‘See the forest for the trees’ เป็นสำนวน หมายถึงการมองให้เห็นภาพรวม ไม่ใช่มัวแต่จดจ่ออยู่กับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ประหนึ่งมองต้นไม้แล้วก็ให้รู้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าใหญ่ ไม่ได้แยกส่วนอยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง

ส่วน Forest For The Trees นั้น เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรในเมืองพอร์ตแลนด์ ที่ก่อตั้งขึ้นโดยศิลปิน Gage Hamilton (เกจ แฮมิลตัน) และเจ้าของแกลเลอรี่ Matt Wagner (แมตต์ วากเนอร์) ที่ตั้งใจอยากให้คนเงยหน้าจากชีวิตประจำวัน หันขึ้นมามองเห็นเมืองทั้งเมืองเสมือนเป็นแกลเลอรี่ขนาดใหญ่ ผนังตึกคือผืนผ้าใบ ที่มีศิลปินและนักคิดมาช่วยกันระบายให้สนุกสนานสวยงาม

ลองนึกถึงบ้านที่มีแต่ผนังโล่งๆ ปราศจากสีสันและงานศิลปะดีๆ มันคงไม่ต่างอะไรกับเมืองที่มีแต่ตึกและผนังรกร้าง มองไปทางไหนก็เหือดแห้ง ปราศจากชีวิตชีวา ถ้ามีคนเบื่อและมือบอนหน่อยก็อาจจะพากันเอาสีสเปรย์มาพ่นให้เหนื่อยลูกตามากขึ้นไปอีก เทียบกับเมืองที่เดินไปทางไหนก็เจองานศิลปะที่ไม่ได้เอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในแกลเลอรี่ แต่ร้องรำทำเพลงอยู่ตามผนังตึกต่างๆ ให้เราได้แปลกใจเล่นเมื่อพบเห็น แน่นอนว่าเมืองแบบหลังนี้ย่อมทำให้เรารู้สึกดีที่ได้อยู่ในเมืองนั้น และพานจะรู้สึกดีที่โลกนี้ยังมีสิ่งสวยงาม

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดีForest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

นั่นเป็นความรู้สึกของเราจริงๆ เวลาที่ขับรถหรือเดินไปทางไหน จู่ๆ ก็จะมีงานจิตรกรรมบนผนังตึก (murals) โผล่หน้ามาทักทาย ก่อนหน้านี้เราไม่เคยรู้ว่าใครเป็นคนมาวาดรูปเหล่านี้ไว้ หรือทำไมต้องเป็นผนังตึกเหล่านั้นที่ถูกเลือกมาประแป้งแต่งหน้าเสียสวยแจ่ม แต่วันหนึ่งเพื่อนบ้านที่เป็นศิลปินก็เล่าให้เราฟังว่า จิตรกรรมบนผนังตึกที่เราเห็นอยู่ทั่วไปในพอร์ตแลนด์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นผลงานของ Forest For The Trees แทบทั้งนั้น พอเราเข้าไปดูรายชื่อศิลปินและผลงานที่ผ่านมาในเว็บไซต์ ก็ถึงกับร้องอ๋อว่าที่แท้ก็ FFTT นี่เองที่เป็นตัวตั้งตัวตี และเพื่อนบ้านเรา [ชื่อ Josh Keyes (จอช คีย์ส) ที่วาดรูปแรดคะนองเสยป้ายจราจรบนผนังสีขาว] ก็เป็นหนึ่งในผู้สร้างผลงานเอาไว้ด้วย เท่จริงๆ เลย

