สวัสดีปีใหม่ค่ะชาวเดอะคลาวด์ทุกคน!

รอดพ้นปีที่แล้วมาได้ก็ถือว่าควรค่าแก่การฉลอง ว่าไหมคะ เพราะมันเป็นปีแห่งการเอาตัวรอดโดยแท้! เรียนออนไลน์ ฉลองวันเกิดผ่านซูม ไปเยี่ยมปู่ย่าตายายแล้วแต่ได้โบกมืออยู่นอกกระจกหน้าต่าง ขึ้นเครื่องบินใส่หน้ากาก 2 ชั้น แยงจมูกตรวจโควิดกันจนนับหนไม่ถ้วน ฉีดวัคซีนเข็มแล้วเข็มเล่า เฝ้ารอข่าวว่าสายพันธุ์ใหม่มันจะชื่ออะไรกันนะ

แต่อย่างน้อยปีที่ผ่านมาก็ต้องมีเรื่องอะไรดี ๆ เกิดขึ้นบ้างแหละน่า เรื่องดีที่ผ่านมาของอุ้ม คืออยู่อเมริกามาครบ 10 ปี และมีงานทำในประเทศนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตค่ะ!

อยู่เมืองไทยมาเกือบ 4 ทศวรรษ ทำงานหนักทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังมาจนหลังอาน กะว่าจะเออร์ลี่รีไทร์ ใช้ชีวิตวัยกลางคนสวย ๆ กับเขาสักหน่อย ดั๊นย้ายมาอยู่อเมริกา ชีวิตพลิกผันให้มีอันต้องกลายเป็นแม่ของลูกสาว 2 คน ทาสในเรือนเบี้ยสิคะทีนี้ ไม่ได้กินไม่ได้นอน ไม่ได้มีชีวิตของตัวเองมาร่วมสิบปี คือเล่นเป็นอีเย็น แล้วไม่มีเสียงสั่งคัทให้ออกจากซีนอารมณ์ซะที

แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ลูกก็ไปโรงเรียนกันหมด! อีเย็นผื่นขึ้นเลยสิทีนี้ จะทำอะไรดีให้ชีวิตไม่ว่างเปล่า (ไปทำเล็บสิเธอ หรือหัดอยู่เฉย ๆ มั่งก็ได้นะ)

แถวบ้านอุ้มมีร้านขายของเก๋ไก๋อยู่ร้านหนึ่งค่ะ ชื่อเจ้าของร้านเป็นกราฟิกดีไซเนอร์มาก่อน แล้วก็ตัดสินใจมาทำเวิร์กชอป Letterpress ของตัวเอง กับเปิดร้านขายของจาก Makers ทั่วพอร์ตแลนด์และทั่วอเมริกา อุ้มนี่ก็เป็นลูกค้าสายแจ๋น คือเข้าไปซื้อของอยู่บ่อย ๆ ไปทีไรก็คุยฮิฮะโน้นนี้กับเจ้าของร้าน แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เขาก็บ่นเปรย ๆ ว่าเนี่ยไอต้องเริ่มหาคนมาช่วยละ ทำอยู่คนเดียว 3 ปี อะดรีนาลินหลั่งจนจะหมดต่อมอยู่แล้วเนี่ย

อิฉันก็หูผึ่งสิคะ กำลังมิดไลฟ์ไครสิสอยู่เมื่อวาน เลยกะพริบตาปริ๊บ ๆๆๆ ถามกลับไปทันทีว่า “อยากจ้างไอไหมล่ะ” เจ้าของร้านอึ้งไปนิดหนึ่ง ด้วยว่าคงเปรยเฉย ๆ ไม่นึกว่าต้องรับผิดชอบชีวิตอินางนี่ขึ้นมาแบบนี้ ก็เลยตอบมาแบบกว้าง ๆ ว่า “ส่งอีเมลเรซูเม่มาแล้วกัน เดี๋ยวไอจะลองดูให้นะ” แหม… คงกะว่าถ้าปฏิเสธทางอีเมล จะได้ไม่ประดักประเดิดงิ

อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต
อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต

ไม่รู้จัก Super-overachiever อย่างตรูซะแล้ว! เดี๋ยวจะร่ายประวัติให้เฟี้ยวเลย ก็เรซูเม่เดี๊ยนมีที่ไหนกันเล้า! เรียนจบมาจะ 30 ปีแล้ว ไม่เคยไปสมัครงานที่ไหน ขนาดทรานสคริปต์ยังไม่เคยไปขอเลยค้าาา ก็เลยเล่าไป 3 ย่อหน้าถ้วนว่าเคยทำอะไรที่ไหนมามั่ง แล้วพอถึงวันสัมภาษณ์ ก็หอบหนังสือที่เคยทำไปให้เขาดูตั้งหนึ่ง เขาคุยด้วยอยู่สิบนาที แล้วก็บอกว่า ที่เล่ามานี่ไอแอบตกใจนิดหน่อย เพราะยูคุณสมบัติเกินตำแหน่งไปมากกกกกก แต่ถ้าอยากทำงานที่นี่ ก็ช่วยมาทำหน่อยเถอะจ้า มีเงื่อนไขว่า ช่วงทดลองงาน 3 เดือนแรก ค่าจ้างให้ได้แค่ขั้นต่ำ ชั่วโมงละ 16 เหรียญนะ โอเคไหม

คืออุ้มนี่ให้เท่าไหร่ก็เอาแหละ เพราะรู้อยู่แล้วว่าไปทำเพื่อประสบการณ์ ร้านเดินจากบ้านไป 7 นาทีถึง แล้วทำอาทิตย์ละแค่ 3 – 4 วัน ตอนลูกไปโรงเรียน ความรับผิดชอบก็ไม่เยอะ ไม่เหมือนสมัยเปิดบริษัทอยู่เมืองไทย ค่าใช้จ่ายและปัญหาท่วมหัว จะมีงานไหนเหมาะไปกว่านี้อีก

ก็เลยมีงานทำมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้วค่ะ

ถามว่าทำงานอะไร ตอบง่าย ๆ ก็คือไปขายของที่ร้านแหละค่ะ แต่ประสาให้ร้อยทำ 3 หมื่น นอกจากการดูแลลูกค้าราวญาติร่วมสายเลือด เช็ดถูดูแลสินค้าให้สวยหมดจด ดิฉันก็ไปช่วยเขาคิดสโลแกนร้าน หาวิธีสื่อสารทางโซเชียลมีเดีย จัดดิสเพลย์ ค้นคว้าข้อมูลของ Makers ที่เขาคัดมาขาย นี่จะทำเวิร์กชอปเรียกลูกค้าให้เขาอี๊ก

ทั้งหมดนี้ ได้ค่าจ้างเดือนละประมาณพันกว่าเหรียญ หรือ 3 หมื่นกว่าบาท (สมัยอยู่ไทย มีคนเชิญไปสัมภาษณ์บนเวทีครึ่งชั่วโมงก็ได้เท่ากันนะ) คือไปเป็นบาริสต้าหรือเสิร์ฟอาหารยังรวยกว่านะ เพราะนั่นเขาได้ทิปด้วย หรือเอาจริง ๆ บางวันที่ต้องไปทำงานถึงเย็น เรียกคุณยายแนนนี่มาดูลูก ยังต้องจ่ายชั่วโมงละ 17 เหรียญ ขาดทุนมั้ยอะ!

