สองสามปีที่ผ่านมานี้ ถ้าจะพูดถึงเรื่อง ‘บ้านเล็ก’ หรือ Tiny Houses คงไม่มีเมืองไหนในอเมริกาจะคึกคักมากไปกว่าเมืองขนาดกลางอย่างพอร์ตแลนด์เป็นแน่

เท่าที่เห็นด้วยตัวเองก็คือมีบ้านแบบนี้เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด บางแห่งเปิดให้เช่าเป็น  Airbnb บางแห่งตั้งตนเป็นโรงแรมบ้านเล็กแห่งแรกในโลก บางแห่งโฆษณาว่าเป็นชุมชนเพื่อคนเชื่อในบ้านเล็ก บางแห่งสร้างขึ้นโดยจิตอาสาเพื่อผู้หญิงไร้บ้าน

เทศบาลเมืองเองก็ดูจะสนับสนุนเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย ถึงกับมีโครงการจะสร้างบ้านเล็กจำนวน 300 หลัง ถ้าใครยอมให้เอาไปตั้งที่หลังบ้านตัวเองเพื่อให้ครอบครัวคนไร้บ้านได้มาอยู่อาศัย ครบ 5 ปีก็จะได้บ้านเล็กนั้นไปเป็นกรรมสิทธิ์

เมื่ออาทิตย์ก่อนก็เพิ่งมีทัวร์ดูบ้านเล็ก ที่มีผู้คนเดินทางมาจากทั่วโลกหลายร้อยคน แว่วว่าเดือนหน้าก็จะมีการประชุมสุดยอดบ้านเล็กแห่งชาติ ติดต่อกัน 3 วันรวด! จนมีคนบอกว่าพอร์ตแลนด์น่าจะเป็นเมืองหลวงแห่งบ้านเล็กของอเมริกา (ควบคู่ไปกับอีกหลาย ‘เมืองหลวงแห่ง’ ที่ใครต่อใครพากันมอบให้)

ผู้เขียนเองก็สนใจเรื่องนี้ในหลายแง่มุมด้วยกัน แล้วพอยิ่งสนใจก็ยิ่งเห็นข่าวคราวเรื่องนี้หนาตาขึ้นเรื่อยๆ แต่ก่อนอื่นขอเล่าให้ฟังก่อนก็แล้วกันค่ะว่าไอ้เจ้าบ้านเล็กที่พูดมาทั้งหมดนี้มันคืออะไรและหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่

บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต

Tiny Houses เป็นแนวโน้มใหม่ในการสร้างบ้านให้มีขนาดเล็กกะทัดรัดแค่พออยู่ คือประมาณไม่เกิน 200 ตารางฟุต (หรือไม่เกิน 18.5 ตารางเมตร) ที่เกิดขึ้นมาพักใหญ่แล้ว แต่เพิ่งจะกลายเป็นกระแสและถูกพูดถึงในสื่อต่างๆ อย่างมากเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง

บ้านเล็กมี 2 แบบด้วยกัน คือ Tiny House on Wheels บ้านเล็กแบบมีล้อ ที่หน้าตาคล้ายๆ RV กับบ้านเล็กที่สร้างบนที่ดินซึ่งมีบ้านใหญ่อยู่แล้ว ซึ่งเรียกตามกฎหมายว่า ADU (Accessory Dwelling Unit) แต่บางคนก็เรียกว่า Granny’s Flat หรือ Mother-In-Law Unit

บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต

บ้านเล็กที่เราสนใจคือแบบที่มีล้อ เพราะมันเกี่ยวโยงกับความเชื่อและความพยายามของคนที่ต้องการปลดตัวเองจากพันธนาการด้านการเงินของสังคม ลองนึกดูสิคะว่าทุกวันนี้คนจำนวนมากแค่ไหนที่เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นหนี้ และหนี้ก้อนสำคัญที่ผูกพันกันไปยาวนานหลายสิบปี (บางทีจนกระทั่งเกษียณ) ก็คือหนี้เงินกู้มาซื้อหรือสร้างบ้าน หรือถ้าไม่เป็นหนี้ก็มีค่าเช่าคอนโดหรืออพาร์ตเมนต์เป็นรายจ่ายก้อนหลักที่ต้องถูกหักจากเงินเดือนไปเรื่อยๆ ยังไม่นับค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวเนื่องกับการอยู่อาศัย เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าส่วนกลาง หรือค่าซ่อมแซมจิปาถะ พูดง่ายๆ ก็คือคนส่วนใหญ่รอบๆ ตัวเราต่างก็ตกอยู่ในสภาวะเดียวกันนี้จนราวกับมันเป็นเรื่องปกติ