FFTT นั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2014 นี่เอง แต่โกยศิลปินมาพ่นสเปรย์สะบัดฝีแปรงบนผนังตึกพอร์ตแลนด์ไปแล้วเกือบ 70 แห่ง หลายๆ จุดแทบจะกลายเป็นภาพจำของพอร์ตแลนด์ไปแล้วด้วยซ้ำ คือแขกไปใครมาก็มักจะแวะถ่ายรูปคู่กับตึกเหล่านั้นไปอวดกันในโซเชียลมีเดีย ที่สนุกก็คือมีแผนที่สำหรับให้คนตามไปดูงานเหล่านี้ และบางทีก็มีการจัดอีเวนต์รวมตัวกันปั่นจักรยานชมงานศิลปะของ FFTT ด้วย

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

สิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องที่ ‘ได้’ ด้วยกันทุกฝ่ายก็คือ หนึ่ง คนจัดงานซึ่งเป็นศิลปินและเจ้าของแกลเลอรี่ ถึงแม้จะไม่มีรายได้โดยตรงจากงานนี้ แต่ก็ได้สร้างกระแสความสนใจในศิลปะให้เกิดขึ้นในเมือง คือเอาศิลปะออกมาให้ดูกันฟรีๆ แบบไม่ต้องไปถึงแกลเลอรี่ จะตั้งใจไม่ตั้งใจยังไงก็ต้องได้เห็น ทั้งด้วยขนาดที่ใหญ่และอยู่ในโลเคชันที่มีคนผ่านไปมา ยิ่งพอร์ตแลนด์เป็นเมืองคนเดิน คนขี่จักรยาน และคนขับรถช้า ก็ยิ่งเอื้อให้มีโอกาสได้เห็นและหยุดดูมากเข้าไปใหญ่ สอง ศิลปินที่มาร่วมสร้างงาน ซึ่งมาจากทั่วอเมริกาและทั่วโลก ได้มีโอกาสเปิดตัวให้คนรู้จักผลงานมากขึ้น ทั้งจากลายเซ็นที่อยู่บนตึกและจากข้อมูลในเว็บไซต์ของ FFTT บางคนเป็นนักวาดผนังอาชีพ บางคนไม่เคยทำงานสเกลใหญ่ขนาดนี้มาก่อน แต่ปรากฏว่างานน่าสนใจเชียวพอได้โอกาสทำอะไรใหญ่ๆ เพื่อนบ้านเราบอกว่าเขาแทบไม่ได้ค่าจ้างจากงานนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ถือว่าได้สร้างงานศิลปะเพื่อเมืองและเพื่อชุมชน และได้เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจนี้ ทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น แถมตอนที่ทำงาน ยังมีเชฟดังมาทำอาหารสุดหรูให้กินอีกด้วย (เป็นบ้านเราคงจะได้ข้าวกล่องกะเพราไก่ไข่ดาว) ศิลปินบางคนถือว่าได้มาเที่ยว เท่านี้ก็ถือว่าคุ้มค่าเหนื่อย

สาม เจ้าของตึกที่เคยมีแต่ผนังเปลือยโล่งไม่น่าสนใจ จู่ๆ ก็ได้งานศิลปะมาประดับตึก พอมีคนมาดู ก็อาจจะได้ลูกค้าเพิ่มไปอีกทาง สี่ เมืองพอร์ตแลนด์เองก็ได้ความงามที่หลากหลายมาสร้างสีสันและความน่าสนใจให้กับเมือง เพราะก็ต้องยอมรับว่าเมืองใหม่อายุไม่กี่ร้อยปีอย่างพอร์ตแลนด์นั้นไม่ได้มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ วัด วัง โบสถ์วิหาร หรืออาคารประวัติศาสตร์ ที่เชิดหน้าชูตา พิพิธภัณฑ์ศิลปะถึงจะค่อนข้างขยัน แต่ก็ไม่ได้มีงานระดับโลกชิ้นหายากที่คนจะต้องดั้นด้นมาดู คนส่วนใหญ่ที่มาพอร์ตแลนด์มักจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มาหาอะไรแนวๆ ดังนั้น การตามรอยศิลปะบนผนังตึกที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ก็เลยกลายมาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวอีกอย่างหนึ่งที่ถูกบรรจุไว้ในลิสต์ นอกเหนือจากไปกิน Voodoo Doughnuts และไอติม Salt & Straw (ฮา!) จึงไม่น่าแปลกใจที่กรมการขนส่งพอร์ตแลนด์ (Portland Bureau of Transportation) เองนั้นมีเงินทุนสนับสนุนให้กับโครงการศิลปะข้างถนนแบบนี้ด้วย นอกเหนือไปจากองค์กรที่ให้เงินสนับสนุนโครงการศิลปะโดยตรงอย่าง Regional Arts and Culture CounCil ที่เคยสนับสนุน FFTT มาก่อน