ที่ทรมานไตอีกอย่าง ก็คือภาษีค่ะ ตอนอยู่ไทย รับเช็คมา อย่างมากก็ถูกหัก 3 หัก 5 เปอร์เซ็นต์ไรงี้ใช่มั้ยคะ อยู่นี่… โดนหักทั้งภาษีรัฐบาล ทั้งภาษีรัฐออรีกอน เงินเดือน 100 เหลือมาถึงมือเราแค่ 60 สรุปได้เงินเข้าบ้านชั่วโมงละ 10 เหรียญ ไปขายข้าวมันไก่ดีกว่ามั้ย!

อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต

แต่ที่ยังไปทำอยู่อย่างเบิกบาน ก็เพราะมันสนุกและมีอะไรให้ได้เรียนรู้เยอะเลยค่ะ ได้ลุกขึ้นมาแต่งตัวสวยทาปากแดง (เสร็จแล้วใส่แมสก์ ทาเพื่อ…) ได้พูดคุยเจอคนทั้งดี๊ดีและแปลกเหลือหลาย เจ้านายและเพื่อนร่วมงานก็น่ารัก ของที่ขายก็ดีเกิ้น ยิ่งรู้ข้อมูลรู้ที่มายิ่งรักเข้าไปใหญ่ อันตรายมากถึงมากที่สุด เพราะทุกวันนี้ยังแยกไม่ค่อยออกว่าไปทำงานหรือไปช้อปปิ้ง

เพราะสโลแกนการทำงานของอุ้มคือ แต่งตัวเยอะ รายได้น้อย ช้อปกระจาย จ่ายครึ่ง เก็บครึ่ง (ถึงเหรอ… สมคิดหันมาถาม)

เอาน่ะ ถึงเหลือเงินกลับบ้านนิด ๆ หน่อย ๆ แต่มันมีสิ่งที่ไม่ได้วัดด้วยเงินแถมมาด้วย

อย่างแรกเลยคือรู้สึกดีกับตัวเองค่ะ เพราะคนที่เป็น Stay-at-home Parent มานาน ๆ ระดับเกือบสิบปีนี่นะคะ รับรองจะมีความรู้สึกคล้าย ๆ กันอย่างหนึ่ง คือให้กลับไปทำงานก็จะมีความกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะออกจากแวดวงมานาน ถูกคนอื่นทิ้งห่างไปไกลโข คอนเนกชันอะไรก็ไม่ค่อยจะมี จะให้ไปเริ่มต้นพิสูจน์ตัวเองใหม่ก็ไม่ได้มีพลังงานหรือความกระตือรือร้นขนาดนั้น การค่อย ๆ กลับมาทำงานที่ไม่ได้ยากมากแบบนี้ ก็ช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเองว่า เออ เรานี่ก็ยังพอใช้ได้อยู่แฮะ

อย่างที่สองคือลูก ๆ ตื่นเต้น เพราะถึงแม้ชีวิตนี้จะพิชิตตุ๊กตามากี่ตัว หนังไปเทศกาลภาพยนตร์มากี่แห่ง ทำบริษัทมีลูกน้องมากี่สิบชีวิต แต่สำหรับลูก ๆ อุ้ม เกิดมาก็เห็นแม่อยู่บ้าน ถามว่าแม่ทำอาชีพอะไร ตอบไปเลยว่าทำกับข้าว ซักผ้า ล้างจาน แต่เดี๋ยวนี้พอแม่ไป ‘ทำงาน’ ลูก ๆ ดิฉันก็เกิดภาพจำใหม่ ว่าแม่ออกไปทำงานนอกบ้านด้วยล่ะเธอ เพราะงานนอกบ้านมันทำแล้วได้เงินด้วยล่ะเธอ

ว่าแล้วแม่สาวน้อยที่บ้านอุ้มทั้งสองก็เกิดความคิดปฏิวัติ ว่าพวกนางจะทำงานบ้าง! เพราะตอนนี้แม่เริ่มคิดได้ว่าทำงานเหนื่อยนะเฟ้ย จะมาขอของเล่นกันง่าย ๆ นี่แม่ต้องทำงานตั้งหลายชั่วโมง พวกยูควรจะทำงานแลก พวกนางก็เลยคำนวณกันเองว่า ชุดทดลองวิทยาศาสตร์อันละ 19 เหรียญที่อยากได้ ช่วยแม่เก็บจาน เอาผ้าเข้าเครื่องโน้นนี้ ได้ทีละ 25 เซ็นต์ ต้องรวมพลังกันทำวันละกี่อย่าง แล้วกี่วันถึงจะได้ มีเดดไลน์ด้วยนะ! เดี๋ยว ๆ ก็วิ่งมาจะขอทำงานอีกละ เอ็นดูพวกนาง! นับว่าเป็นผลพลอยได้จากการทำงานของแม่ที่เผื่อแผ่มาถึงลูก ๆ ด้วย

อีกอย่างคือได้ใช้สมองส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แค่เพื่อสัญชาตญาณเอาตัวรอดบ้าง คือการเป็นแม่คนนี่ชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่ในโหมดดับไฟเป็นกอง ๆ นึกออกไหมคะ นั่งลงทำอะไร เดี๋ยวลูกก็ตีกัน จะคิดฝันทำธุรกิจใหม่ อะ ลูกป่วยต้องหยุดโรงเรียน งอแงเป็นอาทิตย์ไม่เป็นอันคิดทำอย่างอื่นอีก การแยกส่วนชีวิตออกไป ‘ทำงาน’ แบบนี้ก็เลยทำให้ได้พูดคุยกับมนุษย์ที่มีอายุเป็นเลข 2 หลักขึ้นไปบ้าง ได้ปลุกสมองส่วนศิลปิน ส่วนผู้บริหาร และส่วนป้าแย้ม (คือกลีบสมองที่แอคทีฟตอนเม้า หลายเดือนที่ผ่านมาสมองป้าแย้มแข็งแรงมาก 55)

