสื่อสารอะไรได้ในตอนแรก ต่อมาเราก็ค่อยๆ ตีกรอบ ทำเป็นงานขึ้นมาแต่ละครั้ง”

เพียงความปรารถนาที่ผุดขึ้นมาท่ามเศษเสี้ยวกษณะเดียวในสมอง ก็ก่อเกิดขึ้นมางานศิลปะที่สื่อสารัตถะอันซับซ้อน ทว่าไม่ได้ตอบคำถามใดๆ ด้วยคำตอบตายตัวเพียงหนึ่ง ผู้ชมจึงจำเป็นต้องใช้กำลังแห่งปัจเจกชนในการพิเคราะห์หาเนื้อความของผลงานแต่ละชิ้น

“ไม่ใช่ว่าผมไม่บอกเมสเสจนะ แต่ผมไม่ให้คำตอบที่ตายตัวมากกว่า อย่างผลงานภาพถ่าย อยู่ที่ว่าจะมองอะไรตรงไหนก่อน แต่ละคนก็มองไม่เหมือนกันตามประสบการณ์ เหมือนผมนำเสนอฟอร์มหนึ่งขึ้นมา ซึ่งมองได้หลายด้าน บางครั้งเห็นก่อนเห็นหลังก็ต้องมาคุยกันว่ามันต่างกันไหม เห็นอันนี้ก่อนกับเห็นอันนี้ที่หลัง แต่ถ้ามาคุยแล้วว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ก็ใช้ได้”

กระโดดถอยย้อนหลังกลับไปในตอนต้น คราวนี้ขอให้ทุกอ่านกลับไปอ่านคำตอบที่ทดเอาไว้

ความไม่ตายตัวคือหนึ่งในสามัญลักษณะของสรรพสิ่งบนโลกนี้ ผมจึงขอแสดงความเสียใจที่สุดท้ายแล้วไม่อาจมีคำเฉลยอันสัมบูรณ์ให้ได้ เช่นเดียวกันกับงานศิลปะของประทีปที่ไม่ชี้ชัดฟันธงลงไปว่าอะไรคืออะไร แต่กระบวนการซึ่งจะทำให้ได้ฉุกคิดและหันมาตั้งคำถามกับประเด็นต่างๆ ที่เขานำเสนอแต่ละคราว คือตะกอนความคิดอันเป็นดอกผลซึ่งน่าอภิรมย์กว่าคำตอบถูกผิดสีขาวดำที่อยู่ตรงกันข้ามเพียง 2 ขั้วเท่านั้น

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

ภาพ : ภาณุพงษ์ อันสนธิ์ และ 100 ต้นสน แกลเลอรี่

17 พฤศจิกายน 2563
1 K

01

“ผมเคยได้รับหัวข้อ ‘ชาติ’ ในการทำงาน คือมันยากนะ หลังจากที่ผ่านมาและเราเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น ตอนนั้นผมแอบด่าอาจารย์ในใจ ว่าไม่ควรไปให้โจทย์แบบนี้กับคนทำงานศิลปะ มันตีความได้เยอะ นามธรรมมาก สุดท้ายก็ไม่พ้นการหยิบเอาสัญลักษณ์ทั่วไปมาใช้ เพราะชาติมันเป็นความคิดที่ไม่มีรูป สำหรับผมเป็นฟอนต์เขียนว่า ‘ชาติ’ ด้วยซ้ำ 

“แต่เวลาคนพูดถึง ‘ประชาธิปไตย’ ก็จะมีรูปพานรัฐธรรมนูญลอยขึ้นมาบนหัว นี่คือปัญหาในสังคมไทย เพราะคนเสือกไปจำภาพพานรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นรูปภาพ ไม่ได้มีเนื้อหาเลย มันเลยไปไหนต่อไม่ได้ไง ก็เป็นพานอยู่อย่างนั้นแหละ

“ผมมีภาพจำเหมือนคนกรุงเทพฯ ทั่วไปว่าอีสานจะต้องมีความแห้งแล้ง ชนบท คนกรุงเทพฯ ในยุคเดียวกับผมก็คงเห็นภาพที่ไม่ต่างกันมาก และยังมีมุมมองในการเหยียดจากศูนย์กลางหรือคนกรุงเทพฯ ด้วย มีคนที่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในศูนย์กลางที่เจริญที่สุด แล้วนอกนั้นอยู่ต่ำกว่า ยังมีวิธีมองแบบนี้อยู่แน่นอน แต่ทุกวันนี้เวลาคนวิจารณ์อะไรที่ไม่โอเคว่า ‘ลาวว่ะ’ ผมสะอึกเลยนะ คุณหลุดมาจากไหนเนี่ย”

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

ผมยก 2 ส่วนจากการสัมภาษณ์ หม่อม-ประทีป สุธาทองไทย อาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มาให้อ่าน พร้อมตั้งคำถามว่า “เห็นอะไรซ่อนอยู่ในข้อความข้างต้นบ้าง”

ทดคำตอบไว้ในใจก่อน เพราะต่อไปนี้จะพาไปทำความรู้จักกับศิลปินชายร่างเล็ก เจ้าของนิทรรศการ ‘ประเทศเล็กที่สมบูรณ์’ ที่จัดแสดงจบไปเมื่อกลางปีที่แล้ว

แม้ดูเหมือนช้าที่เราเพิ่งตัดสินใจนัดหมายพูดคุยกับเขา แต่รับรองได้เลยว่าสารัตถะของงานนั้นยังทันสมัย และ ‘ประเทศเล็กที่สมบูรณ์’ ซึ่งยังไม่จบบริบูรณ์นั้น น่าจะช่วยให้คำตอบของปริศนาที่ว่านี้ได้

02

ประทีป 101

หม่อม ประทีป คือคนกรุงเทพฯ และศิลปินโดยกำเนิด ผู้หลงใหลในการวาดภาพเหมือนจริง

เขาเล่าให้เราฟังถึงเสน่ห์ที่ตัวเองสัมผัสได้จากการเขียนภาพเหมือนว่า “จะทำให้เหมือนจริงได้มันยาก เลยท้าทาย การทำได้จึงเหมือนเราจำลองความจริงที่อยู่ในกรอบภาพได้สำเร็จ ดูเหมือนกับว่าเราสามารถจำลองโลกที่เห็นกับสายตามาอยู่ในกรอบภาพ”

โชคดีที่รู้วิถีทางของตัวเองอย่างแน่ชัด เขาจึงเลือกเรียนศิลปะมาตั้งแต่ระดับอาชีวะ แทนที่จะต่อ ม.ปลาย เหมือนนักเรียนคนอื่น แม้การศึกษาจะมาสุดทางที่วิทยาลัยเพาะช่าง แต่ความรักในงานศิลปะยังคงทำงานอยู่ในใจของเขาอย่างแข็งแกร่ง หลังจากที่ทุ่มเทเรียนรู้จนมีทักษะเชี่ยวชาญและเข้าใจการเขียนภาพเหมือนอย่างถ่องแท้แล้ว ความชอบของเขาก็เดินมาถึงจุดอิ่มตัว

“โลกของการเรียนศิลปะแบบขนบที่เน้นเรื่องทักษะฝีมือมากกว่าการแสดงความคิดจบที่เพาะช่าง จริงอยู่ที่มันก็ตรงกับเป้าหมายของเราตอนแรกว่าอยากเขียนภาพเหมือน แต่พอเราทำมันได้ดีมากแล้ว ก็เริ่มคิดว่าศิลปะต้องมีอะไรมากกว่านี้ นอกจากต้องแสดงความงามจากทักษะฝีมือแล้ว มันทำอะไรได้อีกไหม”

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

ผ่านไปไม่นาน หม่อมก็ได้เจอกับอาจารย์ที่สอนให้เห็นมิติของการทำงานศิลปะในเชิงความคิด จึงตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร หลังจากสำเร็จการศึกษา ทักษะที่เขาเคี่ยวกรำสะสมมาเนิ่นนานก็ทำให้เขาหันเห เบนความสนใจ เปลี่ยนมาใช้ภาษาศิลป์แขนงอื่นสื่อสารดูบ้าง

“ตอนนั้นก็เลยทดลองเพราะเป็นคนชอบถ่ายรูป หันมาทำงานชุดที่เป็นการทดลองเทคนิคภาพถ่าย ซึ่งเป็นจุดให้เราเปลี่ยนสื่อ งานเก่าๆ ก็จะเป็นภาพถ่าย เป็นงานในเชิงเทคนิค ซึ่งสุดท้ายก็อาศัยวิธีมองแบบคนทำงานจิตรกรรมอยู่ดี เหมือนกับที่คนอื่นเขาตั้งข้อสังเกต”

งานศิลปะภาพถ่ายของประทีปขณะนั้น คือเทคนิคการถ่ายภาพที่ใช้ฟิล์มบันทึกภาพวัตถุเดียวกันต่อเนื่องกันหลายๆ เฟรม เมื่อนำมาวางเรียงต่อกันก็จะได้ผลงานภาพถ่ายหนึ่งชิ้นที่เล่าเรื่องได้หลากหลาย เป็นเสมือนจิ๊กซอว์อันเกิดจากการประกอบขึ้นของแต่ละองค์ประกอบย่อย ทว่าไม่ได้นำเสนอภาพรวมอันสมบูรณ์ จริงอยู่ที่ผู้ชมรับรู้ได้ว่าผลงานศิลปะที่ตาไปกระทบสัมผัสคือสิ่งใด แต่ความบิดเบี้ยวของข้อมูลที่ใครๆ ต่างเคยรับรู้และคุ้นชิน ชักชวนให้คนตั้งคำถามเชิงปรัญชาว่าความจริงคือสิ่งใด พาให้ตระหนักถึงขีดจำกัดของปุถุชนในการรับรู้สัจจะอันสูงสุด

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020
'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

อาจารย์หม่อมคือศิลปินขนานแท้ เขาจะไม่ผูกตัวเองกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่กำหนดว่าจะใช้สื่อนี้ในการสร้างงานศิลปะไปจนถึงเมื่อไหร่ อยู่ที่ว่าความสนใจและความคิดของเขาจะนำพาไป

“ปกติเวลาผมทำงาน ผมจะไม่ได้ผูกตัวเองว่าผมจะทำงานแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ หรือเราจะทำแบบนี้ตลอดไป แต่ขึ้นอยู่กับการไปค้นหรือไปเจออะไรที่เราสนใจ แล้วก็ให้ตัวไอเดียพาไปมากกว่า สำหรับไอเดียนี้ จะทำด้วยสื่อหรือเทคนิคอะไรดี ฉะนั้น เวลาคิดงาน มันจะไม่ได้เริ่มที่ตัวสื่อหรือเทคนิค”

หลังจากเรียนจบไม่นาน ประทีปก็ต้องย้ายถิ่นฐานลำเนา ไปทำงานที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามอย่างไม่ทันตั้งตัว และเร็วกว่าที่คาดเอาไว้มาก ขณะนั้นเขาคือคนกรุงที่แทบจะไม่เคยรู้จักอีสานมาก่อน เมื่อรู้ว่าต้องย้ายไปมหาสารคาม ยังกลับไปพลิกแผนที่ดูเลยว่าอยู่ส่วนไหนของประเทศ

ศิลปินผู้หลงใหลอีสาน ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นผู้ใหลหลง เพราะเข้าใจว่าอีสานคือภูมิภาคชนบทอันสวยงามและเรียบง่าย ด้วยสาธารณูปโภคที่ยังเดินทางไปไม่ถึง

“ก่อนมาก็มีภาพจำเหมือนคนทั่วไป แต่ผมนิยามตัวเองได้ว่าผมเป็นชนชั้นกลางโรแมนติก คือปีแรกๆ มาเนี่ยเวลาขับรถผ่านทุ่งนาข้าวสีเขียวก็จะเห็นว่าสวยงาม ใหม่ๆ ก็ให้ลูกศิษย์พาไปดูคนทำนา พาไปเกี่ยวข้าว อีสานงดงามเหมือนในหนังสือ ชีวิตของชาวนา ของพระยาอนุมานราชธนยังไงยังงั้นเลย”

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

03

ประเทศเล็กที่สมบูรณ์

เมื่อไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง การเข้าใจท้องถิ่นนั้นอย่างละเอียดลึกซึ้งก็เหมือนการหลิ่วตาตามยามเข้าเมืองตาหลิ่ว หลังจากที่เขาเริ่มศึกษาค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับอีสานอย่างลึกซึ้ง หม่อมจึงเห็นว่าอีสานถูกละเลยจากประวัติศาสตร์กระแสหลัก และมีภาพจำอันบิดเบี้ยวมากแค่ไหน

ทว่ายิ่งค้นคว้า เขาก็ยิ่งเจอเสน่ห์ของห้องสมุดไปพร้อมกัน บรรดาหนังสือเก่าตามชั้นที่เขาพบเจอโดยบังเอิญระหว่างการเดินหาเล่มเป้าหมาย คือสิ่งละอันพันละน้อยที่ชักชวนให้เขาหันมาสนใจศิลปะที่ซ่อนอยู่บนหน้าปกหนังสือเก่า