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

เมื่อวานเราจับลูกสาวตัวน้อย 2 คนใส่รถ แล้วขับวนไปดูงานชุดล่าสุดที่ศิลปินเพิ่งมาช่วยกันระบายไว้เมื่อต้นเดือนสิงหาที่ผ่านมานี้เอง ผลปรากฏว่าเราสนุกกันมาก และสะดวกดีเพราะไม่ต้องลงจากรถ ยังเปิดเพลง กินขนมอะไรกันไปได้ด้วย (คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กคงพอจะนึกภาพออกว่าการเอาเด็กเล็กถอดเข้าถอดออกจากคาร์ซีทนี่มันไม่สนุกเอาเสียเลย และจากประสบการณ์พา 2 สาวไปดูงานอิมเพรสชันนิสม์คับคั่งที่ Musée d’Orsay ที่ปารีสมาหมาดๆ พบว่าลูกไม่สนุกด้วย ร้องแต่จะกลับโรงแรมไปเล่นเลโก้!) ไม่ได้ลบหลู่ แต่เราแอบคิดในใจว่านี่มันเหมือนแกลเลอรี่ Drive-thru เลยแฮะ ผิดกันที่นี่ไม่ใช่อาหารขยะ แต่เป็นงานศิลปะที่ผ่านการคิดมาอย่างดี เสพด้วยตา และให้คุณค่าโดยตรงต่อสมองและหัวใจ และในที่สุดก็ทำให้เราเห็นเมืองจากความเชื่อมโยงของศิลปะฝาถนนเหล่านี้ เหมือนเห็นป่าได้จากการมองต้นไม้อย่างที่ชื่อโครงการอุปมาไว้จริงๆ

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

ขอขอบคุณ : พิชาญ สุจริตสาธิต
www.forestforthetreesnw.com

Save

Save

หมายเหตุ จิตรกรรมฝาผนัง (murals) นั้นเป็นงานศิลปะที่ศิลปินได้รับการว่าจ้างและได้รับอนุญาตจากเจ้าของอาคารให้สร้างงานศิลปะบนผนัง อาจจะเป็นด้านนอกหรือด้านในอาคารก็ได้ ตัวศิลปินเองก็ได้รับการยอมรับยกย่องอย่างเปิดเผย [muralist ที่มีชื่อเสียงระดับโลกก็อย่างเช่น Diego Rivera (ดิเอโก ริเวรา) สามีของ Frida Kahlo (ฟริดา คาห์โล) นั่นไง]

ต่างจากงานกราฟฟิตี้ (graffiti) ที่มักจะไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่ และศิลปินไม่ได้รับการว่าจ้างแต่ประการใด ศิลปินกราฟฟิตี้ชื่อก้องอย่าง Banksy นั้น ทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยมีใครเห็นว่าหน้าตาเป็นอย่างไร

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

ติดแหง็กอยู่บ้านเบื๊อเบื่อ ทำอะไรดี

มาส่องขนมกันค่ะ!

ขนมที่ว่านี้ มีที่มาหลากหลาย แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทำโดยคนเอเชียที่ย้ายมาอยู่พอร์ตแลนด์ หน้าตาดี (หมายถึงขนม มิใช่คนทำ) มีความแปลกแตกต่าง และที่สำคัญคืออร่อยล้ำ!