แต่แล้วก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกว่ามันน่าจะมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ ที่ทำให้ชีวิตเครียดน้อยกว่านี้ และทำให้ชีวิตมีอิสระมากขึ้น พวกเขาเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมต้องมีบ้านหลังใหญ่ (บ้านคนอเมริกันทั่วไปมีพื้นที่ประมาณ 2,700 ตารางฟุต) ทำไมต้องมีข้าวของมากมายที่ไม่จำเป็น เป็นไปได้ไหมที่เราจะลุกขึ้นสร้างบ้านด้วยสองมือของตัวเองและด้วยเงินจำนวนไม่มากนัก และที่สำคัญ… ไม่ต้องเป็นหนี้

บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต

ดี วิลเลียมส์

คนสำคัญที่สุดที่จุดประกายเรื่องนี้มีชื่อว่า ดี วิลเลียมส์ (Dee Williams) เธอเคยใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง ทำงานให้กับองค์กรสิ่งแวดล้อมของรัฐ ผ่อนบ้านขนาด 3 ห้องนอน มีรายจ่ายจิปาถะ ชีวิตมีความเครียดแฝงเร้น แต่ดีบอกตัวเองเสมอว่าทุกอย่างค่อนข้างโอเค จนกระทั่งเธออายุ 40 แล้วล้มลงเพราะหัวใจวาย เธอฟื้นคืนสติใน 3 วันต่อมาแล้วพบว่าตัวเองได้รับการผ่าตัดหัวใจ ใส่เครื่องกระตุ้นที่ต้องมาลุ้นกันใหม่ในอีก 5 ปีข้างหน้า และพบว่าชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ที่แน่ๆ คือดีรู้ว่าเธอจะใช้ชีวิตต่อไปแบบเดิมไม่ได้อีก

โชคดีที่ในออฟฟิศของคุณหมอมีนิตยสารเล่มหนึ่งที่พูดถึงบ้านเล็ก ดีตัดสินใจปลดตัวเองจากหนี้สินทั้งหมดที่มี กำจัดข้าวของที่ไม่ต้องการใช้ แล้วเริ่มต้นลงมือสร้างบ้านด้วยเงิน 3 แสนบาท เรียนรู้ ต่อสู้กับความกลัวและความยากลำบากตลอดกระบวนการนั้น แล้วสุดท้ายเธอก็ได้บ้านหลังน้อยที่มีรอยนิ้วมือประทับอยู่ในทุกตารางนิ้ว ดีบอกว่า เธอไม่เคยรู้สึกเป็นอิสระแบบนั้นมาก่อนเลยในชีวิต

เธอขอเอาบ้านติดล้อขนาด 84 ตารางฟุตไปจอดที่สนามหลังบ้านของเพื่อนสองคนที่มีลูกเล็ก ในบริเวณเดียวกันมีน้าอายุมากของเพื่อนซึ่งต้องการคนมาดูแล ทั้งสามครอบครัวได้ทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนพื้นที่ในชีวิตของกันและกัน ดีดูแลคุณน้าของเพื่อนจนกระทั่งเธอเสียชีวิตลงเมื่อหลายปีก่อน การไม่ต้องผ่อนบ้าน แทบไม่มีใบเรียกเก็บเงินที่ต้องจ่าย (ไฟฟ้าในบ้านได้มาจากพลังงานแสงอาทิตย์ ห้องน้ำคือโถน้ำใบเขื่องกับอ่างล้างหน้าที่มีถังรองข้างใต้เอาน้ำทิ้งไปใช้อย่างอื่นได้ และโถส้วมพกพาที่สามารถย่อยสลาย ครัวคือเตาแก๊สหัวเดียวกับถังแก๊สใบเล็ก เรียกว่า footprint แทบจะเป็นศูนย์ ค่าสาธารณูปโภคเหลือเพียงเดือนละ 8 เหรียญฯ) ทำให้เธอไม่ต้องทำงานประจำ และมีเวลาพบปะ พูดคุย สร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่นมากขึ้นมหาศาล

ที่สำคัญ พอเปลือกที่ห่อหุ้มและหลังคาที่คลุมหัวมีขนาดเล็กลง เธอกลับรู้สึกใกล้ชิดและเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น รู้ร้อน รู้ฝน รู้หนาว และมีชีวิตอยู่กับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปภายนอก เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและสังคม และนั่นเองที่ทำให้เธอได้รู้จักตัวเองมากขึ้น เมื่อเข้าใจสิ่งที่ทำอย่างถ่องแท้และมีความสุขกับมัน เธอก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังกล้าๆ กลัวๆ แต่อยากเดินบนถนนเส้นเล็กๆ ที่แม้นจะขรุขระแต่ก็อาจจะสุขใจกว่าถนนหลวงหกเลนเป็นไหนๆ

