‘See the forest for the trees’ เป็นสำนวน หมายถึงการมองให้เห็นภาพรวม ไม่ใช่มัวแต่จดจ่ออยู่กับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ประหนึ่งมองต้นไม้แล้วก็ให้รู้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าใหญ่ ไม่ได้แยกส่วนอยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง

ส่วน Forest For The Trees นั้น เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรในเมืองพอร์ตแลนด์ ที่ก่อตั้งขึ้นโดยศิลปิน Gage Hamilton (เกจ แฮมิลตัน) และเจ้าของแกลเลอรี่ Matt Wagner (แมตต์ วากเนอร์) ที่ตั้งใจอยากให้คนเงยหน้าจากชีวิตประจำวัน หันขึ้นมามองเห็นเมืองทั้งเมืองเสมือนเป็นแกลเลอรี่ขนาดใหญ่ ผนังตึกคือผืนผ้าใบ ที่มีศิลปินและนักคิดมาช่วยกันระบายให้สนุกสนานสวยงาม

ลองนึกถึงบ้านที่มีแต่ผนังโล่งๆ ปราศจากสีสันและงานศิลปะดีๆ มันคงไม่ต่างอะไรกับเมืองที่มีแต่ตึกและผนังรกร้าง มองไปทางไหนก็เหือดแห้ง ปราศจากชีวิตชีวา ถ้ามีคนเบื่อและมือบอนหน่อยก็อาจจะพากันเอาสีสเปรย์มาพ่นให้เหนื่อยลูกตามากขึ้นไปอีก เทียบกับเมืองที่เดินไปทางไหนก็เจองานศิลปะที่ไม่ได้เอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในแกลเลอรี่ แต่ร้องรำทำเพลงอยู่ตามผนังตึกต่างๆ ให้เราได้แปลกใจเล่นเมื่อพบเห็น แน่นอนว่าเมืองแบบหลังนี้ย่อมทำให้เรารู้สึกดีที่ได้อยู่ในเมืองนั้น และพานจะรู้สึกดีที่โลกนี้ยังมีสิ่งสวยงาม

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดีForest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

นั่นเป็นความรู้สึกของเราจริงๆ เวลาที่ขับรถหรือเดินไปทางไหน จู่ๆ ก็จะมีงานจิตรกรรมบนผนังตึก (murals) โผล่หน้ามาทักทาย ก่อนหน้านี้เราไม่เคยรู้ว่าใครเป็นคนมาวาดรูปเหล่านี้ไว้ หรือทำไมต้องเป็นผนังตึกเหล่านั้นที่ถูกเลือกมาประแป้งแต่งหน้าเสียสวยแจ่ม แต่วันหนึ่งเพื่อนบ้านที่เป็นศิลปินก็เล่าให้เราฟังว่า จิตรกรรมบนผนังตึกที่เราเห็นอยู่ทั่วไปในพอร์ตแลนด์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นผลงานของ Forest For The Trees แทบทั้งนั้น พอเราเข้าไปดูรายชื่อศิลปินและผลงานที่ผ่านมาในเว็บไซต์ ก็ถึงกับร้องอ๋อว่าที่แท้ก็ FFTT นี่เองที่เป็นตัวตั้งตัวตี และเพื่อนบ้านเรา [ชื่อ Josh Keyes (จอช คีย์ส) ที่วาดรูปแรดคะนองเสยป้ายจราจรบนผนังสีขาว] ก็เป็นหนึ่งในผู้สร้างผลงานเอาไว้ด้วย เท่จริงๆ เลย

FFTT นั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2014 นี่เอง แต่โกยศิลปินมาพ่นสเปรย์สะบัดฝีแปรงบนผนังตึกพอร์ตแลนด์ไปแล้วเกือบ 70 แห่ง หลายๆ จุดแทบจะกลายเป็นภาพจำของพอร์ตแลนด์ไปแล้วด้วยซ้ำ คือแขกไปใครมาก็มักจะแวะถ่ายรูปคู่กับตึกเหล่านั้นไปอวดกันในโซเชียลมีเดีย ที่สนุกก็คือมีแผนที่สำหรับให้คนตามไปดูงานเหล่านี้ และบางทีก็มีการจัดอีเวนต์รวมตัวกันปั่นจักรยานชมงานศิลปะของ FFTT ด้วย