ด้วยสายตาศิลปิน ประทีปเห็นองค์ประกอบศิลป์มากมายที่โดดเด้งออกมาจากหน้าปก เขาได้ยินคุณค่าในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่หนังสือเหล่านี้ต่างกระซิบกระซาบออกมาผ่านลวดลาย เส้นสาย และสีสัน ที่พันธนาการตัวเองอยู่ด้วยกันบนหน้ากระดาษ หม่อมตกหลุมรักปกหนังสือเก่าเหล่านี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

“เวลาดูปกหนังสือเราจะเห็นสภาพมัน บางเล่มอาจจะเห็นสภาพที่บอบช้ำมากจนดูไม่รู้เรื่อง ผมมีความสนุกในการไล่ดูข้อมูลบนปก บางเล่มอาจจะเป็นชื่อหนังสือ บางเล่มอาจจะเป็นภาพที่มันใช้ประกอบปก ซึ่งจะมีสารแฝงอยู่เสมอ ของพวกนี้สื่อสารอะไรบางอย่างกับเราตลอดเวลา”

อาจารย์ท่านนี้จึงเริ่มเปลี่ยนสถานะปกหนังสือเก่าที่เขาถ่ายสะสมเอาไว้ให้เป็นงานจิตรกรรมภาพเขียนสีน้ำมัน ที่ยังคงสภาพความเสียหายซึ่งกาลเวลาได้ทิ้งร่องรอยไว้ ทั้งยังแฝงไปด้วยบริบททางประวัติศาสตร์และนัยทางการเมืองที่น่าสนใจชวนคิด แรกเริ่มเดิมทีก็เพื่อไปร่วมจัดแสดงในนิทรรศการแห่งหนึ่ง

“หนังสือเล่มแรกๆ ที่เป็นไอเดียให้เอามาวาดคือหนังสือแบบเรียนวิชาสถานการณ์ในโลกปัจจุบัน สภาพเก่ามาก ตัวหนังสือมันแทบจะอ่านไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว แต่มันกลับพูดถึงสถานการณ์โลกปัจจุบันขณะนั้น ซึ่งขัดแย้งกันมาก ถ้าดูตอนนี้คือความรู้ในเล่มมันหมดอายุไปแล้ว แต่มันก็ยังสะท้อนชุดข้อมูลที่ถูกผลิตออกมาในยุคนั้นอยู่”

แต่พอได้เริ่มเขียน อาจารย์หม่อมก็ยิ่งเห็นว่าภาพปกหนังสือเหล่านี้สื่อสารคุณค่าบางอย่างได้ชัดเจนขึ้น เขาตีกรอบประเด็นของนิทรรศการจนแจ่มแจ้ง คัดเลือกเฉพาะปกหนังสือยุคสงครามเย็น อันเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่เขาให้ความสนใจพิเศษ เพราะเพิ่งพ้นผ่านไปได้ไม่ไกลจากปัจจุบัน ทำความเข้าใจบริบทสังคม ณ ขณะนั้น และมรดกที่ส่งผลกระทบมายังทุกวันนี้ได้ไม่ยาก

ภาพจิตรกรรมเหล่านั้นคือปกสิ่งพิมพ์หลากหลายแขนงที่ล้วนถือกำเนิดในยุคสมัยดังกล่าว ทั้งแบบเรียนของหลวง สมุดแจกฟรีจากรัฐ และนิตยสารจากราชการ ซึ่งล้วนมีสภาพยับเยินยู่ยี่และแพร่สะพัดขจายไปทั่วประเทศ

“มีปกเล่มหนึ่ง ปกหนังสือชื่อ ทหารปฏิวัติทำไม หนังสือเก่ามาก หรือวารสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ที่ปกเป็นรูปฤษีในงานวัด แล้วก็มีพาดหัวว่าเมืองไทยกำลังเสื่อม หนังสือพวกนี้เก่า แต่เนื้อหาก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลย ทำให้คนมองย้อนกลับไปดูแล้วเห็นว่าบางเรื่องซึ่งเป็นปัญหาที่พูดกันมาหลายสิบปีแล้วยังไม่เปลี่ยนเลย เรายังอยู่กับปัญหาเดิม”

ประทีปหยิบยืมชื่อ ประเทศเล็กที่สมบูรณ์ หนึ่งในหนังสือหัดอ่านชุด ‘นิทานร้อยบรรทัด’ แบบเรียนยุคสงครามเย็น สมัยที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี มาใช้เป็นชื่อนิทรรศการแสดงภาพวาดปกหนังสือเก่า ที่เป็นส่วนสำคัญในการตอกหมุด ฝังภาพจำและชุดความรู้ที่รัฐจัดสรรแกมบังคับเสิร์ฟมาให้ประชาชนเสพ อันเป็นบ่อเกิดแห่งความไม่เข้าใจในสังคมปัจจุบัน เพราะท่ามกลางชาติมหาอำนาจที่ครอบครองดินแดนกว้างใหญ่ ทั้งฝ่ายเสรีประชาธิปไตยและฝ่ายคอมมิวนิสต์ อะไรเลยจะวิเศษไปกว่าการเชื่อว่า ‘ประเทศเล็กๆ ของเรานี้สมบูรณ์แบบที่สุด’

04

ประเทศเล็กที่ (ยังคง) สมบูรณ์

เป็นความจงใจของศิลปินที่คิดเล่นกับสถานะอันเป็นมายาของภาพปกหนังสืออย่างมีชั้นเชิง เมื่อกลายเป็นงานจิตรกรรมแล้ว ประสิทธิภาพที่ปกเหล่านั้นจะเอื้อนเอ่ยทักทาย และบอกกล่าวอรรถะแก่ผู้ชมได้อย่างตรงไปตรงมาก็มีมากขึ้น ยิ่งศิลปินยังคงสภาพขาดรุ่งริ่งของสรรพองค์ประกอบบนหน้าปกของแบบเรียน อันเป็นโฆษณาชวนเชื่อจากรัฐเผด็จการไว้ ข้อความที่ภาพจิตรกรรมจะยิงตรงมายังผู้เสพก็ยิ่งแจ่มแจ้ง ชวนให้ตั้งคำถามถึงที่มาของความรู้และอายุขัยของมัน

ภาพเขียนสีน้ำมันเหล่านี้ชวนให้เราตั้งคำถามกับความเข้าใจของตัวเอง สืบค้นไปจนถึงต้นตอและที่มาขององคาพยพต่างๆ ที่มีส่วนหล่อหลอมภาพจำ โดยเฉพาะชนิดที่เป็นเปลือกอันผิวเผินสำหรับภาคอีสาน อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจตามที่รัฐต้องการ เชื้อเชิญให้ผู้ชมใช้วิจารณญาณของตนหาคำตอบว่า แม้วันเวลาผ่านไปกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ‘ประเทศเล็กของเรานี้สมบูรณ์ดีหรือยัง’

เขาไม่ให้คำตอบที่ตายตัวและนำเสนอแนวคิดที่ชัดเจนจบครบในนิทรรศการนั้นคราเดียว ทว่ายังคงใช้แนวคิดและวิถีการทำงานแบบเดียวกันนี้ สร้างสรรค์ผลงานขึ้นอีกชุดสำหรับจัดแสดงในนิทรรศการที่งาน Bangkok Book Festival ซึ่งนอกจากมีส่วนที่จัดจำหน่ายหนังสือแล้ว ยังเชิญศิลปินผู้ทำงานเกี่ยวข้องกับหนังสือในมิติต่างๆ มาร่วมจัดแสดงงานศิลปะซึ่งเกิดจากหนังสืออีกด้วย เดิมมีกำหนดจัดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่จำต้องเลื่อนไปปีหน้าโดยปริยายเพราะเหตุสถานการณ์โรคระบาด COVID-19

ประทีปเล่าให้เราฟังว่า เขาเพิ่มความพิเศษอันซับซ้อนลงไปในกลวิธีการเรียงร้อยชุดภาพวาดปกหนังสือในคราวนี้ เพื่อการสื่อสารความอันชัดเจน

“เวลาผมเรียงร้อยภาพในนิทรรศการ มันทำให้เกิดการสร้างความหมายและเชื่อมกันระหว่างรูปได้ ผมจะไม่คิดแค่เอาปกไหนมาต่อปกไหน แบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากสตอรี่บอร์ด แต่ผมพยายามทำให้เกิดการสร้างความหมาย การอ่านภาพทั้งหมดในนิทรรศการจะต้องอ่านได้หลายแบบ โดยไม่นำให้เขาคิดเชื่อมโยง ฉะนั้น ไอ้การวางแต่ละปกมันทำให้คนคิดบางอย่างได้อย่างหนึ่ง แต่ผมก็จะรีบผลักมันซะว่าไม่ใช่ ด้วยการเอาปกอื่นมาวางต่อ”

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

ขณะนั้นที่เราจินตนาการถึงนิทรรศการดังกล่าวอยู่ ก็รู้สึกตื่นเต้นไปกับกลวิธีเทคนิคที่ประทีปเร่งเฉลยให้เราฟังล่วงหน้า คือขณะเดียวกับที่เราพบกับความเสียดายลึกๆ ภายในใจที่เราไม่อาจได้ชื่นชมนิทรรศการอันน่าสนใจนี้ในเร็ววัน

05

สู่ ‘ประชาธิปไตยที่ถาวร’

ฉับพลันนั้นความยินดีก็ได้แผ่ซาบซ่านทาบทั่วไปทั้งสรรพางค์กาย เมื่อประทีปปลอบใจเราว่าไม่จำเป็นต้องรอนานไปจนถึงปีหน้า เพราะปลายปีนี้เขาจะได้มีโอกาสนำผลงานภาพเขียนปกหนังสืออันเป็นอนุสนธิ์จาก ‘ประเทศเล็กที่สมบูรณ์’ ในงาน Khonkaen Manifesto 2020 ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นช่วงเดือนธันวาคมนี้ 

ถ้าใครจำได้ ขอนแก่นมานิเฟสโต้ที่จัดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน โด่งดังขึ้นมาจากสถานที่จัดงานซึ่งเป็นตึกร้างริมถนนมิตรภาพ นำเสนอศิลปะที่ชวนสะท้อนให้เห็นความสำคัญของเมืองขอนแก่น และชวนให้หันกลับมาคิดตั้งคำถามถึงเรื่องพื้นฐานทั่วไปอย่างสิทธิมนุษยชน

ถนอม ชาภักดี ผู้จัดงาน ได้ร่วมกับศิลปินท่านอื่น รีโนเวตอาคารสีขาวริมบึงแก่นนครขึ้นเป็น The Manifesto by MAIELIE สถานที่อันเป็นหมุดหมายสำหรับปฏิบัติการด้านศิลปะอย่างเสรีโดยเฉพาะ และเป็นที่สำหรับจัดงาน Khonkaen Manifesto ในช่วงปลายปีที่จะถึง

คราวนี้ประทีปนำเสนอเซ็ตภาพจิตรกรรมปกหนังสือ ภายใต้ชื่อซึ่งยังคงหยิบยืมมาจากชุดหนังสือหัดอ่าน ‘นิทานร้อยบรรทัด’ ว่า ‘ประชาธิปไตยที่ถาวร’ ผ่านแนวคิดและกลเทคนิควิธีการแบบเดิม ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นลายเซ็นของเขาไปแล้ว

อาจารย์หม่อมเล่าถึงที่มาที่ไปของชื่ออันแฝงแนวคิดเชิงเสียดสีอยู่ในทีว่า “ดูตลกร้ายตรงที่หนังสือ ประชาธิปไตยที่ถาวร เป็นแบบเรียนในยุคเผด็จการสฤษดิ์ แล้วมันจะเป็นประชาธิปไตยที่ถาวรได้ยังไง”

การค้นคว้าและสะสมหนังสือเก่าทำให้ศิลปินท่านนี้ได้พบเจอปกหนังสือที่น่าสนใจอยู่เรื่อยๆ เขาจึงดำเนินการสร้างสรรค์ผลงานของเขาไปอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยไม่มีหมุดหมายแห่งเวลาอันเป็นที่สิ้นสุดเป็นเส้นชัย

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

“มีหนังสือเก่าที่เราเจออยู่เรื่อยๆ ผมจะเขียนปกที่สนใจอยู่ตลอด การจัดแสดงแต่ละครั้งก็จะเอาเท่าที่ปริมาณและเวลาจะอำนวย แต่พองานจบเราก็ยังคิดอยากทำต่อ เพราะยังมีเซ็ตแบบเรียนหรือหนังสือที่สร้างภาพจำเรื่องท้องถิ่นต่างจังหวัดอยู่อีกมาก”

แรงบันดาลใจอันวิเศษข้อนี้ทำให้อาจารย์ประทีปได้เจอลิสต์หนังสือต้องห้าม ซึ่งจะกลายมาเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญที่เขาจะนำไปร่วมจัดแสดงครั้งนี้ด้วย

“มีอีกอันที่เป็นเอกสารของทางราชการ คือประกาศรายการหนังสือต้องห้ามที่ถูกนำมารวมเล่มพิมพ์แจก เป็นเอกสารประมาณ พ.ศ. 2521 คือหลัง 6 ตุลา 2519 เหตุการณ์นั้นทำให้มีการสั่งห้ามหนังสือบางประเภท ซึ่งมันสะท้อนแนวคิดบางอย่างของรัฐบาลสมัยนั้น ผมเลยจะหยิบมาวาด”

