เบื้องหน้าเราคือ พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ ในวัย 28

หลังจากรู้ว่า พลับหรือน้องพลับของทุกคน จริงจังและเอาดีกับงานสายบริหาร และกำลังเริ่มงานใหม่ที่ Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเจ้าใหญ่จากสิงคโปร์ The Cloud ก็ขอนัดหมายพูดคุยกับเขาทันที

พลับในวัยเด็กไม่ได้ซนจนทำจานแตกอย่างในเพลง คุณครูครับ แต่เป็นเด็กช่างสงสัยและกล้าแสดงออก โดยเฉพาะเมื่อต้องขึ้นไปร้องเพลงบนเวที หลังจากรับบทเป็นปรกหรือปกรณ์วัยเด็ก ในละครเวที บัลลังก์เมฆ (พ.ศ. 2545) พลับในวัย 9 ขวบ มีผลงานเพลงชุดแรกชื่อ ‘พลับ’ เต็มไปด้วยเพลงดัง อย่าง ใครใครก็ไม่รักผม, ลูกชิ้นของฉัน, ก็เลยเล่าสู่กันฟัง, เหนื่อยไหมคนดี, คนไม่สำคัญ

โลดแล่นอยู่ในวงการจนอายุ 14 พลับก็เดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ เป็นตัวแทนนักเรียนไปแข่งคณิตศาสตร์สมัยเรียนชั้นมัธยมฯ จากนั้นเรียนต่อคณะคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่นครนิวยอร์ก 

หลังกลับมาทำงานรับช่วงบริหารโรงแรมของครอบครัวได้ 6 เดือน พลับเริ่มงานในบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก Boston Consulting Group ก่อนถูกทาบทามไปเป็น General Manager ให้กับโปรเจกต์ใหม่ของโรงพยาบาลกรุงเทพในเวลานั้น

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

พลับในวัย 25 ทำงานเป็นผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic หรือศูนย์ความเป็นเลิศของการมีสุขภาพดี ตั้งแต่วันแรกที่มีการสร้างทีม ทำงานร่วมกับอาจารย์หมอที่อายุห่างกัน 

จากนั้นไปเรียนต่อ MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ลำดับต้นๆ ของโลก และเพิ่งจะเริ่มต้นงานใหม่ที่ Shopee เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

นี่คือบทสนทนาที่พลับบอกว่า เขาไม่ได้เป็นต้นฉบับของเด็กดีและสมบูรณ์แบบอย่างที่ใครๆ คิดกับเขา เมื่อครั้งเห็นเขาในชุดนักเรียนโรงเรียนอินเตอร์ร้องเพลงที่คนรู้จักกันทั้งประเทศ

แต่มันอดคิด (และตื่นเต้นตาม) ไม่ได้จริงๆ ว่า น้องพลับที่น่าเอ็นดูคนนั้น จะเติบโตมาเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ทำงานสนุกขนาดนี้

พลับในวันนี้ ยังกลับไปฟังเพลง คุณครูครับ อยู่บ้างไหม

ไม่ได้ฟังเลย เป็นอารมณ์คิดถึงคนที่เราเคยทำงานด้วยมากกว่า ผมทำงานตั้งแต่เก้าขวบ เริ่มจากชอบร้องเพลง เรียนร้องเพลงที่โรงเรียนมีฟ้า ซึ่งมีละครเวทีมาแคสหานักแสดงตลอดเวลา จึงได้โอกาสแสดงละครเวที บัลลังก์เมฆ (พ.ศ. 2545) กลายเป็นว่าสิ่งที่เราชอบเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะเวลาที่รู้ว่ามีผู้ใหญ่ชอบสิ่งที่เราทำ เราก็จะยิ่งอยากทำสิ่งนั้นมากขึ้น จนในที่สุดก็กลายเป็นน้องพลับอย่างวันนั้น

ตอนอายุ 14 ที่ไปเรียนต่อต่างประเทศคนเดียว ถือว่าได้ชีวิตวัยเด็กกลับคืนมาหรือเปล่า

ช่วงแรกๆ ตอนไปอเมริกา ผมสับสนตัวเองมาก เพราะคิดเองว่าตอนอยู่ไทยทุกคนมองว่าผมเป็นเด็กดี มีภาพลักษณ์ของเด็กที่เพอร์เฟกต์ จึงสับสนอยู่นานว่าอะไรคือความเป็นพลับ เวลาเจอเพื่อนใหม่ ผมไม่รู้จะคุยอะไรกับเขา เพราะชีวิตก่อนหน้านี้คือการร้องเพลง ใช้เวลาปรับตัวอยู่สองปี จนบอกเพื่อนว่าผมเคยเป็นใครมาก่อน เขาก็เริ่มเข้าใกล้เรามากขึ้น และยังบอกว่าเข้าใจแล้วว่าทำไมผมทำตัวแปลก

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

ตอนนั้นมีชีวิตเหมือนในเพลง ใครใครก็ไม่รักผม หรือกลายเป็นหนุ่มป๊อปไปแล้ว?

ตอนไฮสคูลอ้วนท้วนนะ ที่นี่ผมไม่มีชื่อเสียง แต่เพื่อนทั้งกลุ่มร้องเพลงของผมเป็นภาษาไทยได้ เพราะเขาเปิดเจอใน YouTube หลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

ช่วงเรียนจบไฮสคูล ผมกลับมาร้องเพลงที่ไทยอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ไม่น่าจะมีใครเคยฟังเพราะเพลงมันไม่ได้ดัง เริ่มจากผมคิดถึงการร้องเพลง แต่พอทำไปสักพักก็รู้ว่าผมคงไม่เหมาะกับการทำเพลงแล้ว ผมไม่ได้มีส่วนร่วมแบบที่เคยทำตอนเด็กๆ พอดีกับกระแสเกาหลีมาแรงมากซึ่งไม่ใช่ตัวเราเลย ต้องเต้นให้ดี ต้องผอม ต้องเพอร์เฟกต์ให้มากกว่านี้ ทำให้รู้สึกอึดอัดมาก คิดว่าถ้าทำแบบนี้ต่อไปคงไม่ยั่งยืนเท่าไหร่

ชีวิตที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียเป็นอย่างไร ทำไมเลือกเรียนคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์