และที่สำคัญคือได้ลดอัตตาตัวเองค่ะ จะมาคิดว่า แหม… ฉันเคยแต่นั่งอยู่หัวเรือ มีฝีพายคอยฮ้าไฮ้ แล้วทำไมนาทีนี้ต้องมาโดนจิกหัวสั่ง ทำไมต้องมาทำงานเช็ดถู เพื่อเงินแค่นี้ เจ้าคุณพ่อคุณแม่ยังไม่เคยดุพิมพ์พิราขนาดนี้เลย (มาจากไหน) ชีวิตก็จะระกำลำบากโดยใช่เหตุ สิ่งที่ทำให้อุ้มมีความสุขกับการทำงานก็คือตัวงานเองนั่นแหละค่ะ ไม่ว่าจะงานเล็กงานใหญ่แค่ไหน ถ้าใจเราจดจ่อเบิกบานกับสิ่งที่ทำ มันก็มีค่าได้ เช่น ติดสติกเกอร์ราคาสินค้า จะสักแต่ว่าติด ๆ ให้มันเสร็จไป หรือเขียนตัวเลขให้สวย หาตำแหน่งติดที่คิดว่าคนพลิกของขึ้นมาแล้วจะเห็นง่ายไม่กลับหัว แค่นี่ก็ต่างกันแล้วนะคะ

พูดแล้วก็เลยคิดได้ว่าอยากเลือกของในร้านที่อุ้มชอบ เอามาเล่าให้ฟังแล้วกันค่ะ จะได้เห็นภาพว่าตกลงเธอไปขายถั่วขายทองอะไรกันจ๊ะ อะ… ล้อมวงกันเข้ามา ลูกจ้างเอเชียนอเมริกันจะพาทัวร์

Gingiber

อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต
อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต

เลือกมาเป็นแบรนด์แรกเลย เพราะรู้สึกว่าเหมาะกับการสร้างแรงบันดาลใจรับปีใหม่ จินจิเบอร์ขายเครื่องเขียนและข้าวของที่มีข้อความดี ๆ อย่างเช่นสติกเกอร์นี้ที่อุ้มเพ่งทุกวัน (จนบัดนี้ยังไม่เห็นเลข) กับพวงกุญแจที่ความหมายดี๊ดีจนน้ำตาจะไหล อ๋อไม่ใช่อะไร คือเหวี่ยงไปกระแทกข้อนิ้วแล้วมันเจ็บมาก ของขายดีที่สุดของจินจิเบอร์คือผ้าเช็ดจานล่ะค่ะ แปลว่าเรามาอยู่บนโลกนี้เพื่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน (แล้วทำไมตรูเช็ดจานอยู่คนเดียว สมคิดไปไหน!)

Adam J. Kurtz

อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต
อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต
อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต

คนนี้เป็นศิลปินที่อุ้มชอบมาก ฮีเก๊เกย์ จิกกัด ตลกร้ายกาจ แต่น่ารัก อ่านแล้วหัวเราะปรื้ดแต่ได้แรงบันดาลใจด้วย ไม่รู้ทำได้ไง เหมาะสำหรับคนทำงานที่กำลังคิดว่าโลกนี้มันโคตรห่วย เห็นงานของ Adam JK แล้วจะรู้สึกมีพวก จนต้องร้องออกมาว่า มรึงเข้าใจกรู อุ๊ยไม่ใช่ คุณเข้าใจดิฉัน คือไม่ต้องมาบอกกันว่าโลกสวย ห่วยก็บอกว่าห่วย แต่ยังไงมันก็ต้องมีดีอยู่บ้างแหละ ใช่หรือไม่ใช่!

Harlow

อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต
อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต
อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต

นี่เป็นแบรนด์เพื่อนหญิงพลังหญิงแห่งพอร์ตแลนด์ที่อุ้มภูมิใจนำเสนอลูกค้ามาก เพราะนอกจากของเขาจะสวย เบา ใส่สบาย ราคาไม่แพงแล้ว เจ้าของยังมี Success Story ที่จะทำให้หลายคนเงยหน้าขึ้นมาจากกองน้ำตา แล้วบอกว่า “โห… เรื่องเรานี่ขี้ผง” ไม่เชื่อลองเข้าไปอ่านเรื่องของ Ruthie ดูก็ได้ค่ะ

Citizen Ruth

อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต
อุ้ม สิริยากร พาทัวร​์ร้านเก๋ในพอร์ตแลนด์ ที่เธอทำงานเป็นพนักงานขายครั้งแรกในชีวิต
เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย

แบรนด์หัวรุนแรงและก๋ากั่นที่สุดในพอร์ตแลนด์ ขายแก้วกาแฟ สติกเกอร์ และแม็กเน็ตติดตู้เย็นพิมพ์ข้อความเสียดสีการเมืองและสังคมแบบแสบ ๆ ขำ ๆ สินค้าขายดีคือแก้วกาแฟ I Did My Fucking Best คือแบบกรูทำดีที่สุดแล้วววววววววจ้า กับสติกเกอร์คุณป้า Ruth Bader Ginsburg และเหล่าสาวๆ ผู้ทรงพลังทางการเมืองทั้งหลาย อ้อ… แก้วกาแฟเดวิดจาก Schitt’s Creek นี่ก็ฮิตสมกับช่วงแพนเดมิก ประชดไม่อยากเจอผู้คนมันเสียเลย

Karacotta Ceramics

เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย
เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย
เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย

อะ เดี๋ยวจะหาว่ามีแต่ของแรง ๆ หันมาฟูมฟักจิตวิญญาณ ปัดเป่าพลังงานร้ายให้พ้นไปจากห้องหับกันดีกว่า ด้วย Smudging Bundle และชามเซรามิกสวยเข้ากันของแคราค็อตต้า คืออุ้มก็เพิ่งจะมารู้จักการ Smudging ที่นี่แหละค่ะ มันคือการเอาใบไม้แท่งไม้หอม อย่าง Sage และ Palo Santo มาเผาไฟให้เกิดควัน แล้วเดินพาควันนั้นให้อวลไปทั่วทุกซอกทุกมุมของบ้าน (บางตำราบอกว่าให้เดินวนตามเข็มนาฬิกา) ว่ากันว่าการทำแบบนี้จะไล่พลังงานร้ายออกไป ทำให้ที่ทางของเรามีความสะอาดบริสุทธิ์ คนที่อยู่อาศัยก็จะมีอารมณ์ดี มีความสุขขึ้น เหมาะสุด ๆ กับปีใหม่ และช่วงไหนที่มีโรคร้ายคุกคามมนุษยชาติ ทำให้ต้องกักตัวอยู่แต่กับบ้านหันไปไม่เจอใครก็เลยตีกันเอง (ช่วงนี้ไง)

 Three Little Figs

เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย
เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย
เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย