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

สิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องที่ ‘ได้’ ด้วยกันทุกฝ่ายก็คือ หนึ่ง คนจัดงานซึ่งเป็นศิลปินและเจ้าของแกลเลอรี่ ถึงแม้จะไม่มีรายได้โดยตรงจากงานนี้ แต่ก็ได้สร้างกระแสความสนใจในศิลปะให้เกิดขึ้นในเมือง คือเอาศิลปะออกมาให้ดูกันฟรีๆ แบบไม่ต้องไปถึงแกลเลอรี่ จะตั้งใจไม่ตั้งใจยังไงก็ต้องได้เห็น ทั้งด้วยขนาดที่ใหญ่และอยู่ในโลเคชันที่มีคนผ่านไปมา ยิ่งพอร์ตแลนด์เป็นเมืองคนเดิน คนขี่จักรยาน และคนขับรถช้า ก็ยิ่งเอื้อให้มีโอกาสได้เห็นและหยุดดูมากเข้าไปใหญ่ สอง ศิลปินที่มาร่วมสร้างงาน ซึ่งมาจากทั่วอเมริกาและทั่วโลก ได้มีโอกาสเปิดตัวให้คนรู้จักผลงานมากขึ้น ทั้งจากลายเซ็นที่อยู่บนตึกและจากข้อมูลในเว็บไซต์ของ FFTT บางคนเป็นนักวาดผนังอาชีพ บางคนไม่เคยทำงานสเกลใหญ่ขนาดนี้มาก่อน แต่ปรากฏว่างานน่าสนใจเชียวพอได้โอกาสทำอะไรใหญ่ๆ เพื่อนบ้านเราบอกว่าเขาแทบไม่ได้ค่าจ้างจากงานนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ถือว่าได้สร้างงานศิลปะเพื่อเมืองและเพื่อชุมชน และได้เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจนี้ ทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น แถมตอนที่ทำงาน ยังมีเชฟดังมาทำอาหารสุดหรูให้กินอีกด้วย (เป็นบ้านเราคงจะได้ข้าวกล่องกะเพราไก่ไข่ดาว) ศิลปินบางคนถือว่าได้มาเที่ยว เท่านี้ก็ถือว่าคุ้มค่าเหนื่อย

สาม เจ้าของตึกที่เคยมีแต่ผนังเปลือยโล่งไม่น่าสนใจ จู่ๆ ก็ได้งานศิลปะมาประดับตึก พอมีคนมาดู ก็อาจจะได้ลูกค้าเพิ่มไปอีกทาง สี่ เมืองพอร์ตแลนด์เองก็ได้ความงามที่หลากหลายมาสร้างสีสันและความน่าสนใจให้กับเมือง เพราะก็ต้องยอมรับว่าเมืองใหม่อายุไม่กี่ร้อยปีอย่างพอร์ตแลนด์นั้นไม่ได้มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ วัด วัง โบสถ์วิหาร หรืออาคารประวัติศาสตร์ ที่เชิดหน้าชูตา พิพิธภัณฑ์ศิลปะถึงจะค่อนข้างขยัน แต่ก็ไม่ได้มีงานระดับโลกชิ้นหายากที่คนจะต้องดั้นด้นมาดู คนส่วนใหญ่ที่มาพอร์ตแลนด์มักจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มาหาอะไรแนวๆ ดังนั้น การตามรอยศิลปะบนผนังตึกที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ก็เลยกลายมาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวอีกอย่างหนึ่งที่ถูกบรรจุไว้ในลิสต์ นอกเหนือจากไปกิน Voodoo Doughnuts และไอติม Salt & Straw (ฮา!) จึงไม่น่าแปลกใจที่กรมการขนส่งพอร์ตแลนด์ (Portland Bureau of Transportation) เองนั้นมีเงินทุนสนับสนุนให้กับโครงการศิลปะข้างถนนแบบนี้ด้วย นอกเหนือไปจากองค์กรที่ให้เงินสนับสนุนโครงการศิลปะโดยตรงอย่าง Regional Arts and Culture CounCil ที่เคยสนับสนุน FFTT มาก่อน

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

เมื่อวานเราจับลูกสาวตัวน้อย 2 คนใส่รถ แล้วขับวนไปดูงานชุดล่าสุดที่ศิลปินเพิ่งมาช่วยกันระบายไว้เมื่อต้นเดือนสิงหาที่ผ่านมานี้เอง ผลปรากฏว่าเราสนุกกันมาก และสะดวกดีเพราะไม่ต้องลงจากรถ ยังเปิดเพลง กินขนมอะไรกันไปได้ด้วย (คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กคงพอจะนึกภาพออกว่าการเอาเด็กเล็กถอดเข้าถอดออกจากคาร์ซีทนี่มันไม่สนุกเอาเสียเลย และจากประสบการณ์พา 2 สาวไปดูงานอิมเพรสชันนิสม์คับคั่งที่ Musée d’Orsay ที่ปารีสมาหมาดๆ พบว่าลูกไม่สนุกด้วย ร้องแต่จะกลับโรงแรมไปเล่นเลโก้!) ไม่ได้ลบหลู่ แต่เราแอบคิดในใจว่านี่มันเหมือนแกลเลอรี่ Drive-thru เลยแฮะ ผิดกันที่นี่ไม่ใช่อาหารขยะ แต่เป็นงานศิลปะที่ผ่านการคิดมาอย่างดี เสพด้วยตา และให้คุณค่าโดยตรงต่อสมองและหัวใจ และในที่สุดก็ทำให้เราเห็นเมืองจากความเชื่อมโยงของศิลปะฝาถนนเหล่านี้ เหมือนเห็นป่าได้จากการมองต้นไม้อย่างที่ชื่อโครงการอุปมาไว้จริงๆ