ตอนนี้ถ้าใครสนใจหาข้อมูลเรื่องบ้านเล็ก ชื่อของดี วิลเลียมส์ มักจะปรากฏขึ้นเป็นอันดับแรกๆ จะเรียกว่าเป็นดาวดวงใหญ่ในวงการบ้านเล็กก็คงจะไม่ผิดนัก หนังสือ Go House Go และ The Big Tiny ที่เธอเขียน รวมทั้ง Portland Alternative Dwellings องค์กรเล็กๆ ที่เธอร่วมก่อตั้งกับเพื่อนอีก 2 คน ถือเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่คนสนใจบ้านเล็กเข้าไปหาข้อมูลและแรงบันดาลใจกันอยู่เสมอ

ทำไมบ้านเล็กต้องอยู่บนล้อ… เราเองก็ถามคำถามนี้เหมือนกัน

คำตอบก็คือ เพราะอเมริกามีกฎหมายก่อสร้างที่เข้มงวดมาก และกำหนดให้สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินสำหรับอยู่อาศัยต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 1,000 ตารางฟุต และห้องแต่ละห้องต้องสูงไม่ต่ำกว่า 7 ฟุต แน่นอนกว่าเจอข้อใหญ่ใจความแบบนี้ก็ไม่ต้องคิดจะสร้างบ้านเล็กกันพอดี แต่ช่องโหว่มันอยู่ที่ ถ้าสร้างบ้านบนฐานของรถเทรลเลอร์ แล้วจดทะเบียนเป็นรถ RV (Recreational Vehicle) ก็จะสามารถเลี่ยงข้อกำหนดนั้นได้ นั่นเลยเป็นที่มาว่าทำไมบ้านเล็กจึงต้องมีล้อ

แต่ปัญหาที่เกิดตามมาก็คือ กฎหมายอีกนั่นละที่ห้ามไม่ให้คนอยู่อาศัยอย่างถาวรในรถที่จดทะเบียนเป็น RV (เอ๊า!) เว้นเสียแต่ว่าจะไปจอดในบริเวณที่กำหนดให้เป็น RV Park เท่านั้น หรือเฉพาะบางรัฐเพิ่งเพิ่มกฎหมายยอมให้ไปจอดที่สนามหลังบ้านคนได้หากจะไปเป็นผู้ดูแลคนป่วยหรือคนชราช่วยตัวเองไม่ได้ (แต่กรณีของดีนั่นเกิดก่อนจะมีกฎหมายใหม่นี้เสียอีก)

เท่ากับว่าตอนนี้บ้านเล็กก็ยังค่อนข้างจะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ผู้คนกำลังเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้เมืองพิจารณาเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องใหม่ ทางการยังไม่รู้จะรับมือยังไง หลายคนที่เราได้คุยก็บอกว่าปัญหาหลักๆ คือตอนนี้เทศบาลไม่รู้จะสร้างรายได้จากบ้านเล็กเหล่านี้ยังไง เพราะใบอนุญาตก่อสร้างหรือเชื่อมต่อสาธารณูปโภคก็ไม่ต้องขอ ภาษีโรงเรือนก็ไม่มี แต่เชื่อเถอะว่าพอมันเป็นกระแสมากๆ อย่างนี้ เดี๋ยวก็ต้องมีการปรับแก้กฎหมายให้เรียกเก็บเงินกับบ้านเล็ก และทำให้มันเป็นเรื่องถูกต้องจนได้

แต่ในระหว่างที่ยังถกเถียงกันอยู่ตอนนี้ คนที่มีบ้านเล็กก็อาศัยจอดที่หลังบ้านของคนรู้จัก หรือรวมตัวกันเป็นชุมชนเล็กๆ แล้วผูกไมตรีกับเพื่อนบ้านให้ช่วยกันระแวดระวัง เพราะถ้าไม่มีใครร้องเรียนก็ไม่มีใครมาไล่นั่นเอง

ใครที่ฟังมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกสนใจมาก อยากรู้ต่อไปว่ามันจะใช่ทางของเราจริงๆ หรือเปล่า หรือไอ้เจ้าบ้านเล็กนี่มันมีเสน่ห์ตรงไหน เราอยากแนะนำให้ไปดูสารคดีทาง Netflix เรื่อง Small Is Beautiful ของผู้กำกับออสเตรเลียชื่อ Jeremy Beasley (เจเรมี บีสลีย์) ที่เล่าเรื่องผ่านคนพอร์ตแลนด์ 4 คนที่อยู่ในต่างช่วงเวลาของการสร้างบ้านเล็ก

เบ็นเป็นเด็กหนุ่มเพิ่งเรียนจบและได้รับมรดกก้อนหนึ่งจากพ่อที่เพิ่งเสียชีวิต เขาตัดสินใจใช้เงินก้อนนั้นสร้างบ้านเล็กก่อนเริ่มต้นชีวิตวัยทำงาน นิกกี้กับมิทเชลเป็นคู่รักวัย 30 ที่ฝันจะเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยการไม่เป็นหนี้และมีบ้านที่สร้างด้วยตัวเอง ส่วนแคเรนเป็นสาวใหญ่วัย 50 ที่เพิ่งผ่านวิกฤตในชีวิต และอยู่บ้านเล็กมาได้ 2 ปี มีความสุขดีแต่ยังต้องต่อสู้กับความไม่แน่นอนของกฎหมายและความไม่แน่นอนของชีวิต

