สองสามปีที่ผ่านมานี้ ถ้าจะพูดถึงเรื่อง ‘บ้านเล็ก’ หรือ Tiny Houses คงไม่มีเมืองไหนในอเมริกาจะคึกคักมากไปกว่าเมืองขนาดกลางอย่างพอร์ตแลนด์เป็นแน่

เท่าที่เห็นด้วยตัวเองก็คือมีบ้านแบบนี้เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด บางแห่งเปิดให้เช่าเป็น  Airbnb บางแห่งตั้งตนเป็นโรงแรมบ้านเล็กแห่งแรกในโลก บางแห่งโฆษณาว่าเป็นชุมชนเพื่อคนเชื่อในบ้านเล็ก บางแห่งสร้างขึ้นโดยจิตอาสาเพื่อผู้หญิงไร้บ้าน

เทศบาลเมืองเองก็ดูจะสนับสนุนเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย ถึงกับมีโครงการจะสร้างบ้านเล็กจำนวน 300 หลัง ถ้าใครยอมให้เอาไปตั้งที่หลังบ้านตัวเองเพื่อให้ครอบครัวคนไร้บ้านได้มาอยู่อาศัย ครบ 5 ปีก็จะได้บ้านเล็กนั้นไปเป็นกรรมสิทธิ์

เมื่ออาทิตย์ก่อนก็เพิ่งมีทัวร์ดูบ้านเล็ก ที่มีผู้คนเดินทางมาจากทั่วโลกหลายร้อยคน แว่วว่าเดือนหน้าก็จะมีการประชุมสุดยอดบ้านเล็กแห่งชาติ ติดต่อกัน 3 วันรวด! จนมีคนบอกว่าพอร์ตแลนด์น่าจะเป็นเมืองหลวงแห่งบ้านเล็กของอเมริกา (ควบคู่ไปกับอีกหลาย ‘เมืองหลวงแห่ง’ ที่ใครต่อใครพากันมอบให้)

ผู้เขียนเองก็สนใจเรื่องนี้ในหลายแง่มุมด้วยกัน แล้วพอยิ่งสนใจก็ยิ่งเห็นข่าวคราวเรื่องนี้หนาตาขึ้นเรื่อยๆ แต่ก่อนอื่นขอเล่าให้ฟังก่อนก็แล้วกันค่ะว่าไอ้เจ้าบ้านเล็กที่พูดมาทั้งหมดนี้มันคืออะไรและหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่

บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต

Tiny Houses เป็นแนวโน้มใหม่ในการสร้างบ้านให้มีขนาดเล็กกะทัดรัดแค่พออยู่ คือประมาณไม่เกิน 200 ตารางฟุต (หรือไม่เกิน 18.5 ตารางเมตร) ที่เกิดขึ้นมาพักใหญ่แล้ว แต่เพิ่งจะกลายเป็นกระแสและถูกพูดถึงในสื่อต่างๆ อย่างมากเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง

บ้านเล็กมี 2 แบบด้วยกัน คือ Tiny House on Wheels บ้านเล็กแบบมีล้อ ที่หน้าตาคล้ายๆ RV กับบ้านเล็กที่สร้างบนที่ดินซึ่งมีบ้านใหญ่อยู่แล้ว ซึ่งเรียกตามกฎหมายว่า ADU (Accessory Dwelling Unit) แต่บางคนก็เรียกว่า Granny’s Flat หรือ Mother-In-Law Unit

บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต

บ้านเล็กที่เราสนใจคือแบบที่มีล้อ เพราะมันเกี่ยวโยงกับความเชื่อและความพยายามของคนที่ต้องการปลดตัวเองจากพันธนาการด้านการเงินของสังคม ลองนึกดูสิคะว่าทุกวันนี้คนจำนวนมากแค่ไหนที่เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นหนี้ และหนี้ก้อนสำคัญที่ผูกพันกันไปยาวนานหลายสิบปี (บางทีจนกระทั่งเกษียณ) ก็คือหนี้เงินกู้มาซื้อหรือสร้างบ้าน หรือถ้าไม่เป็นหนี้ก็มีค่าเช่าคอนโดหรืออพาร์ตเมนต์เป็นรายจ่ายก้อนหลักที่ต้องถูกหักจากเงินเดือนไปเรื่อยๆ ยังไม่นับค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวเนื่องกับการอยู่อาศัย เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าส่วนกลาง หรือค่าซ่อมแซมจิปาถะ พูดง่ายๆ ก็คือคนส่วนใหญ่รอบๆ ตัวเราต่างก็ตกอยู่ในสภาวะเดียวกันนี้จนราวกับมันเป็นเรื่องปกติ

แต่แล้วก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกว่ามันน่าจะมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ ที่ทำให้ชีวิตเครียดน้อยกว่านี้ และทำให้ชีวิตมีอิสระมากขึ้น พวกเขาเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมต้องมีบ้านหลังใหญ่ (บ้านคนอเมริกันทั่วไปมีพื้นที่ประมาณ 2,700 ตารางฟุต) ทำไมต้องมีข้าวของมากมายที่ไม่จำเป็น เป็นไปได้ไหมที่เราจะลุกขึ้นสร้างบ้านด้วยสองมือของตัวเองและด้วยเงินจำนวนไม่มากนัก และที่สำคัญ… ไม่ต้องเป็นหนี้

บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต

ดี วิลเลียมส์

คนสำคัญที่สุดที่จุดประกายเรื่องนี้มีชื่อว่า ดี วิลเลียมส์ (Dee Williams) เธอเคยใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง ทำงานให้กับองค์กรสิ่งแวดล้อมของรัฐ ผ่อนบ้านขนาด 3 ห้องนอน มีรายจ่ายจิปาถะ ชีวิตมีความเครียดแฝงเร้น แต่ดีบอกตัวเองเสมอว่าทุกอย่างค่อนข้างโอเค จนกระทั่งเธออายุ 40 แล้วล้มลงเพราะหัวใจวาย เธอฟื้นคืนสติใน 3 วันต่อมาแล้วพบว่าตัวเองได้รับการผ่าตัดหัวใจ ใส่เครื่องกระตุ้นที่ต้องมาลุ้นกันใหม่ในอีก 5 ปีข้างหน้า และพบว่าชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ที่แน่ๆ คือดีรู้ว่าเธอจะใช้ชีวิตต่อไปแบบเดิมไม่ได้อีก

โชคดีที่ในออฟฟิศของคุณหมอมีนิตยสารเล่มหนึ่งที่พูดถึงบ้านเล็ก ดีตัดสินใจปลดตัวเองจากหนี้สินทั้งหมดที่มี กำจัดข้าวของที่ไม่ต้องการใช้ แล้วเริ่มต้นลงมือสร้างบ้านด้วยเงิน 3 แสนบาท เรียนรู้ ต่อสู้กับความกลัวและความยากลำบากตลอดกระบวนการนั้น แล้วสุดท้ายเธอก็ได้บ้านหลังน้อยที่มีรอยนิ้วมือประทับอยู่ในทุกตารางนิ้ว ดีบอกว่า เธอไม่เคยรู้สึกเป็นอิสระแบบนั้นมาก่อนเลยในชีวิต