ผมชอบคณิตศาสตร์มาก โตมากับแม่ที่เป็นดอกเตอร์ด้านคณิตศาสตร์ สมัยเรียนที่ไทยก็เป็นวิชาเดียวที่สอบผ่าน ยิ่งตอนเรียนที่ Phillips Exeter Academy ผมเป็นตัวแทนนักเรียนแข่งคณิตศาสตร์ ส่วนที่เลือกเรียนเศรษฐศาสตร์เพราะคิดว่าอยากจะใช้ทำงานต่อ แต่เรียนแล้วไม่ชอบวิชาเศรษฐศาสตร์เลย 

กลับมารับช่วงต่อธุรกิจโรงแรมของครอบครัว

อย่างที่ทุกคนเห็นจากข่าว หลังเรียนจบ ผมกลับมาทำงานที่ เทวมันตร์ทรารีสอร์ทแอนด์สปา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวอยู่หกเดือน ทุกวันนี้เจอใคร เขาก็ยังทักถามผมว่าทำงานโรงแรมของครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องเมื่อหกปีที่แล้ว

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์
พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

เรียนรู้อะไรจากการทำงานที่บ้าน

เรียนรู้ว่าตัวเองเป็นคนใจร้อน ไฟแรง อยากให้โรงแรมมีชื่อเสียงก็ลงแรงทำประชาสัมพันธ์เยอะ อยากทำอะไรก็ทำเลยโดยไม่คิดว่าพี่สาวและพ่อจะคิดยังไง ทั้งที่เขามีประสบการณ์มากกว่าเรา ตอนนั้นเป็นช่วงที่มีอีโก้สูงที่สุดในชีวิต เทียบกับตอนนี้คือคนละเรื่องเลย

หลังจากนั้น ผมไปทำงานในบริษัทที่ปรึกษาชื่อ Boston Consulting Group ซึ่งมีสาขาอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นงานที่สนุกมาก ได้ทำงานกับคนเก่งๆ ในหลายๆ อุตสาหกรรม

จากธุรกิจครอบครัวพอมาทำงานในบริษัทที่ใหญ่มาก คุณได้เห็นวิธีการทำงานที่แตกต่างไปอย่างไร

งานที่นี่ทำให้ผมได้เป็นตัวของตัวเอง ผมได้ใช้ความสามารถ หาข้อมูลและวิเคราะห์ด้วยตรรกะที่มีในการให้คำแนะนำลูกค้า โดยไม่มีเรื่องของวัยมาเป็นอุปสรรค

วัฒนธรรมองค์กรของบริษัทต่างชาติมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยไหม

ใช่ โครงสร้างองค์กรเขาต่างจากบริษัทไทย การทำงานก็เลยสนุก รู้สึกเหมือนตอนเป็นเด็กที่ทำอะไรแล้วคนมีคนให้การยอมรับ หรือได้รับผลตอบกลับที่ดี ก็ยิ่งชอบ ยิ่งอยากจะอยู่ทำงานถึงตีสองตีสามเพื่อลูกค้า ผมทำอยู่ที่นั่นได้ปีครึ่ง ที่โรงพยาบาลกรุงเทพก็มาทาบทามให้ไปเป็นผู้จัดการทั่วไป (General Manager) ของโปรเจกต์ BDMS Wellness Clinic ศูนย์ความเป็นเลิศของการมีสุขภาพดี

ตอนนั้นอายุเท่าไหร่

ยี่สิบห้า

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

คนอายุ 25 คนอื่นเพิ่งเริ่มต้นทำงาน แต่คุณได้เป็นผู้จัดการโรงพยาบาล

จริงๆ ได้งานนี้เพราะตอนเรียนอยู่ที่โคลัมเบีย ผมรับทำงานพิเศษเป็นคนดูแลและนำเที่ยวเกาะแมนฮัตตัน ทุกวันสุดสัปดาห์จะมีคณะทัวร์จากประเทศไทยมาเที่ยวที่นี่ ส่วนใหญ่เป็นทริปพาลูกมาดูโรงเรียนและมหาวิทยาลัย งานของผมคือวางโปรแกรมทุกอย่าง ตั้งแต่เช้าจรดเย็นตามความต้องการ บังเอิญเจอกลุ่มคุณหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ และคุณหมออีกเจ็ดสิบคน ซึ่งผมเป็นคนจัดการทุกอย่างคนเดียว 

วันหนึ่งคุณหมอก็เรียกผมไปพบ บอกว่ารู้สึกประทับใจ อยากชวนไปทำงานด้วย ตอนที่คุณหมอเริ่มทำโปรเจกต์ BDMS Wellness Clinic เขาก็นึกถึงผมแล้วเรียกให้มาสัมภาษณ์งาน คุณหมอเคยบอกว่าผมมีหัวทาง Hospitality ด้านการบริการ และชอบที่เป็นคนตรงไปตรงมา ก็เลยได้มาทำงานตรงนี้

อยากรู้ว่าคุณมีระบบจัดการทัวร์อย่างไรจึงเป็นที่ถูกใจของคุณหมอขนาดนี้

ไม่มีอะไรมาก ถ้าอยากได้อะไร ผมจะหามาให้ได้ เช่น ตั๋วละครเวที The Lion King ในช่วง Last Minute มากๆ ซึ่งทุกคนอยากดูมาก ผมก็หาที่นั่งตรงกลางสิบสองที่แบบติดกันหมดมาได้ ด้วยการตระเวนเข้าทุกเว็บไซต์เพื่อจับจองให้ได้ที่นั่งแถวเดียวกัน วันเดียวกัน รอบเดียวกัน หรือร้านอาหารร้านดังที่จองไว้มีปัญหา ผมก็จะหาร้านใหม่ที่ดังกว่า ด้วยการขอร้องผู้จัดการร้านจนเขายอม

เรื่องนี้สำคัญอย่างไร

ทุกครั้งเวลาได้โจทย์อะไรมาก็อยากทำให้ดีกว่าที่เขาคาดหวัง ชอบเห็นเวลาคนมีความสุข เราก็มีความสุขไปด้วย