แค่ชื่อก็ฮา (เขาล้อนิทานเรื่อง Three Little Pigs ไง) แต่อย่าคิดว่าของที่ขายจะขำ ๆ นะคะ เพราะนี่คือแยมระดับตำนานที่กวนในหม้อทองแดงทีละจำนวนน้อย ๆ จากส่วนผสมที่สดและสุกงอมตามฤดูกาล คือไม่ใช่แยมรสบ้าน ๆ สตรอว์เบอร์รีสับปะรดสำหรับทาขนมปังทั่วไป แต่เป็นแยมรสซับซ้อนที่เหมาะจะเสิร์ฟกับชีสดี ๆ หรือช่วยยกระดับอาหารอย่างแฮมเบอร์เกอร์หรือฮอตด็อกให้หรูแพร่นขึ้นมา รสที่ขายดีตลอดกาลคือ French Onion Confit กับ Plum Fig and Cherry Mostada หรือตอนนี้มีรสใหม่ Watermelon Sriracha ที่เอาน้ำแตงโมมาเคี่ยวจนงวดกับซอสศรีราชา ฟังดูจะดีมั้ยนะ แต่แอบขายได้เรื่อย ๆ เชียว

Junebug and Darlin

เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย
เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย
เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย

งานฝีมือแบบมี Agenda คือคำจำกัดความของชุดปักครอสติชยี่ห้อ Junebug and Darlin เหมาะกับสายคราฟต์ที่ชอบความเสียดสีแบบขำ ๆ อุ้มลองทำไปหลายอันแล้ว คิดว่าเป็นไอเดียที่เข้าท่ามากทีเดียวค่ะ เปิดซองออกมามีอุปกรณ์ทุกอย่าง ลายส่วนใหญ่จะไม่ยากมาก คือคงรู้ว่าคนไม่มีเวลา และไม่ได้อยากพัฒนาฝีมือปักลายกระท่อมในชนบทอังกฤษจนเต็มหมอนอะไรแบบนั้น ชิ้นหนึ่งทำจริง ๆ ไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จ อันเล็ก ๆ น่ารักดี อุ้มชอบอันที่เป็นลายราศีต่าง ๆ นี่กำลังทำให้ครบวันเกิดทุกคนในครอบครัว จะได้เอาไปติดคอนโดที่เมืองไทย

Orange Pippin Society 

เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย

เมล็ดพันธุ์ผักและดอกไม้ใส่กล่องน่ารัก สำหรับปลูกฝังความรักการทำสวนให้กับเด็ก ๆ แบ่งเป็นธีมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้กินได้ สวนจิ๋ว สวนยักษ์ สวนของนักสำรวจ แถมมีกิจกรรมให้เด็ก ๆ ได้มาทำสวนร่วมกัน แน่นอนว่าเจ้าของเป็นคุณแม่ของลูกตัวน้อย ๆ และเคยทำงานกับเจ้าแห่งวงการ Letterpress แห่งพอร์ตแลนด์อย่าง Egg Press กล่องและซองถึงได้น่ารักอย่างกับการ์ดทำมือ

Woolly Made

เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย
เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย
เมื่อ อุ้ม สิริยากร สมัครงานครั้งแรกในชีวิต เป็นพนักงานขายที่ขอปากแดง แต่งตัวเยอะ แต่รายได้น้อย แถมยังช้อปกระจาย

เครื่องหนังสุดเนี้ยบที่ฟอกด้วยสีย้อมจากพืช แปลว่ากระบวนการฟอกหนังดีต่อสิ่งแวดล้อม (อุ้มโตมาแถวปากน้ำ ใกล้ ๆ โรงงานฟอกหนัง ทุกวันนี้ยังจำกลิ่นที่ลอยมาจากโรงงานได้อยู่เลยค่ะว่ามันเหม็นขนาดไหน) และกระเป๋าสตางค์ใช้ไปแล้วจะเกิด Patina หรือความนิ่มและสีเข้มขึ้นอย่างเป็นเอกลักษณ์ แบบที่หนังฟอกโรงงานโดยทั่วไปให้ไม่ได้

เนื่องจากเจ้าของทั้งสองคนจบออกแบบผลิตภัณฑ์และเคยทำงานกับไนกี้มานาน ก็เลยพัฒนาวิธีการผลิตให้ใช้เลเซอร์ตัดหนัง และเจาะรูสำหรับเย็บมาเสร็จเรียบร้อย กระเป๋าสตางค์ทุกใบเลยมีความเนี้ยบ (มาก)

อีกเรื่องที่น่าตื่นเต้นก็คือ เขาพบวัสดุใหม่ที่ใช้แทนหนังแต่ไม่ใช่พลาสติก (กระเป๋าวีแกนส่วนใหญ่ใช้วัสดุที่มีส่วนผสมของพลาสติก ซึ่งอันตรายต่อช่างเวลาตัด และแน่นอนว่าเป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม) คือใช้ส่วนผสมของใยมะพร้าวกับยาง ทนพอ ๆ กับหนัง และสวยดีด้วยค่ะ ที่ร้านอุ้มเริ่มเอามาขายแล้ว อาจจะยังขายไม่ดีเท่ากระเป๋าหนัง แต่อุ้มว่าน่าสนใจมากเลยค่ะ

จริง ๆ ยังมีของน่าสนใจอีกเยอะมาก เพราะทั้งร้านมีของร้อยกว่าแบรนด์ แต่เอาไปแค่ 9 ก่อนแล้วกันนะคะ จะได้ก้าวหน้ากันทั้งคนอ่านคนเขียน ใครกำลังคิดจะเริ่มงานใหม่ ลุยไปให้เต็มที่เลยค่ะ ส่วนใครที่มีงานดี ๆ ที่รักอยู่แล้ว ก็ขอให้ยิ่งดี ๆ ขึ้นไปอีก

ความสำเร็จเริ่มต้นจากความรักและการทำอะไรเล็ก ๆ ให้เต็มกำลัง

นี่ล่ะค่ะสิ่งที่ร้านทั้งร้านสอนอุ้มมา

สวัสดีปีใหม่อีกครั้งค่ะทุกคน!

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

ความเดิมจากตอนที่แล้ว

เรื่องอุ้มจับพลัดจับผลูกลายไปเป็นเมกเกอร์ สร้างแบรนด์ตุ้มหูเสร็จสรรพใน 30 วัน

เรื่องนี้มันมีเบื้องหลังค่ะ

คิดว่าแม่บ้านคนหนึ่งดูดฝุ่นอยู่ดี ๆ จะมีนิมิตให้เข้าไปจดทะเบียนบริษัทสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาได้อย่างงั้นเหรอ!