เธอขอเอาบ้านติดล้อขนาด 84 ตารางฟุตไปจอดที่สนามหลังบ้านของเพื่อนสองคนที่มีลูกเล็ก ในบริเวณเดียวกันมีน้าอายุมากของเพื่อนซึ่งต้องการคนมาดูแล ทั้งสามครอบครัวได้ทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนพื้นที่ในชีวิตของกันและกัน ดีดูแลคุณน้าของเพื่อนจนกระทั่งเธอเสียชีวิตลงเมื่อหลายปีก่อน การไม่ต้องผ่อนบ้าน แทบไม่มีใบเรียกเก็บเงินที่ต้องจ่าย (ไฟฟ้าในบ้านได้มาจากพลังงานแสงอาทิตย์ ห้องน้ำคือโถน้ำใบเขื่องกับอ่างล้างหน้าที่มีถังรองข้างใต้เอาน้ำทิ้งไปใช้อย่างอื่นได้ และโถส้วมพกพาที่สามารถย่อยสลาย ครัวคือเตาแก๊สหัวเดียวกับถังแก๊สใบเล็ก เรียกว่า footprint แทบจะเป็นศูนย์ ค่าสาธารณูปโภคเหลือเพียงเดือนละ 8 เหรียญฯ) ทำให้เธอไม่ต้องทำงานประจำ และมีเวลาพบปะ พูดคุย สร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่นมากขึ้นมหาศาล

ที่สำคัญ พอเปลือกที่ห่อหุ้มและหลังคาที่คลุมหัวมีขนาดเล็กลง เธอกลับรู้สึกใกล้ชิดและเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น รู้ร้อน รู้ฝน รู้หนาว และมีชีวิตอยู่กับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปภายนอก เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและสังคม และนั่นเองที่ทำให้เธอได้รู้จักตัวเองมากขึ้น เมื่อเข้าใจสิ่งที่ทำอย่างถ่องแท้และมีความสุขกับมัน เธอก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังกล้าๆ กลัวๆ แต่อยากเดินบนถนนเส้นเล็กๆ ที่แม้นจะขรุขระแต่ก็อาจจะสุขใจกว่าถนนหลวงหกเลนเป็นไหนๆ

ตอนนี้ถ้าใครสนใจหาข้อมูลเรื่องบ้านเล็ก ชื่อของดี วิลเลียมส์ มักจะปรากฏขึ้นเป็นอันดับแรกๆ จะเรียกว่าเป็นดาวดวงใหญ่ในวงการบ้านเล็กก็คงจะไม่ผิดนัก หนังสือ Go House Go และ The Big Tiny ที่เธอเขียน รวมทั้ง Portland Alternative Dwellings องค์กรเล็กๆ ที่เธอร่วมก่อตั้งกับเพื่อนอีก 2 คน ถือเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่คนสนใจบ้านเล็กเข้าไปหาข้อมูลและแรงบันดาลใจกันอยู่เสมอ

ทำไมบ้านเล็กต้องอยู่บนล้อ… เราเองก็ถามคำถามนี้เหมือนกัน

คำตอบก็คือ เพราะอเมริกามีกฎหมายก่อสร้างที่เข้มงวดมาก และกำหนดให้สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินสำหรับอยู่อาศัยต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 1,000 ตารางฟุต และห้องแต่ละห้องต้องสูงไม่ต่ำกว่า 7 ฟุต แน่นอนกว่าเจอข้อใหญ่ใจความแบบนี้ก็ไม่ต้องคิดจะสร้างบ้านเล็กกันพอดี แต่ช่องโหว่มันอยู่ที่ ถ้าสร้างบ้านบนฐานของรถเทรลเลอร์ แล้วจดทะเบียนเป็นรถ RV (Recreational Vehicle) ก็จะสามารถเลี่ยงข้อกำหนดนั้นได้ นั่นเลยเป็นที่มาว่าทำไมบ้านเล็กจึงต้องมีล้อ

แต่ปัญหาที่เกิดตามมาก็คือ กฎหมายอีกนั่นละที่ห้ามไม่ให้คนอยู่อาศัยอย่างถาวรในรถที่จดทะเบียนเป็น RV (เอ๊า!) เว้นเสียแต่ว่าจะไปจอดในบริเวณที่กำหนดให้เป็น RV Park เท่านั้น หรือเฉพาะบางรัฐเพิ่งเพิ่มกฎหมายยอมให้ไปจอดที่สนามหลังบ้านคนได้หากจะไปเป็นผู้ดูแลคนป่วยหรือคนชราช่วยตัวเองไม่ได้ (แต่กรณีของดีนั่นเกิดก่อนจะมีกฎหมายใหม่นี้เสียอีก)

เท่ากับว่าตอนนี้บ้านเล็กก็ยังค่อนข้างจะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ผู้คนกำลังเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้เมืองพิจารณาเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องใหม่ ทางการยังไม่รู้จะรับมือยังไง หลายคนที่เราได้คุยก็บอกว่าปัญหาหลักๆ คือตอนนี้เทศบาลไม่รู้จะสร้างรายได้จากบ้านเล็กเหล่านี้ยังไง เพราะใบอนุญาตก่อสร้างหรือเชื่อมต่อสาธารณูปโภคก็ไม่ต้องขอ ภาษีโรงเรือนก็ไม่มี แต่เชื่อเถอะว่าพอมันเป็นกระแสมากๆ อย่างนี้ เดี๋ยวก็ต้องมีการปรับแก้กฎหมายให้เรียกเก็บเงินกับบ้านเล็ก และทำให้มันเป็นเรื่องถูกต้องจนได้

แต่ในระหว่างที่ยังถกเถียงกันอยู่ตอนนี้ คนที่มีบ้านเล็กก็อาศัยจอดที่หลังบ้านของคนรู้จัก หรือรวมตัวกันเป็นชุมชนเล็กๆ แล้วผูกไมตรีกับเพื่อนบ้านให้ช่วยกันระแวดระวัง เพราะถ้าไม่มีใครร้องเรียนก็ไม่มีใครมาไล่นั่นเอง

ใครที่ฟังมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกสนใจมาก อยากรู้ต่อไปว่ามันจะใช่ทางของเราจริงๆ หรือเปล่า หรือไอ้เจ้าบ้านเล็กนี่มันมีเสน่ห์ตรงไหน เราอยากแนะนำให้ไปดูสารคดีทาง Netflix เรื่อง Small Is Beautiful ของผู้กำกับออสเตรเลียชื่อ Jeremy Beasley (เจเรมี บีสลีย์) ที่เล่าเรื่องผ่านคนพอร์ตแลนด์ 4 คนที่อยู่ในต่างช่วงเวลาของการสร้างบ้านเล็ก