เริ่มกันที่ร้านแรก ร้านที่วาตาชิรักมาก คิเระมาก คิวยาวมาก เป็นร้านของคนญี่ปุ่นที่ทำขนมญี่ปุ่นสไตล์ฝรั่งเศสเจ้าเดียวในพอร์ตแลนด์ค่ะ ชื่อว่า Mio Delectables 

5 ร้านขนมหวานของชาวเอเชียที่ย้ายมาอยู่พอร์ตแลนด์ อร่อยสากล อเมริกาชนชื่นชอบ

ดูหน้าตาขนมโอเน่ซังเขาสิคะ คือเห็นครั้งแรกนี่ถึงกับเข่าอ่อน นึกว่าไปร้าน Sadaharu Aoki ที่โตเกียวมิดทาวน์ แล้วที่เก๋สุดคือนางขายเฉพาะที่ Farmer’s Market วันเสาร์วันเดียวเท่านั้น ไม่มีหน้าร้าน อยากกินก็ต้องรอต่อคิว คือไปตลาดนัดวันเสาร์นี่เห็นแถวยาวๆ ก็รู้เลยว่าเป็นแผงของร้านมิโอะ แล้วราคานี่ไม่ตลาดนัดเลยนะคะ คือด้วยความรอนาน พอถึงคิวเราเข้าไปสั่ง ก็จะเกิดอาการอุ๊ยอันโน้นอันนี้ก็เอาค่ะ ถึงคราวจ่ายเงิน สามีบอกยูไปร้านลาดูเร่ที่ปารีสมาเหรอ ฮ่าๆๆ สรุปว่าโมเดลนี้เวิร์ก ใครจะคิดเนอะว่าขายขนมหรูๆ ที่ตลาดนัดก็ได้ด้วย

5 ร้านขนมหวานของชาวเอเชียที่ย้ายมาอยู่พอร์ตแลนด์ อร่อยสากล อเมริกาชนชื่นชอบ
5 ร้านขนมหวานของชาวเอเชียที่ย้ายมาอยู่พอร์ตแลนด์ อร่อยสากล อเมริกาชนชื่นชอบ
ภาพ : www.instagram.com/miosdelectables

ร้านที่ 2 จะเรียกว่าร้านก็ไม่ถูกนัก เพราะเหมือนเป็นงานช่างฝีมือเสียมากกว่า นี่คือขนมญี่ปุ่นกินคู่กับชาเขียว ที่เรียกว่า วากาชิ แบบแท้และดั้งเดิมแค่ไม่กี่เจ้าในอเมริกา Lovingly และ Painstakingly made โดย จีน่า เรโนด (Gena Renaud) อดีตกราฟิกดีไซเนอร์สาวใหญ่ชาวญี่ปุ่น ที่อยู่ดีๆ ก็ตกหลุมรักศาสตร์แห่งขนมน้ำชานี้ แล้วก็ศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง จนสามารถเนรมิตให้ส่วนผสมต่างๆ ออกมาหน้าตาเหมือนกับงานศิลปะมากกว่าอาหารได้เยี่ยงนี้ (เราว่านะ ชาติที่แล้วน้าแกต้องเคยทำขนมอยู่เกียวโต) 

5 ร้านขนมหวานของชาวเอเชียที่ย้ายมาอยู่พอร์ตแลนด์ อร่อยสากล อเมริกาชนชื่นชอบ

อุ้มเคยสั่งขนมมันจูกับบัวหิมะมาเลี้ยงน้ำชาเพื่อน น้าจีน่าบอกว่าต้องสั่งล่วงหน้าอาทิตย์หนึ่ง เพราะแค่ไส้ถั่วขาวนี่ต้องใช้เวลาทำตั้ง 13 ชั่วโมง! คือก่อนกินคิดว่าควรจุดธูปแล้วลงไปกราบ ไม่กล้าโยนเข้าปาก กลัวจะบาป แต่น้าบอกว่านั่นละคือความตั้งใจ อยากให้คนค่อยๆ ละเลียดดื่มด่ำกับความงาม ยิ่งขนมวุ้นกรอบที่เรียกว่า Sea Glass นี่นะคะ วู้ยยยยยย มันสวยมีสกุลจริงๆ 