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

ขอขอบคุณ : พิชาญ สุจริตสาธิต
www.forestforthetreesnw.com

Save

Save

หมายเหตุ จิตรกรรมฝาผนัง (murals) นั้นเป็นงานศิลปะที่ศิลปินได้รับการว่าจ้างและได้รับอนุญาตจากเจ้าของอาคารให้สร้างงานศิลปะบนผนัง อาจจะเป็นด้านนอกหรือด้านในอาคารก็ได้ ตัวศิลปินเองก็ได้รับการยอมรับยกย่องอย่างเปิดเผย [muralist ที่มีชื่อเสียงระดับโลกก็อย่างเช่น Diego Rivera (ดิเอโก ริเวรา) สามีของ Frida Kahlo (ฟริดา คาห์โล) นั่นไง]

ต่างจากงานกราฟฟิตี้ (graffiti) ที่มักจะไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่ และศิลปินไม่ได้รับการว่าจ้างแต่ประการใด ศิลปินกราฟฟิตี้ชื่อก้องอย่าง Banksy นั้น ทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยมีใครเห็นว่าหน้าตาเป็นอย่างไร

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

ความเดิมจากตอนที่แล้ว

เรื่องอุ้มจับพลัดจับผลูกลายไปเป็นเมกเกอร์ สร้างแบรนด์ตุ้มหูเสร็จสรรพใน 30 วัน

เรื่องนี้มันมีเบื้องหลังค่ะ

คิดว่าแม่บ้านคนหนึ่งดูดฝุ่นอยู่ดี ๆ จะมีนิมิตให้เข้าไปจดทะเบียนบริษัทสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาได้อย่างงั้นเหรอ!

มันต้องมีคนรู้จักทำอะไรแบบนั้นได้มาก่อน ถึงจะพอไปไถ่ถามขอความรู้ แล้วเอามาทำเอง ใช่ไหมคะ

อุ้มเองก็โชคดี มีเพื่อนคนหนึ่งที่มารู้จักที่นี่เมื่อ 6 – 7 ปีก่อน อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนก็บอกว่าจะทำเสื้อผ้าเด็กขาย อุ้มก็เลยได้เห็นการสร้างแบรนด์จนมีคนรักทั่วบ้านทั่วเมือง แถมจากเสื้อผ้าเด็ก วันนี้ยังขยับขยายไปมีหน้าร้าน ขายของแต่งบ้านเพิ่มมาอีกด้วย

เพื่อนคนที่ว่านี้ ชื่อ ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ เจ้าของแบรนด์สุดแสนจะน่ารัก ชื่อ ‘Silly Daisy’ ค่ะ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

    อุ้มนี่ก็ได้ปุ้มคอยให้คำปรึกษามาไม่รู้กี่รอบ วันนี้เลยไปนั่งคุยกันมายาว ๆ เพราะเชื่อว่าคนที่อยากสร้างแบรนด์ขายของ น่าจะได้ความรู้จากความที่เคยไม่รู้ของเราสองคน มาฟังกันค่ะ

อุ้ม : ทำไมถึงคิดจะทำเสื้อผ้าเด็ก

ปุ้ม : เริ่มจากชอบซื้อผ้า (หัวเราะ) คือซื้อมาเฉย ๆ ด้วยนะ ยังไม่ได้คิดว่าจะทำอะไร แต่ไปร้านผ้าที่นี่แล้วผ้ามันน่ารักมาก ก็เลยซื้อมาเก็บ ๆ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นงานศิลปะที่จับต้องได้ แล้วก็ไม่แพงเกินไป จนสามีบอกว่า ถ้าไม่เอาผ้าพวกนี้มาทำอะไร ห้ามซื้อใหม่แล้วนะ (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่าจะเอามาตัดเสื้อ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : เย็บผ้าเป็นอยู่แล้วเหรอ

ปุ้ม : ไม่เป๊นนนนน (หัวเราะ) ตอนสมัยมัธยมเคยเย็บอย่างเดียวคือปลอกหมอน แบบที่เย็บตะเข็บตรงปรื๊ดอย่างเดียวยาว ๆ น่ะ แต่ทีนี้เรามีลูกสาว ตอนนั้นยังไม่ 3 ขวบดี (ตอนนี้ 10 ขวบแล้ว) ก็เลยคิดว่าอยากตัดชุดให้ลูก

อุ้ม : เคยใช้แพตเทิร์นตัดเสื้อมาก่อนมั้ย

ปุ้ม : ไม่เคย (หัวเราะ) ทีแรกไปซื้อยี่ห้อพวก Simplicity ที่แบบแม่บ๊านแม่บ้าน แต่โคตรยากเลย เปิดมาแล้วมึน ทำตามไม่ได้ ก็เลยไปหายี่ห้ออื่นที่มันสมัยใหม่หน่อย ทำตามได้ง่าย ๆ อย่างยี่ห้อ Oliver + S