มันต้องมีคนรู้จักทำอะไรแบบนั้นได้มาก่อน ถึงจะพอไปไถ่ถามขอความรู้ แล้วเอามาทำเอง ใช่ไหมคะ

อุ้มเองก็โชคดี มีเพื่อนคนหนึ่งที่มารู้จักที่นี่เมื่อ 6 – 7 ปีก่อน อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนก็บอกว่าจะทำเสื้อผ้าเด็กขาย อุ้มก็เลยได้เห็นการสร้างแบรนด์จนมีคนรักทั่วบ้านทั่วเมือง แถมจากเสื้อผ้าเด็ก วันนี้ยังขยับขยายไปมีหน้าร้าน ขายของแต่งบ้านเพิ่มมาอีกด้วย

เพื่อนคนที่ว่านี้ ชื่อ ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ เจ้าของแบรนด์สุดแสนจะน่ารัก ชื่อ ‘Silly Daisy’ ค่ะ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

    อุ้มนี่ก็ได้ปุ้มคอยให้คำปรึกษามาไม่รู้กี่รอบ วันนี้เลยไปนั่งคุยกันมายาว ๆ เพราะเชื่อว่าคนที่อยากสร้างแบรนด์ขายของ น่าจะได้ความรู้จากความที่เคยไม่รู้ของเราสองคน มาฟังกันค่ะ

อุ้ม : ทำไมถึงคิดจะทำเสื้อผ้าเด็ก

ปุ้ม : เริ่มจากชอบซื้อผ้า (หัวเราะ) คือซื้อมาเฉย ๆ ด้วยนะ ยังไม่ได้คิดว่าจะทำอะไร แต่ไปร้านผ้าที่นี่แล้วผ้ามันน่ารักมาก ก็เลยซื้อมาเก็บ ๆ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นงานศิลปะที่จับต้องได้ แล้วก็ไม่แพงเกินไป จนสามีบอกว่า ถ้าไม่เอาผ้าพวกนี้มาทำอะไร ห้ามซื้อใหม่แล้วนะ (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่าจะเอามาตัดเสื้อ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : เย็บผ้าเป็นอยู่แล้วเหรอ

ปุ้ม : ไม่เป๊นนนนน (หัวเราะ) ตอนสมัยมัธยมเคยเย็บอย่างเดียวคือปลอกหมอน แบบที่เย็บตะเข็บตรงปรื๊ดอย่างเดียวยาว ๆ น่ะ แต่ทีนี้เรามีลูกสาว ตอนนั้นยังไม่ 3 ขวบดี (ตอนนี้ 10 ขวบแล้ว) ก็เลยคิดว่าอยากตัดชุดให้ลูก

อุ้ม : เคยใช้แพตเทิร์นตัดเสื้อมาก่อนมั้ย

ปุ้ม : ไม่เคย (หัวเราะ) ทีแรกไปซื้อยี่ห้อพวก Simplicity ที่แบบแม่บ๊านแม่บ้าน แต่โคตรยากเลย เปิดมาแล้วมึน ทำตามไม่ได้ ก็เลยไปหายี่ห้ออื่นที่มันสมัยใหม่หน่อย ทำตามได้ง่าย ๆ อย่างยี่ห้อ Oliver + S

อุ้ม : ทีนี้ได้เลย

ปุ้ม : ก็เป็นชุดแหละ แต่ห้ามเปิดดูข้างในนะจ๊ะ ตะเข็บตะเขิบดูไม่ได้เลย (หัวเราะ) จักรพ้งก็ยังไม่มี แต่ก็ภูมิใจนะ เพราะจากที่ไม่เคยเย็บอะไร ก็บ้าบิ่นตัดชุดเลย แม่เราก็บอกว่า “เธอออ…จะทำชุดแรก เอาผ้าถูก ๆ มาลองตัดก่อน” แต่แบบนั้นมันไม่ได้แรงบันดาลใจ เราก็เอาผ้าสวย ๆ ที่ซื้อมานี่แหละลองทำเลย

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม :  แล้วกลายมาเป็นธุรกิจได้ไง

ปุ้ม :  ก็ลูกเราใส่ไปโรงเรียน ใส่ไปโน่นมานี่ แล้วก็มีคนชม เพื่อนแม่ ๆ ด้วยกันก็บอก “ทำขายเลย” เราก็ทำแจกลูกเพื่อนก่อน เพิ่งมาจริง ๆ จัง ๆ ตอนลูกเข้าอนุบาล ประมาณปี 2017 เริ่มขายใน Etsy ส่วนเว็บไซต์เรามีอยู่แล้วชื่อ Silly Daisy นี่แหละ เพราะเราจดทิ้งไว้ตั้งนานแล้ว

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : แล้วจดทะเบียนตั้งบริษัทตั้งแต่แรกเลยไหม

ปุ้ม : เปล่า ๆ เพิ่งมาจดตอนต้องซื้อของ Wholesale เพราะตอนเริ่มใหม่ ๆ เรายังไม่ได้ซื้อผ้าเยอะ ก็ไปซื้อตามร้านทั่วไปนี่ล่ะ อย่างแพง ทำตอนแรก ๆ นี่แทบไม่ได้กำไรเลยนะ แพสชันล้วน ๆ (หัวเราะ) แต่ละชุดกว่าจะทำเสร็จก็นานมาก เพราะยังเย็บไม่ค่อยเก่ง จักรอุตสาหกรรมก็ยังไม่ได้ซื้อ ทีนี้พอเริ่มจะซื้อผ้าในราคาขายส่ง ต้องมีบริษัท ก็เลยไปจดทะเบียน

อุ้ม : สักปีสองปีได้มั้ยกว่าจะมาจดทะเบียน

ปุ้ม : ไม่เลย เราเป็นคนทำอะไรเร็ว อยากทำอะไรทำเลย บางทีนะ ไม่คิดด้วยซ้ำ (ยิ้ม) แต่เป็นความโชคดีหรือเปล่าไม่รู้ จังหวะมันได้ เพราะในพอร์ตแลนด์ไม่ค่อยมีคนทำของเด็ก เวลาไปออกงาน เราก็จะเด่นขึ้นมา คู่แข่งก็ไม่เยอะ

อุ้ม : จากที่ลองทำดู กลายเป็นจริงจัง ออกงานแฟร์อะไรแบบนี้ ใช้เวลานานแค่ไหน

ปุ้ม : ปีเดียว ไปออกงานเลย แต่ก็ต้องมีเว็บไซต์กับโซเชียลมีเดียที่โอเคนะ เพราะคนจัดงานเขาไม่มีเวลามาศึกษาแบรนด์เราหรอก เขาก็ดูจากไอจี

อุ้ม : แล้วตอนเริ่มใหม่ ๆ ยังไม่มีคนฟอลโลว์ ทำยังไง โพสไปเยอะ ๆ งี้เหรอ

ปุ้ม : เราต้องไปฟอลโลว์ชาวบ้านชาวเมืองเขาก่อน คนที่ขายของคล้าย ๆ ของเรา แล้วไปคอมเมนต์ เพื่อเขาจะได้เห็นเรา ซึ่ง… ใครจะมีเวลาวะ (หัวเราะ) ของก็ต้องทำ เพราะฉะนั้นโซเชียลมีเดียเรานี่ค่อย ๆ  โตมาก ๆ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : แล้วคนรู้จักแบรนด์ Silly Daisy ได้ยังไง