มีบ้างไหมที่ทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้

มี แต่ก็คงไม่ได้คิดว่าเป็นความล้มเหลว เป็นบทเรียนมากกว่า

กับงานบริหารโรงพยาบาลรู้สึกกลัวบ้างไหม หรือเอาความมั่นใจมาจากไหน

เขาต้องการคนที่จะมาเปลี่ยนพื้นเดิมเป็นศูนย์สุขภาพ ผมต้องสร้างทีมและทุกอย่างขึ้นมา กลัวไหม กลัวสิครับ แต่เมื่อเป็นโอกาสที่ดี เราก็ขอกระโดดเข้าไปก่อนแล้วทำให้มันเกิดขึ้น ถ้าจะแย่ผู้ใหญ่ก็คงมีข้อเสนอให้แก้ไข

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

คนอายุ 25 ที่ทำงานสร้างทีม มีวิธีทำงานกับคุณหมอหรือคนที่อายุมากกว่าอย่างไร

ผมใช้วิธีประนีประนอม เช่น สมมติอาจารย์หมออยากสั่งซื้อเครื่องมือราคาแพง ผมซึ่งมีหน้าที่ดูแลควบคุมการใช้จ่าย จะคุยกับคุณหมอถึงโอกาสที่จะใช้เครื่องมืออย่างคุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพ สำคัญคือบอกให้รู้ว่าเราเป็นทีมเดียวกัน หากมีส่วนไหนที่ผมช่วยได้ก็ขอให้มาคุยกัน งานส่วนใหญ่เป็นประมาณนี้ ทำงานที่นี่ได้ปีกว่าผมก็ขอกลับไปเรียน MBA

การไปเรียน MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ยิ่งตอกย้ำภาพจำเด็กเก่งคนนั้นหรือเปล่า

ตั้งแต่เด็กแล้ว และวันนี้ก็ยังเป็นคนแบบนั้น ผมเป็นคนที่หาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งดีที่สุดในที่นี้อาจจะไม่ได้ดีที่สุดสำหรับใครนะ แต่เป็นดีที่สุดที่เราทำได้เอง

กดดันไหม

กลายเป็นคาแรกเตอร์เราไปแล้ว สิ่งที่แตกต่างไปจากตอนเรียนที่โคลัมเบีย คือมีเพื่อนเยอะขึ้น มีสังคมมากขึ้น และประสบการณ์จากงานที่ผ่านมาทำให้มีอะไรไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนอีกสามร้อยกว่าคนในชั้นเรียนเดียวกัน

ได้อะไรจากการเรียนที่สแตนฟอร์ดบ้าง

สแตนฟอร์ดสอนเรื่องการเป็นผู้นำไม่เหมือนที่อื่น เน้นการเป็นผู้นำที่ให้แรงบันดาลใจมากกว่า ผมได้เรียนรู้ข้อดีของการเป็นตัวของตัวเอง ส่งผลต่อการทำให้คนเข้าถึงเราได้ ไว้ใจและรักเรามากขึ้น ยิ่งทำให้การทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพ

ผู้นำที่ดีเป็นอย่างไร

ผู้นำที่ไม่จำเป็นต้องทำตัวเคร่งเครียดตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเราจะต้องทำเป็นรู้ทุกอย่างไปหมด หรือมีคำตอบสำหรับทุกคำถาม 

เกิดอะไรขึ้นถ้าเผลอเป็นผู้นำที่เคร่งเครียด รู้ทุกอย่าง และมีคำตอบไปหมด

ลูกทีมจะไม่มีแรงบันดาลใจผลักดันตัวเองให้เป็นคนที่เก่งขึ้น

พอได้ไปเรียนแล้ว รู้สึกไหมว่าถ้ารู้สิ่งนี้ก่อนหน้านี้งานที่ทำจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ใช่ คงจะทำงานได้ขึ้น แต่การเป็นผู้จัดการตั้งแต่เด็ก ทำอะไรผิดบ้าง ถูกบ้าง ก็ทำให้รู้ว่า สิ่งที่คิดว่าถูกอาจจะผิด และสิ่งที่เคยคิดว่าผิดอาจจะถูก

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

เช่น

ตอนเป็นผู้จัดการโรงพยาบาล คิดว่าผู้บริหารคือฮีโร่ ต้องมีคำตอบสำหรับทุกอย่าง และผมคิดว่านั่นอาจจะทำให้คนอึดอัด ก็เลยไม่อาจทำงานออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพ และผมก็คงจะโทษเขา ทั้งที่ความผิดนี้อยู่ที่ผม ที่ไม่ยอมเปิดใจรับฟังความคิดเห็นอื่นๆ

ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าจะทำงานนี้ให้สำเร็จ จะล้มเหลวหรือสำเร็จผู้นำต้องเป็นคนรับ ซึ่งเขาสอนว่าไม่ใช่ เรายังเป็นมนุษย์อยู่ ต้องรู้จักรักตัวเองเพื่อจะเป็นผู้นำที่ดี การทำงานเป็นทีมคือต้องยอมสละความรับผิดชอบบางอย่างให้คนอื่นบ้าง

นอกจากเรียนหนังสือแล้ว ได้เจอความสนใจอื่นๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนบ้างไหม

ตอนเรียนอยู่ที่สแตนฟอร์ด ทำงานให้กับสตาร์ทอัพชื่อ BrainKey ที่ซานฟรานซิสโก เป็นบริษัทเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ เปลี่ยนฟิล์ม MRI เป็นรูปภาพสามมิติ เพื่อให้สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของสมอง และเพื่อวิเคราะห์สมรรถภาพสมองด้วย AI

เกี่ยวกับงานล่าสุด ที่คุณตอบรับและเริ่มทำทันทีหลังเรียนจบเพียง 2 สัปดาห์

เป็น Category Manager ดูเรื่องสินค้าแฟชั่นที่บริษัท Shopee 

จากสายสุขภาพมาสู่ E-Commerce ยากไหม

จริงๆ เพิ่งเริ่มต้นทำงานเมื่อต้นเดือน

จากประสบการณ์ มีวิธีรับมือกับงานใหม่ๆ อย่างไร

หายใจให้ลึกก่อน อย่าเพิ่งเข้าไปพูดมาก จากนั้นฟังเขาก่อน เรียนรู้จากทุกคนให้มากที่สุด แล้วค่อยๆ เป็นตัวของตัวเอง ค่อยๆ ให้ความเห็นของเรา และให้ทิศทาง ผมเชื่อเสมอเวลาเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ให้เราทำตัวเป็นกระดาษเปล่า อย่าเอาอัตตาหรืออีโก้ที่เกิดขึ้นจากความสำเร็จในอดีตมาด้วย และจงเปิดใจ