น่าสนใจที่ตลอดเวลาปีกว่าที่หนังติดตามชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ เราไม่ได้เห็นแค่ขั้นตอนการสร้างบ้าน แต่กลับได้เห็นจิตใจของแต่ละคนคลี่คลายออกมาผ่านตัวบ้านที่ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง เห็นทั้งรอยฟกช้ำทางใจที่เกิดขึ้นใหม่และบาดแผลเก่าที่ได้รับการเยียวยา สิ่งที่ทุกคนพูดตรงกันก็คือความเป็นจริงไม่ง่ายเหมือนความฝัน บ้านเล็กเป็นมโนคติที่ดูเหมือนจะสวยงาม (หรือเพ้อฝัน อย่างที่หลายๆ คนเอาไปแซะ แม้แต่ซีรีส์ Portlandia ก็ยังมีตอนหนึ่งที่ล้อเรื่องบ้านเล็กเสียจนเราหัวเราะก๊าก) แต่ในความเป็นจริงนั้นต้องมีใจและความเข้มแข็งจริงๆ ถึงจะรอด

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ คนที่เป็นเจ้าของบ้านเล็กในอเมริกานั้นส่วนใหญ่เป็นคนมีการศึกษาสูง มีความคิด มีหนี้บัตรเครดิตน้อยกว่าคนทั่วไป (65% ไม่มีหนี้บัตรเครดิตเลย) และเกือบครึ่งมีอายุมากกว่า 50 ปี อนุมานได้ว่าคนเหล่านี้ค่อนข้างมีอิสระทางการเงินอย่างแท้จริง

บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต

thetinylife.com

อีกวิธีหนึ่งที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับบ้านเล็กได้ดีมากๆ ก็คือการได้มีประสบการณ์ตรง หรือพูดง่ายๆ ก็คือลองไปอยู่บ้านเล็กดูเสียให้มันรู้ว่าไหวไหม ไม่ต้องตกใจว่าผู้เขียนบอกให้ไปเคาะประตูขอเบียดอยู่กับเจ้าของบ้านหลังจิ๋ว เพราะเดี๋ยวนี้มีโรงแรมบ้านเล็กให้มาพักได้ถึง 2 แห่งด้วยกันในพอร์ตแลนด์ แห่งแรกชื่อว่า Caravan ที่ประกาศชัดเจนว่าเป็นโรงแรมบ้านเล็กแห่งแรกในโลก มีบ้านพักด้วยกันทั้งหมด 6 หลัง แต่ละหลังมีธีมแตกต่างกันออกไป และเนื่องจากอยู่ในชุมชนศิลปะและออกจะฮิปปี้หน่อยๆ อย่าง Alberta Art District หน้าตาและอารมณ์ของโรงแรมนี้จึงค่อนข้างจะโบฮีเมี่ยนอยู่ไม่น้อย

ถ้าใครรู้สึกว่าตัวเองอาจจะรั่วไม่ถึงขั้น อาจจะเหมาะกับโรงแรมบ้านเล็กอีกแห่งที่ชื่อ Tiny Digs มากกว่า เพราะโรงแรมนี้อยู่ย่าน Southeast ซึ่งเป็นแหล่งกินดื่มเที่ยวและอยู่อาศัยของคนพอร์ตแลนด์วัยทำงาน เมื่อวานเราเพิ่งแวะไปดูด้วยตาตัวเองว่าหน้าตาบ้านเล็กเหล่านี้เป็นยังไง แล้วก็ให้แปลกใจที่มันน่ารักกว่าที่คิดเสียอีก!

บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต

บ้านทั้ง 7 หลังมีขนาดประมาณ 150 ตารางฟุต มีห้องนอน ครัวเล็กๆ ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำครบถ้วนเหมือนโรงแรมทั่วไป เพียงแต่ย่อส่วนทุกอย่างลงมา แต่เราไม่รู้สึกว่ามันอึดอัดคับแคบนัก คืออยู่สองคนสบายๆ เห็นแล้วไฟลุกโชนอยากจะสร้างบ้านเล็กของตัวเองขึ้นมาเลย (ตั้งปฏิญาณในใจว่าจะสร้างแน่ๆ)