ปุ้ม : ปีแรก ๆ เราไปออกงานเยอะมากกกกก มีปีหนึ่งช่วงคริสต์มาสไปออก 7 – 8 งานน่ะ เหนื่อยม้ากกกก (หัวเราะ) ไปจนแบบว่า “ฉันทำอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว สังขารไม่ได้อย่างแรง” แต่มันก็ Pay Off นะ คือเราต้องไปให้คนเห็น แล้วเราขายของเด็ก ตลาดเราคือพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เราก็จะไปออกงานตามโรงเรียน แต่ก็เลือกโรงเรียนที่มีกำลังซื้อ แล้วก็ขี้เกียจด้วยนะ ไปแต่แถว ๆ นี้ (หัวเราะ)

อุ้ม : อ้าว แต่ก็เป็นขี้เกียจที่มีเหตุผลนะ เพราะเรารู้ว่าคนแถวนี้มีพฤติกรรมการซื้อของยังไง

ปุ้ม : ความโชคดีอีกอย่างคือ คนพอร์ตแลนด์เขาจะไม่มาคิดยุบยิบว่า อุ๊ย แพงจังโน่นนี่ เพราะเขารู้ว่าเป็นของทำมือ ก็ช่วยกันซื้อ

อุ้ม : แล้วตั้งราคายังไง

ปุ้ม : แรก ๆ เราคิดจากความสามารถในการซื้อของตัวเราเอง แต่ลืมไปว่ามันมีคนอื่นที่จ่ายได้แพงกว่านี้เว้ย (หัวเราะ) ตอนแรกเพื่อนที่เป็น Maker ด้วยกันมาเห็นราคาเราแล้วบอกว่า “ไม่ได้นะ เธอต้องตั้งแพงกว่านี้” แล้วพอทำไปเรื่อย ๆ เราก็เห็นว่ามันไม่คุ้มจริง ๆ ก็เลยต้องขึ้นราคา แต่ก็ยัง 59 – 69 เหรียญนะ เพราะนี่มันพอร์ตแลนด์ ไม่ใช่แอลเอ นิวยอร์ก ตั้งราคาชุดเด็กสูงกว่านี้คนก็จะว่าแพงไป จะตั้ง 120 เหรียญไปเลยก็ได้นะ แต่จะไปขายที่ไหน คือเราต้องรู้ว่าตลาดของเราอยู่ที่ไหน แล้วเราต้องเอาแบรนด์เราไปให้ถึงตรงนั้น

อุ้ม : มีช่วงหนึ่งที่จ้างคนมาทำไอจีด้วยนี่

ปุ้ม : ช่วงนั้นอยากให้มีคนฟอลโลว์มากขึ้น ก็เลยตัดสินใจจ้างคนมาทำ เขาก็ช่วยตรงมาดูโทนสี มาสอนใช้แอปฯ ที่ตั้งเวลาให้โพสต์ มีตารางการโพสต์มากขึ้น แต่สุดท้ายก็อยู่ที่เราเองอยู่ดี ตอนนี้เราก็ไม่ได้ใช้เขาแล้ว

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : ตอนนี้ก็ค่อนข้าง Active นะ

ปุ้ม : ใช่ โพสต์ทุกวัน เพราะเราสังเกตได้เลยว่าถ้าโพสต์ทุกวัน มันจะมีคน Engage มากกว่า จริง ๆ อยากจะจ้างคนทำนะ ก็ไม่มีเงินจ้าง (หัวเราะ)

อุ้ม : เป็นความข้นแค้นของคนทำธุรกิจเล็ก ๆ เนอะ จะโตก็ก้ำ ๆ กึ่ง ๆ จะจ้างคนก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวต้นทุนสินค้าสูงเกินแต่ขึ้นราคามากไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องทำทุกอย่างเองหมด

ปุ้ม :  ใช่

อุ้ม : ตอนนี้ปุ้มขาย 3 ช่องทางเนอะ ขายส่ง ขายทางเว็บ แล้วก็มีหน้าร้านด้วย แบบไหนดียังไง

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

ปุ้ม :  เวลาขายส่ง เราไม่ขายชุด เพราะใช้เวลานาน ไม่คุ้ม เราก็จะขายพวกชิ้นเล็ก ๆ ทำเร็ว ๆ อย่าง Bib (ผ้าซับน้ำลายเด็ก) สั่งมา 70 อันเราทำแป๊บเดียวเสร็จ แล้วเราทำให้แค่เจ้าเดียว คือ Tender Loving Empire เพราะเขามี 8 สาขาทั่วพอร์ตแลนด์ มีร้านในสนามบินด้วย มันก็ช่วยทำให้คนรู้จักแบรนด์เรามากขึ้น อีกอย่างคือได้เงินก้อน ได้มาก็เอาไปซื้อผ้า (หัวเราะ)

อุ้ม : ธุรกิจคุณนายเนอะ

ปุ้ม : (หัวเราะ) ก็ถือว่าโชคดีนะ ที่ทำโดยไม่มีความกดดัน เพราะสามีเป็นรายได้หลักของครอบครัวอยู่แล้ว ของเรานี่เป็นแค่รายได้เสริมกะจุ๊งกะจิ๊ง เอาไว้ช้อปปิ้งไม่ต้องขอเงินสามี

อุ้ม : แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราชอบ อยากทำ ทำแล้วรู้สึกมีคุณค่ากับตัวเอง

ปุ้ม : ใช่ แต่จะหวังว่าให้สามีเลิกงานแล้วเราทำคนเดียว ก็จะไม่พอกินนะจ๊ะ (หัวเราะ) ขนาดมีคนหนึ่ง ชื่อลินด์ซีย์ ฟอกซ์ เขาเป็นศิลปินพอร์ตแลนด์ที่มีคนฟอลโลว์เยอะมาก รูปหนึ่งขายหกเจ็ดร้อยเหรียญเลยนะ เขาเอางานมาขายที่ร้านเรา เราก็แซวเล่นว่า โห แบบนี้ลาออกจากงานประจำมาทำแต่วาดรูปขายได้แล้วมั้งเนี่ย เขาตอบมาว่าไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนจ่ายประกันสุขภาพ เอาเงินใส่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่าง ๆ ให้ครอบครัว เพราะฉะนั้นเขายังต้องทำงานประจำ เพราะเป็น Maker ที่อเมริกา มันยากตรงไม่มี Benefit นี่แหละ หรืออย่างที่ร้านเรา มี Maker 9 คน มีแค่คนเดียวที่เป็น Breadwinner

อุ้ม : ที่เหลือสามีเลี้ยงหมด

ปุ้ม : (หัวเราะ)