เป็นผู้บริหารที่กล้าถาม

คนที่ทำงานกับผมจะรู้ว่าผมถามไม่หยุดเลย ผมมักจะขอให้เขาพูดใหม่ได้ไหม ตรงนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจ เพื่อศึกษาภาพรวม ผมชอบดูภาพกว้าง

ชอบทำงานกับคนแบบไหน

คนที่กล้าเป็นตัวของตัวเอง 

พลับในวันนี้ ถ้ามีพนักงานซนจนทำจานแตกแบบในเพลง คุณครูครับ พลับจะทำอย่างไร

คงไม่ดุที่ทำจานแตก แต่จะดุเรื่องที่บอกซ้ำๆ หลายรอบแล้วยังไม่แก้ไขหรือทำให้ได้ผลตามที่บอก

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ระยะหลังๆ มานี้-อย่างน้อยๆ ก็หกเจ็ดปี เราเห็นชื่อของ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ ในแวดวงธุรกิจการลงทุนมากขึ้นจนอาจจะทำให้ใครบางคนจดจำว่าเขาคือผู้บริหารแทนภาพเดิมอย่างศิลปินไปแล้ว

สำหรับแฟนเพลงที่ไม่ได้ติดตามข่าวอาจไม่รู้ว่า ช่วงที่อดีตนักร้องนำวง Groove Riders ผู้นี้ห่างหายไปจากวงการดนตรีกว่า 7 ปี หลังจากอัลบั้มเดี่ยวล่าสุดที่ชื่อ Gran Turismo เขาไปนั่งในตำแหน่งซีอีโอบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ และเป็นผู้บริหารคอมมูนิตี้มอลล์ ที่ชื่อว่า The Grove

คล้ายชีวิตเปลี่ยนสนามจากห้องอัดและเวทีคอนเสิร์ตมาเป็นห้องทำงานและห้องประชุม

แฟนเพลงบางคนอาจแอบถอดใจว่าเขาคงวางไมค์ไปแล้ว

ล่าสุดเมื่อได้ยินว่าเขากลับมาซุ่มทำอัลบั้มใหม่กับค่าย Muzik Move Records โดยมีซิงเกิลแรกชื่อ Spotlight เราจึงนัดพบเพื่อพูดคุยกันในวันที่เขาถ่ายมิวสิกวิดีโอซิงเกิลแรกในอัลบั้ม

ความพิเศษของอัลบั้มนี้คือเขาได้ศิลปินระดับโลกมาช่วยทั้งในส่วนของดนตรีและอาร์ตไดเรกชัน ไม่ว่าจะเป็น Nathan East มือเบสที่เคยร่วมงานกับศิลปินชื่อดังมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Eric Clapton, Michael Jackson, George Harrison, Phil Collins, Stevie Wonder หรือ Daft Punk ในส่วนของอาร์ตไดเรกชัน อัลบั้มนี้ได้ Frank Nitty ที่เคยทำงานออกแบบให้แบรนด์ดังอย่าง Gucci มาช่วยออกแบบปกและกราฟิกที่จะปรากฏในมิวสิกวิดีโอ

เมื่อได้นั่งคุยกัน เขาบอกว่า ด้วยวัยที่เพิ่มขึ้นทำให้มุมมองในการทำเพลงของตัวเองปลี่ยนไป ซึ่งที่ผ่านมาเวลาเราได้ยินศิลปินคนใดบอกว่า “อัลบั้มใหม่โตขึ้น” บางทีมันอาจไม่ใช่เพียงคำตอบสูตรๆ ที่ใช้ตอบนักข่าว หากแต่ความจริงมันเป็นเช่นนั้น

เมื่อวันเปลี่ยนวัยเปลี่ยน ความคิดและผลงานย่อมเปลี่ยน เป็นสัจธรรม

บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์

คุณห่างหายจากการทำอัลบั้มไป 7 ปี การได้กลับมาทำเพลง Spotlight มีความหมายกับคุณยังไงบ้าง

เพลงนี้ถูกสร้างมาเพื่อจุดนี้เลย เพราะที่ผมหายไปผมคิดถึงมาก ผมอยากจะกลับมา ทำเพลงนี้ออกมาเพื่อให้เราจะได้มีความสุขร่วมกัน อยากจะสร้างเพลงบางเพลงที่ทำให้คนมาร้องด้วยกัน มันจะมีท่อนหนึ่ง ท่อนฮุกมันสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนร้องตามเลย มันร้องง่ายๆ ครับ ‘ฮะฮาฮะฮ่า ฮุฮูฮุฮู่’ คือคุณฟังทีเดียวคุณร้องได้เลย

ช่วงที่คุณหายจากเวทีคอนเสิร์ต จากห้องอัด ไปเป็นนักธุรกิจอยู่ในห้องประชุม คุณฝืนไหม

ไม่ฝืนเลยนะ เพราะว่าจริงๆ มันก็เป็นภาระหน้าที่ เป็นงาน ที่เราชอบเหมือนกัน   ผมเรียนธุรกิจมาตลอดชีวิต ทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท เรื่องการตลาด การจัดการ นอกจากร้องเพลงผมก็ทำงานบริหารควบคู่มาตลอด ชีวิตก็จะเเบ่งเฟสว่าช่วงนี้ออกอัลบั้ม ก็จะไปโฟกัสที่อัลบั้มมากกว่า ส่วนช่วงไหนที่ไม่ได้โฟกัสเรื่องเพลงก็จะกลับมาโฟกัสเรื่องธุรกิจอย่างเต็มที่