หนังสืออีกกลุ่มที่จะถูกแต่งแต้มขึ้นเพื่อนำไปจัดแสดงคืออนุสาร อ.ส.ท. ซึ่งเป็นสิ่งพิมพ์จากรัฐสมัยจอมพลสฤษดิ์ เพราะประทีปเห็นอิทธิพลอันเป็นผลพวงที่หนังสือกลุ่มนี้ยังคงทำงานอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนไทยตั้งแต่สมัยนั้นจนกระทั่งปัจจุบัน

“ตอนนั้นสฤษดิ์ตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว (อ.ส.ท.) เพราะไทยเหมาะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับต่างชาติมาก รอบๆ เราเป็นคอมมิวนิสต์ไปหมดแล้ว รัฐบาลจึงใช้จังหวะและความพร้อม โปรโมตภูมิภาคต่างจังหวัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว การไปสุรินทร์เพื่อขี่ช้างก็เกิดขึ้นยุคนี้ เขาวาดภาพจำให้มันโรแมนติก ปกปิดภาพความเดือดร้อนและซ่อนเร้นเรื่องคอมมิวนิสต์ไว้เบื้องหลัง”

ใครที่พลาดประเทศเล็กที่สมบูรณ์ครั้งก่อนก็อดใจรออีกนิด แม้คราวนี้อาจารย์หม่อมจะนำไปร่วมจัดแสดงเพียงไม่กี่ปก แต่เชื่อได้เลยว่าพูดน้อยต่อยหนักแน่นอน

06

ดุสิตธานี

การสร้างสรรค์งานศิลปะที่เล่นกับอดีต การเมือง และภาพจำ อันเป็นผลพวงจากเส้นสายแห่งความสัมพันธ์ระหว่างกาลเวลาและประวัติศาสตร์ น่าจะเป็นเอกลักษณ์ของประทีป สุธาทองไทย ไปแล้วโดยปริยาย

ผลงานชิ้นสำคัญซึ่งกำลังจัดแสดงเป็นส่วนหนึ่งในงาน Bangkok Art Biennale 2020 ที่กำลังแสดงอยู่ คือนิทรรศการชุด ‘ดุสิตธานี’ ที่ The Prelude One Bangkok ซึ่งเป็นประจักษ์หลักฐานที่ชี้ให้เห็นวิถีการทำงานศิลปะอิงประวัติศาสตร์และการเมืองอย่างสืบเนื่องของศิลปินท่านนี้

“เกิดขึ้นจากที่ผมเห็นว่าตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในสภาวะของการหาทางออกอะไรบางอย่างในสังคม ช่วงหลายปีที่ผ่านมามีข้อถกเถียงมากมาย บางอย่างลึกซึ้งไปจนถึงขั้นว่าประชาธิปไตยเป็นยังไง ผมเลยนึกถึงดุสิตธานี เมืองจำลองของรัชกาลที่ 6”

นิทรรศการนำเสนอผังจังหวัดดุสิตธานีและภาพลายเส้นของอาคาร 6 หลังภายในเมือง ซึ่งล้วนเป็นผลิตผลแห่งการอุปโลกน์ขึ้นของประทีปโดยการศึกษาเอกสารประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น เขาจงใจเล่นกับความจริงจังของเมืองจำลองประชาธิปไตยในอุดมคติแห่งนี้ ที่แม้จะดูคล้ายเพียงการละเล่นของเจ้านายก็ตาม

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

“ผมพูดในมิติที่มันเป็นเมืองในจินตนาการมากกว่า การไปบอกว่าดุสิตธานีคือเมืองประชาธิปไตยแสดงว่าทรงพระกรุณามาก ถ้าทุกวันนี้ไปถึงจุดนั้นได้แล้ว เราก็คงจะเฉลิมฉลองกันได้เต็มที่ แต่แล้วมันใช่ไหมล่ะ”

นครแห่งสิทธิและความเท่าเทียมนี้จึงเป็นความฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อของชนชั้นนำไทย ที่รุ่มรวยไปด้วยสภาวะแห่งความสมบูรณ์แบบไปเสียทุกด้าน ทั้งผังเมือง สาธารณูปโภค และวิถีการปกครอง เรียกได้ว่าถอดแบบประเทศประชาธิปไตยในอุดมคติมาอย่างกับแกะ ชวนให้ตั้งคำถามถึงความตั้งใจในการเล่นอย่างจริงจัง

ดุสิตธานีถูกนำเสนอคู่กับภาพวิดีโอมุมสูงของ ‘หมู่บ้านผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย’ หรือ ‘หมู่บ้านน้อมเกล้า’ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร อันเป็นชุมชนของคอมมิวนิสต์ผู้อกหักจากระบอบการปกครองที่ฝ่ายตนปรารถนา หันออกจากป่า มุ่งหน้าสู่เมือง

ภาพทั้งสองคือคู่ปฏิพากย์อันขัดแย้งของความผิดหวังจากคน 2 กลุ่ม ที่แม้เกิดขึ้นด้วยเหตุเดียวกัน แต่กลับมีรูปร่างสาระที่แตกต่างกัน

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020
'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

“บ้านน้อมเกล้าก็เป็นเมืองในฝันอีกมิติหนึ่ง พูดถึงสภาพแวดล้อมและชีวิตสมบูรณ์แบบที่แตกต่างจากลักษณะหมู่บ้านทั่วไป เป็นหน้าที่ของคนดูที่เขาจะต้องเชื่อมโยงเมืองจำลองของ ร.6 เข้ากับหมู่บ้านของคอมมิวนิสต์เก่า วันก่อนมีคนไปดูแล้วโพสต์ว่า ‘ดุสิตธานีคือเมืองในฝันของเจ้า บ้านน้อมเกล้าคือเมืองในฝันของบ่าว’ เป็นการคิดถึงเมืองในฝันของคนแต่ละชนชั้น

“ภาพรวมของงานไม่ได้นำเสนออะไรด้านเดียว มีเรื่องอกหักด้วยนะ ดุสิตธานีคือความอกหักของเจ้าที่ไม่มีคนทำต่อ สานต่อ ถูกทิ้งร้างไป ส่วนบ้านน้อมเกล้าก็เป็นความผิดหวังของพวกสังคมนิยมที่ต้องออกจากป่า สุดท้ายนิทรรศการอาจจะไม่ได้นำเสนอภาพสมบูรณ์ของความฝันก็ได้”

อรรถะของประทีปยังคงชัดเจนเหมือนเดิม นิทรรศการนี้นำผู้ชมไปสัมผัสภาพคติอันอุดมของกษัตริย์ไทยก่อนสมัยแห่งการอภิวัฒน์สยาม 2475 เปรียบเทียบเรียบเคียงไปกับภาพความปรารถนาสูงสุดของชนชั้นไพร่ผู้ฝักใฝ่ระบอบการปกครองอีกฝั่ง แล้วค่อยเชื้อเชิญให้ตั้งหลากคำถามในหลายประเด็นสังคม ทั้งเรื่องการปกครอง ความฝันใฝ่ ความปรารถนา และความจริงจัง รับรองได้เลยว่าแต่ละคนจะต้องฉุกคิดคำถามและมีคำตอบในใจต่างกัน

07

คำตอบที่ไม่ตายตัว

ถ้าจะกล่าวโดยกระชับเพื่อประหยัดเวลาอันกระชั้นให้มากที่สุด คงต้องกล่าวว่างานศิลปะของประทีปส่วนมากถือกำเนิดขึ้นจากความสนใจใคร่รู้ส่วนตัวทั้งสิ้น โดยมีเสน่ห์แห่งประวัติศาสตร์ซึ่งเขาได้ทำพันธสัญญารักมาแต่เยาว์วัยเป็นความพิเศษจำเพาะ การศึกษาอย่างละเอียดลึกซึ้งและกว้างขวางทำให้เขาเห็นภาพ ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นประเด็นให้แก่งานของเขา

“ข้อมูลที่เราสนใจจะขยายจากจุดหนึ่งไปหาอีกจุดหนึ่ง จนวันหนึ่งมันค่อยๆ ขยับไปเติมเต็มกันเอง กลายเป็นงานศิลปะขึ้นมาได้จากชั่วขณะแวบเดียวที่เกิดขึ้นมาว่าอยากทำ โดยที่ไม่ต้องสนใจด้วยซ้ำว่ามันจะสื่อสารอะไรได้ในตอนแรก ต่อมาเราก็ค่อยๆ ตีกรอบ ทำเป็นงานขึ้นมาแต่ละครั้ง”

เพียงความปรารถนาที่ผุดขึ้นมาท่ามเศษเสี้ยวกษณะเดียวในสมอง ก็ก่อเกิดขึ้นมางานศิลปะที่สื่อสารัตถะอันซับซ้อน ทว่าไม่ได้ตอบคำถามใดๆ ด้วยคำตอบตายตัวเพียงหนึ่ง ผู้ชมจึงจำเป็นต้องใช้กำลังแห่งปัจเจกชนในการพิเคราะห์หาเนื้อความของผลงานแต่ละชิ้น

“ไม่ใช่ว่าผมไม่บอกเมสเสจนะ แต่ผมไม่ให้คำตอบที่ตายตัวมากกว่า อย่างผลงานภาพถ่าย อยู่ที่ว่าจะมองอะไรตรงไหนก่อน แต่ละคนก็มองไม่เหมือนกันตามประสบการณ์ เหมือนผมนำเสนอฟอร์มหนึ่งขึ้นมา ซึ่งมองได้หลายด้าน บางครั้งเห็นก่อนเห็นหลังก็ต้องมาคุยกันว่ามันต่างกันไหม เห็นอันนี้ก่อนกับเห็นอันนี้ที่หลัง แต่ถ้ามาคุยแล้วว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ก็ใช้ได้”

กระโดดถอยย้อนหลังกลับไปในตอนต้น คราวนี้ขอให้ทุกอ่านกลับไปอ่านคำตอบที่ทดเอาไว้

ความไม่ตายตัวคือหนึ่งในสามัญลักษณะของสรรพสิ่งบนโลกนี้ ผมจึงขอแสดงความเสียใจที่สุดท้ายแล้วไม่อาจมีคำเฉลยอันสัมบูรณ์ให้ได้ เช่นเดียวกันกับงานศิลปะของประทีปที่ไม่ชี้ชัดฟันธงลงไปว่าอะไรคืออะไร แต่กระบวนการซึ่งจะทำให้ได้ฉุกคิดและหันมาตั้งคำถามกับประเด็นต่างๆ ที่เขานำเสนอแต่ละคราว คือตะกอนความคิดอันเป็นดอกผลซึ่งน่าอภิรมย์กว่าคำตอบถูกผิดสีขาวดำที่อยู่ตรงกันข้ามเพียง 2 ขั้วเท่านั้น

'ดุสิตธานี' งานศิลปะจากความฝันที่ไม่สมบูรณ์ของไทยโดย ประทีป สุธาทองไทย ใน BAB 2020

ภาพ : ภาณุพงษ์ อันสนธิ์ และ 100 ต้นสน แกลเลอรี่

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

อารัมภบทเป็นส่วนเกินของบทความทันที

เมื่อรู้ว่าวันนี้มีนัดหมายพูดคุยและเยี่ยมชมสตูดิโอของ ติ๊ก-สันติ ลอรัชวี หรือ ‘อาจารย์ติ๊ก’ ของเหล่านักเรียนออกแบบ บิ๊กเนมในวงการกราฟิกดีไซเนอร์และวงการศิลปะของไทย ผู้มีผลงานให้เราได้ทึ่งอยู่เสมอ

บางคนรู้จักสันติในฐานะนักออกแบบกราฟิก ผ่านปกหนังสือ Wisdom Series ของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, สิทธารถะ เวอร์ชันแปลไทยโดย สดใส ขันติวรพงศ์ ฉบับ Book Lover Edition และโดยเฉพาะโปรเจกต์ ‘ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย (I am a Thai Graphic Designer™)’ กิจกรรมของกลุ่มวิชาชีพที่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย

บางคนรู้จักสันติในฐานะศิลปิน ผ่านนิทรรศการ Yes, I am not. (2008), เข้านอกออกใน-อุโมงค์คำว่า “กรุงเทพ” ที่มุดลอดเดินวนเล่นได้อย่างสนุกสนานในงานศิลปวัฒนธรรม “บางกอก…กล๊วย…กล้วย!!” (2009), หรือจากแถวหนังสือหนาเกือบเมตร มีรูเจาะตรงกลาง ในนิทรรศการสถานพักตากอากาศ (2013)

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU

หลายคนรู้จักสันติทั้งสองเวอร์ชัน

น้อยคนรู้ว่า ในฐานะศิลปิน ผลงานของเขาตลอดทศวรรษที่ผ่านมาล้วนมีแม่ผู้ให้กำเนิดคนเดียวกัน

ความทรงจำ-เขาหยิบออกมาใช้อย่างปู้ยี่ปู้ยำจนความรู้สึกตีกันพัลวันพัลเกไปหมด ไม่นานมานี้จึงตกตะกอนได้ว่า ถึงเวลาสังคายนาพวกมันให้อยู่ในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อตัวเองมากที่สุด