เราได้คุยกับลิน หนึ่งในเจ้าของโรงแรม ได้ความรู้ใหม่หลายเรื่องด้วยกัน ประการแรกคือเจ้าของทั้งสี่คนพบกันตอนเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถ RV ทั้งสี่สนใจเรื่องบ้านเล็กอยู่มากเป็นทุนเดิม และสนใจจะทำโรงแรมเล็กๆ เมื่อทั้งสี่ย้ายมาอยู่พอร์ตแลนด์พร้อมกันด้วยความบังเอิญ ความคิดเรื่องสร้างโรงแรมบ้านเล็กจึงเริ่มเป็นรูปธรรม

ทั้งหมดไปขอความรู้จากเจ้าของ Caravan (ยอมบอกด้วย ใจดีจัง) และเริ่มดำเนินการขออนุญาตจากเทศบาลเมือง เพื่อเปลี่ยนลานขายรถมือสองให้กลายเป็น RV Site เพราะต้องการต่อน้ำไฟเข้าตัวรถแต่ละคัน ทุกห้องจึงมีไฟฟ้าและชักโครกแบบกดได้เหมือนห้องน้ำทั่วไป (คือก็ต้องยอมรับว่าการมี small footprint และ live off the grid อาจจะไม่ใช่ความสามารถและความพร้อมของทุกคน) แต่ก็ต้องจ่ายค่าใบอนุญาตไปอ่วมทีเดียว คือประมาณหนึ่งล้านห้าแสนบาท (จ๊าก… มิน่าล่ะเทศบาลถึงมาจี้ไล่เอากับคนที่อยากมีบ้านเล็ก เพราะเสียรายได้ส่วนนี้ไปนี่เอง)

ส่วนบ้านเล็กแต่ละหลังนั้น สร้างโดยหุ้นส่วนคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้รับเหมาอยู่แล้ว ค่าก่อสร้างประมาณหลังละล้านบาท สิริรวมค่าสร้างบ้าน 7 หลัง ค่าใบอนุญาต ค่าเชื่อมต่อและวางระบบสาธารณูปโภคทั้งหมดก็ประมาณสิบล้านบาท ฟังดูเหมือนแพง แต่เมื่อเทียบกับบ้านเดี่ยวสามห้องนอนหลังหนึ่งในย่าน Southeast ของพอร์ตแลนด์เดี๋ยวนี้ที่ราคาประมาณเกือบยี่สิบล้านบาท ก็ถือว่าไม่แพงเลย

พอเราถามว่าเปิดมา 1 ปีธุรกิจเป็นอย่างไรบ้าง ลินตอบทันทีว่าดีมาก ดีจนเกินประมาณการที่วางเอาไว้เสียอีก คงเพราะยังเป็นเรื่องใหม่ และคนที่มาพอร์ตแลนด์สนใจอะไรแปลกๆ อยู่แล้ว วันที่เราแวะไปนั้นมีคนมาพักเต็มเกือบทุกหลัง และเป็นอย่างนั้นมาตลอดทั้งปี ค่าบ้านคืนนึงก็ไม่ใช่ถูกๆ (คืนละห้าหกพันบาท) นับว่าเป็นแนวโน้มธุรกิจที่ดีมากจริงๆ จนเราเชื่อว่าจะมีโรงแรมบ้านเล็กแบบนี้เกิดขึ้นอีกหลายแห่งทั่วอเมริกาและทั่วโลกแน่ๆ

เล่ามาเสียยาว ก็จะขอเล่าถึงอีกโครงการบ้านเล็กที่น่ารักและดีต่อใจ นั่นคือ โครงการบ้านเล็กเพื่อผู้หญิงไร้บ้าน ที่เกิดขึ้นจากคณะสถาปัตย์ฯ ของ Portland State University (PSU) ที่ให้นักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่าช่วยกันออกแบบและสร้างบ้านหลังเล็ก (แบบไม่มีล้อ) จำนวน 14 หลัง แล้วนำไปตั้งที่ชุมชน Kenton ซึ่งอยู่ทางเหนือของพอร์ตแลนด์

บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต

โครงการนี้ดีตรงที่เป็นความร่วมมือกันของหลายฝ่าย ทั้งมหาวิทยาลัย องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คนในชุมชน และองค์กรทางศาสนา ที่นอกจากช่วยให้ผู้หญิงจำนวนหนึ่งได้มีบ้านแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูสุขภาพและหางานให้ทำด้วย เพื่อที่วันหนึ่งพวกเขาจะได้มีบ้านจริงๆ และมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะการที่ต้องใช้ชีวิตร่อนเร่บนถนนนั้น เป็นข้อจำกัดอย่างยิ่งในการหางานและจัดการชีวิตให้กลับมาอยู่ในร่องในรอย แต่การแค่ให้มีบ้านเพียงอย่างเดียวย่อมไม่พอ ต้องให้ความช่วยเหลือด้านอื่นด้วยจึงจะเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