เบ็นเป็นเด็กหนุ่มเพิ่งเรียนจบและได้รับมรดกก้อนหนึ่งจากพ่อที่เพิ่งเสียชีวิต เขาตัดสินใจใช้เงินก้อนนั้นสร้างบ้านเล็กก่อนเริ่มต้นชีวิตวัยทำงาน นิกกี้กับมิทเชลเป็นคู่รักวัย 30 ที่ฝันจะเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยการไม่เป็นหนี้และมีบ้านที่สร้างด้วยตัวเอง ส่วนแคเรนเป็นสาวใหญ่วัย 50 ที่เพิ่งผ่านวิกฤตในชีวิต และอยู่บ้านเล็กมาได้ 2 ปี มีความสุขดีแต่ยังต้องต่อสู้กับความไม่แน่นอนของกฎหมายและความไม่แน่นอนของชีวิต

น่าสนใจที่ตลอดเวลาปีกว่าที่หนังติดตามชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ เราไม่ได้เห็นแค่ขั้นตอนการสร้างบ้าน แต่กลับได้เห็นจิตใจของแต่ละคนคลี่คลายออกมาผ่านตัวบ้านที่ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง เห็นทั้งรอยฟกช้ำทางใจที่เกิดขึ้นใหม่และบาดแผลเก่าที่ได้รับการเยียวยา สิ่งที่ทุกคนพูดตรงกันก็คือความเป็นจริงไม่ง่ายเหมือนความฝัน บ้านเล็กเป็นมโนคติที่ดูเหมือนจะสวยงาม (หรือเพ้อฝัน อย่างที่หลายๆ คนเอาไปแซะ แม้แต่ซีรีส์ Portlandia ก็ยังมีตอนหนึ่งที่ล้อเรื่องบ้านเล็กเสียจนเราหัวเราะก๊าก) แต่ในความเป็นจริงนั้นต้องมีใจและความเข้มแข็งจริงๆ ถึงจะรอด

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ คนที่เป็นเจ้าของบ้านเล็กในอเมริกานั้นส่วนใหญ่เป็นคนมีการศึกษาสูง มีความคิด มีหนี้บัตรเครดิตน้อยกว่าคนทั่วไป (65% ไม่มีหนี้บัตรเครดิตเลย) และเกือบครึ่งมีอายุมากกว่า 50 ปี อนุมานได้ว่าคนเหล่านี้ค่อนข้างมีอิสระทางการเงินอย่างแท้จริง

บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต

thetinylife.com

อีกวิธีหนึ่งที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับบ้านเล็กได้ดีมากๆ ก็คือการได้มีประสบการณ์ตรง หรือพูดง่ายๆ ก็คือลองไปอยู่บ้านเล็กดูเสียให้มันรู้ว่าไหวไหม ไม่ต้องตกใจว่าผู้เขียนบอกให้ไปเคาะประตูขอเบียดอยู่กับเจ้าของบ้านหลังจิ๋ว เพราะเดี๋ยวนี้มีโรงแรมบ้านเล็กให้มาพักได้ถึง 2 แห่งด้วยกันในพอร์ตแลนด์ แห่งแรกชื่อว่า Caravan ที่ประกาศชัดเจนว่าเป็นโรงแรมบ้านเล็กแห่งแรกในโลก มีบ้านพักด้วยกันทั้งหมด 6 หลัง แต่ละหลังมีธีมแตกต่างกันออกไป และเนื่องจากอยู่ในชุมชนศิลปะและออกจะฮิปปี้หน่อยๆ อย่าง Alberta Art District หน้าตาและอารมณ์ของโรงแรมนี้จึงค่อนข้างจะโบฮีเมี่ยนอยู่ไม่น้อย

ถ้าใครรู้สึกว่าตัวเองอาจจะรั่วไม่ถึงขั้น อาจจะเหมาะกับโรงแรมบ้านเล็กอีกแห่งที่ชื่อ Tiny Digs มากกว่า เพราะโรงแรมนี้อยู่ย่าน Southeast ซึ่งเป็นแหล่งกินดื่มเที่ยวและอยู่อาศัยของคนพอร์ตแลนด์วัยทำงาน เมื่อวานเราเพิ่งแวะไปดูด้วยตาตัวเองว่าหน้าตาบ้านเล็กเหล่านี้เป็นยังไง แล้วก็ให้แปลกใจที่มันน่ารักกว่าที่คิดเสียอีก!

บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต

บ้านทั้ง 7 หลังมีขนาดประมาณ 150 ตารางฟุต มีห้องนอน ครัวเล็กๆ ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำครบถ้วนเหมือนโรงแรมทั่วไป เพียงแต่ย่อส่วนทุกอย่างลงมา แต่เราไม่รู้สึกว่ามันอึดอัดคับแคบนัก คืออยู่สองคนสบายๆ เห็นแล้วไฟลุกโชนอยากจะสร้างบ้านเล็กของตัวเองขึ้นมาเลย (ตั้งปฏิญาณในใจว่าจะสร้างแน่ๆ)

เราได้คุยกับลิน หนึ่งในเจ้าของโรงแรม ได้ความรู้ใหม่หลายเรื่องด้วยกัน ประการแรกคือเจ้าของทั้งสี่คนพบกันตอนเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถ RV ทั้งสี่สนใจเรื่องบ้านเล็กอยู่มากเป็นทุนเดิม และสนใจจะทำโรงแรมเล็กๆ เมื่อทั้งสี่ย้ายมาอยู่พอร์ตแลนด์พร้อมกันด้วยความบังเอิญ ความคิดเรื่องสร้างโรงแรมบ้านเล็กจึงเริ่มเป็นรูปธรรม

ทั้งหมดไปขอความรู้จากเจ้าของ Caravan (ยอมบอกด้วย ใจดีจัง) และเริ่มดำเนินการขออนุญาตจากเทศบาลเมือง เพื่อเปลี่ยนลานขายรถมือสองให้กลายเป็น RV Site เพราะต้องการต่อน้ำไฟเข้าตัวรถแต่ละคัน ทุกห้องจึงมีไฟฟ้าและชักโครกแบบกดได้เหมือนห้องน้ำทั่วไป (คือก็ต้องยอมรับว่าการมี small footprint และ live off the grid อาจจะไม่ใช่ความสามารถและความพร้อมของทุกคน) แต่ก็ต้องจ่ายค่าใบอนุญาตไปอ่วมทีเดียว คือประมาณหนึ่งล้านห้าแสนบาท (จ๊าก… มิน่าล่ะเทศบาลถึงมาจี้ไล่เอากับคนที่อยากมีบ้านเล็ก เพราะเสียรายได้ส่วนนี้ไปนี่เอง)