นิทรรศการ MemOyuU การสับยำความทรงจำแล้วแปลงโฉมเป็นรูปธรรมที่น่ารักจึงถือกำเนิดขึ้นใน CASE Space Revolution แกลเลอรี่ไซส์จิ๋วย่านเจริญกรุง

และนั่นเป็นที่มาของบทสนทนากับสันติโดยสันติวิธีในวันนี้

00 สันติสตู

ตรงหน้าเราคือห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่เล็กเกินกว่าจะใช้งาน แต่ก็ไม่ใหญ่พอเข้าข่ายสตูดิโอทำงานศิลปะขนาดทั่วไปเท่าที่เคยสัมผัสมา แถมไม่มีอุปกรณ์สำหรับทำงานศิลปะเลยสักชิ้นเดียว (หากไม่นับว่าคอมพิวเตอร์ก็ใช้งานได้มีประสิทธิภาพไม่แพ้พู่กันและผืนผ้าใบ) 

ชั้นวางของเบื้องหลังโต๊ะทำงานกินพื้นที่ผนังด้านในสุดของห้องไปอย่างละโมบ เหล่าหนังสือทั้งไทยและเทศนอนเกลื่อนกล่นเรียงรายเต็มทุกชั้น ทิ้งจังหวะตรงกึ่งกลางระหว่างความมีระเบียบและคู่ตรงข้าม มีชีวิตชีวาจากโมเดลตัวการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอน ส่วนใหญ่นอนแอ้งแม้งเต็มชั้นด้านข้าง ส่วนน้อยกระจายตัวทั่วทั้งห้อง

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU
สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของ สันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

อีกฟากมีโซฟาขนาดกะทัดรัด เพียงตาสัมผัสก็รู้ว่านุ่มฟู ตั้งอยู่ข้างโต๊ะทำงาน

นอกหน้าต่างคือท้องฟ้าสีเทาครึ้ม 

“อีกไม่นานจะปล่อยฝนลงมา” เหล่าเมฆกระซิบว่าอย่างนั้น

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

01 สันตินิยาม

เรานั่งฝั่งตรงข้ามกับสันติ

“ตอนนี้อาจารย์เรียกตัวเองว่าเป็นอะไร” เราเปิดบทสนทนาด้วยคำถามที่น่าจะยากข้อหนึ่งสำหรับมนุษย์ไฮเปอร์ผู้ทำอะไรหลากหลายไปหมด

“ทุกอาชีพมีพื้นฐานคล้ายกันหมด เพียงแต่ธรรมเนียมและแพลตฟอร์มนั้นต่างกัน สมัยก่อนเส้นแบ่งกิจกรรมของมนุษย์มันเลือนมาตลอด การศึกษาและอาชีพในระบบสายพานแยกพวกมันให้ขาดจากกัน คนในศตวรรษนี้จึงตื่นเต้นกับคำว่าสหวิทยาการไงอีกอย่าง มนุษย์มีแนวโน้มที่จะสรุปและแท็กทุกสิ่งรอบตัว โดยเก็บไว้เพียงหนึ่งเสมอ คำถามนี้เลยถูกถามอยู่ตลอด 

“ถ้าให้ผมเก็บตัวเองเหลือหนึ่ง ผมก็ขอเก็บนักออกแบบไว้ ด้วยอาชีพและวิธีคิด เพราะยังไม่เข้าใจและยังไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับคำว่าศิลปิน ผมมองคำนี้เป็นสถานะมากกว่าอาชีพด้วยซ้ำ เหมือนเราไปยืนดูเชฟเก่งๆ ทำกับข้าว เล่นกับไฟกับกระทะ แล้วมองว่ามันโคตรอาร์ตเลย เขาก็ไม่ได้มีอาชีพเป็นศิลปินสักหน่อย

“ใครจะมองผมเป็นศิลปินก็ไม่ติดขัด จะไม่แก้ไขและไปนั่งเถียงด้วย เพราะแต่ละคนรู้จักเราจากมุมมองต่างกัน และถ้าบางคนมองตัวเองเป็นศิลปินก็ไม่ผิดอะไรนะ”

นี่คือสันตินิยาม

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

02 ผมต้องเอาตัวรอดอย่างหนัก

สันติเป็นนักเรียนออกแบบที่ไม่เหมือนใคร

เขาไม่ได้สะสมทักษะทางศิลปะขั้นพื้นฐานมาแต่ต้น เข้ามาเรียนดีไซน์ด้วยเงื่อนไขว่าต้องเอนทรานซ์ให้ติดโดยไม่อ่านหนังสือเพิ่ม และขอแค่ไม่ขายหน้าญาติพี่น้องเป็นพอ

ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยครั้งแรกส่งสันติไปยังปัตตานี คำรบหนึ่งปีถ้วนจึงย้ายกลับมายังมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เดิมทีตั้งใจจะเรียนคณะนิเทศศาสตร์ แต่ครั้นกวาดสายตาไปเจอสาขานิเทศศิลป์ ในคณะศิลปกรรมศาสตร์ จึงเปลี่ยนใจ ลากมือลงมากาสาขานี้

“ผมไม่ได้มีพื้นฐานที่ดี พอมาเจอวิชาทักษะจึงต้องเอาตัวรอดอย่างหนัก มาหายใจหายคอได้ตอนเรียนวิชาดีไซน์ปีสอง เพราะเริ่มรู้จักวิธีทำงานโดยไม่ต้องวาดรูป และอาจารย์ให้ความสำคัญแก่เรื่องแนวคิดมากขึ้น

“ผมพยายามลับเหลี่ยมลับคมอย่างเข้มข้น แน่วแน่ว่าจะเอาตัวรอดด้วยคอนเซปต์ให้ได้ ปกติเป็นคนชอบคิดอยู่แล้ว แต่ก่อนข้ามไปคิดว่าจะทำอะไร ผมย้อนกลับมาคิดว่าต้องคิดอย่างไรก่อน ทักษะเรามีจำกัด ต่อให้คิดจะทำก็ทำไม่ได้อยู่ดี (หัวเราะ) เรามีแค่สาม พยายามให้ตายก็ได้แค่เจ็ด ขณะที่เพื่อนมีเจ็ดอยู่แล้ว พยายามนิดหน่อยก็ได้สิบ ถ้าสู้ทางตรงไม่มีวันชนะแน่นอน

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

“งานผมเลยไม่ได้มีอะไรเยอะแยะ คอลลาจตัดแปะสองรูปก็ชนะได้ ไม่ใช่ว่าไม่สวยนะ ผมไม่ได้ปฏิเสธสุนทรียภาพด้วย แต่ความงามเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานเท่านั้น งานดีไซน์ที่ดีอาจไม่ต้องสวยงามที่สุด ถ้าจัดลำดับจริงๆ ประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อมนุษย์นั้นสำคัญกว่าด้วยซ้ำ”

นี่คือวิธีการเอาตัวรอดแบบสันติวิธี

03 ไอ้พวกมีอุดมการณ์

สันติสะสมความรู้ในรั้วมหาวิทยาลัยจนแน่นปึ้ก

แพสชันอันแรงกล้าในอาชีพกราฟิกดีไซเนอร์ ทำให้เขาปฏิเสธทุนการศึกษาที่คณะจะส่งให้ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ เพื่อเลือกตอบรับงานตามคำชักชวนของอาจารย์ที่ปรึกษาแทน

ไม่นานสันติในวัยหนุ่มไฟแรงก็เริ่มเบื่อหน่ายรูปแบบการทำงาน สบโอกาสกับที่พี่ชายของเพื่อนจะเปิดบริษัท และพร้อมลงทุนให้สันติกับกลุ่มเพื่อนได้ทำสตูดิโอสมใจอยาก เขาตบปากรับคำพร้อมโบกมือลางานแรกในชีวิต

นามบัตร คือสิ่งแรกที่สันติตั้งใจออกแบบในนามที่ทำงานแห่งใหม่ หมายใจว่าต้องได้รางวัลมาประดับบารมี ซึ่งเป็นไปตามคาด

“ถ้าทำงานไม่มีโจทย์แล้วยังไม่ได้รางวัล มึงไม่ต้องไปทำอะไรแล้ว” เขาว่าพลางหัวเราะ

จากนั้นจึงได้เริ่มทำอาร์ตเวิร์กให้ค่ายเพลง BMG Record ในยุคที่วงอินดี้กำลังเบ่งบาน สถานะของดีไซเนอร์หนุ่มตอนนั้นคือเด็กวัยหัดเดินในวงการ

“ฉากสำคัญฉากหนึ่งคือเคยมีคนให้ผมออกแบบปฏิทินโป๊”

เราวางปากกา เลิกคิ้วทั้งคู่ขึ้นแสดงความสงสัยแก่คู่สนทนา

“ผมได้รับติดต่อให้เข้าไปที่  Victoria Secret พระรามเก้า เขาเอาหนังสือโป๊มากองตรงหน้าตั้งใหญ่ แล้วบอกให้เลือกรูปไปทำปฏิทินสำหรับแจกลูกค้า ผมปฏิเสธแล้วไสคืนไป ตอนนั้นอายุยี่สิบสี่ กูไม่ได้จบมาเพื่อทำอะไรแบบนี้ นี่ไม่ใช่งานที่จะเอาไปอวดใครได้เลย ไหนจะลิขสิทธิ์ภาพอีก จำได้แม่นเลย เขาด่าผมว่า ‘ไอ้พวกมีอุดมการณ์’

“เขานิ่งเงียบสักพัก คิดว่าจะหาอะไรให้ผมทำดีเพื่อเอาชนะ จบที่งานออกแบบโปสเตอร์รณรงค์ต่อต้านยาเสพติดให้มูลนิธิของเขา งานนี้ผมโอเค รับได้ วันตรวจงานเขานัดที่โรงแรมเมโทร ถนนเพชรบุรี ซึ่งเป็นโรงนวด ตอนแรกคิดว่าจะนั่งคุยกันปกติ สรุปให้เราเดินเข้าไปถึงห้องนวดเลย ยังจำภาพเขานอนคว่ำหน้าโชว์ก้นให้หมอนวดนวด แล้วมีดีไซเนอร์หนุ่มคนหนึ่งที่แม่งอยากก้าวหน้า ต้องช้อนโปสเตอร์ที่ทำมาให้เขาดูจากมุมเสยได้ติดตา ทุเรศฉิบหาย นี่กูทำอะไรอยู่วะ

“หมดช่วง Honeymoon Period ถึงได้เจอโลกความจริงว่าไม่หมูเลย ตอนนั้นอายุยังน้อยมาก แม่งไม่มีอำนาจต่อรองอะไรทั้งสิ้น ยากฉิบหาย กลางวันหาลูกค้า ฉีกสมุดปกเหลืองเป็นสามท่อนแจกเพื่อนเพื่อสุ่มโทรไปของานเขาทำ กลางคืนปั่นงาน หักลบกลบหนี้กับ Fixed Cost แล้วขาดทุนยับ จึงเริ่มเข้าใจอาจารย์แล้วว่าเบี้ยล่างสุดๆ เป็นอย่างไร”

แล้วก็เป็นไปตามวัฏจักรของธุรกิจ สตูดิโอขนาดย่อมต้องปิดตัวลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สมาชิกบางคนอยากไปเรียนต่อ บางคนอยากไปทำอย่างอื่นแทน ส่วนสันติก็ไปเป็นฟรีแลนซ์ตามระเบียบ

“เกมนี้เราแพ้แหละ” เขายอมรับแต่โดยสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

04 จุดหักมุม

สันติกลับมาตั้งหลักที่บ้าน

งานฟรีแลนซ์แปลงแฮนด์บิลล์ภาพยนตร์จากต่างประเทศเป็นเวอร์ชันไทยดาหน้าเข้ามาหาเขาอย่างต่อเนื่อง เสมือนเป็นแบบฝึกหัดไทโปกราฟีสุดหินที่สอนให้เขาพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดด และสปอยล์เขาจนเสียคนไปพร้อมๆ กัน

“คงเป็นช่วงที่ท้อด้วยแหละ อยากทำดีแต่ไม่มีโอกาส พอรู้ว่าไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยเบนมาทางหาเงินแทน งานแฮนด์บิลล์ง่ายมาก ไม่มีอะไรเลย สมมติวันนี้มีนัดลูกค้าตรวจงานตอนสี่โมงเย็น ผมเริ่มทำงานตอนบ่ายสอง ครึ่งชั่วโมงเสร็จ ทำอาทิตย์ละปก ได้ปกละหมื่น เดือนหนึ่งทำงานสองชั่วโมง ได้สองหมื่นสบายๆ บางเดือนหนังเข้าเยอะ สัปดาห์ละสี่เรื่อง ได้เดือนเป็นแสนก็มี”

‘อ้วนฉุ ติดเกม’ คือคำที่สันติใช้บรรยายถึงสันติเวอร์ชันเสเพลที่สุดในชีวิต

“แต่ไม่รู้ว่าจุดนี้จะเรียกว่าจุดหักเหได้หรือเปล่านะ” เขาเปลี่ยนโทนเสียงเล่าเรื่อง