ส่อง 5 ร้านขนมหวานในพอร์ตแลนด์ ฝีมือเชฟเชื้อสายญี่ปุ่น เวียดนาม และเกาหลี ที่บรรเจิดจนคนพอร์ตแลนด์เข้าคิวล้นหลาม
ภาพ : www.instagram.com/yumeconfectionspdx

ตอนนี้ขอจงดูด้วยตากันไปก่อนนะคะ ใครบอกว่าขนมญี่ปุ่นดีแต่สวย รสชาติก็งั้นๆ จะเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ถ้าได้ลองขนมน้าจีน่า นั่งพิจารณาอาหารจนหมดชิ้นนี่ก็เกือบจะบรรลุโสดาบันกันเลยทีเดียว

อ้อ ร้านน้าเค้าชื่อ Yume Confections ยูเมะ แปลว่า ความฝัน ชื่อมันใช่จริงๆ เลย

ร้านที่ 3 กุ๊กกิ๊กมากกกกกกก กระชากอารมณ์จากขนมโบราณแบบตั้งตัวไม่ติดเลยสินะ ร้านนี้เป็นของสองสามีภรรยาชาวเกาหลี ที่อยู่ดีๆ ก็เปิดใส่หน้าชาวพอร์ตแลนด์ซะงั้น แล้วแป๊บเดียวก็ลูกค้าล้นหลาม ก็ใครจะไปอดใจไหวเนอะ ชีสเค้กช็อกโกแลตหน้าหมี ถ้าชีสเค้กธรรมดาหน้าหมา (ทำไมฟังดูล่อแหลม) ยังมีชีสเค้กเอิร์ลเกรย์หน้าอะไรไม่รู้ แต่อร่อยลืมลูกลืมสามี 

คือขนมร้านนี้ปล่อยหน้าโล่งๆ ไม่ได้ ต้องมีดีเทลจุ๊กจิ๊กๆ มาให้ใจสั่นๆ ที่สำคัญคืออร่อยเข้มข้นถึงใจ เหมือนได้รู้จักเด็กหน้าตาน่ารักแถวสยาม แล้วมารู้ว่าเป็นแฟนหนังสืออุทิศ เหมะมูลไรงี้ อ้อ ร้านนี้ชื่อ Soro Soro Cafe ค่ะ

ภาพ : www.instagram.com/sorosoro_cafe

ร้านที่ 4 แวะมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใกล้ๆ บ้านเรากันมั่ง ชื่อร้าน Berlu (อ่านว่าแบร์ลู) ของ เชฟวินซ์ หวิน (Vince Nguyen) ลูกหลานเวียดนามที่เกิดและโตในอเมริกา เรียนหมออยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนใจทิ้งปริญญามาเป็นเชฟซะงั้น (เดี๋ยวตอนหน้าจะมาเล่าเรื่องเชฟวินซ์ให้ฟังนะคะ ฮีแนวมาก) แล้วพอช่วง COVID-19 ร้านที่เป็นไฟน์ไดนิ่งต้องปิดชั่วคราว เชฟเขาก็เลยเกิดความคิดอยากจะทำขนมขึ้นมา 

ส่อง 5 ร้านขนมหวานในพอร์ตแลนด์ ฝีมือเชฟเชื้อสายญี่ปุ่น เวียดนาม และเกาหลี ที่บรรเจิดจนคนพอร์ตแลนด์เข้าคิวล้นหลาม