บ้านเล็กอาจจะไม่ใช่บ้านที่เหมาะสำหรับทุกคน แต่ที่แน่ๆ มันเป็นทางเลือกและทางออกของคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังขยายตัวขึ้นอย่างน่าจับตามอง ใครสนใจหาข้อมูลและความรู้เพิ่มเติม หรืออยากมาเรียนสร้างบ้านเล็ก มีเว็บไซต์ที่เราเห็นว่ามีประโยชน์หลายเว็บ ไม่ว่าจะเป็น The Tiny Life หรือเว็บของ เลนน่า เมนาร์ด หรือรายการโทรทัศน์หลายรายการก็พูดถึงเรื่องบ้านเล็กโดยเฉพาะ

บ้านเล็กมีล้อ ทางเลือกใหม่ของคนพอร์ตแลนด์ที่ไม่อยากผ่อนบ้านตลอดชีวิต

เลนน่า เมนาร์ด

ขอจบตอนนี้ด้วยเรื่องของบ้านเล็กที่เราว่าน่ารัก สวยเนี้ยบ สร้างแรงบันดาลใจของสาวญี่ปุ่น 2 คนนี้ก็แล้วกันค่ะ

Save

Save

Save

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

บ่ายแก่ๆ…

ห้อง 1 คูหา หัวมุมตึก ผนังและโต๊ะเก้าอี้สีขาวสะอาด ป้ายหน้าร้านเขียนว่าที่นี่แหละคือแบร์ลู (Berlu)

ชายร่างสันทัดเดินผ่านเข้าไปประจำที่หลังโต๊ะวางอาหารหน้าร้าน

ไม่วายจะทันได้ยินเสียงทักและรอยยิ้มใต้หน้ากาก ที่ทำให้เจ้าของใบหน้าหางตาตกทั้งสองข้าง

(แปลจากภาษาอังกฤษ) “คุณอุ้มใช่ไหมครับ”

“อ๊า.. ใช่ค่ะ มารับขนมที่สั่งไว้ค่ะ เป็นเพื่อนเอิร์ลด้วยค่ะ” แนะนำตัวเสียยาว พาดพิงไปถึง เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม อีกต่างหาก

ก็ตื่นเต้นนี่นา ตามไอจีขนมร้านแบร์ลูมาตั้งนาน อ่านเรื่องของ เชฟวินซ์ หวิน (Vince Nguyen) มาก็เยอะ ได้เจอตัวจริงวันนี้เอง

ชีวิตและขนมหวานของ วินซ์ หวิน อดีต นศ.แพทย์ที่ลาออกมาทำร้าน Fine Dining ในพอร์ตแลนด์

เอาขนมของวินซ์กลับมาบ้าน เปิดกล่องลองกันกับลูกสาวและสามี

มีขนม 3 อย่าง เค้กหนึบใบเตยอร่อยให้ผ่าน เครปไส้มะพร้าวขูดใบมะกรูดสับโรยหอมเจียว อร่อยแปลกๆ ส่วนอีกอันหน้าตาเหมือนบัวหิมะไส้เผือก บ้านดิฉันไม่เก็ต! คือมันหวานน้อยมากกก (แถวเพชรบุรีคงเรียกว่าไม่หวาน) ลูกสาวชิมเข้าไปแล้วบอกว่าคายได้ไหมแม่

ร้อนถึงเอิร์ล

คืนนั้นถึงกับโทรไปคุยว่าเชฟวินซ์นี่เขาคืออะไรยังไง เอิร์ลยืนยันมาว่าเขาน่าสนใจจริง เพียงแต่ขนมที่ทำอาจจะไม่ได้ถูกใจทุกคน เพราะหวานน้อย ไม่มีกลูเต็นและนมไข่ แต่ยังไงไปคุยกับเขาเถอะ คนคนนี้มีของ

ก็เลยนัดโทรไปคุยกับวินซ์

คุยจบรักฮีเลย

เข้าเรื่องละนะ

หัวดีไปเป็นหมอ เหลือขอไปเป็น…
…เชฟ

นี่คือทัศนคติของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนเอเชียที่อพยพมาอยู่อเมริกา

พ่อแม่วินซ์ไง ผลผลิตของครอบครัวเวียดนามพลัดถิ่น ที่ย้ายมาตั้งรกรากที่ออเรนจ์เคาน์ตี้ แคลิฟอร์เนีย เมื่อรุ่นก่อน ที่เชื่อว่าความขยันและการศึกษา จะทำให้คนได้เป็นหมอ เป็นทนาย ร่ำรวย มีชีวิตดีๆ

ครอบครัวของวินซ์เลยมีแต่หมอและทนาย

วินซ์ก็เป็นเด็กตามสูตร หัวดี เรียนโรงเรียนเอกชนแพงๆ มาตลอดชีวิต กำลังเรียนมหาลัย จะไปเป็นหมอเด็ก