ความสุข ความทุกข์ ของการเป็นศิลปินกับนักธุรกิจเเตกต่างกันไหม

ความสุขมาจากสิ่งที่เเตกต่างกัน แต่ความสุขนั้นมาจากความสำเร็จเหมือนกัน ผมคิดว่าความสุขจากคอนเสิร์ตอาจจะมาเร็ว คือสมมุติว่าเราทำคอนเสิร์ตสักครั้งหนึ่ง เสียงกรี๊ดมา เห็นคนมา ความสุขนั้นจะพุ่งกลับมาทันที เเต่ความสุขนั้นจะอยู่กับเราวันเดียว มันจะสั้น เพราะมันเป็นความสุขที่มาเเรง มาเร็ว เเต่ความสุขจากการทำธุรกิจ เราปั้นโปรเจกต์หนึ่งมา เราตามมันมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งมันสำเร็จ เราจะมีความสุขมาก เห็นงานมันเริ่มเดินหน้าไปได้ รายได้เริ่มเข้ามา มีกลุ่มลูกค้ามากขึ้น

เเล้วความทุกข์ล่ะ

ดนตรีไม่มีความทุกข์เลย หรือมีก็น้อยมาก เพราะอย่างเราทำอัลบั้มขึ้นมาอัลบั้มหนึ่ง มันเป็นศิลปะที่ออกมาจากตัวเราร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วอาจจะด้วยระยะเวลาที่เราทำมามันนาน อย่างอัลบั้มนี้ผมทำมา 5 ปีเต็มๆ พอทำเสร็จเราก็มีความสุขที่เราได้ฟังเพลงที่เราทำขึ้นมาด้วยความพิถีพิถัน

แล้วเวลาตั้งใจทำดนตรีแต่ซีดีขายได้น้อย ก็ไม่เป็นความทุกข์เหรอ

มันไม่เรียกว่าความทุกข์สำหรับผม  เพราะว่าผมผ่านจุดนั้นมานานแล้ว ผมเองออกเทปในยุคที่เทปกำลังจะตาย เทปกำลังจะไม่มีเเล้ว เป็นศิลปินที่มีเทปรุ่นท้ายๆ ตอนนั้นยอดขายเทปกับซีดีก็ไม่เหมือนยุคก่อนเเล้ว ไม่เหมือนยุค 80 และ 90 ที่ขายได้เป็นล้านตลับ มันไม่เป็นอย่างนั้นอีกเเล้ว จนมาถึงยุคเทปผีซีดีเถื่อน ยุคดิจิทัล

รายได้จากการขายเพลงของผมไม่ได้เยอะตั้งแต่เเรกอยู่เเล้ว ฉะนั้น ผมไม่เคยคิดว่าผมต้องได้ตังค์จากการทำศิลปะ ไม่ได้คิดว่าทำมาเเล้วต้องขายได้เยอะๆ การทำเพลงของผมคือทำเพื่อในอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้าผมกลับมามองมันเเล้วผมมีความสุข นั่นคือโกลของผม เพราะว่าผมทำศิลปะด้วยใจรักไม่ได้ทำเพื่อการค้า

การเป็นศิลปินมาก่อน พอมาทำธุรกิจมันช่วยให้เรามีเเต้มต่อไหม

มันก็มีข้อดี แต่ข้อเสียก็มีเยอะเหมือนกัน

บุรินทร์ บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์

มีข้อเสียด้วย

มีครับ ในเเง่การทำงานคนเขาจะมองว่าเป็นศิลปินทำธุรกิจเป็นหรือเปล่า เเต่ระยะเวลาประสบการณ์มันสั่งสม มันสร้างให้คนรู้เเล้วว่าผมมีแบ็กกราวนด์ด้านการธุรกิจมาตลอดชีวิต ครอบครัวผมทำธุรกิจมาตลอด ตัวผมเองก็ศึกษาธุรกิจมาตลอด สุดท้ายเวลาและประสบการณ์ทำให้คนรู้ว่า สิ่งที่เราทำมันเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่สิ่งที่เราฝันเฉยๆ

ที่คุณห่างหายจากการทำอัลบั้มไปนานถึง 7 ปี มันเป็นเพราะคุณหมดไฟหรือเปล่า

ถ้าอย่างนั้นผมขอถามกลับไปครับว่าทำไมต้องออกทุกปี เพื่ออะไร ต้องการเงินหรือเปล่า อันนี้ผมไม่รู้ ผมแค่คิดว่าไม่ดีจะออกทำไม ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนจริงจะออกอัลบั้มใหม่ทำไม อันนี้เป็นความคิดของผมมากกว่าว่า เฮ้ย ทำไมต้องออกทุกปีหรือทุกสองปี เเต่จริงๆ เเล้วเหตุผลลึกๆ ผมอาจจะเป็นคนทำงานช้าก็ได้ (หัวเราะ) ผมคิดอย่างนั้นนะครับ ถ้าไม่ดีจริงก็ไม่อยากออก ผมอยากจะมีเเต่เพลงที่ดีไว้ฟัง ไม่ใช่มีเพลงดีอยู่ 3 เพลง อีก 7 เพลงใส่เข้าไปให้เต็มอัลบั้ม มันทำอย่างนั้นไม่ได้ ผมเลยต้องค่อยๆ ทำ อยากจะได้มือเบสคนนี้ มือกลองคนนี้ ต้องค่อยๆ หา ตามตัวเขาให้ได้ ไม่มีตังค์ก็เก็บตังค์ไปจ้างเขาให้ได้

ที่ว่าอยากทำเพลงที่ดี เพลงที่ดีในความหมายของคุณเป็นยังไง

มันมีหลายๆ อย่าง หลายๆ องค์ประกอบนะครับ เพลงที่ดีมันพูดยากนะ สำหรับผมมันต้องมีคุณภาพ คุณภาพหมายถึงอะไรบ้าง ต้องเล่นดนตรีออกมาได้ดี ได้กลมกล่อม เขียนเนื้อออกมาได้ดี เรียบเรียงออกมาได้ดี เเละเพลงที่ดีต้องฟังได้นาน เพลงที่เพราะอาจจะฟังได้เเค่ 1 – 2 เดือน ผ่านไป 5 เดือนกลับมาฟังก็เฉยๆ เเล้วว่ะ เเต่เพลงที่ดี 5 ปีกลับมาฟังก็ยังรู้สึกดีอยู่ว่ะ ผมคิดว่านั่นคือเพลงที่ดี