แต่ว่ามันสนุกตรงที่หน้าตาเหมือนขนมฝรั่ง แต่จริงๆ แล้วสอดไส้เวียดนาม ปลอดกลูเตน ปลอดนม ไข่ ใช้รสชาติสนุกๆ อย่างใบเตย มะขามเปียก เผือก รูบาป (คือรู้ว่าเขียนเป็นไทยแล้วอุจาดมาก แต่ทะลึ่งอยากจะเขียน ฮ่าๆๆ มันคือ Rhubarb ไงคะ) ทำเป็นเครปเค้กมั่ง โรลเค้กมั่ง 

แต่อันที่อุ้มชอบมาก เป็นเค้กใบเตยหนึบๆ ชื่อว่า บั๋นบ่อเนื้อง (Bánh Bò Nướng) หรือ Vietnamese Honeycomb Cake กินแล้วแอบคิดถึงขนมครกใบเตยแถวสยาม เพียงแต่มันมีความเบาฟูมากกว่า ใครอยากลองทำในยูทูบมีวิดีโอเต็มเลยค่ะ 

ส่อง 5 ร้านขนมหวานในพอร์ตแลนด์ ฝีมือเชฟเชื้อสายญี่ปุ่น เวียดนาม และเกาหลี ที่บรรเจิดจนคนพอร์ตแลนด์เข้าคิวล้นหลาม
ส่อง 5 ร้านขนมหวานในพอร์ตแลนด์ ฝีมือเชฟเชื้อสายญี่ปุ่น เวียดนาม และเกาหลี ที่บรรเจิดจนคนพอร์ตแลนด์เข้าคิวล้นหลาม
ภาพ : www.instagram.com/berlupdx

เอกลักษณ์ของขนมร้านแบร์ลูคือหวานน้อยมาก (อีกนิดจะเป็นของคาวอยู่ละ) แต่พอเราปรับลิ้นใหม่ ก็พบว่าจริงๆ แล้วรสชาติละมุนๆ แบบนี้ก็ดีเหมือนกันแฮะ

ร้านสุดท้าย ร้านที่ 5 เอามาไว้ตรงนี้เพราะว่าขนมเขาสวยหรูอลังการจริงๆ ชื่อร้านว่า Jinju Patisserie ดูประวัติเจ้าของร้านสองคนแล้วก็เลยหายสงสัย เพราะ จิน คอลด์เวลล์ (Jin Caldwell) กับ คยูริม ลี (Kyurim Lee) เชฟเกาหลีประสบการณ์โชกโชนสองคนนี้เขาทำงานร้านมิชลิน 3 ดาว และอยู่ในแวดวงช็อกโกแลตและขนมหวานมานานโข 

ส่อง 5 ร้านขนมหวานในพอร์ตแลนด์ ฝีมือเชฟเชื้อสายญี่ปุ่น เวียดนาม และเกาหลี ที่บรรเจิดจนคนพอร์ตแลนด์เข้าคิวล้นหลาม
ส่อง 5 ร้านขนมหวานในพอร์ตแลนด์ ฝีมือเชฟเชื้อสายญี่ปุ่น เวียดนาม และเกาหลี ที่บรรเจิดจนคนพอร์ตแลนด์เข้าคิวล้นหลาม

ล่าสุดคือเจอกันที่ลาสเวกัสเมื่อสิบปีก่อน แล้วก็ตัดสินใจย้ายมาเปิดร้านที่พอร์ตแลนด์ เพราะเป็นเมืองที่ใส่ชุดนอนเดินไปซื้อครัวซองต์ที่ร้านฝรั่งเศสแถวบ้านได้ (เขาเป็นคนพูดเองนะ นานึน (ฉัน) ไม่ได้มั่วนะ) 