ส่วนบ้านเล็กแต่ละหลังนั้น สร้างโดยหุ้นส่วนคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้รับเหมาอยู่แล้ว ค่าก่อสร้างประมาณหลังละล้านบาท สิริรวมค่าสร้างบ้าน 7 หลัง ค่าใบอนุญาต ค่าเชื่อมต่อและวางระบบสาธารณูปโภคทั้งหมดก็ประมาณสิบล้านบาท ฟังดูเหมือนแพง แต่เมื่อเทียบกับบ้านเดี่ยวสามห้องนอนหลังหนึ่งในย่าน Southeast ของพอร์ตแลนด์เดี๋ยวนี้ที่ราคาประมาณเกือบยี่สิบล้านบาท ก็ถือว่าไม่แพงเลย

พอเราถามว่าเปิดมา 1 ปีธุรกิจเป็นอย่างไรบ้าง ลินตอบทันทีว่าดีมาก ดีจนเกินประมาณการที่วางเอาไว้เสียอีก คงเพราะยังเป็นเรื่องใหม่ และคนที่มาพอร์ตแลนด์สนใจอะไรแปลกๆ อยู่แล้ว วันที่เราแวะไปนั้นมีคนมาพักเต็มเกือบทุกหลัง และเป็นอย่างนั้นมาตลอดทั้งปี ค่าบ้านคืนนึงก็ไม่ใช่ถูกๆ (คืนละห้าหกพันบาท) นับว่าเป็นแนวโน้มธุรกิจที่ดีมากจริงๆ จนเราเชื่อว่าจะมีโรงแรมบ้านเล็กแบบนี้เกิดขึ้นอีกหลายแห่งทั่วอเมริกาและทั่วโลกแน่ๆ

เล่ามาเสียยาว ก็จะขอเล่าถึงอีกโครงการบ้านเล็กที่น่ารักและดีต่อใจ นั่นคือ โครงการบ้านเล็กเพื่อผู้หญิงไร้บ้าน ที่เกิดขึ้นจากคณะสถาปัตย์ฯ ของ Portland State University (PSU) ที่ให้นักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่าช่วยกันออกแบบและสร้างบ้านหลังเล็ก (แบบไม่มีล้อ) จำนวน 14 หลัง แล้วนำไปตั้งที่ชุมชน Kenton ซึ่งอยู่ทางเหนือของพอร์ตแลนด์

บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต

โครงการนี้ดีตรงที่เป็นความร่วมมือกันของหลายฝ่าย ทั้งมหาวิทยาลัย องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คนในชุมชน และองค์กรทางศาสนา ที่นอกจากช่วยให้ผู้หญิงจำนวนหนึ่งได้มีบ้านแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูสุขภาพและหางานให้ทำด้วย เพื่อที่วันหนึ่งพวกเขาจะได้มีบ้านจริงๆ และมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะการที่ต้องใช้ชีวิตร่อนเร่บนถนนนั้น เป็นข้อจำกัดอย่างยิ่งในการหางานและจัดการชีวิตให้กลับมาอยู่ในร่องในรอย แต่การแค่ให้มีบ้านเพียงอย่างเดียวย่อมไม่พอ ต้องให้ความช่วยเหลือด้านอื่นด้วยจึงจะเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

บ้านเล็กอาจจะไม่ใช่บ้านที่เหมาะสำหรับทุกคน แต่ที่แน่ๆ มันเป็นทางเลือกและทางออกของคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังขยายตัวขึ้นอย่างน่าจับตามอง ใครสนใจหาข้อมูลและความรู้เพิ่มเติม หรืออยากมาเรียนสร้างบ้านเล็ก มีเว็บไซต์ที่เราเห็นว่ามีประโยชน์หลายเว็บ ไม่ว่าจะเป็น The Tiny Life หรือเว็บของ เลนน่า เมนาร์ด หรือรายการโทรทัศน์หลายรายการก็พูดถึงเรื่องบ้านเล็กโดยเฉพาะ

บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต

เลนน่า เมนาร์ด

ขอจบตอนนี้ด้วยเรื่องของบ้านเล็กที่เราว่าน่ารัก สวยเนี้ยบ สร้างแรงบันดาลใจของสาวญี่ปุ่น 2 คนนี้ก็แล้วกันค่ะ

Save

Save

Save

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

เวลาเลือกซื้อผักผลไม้ คุณเลือกจากอะไร

คนส่วนใหญ่มักตอบว่าเลือกลูกหรือกำที่สวย ไม่แหว่ง ไม่เบี้ยว ไม่มีรอย

นั่นเป็นเหตุผลให้เฉพาะที่อเมริกา มีผักผลไม้ที่ต้องถูกทิ้งไปเพราะไม่เข้าข่ายที่ว่ามา ปีละ 3 พันล้านกิโลกรัม… ค่ะ เขียนไม่ผิด… 3 พันล้านกิโลกรัม! ลองนึกสิคะว่าถ้ารวมกันทั้งโลกนี้จะต้องคูณไปอีกกี่เท่า

Tristram Stuart

ผักผลไม้เหล่านี้ เกินกว่าครึ่งถูกทิ้งตั้งแต่ที่ฟาร์ม ส่วนที่เหลือถูกคัดทิ้งที่ซูเปอร์มาร์เก็ต มันน่าเจ็บปวดและน่าเสียดายแค่ไหน ที่แรงงานและทรัพยากรมากมายถูกใช้ไปโดยเปล่าประโยชน์ เพียงเพราะความต้องการ (หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์) ของผู้บริโภคที่อยากได้แต่ของไม่มีตำหนิ

จะว่าไปมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกนะคะ เราจ่ายเงินทั้งทีก็ต้องอยากได้ของดีที่สุดแลกมา แล้วสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตนั้นจะตั้งข้อกังขากับอะไรที่หน้าตาไม่ปกติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เราก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาพืชผลที่ถูกทิ้งจำนวนมหาศาล เห็นตัวเลขแล้วน่าใจหายจริงๆ เลยใช่ไหมคะ คนส่วนใหญ่ได้ยินแล้วก็คงจะเศร้าใจ แต่ไม่รู้จะช่วยยังไงดี เวลาไปจ่ายกับข้าวแล้วจะให้เลือกแต่ผักผลไม้บูดๆ เบี้ยวๆ ก็ไม่ไหวนะคะ ครั้นจะให้ถ่อไปถึงไร่ถึงสวนช่วยซื้อผักผลไม้ที่พ่อค้าคนกลางเขาไม่รับซื้อ อันนี้ก็พูดเป็นเล่นไปอีก สรุปก็เลยใช้ชีวิตต่อไปแบบถอนใจเป็นครั้งคราว

แต่ เบ็น ไซม่อน (Ben Simon) ไม่คิดอย่างนั้นค่ะ เขาเห็นปัญหา และลงมือแก้ไขมัน ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่แมรีแลนด์เมื่อปี 2011 ตอนนั้นเบ็นกับเพื่อนๆ พบว่ามีอาหารเหลือทิ้งจากโรงอาหารเป็นจำนวนมากทุกๆ คืน และอาหารจำนวนมากยังอยู่ในสภาพที่กินได้ พวกเขาจึงตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ชื่อ Food Recovery Network (FRN) เพื่อเก็บอาหารเหล่านั้นส่งไปบริจาคให้กับเครือข่ายองค์กรที่ช่วยเหลือคนอดอยากหิวโหย