แต่มันก็มีอีกอย่างหนึ่งนะ เพลงที่ดีมันไม่ได้ดีสำหรับทุกคน มันอยู่ที่ความต้องการ อยู่ที่คุณภาพของคนฟังคนนั้นด้วย มันอยู่ที่คุณภาพในการฟังว่าคุณต้องการเเค่ไหน  บางคนบอกว่าเพลงเเจ๊สดีมาก อีกคนมาฟังเเล้วไม่เห็นชอบเลย ก็เเสดงว่าเพลงเเจ๊สอาจจะไม่ดีสำหรับเขา

แล้วถ้าคนฟังส่วนใหญ่ในบ้านเราไม่ได้เรียกร้องคุณภาพอะไรขนาดนั้น ทำไมคุณถึงยังเชื่อในการทำให้ดี

ถ้าทำไม่ดีทำออกมามันก็จะไม่ประสบความสำเร็จหรือเปล่าครับ แล้วพอไม่ประสบความสำเร็จทำออกมาก็เศร้าใจ ทำออกมาก็ไม่มีโชว์ ไม่มีคนฟัง ฟังได้แป๊บเดียว โห ไม่เจ๋งเลย แล้วจะทำออกมาให้เสียใจทำไม ทำทั้งทีทำให้ตัวเองมีความสุขน่าจะดีที่สุด

อย่างอัลบั้มนี้ผมได้นักดนตรีเป็นคนดำประมาณ 4 คนที่มาอัดให้ เเละเป็นอัลบั้มที่ไปอัดต่างประเทศในหลายๆ เมือง มิกซ์ที่ New Haven เครื่องดนตรีบางอย่างอัดที่ Los Angeles และ New York มีนักดนตรีระดับโลกหลายคนที่เคยเล่นให้นักดนตรีที่ดีๆ มาอัดให้ อย่างเช่น Nathan East ที่เป็นมือเบสที่เก่งมากๆ เคยเล่นให้ Michael Jackson และ Eric Clapton ส่วนมือกลองก็เป็นคนที่ตีดีมากๆ เราดีไซน์กลองด้วยกันในวันที่เราเข้าห้องอัด มีวิธีการทำงานเเปลกๆ อย่างเช่นเอาหมอนทั้งไซส์เล็กไซส์ใหญ่ ทั้งหมอนของคนหมอนของหมา มาใช้เพื่อให้ซาวนด์กลองมันเป็นอย่างที่เราต้องการ

ชุดนี้มันเป็นการดีไซน์อะไรแปลกๆ เยอะมากพอสมควร ผมอยากให้ซาวนด์กลับไปอิงในยุค 80 ซึ่งเป็นยุคที่ผมยังทำงานด้วยน้อยอยู่ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันเป็นยุคที่อยู่ในตัวผม เพียงเเต่ผมไม่รู้ตัว เราเป็นวัยรุ่นในยุค 90 มันใหม่สำหรับเราในยุคนั้น เราก็เลยมองข้ามยุค 80 ไป แต่จริงๆ เเล้ว 80 เป็นยุคที่มีของหนักมาก ของดีมาก เเล้วก็มินิมอลมากๆ ซึ่งพอโตขึ้นมาตอนนี้ปรัชญาการทำงานของผมคือ less is more บางทีสิ่งที่น้อยมันกลมกล่อมมากกว่า อยู่ได้นานมากกว่า

บุรินทร์

วัยที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวไหม ที่ทำให้ปรัชญาการทำงานกลายเป็น less is more

เกี่ยวเเน่นอนครับ ตอนเด็กๆ จะชอบอะไรเยอะๆ ยอมรับว่าตัวเองเคยเยอะ (หัวเราะ) เมื่อก่อนมองว่า more is more เเต่ชุดนี้ less is more เพราะว่าทำงานมา 17 ปี ถ้าเรายังทำอะไรเดิมๆ ชีวิตมันไม่มีคุณค่า ชีวิตมันไม่มีความสุข เพราะว่ามันซ้ำเเล้ว ทุกอย่างไปเรื่อยๆ กลายเป็นรูทีน ออกมาร้องเพลงรู้แล้วท่อนนี้คนนี้จะเป็นอย่างนี้ พอถึงท่อนนี้ทุกคนต้องยกมือขึ้น มันเห็นภาพทุกอย่างหมดแล้ว เราต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนาไปเรื่อยๆ ถ้าไม่เสี่ยงก็ไม่สนุก

ชุดที่เเล้วก็โคตรเสี่ยงเลย ผมเคยเสี่ยงมากๆ (หัวเราะ) ทำทุกอย่างที่ตัวเองชอบ ผมชอบฟังเพลงที่เป็นยุคที่คนดำปลดเเอกจากการกดขี่ของอเมริกาเเละทั่วโลก เป็นยุคก่อนเป็นฮิปฮอปอีกครับ ยุคที่คนดำใส่หมวกดำ เริ่มออกมาประท้วง Martin Luther King Jr. โดนยิง นักดนตรีเลยเริ่มระเบิดออกมา เริ่มรุนเเรง ซึ่งชุดที่เเล้ว Gran Turismo เราอยากทำอย่างนั้น แต่ไม่มีใครเข้าใจเลย (หัวเราะ) เพลงที่ไม่ชอบที่สุดในอัลบั้มคือเพลง เกือบ เเต่กลายเป็นเพลงที่ดังที่สุด ไปร้องที่ไหนคนร้องตามไม่เเพ้เพลง หยุด เลย พอถึงท่อนฮุก ‘เกือบลืมไปเเล้ว ว่าฉันเคยรักเธอมาก่อน’ ทุกคนต้องยกมือขวาขึ้นมา แต่ผมไม่อยากเป็นอย่างนั้น

จุดจุดนั้นผมว่าความดังมันไม่เกี่ยว ผมอยากฟังเพลงที่ได้มาตรฐานตัวเอง ตรงกับคุณภาพที่ตัวเองต้องการ แต่วันนี้ก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าถ้าอยากจะเป็นอย่างที่ตัวเองต้องการทุกอย่างต้องเก็บไว้ฟังเอง หรือเก็บไว้ฟังกับคนกลุ่มเล็กๆ ที่ชอบเหมือนกัน เพราะว่าคนเราชอบอะไรไม่เหมือนกันทุกคนเเน่นอน เเต่มันจะมีจุด comfort zone ตรงกลางที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ มันก็เป็นที่มาของการทำอัลบั้มชุดนี้ ผมทำให้มันง่ายเเต่ตรงกับคุณภาพที่ผมต้องการให้ได้