อุ้ม : ทีนี้ได้เลย

ปุ้ม : ก็เป็นชุดแหละ แต่ห้ามเปิดดูข้างในนะจ๊ะ ตะเข็บตะเขิบดูไม่ได้เลย (หัวเราะ) จักรพ้งก็ยังไม่มี แต่ก็ภูมิใจนะ เพราะจากที่ไม่เคยเย็บอะไร ก็บ้าบิ่นตัดชุดเลย แม่เราก็บอกว่า “เธอออ…จะทำชุดแรก เอาผ้าถูก ๆ มาลองตัดก่อน” แต่แบบนั้นมันไม่ได้แรงบันดาลใจ เราก็เอาผ้าสวย ๆ ที่ซื้อมานี่แหละลองทำเลย

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม :  แล้วกลายมาเป็นธุรกิจได้ไง

ปุ้ม :  ก็ลูกเราใส่ไปโรงเรียน ใส่ไปโน่นมานี่ แล้วก็มีคนชม เพื่อนแม่ ๆ ด้วยกันก็บอก “ทำขายเลย” เราก็ทำแจกลูกเพื่อนก่อน เพิ่งมาจริง ๆ จัง ๆ ตอนลูกเข้าอนุบาล ประมาณปี 2017 เริ่มขายใน Etsy ส่วนเว็บไซต์เรามีอยู่แล้วชื่อ Silly Daisy นี่แหละ เพราะเราจดทิ้งไว้ตั้งนานแล้ว

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : แล้วจดทะเบียนตั้งบริษัทตั้งแต่แรกเลยไหม

ปุ้ม : เปล่า ๆ เพิ่งมาจดตอนต้องซื้อของ Wholesale เพราะตอนเริ่มใหม่ ๆ เรายังไม่ได้ซื้อผ้าเยอะ ก็ไปซื้อตามร้านทั่วไปนี่ล่ะ อย่างแพง ทำตอนแรก ๆ นี่แทบไม่ได้กำไรเลยนะ แพสชันล้วน ๆ (หัวเราะ) แต่ละชุดกว่าจะทำเสร็จก็นานมาก เพราะยังเย็บไม่ค่อยเก่ง จักรอุตสาหกรรมก็ยังไม่ได้ซื้อ ทีนี้พอเริ่มจะซื้อผ้าในราคาขายส่ง ต้องมีบริษัท ก็เลยไปจดทะเบียน

อุ้ม : สักปีสองปีได้มั้ยกว่าจะมาจดทะเบียน

ปุ้ม : ไม่เลย เราเป็นคนทำอะไรเร็ว อยากทำอะไรทำเลย บางทีนะ ไม่คิดด้วยซ้ำ (ยิ้ม) แต่เป็นความโชคดีหรือเปล่าไม่รู้ จังหวะมันได้ เพราะในพอร์ตแลนด์ไม่ค่อยมีคนทำของเด็ก เวลาไปออกงาน เราก็จะเด่นขึ้นมา คู่แข่งก็ไม่เยอะ

อุ้ม : จากที่ลองทำดู กลายเป็นจริงจัง ออกงานแฟร์อะไรแบบนี้ ใช้เวลานานแค่ไหน

ปุ้ม : ปีเดียว ไปออกงานเลย แต่ก็ต้องมีเว็บไซต์กับโซเชียลมีเดียที่โอเคนะ เพราะคนจัดงานเขาไม่มีเวลามาศึกษาแบรนด์เราหรอก เขาก็ดูจากไอจี

อุ้ม : แล้วตอนเริ่มใหม่ ๆ ยังไม่มีคนฟอลโลว์ ทำยังไง โพสไปเยอะ ๆ งี้เหรอ

ปุ้ม : เราต้องไปฟอลโลว์ชาวบ้านชาวเมืองเขาก่อน คนที่ขายของคล้าย ๆ ของเรา แล้วไปคอมเมนต์ เพื่อเขาจะได้เห็นเรา ซึ่ง… ใครจะมีเวลาวะ (หัวเราะ) ของก็ต้องทำ เพราะฉะนั้นโซเชียลมีเดียเรานี่ค่อย ๆ  โตมาก ๆ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : แล้วคนรู้จักแบรนด์ Silly Daisy ได้ยังไง

ปุ้ม : ปีแรก ๆ เราไปออกงานเยอะมากกกกก มีปีหนึ่งช่วงคริสต์มาสไปออก 7 – 8 งานน่ะ เหนื่อยม้ากกกก (หัวเราะ) ไปจนแบบว่า “ฉันทำอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว สังขารไม่ได้อย่างแรง” แต่มันก็ Pay Off นะ คือเราต้องไปให้คนเห็น แล้วเราขายของเด็ก ตลาดเราคือพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เราก็จะไปออกงานตามโรงเรียน แต่ก็เลือกโรงเรียนที่มีกำลังซื้อ แล้วก็ขี้เกียจด้วยนะ ไปแต่แถว ๆ นี้ (หัวเราะ)