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : มีหน้าร้านนี่ดียังไง

ปุ้ม : ดีเรื่องรายได้ เพราะเงินที่ขายได้ในแต่ละเดือนนี่มาจากหน้าร้านเยอะมาก ยอดขายจากเว็บไซต์คือขำ ๆ ไปเลยอะ นี่เป็นอีกสาเหตุที่เราไม่ต้องไปจ้างคนมาทำไอจี เพราะเรามีหน้าร้านไง คนเดินมาหาเรา ไม่ใช่เราต้องพยายามออกไปในสื่อ ที่น่ารักอีกอย่างคือคนพอร์ตแลนด์เนี่ย พอเห็นของที่ร้านเรา แทนที่จะไปซื้อกับเว็บไซต์คนที่ทำของนั้นโดยตรง เขาก็จะซื้อกับเรา ถึงจะแพงกว่าด้วยนะ เพราะเขาอยากสนับสนุนธุรกิจเล็ก ๆ

อุ้ม : แล้วทำไมตอนนั้นถึงเพิ่มของใช้ในบ้านเข้ามา ไม่ได้มีแต่เสื้อผ้าเด็ก

ปุ้ม : ความชอบส่วนตัวล้วน ๆ อีกเหมือนกัน เราเป็นคนชอบของกระจุกกระจิก แต่มีประโยชน์ ใช้งานได้ อีกอย่างคือลำดับความสำคัญในชีวิตมันเปลี่ยนไปด้วยเนอะ แต่ก่อนไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว ก็ชอบแต่งตัว แต่พอเป็น Homemaker ก็ชอบทำบ้านให้น่าอยู่ พอจะมีหน้าร้าน เราเลยเพิ่มของใช้เข้ามาด้วย คนจะได้มีอะไรให้เลือกมากขึ้น แรก ๆ ก็เน้นพวกผ้าก่อน อย่างผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดจาน เพราะว่ามันเบา ส่งง่าย

อุ้ : เลือกของเข้าร้านยังไง

ปุ้ม : ส่วนใหญ่เราซื้อจากธุรกิจเล็ก ๆ หรือ Maker รายย่อยคนอื่น เพราะยอดสั่งขั้นต่ำไม่สูงมาก เราจะได้ไม่ต้องมีสต็อกเยอะ เพราะถ้าเราซื้อของจากแบรนด์ใหญ่ ๆ ต้องสั่งอย่างน้อย 500-1,000 เหรียญ เราไม่ได้มีเงินทุนเยอะขนาดนั้น เป็นร้านเล็ก ๆ ไม่ควรสต็อกของเยอะด้วย เงินจะไปจม และอีกอย่างแบรนด์ที่เราเลือกมาที่ร้าน เราเน้น Small Makers ที่เป็น Women-Owned ซึ่งผลิตในอเมริกา หรือถ้าไม่ได้ทำที่นี่ ก็เน้นเป็น Fair Trade ทำธุรกิจโดยไม่กดขี่และจ่ายค่าแรงลูกจ้างแบบเป็นธรรม

อุ้ม : ในปีหนึ่งนี่ช่วงไหนขายดี ช่วงไหนเป็น Low Season

ปุ้ม : เดือนมกราฯ ถึงมีนาฯ นี่จะเงียบมากเลย เพราะคนเพิ่งซื้อของหนัก ๆ ไปช่วงคริสต์มาสปีใหม่ แต่พอหลังมีนาฯ คนได้เงินคืนภาษี ก็เริ่มมีกำลังซื้อมากหน่อย พอพฤษภาฯ มีวันแม่ ก็จะเริ่มคึกคัก เข้าซัมเมอร์ช่วงมิถุนาฯ เป็นต้นไป ก็จะเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงตุลาฯ พฤศจิกาฯ มี Thanksgiving มีคริสต์มาส ช่วงนั้นก็จะขายกระหน่ำเลย อีกอย่างที่นี่มันมีฤดูกาลชัดเจนเนอะ แต่ละหน้าก็จัดบ้านเปลี่ยนไป Spring, Summer, Fall นี่ไม่เหมือนกัน พอฤดูเปลี่ยน คนก็จะจัดบ้าน แต่งบ้านใหม่

อุ้ม : มีของที่ซื้อมาแล้วไม่โดน ขายไม่ได้ไรงี้ไหม

ปุ้ม : มี๊! (ยิ้ม)

อุ้ม : แล้วทำไง

ปุ้ม : ถ้าอันไหนขายไม่ได้จริง ๆ คิดว่าจะไม่สั่งมาอีกแล้ว หมดแล้วหมดเลย เราก็เอาออกไปตั้งโต๊ะลดราคาหน้าร้านเลย แล้วระหว่างปีก็มีลดราคา แต่ไม่เยอะนะ 2-3 ครั้งเอง

อุ้ม : การลดราคานี่เป็นการทำร้ายแบรนด์มั้ย แบบคนไม่ยอมซื้อเต็มราคา เพราะรอให้เอามาลด

ปุ้ม : ไม่นะ เพราะเราไม่ได้ลดบ่อย แล้วอันที่ลดจริง ๆ นี่คือของที่ไม่ได้ขายดี คนไม่ได้ซื้อเยอะ ๆ อยู่แล้ว

อุ้ม : แล้วช่วงโควิดหนัก ๆ นี่ผ่านมาได้ยังไง

ปุ้ม : เราปิดร้านไป 3 เดือนเลยนะ คนก็ยังสั่งทางเว็บไซต์ ขอให้ไปส่งที่หน้าบ้าน น่ารักมาก พอเรากลับมาเปิดร้าน ก็ต้องจำกัดจำนวนคนเข้าใช่มั้ย ตอนคริสต์มาสนะ น้ำตาแทบไหล คนมายืนต่อคิวกันหน้าร้านยาวเหยียดเลย

อุ้ม : ร้านนี่ทำมากี่ปีแล้วนะ

ปุ้ม : 4 ปีแล้ว

อุ้ม : ไปเจอร้าน plural กับหุ้นส่วนทั้งหมดได้ไง เราว่าโมเดลของปุ้มดีมากเลย (คือทุกคนเป็น Maker แล้วแชร์พื้นที่ขายของ กับแบ่งเวรมาทำงาน ต้นทุนค่าเช่าก็เลยถูกกว่า แล้วไม่ต้องเสียค่าจ้างเด็กมาเฝ้าร้านด้วย)

ปุ้ม : เจ๋อ… ชอบเดิน (หัวเราะ) ก็เดินเล่นแถวบ้าน เห็นร้านนี้เป็น Maker’s Space ก็เข้าไปคุยกับเขาว่าถ้ามีสเปซว่างอย่าลืมบอกนะ! วันหนึ่งก็ว่างจริง ๆ พอเขาโทรมาถาม เราบอกเลย เอา! เซ็นสัญญาเลย ยังไม่ได้ปรึกษาสามีด้วย (หัวเราะ) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในปีแรกที่เริ่มทำแบรนด์ ดวงมาก