“คือใช้ชีวิตแบบนี้ไปสักพักจนเป็นไข้เลือดออกและล้มในห้องน้ำ เข้าโรงพยาบาลสิบวัน เล่นเกมไม่ได้เลยต้องขนหนังสือมาอ่านฆ่าเวลา พยาบาลเข้ามาเช็ดตัวปะแป้งให้เหมือนเด็กปัญญาอ่อนเลยอะ เหตุการณ์นี้ทำให้ผมรู้แน่ชัดแล้วว่านี่แม่งไม่ใช่แล้ว ออกไปคงต้องหยุดชีวิตแบบนี้สักที ไม่ถึงกับคิดได้มากมายอะไรหรอกนะ

“ถ้าไม่ป่วยคงไหลไปเรื่อยแหละ” โชคดีที่เขาเลี้ยวโค้งหักมุมอย่างสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’
สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

05 Self-Learner

เป็นอีกครั้งที่สันติใช้ชีวิตอย่างจับพลัดจับผลู

การได้บังเอิญเจอกลุ่มรุ่นพี่นักเรียนนอกที่รวมตัวกันกลับไปสมัครเป็นอาจารย์ที่คณะ จุดประกายให้สันติหวนคิดย้อนกลับไปถึงตอนทุนการศึกษาเดินมาหาถึงตรงหน้า และตัดสินใจเข้าร่วมก๊กอย่างไม่ลังเล

“ปรากฏว่าเขารับผม” อาจารย์ติ๊กเฉลยตอนจบของเรื่อง

“แต่ทำให้รุ่นพี่ที่ไปพร้อมกันพลาดโอกาส (หัวเราะ) ซึ่งผมเป็นอาจารย์แบบสัญญาจ้างนะ ทำงานสามวัน แล้วเรามีแค่วุฒิปริญญาตรี เลยต้องทำงานหนักหน่อย ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการนักศึกษา แน่นอนว่าผมไม่โอเคอยู่แล้วเพราะไม่ได้ต้องการบทรองขนาดนั้น เป็นอาจารย์ก็ต้องสอนหนังสือสิวะ ผมเลยพัฒนาตัวเองยิ่งกว่าตอนเอาตัวรอดสมัยเรียนหรือช่วงทำงานอีก หัวหน้าภาควิชาให้หนังสืออะไรมาผมอ่านหมด

“ทำงานไปสักพักผมเริ่มมีความคิดอยากไปเรียนต่อมากขึ้นอย่างหนัก เนื่องจากรอบตัวมีแต่คนเรียนสูง และยังยึดติดกับมายาคติว่า ความรู้ต้องมาจากการเรียนแบบมีคนสอนเท่านั้น”

สันติขวนขวายเรียนภาษาอังกฤษอย่างขะมักเขม้น พร้อมแจ้งความจำนงแก่คณะว่าต้องการรับทุนการศึกษา สมัครสาขา Design Study ที่ Central Saint Martins College of Art and Design และได้รับการตอบรับทันทีในปีแรก เขารอทุนจากมหาวิทยาลัยอย่างสันติ กระทั่งวันเวลาล่วงเลยไป 3 ปีเต็มจนเขาเลิกหวัง

“ผมอาจไม่ค่อยน่าสนับสนุนเท่าไหร่ คงไม่เข้าตาผู้ใหญ่” เขากระเซ้าเย้าหยอก ทีเล่นทีจริง

“เตรียมใจไว้ประมาณหนึ่งแล้ว เลยเริ่มศึกษาด้วยตัวเองอย่างจริงจัง แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนอาจารย์บ่อยขึ้น เชิญวิทยากรเก่งๆ มาบรรยาย และขอลิสต์หนังสือเขาไว้ไปอ่านตาม อ่านหมดเกลี้ยง”

ศิลปินฝั่งตรงข้ามค้นพบว่าวิธีหาความรู้นั้นมีมากมาย ไม่จำเป็นต้องมีดีกรีใดมารองรับ แถมเขาก็ทำหน้าที่ Self-learner ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จึงตัดใจเรื่องไปเรียนต่อโดยสันติวิธี

06 “มึงไปนิวยอร์กยี่สิบวันเหมือนพวกกูไปปีหนึ่ง”

สันติปิดปมเรื่องการเรียนต่อเมืองนอก ด้วยการพาตัวเองเที่ยวนิวยอร์กให้หายอยากหนึ่งทริป

“ผมไปผมก็ซ่านะ” เขาจั่วหัวทริปในตำนานได้อย่างน่าติดตาม

“ก่อนเดินทาง ผมอีเมลไปยัง School of Visual Arts บอกว่าขอเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ เพราะเป็นที่ที่ผมอยากเรียนมาก พอไปถึง ผู้ช่วยของ สตีเวน เฮลเลอร์ (Steven Heller) คณบดีและผู้เขียนบทความเกี่ยวกับการออกแบบให้ The New York Times ก็พาชมพร้อมเล่าหลักสูตรให้ฟัง จากนั้นผมก็ไป Art Director Club ทิ้งนามบัตรสร้างสัมพันธ์กันเอาไว้ แล้วก็ไปเจอเพื่อนๆ หลายคนในวงการซึ่งเรียนต่ออยู่นั่น

“ผมตกตะกอนได้ว่า หากมีโอกาสมาเปิดหูเปิดตาบ่อยๆ ดูมิวเซียม พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน น่าจะเป็นเรื่องสำคัญกว่าการมาเรียนต่อ กลับมาปีหนึ่ง Art Director Club ติดต่อมาหา เอานิทรรศการมาจัดที่หอศิลป์ ม.กรุงเทพ เพราะเขารู้จักเราเจ้าเดียวในไทย เพื่อนยังแซวว่า มึงไปนิวยอร์กยี่สิบวันเหมือนพวกกูไปปีหนึ่ง”

นี่ค่อยๆ กลายเป็นอีกหนึ่งสันติวิธีในการหาประสบการณ์เข้าตัว แต่เขายังกล่าวอย่างถ่อมตนว่าไม่ถึงกับสร้างคอนเนกชันอะไรมากมาย เพราะภาษาอังกฤษไม่คล่อง

“แค่อยากไปรู้ไปเห็นเฉยๆ อย่างตอนไปอังกฤษ ก็ขอให้ลูกศิษย์พาเข้าไปข้างใน ไปโอซาก้า ผมติดต่อเพื่อนผู้เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยคินได บอกว่าพูดให้ฟรีๆ เลย แต่ขอพาเข้าไปดูหน่อยว่าสอนกันยังไง” เขาเล่าประสบการณ์พลางหัวเราะในสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

07 วงเหล้าวิชาการ

เรื่องราวดำเนินออกจากปากอย่างพรั่งพรู

บทสนทนาล่วงเลยเข้าสู่ชั่วโมงที่สอง เมฆฝนยังกลั้นหยาดน้ำเอาไว้ได้ แต่เรายังไม่รู้จักสันติในฐานะศิลปินเสียที

“พอไม่หมกมุ่นกับการเรียนต่อ ผมก็ใช้ชีวิตกับเพื่อนอาจารย์สนุกขึ้น” เขาเล่าต่อ

“เราสนิทกันผ่านวงสังสรรค์ เหล้าเบียร์เต็มโต๊ะ แต่บทสนทนาเป็นเรื่องวิชาการข้ามศาสตร์ล้วนๆ เพราะสมาชิกคืออาจารย์จากหลากหลายแขนง ออกรสจนถึงขนาดไม่มีใครอยากขาดนัด ตัวผมเองเป็นพหูสูตเลยตอนนั้น เพราะฟังแล้วจับประเด็นมาค้นคว้าต่อเอง ลับคมทุกวัน”

ก๊วนอาจารย์กระชับความสัมพันธ์กันค่ำแล้วค่ำเล่า นักออกแบบประจำแก๊งอย่างสันติจึงได้รับมอบหมายจากเพื่อนศิลปินให้ช่วยทำสูจิบัตรบ่อยขึ้น จนกลายเป็นที่พึ่งลำดับต้นๆ ประจำใจคนในวงการ กระทั่งได้ช่วยงาน Show Me Thai ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมจัดขึ้นในเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 2007 ในฐานะ Art Director ดูแล Key Visual ทั้งหมด

“งานนี้ให้โอกาสผมได้เจอคนเก่งเยอะมาก ได้เห็นกระบวนการหลังบ้านทั้งหมด ตั้งแต่สถานที่ คิวเรเตอร์ ไปจนถึงวัฒนธรรมการเสพศิลปะของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะตอนกลับไปเก็บงาน ผมได้รู้ว่าพื้นที่ทางศิลปะมีพลังถึงขนาดเปลี่ยนกองขยะเป็นงานศิลปะได้ จึงเห็นว่าพื้นที่นี้น่าหลงใหล วงการนี้น่าสนใจและจริงจังกว่าที่เคยคิดไว้”

สันติเข้าสู่วงการศิลปะโดยสันติวิธีตั้งแต่นั้นมา

“สถานะของผมเหมือนนักออกแบบผู้ชอบทำงานศิลปะมากกว่า งานศิลปะมีความส่วนตัวสูง เป็นเหมือนพื้นที่ให้เราได้ทดลองอะไรกับตัวเอง ตัวตนของเราจึงอยู่ที่นี่ส่วนหนึ่ง เพราะงานสตูดิโอก็คืองานสตูดิโอ ไม่ใช่งานสันติ งานสอนก็ไม่ควรไปเอาเครดิตอะไรนอกจากให้นักเรียน พอได้ก้าวข้ามมาทำก็รู้สึกเติมเต็ม ไม่แหว่งอีกต่อไป ทั้งๆ ที่ใช้เงินเยอะมาก” อาจารย์ติ๊กเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

แล้วอาจารย์แอบขโมยเทคนิคของนักออกแบบกราฟิกมาทำงานศิลปะด้วยหรือเปล่า-เราข้องใจ

“ที่จริงสองอย่างนี้มีอุปกรณ์พื้นฐานเป็น Visual Element เหมือนกัน ต่างกันแค่ตำแหน่งที่คุณเอาไปวาง วันหนึ่งผมอาจใช้กราฟิกดีไซน์ทำงานแล้วเอาไปวางใน Art Scene ก็ได้ ดังนั้น วิธีการไม่ค่อยเปลี่ยน แต่เนื้อหาเปลี่ยน ศิลปะเรามีหน้าที่รับผิดชอบเนื้อหาโดยตรง ต้องเชื่ออย่างที่ทำจริงๆ และพร้อม Stand for เสมอ ไม่ใช่แค่กิมมิกเรียกความหวือหวา”

ศิลปะเป็นอีกพาร์ตที่ช่วยเติมเต็มชีวิตสันติให้สมบูรณ์ขึ้นอย่างสันติวิธี

08 MemOyoU

จาก Yes, I am not. (2008) Solo Exibition ครั้งแรก จนถึงปัจจุบันก็ร่วม 10 ปี สันติเทียวเข้าเทียวออกภายในจิตใจตัวเอง รื้อค้นวัตถุดิบแห่งความทรงจำมาดัดแปลงเป็นนิทรรศการ

“แต่การเข้าไปในตัวเองทำให้ผมเจอว่าแม่งไม่มีอะไรเลยนะ” คู่สนทนาเรายืนยันหนักแน่นก่อนขยายความต่อ

“พบว่าตัวเองเป็นคนลักลั่น ไม่แน่ใจอะไรเลย เคยปรึกษาผู้ใหญ่ว่าผิดไหมหากจะเสนอว่าเราไม่รู้อะไร เขาว่าไม่ผิดหรอก แต่มึงจะเสนอยังไงล่ะ (หัวเราะ) นี่เลยกลายเป็นทางงานของผมอย่างหนึ่ง คือสองแง่สองง่าม ไม่เคาะ เหมือนกับว่าเราไม่ชัวร์”

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU

‘MemOyoU’ คือนิทรรศการครั้งล่าสุดของ สันติ ลอรัชวี คือนิทรรศการครั้งสุดท้ายที่เขาจะหยิบความทรงจำส่วนตัวตลอดทศวรรษนี้มาเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างงาน และคือก้าวสำคัญที่เขาข้ามมาทำงานเฉกเช่นศิลปินโดยแท้

“ผมใช้เวลาที่งานเลื่อนจากปีก่อน ตกตะกอนความคิดได้ว่า ควรเลิกหากินกับความทรงจำของตัวเองได้แล้ว เพราะแม้มีประโยชน์มาก แต่ก็เจือความเศร้าอยู่ไม่น้อย รื้อออกมาทีหนึ่งผมเจ๊งไปเป็นอาทิตย์

“ปกติความทรงจำของมนุษย์มักถูก Simplify มาแล้วขั้นหนึ่งตอนบันทึก เอารายละเอียดออกไปจนเลือนราง และแตกย่อยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย นิทรรศการครั้งนี้จึงเอามาสับไพ่ใหม่ให้เละ เรียงร้อยเป็นเรื่องราวผ่านโวหาร และแช่แข็งมันไว้เป็นรูปธรรมผ่านข้อความ หนังสือ ภาพถ่ายแม่น้ำ และประติมากรรม ทำ Last Episode ของมันและเลิกใช้เสีย”

ผู้ไม่เรียกตัวเองว่าเป็นศิลปิน ขยายความพลางหยิบส่วนหนึ่งของนิทรรศการออกมา

มันคือกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งซ่อนหนังสือที่สันหนากว่าความกว้างปกอย่างผิดสัดส่วนเอาไว้ และซ่อนเรื่องราวซึ่งร้อยเรียงจากเสี้ยวความทรงจำเอาไว้ในหนังสืออีกที