อุ้ม : อ้าว แต่ก็เป็นขี้เกียจที่มีเหตุผลนะ เพราะเรารู้ว่าคนแถวนี้มีพฤติกรรมการซื้อของยังไง

ปุ้ม : ความโชคดีอีกอย่างคือ คนพอร์ตแลนด์เขาจะไม่มาคิดยุบยิบว่า อุ๊ย แพงจังโน่นนี่ เพราะเขารู้ว่าเป็นของทำมือ ก็ช่วยกันซื้อ

อุ้ม : แล้วตั้งราคายังไง

ปุ้ม : แรก ๆ เราคิดจากความสามารถในการซื้อของตัวเราเอง แต่ลืมไปว่ามันมีคนอื่นที่จ่ายได้แพงกว่านี้เว้ย (หัวเราะ) ตอนแรกเพื่อนที่เป็น Maker ด้วยกันมาเห็นราคาเราแล้วบอกว่า “ไม่ได้นะ เธอต้องตั้งแพงกว่านี้” แล้วพอทำไปเรื่อย ๆ เราก็เห็นว่ามันไม่คุ้มจริง ๆ ก็เลยต้องขึ้นราคา แต่ก็ยัง 59 – 69 เหรียญนะ เพราะนี่มันพอร์ตแลนด์ ไม่ใช่แอลเอ นิวยอร์ก ตั้งราคาชุดเด็กสูงกว่านี้คนก็จะว่าแพงไป จะตั้ง 120 เหรียญไปเลยก็ได้นะ แต่จะไปขายที่ไหน คือเราต้องรู้ว่าตลาดของเราอยู่ที่ไหน แล้วเราต้องเอาแบรนด์เราไปให้ถึงตรงนั้น

อุ้ม : มีช่วงหนึ่งที่จ้างคนมาทำไอจีด้วยนี่

ปุ้ม : ช่วงนั้นอยากให้มีคนฟอลโลว์มากขึ้น ก็เลยตัดสินใจจ้างคนมาทำ เขาก็ช่วยตรงมาดูโทนสี มาสอนใช้แอปฯ ที่ตั้งเวลาให้โพสต์ มีตารางการโพสต์มากขึ้น แต่สุดท้ายก็อยู่ที่เราเองอยู่ดี ตอนนี้เราก็ไม่ได้ใช้เขาแล้ว

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : ตอนนี้ก็ค่อนข้าง Active นะ

ปุ้ม : ใช่ โพสต์ทุกวัน เพราะเราสังเกตได้เลยว่าถ้าโพสต์ทุกวัน มันจะมีคน Engage มากกว่า จริง ๆ อยากจะจ้างคนทำนะ ก็ไม่มีเงินจ้าง (หัวเราะ)

อุ้ม : เป็นความข้นแค้นของคนทำธุรกิจเล็ก ๆ เนอะ จะโตก็ก้ำ ๆ กึ่ง ๆ จะจ้างคนก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวต้นทุนสินค้าสูงเกินแต่ขึ้นราคามากไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องทำทุกอย่างเองหมด

ปุ้ม :  ใช่

อุ้ม : ตอนนี้ปุ้มขาย 3 ช่องทางเนอะ ขายส่ง ขายทางเว็บ แล้วก็มีหน้าร้านด้วย แบบไหนดียังไง

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

ปุ้ม :  เวลาขายส่ง เราไม่ขายชุด เพราะใช้เวลานาน ไม่คุ้ม เราก็จะขายพวกชิ้นเล็ก ๆ ทำเร็ว ๆ อย่าง Bib (ผ้าซับน้ำลายเด็ก) สั่งมา 70 อันเราทำแป๊บเดียวเสร็จ แล้วเราทำให้แค่เจ้าเดียว คือ Tender Loving Empire เพราะเขามี 8 สาขาทั่วพอร์ตแลนด์ มีร้านในสนามบินด้วย มันก็ช่วยทำให้คนรู้จักแบรนด์เรามากขึ้น อีกอย่างคือได้เงินก้อน ได้มาก็เอาไปซื้อผ้า (หัวเราะ)

อุ้ม : ธุรกิจคุณนายเนอะ

ปุ้ม : (หัวเราะ) ก็ถือว่าโชคดีนะ ที่ทำโดยไม่มีความกดดัน เพราะสามีเป็นรายได้หลักของครอบครัวอยู่แล้ว ของเรานี่เป็นแค่รายได้เสริมกะจุ๊งกะจิ๊ง เอาไว้ช้อปปิ้งไม่ต้องขอเงินสามี

อุ้ม : แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราชอบ อยากทำ ทำแล้วรู้สึกมีคุณค่ากับตัวเอง