แนวคิดและการดำเนินงานของ FRN ได้รับความสนใจอย่างมาก มีนักศึกษามหาวิทยาลัยอื่นๆ รวมทั้งนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ (แม้แต่โรงเรียนสอนทำอาหาร) ขอเข้าร่วมโครงการกันอย่างคึกคัก จนตอนนี้ FRN กลายเป็นเครือข่ายนักเรียนนักศึกษากู้อาหารที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา เพียง 5 ปีกว่า พวกเขาเก็บอาหารไปแจกจ่ายให้คนอิ่มท้องได้เกือบล้านกิโลกรัม แทนที่จะต้องถูกทิ้งไปเฉยๆ โดยไม่มีใครทำอะไรเลย (ใครที่สนใจอยากเริ่มต้นโครงการแบบนี้ในเมืองไทย ลองเข้าไปดูรูปแบบการดำเนินงานหรืออีเมลขอคำแนะนำจากเขาได้นะคะ)

เมื่อเบ็นเรียนจบ เขากับเพื่อนอีกคนชื่อเบ็นเหมือนกัน (แต่นามสกุลเชสเลอร์ – Chesler) เริ่มคิดการใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ทำอย่างไรจึงจะขยายแนวความคิดนี้ออกไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่า นั่นก็คือปัญหาผลิตผลเหลือทิ้งที่ทับถมอยู่ในกองขยะ โชคดีที่สองเบ็นได้พบกับรอน คลาร์ก (Ron Clark) รอนมีประสบการณ์หลายสิบปีในการทำงานกับ Food Bank (สถานสงเคราะห์ให้ความช่วยเหลือด้านอาหารแก่ผู้ยากไร้) ในแคลิฟอร์เนีย และเป็นผู้ก่อตั้งโครงการ Farm to Family ที่รับเอาผลิตผลขี้เหร่จากฟาร์มมาบริจาคให้กับคนไม่มีจะกิน รอนรู้ดีว่าถึงแม้เขากำลังสร้างมหากุศล แต่ก็ยังมีผลผลิตบุญน้อยถูกทิ้งอีกมากมายเหลือคณานับ ทั้งสามมีความเชื่อเดียวกันว่าทางเดียวที่จะช่วยกันแก้ปัญหาได้ คือขยายความรับผิดชอบไปยังผู้บริโภค

ปี 2015 ธุรกิจส่งผักผลไม้ไม่สมประกอบในราคาเป็นกันเองที่ชื่อ Imperfect Produce ก็ถือกำเนิดขึ้นที่ซานฟรานซิสโก

Imperfect Produce

เพียงแค่สองปีกว่า พวกเขากู้ผักผลไม้คืนมาได้ถึงสี่ล้านกว่ากิโลกรัม ลดปริมาณน้ำ (ที่ต้องสูญเปล่าไปกับการเพาะปลูกแล้วไม่ได้ขาย) ได้ถึงเกือบสองพันล้านลิตร ช่วยให้คนประหยัดค่าจ่ายตลาดไปได้ถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นล้านบาท และลดประมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะเกิดขึ้นจากพืชผลเน่าเสียไปได้ถึงสามสิบเอ็ดล้านปอนด์ จากที่ตอนแรกส่งแค่ในแคลิฟอร์เนีย ตอนนี้ Imperfect Produce ขยายฐานลูกค้าและเกษตรกรไปยังพอร์ตแลนด์ ซีแอตเทิล และชิคาโก ข่าวว่าเมืองอื่นๆ อีกหลายเมืองกำลังจะทยอยตามมาอย่างรวดเร็ว

ฟังดูมีความหวังมากเลยใช่ไหมคะ ดีจังที่ธุรกิจเพื่อสังคมแบบนี้เติบโตราวกับไฟลามทุ่ง แสดงว่าผู้บริโภคมีความต้องการและความพร้อมที่จะร่วมมือกัน ถ้ามีคนมาบริหารจัดการอย่างเข้าใจทุกฝ่าย และที่สำคัญที่สุดคือ มีโมเดลทางการตลาดที่ทำให้ง่ายและดีต่อชีวิตของทุกคน

บ้านของผู้เขียนเพิ่งเริ่มรับกล่องผลิตผลจาก Imperfect Produce ได้ไม่นาน แต่ก็ตกหลุมรักเทใจให้ไปเรียบร้อย เพราะถึงแม้ดูจากผู้ก่อตั้งทั้งสามแล้วโหงวเฮ้งจะออกเด็กค่ายสายเนิร์ดแน่นอน แต่หน้าตาและการสื่อสารของธุรกิจกลับทันสมัยน่ารักน่าเอ็นดู

Imperfect Produce

วิธีการใช้งานก็แสนสะดวก เข้าไปลงทะเบียนไม่กี่บรรทัด จากนั้นเลือกว่าจะให้มาส่งทุกอาทิตย์หรืออาทิตย์เว้นอาทิตย์ก็ได้ แล้วใกล้ๆ วันมาส่ง ก็สามารถเข้าไปเลือกได้ว่าจะเอาไม่เอาผักอะไรบ้างในกล่องนั้น พอถึงวันส่งจริง ก็มีข้อความมาบอกในมือถือด้วยว่าคนขับรถกำลังไปแล้วนะจ๊ะ ถึงขั้น track ได้ด้วยว่าอยู่ตรงไหนอีกกี่นาทีจะมาถึง ส่งเสร็จค่อยตัดบัตรเครดิต ช่วงไหนไม่อยู่จะงดรับติดต่อกันก็ได้หลายสัปดาห์ บอกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้

ในกล่องที่มาส่ง มีโปสการ์ดให้ความรู้เกี่ยวกับพนักงาน ผลผลิต พร้อมทั้งมีสูตรอาหารจากผักผลไม้แปลกๆ ด้วย ในเว็บไซต์เองก็มีบล็อกบอกเกร็ดน่ารู้สำหรับคนรักโลกและชอบทำอาหาร ในอินสตาแกรมก็ชักชวนให้ลูกค้าส่งรูปผักหน้าตาตลกๆ ที่ตัวเองได้รับมาให้คนอื่นช่วยกันขำ แต่ทั้งหมดไม่มากไปจนตามอ่านตามดูไม่ทัน และการปฏิสัมพันธ์ต่างๆ ก็ดูออกว่าคิดมาแล้วว่าคนมีพฤติกรรมและความต้องการอย่างไร