ร้านนี้คือสวรรค์บันดาลบุญหล่นทับใส่พอร์ตแลนด์มาก เป็นร้านที่นานึนขอสามีไปเอาขนมมาฉลองวันเกิดตัวเอง เค้กมะพร้าวเสาวรสงี้ ชาเขียวกับส้มยูสุงี้ แล้วยังเอิร์ลเกรย์ราสป์เบอร์รี่อีกล่ะ คือหลับตาจิ้มได้เลย เพราะยังไงก็อร่อยทุกอย่าง 

ภาพ : www.instagram.com/jinjupatisserie

อ้อ… ไปเจอสูตรสโคนของสองคนนี้มาด้วยค่ะ อาจจะไม่ได้หรูเหมือนขนมที่ร้านเขา แต่ว่าทำง่ายและอร่อยดี ว่างๆ อย่างนี้ทำสโคนกินกับกาแฟดริปกับน้ำชาใครจะว่าไรเนอะ 

สโคนเชอร์รี่แครนเบอร์รี่ส้ม สูตรของ คยูริม ลี และ จิน คอลด์เวลล์

ส่วนผสม

  1. แป้งสาลีอเนกประสงค์ 180 กรัม
  2. แป้งเค้ก 360 กรัม
  3. เนยเค็ม แช่เย็นจัด หั่นเป็นลูกเต๋าเล็กๆ 220 กรัม
  4. ผงฟู 15 กรัม
  5. เบกกิ้งโซดา 3 กรัม
  6. บัตเตอร์มิลค์ 120 กรัม
  7. ซาวครีม 130 กรัม
  8. เชอร์รี่อบแห้ง 70 กรัม
  9. แครนเบอร์รี่อบแห้ง 60 กรัม
  10. ผิวมะนาวขูด 1 ลูก
  11. ผิวส้มขูด 1 ลูก

(แช่เชอร์รี่และแครนเบอร์รี่ในน้ำอุ่น 30 นาที แล้วสะเด็ดน้ำให้แห้งเตรียมไว้ก่อน)

วิธีทำ

  1. ร่อนส่วนผสมแห้งเข้าด้วยกัน
  2. ใส่เนยลงไป แล้วใช้ส้อมกด คลุกเคล้าให้พอเข้ากัน เอามือสองข้างโกยขึ้นมาแล้วถูๆ เข้าด้วยกันให้ร่วนเป็นเมล็ดถั่วลันเตา
  3. ใช้ตะกร้อมือผสมบัตเตอร์มิลค์ ซาวครีม ผิวมะนาว และผิวส้มขูดเข้าด้วยกันจนเนียน
  4. เทลงในส่วนผสมแป้ง ผสมอย่างเบามือจนพอเข้ากัน
  5. ใส่แครนเบอร์รี่และเชอร์รี่ ผสมอีกนิดหน่อย อาจจะยังเห็นแป้งแห้งๆ อยู่บ้าง อย่านวดนานเกินไปจนแป้งเหนียว
  6. เทส่วนผสมลงบนถาดอบ ใช้มือกดเบาๆ ให้รวมตัวเป็นก้อน แล้วใช้ไม้คลึงให้หนาประมาณ 1 – 1.25 นิ้ว
  7. นำไปแช่เย็นอย่างน้อย 2 ชั่วโมง จากนั้นนำออกมาตัดเป็นชิ้นๆ แล้ววางเรียงในถาดอบที่รองด้วย Parchment Paper หรือซิลิโคน
  8. ทาหน้าด้วย Heavy Cream แล้วนำไปอบ ไฟ 350 องศาฟาเรนไฮต์ ประมาณ 20 – 25 นาที หรือจนกระทั่งเกรียมสวย เวลาในการอบอาจจะแตกต่างกันบ้าง แล้วแต่ขนาดขนมที่เราตัด
  9. นำออกจากเตา รอให้อุ่น แล้วเสิร์ฟกับเนย แยม กินคู่กับกาแฟหรือชาร้อนๆ อร่อย!

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load