ปุ้ม : ใช่ แต่จะหวังว่าให้สามีเลิกงานแล้วเราทำคนเดียว ก็จะไม่พอกินนะจ๊ะ (หัวเราะ) ขนาดมีคนหนึ่ง ชื่อลินด์ซีย์ ฟอกซ์ เขาเป็นศิลปินพอร์ตแลนด์ที่มีคนฟอลโลว์เยอะมาก รูปหนึ่งขายหกเจ็ดร้อยเหรียญเลยนะ เขาเอางานมาขายที่ร้านเรา เราก็แซวเล่นว่า โห แบบนี้ลาออกจากงานประจำมาทำแต่วาดรูปขายได้แล้วมั้งเนี่ย เขาตอบมาว่าไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนจ่ายประกันสุขภาพ เอาเงินใส่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่าง ๆ ให้ครอบครัว เพราะฉะนั้นเขายังต้องทำงานประจำ เพราะเป็น Maker ที่อเมริกา มันยากตรงไม่มี Benefit นี่แหละ หรืออย่างที่ร้านเรา มี Maker 9 คน มีแค่คนเดียวที่เป็น Breadwinner

อุ้ม : ที่เหลือสามีเลี้ยงหมด

ปุ้ม : (หัวเราะ)

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : มีหน้าร้านนี่ดียังไง

ปุ้ม : ดีเรื่องรายได้ เพราะเงินที่ขายได้ในแต่ละเดือนนี่มาจากหน้าร้านเยอะมาก ยอดขายจากเว็บไซต์คือขำ ๆ ไปเลยอะ นี่เป็นอีกสาเหตุที่เราไม่ต้องไปจ้างคนมาทำไอจี เพราะเรามีหน้าร้านไง คนเดินมาหาเรา ไม่ใช่เราต้องพยายามออกไปในสื่อ ที่น่ารักอีกอย่างคือคนพอร์ตแลนด์เนี่ย พอเห็นของที่ร้านเรา แทนที่จะไปซื้อกับเว็บไซต์คนที่ทำของนั้นโดยตรง เขาก็จะซื้อกับเรา ถึงจะแพงกว่าด้วยนะ เพราะเขาอยากสนับสนุนธุรกิจเล็ก ๆ

อุ้ม : แล้วทำไมตอนนั้นถึงเพิ่มของใช้ในบ้านเข้ามา ไม่ได้มีแต่เสื้อผ้าเด็ก

ปุ้ม : ความชอบส่วนตัวล้วน ๆ อีกเหมือนกัน เราเป็นคนชอบของกระจุกกระจิก แต่มีประโยชน์ ใช้งานได้ อีกอย่างคือลำดับความสำคัญในชีวิตมันเปลี่ยนไปด้วยเนอะ แต่ก่อนไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว ก็ชอบแต่งตัว แต่พอเป็น Homemaker ก็ชอบทำบ้านให้น่าอยู่ พอจะมีหน้าร้าน เราเลยเพิ่มของใช้เข้ามาด้วย คนจะได้มีอะไรให้เลือกมากขึ้น แรก ๆ ก็เน้นพวกผ้าก่อน อย่างผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดจาน เพราะว่ามันเบา ส่งง่าย

อุ้ : เลือกของเข้าร้านยังไง

ปุ้ม : ส่วนใหญ่เราซื้อจากธุรกิจเล็ก ๆ หรือ Maker รายย่อยคนอื่น เพราะยอดสั่งขั้นต่ำไม่สูงมาก เราจะได้ไม่ต้องมีสต็อกเยอะ เพราะถ้าเราซื้อของจากแบรนด์ใหญ่ ๆ ต้องสั่งอย่างน้อย 500-1,000 เหรียญ เราไม่ได้มีเงินทุนเยอะขนาดนั้น เป็นร้านเล็ก ๆ ไม่ควรสต็อกของเยอะด้วย เงินจะไปจม และอีกอย่างแบรนด์ที่เราเลือกมาที่ร้าน เราเน้น Small Makers ที่เป็น Women-Owned ซึ่งผลิตในอเมริกา หรือถ้าไม่ได้ทำที่นี่ ก็เน้นเป็น Fair Trade ทำธุรกิจโดยไม่กดขี่และจ่ายค่าแรงลูกจ้างแบบเป็นธรรม

อุ้ม : ในปีหนึ่งนี่ช่วงไหนขายดี ช่วงไหนเป็น Low Season

ปุ้ม : เดือนมกราฯ ถึงมีนาฯ นี่จะเงียบมากเลย เพราะคนเพิ่งซื้อของหนัก ๆ ไปช่วงคริสต์มาสปีใหม่ แต่พอหลังมีนาฯ คนได้เงินคืนภาษี ก็เริ่มมีกำลังซื้อมากหน่อย พอพฤษภาฯ มีวันแม่ ก็จะเริ่มคึกคัก เข้าซัมเมอร์ช่วงมิถุนาฯ เป็นต้นไป ก็จะเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงตุลาฯ พฤศจิกาฯ มี Thanksgiving มีคริสต์มาส ช่วงนั้นก็จะขายกระหน่ำเลย อีกอย่างที่นี่มันมีฤดูกาลชัดเจนเนอะ แต่ละหน้าก็จัดบ้านเปลี่ยนไป Spring, Summer, Fall นี่ไม่เหมือนกัน พอฤดูเปลี่ยน คนก็จะจัดบ้าน แต่งบ้านใหม่