พูดถึงคนดำ อัลบั้มนี้คุณก็มีนักดนตรีที่เป็นคนดำมาร่วมหลายคน คุณสนใจอะไรในคนดำ

คนที่เล่นดนตรีเก่งที่สุดในโลกเป็นคนดำ ดนตรีส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมาในโลกนี้ส่วนใหญ่คนดำเป็นคนคิด  ผมหมายถึงดนตรีปัจจุบันนะครับ ไม่นับดนตรีคลาสสิก ซึ่งดนตรีของคนขาวเป็นดนตรีที่ฟังเล้วไม่รู้สึกเท่าคนดำ มันไม่ให้ความรู้สึกกดดัน หรือฟังเเล้วบีบหัวใจเท่า อาจจะเป็นเพราะคนดำเขาโดนกดขี่ โดนพรากพ่อ พรากเเม่ พรากลูก ข้ามทะเลมาเป็นทาสในยุโรปใช่ไหม เพราะฉะนั้น ฟีลมันต่างกันเเน่นอน เขาโดนกดขี่ข่มเหงมามากกว่า วิธีการที่เขาผลิตดนตรีถึงแตกต่างออกไป เริ่มมาเป็นบลูส์มา เป็นเเจ๊ส เเล้วระเบิดออกเป็นแนวต่างๆ มากมาย เป็นโซลเป็นอะไรต่ออะไรเต็มไปหมด เป็นร็อก เป็นฮิปฮอป เเล้วคนขาวก็เริ่มพัฒนามาเรื่อยๆ คือดนตรีที่คนดำเป็นคนคิดผมว่าไม่มีใครเล่นเก่งไปกว่าเขาเเล้ว

อารมณ์เหมือนนักฟุตบอลต้องบราซิล

ใช่ เหมือนนักบาสก็ต้องคนดำ เขาถูกสร้างมาเพื่อสิ่งนี้ เพราะฉะนั้น ดนตรีโซลเป็นดนตรีของคนดำ ถ้าไม่ใช่คนดำเล่นคงไม่สุด ผมก็เลยคิดว่าต้องใช้คนดำในการบันทึกเสียง

แล้วคุณทำยังไงให้ศิลปินระดับโลกยอมมาร่วมงานด้วย

ผมให้เขาฟังเพลงผม ส่งโปร์ไฟล์ให้ดู ส่งเพลงให้ฟัง เเล้วผมคิดว่าดนตรีที่ผมทำตลอด 17 ปีที่ผ่านมาคุณภาพไม่เเพ้ประเทศใด เพราะว่าเเนวเพลงที่เราทำก็ไม่ใช่เเนวเพลงตามกระเเสที่เราต้องไปสู้กับใคร มันเป็นนอกกระเเสที่บ้านเขาเองก็มีกลุ่มเล็กๆ ของเขาอยู่ ความจริงผมเคยทำงานกับนักดนตรีระดับโลกมาหลายคนนะ ในทุกๆ ชุดเลย อย่างชุดที่เเล้วได้ทำงานกับ Benny Golson เป็นนักดนตรีเเจ๊สระดับโลกที่ยังไม่ตาย อายุเกือบจะ 90 แล้ว ได้เขามาอัดเครื่องเป่าให้

บางทีมันเป็นการบอกต่อของเพื่อนของเพื่อน บางทีเค้ารู้จักกับคนเล่นดนตรีเเจ๊สที่ไทย เขาก็แนะนำผมเข้าไปว่าคนนี้เคยทำอะไรยังไงบ้าง ปากต่อปาก เขาก็รู้สึกว่าเขาทำงานกับเราก็ไม่ได้รู้สึกจักจี้หรือรู้สึกเสียฟอร์มที่ต้องมาเล่นดนตรีให้ ซึ่งพอเขามาเขาก็บอกว่า เขาอยากเล่นด้วย

บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ บุรินทร์

คุณเรียนรู้อะไรจากการทำงานกับนักดนตรีระดับโลกบ้าง

ความเป็นมืออาชีพครับ หนึ่งคือ ตรงต่อเวลา ไม่ทำให้ทุกคนเสียเวลา ทำการบ้านมาดี มีพรสวรรค์ที่ดี มีไดรฟ์ในการทำงานที่ดี เป็นมืออาชีพ หมายถึงว่าไปทำงานที่ไหนคนก็ด่าเขาไม่ได้

สิ่งที่กดดันที่สุดในชีวิตผมคือผมเข้าไปอัดพร้อม Benny Golson เพราะเขาก็คือตำนานคนหนึ่ง หายใจไม่ต้องมีเครื่องเป่ายังเพราะเลย เเค่นี้ผมก็ประหม่ามากเเล้ว ตอนเข้าไปอัดกับเขาผมสั่นเลยนะ เพราะผมกลัวว่าถ้าทำไม่ได้เเล้วจะกลายเป็นเด็กไป เเต่ปรากฏเทกเดียวผ่านเลย จำได้ว่าเสียงสั่นเลย กลายเป็นมีลูกคอไปในตัว (หัวเราะ)

ตอนนี้คุณอายุ 41 แล้ว คุณพอจะเข้าใจประโยคที่ว่า “ชีวิตเริ่มต้นเมื่ออายุ 40” บ้างไหม

เข้าใจครับ แล้วมันจริง ผมคิดว่าประสบการณ์ตั้งเเต่เด็ก ฝีไม้ลายมือมันถูกกล่อมเกลา มันถูกขัดเกลามา คุณจะมีประสบการณ์มาก เพราะทำงานมาเกือบ 20 ปีใช่มั้ย ซึ่งผมคิดว่าวัย 40 เป็นวัยที่คุณจะเก่งคุณต้องเก่งเเล้ว ถ้าไม่เก่งคือไม่เก่งเเล้ว เป็นจุดวัดกันเลย มันถึงมีคำว่า Midlife crisis ขึ้นมา คือถ้าคุณมีความรับผิดชอบคุณต้องมีเต็มตัวเเล้ว ถ้าคุณไม่มีคุณก็จะดึงตัวเองกลับมายากแล้วผมว่า