Imperfect Produce Imperfect Produce Imperfect Produce

ผู้เขียนเคยคิดจะสมัครสมาชิก CSA (Community Supportive Agriculture) ซึ่งเป็นการเข้าไปซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง แต่เราต้องจ่ายเงินล่วงหน้าไปก่อนเลยสำหรับทั้งฤดูกาลนั้น ซึ่งแพงพอสมควร (ฟาร์มผักอินทรีย์ที่มีจุดรับผลิตผลที่ใกล้บ้านผู้เขียนที่สุด คิดราคาฤดูละสามหมื่นกว่าบาท คือเฉลี่ยเดือนละหมื่น) เพื่อเกษตรกรจะได้เอาเงินไปบริหารจัดการฟาร์ม พอถึงเวลา เราก็ไปรับผลผลิตตามจุดที่กำหนด ซึ่งเลือกไม่ได้ว่าจะได้อะไรบ้าง เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าเกษตรกรจะปลูกอะไรและมีอะไรพร้อมเก็บเกี่ยวในช่วงนั้นบ้าง ทำให้เพื่อนหลายคนของผู้เขียนที่บอกรับเป็นสมาชิกแบบนี้มาบ่นให้ฟังอยู่เนืองๆ ว่าได้ผักที่บ้านเขาไม่กินอยู่บ่อยๆ

การลงขันก็เท่ากับเราต้องร่วมกันรับผิดชอบความเสี่ยงด้วย หากมีภัยธรรมชาติหรือความผิดพลาดทำให้ฤดูกาลเพาะปลูกนั้นล้มเหลวก็แปลว่าจะไม่ได้ผลผลิต ผู้เขียนศึกษารายละเอียดอยู่พักใหญ่ แล้วก็ตัดสินใจว่าเรายังไม่พร้อมจ่ายเงินเดือนละหมื่นกว่าบาทเป็นค่าผักผลไม้ ถึงแม้ใจจะอยากช่วยสนับสนุนเกษตรกรอินทรีย์และรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคมลักษณะนี้ก็ตาม

Imperfect Produce Imperfect Produce

ครั้นพอได้ยินถึงเรื่อง Imperfect Produce ผู้เขียนก็พบว่านี่มันเป็นสิ่งที่เราแสวงหามานาน เราอยากกินผักผลไม้ปลอดสารพิษในราคาไม่แพง เราอยากสนับสนุนเกษตรกร และเราอยากสนับสนุนธุรกิจที่คิดดีทำดี

เหตุผลที่ผักผลไม้จาก Imperfect Produce ราคาถูกกว่าตามซูเปอร์มาร์เก็ตเกือบครึ่ง (หรือเกินครึ่ง) ก็เพราะเขาไปรับผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง และผลผลิตเหล่านี้ ยังไงก็ต้องถูกทิ้ง ดังนั้น ต้นทุนจึงต่ำมาก คนซื้อก็เลยซื้อได้ในราคาถูก ถามว่าหน้าตาของที่ได้แย่มากไหม ตอบได้เลยว่าไม่ บางอย่างนี่ผู้เขียนยังต้องพลิกไปพลิกมาว่ามันผิดปกติตรงไหน เพราะดูไปก็เหมือนของที่ขายตามร้านค้า บางอย่างอาจจะผิวมีตำหนิ ลูกใหญ่ไป เบี้ยวนิดเบี้ยวหน่อย แต่มันก็เป็นความจริงของธรรมชาติไม่ใช่เหรอคะ เราเองต่างหากที่ถูกหล่อหลอมมาให้เชื่อว่าผักผลไม้ต้องมีขนาดและหน้าตาสวยงามพิมพ์นิยมเดียวกันหมด พอได้เห็นอะไรแบบนี้ผู้เขียนกลับยิ่งรู้สึกเห็นคุณค่าและความงามของพืชผักเหล่านี้มากขึ้นเสียอีก

พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็เลยทำให้นึกถึงสารคดีดูสนุกสร้างความหวังเรื่อง Wasted! The Story of Food Waste

สารคดีซึ่งเล่าถึงภาพรวมปัญหาอาหารถูกทิ้งของทั้งโลกในหลากหลายแง่มุม และความพยายามของหัวเรี่ยวหัวแรงหนึ่งหยิบมือจากทั่วโลก ที่กำลังช่วยกันคลี่คลายและสลายปัญหานี้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นแดน บาร์เบอร์ (Dan Barber) เชฟชื่อดังแห่ง Blue Hill Farm ที่หยิบเอาส่วนผสมที่คนทั่วไปโยนทิ้ง แล้วสร้างสรรค์ให้มันกลายเป็นอาหารสุดหรูแสนอร่อยสำหรับผู้มีอันจะกิน หรือซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อ Daily Table ที่รับพืชผลและผลิตภัณฑ์อาหารบริจาคจากเครือข่ายเกษตรกร ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ และผู้ผลิตเจ้าต่างๆ แล้วเอามาขายให้คนยากคนจนในราคาถูก มีส่วนขายอาหารปรุงสำเร็จที่ดีต่อสุขภาพและราคาใกล้เคียงกับฟาสต์ฟู้ด ทำให้คนรายได้น้อยมีทางเลือกและโอกาสในการเข้าถึงอาหารที่ดีมากขึ้น

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือวงการอาหารสัตว์ องค์การสหประชาชาติมีรายงานออกมาว่า ถ้าเราให้หมูกินอาหารที่เหลือจากมนุษย์แทนที่จะกินอาหารสัตว์ซึ่งทำจากข้าวโพดและถั่วเหลือง เราจะมีอาหารพอที่จะเลี้ยงประชากรโลกได้เพิ่มถึง 3 พันล้านคนต่อปี! ฟังดูก็เป็นเรื่องน่าตกใจไม่น้อย เพราะแต่แรกเริ่มเดิมทีนั้น มนุษย์เราเองนี่ละที่หาเรื่องเลี้ยงหมูก็เพื่อจะให้กินเศษอาหาร แล้วจะได้กลับมาเป็นอาหารให้มนุษย์อีกที แต่เวลาผ่านไป ระบบการเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรม ทำให้หมูเหล่านี้กลับมาแย่งอาหารของมนุษย์

ที่ญี่ปุ่นมีทางออกสำหรับเรื่องนี้ค่ะ เพราะเกษตรกรเริ่มใช้อาหารจากบริษัท Agri Gaia System ที่ก่อตั้งขึ้นโดยคุณฮิโรยูกิ ฮาโกอุ (Hirouki Hakou) ซึ่งเคยเป็นคนขับรถเก็บขยะมาก่อน แต่วันหนึ่งเขารู้สึกรับไม่ได้อีกต่อไปกับการขนเศษอาหารจำนวนมากมายไปเททิ้งทุกวัน เขาจึงตั้งโรงงานรับเอาอาหารเหลือจากแหล่งต่างๆ มาแปรรูปให้กลายเป็นอาหารสัตว์ จนตอนนี้ AGS กลายเป็นโรงงานอาหารสัตว์แปรรูปที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และมีกำลังการผลิตถึงวันละ 250 ตัน ฟังแล้วอยากจะกราบเสียตรงนี้เลย