ดูเป็นประติมากรรมมากกว่าสิ่งพิมพ์-เราคิด

“เป็นนิสัยกราฟิกดีไซเนอร์ที่เคยทำหนังสือแหละ เลยอยากลองทำให้หนาดู เพราะผมเห็นว่าในการเก็บบันทึก สันหนังสือสำคัญกว่าหน้าปก แล้วพอสันหนาขนาดนี้ ความสำคัญจึงอยู่ที่การกินเนื้อที่บนโลกมากกว่าตัวอักษรภายใน อีกอย่างผมตั้งใจให้อ่านลำบากหน่อย เหมือนตอนผมค่อยๆ เก็บสะสมความทรงจำเหล่านี้มา คนจะได้ไม่รับรู้เรื่องราวของเราตรงไปตรงมามากเกินไป”

ลึกซึ้ง

09 Dream, Truth, Freedom, and Love

Riverscape

ถ้าพูดถึงภาพถ่ายทิวทัศน์น้ำ นอกจากต้องเห็นน้ำ โดยสามัญสำนึกก็ควรต้องเห็นรายละเอียดอื่นประกอบกับแหล่งน้ำนั้นด้วย เพื่อให้รู้ว่าคือที่ไหน

สันติทำลายความเชื่อนี้ด้วยภาพถ่ายแม่น้ำ-ส่วนสำคัญในนิทรรศการครั้งนี้

“ผมชอบ สิทธารถะ อยู่แล้ว แต่บังเอิญได้แรงบันดาลใจจากตอนไปดูงานโปสเตอร์ภาพถ่ายแม่น้ำเธมส์ของ โรนิ ฮอร์น (Roni Horn) เขาใส่ตัวเลขลงไปตามจุดต่างๆ เลขแต่ละตัวบอกความหมายต่างกัน เช่น สถิติคนฆ่าตัวตายที่แม่น้ำนี้ใน ค.ศ. 1970 จุดนี้ดำสุดในภาพ ฉันเศร้าว่ะ ผมยืนดูและรู้สึกกับมันเรื่อยๆ เป็นชั่วโมง แล้วเริ่มถ่ายแม่น้ำเป็นต้นมา โชคดีที่ไม่ใช่ช่างภาพ ผมเลยไม่มีข้อจำกัดในเชิงเทคนิค” เขาเปิดภาพถ่ายแม่น้ำฝีมือตัวเองนับร้อยภาพให้เราดูขณะอธิบาย

สันติค่อยๆ แกะห่อกระดาษตรงหน้าเราออกช้าๆ เผยให้เห็นพื้นผิวชั้นบนสุดของประติมากรรม เป็นภาพถ่ายริ้วคลื่นบนผิวน้ำสีเข้ม ชั้นล่างสุดถัดจากชั้นอีพ็อกซีสีใสอมเขียวตรงกลาง คือแผ่นกระดาษเขียนคำว่า ‘Dream’

“นี่เป็นเหมือนการตัดแม่น้ำแล้วยกขึ้นมา” สันติขยายความพลางไสออกจากตัวสู่เรา เป็นนัยว่าเชื้อเชิญให้ดูใกล้ๆ

“ที่จริงมีอีกสามคำ คือ Truth, Freedom, และ Love สื่อถึงการกดทับเก็บซ่อน เพราะทั้งสี่คำนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนมีหมด แต่บางครั้งก็ต้องซ่อนไว้

“งานชิ้นนี้แทรกมาทีหลังเลย เวลาทำโชว์ ถ้ายังไม่สมบูรณ์จะยังรู้สึกว่า แม่งขาดอะไรไปวะ แล้วชอบมารู้เอาทีหลัง แต่ประติมากรรมชิ้นนี้มาเติมเต็มพอดี”

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

สันติใช้แสงเงา ความเข้ม และพื้นผิวของภาพ เล่นกับจินตนาการของผู้ชมได้อย่างเหนือชั้น คงเป็นเสน่ห์ของงานศิลปะนามธรรม และเอกลักษณ์แบบสันติวิธีที่ยืนยันจะไม่ฟันธง

อาจารย์อยากให้คนดูได้อะไรกลับไป-เรากดสูตรโกง ขอเฉลยหน้าซื่อ

“อะไรก็ได้ ขอให้ได้กลับไปบ้างก็พอ เพราะครึ่งหนึ่งของนิทรรศการนี้ เกิดจากเหตุผลส่วนตัวที่ผมอยากทำให้เรียบร้อย ฉะนั้น แค่ได้ทำขึ้นมาก็พึงพอใจแล้ว คงไปกะเกณฑ์ให้คนอื่นมารู้สึกต่อเรื่องราวของเราอย่างไรไม่ได้

“จริงๆ อยากรู้มากกว่าด้วยซ้ำว่าแต่ละคนได้อะไรกลับไป”

สันติทิ้งท้ายอย่างสันติวิธี

MemOyoU นิทรรศการแห่งความทรงจำตลอดทศวรรษครั้งล่าสุดของ สันติ ลอรัชวี จัดแสดงที่ CASE Space Revolution @Broccoli Revolution Charoenkrung แกลเลอรี่ย่านเจริญกรุง ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

นอกจากจะซ่อนไม้ตายทั้งหลายที่เราแอบเอามาแบไต๋จนเกือบหมดเปลือกแล้ว ยังมีกิจกรรมสนุกๆ สอดแทรกในงานอีกด้วย ลองหารูที่ผนังให้เจอแล้วดึงกระดาษออกมาอ่านสิ!ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก : CASE Space Revolution

อารัมภบทเป็นส่วนเกินของบทความทันที

เมื่อรู้ว่าวันนี้มีนัดหมายพูดคุยและเยี่ยมชมสตูดิโอของ ติ๊ก-สันติ ลอรัชวี หรือ ‘อาจารย์ติ๊ก’ ของเหล่านักเรียนออกแบบ บิ๊กเนมในวงการกราฟิกดีไซเนอร์และวงการศิลปะของไทย ผู้มีผลงานให้เราได้ทึ่งอยู่เสมอ

บางคนรู้จักสันติในฐานะนักออกแบบกราฟิก ผ่านปกหนังสือ Wisdom Series ของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, สิทธารถะ เวอร์ชันแปลไทยโดย สดใส ขันติวรพงศ์ ฉบับ Book Lover Edition และโดยเฉพาะโปรเจกต์ ‘ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย (I am a Thai Graphic Designer™)’ กิจกรรมของกลุ่มวิชาชีพที่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย

บางคนรู้จักสันติในฐานะศิลปิน ผ่านนิทรรศการ Yes, I am not. (2008), เข้านอกออกใน-อุโมงค์คำว่า “กรุงเทพ” ที่มุดลอดเดินวนเล่นได้อย่างสนุกสนานในงานศิลปวัฒนธรรม “บางกอก…กล๊วย…กล้วย!!” (2009), หรือจากแถวหนังสือหนาเกือบเมตร มีรูเจาะตรงกลาง ในนิทรรศการสถานพักตากอากาศ (2013)

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU

หลายคนรู้จักสันติทั้งสองเวอร์ชัน

น้อยคนรู้ว่า ในฐานะศิลปิน ผลงานของเขาตลอดทศวรรษที่ผ่านมาล้วนมีแม่ผู้ให้กำเนิดคนเดียวกัน

ความทรงจำ-เขาหยิบออกมาใช้อย่างปู้ยี่ปู้ยำจนความรู้สึกตีกันพัลวันพัลเกไปหมด ไม่นานมานี้จึงตกตะกอนได้ว่า ถึงเวลาสังคายนาพวกมันให้อยู่ในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อตัวเองมากที่สุด

นิทรรศการ MemOyuU การสับยำความทรงจำแล้วแปลงโฉมเป็นรูปธรรมที่น่ารักจึงถือกำเนิดขึ้นใน CASE Space Revolution แกลเลอรี่ไซส์จิ๋วย่านเจริญกรุง

และนั่นเป็นที่มาของบทสนทนากับสันติโดยสันติวิธีในวันนี้

00 สันติสตู

ตรงหน้าเราคือห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่เล็กเกินกว่าจะใช้งาน แต่ก็ไม่ใหญ่พอเข้าข่ายสตูดิโอทำงานศิลปะขนาดทั่วไปเท่าที่เคยสัมผัสมา แถมไม่มีอุปกรณ์สำหรับทำงานศิลปะเลยสักชิ้นเดียว (หากไม่นับว่าคอมพิวเตอร์ก็ใช้งานได้มีประสิทธิภาพไม่แพ้พู่กันและผืนผ้าใบ) 

ชั้นวางของเบื้องหลังโต๊ะทำงานกินพื้นที่ผนังด้านในสุดของห้องไปอย่างละโมบ เหล่าหนังสือทั้งไทยและเทศนอนเกลื่อนกล่นเรียงรายเต็มทุกชั้น ทิ้งจังหวะตรงกึ่งกลางระหว่างความมีระเบียบและคู่ตรงข้าม มีชีวิตชีวาจากโมเดลตัวการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอน ส่วนใหญ่นอนแอ้งแม้งเต็มชั้นด้านข้าง ส่วนน้อยกระจายตัวทั่วทั้งห้อง

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU
สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของ สันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

อีกฟากมีโซฟาขนาดกะทัดรัด เพียงตาสัมผัสก็รู้ว่านุ่มฟู ตั้งอยู่ข้างโต๊ะทำงาน

นอกหน้าต่างคือท้องฟ้าสีเทาครึ้ม 

“อีกไม่นานจะปล่อยฝนลงมา” เหล่าเมฆกระซิบว่าอย่างนั้น

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

01 สันตินิยาม

เรานั่งฝั่งตรงข้ามกับสันติ

“ตอนนี้อาจารย์เรียกตัวเองว่าเป็นอะไร” เราเปิดบทสนทนาด้วยคำถามที่น่าจะยากข้อหนึ่งสำหรับมนุษย์ไฮเปอร์ผู้ทำอะไรหลากหลายไปหมด

“ทุกอาชีพมีพื้นฐานคล้ายกันหมด เพียงแต่ธรรมเนียมและแพลตฟอร์มนั้นต่างกัน สมัยก่อนเส้นแบ่งกิจกรรมของมนุษย์มันเลือนมาตลอด การศึกษาและอาชีพในระบบสายพานแยกพวกมันให้ขาดจากกัน คนในศตวรรษนี้จึงตื่นเต้นกับคำว่าสหวิทยาการไงอีกอย่าง มนุษย์มีแนวโน้มที่จะสรุปและแท็กทุกสิ่งรอบตัว โดยเก็บไว้เพียงหนึ่งเสมอ คำถามนี้เลยถูกถามอยู่ตลอด 

“ถ้าให้ผมเก็บตัวเองเหลือหนึ่ง ผมก็ขอเก็บนักออกแบบไว้ ด้วยอาชีพและวิธีคิด เพราะยังไม่เข้าใจและยังไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับคำว่าศิลปิน ผมมองคำนี้เป็นสถานะมากกว่าอาชีพด้วยซ้ำ เหมือนเราไปยืนดูเชฟเก่งๆ ทำกับข้าว เล่นกับไฟกับกระทะ แล้วมองว่ามันโคตรอาร์ตเลย เขาก็ไม่ได้มีอาชีพเป็นศิลปินสักหน่อย

“ใครจะมองผมเป็นศิลปินก็ไม่ติดขัด จะไม่แก้ไขและไปนั่งเถียงด้วย เพราะแต่ละคนรู้จักเราจากมุมมองต่างกัน และถ้าบางคนมองตัวเองเป็นศิลปินก็ไม่ผิดอะไรนะ”

นี่คือสันตินิยาม

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

02 ผมต้องเอาตัวรอดอย่างหนัก

สันติเป็นนักเรียนออกแบบที่ไม่เหมือนใคร

เขาไม่ได้สะสมทักษะทางศิลปะขั้นพื้นฐานมาแต่ต้น เข้ามาเรียนดีไซน์ด้วยเงื่อนไขว่าต้องเอนทรานซ์ให้ติดโดยไม่อ่านหนังสือเพิ่ม และขอแค่ไม่ขายหน้าญาติพี่น้องเป็นพอ

ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยครั้งแรกส่งสันติไปยังปัตตานี คำรบหนึ่งปีถ้วนจึงย้ายกลับมายังมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เดิมทีตั้งใจจะเรียนคณะนิเทศศาสตร์ แต่ครั้นกวาดสายตาไปเจอสาขานิเทศศิลป์ ในคณะศิลปกรรมศาสตร์ จึงเปลี่ยนใจ ลากมือลงมากาสาขานี้

“ผมไม่ได้มีพื้นฐานที่ดี พอมาเจอวิชาทักษะจึงต้องเอาตัวรอดอย่างหนัก มาหายใจหายคอได้ตอนเรียนวิชาดีไซน์ปีสอง เพราะเริ่มรู้จักวิธีทำงานโดยไม่ต้องวาดรูป และอาจารย์ให้ความสำคัญแก่เรื่องแนวคิดมากขึ้น