อุ้ม : มีของที่ซื้อมาแล้วไม่โดน ขายไม่ได้ไรงี้ไหม

ปุ้ม : มี๊! (ยิ้ม)

อุ้ม : แล้วทำไง

ปุ้ม : ถ้าอันไหนขายไม่ได้จริง ๆ คิดว่าจะไม่สั่งมาอีกแล้ว หมดแล้วหมดเลย เราก็เอาออกไปตั้งโต๊ะลดราคาหน้าร้านเลย แล้วระหว่างปีก็มีลดราคา แต่ไม่เยอะนะ 2-3 ครั้งเอง

อุ้ม : การลดราคานี่เป็นการทำร้ายแบรนด์มั้ย แบบคนไม่ยอมซื้อเต็มราคา เพราะรอให้เอามาลด

ปุ้ม : ไม่นะ เพราะเราไม่ได้ลดบ่อย แล้วอันที่ลดจริง ๆ นี่คือของที่ไม่ได้ขายดี คนไม่ได้ซื้อเยอะ ๆ อยู่แล้ว

อุ้ม : แล้วช่วงโควิดหนัก ๆ นี่ผ่านมาได้ยังไง

ปุ้ม : เราปิดร้านไป 3 เดือนเลยนะ คนก็ยังสั่งทางเว็บไซต์ ขอให้ไปส่งที่หน้าบ้าน น่ารักมาก พอเรากลับมาเปิดร้าน ก็ต้องจำกัดจำนวนคนเข้าใช่มั้ย ตอนคริสต์มาสนะ น้ำตาแทบไหล คนมายืนต่อคิวกันหน้าร้านยาวเหยียดเลย

อุ้ม : ร้านนี่ทำมากี่ปีแล้วนะ

ปุ้ม : 4 ปีแล้ว

อุ้ม : ไปเจอร้าน plural กับหุ้นส่วนทั้งหมดได้ไง เราว่าโมเดลของปุ้มดีมากเลย (คือทุกคนเป็น Maker แล้วแชร์พื้นที่ขายของ กับแบ่งเวรมาทำงาน ต้นทุนค่าเช่าก็เลยถูกกว่า แล้วไม่ต้องเสียค่าจ้างเด็กมาเฝ้าร้านด้วย)

ปุ้ม : เจ๋อ… ชอบเดิน (หัวเราะ) ก็เดินเล่นแถวบ้าน เห็นร้านนี้เป็น Maker’s Space ก็เข้าไปคุยกับเขาว่าถ้ามีสเปซว่างอย่าลืมบอกนะ! วันหนึ่งก็ว่างจริง ๆ พอเขาโทรมาถาม เราบอกเลย เอา! เซ็นสัญญาเลย ยังไม่ได้ปรึกษาสามีด้วย (หัวเราะ) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในปีแรกที่เริ่มทำแบรนด์ ดวงมาก

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ภาพ : instagram.com/pluralcollectivepdx

อุ้ม : เคยทำร้านมาก่อนมั้ย

ปุ้ม : เคยไปทำซูเปอร์มาร์เก็ตสมัยอยู่อังกฤษ เกี่ยวมั้ย (หัวเราะ) แต่เรามีความเป็นแม่ค้านะ สมัยก่อนพ่อแม่เรามีสวนแถวรังสิต ที่บ้านมีอพาร์ตเมนต์ให้เช่า อีนี่ก็ใส่ชุดนักศึกษามานั่งขายมะม่วงใต้ตึก (หัวเราะ) แม่ก็ให้คนงานไปเก็บมะม่วงมาให้ขาย ชอบขายของ สนุกดี เราว่าเรากับอุ้มเหมือนกัน คือดวงไม่ได้เป็นคุณนาย (หัวเราะ) ชอบหาอะไรทำ จะมานั่งกระดิกตรีนไม่ได้นะ เบื่อ (หัวเราะ)

อุ้ม : อีกอย่างก็คือ ทัศนคติแบบ ไม่เคยทำก็ไม่เป็นไร ทำไปแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง แต่ก็ไม่ใช่มาแบบเอ๋อไม่รู้อะไรเลยอีกเหมือนกันเนอะ มันต้องมีประสบการณ์สั่งสมมาประมาณนึงด้วย

ปุ้ม : แล้วก็ต้องมีรสนิยมที่ดีด้วยนะเราว่า อีกอย่างคืออย่าไปทำอะไรที่เป็นเทรนด์ ไม่ใช่อุ๊ยปีนี้สไตล์นี้มาแรง ก็ทำใหญ่เลย อ้าวแล้วปีหน้ามันไปแล้วทำไงล่ะ ของเต็มร้าน