Imperfect Produce Imperfect Produce Imperfect Produce

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือการนำกากอาหารเหลือทิ้งจากโรงงานไปใช้สร้างพลังงาน ตัวอย่างเช่นโรงงานผลิตโยเกิร์ต Yoplait ในรัฐเทนเนสซี ที่มีปัญหาหางนมเหลือเป็นจำนวนมากจากการผลิต Greek Yogurt (ปกตินม 1 ลิตรจะผลิตโยเกิร์ตได้ 1 ลิตร แต่โยเกิร์ตแบบกรีกต้องใช้นมถึง 3 ลิตรเพื่อผลิตโยเกิร์ตที่ข้นจนเกือบเป็นคัสตาร์ดได้ 1 ลิตร) ก่อนหน้านี้โรงงานต้องขนเอาหางนมเหล่านี้ไปฝังกลบ เพราะมันมีกากตะกอนอินทรีย์มากเกินกว่าจะทิ้งลงระบบบำบัดปกติได้ พวกเขาแก้ปัญหาด้วยการสร้างแทงก์ขนาดใหญ่ยักษ์ แล้วเติมหางนมเหล่านี้ลงไปเป็นอาหารให้กับแบคทีเรียที่อยู่ในแทงก์ แบคทีเรียจะทำการย่อยโปรตีนและน้ำตาล ทำให้กลายเป็นน้ำสะอาด และปล่อยก๊าซมีเทนออกมาเป็นผลพลอยได้ เนื่องจากโรงงานเป็นระบบปิด จึงสามารถส่งก๊าซไปใช้เป็นพลังงานหมุนเวียน ทำให้ลดค่าไฟฟ้าไปได้ถึง 10% คิดเป็นมูลค่าปีละเกือบร้อยล้านบาททีเดียว น่าดีใจที่ในเมืองไทยเราก็มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากสร้างก๊าซชีวภาพจากของเสียในโรงงาน และกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ส่งเสริมเรื่องนี้ด้วย

พูดกันถึงภาครัฐ ก็ต้องเล่าถึงความใส่ใจของรัฐบาลหลายประเทศ ที่มองเห็นความรุนแรงของปัญหาอาหารเหลือทิ้ง และปรากฏการณ์เรือนกระจกที่จะสาหัสขึ้นหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป จนถึงกับออกกฎหมายควบคุมการทิ้งอาหาร ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส และอิตาลี โดยฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกในโลกที่ออกกฎหมายห้ามซูเปอร์มาร์เก็ตทิ้งหรือทำลายอาหารที่ยังกินได้หรือเพียงใกล้วันหมดอายุ แต่ต้องบริจาคให้กับองค์กรช่วยเหลือผู้อดยากหิวโหยแทน ไม่อย่างนั้นจะถูกปรับมหาศาล ตอนนี้เมืองน้ำหอมกำลังล็อบบี้ให้ประเทศอื่นใน EU ออกกฎหมายลักษณะเดียวกันด้วย ส่วนรัฐบาลเกาหลีใต้สนุกกว่า คือมีถังขยะแยกสำหรับทิ้งอาหารเหลือ ก่อนจะทิ้งได้ต้องสแกนบัตรประชาชนก่อน แล้วสิ้นเดือน ประชาชนก็ต้องจ่ายค่าอาหารที่ตัวเองทิ้งตามน้ำหนัก ผลปรากฏว่าตอนนี้เกาหลีใต้แก้ปัญหาอาหารถูกส่งไปกองขยะได้เกือบหมดประเทศ! นี่… มันต้องเอาจริงกันอย่างนี้

ทำไมการทิ้งอาหารถึงได้เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก ก็เพราะว่าอาหารที่เราทิ้งลงถัง แล้วถูกเก็บใส่รถขยะ เอาไปเทรวมกันที่กองขยะปล่อยให้เน่าเหม็นนั้น เป็นตัวการที่สำคัญของการทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่ออาหารย่อยสลาย และไม่มีก๊าซออกซิเจนเพราะถูกทับถมรวมกันเป็นกองพะเนิน มันจะปล่อยก๊าซมีเทนออกสู่ชั้นบรรยากาศ แล้วไอ้เจ้าก๊าซมีเทนนี้เอง ที่สร้างปรากฏการณ์เรือนกระจกได้หนักหนาสาหัสกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 23 เท่า! เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานเสียด้วย ลองเดาดูเล่นๆ นะคะว่าผักกาดหอม 1 หัวในกองขยะ ใช้เวลาเท่าไหร่จึงจะย่อยสลายได้หมด… 2 สัปดาห์? 2 เดือน?… ผิดหมดค่ะ… คำตอบคือ 25 ปี!! ผู้เขียนได้ยินอย่างนี้แล้วคิดมากขึ้นเยอะเลยค่ะก่อนจะทิ้งอะไร

แล้วทีนี้จะทำยังไงกับชีวิตตัวเองดี… อย่าเพิ่งเครียดค่ะ ผู้เขียนมีคำแนะนำง่ายๆ 11 ข้อที่จะช่วยลดปริมาณอาหารเหลือทิ้งในครัวเรือนมาฝากด้วยค่ะ