“ผมพยายามลับเหลี่ยมลับคมอย่างเข้มข้น แน่วแน่ว่าจะเอาตัวรอดด้วยคอนเซปต์ให้ได้ ปกติเป็นคนชอบคิดอยู่แล้ว แต่ก่อนข้ามไปคิดว่าจะทำอะไร ผมย้อนกลับมาคิดว่าต้องคิดอย่างไรก่อน ทักษะเรามีจำกัด ต่อให้คิดจะทำก็ทำไม่ได้อยู่ดี (หัวเราะ) เรามีแค่สาม พยายามให้ตายก็ได้แค่เจ็ด ขณะที่เพื่อนมีเจ็ดอยู่แล้ว พยายามนิดหน่อยก็ได้สิบ ถ้าสู้ทางตรงไม่มีวันชนะแน่นอน

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

“งานผมเลยไม่ได้มีอะไรเยอะแยะ คอลลาจตัดแปะสองรูปก็ชนะได้ ไม่ใช่ว่าไม่สวยนะ ผมไม่ได้ปฏิเสธสุนทรียภาพด้วย แต่ความงามเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานเท่านั้น งานดีไซน์ที่ดีอาจไม่ต้องสวยงามที่สุด ถ้าจัดลำดับจริงๆ ประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อมนุษย์นั้นสำคัญกว่าด้วยซ้ำ”

นี่คือวิธีการเอาตัวรอดแบบสันติวิธี

03 ไอ้พวกมีอุดมการณ์

สันติสะสมความรู้ในรั้วมหาวิทยาลัยจนแน่นปึ้ก

แพสชันอันแรงกล้าในอาชีพกราฟิกดีไซเนอร์ ทำให้เขาปฏิเสธทุนการศึกษาที่คณะจะส่งให้ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ เพื่อเลือกตอบรับงานตามคำชักชวนของอาจารย์ที่ปรึกษาแทน

ไม่นานสันติในวัยหนุ่มไฟแรงก็เริ่มเบื่อหน่ายรูปแบบการทำงาน สบโอกาสกับที่พี่ชายของเพื่อนจะเปิดบริษัท และพร้อมลงทุนให้สันติกับกลุ่มเพื่อนได้ทำสตูดิโอสมใจอยาก เขาตบปากรับคำพร้อมโบกมือลางานแรกในชีวิต

นามบัตร คือสิ่งแรกที่สันติตั้งใจออกแบบในนามที่ทำงานแห่งใหม่ หมายใจว่าต้องได้รางวัลมาประดับบารมี ซึ่งเป็นไปตามคาด

“ถ้าทำงานไม่มีโจทย์แล้วยังไม่ได้รางวัล มึงไม่ต้องไปทำอะไรแล้ว” เขาว่าพลางหัวเราะ

จากนั้นจึงได้เริ่มทำอาร์ตเวิร์กให้ค่ายเพลง BMG Record ในยุคที่วงอินดี้กำลังเบ่งบาน สถานะของดีไซเนอร์หนุ่มตอนนั้นคือเด็กวัยหัดเดินในวงการ

“ฉากสำคัญฉากหนึ่งคือเคยมีคนให้ผมออกแบบปฏิทินโป๊”

เราวางปากกา เลิกคิ้วทั้งคู่ขึ้นแสดงความสงสัยแก่คู่สนทนา

“ผมได้รับติดต่อให้เข้าไปที่  Victoria Secret พระรามเก้า เขาเอาหนังสือโป๊มากองตรงหน้าตั้งใหญ่ แล้วบอกให้เลือกรูปไปทำปฏิทินสำหรับแจกลูกค้า ผมปฏิเสธแล้วไสคืนไป ตอนนั้นอายุยี่สิบสี่ กูไม่ได้จบมาเพื่อทำอะไรแบบนี้ นี่ไม่ใช่งานที่จะเอาไปอวดใครได้เลย ไหนจะลิขสิทธิ์ภาพอีก จำได้แม่นเลย เขาด่าผมว่า ‘ไอ้พวกมีอุดมการณ์’

“เขานิ่งเงียบสักพัก คิดว่าจะหาอะไรให้ผมทำดีเพื่อเอาชนะ จบที่งานออกแบบโปสเตอร์รณรงค์ต่อต้านยาเสพติดให้มูลนิธิของเขา งานนี้ผมโอเค รับได้ วันตรวจงานเขานัดที่โรงแรมเมโทร ถนนเพชรบุรี ซึ่งเป็นโรงนวด ตอนแรกคิดว่าจะนั่งคุยกันปกติ สรุปให้เราเดินเข้าไปถึงห้องนวดเลย ยังจำภาพเขานอนคว่ำหน้าโชว์ก้นให้หมอนวดนวด แล้วมีดีไซเนอร์หนุ่มคนหนึ่งที่แม่งอยากก้าวหน้า ต้องช้อนโปสเตอร์ที่ทำมาให้เขาดูจากมุมเสยได้ติดตา ทุเรศฉิบหาย นี่กูทำอะไรอยู่วะ

“หมดช่วง Honeymoon Period ถึงได้เจอโลกความจริงว่าไม่หมูเลย ตอนนั้นอายุยังน้อยมาก แม่งไม่มีอำนาจต่อรองอะไรทั้งสิ้น ยากฉิบหาย กลางวันหาลูกค้า ฉีกสมุดปกเหลืองเป็นสามท่อนแจกเพื่อนเพื่อสุ่มโทรไปของานเขาทำ กลางคืนปั่นงาน หักลบกลบหนี้กับ Fixed Cost แล้วขาดทุนยับ จึงเริ่มเข้าใจอาจารย์แล้วว่าเบี้ยล่างสุดๆ เป็นอย่างไร”

แล้วก็เป็นไปตามวัฏจักรของธุรกิจ สตูดิโอขนาดย่อมต้องปิดตัวลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สมาชิกบางคนอยากไปเรียนต่อ บางคนอยากไปทำอย่างอื่นแทน ส่วนสันติก็ไปเป็นฟรีแลนซ์ตามระเบียบ

“เกมนี้เราแพ้แหละ” เขายอมรับแต่โดยสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

04 จุดหักมุม

สันติกลับมาตั้งหลักที่บ้าน

งานฟรีแลนซ์แปลงแฮนด์บิลล์ภาพยนตร์จากต่างประเทศเป็นเวอร์ชันไทยดาหน้าเข้ามาหาเขาอย่างต่อเนื่อง เสมือนเป็นแบบฝึกหัดไทโปกราฟีสุดหินที่สอนให้เขาพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดด และสปอยล์เขาจนเสียคนไปพร้อมๆ กัน

“คงเป็นช่วงที่ท้อด้วยแหละ อยากทำดีแต่ไม่มีโอกาส พอรู้ว่าไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยเบนมาทางหาเงินแทน งานแฮนด์บิลล์ง่ายมาก ไม่มีอะไรเลย สมมติวันนี้มีนัดลูกค้าตรวจงานตอนสี่โมงเย็น ผมเริ่มทำงานตอนบ่ายสอง ครึ่งชั่วโมงเสร็จ ทำอาทิตย์ละปก ได้ปกละหมื่น เดือนหนึ่งทำงานสองชั่วโมง ได้สองหมื่นสบายๆ บางเดือนหนังเข้าเยอะ สัปดาห์ละสี่เรื่อง ได้เดือนเป็นแสนก็มี”

‘อ้วนฉุ ติดเกม’ คือคำที่สันติใช้บรรยายถึงสันติเวอร์ชันเสเพลที่สุดในชีวิต

“แต่ไม่รู้ว่าจุดนี้จะเรียกว่าจุดหักเหได้หรือเปล่านะ” เขาเปลี่ยนโทนเสียงเล่าเรื่อง

“คือใช้ชีวิตแบบนี้ไปสักพักจนเป็นไข้เลือดออกและล้มในห้องน้ำ เข้าโรงพยาบาลสิบวัน เล่นเกมไม่ได้เลยต้องขนหนังสือมาอ่านฆ่าเวลา พยาบาลเข้ามาเช็ดตัวปะแป้งให้เหมือนเด็กปัญญาอ่อนเลยอะ เหตุการณ์นี้ทำให้ผมรู้แน่ชัดแล้วว่านี่แม่งไม่ใช่แล้ว ออกไปคงต้องหยุดชีวิตแบบนี้สักที ไม่ถึงกับคิดได้มากมายอะไรหรอกนะ

“ถ้าไม่ป่วยคงไหลไปเรื่อยแหละ” โชคดีที่เขาเลี้ยวโค้งหักมุมอย่างสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’
สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

05 Self-Learner

เป็นอีกครั้งที่สันติใช้ชีวิตอย่างจับพลัดจับผลู

การได้บังเอิญเจอกลุ่มรุ่นพี่นักเรียนนอกที่รวมตัวกันกลับไปสมัครเป็นอาจารย์ที่คณะ จุดประกายให้สันติหวนคิดย้อนกลับไปถึงตอนทุนการศึกษาเดินมาหาถึงตรงหน้า และตัดสินใจเข้าร่วมก๊กอย่างไม่ลังเล

“ปรากฏว่าเขารับผม” อาจารย์ติ๊กเฉลยตอนจบของเรื่อง

“แต่ทำให้รุ่นพี่ที่ไปพร้อมกันพลาดโอกาส (หัวเราะ) ซึ่งผมเป็นอาจารย์แบบสัญญาจ้างนะ ทำงานสามวัน แล้วเรามีแค่วุฒิปริญญาตรี เลยต้องทำงานหนักหน่อย ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการนักศึกษา แน่นอนว่าผมไม่โอเคอยู่แล้วเพราะไม่ได้ต้องการบทรองขนาดนั้น เป็นอาจารย์ก็ต้องสอนหนังสือสิวะ ผมเลยพัฒนาตัวเองยิ่งกว่าตอนเอาตัวรอดสมัยเรียนหรือช่วงทำงานอีก หัวหน้าภาควิชาให้หนังสืออะไรมาผมอ่านหมด

“ทำงานไปสักพักผมเริ่มมีความคิดอยากไปเรียนต่อมากขึ้นอย่างหนัก เนื่องจากรอบตัวมีแต่คนเรียนสูง และยังยึดติดกับมายาคติว่า ความรู้ต้องมาจากการเรียนแบบมีคนสอนเท่านั้น”

สันติขวนขวายเรียนภาษาอังกฤษอย่างขะมักเขม้น พร้อมแจ้งความจำนงแก่คณะว่าต้องการรับทุนการศึกษา สมัครสาขา Design Study ที่ Central Saint Martins College of Art and Design และได้รับการตอบรับทันทีในปีแรก เขารอทุนจากมหาวิทยาลัยอย่างสันติ กระทั่งวันเวลาล่วงเลยไป 3 ปีเต็มจนเขาเลิกหวัง

“ผมอาจไม่ค่อยน่าสนับสนุนเท่าไหร่ คงไม่เข้าตาผู้ใหญ่” เขากระเซ้าเย้าหยอก ทีเล่นทีจริง

“เตรียมใจไว้ประมาณหนึ่งแล้ว เลยเริ่มศึกษาด้วยตัวเองอย่างจริงจัง แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนอาจารย์บ่อยขึ้น เชิญวิทยากรเก่งๆ มาบรรยาย และขอลิสต์หนังสือเขาไว้ไปอ่านตาม อ่านหมดเกลี้ยง”

ศิลปินฝั่งตรงข้ามค้นพบว่าวิธีหาความรู้นั้นมีมากมาย ไม่จำเป็นต้องมีดีกรีใดมารองรับ แถมเขาก็ทำหน้าที่ Self-learner ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จึงตัดใจเรื่องไปเรียนต่อโดยสันติวิธี

06 “มึงไปนิวยอร์กยี่สิบวันเหมือนพวกกูไปปีหนึ่ง”

สันติปิดปมเรื่องการเรียนต่อเมืองนอก ด้วยการพาตัวเองเที่ยวนิวยอร์กให้หายอยากหนึ่งทริป

“ผมไปผมก็ซ่านะ” เขาจั่วหัวทริปในตำนานได้อย่างน่าติดตาม

“ก่อนเดินทาง ผมอีเมลไปยัง School of Visual Arts บอกว่าขอเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ เพราะเป็นที่ที่ผมอยากเรียนมาก พอไปถึง ผู้ช่วยของ สตีเวน เฮลเลอร์ (Steven Heller) คณบดีและผู้เขียนบทความเกี่ยวกับการออกแบบให้ The New York Times ก็พาชมพร้อมเล่าหลักสูตรให้ฟัง จากนั้นผมก็ไป Art Director Club ทิ้งนามบัตรสร้างสัมพันธ์กันเอาไว้ แล้วก็ไปเจอเพื่อนๆ หลายคนในวงการซึ่งเรียนต่ออยู่นั่น

“ผมตกตะกอนได้ว่า หากมีโอกาสมาเปิดหูเปิดตาบ่อยๆ ดูมิวเซียม พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน น่าจะเป็นเรื่องสำคัญกว่าการมาเรียนต่อ กลับมาปีหนึ่ง Art Director Club ติดต่อมาหา เอานิทรรศการมาจัดที่หอศิลป์ ม.กรุงเทพ เพราะเขารู้จักเราเจ้าเดียวในไทย เพื่อนยังแซวว่า มึงไปนิวยอร์กยี่สิบวันเหมือนพวกกูไปปีหนึ่ง”