อุ้ม : ถามอีกเรื่อง การไปออกบูทตามงาน มีอะไรแนะนำบ้าง

ปุ้ม : แรก ๆ ก็ทำไม่เป็นเหมือนกัน จะวางยังไงดีวะ แรก ๆ สะเปะสะปะมากเลย โรงลิเกมาเลยทีเดียว (หัวเราะ) เราว่ามันต้องไปเดินแล้วก็ดูว่าชาวบ้านชาวเมืองเขาทำยังไงกัน ตอนแรกที่ไปออกบูท เดินไปเห็นป้ายร้านของคนอื่น กลับมารีบพับของตัวเองเก็บเลย (หัวเราะ) แรก ๆ มันก็จะเด๋อ ๆ หน่อย เสื้อผ้าเต็มไปหมด มีกี่ลายโชว์มันหมดเลย แต่พอย้อนกลับมาดูตอนนี้นะ เราว่าเสื้อผ้าเราลายมันเยอะอยู่แล้ว ยิ่งเอามาแขวนเยอะ ๆ มันยิ่งทำให้คนตาลาย เลือกไม่ถูก ตอนนี้เราเลยเลือกเอาไม่กี่แบบ เพราะตอนนี้เริ่มรู้แล้วว่าสีไหนแบบไหนจะขายดีกว่า แต่มันก็ต้องลองไปก่อนแหละถึงจะรู้

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : ทำแบรนด์มา 5 ปีแล้ว ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง

ปุ้ม : รู้สึกว่ามันเป็นอาชีพ สมัยทำแรก ๆ เรายังมีความแบบ ต้องไปหาอะไรอย่างอื่นทำ อันนี้จะมาเป็นงานหลักคงไม่รอด เพราะรายได้ไม่มากเท่าไหร่ แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามั่นคงพอจะเรียกว่าเป็นอาชีพได้แล้ว เพราะมีอะไรทำทุกวันเลย ไม่มีวันไหนว่าง เข้าร้านอาทิตย์ละ 2 วัน ที่เหลืออีก 3 วันก็ต้องทำของ ค่าตอบแทนก็โอเคพอใจแล้ว ถึงแม้ไปทำอย่างอื่นคงได้มากกว่านี้

อุ้ม : สมคิดนะ ชอบมาบอกว่า ถ้ายูอยากทำงานจริง ๆ ยูเรียนโฆษณามา ยูไปสมัครงานเอเจนซี่ ไปทำบริษัทสิ

ปุ้ม : เหมือนแมท (สามี) เลยยยยย! อิปั๋วนี่ไม่เข้าใจ

อุ้ม : ก็นั่นน่ะสิ เรียนจบมา 30 ปีที่แล้ว ไม่ได้ทำงานมา 10 ปี อยู่ดี ๆ จะให้เดินเข้าไปสมัครงานเอเจนซี่ ใครเขาจะรับ! เขามีตัวเลือกเยอะแยะ

ปุ้ม : อีกอย่างนะ ถ้าเราออกไปทำงาน 9 – 5 ต้องหย่าผัว ต้องตีกันตาย บ้านแตกแน่นอน แค่เราไปร้าน กลับมาชามเต็มอ่างไม่มีคนล้าง เรายังโกรธเลย

อุ้ม : แล้วใครจะสแตนด์บาย สมมติลูกล้มหัวฟาด ที่โรงเรียนโทรมาตามตอนเที่ยงเงี้ย (เรื่องจริง เคยโดนมาแล้ว) สรุปว่าทำธุรกิจเล็ก ๆ แบบนี้แหละเนอะ ก็เหมาะกับแม่บ้านที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีฝีมือ

ปุ้ม : และมีสามีเลี้ยง (หัวเราะ)

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

จบการคุยกับเพื่อนสาวคนเก่งแต่เพียงเท่านั้น

มีสาระและเป็นวิชาการสูงมากจนคนฟังส่ายหัว (ฮ่า ๆ) แต่อยากบอกว่า แบรนด์ใหญ่ ๆ ดัง ๆ ของพอร์ตแลนด์ที่อุ้มเคยไปสัมภาษณ์มา ก็เริ่มจากเล็ก ๆ ทำในครัวในห้องนอนที่บ้านกันทั้งนั้นแหละค่ะ แต่ที่ประสบความสำเร็จกันก็เพราะทุกคนทำของที่รัก ทำด้วยใจ และของเขาดีจริง

ที่สำคัญ คือต้องมีก้าวแรก เหมือนอย่างที่ Marquise du Deffand บอกไว้ว่า “The distance doesn’t matter; it is only the first step that is the most difficult.”

อุ้มกับปุ้มผ่านก้าวแรกกันมาแล้ว หาทางที่คิดว่าจะเดิน แล้วก้าวตามกันมานะคะ

ภาพ : www.instagram.com/sillydaisy

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load