  1. อย่าซื้อของเยอะเกินความจำเป็น ถ้าบ้านอยู่ใกล้ตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต ให้ซื้อครั้งละน้อยๆ แล้วใช้ให้หมด ก่อนไปซื้อของ วางแผนแต่ละมื้ออาหาร จะได้รู้ว่าต้องซื้ออะไรบ้าง แล้วพอไปที่ร้านก็ใจแข็ง อย่าซื้อโน่นนี่เพราะรู้สึกว่ามันน่ากินไปหมด
  2. อย่าตักอาหารเยอะเกินไปให้สมาชิกในบ้านหรือแขกที่มากินข้าว ใช้วิธีตักปริมาณน้อย แล้วค่อยเติมเอาจะดีกว่า รู้ไหมคะว่าเราถูกวัฒนธรรมร้านอาหารทำให้รู้สึกว่ากับข้าวต้องจานใหญ่ๆ ถึงจะดูน่ากิน อยู่บ้านใช้จานเล็กๆ ก็อาจจะช่วยให้กินน้อยลงได้ ดีต่อสุขภาพและไม่มีอาหารเหลือด้วย
  3. ถ้ามีอาหารเหลือ ใส่กล่องเก็บเข้าตู้เย็น แปะวันที่ไว้ด้วยก็จะดี แล้วสร้างนิสัยในการกินอาหารเหลือผสมไปกับอาหารใหม่ ตู้เย็นจะได้ไม่อัดแน่นไปด้วยของที่กินไม่หมด
  4. เก็บอาหารให้ถูก แต่ละอย่างจะได้เสียช้าลง ผักผลไม้บางอย่างไม่ควรวางไว้ใกล้ผักผลไม้อื่นเพราะมันปล่อยก๊าซที่ทำให้ผลไม้อื่นสุกหรือเสียง่าย หรือผักจำนวนมาก ตัดก้านแล้วแช่น้ำ อยู่ได้นานกว่าแช่ตู้เย็นเสียอีก ตำแหน่งการวางของในตู้เย็นก็ช่วยยืดอายุอาหารและประหยัดพลังงานด้วยค่ะ
  5. จัดตู้เย็นให้เป็นระเบียบ เพื่อให้มองเห็นอาหารทุกอย่าง จะได้คอยหยิบอะไรที่เสียง่ายหรือใกล้หมดอายุมาใช้ได้ทัน
  6. อย่ายึดวันหมดอายุหรือ sell-by date เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย วันที่เหล่านี้เป็นตัวกำหนดคุณภาพของอาหาร ไม่ใช่ว่าถึงวันนั้นแล้วจะกินไม่ได้จริงๆ ให้ใช้วิจารณญาณจากดูด้วยตา ดมกลิ่น หรือลองชิมดู ก่อนจะตัดสินใจโยนทิ้งเพียงเพราะวันที่บนบรรจุภัณฑ์
  7. จดบันทึกสิ่งที่ทิ้ง เขียนราคาลงไปด้วยยิ่งดี (เห็นกันจะจะว่าเสียเงินไปเท่าไหร่นี่ช่วยได้มากเลยค่ะ) แล้วก่อนจะออกไปซื้อของ เปิดตู้เย็นและชั้นเก็บอาหารดูก่อนว่ามีอะไรอยู่แล้วบ้าง จะได้ไม่ซื้อของอย่างเดียวกันมาซ้ำๆ ทำให้ใช้ไม่หมด
  8. บริจาคอาหารให้กับคนที่หิว ลองหาข้อมูลดูว่าใกล้ๆ บ้านมีใครรับบริจาคอาหารบ้าง หรือถ้าไม่มี เราตั้งโต๊ะบริจาคอาหารสำหรับชุมชนยากจนที่อยู่ใกล้ๆ ได้ไหม เราจะได้เอาอาหารดีๆ ที่คิดว่ากินไม่หมดแน่ๆ ไปบริจาค หรือถ้าเป็นอาหารเหลือทิ้ง มีโรงเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ใกล้ๆ ที่รับบริจาคอาหารไหม
  9. ผักผลไม้บางอย่างต้องซื้อทีละกำใหญ่ๆ กินยังไงก็ไม่หมด งั้นหัดดองผัก ทำผลไม้แช่อิ่มดีไหม จะได้มีอาหารเก็บไว้กินนานขึ้นอีก ไม่ต้องเสี่ยงกับสารกันบูดหรือขัณฑสกรด้วย หรือบางอย่างที่ใช้ทีละนิดเดียว เช่น พริก ใบกะเพรา ลองปลูกเองดีไหมจะได้ไม่ต้องซื้อเยอะๆ ให้เหลือทิ้ง หรือจะล้างแล้วเด็ดแช่ช่องแข็งก็ช่วยให้มีของใช้ได้นานขึ้น
  10. หาสูตรอาหารจากของที่เรามี หรือใช้แอพอย่าง Handpick ที่ช่วยคิดว่าของแบบนี้จะทำเป็นอาหารอะไรได้บ้าง นอกจากได้ทำอะไรใหม่ๆ แล้วยังได้ใช้ของที่มีอยู่ให้หมดด้วย
  11. ทำปุ๋ยจากเศษอาหาร อันนี้มีคนบอกว่าให้ใส่ไว้อันดับท้ายๆ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีเวลา สนใจ หรือมีที่พอจะทำปุ๋ย ถ้าทำได้ก็จะดี แต่ทางที่ดีให้ลดขยะจากอาหารเหลือก่อน จากนั้นหาทางบริจาค ส่งไปเป็นอาหารสัตว์ แปรรูปเป็นพลังงาน จากนั้นจึงจะมาคิดเรื่องทำปุ๋ย (บ้านผู้เขียนพยายามมาหลายรอบแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จเสียที เพราะสัดส่วนของสดกับของแห้งยังไม่ได้ที่)

Imperfect Produce

ไหนๆ ก็เล่ามายาวขนาดนี้แล้ว ขอเล่าถึงนักรณรงค์เรื่องการลดปริมาณอาหารเหลือที่สำคัญอีกคนหนึ่งของโลกค่ะ เขาเป็นหนุ่มอังกฤษรูปหล่อวัย 40 ชื่อ ทริสแทรม สจ๊วต (Tristram Stuart) ที่สนใจปัญหานี้มาตั้งแต่อายุ 15 จนตอนนี้เขียนหนังสือขายดีออกมา 2 เล่ม TED Talk ของเขาก็มีคนเข้ามาดูเป็นล้าน แถมยังเป็นผู้ก่อตั้งคราฟท์เบียร์ยี่ห้อ Toast Ale ที่เอาขนมปังชิ้นหัวท้าย ซึ่งถูกทิ้งมากมายมหาศาลจากการผลิตแซนด์วิช มาทำเป็นหัวเชื้อในการหมักเบียร์ (ทำให้นึกถึงคราฟต์โซดาไทยยี่ห้อ Castown ที่ทำจากเปลือกกาแฟเหลือทิ้ง น่ารักไม่แพ้กัน) ลองเข้าไปฟัง TED Talk ของทริสแทรม เปิดหูเปิดตากันดีไหมคะ

เราได้ยินกันบ่อยเหลือเกิน ว่าต่อไปโลกจะมีประชากรเกือบ 9 พันล้านคน เราต้องหาทางผลิตอาหารเพิ่มเพื่อเลี้ยงประชากรโลกจำนวนมหาศาลเหล่านี้ ความจริงคือ นั่นไม่ใช่เรื่องจริงเลยค่ะ เพราะมีการคำนวณออกมาแล้วว่า ตอนนี้เราผลิตอาหารล้นเกินความต้องการของประชากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ (อเมริกาผลิตอาหารถึงเกือบ 4 เท่าของความต้องการที่แท้จริงของคนในประเทศ)

แต่ปัญหาที่แท้จริงคือเราทิ้งอาหารจำนวนมากมายมหาศาลซึ่งควรจะได้นำไปเลี้ยงผู้คนมากกว่า ว่ากันว่า 40% ของอาหารที่ผลิตขึ้นในอเมริกานั้นไม่ได้รับการบริโภค และถูกทิ้งไปอย่างสูญเปล่า ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับคำกล่าวของเชฟมาซซิโม่ บ็อตตูร่า (Massimo Bottura) ว่า “เราไม่จำเป็นต้องผลิตเพิ่ม เราเพียงแค่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม” ตัวอย่างมากมายที่เล่ามา รวมทั้งเรื่อง Imperfect Produce ที่ผู้เขียนใช้เปิดประเด็นนั้น แม้จะเป็นเพียงน้ำหยดหนึ่งในทะเลทราย แต่ถ้าน้ำนั้นหยดต่อเนื่องกันจากหลายๆ จุด ผู้เขียนเชื่อว่าสักวันมันต้องกลายเป็นบึงใหญ่ กลายเป็นโอเอซิสที่มีต้นไม้และสิ่งมีชีวิตเจริญงอกงาม

มาช่วยกันนะคะ ปัญหาระดับโลก เริ่มแก้ได้ด้วยคนตัวเล็กๆ อย่างพวกเราทุกคนค่ะ

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load