นี่ค่อยๆ กลายเป็นอีกหนึ่งสันติวิธีในการหาประสบการณ์เข้าตัว แต่เขายังกล่าวอย่างถ่อมตนว่าไม่ถึงกับสร้างคอนเนกชันอะไรมากมาย เพราะภาษาอังกฤษไม่คล่อง

“แค่อยากไปรู้ไปเห็นเฉยๆ อย่างตอนไปอังกฤษ ก็ขอให้ลูกศิษย์พาเข้าไปข้างใน ไปโอซาก้า ผมติดต่อเพื่อนผู้เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยคินได บอกว่าพูดให้ฟรีๆ เลย แต่ขอพาเข้าไปดูหน่อยว่าสอนกันยังไง” เขาเล่าประสบการณ์พลางหัวเราะในสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

07 วงเหล้าวิชาการ

เรื่องราวดำเนินออกจากปากอย่างพรั่งพรู

บทสนทนาล่วงเลยเข้าสู่ชั่วโมงที่สอง เมฆฝนยังกลั้นหยาดน้ำเอาไว้ได้ แต่เรายังไม่รู้จักสันติในฐานะศิลปินเสียที

“พอไม่หมกมุ่นกับการเรียนต่อ ผมก็ใช้ชีวิตกับเพื่อนอาจารย์สนุกขึ้น” เขาเล่าต่อ

“เราสนิทกันผ่านวงสังสรรค์ เหล้าเบียร์เต็มโต๊ะ แต่บทสนทนาเป็นเรื่องวิชาการข้ามศาสตร์ล้วนๆ เพราะสมาชิกคืออาจารย์จากหลากหลายแขนง ออกรสจนถึงขนาดไม่มีใครอยากขาดนัด ตัวผมเองเป็นพหูสูตเลยตอนนั้น เพราะฟังแล้วจับประเด็นมาค้นคว้าต่อเอง ลับคมทุกวัน”

ก๊วนอาจารย์กระชับความสัมพันธ์กันค่ำแล้วค่ำเล่า นักออกแบบประจำแก๊งอย่างสันติจึงได้รับมอบหมายจากเพื่อนศิลปินให้ช่วยทำสูจิบัตรบ่อยขึ้น จนกลายเป็นที่พึ่งลำดับต้นๆ ประจำใจคนในวงการ กระทั่งได้ช่วยงาน Show Me Thai ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมจัดขึ้นในเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 2007 ในฐานะ Art Director ดูแล Key Visual ทั้งหมด

“งานนี้ให้โอกาสผมได้เจอคนเก่งเยอะมาก ได้เห็นกระบวนการหลังบ้านทั้งหมด ตั้งแต่สถานที่ คิวเรเตอร์ ไปจนถึงวัฒนธรรมการเสพศิลปะของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะตอนกลับไปเก็บงาน ผมได้รู้ว่าพื้นที่ทางศิลปะมีพลังถึงขนาดเปลี่ยนกองขยะเป็นงานศิลปะได้ จึงเห็นว่าพื้นที่นี้น่าหลงใหล วงการนี้น่าสนใจและจริงจังกว่าที่เคยคิดไว้”

สันติเข้าสู่วงการศิลปะโดยสันติวิธีตั้งแต่นั้นมา

“สถานะของผมเหมือนนักออกแบบผู้ชอบทำงานศิลปะมากกว่า งานศิลปะมีความส่วนตัวสูง เป็นเหมือนพื้นที่ให้เราได้ทดลองอะไรกับตัวเอง ตัวตนของเราจึงอยู่ที่นี่ส่วนหนึ่ง เพราะงานสตูดิโอก็คืองานสตูดิโอ ไม่ใช่งานสันติ งานสอนก็ไม่ควรไปเอาเครดิตอะไรนอกจากให้นักเรียน พอได้ก้าวข้ามมาทำก็รู้สึกเติมเต็ม ไม่แหว่งอีกต่อไป ทั้งๆ ที่ใช้เงินเยอะมาก” อาจารย์ติ๊กเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

แล้วอาจารย์แอบขโมยเทคนิคของนักออกแบบกราฟิกมาทำงานศิลปะด้วยหรือเปล่า-เราข้องใจ

“ที่จริงสองอย่างนี้มีอุปกรณ์พื้นฐานเป็น Visual Element เหมือนกัน ต่างกันแค่ตำแหน่งที่คุณเอาไปวาง วันหนึ่งผมอาจใช้กราฟิกดีไซน์ทำงานแล้วเอาไปวางใน Art Scene ก็ได้ ดังนั้น วิธีการไม่ค่อยเปลี่ยน แต่เนื้อหาเปลี่ยน ศิลปะเรามีหน้าที่รับผิดชอบเนื้อหาโดยตรง ต้องเชื่ออย่างที่ทำจริงๆ และพร้อม Stand for เสมอ ไม่ใช่แค่กิมมิกเรียกความหวือหวา”

ศิลปะเป็นอีกพาร์ตที่ช่วยเติมเต็มชีวิตสันติให้สมบูรณ์ขึ้นอย่างสันติวิธี

08 MemOyoU

จาก Yes, I am not. (2008) Solo Exibition ครั้งแรก จนถึงปัจจุบันก็ร่วม 10 ปี สันติเทียวเข้าเทียวออกภายในจิตใจตัวเอง รื้อค้นวัตถุดิบแห่งความทรงจำมาดัดแปลงเป็นนิทรรศการ

“แต่การเข้าไปในตัวเองทำให้ผมเจอว่าแม่งไม่มีอะไรเลยนะ” คู่สนทนาเรายืนยันหนักแน่นก่อนขยายความต่อ

“พบว่าตัวเองเป็นคนลักลั่น ไม่แน่ใจอะไรเลย เคยปรึกษาผู้ใหญ่ว่าผิดไหมหากจะเสนอว่าเราไม่รู้อะไร เขาว่าไม่ผิดหรอก แต่มึงจะเสนอยังไงล่ะ (หัวเราะ) นี่เลยกลายเป็นทางงานของผมอย่างหนึ่ง คือสองแง่สองง่าม ไม่เคาะ เหมือนกับว่าเราไม่ชัวร์”

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU

‘MemOyoU’ คือนิทรรศการครั้งล่าสุดของ สันติ ลอรัชวี คือนิทรรศการครั้งสุดท้ายที่เขาจะหยิบความทรงจำส่วนตัวตลอดทศวรรษนี้มาเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างงาน และคือก้าวสำคัญที่เขาข้ามมาทำงานเฉกเช่นศิลปินโดยแท้

“ผมใช้เวลาที่งานเลื่อนจากปีก่อน ตกตะกอนความคิดได้ว่า ควรเลิกหากินกับความทรงจำของตัวเองได้แล้ว เพราะแม้มีประโยชน์มาก แต่ก็เจือความเศร้าอยู่ไม่น้อย รื้อออกมาทีหนึ่งผมเจ๊งไปเป็นอาทิตย์

“ปกติความทรงจำของมนุษย์มักถูก Simplify มาแล้วขั้นหนึ่งตอนบันทึก เอารายละเอียดออกไปจนเลือนราง และแตกย่อยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย นิทรรศการครั้งนี้จึงเอามาสับไพ่ใหม่ให้เละ เรียงร้อยเป็นเรื่องราวผ่านโวหาร และแช่แข็งมันไว้เป็นรูปธรรมผ่านข้อความ หนังสือ ภาพถ่ายแม่น้ำ และประติมากรรม ทำ Last Episode ของมันและเลิกใช้เสีย”

ผู้ไม่เรียกตัวเองว่าเป็นศิลปิน ขยายความพลางหยิบส่วนหนึ่งของนิทรรศการออกมา

มันคือกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งซ่อนหนังสือที่สันหนากว่าความกว้างปกอย่างผิดสัดส่วนเอาไว้ และซ่อนเรื่องราวซึ่งร้อยเรียงจากเสี้ยวความทรงจำเอาไว้ในหนังสืออีกที

ดูเป็นประติมากรรมมากกว่าสิ่งพิมพ์-เราคิด

“เป็นนิสัยกราฟิกดีไซเนอร์ที่เคยทำหนังสือแหละ เลยอยากลองทำให้หนาดู เพราะผมเห็นว่าในการเก็บบันทึก สันหนังสือสำคัญกว่าหน้าปก แล้วพอสันหนาขนาดนี้ ความสำคัญจึงอยู่ที่การกินเนื้อที่บนโลกมากกว่าตัวอักษรภายใน อีกอย่างผมตั้งใจให้อ่านลำบากหน่อย เหมือนตอนผมค่อยๆ เก็บสะสมความทรงจำเหล่านี้มา คนจะได้ไม่รับรู้เรื่องราวของเราตรงไปตรงมามากเกินไป”

ลึกซึ้ง

09 Dream, Truth, Freedom, and Love

Riverscape

ถ้าพูดถึงภาพถ่ายทิวทัศน์น้ำ นอกจากต้องเห็นน้ำ โดยสามัญสำนึกก็ควรต้องเห็นรายละเอียดอื่นประกอบกับแหล่งน้ำนั้นด้วย เพื่อให้รู้ว่าคือที่ไหน

สันติทำลายความเชื่อนี้ด้วยภาพถ่ายแม่น้ำ-ส่วนสำคัญในนิทรรศการครั้งนี้

“ผมชอบ สิทธารถะ อยู่แล้ว แต่บังเอิญได้แรงบันดาลใจจากตอนไปดูงานโปสเตอร์ภาพถ่ายแม่น้ำเธมส์ของ โรนิ ฮอร์น (Roni Horn) เขาใส่ตัวเลขลงไปตามจุดต่างๆ เลขแต่ละตัวบอกความหมายต่างกัน เช่น สถิติคนฆ่าตัวตายที่แม่น้ำนี้ใน ค.ศ. 1970 จุดนี้ดำสุดในภาพ ฉันเศร้าว่ะ ผมยืนดูและรู้สึกกับมันเรื่อยๆ เป็นชั่วโมง แล้วเริ่มถ่ายแม่น้ำเป็นต้นมา โชคดีที่ไม่ใช่ช่างภาพ ผมเลยไม่มีข้อจำกัดในเชิงเทคนิค” เขาเปิดภาพถ่ายแม่น้ำฝีมือตัวเองนับร้อยภาพให้เราดูขณะอธิบาย

สันติค่อยๆ แกะห่อกระดาษตรงหน้าเราออกช้าๆ เผยให้เห็นพื้นผิวชั้นบนสุดของประติมากรรม เป็นภาพถ่ายริ้วคลื่นบนผิวน้ำสีเข้ม ชั้นล่างสุดถัดจากชั้นอีพ็อกซีสีใสอมเขียวตรงกลาง คือแผ่นกระดาษเขียนคำว่า ‘Dream’

“นี่เป็นเหมือนการตัดแม่น้ำแล้วยกขึ้นมา” สันติขยายความพลางไสออกจากตัวสู่เรา เป็นนัยว่าเชื้อเชิญให้ดูใกล้ๆ

“ที่จริงมีอีกสามคำ คือ Truth, Freedom, และ Love สื่อถึงการกดทับเก็บซ่อน เพราะทั้งสี่คำนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนมีหมด แต่บางครั้งก็ต้องซ่อนไว้

“งานชิ้นนี้แทรกมาทีหลังเลย เวลาทำโชว์ ถ้ายังไม่สมบูรณ์จะยังรู้สึกว่า แม่งขาดอะไรไปวะ แล้วชอบมารู้เอาทีหลัง แต่ประติมากรรมชิ้นนี้มาเติมเต็มพอดี”

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

สันติใช้แสงเงา ความเข้ม และพื้นผิวของภาพ เล่นกับจินตนาการของผู้ชมได้อย่างเหนือชั้น คงเป็นเสน่ห์ของงานศิลปะนามธรรม และเอกลักษณ์แบบสันติวิธีที่ยืนยันจะไม่ฟันธง

อาจารย์อยากให้คนดูได้อะไรกลับไป-เรากดสูตรโกง ขอเฉลยหน้าซื่อ

“อะไรก็ได้ ขอให้ได้กลับไปบ้างก็พอ เพราะครึ่งหนึ่งของนิทรรศการนี้ เกิดจากเหตุผลส่วนตัวที่ผมอยากทำให้เรียบร้อย ฉะนั้น แค่ได้ทำขึ้นมาก็พึงพอใจแล้ว คงไปกะเกณฑ์ให้คนอื่นมารู้สึกต่อเรื่องราวของเราอย่างไรไม่ได้

“จริงๆ อยากรู้มากกว่าด้วยซ้ำว่าแต่ละคนได้อะไรกลับไป”

สันติทิ้งท้ายอย่างสันติวิธี

MemOyoU นิทรรศการแห่งความทรงจำตลอดทศวรรษครั้งล่าสุดของ สันติ ลอรัชวี จัดแสดงที่ CASE Space Revolution @Broccoli Revolution Charoenkrung แกลเลอรี่ย่านเจริญกรุง ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

นอกจากจะซ่อนไม้ตายทั้งหลายที่เราแอบเอามาแบไต๋จนเกือบหมดเปลือกแล้ว ยังมีกิจกรรมสนุกๆ สอดแทรกในงานอีกด้วย ลองหารูที่ผนังให้เจอแล้วดึงกระดาษออกมาอ่านสิ!ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก : CASE Space Revolution

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Photographers

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load