ชีวิตและขนมหวานของ วินซ์ หวิน อดีต นศ.แพทย์ที่ลาออกมาทำร้าน Fine Dining ในพอร์ตแลนด์

แต่อยู่ดีๆ วันที่ไปทำงานพิเศษเป็นเด็กเสิร์ฟให้บริษัทเคเตอริ่ง

วันนั้นคนขาด วินซ์ซึ่งอายุน้อยที่สุดถูกโชคชะตาคว้าตัวไปช่วยงานในครัว

เขาพบว่าตัวเองชอบทำอาหารมาก

เลยลาออกจากเรียนหมอ

ไปสมัครเรียนโรงเรียนสอนทำอาหาร แล้วก็ไม่หวนกลับไปเดินบนเส้นทางเดียวกับที่บ้านอีกเลย

ง่ายๆ อย่างนั้นแหละ

ถามว่าพ่อแม่ช็อกไหม

ช็อกสิ

ผ่านมาสิบปี วินซ์ไปทำงานกับร้านอาหารโคตรจะดังมาทั่วโลก เปิดร้าน Fine Dining ชื่อแบร์ลูที่พอร์ตแลนด์จนได้รางวัล 1 ใน 10 Best New Restaurants in America ของ Robb Report เมื่อปีที่แล้ว

เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน พ่อวินซ์ยังบอกให้ไปเรียนเภสัชฯ อยู่เลย

ชีวิตและขนมหวานของ วินซ์ หวิน อดีต นศ.แพทย์ที่ลาออกมาทำร้าน Fine Dining ในพอร์ตแลนด์

พ่อแม่เนอะ ยังไงก็อดเป็นห่วงไม่ได้

วาดฝันว่าลูกชายคนเดียวจะใส่เสื้อกาวน์สีขาว อยู่ดีๆ ลูกก็ใส่ชุดดำมายืนทำกับข้าวซะงั้น

ถามว่าวินซ์แคร์ไหม

ไม่สิ

ผ่านมาสิบปี ประสบการณ์ยิ่งลับให้ความคิดสร้างสรรค์และฝีมือของเขาเฉียบคมขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็เฉือนเอาของอะไรที่ไม่จำเป็นออกไป เหลือไว้แต่ความ…

น้อย-มาก

ชีวิตและขนมหวานของ วินซ์ หวิน อดีต นศ.แพทย์ที่ลาออกมาทำร้าน Fine Dining ในพอร์ตแลนด์
คุยกับเชฟอเมริกันเชื้อสายเวียดนาม เส้นทางชีวิตที่พลิกผันจากกุมารแพทย์ สู่เจ้าของร้านอาหาร Fine Dining ที่ยืนหยัดได้ในยุคโรคระบาด

ดูอาหารแต่ละจานของวินซ์แล้ว อาจจะทำตัวไม่ถูกไปวูบหนึ่ง

มันดูคลีนมาก และดูน้อยมาก

วินซ์บอกว่าเขาเป็นคนวอกแวกง่าย

อะไรก็ตามที่ทำ จึงต้องมีรายละเอียดน้อยที่สุด ใจจะได้จดจ่อกับสิ่งน้อยๆ ที่อยู่ตรงหน้า

เขาไม่เคยใส่ผักเพียงเพื่อตกแต่งหน้าอาหาร

ทุกอย่างที่อยู่ในจาน มีขอบเขตชัดเจน และทำหน้าที่มากกว่าหนึ่งอย่างเสมอ

คนที่ได้กินอาหารของวินซ์ (ซึ่งน้อยอีกนั่นแหละ แค่คืนละ 12 คน) ต่างบอกว่าเป็นประสบการณ์ที่คาดไม่ถึงจริงๆ

คุยกับเชฟอเมริกันเชื้อสายเวียดนาม เส้นทางชีวิตที่พลิกผันจากกุมารแพทย์ สู่เจ้าของร้านอาหาร Fine Dining ที่ยืนหยัดได้ในยุคโรคระบาด
ซูกินีอาบเอิบอยู่ในไขกระดูกที่เคี่ยวด้วยน้ำส้มจากข้าว
คุยกับเชฟอเมริกันเชื้อสายเวียดนาม เส้นทางชีวิตที่พลิกผันจากกุมารแพทย์ สู่เจ้าของร้านอาหาร Fine Dining ที่ยืนหยัดได้ในยุคโรคระบาด
ต้นกระเทียมย่างกับกุ้งแม่น้ำมีรอยบากตรงกลาง คล้ายนัยน์ตาของงูที่ชุ่มไปด้วยน้ำมันจากใบมะเดื่อ ราดด้วยชารูบาร์บและซุปใสเคี่ยวจากกุ้งที่อยู่ในหลอดทดลอง
คุยกับเชฟอเมริกันเชื้อสายเวียดนาม เส้นทางชีวิตที่พลิกผันจากกุมารแพทย์ สู่เจ้าของร้านอาหาร Fine Dining ที่ยืนหยัดได้ในยุคโรคระบาด
ข้าวเกรียบทอดทาน้ำมันคาโนล่าเพียงบางๆ…