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ภาพ : instagram.com/pluralcollectivepdx

อุ้ม : เคยทำร้านมาก่อนมั้ย

ปุ้ม : เคยไปทำซูเปอร์มาร์เก็ตสมัยอยู่อังกฤษ เกี่ยวมั้ย (หัวเราะ) แต่เรามีความเป็นแม่ค้านะ สมัยก่อนพ่อแม่เรามีสวนแถวรังสิต ที่บ้านมีอพาร์ตเมนต์ให้เช่า อีนี่ก็ใส่ชุดนักศึกษามานั่งขายมะม่วงใต้ตึก (หัวเราะ) แม่ก็ให้คนงานไปเก็บมะม่วงมาให้ขาย ชอบขายของ สนุกดี เราว่าเรากับอุ้มเหมือนกัน คือดวงไม่ได้เป็นคุณนาย (หัวเราะ) ชอบหาอะไรทำ จะมานั่งกระดิกตรีนไม่ได้นะ เบื่อ (หัวเราะ)

อุ้ม : อีกอย่างก็คือ ทัศนคติแบบ ไม่เคยทำก็ไม่เป็นไร ทำไปแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง แต่ก็ไม่ใช่มาแบบเอ๋อไม่รู้อะไรเลยอีกเหมือนกันเนอะ มันต้องมีประสบการณ์สั่งสมมาประมาณนึงด้วย

ปุ้ม : แล้วก็ต้องมีรสนิยมที่ดีด้วยนะเราว่า อีกอย่างคืออย่าไปทำอะไรที่เป็นเทรนด์ ไม่ใช่อุ๊ยปีนี้สไตล์นี้มาแรง ก็ทำใหญ่เลย อ้าวแล้วปีหน้ามันไปแล้วทำไงล่ะ ของเต็มร้าน

อุ้ม : ถามอีกเรื่อง การไปออกบูทตามงาน มีอะไรแนะนำบ้าง

ปุ้ม : แรก ๆ ก็ทำไม่เป็นเหมือนกัน จะวางยังไงดีวะ แรก ๆ สะเปะสะปะมากเลย โรงลิเกมาเลยทีเดียว (หัวเราะ) เราว่ามันต้องไปเดินแล้วก็ดูว่าชาวบ้านชาวเมืองเขาทำยังไงกัน ตอนแรกที่ไปออกบูท เดินไปเห็นป้ายร้านของคนอื่น กลับมารีบพับของตัวเองเก็บเลย (หัวเราะ) แรก ๆ มันก็จะเด๋อ ๆ หน่อย เสื้อผ้าเต็มไปหมด มีกี่ลายโชว์มันหมดเลย แต่พอย้อนกลับมาดูตอนนี้นะ เราว่าเสื้อผ้าเราลายมันเยอะอยู่แล้ว ยิ่งเอามาแขวนเยอะ ๆ มันยิ่งทำให้คนตาลาย เลือกไม่ถูก ตอนนี้เราเลยเลือกเอาไม่กี่แบบ เพราะตอนนี้เริ่มรู้แล้วว่าสีไหนแบบไหนจะขายดีกว่า แต่มันก็ต้องลองไปก่อนแหละถึงจะรู้

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : ทำแบรนด์มา 5 ปีแล้ว ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง

ปุ้ม : รู้สึกว่ามันเป็นอาชีพ สมัยทำแรก ๆ เรายังมีความแบบ ต้องไปหาอะไรอย่างอื่นทำ อันนี้จะมาเป็นงานหลักคงไม่รอด เพราะรายได้ไม่มากเท่าไหร่ แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามั่นคงพอจะเรียกว่าเป็นอาชีพได้แล้ว เพราะมีอะไรทำทุกวันเลย ไม่มีวันไหนว่าง เข้าร้านอาทิตย์ละ 2 วัน ที่เหลืออีก 3 วันก็ต้องทำของ ค่าตอบแทนก็โอเคพอใจแล้ว ถึงแม้ไปทำอย่างอื่นคงได้มากกว่านี้

อุ้ม : สมคิดนะ ชอบมาบอกว่า ถ้ายูอยากทำงานจริง ๆ ยูเรียนโฆษณามา ยูไปสมัครงานเอเจนซี่ ไปทำบริษัทสิ

ปุ้ม : เหมือนแมท (สามี) เลยยยยย! อิปั๋วนี่ไม่เข้าใจ

อุ้ม : ก็นั่นน่ะสิ เรียนจบมา 30 ปีที่แล้ว ไม่ได้ทำงานมา 10 ปี อยู่ดี ๆ จะให้เดินเข้าไปสมัครงานเอเจนซี่ ใครเขาจะรับ! เขามีตัวเลือกเยอะแยะ

ปุ้ม : อีกอย่างนะ ถ้าเราออกไปทำงาน 9 – 5 ต้องหย่าผัว ต้องตีกันตาย บ้านแตกแน่นอน แค่เราไปร้าน กลับมาชามเต็มอ่างไม่มีคนล้าง เรายังโกรธเลย

อุ้ม : แล้วใครจะสแตนด์บาย สมมติลูกล้มหัวฟาด ที่โรงเรียนโทรมาตามตอนเที่ยงเงี้ย (เรื่องจริง เคยโดนมาแล้ว) สรุปว่าทำธุรกิจเล็ก ๆ แบบนี้แหละเนอะ ก็เหมาะกับแม่บ้านที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีฝีมือ

ปุ้ม : และมีสามีเลี้ยง (หัวเราะ)

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

จบการคุยกับเพื่อนสาวคนเก่งแต่เพียงเท่านั้น

มีสาระและเป็นวิชาการสูงมากจนคนฟังส่ายหัว (ฮ่า ๆ) แต่อยากบอกว่า แบรนด์ใหญ่ ๆ ดัง ๆ ของพอร์ตแลนด์ที่อุ้มเคยไปสัมภาษณ์มา ก็เริ่มจากเล็ก ๆ ทำในครัวในห้องนอนที่บ้านกันทั้งนั้นแหละค่ะ แต่ที่ประสบความสำเร็จกันก็เพราะทุกคนทำของที่รัก ทำด้วยใจ และของเขาดีจริง

ที่สำคัญ คือต้องมีก้าวแรก เหมือนอย่างที่ Marquise du Deffand บอกไว้ว่า “The distance doesn’t matter; it is only the first step that is the most difficult.”

อุ้มกับปุ้มผ่านก้าวแรกกันมาแล้ว หาทางที่คิดว่าจะเดิน แล้วก้าวตามกันมานะคะ

ภาพ : www.instagram.com/sillydaisy

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load