เวียร์ดมั้ยที่ทำขนมเวียด

เรื่องมันเกิดจากโควิด

ร้านปิด ใครจะทำไฟน์ไดนิ่งนั่งชิดๆ มากินอาหารกับคนแปลกหน้าได้ใช่ไหมล่ะ

วินซ์เลยต้องหาทางออก

เขาไม่เคยทำขนมเวียดนามมาก่อน แต่อย่างน้อยก็รู้ว่ารสชาติและเนื้อขนมเป็นอย่างไร

เขาหาสูตรจากอินเทอร์เน็ต แล้วดัดแปลงให้เป็นขนมของเขาเอง ทำขายเฉพาะเสาร์-อาทิตย์

ขนมเนื้อหนึบ หวานน้อย ไม่มีนม ไม่มีไข่ ใช้วัตถุดิบออร์แกนิกและทำเองหมด ไม่เว้นแม้แต่เส้นลอดช่องในขนมหวานเย็นที่เรียกว่าแจ่ (Che) ซึ่งบอกเลยว่าอร่อยจริงๆ

คนต่อคิวกันยาวสิ เราไปมา 3 ครั้ง คนเยอะทุกครั้งเลย

คราวนี้วินซ์เลยคิดว่ากลับมาเปิดไฟน์ไดนิ่งใหม่เดือนหน้า จะหาเรื่องให้ตัวเองอีกรอบ ด้วยการทำเป็น Vietnamese Tasting Menu เพราะเห็นร้านเล็กๆ อย่างนี้ แต่เป้าหมายของเขาคือการมีร้านอาหารพอร์ตแลนด์ที่ประสบความสำเร็จระดับประเทศ แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่ทำให้เขาดีใจมากกว่าได้รางวัล ก็คือมีประกันสุขภาพให้กับลูกน้องทั้ง 5 เขาบอกว่า ยอมให้เต็มร้อยกับคนเพียง 5 คน ดีกว่าให้ 50 คนแต่เพียงคนละ 50 

คุยกับเชฟอเมริกันเชื้อสายเวียดนาม เส้นทางชีวิตที่พลิกผันจากกุมารแพทย์ สู่เจ้าของร้านอาหาร Fine Dining ที่ยืนหยัดได้ในยุคโรคระบาด
ภาพ : Nick Muncy for Toothache Magazine
คุยกับเชฟอเมริกันเชื้อสายเวียดนาม เส้นทางชีวิตที่พลิกผันจากกุมารแพทย์ สู่เจ้าของร้านอาหาร Fine Dining ที่ยืนหยัดได้ในยุคโรคระบาด
ภาพ : Christine Dong

ที่เป็นอย่างนี้เพราะ…

ราศีเมถุน

วินซ์เกิดเดือนมิถุนาฯ

เขาว่าคนราศีนี้ มีหลายบุคลิกอยู่ในคนเดียว

บางทีก็ขี้เล่น บางทีก็จริงจัง บางทีก็สร้างสรรค์ บางทีก็ดูดุ

วินซ์ใส่เสื้อผ้าสีดำ แต่ร้านของเขามีแต่สีขาว

ตอนทำ Chef’s Table ที่เป็นไฟน์ไดนิ่ง เขาดูเคร่งขรึมจริงจัง เข้าถึงยาก

แต่พอมาทำร้านขนม เขากลับยืนปิ้งข้าวเกรียบควันโขมง ยิ้มแย้มโบกไม้โบกมือกับลูกค้า

เราก็ราศีเมถุน

คนถึงงงไงล่ะ (อ่านประโยคนี้ยังงงเลย ฮ่าๆ)

แต่เราเข้าใจนะ เราก็เป็นแบบนั้นแหละ สนใจอะไรก็ลงมือทำเลย ทำแบบทุ่มสุดตัวด้วย

แต่มีอย่างหนึ่งที่วินซ์บอกว่าไม่ต้องทำเหมือนเชฟคนอื่นก็ได้

…สัก

เขาบอกว่ามีอาหารเป็นที่ปล่อยของแล้ว ไม่ต้องสักหรอก

เราว่าเกลี้ยงๆ อย่างนี้ก็เหมาะกับเขาดีอยู่แล้ว

จะได้มองอาหารเนอะ ไม่ต้องดูแขนเชฟ

อ้อ ลืมบอกไป ชื่อร้าน Berlu มาจากคำว่า Hurluberlu ในภาษาฝรั่งเศส ที่แปลว่า An Eccentric Person ไม่ได้แปลกหรอก เราว่าเชฟวินซ์เขามีของ

www.Berlupdx.com 

www.instagram.com/berlupdx

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load