เเล้วคุณเองเจอ Midlife crisis หรือยัง

โชคดียังไม่เจอครับ ไม่อยากเจอด้วย ผมคิดว่าเราคงต้องทำอะไรที่เรารัก พอทำอะไรที่เรารักมันจะตั้งใจ มันจะพัฒนา มันจะไม่ปล่อยให้สิ่งๆ นั้นมันตายไปจากคุณ เเต่ต้องรักจริงๆ นะ ต้องรักมากด้วย ต้องคลั่งเลยล่ะ คือรักอะไรต้องรักให้จริง อย่าไปรักปลอมๆ คือถ้ารักปลอมเเล้วทำตัวเหมือนว่ารัก เสเเสร้ง นั่นไม่ใช่รักจริง

เราต้องรัก ต้องชอบ ขวนขวาย เรียนรู้ พัฒนาไปเรื่อยๆ เพราะถ้าชอบเเล้วมันจะไม่หยุด ทำไปเรื่อยๆ มันจะสู้ไปเรื่อยๆ ให้มันประสบความสำเร็จให้ได้ ถ้าเราไม่ชอบแล้วทำไปวันๆ ซังกะตายไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งถึงรู้ว่า เฮ้ย มันไม่ใช่ตัวเรา ถึงตอนนั้นมันก็สายไปเเล้วใช่มั้ย

มีอะไรที่คุณเพิ่งมาเรียนรู้ในวัยขึ้นต้นด้วยเลข 4 บ้างไหม

สิ่งที่เพิ่งเรียนรู้นี่ไม่รู้นะ ผมคิดว่ามันถูกสร้างขึ้นมาเรื่อยๆ มากกว่า ความมุ่งมั่น ความมั่นใจ ประสบการณ์ คุณค่าของสิ่งต่างๆ

อายุมีผลต่ออาชีพศิลปินไหม

มีครับ ในเมืองไทยมีมากเลย ผมมองว่าศิลปินเเขนงต่างๆ เมืองนอกอายุ 70 ยังเป็นพระเอกได้อยู่เลย หรือ Stevie Wonder กับ Paul Mccartney ยังมีคนดู ยังเเสดงเวิลด์ทัวร์อยู่เลย แล้วทำไมสุเทพ วงศ์กำแหง เวิลด์ทัวร์ไม่ได้ ต้องได้สิ เจ๋งจะตาย เจ๋งไม่เเพ้กัน (หัวเราะ)

ผมว่าจริงๆ ยิ่งเเก่ต้องยิ่งเก๋าสิใช่มั้ยครับประสบการณ์ก็เยอะกว่า ถ้าเสียงยังไม่พังไปก่อนนะ ประสบการณ์เยอะกว่าเยอะ ต้องร้องได้เพราะกว่า เเต่ส่วนใหญ่เราก็มักไปชอบศิลปินในยุคที่เราเป็นวัยรุ่น เราโตมากับเขา เด็กรุ่นใหม่ก็จะไปชอบดนตรีตามกระเเสก่อน ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องผิด นั่นคือกฎของธรรมชาติ

บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ บุรินทร์

แล้วคุณเป็นศิลปินไทย คุณกลัวความแก่ไหม

มันเป็นเรื่องธรรมชาติไงครับ ใช่ไหม คนเราก็ต้องเกิด เเก่ เจ็บ ตาย ทุกคน

ความแก่ทำให้เรามองโลกเปลี่ยนไปไหม

สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราเคยมองว่าใหญ่ตอนนี้เราไม่มองว่าใหญ่เลย เรื่องใหญ่จริงๆ ตอนนี้มันมีเยอะมากๆ เลย ครอบครัว ความรัก จุดมุ่งหมายในชีวิต ธุรกิจที่เราดูเเล บางทีเวลาปัญหาต่างๆ ที่มันเข้ามาเราไม่จำเป็นต้องไปเครียดกับมัน มองมันดีๆ ว่ามันสำคัญกับชีวิตคุณหรือเปล่า เเล้วค่อยกับมาคิดว่าควรจะเครียดหรือเปล่า

ถ้าให้ย้อนมอง คุณคิดว่าที่จริงแล้วตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นศิลปินหรือนักธุรกิจกันเเน่

เป็น 2 อย่างเลย (หัวเราะ) จริงๆ ผมยังกำหนดไม่ได้ด้วยว่าชีวิตผมเกิดมาเพื่อเป็นอะไร เพราะว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ผมอยากทำเเล้วยังไม่ได้ทำ แต่ยังคิดไม่ออก แล้วก็มีอีกหลายอย่างที่ตอนเด็กเคยฝันเอาไว้แลัวยังไม่ได้ทำ ผมไม่เคยตีกรอบตัวเองทั้งชีวิตนะว่าโตขึ้นฉันจะต้องเป็นอย่างนี้เท่านั้น ห้ามเป็นอย่างอื่น เกิดมาในชีวิตผมไม่เคยคิดว่าผมจะเป็นศิลปินนะ ผมแค่ชอบฟังเพลงมาก ผมวิจัยการฟังเพลง พัฒนาการฟังเพลงของผม ผมหาความรู้ด้านการฟังเพลงมาตลอดชีวิต ค้นคว้าด้วยการซื้อซีดี รายได้ทั้งหมดตอนเด็กเก็บไว้ซื้อเทป จนมาเป็นซีดีตอนนั้น 450 บาท ผมก็เก็บเงินซื้อ ตอนผมเป็นนักร้องใหม่ๆ แม่ยังบอกว่า ดีเหมือนกันลูก จะได้หาเงินมาคืนค่าซื้อซีดีของลูก (หัวเราะ) เพราะว่าผมซื้อซีดีเยอะ ผมมีซีดีสี่ถึงห้าหมื่นแผ่น แล้วตอนนี้ผมฟังแผ่นเสียง ก็เริ่มมีเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมบอกที่บ้านเลยว่าหยุดซื้อไม่ได้ ผมจะต้องซื้อไปเรื่อยๆ สำหรับผมมันไม่ใช่เเค่แพสชัน แต่มันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ต้องมี  ต้องฟัง

ใช้คำว่าขาดไม่ได้เลยเหรอ

ใช่ ไม่มีเพลงฟังชีวิตผมแย่เลย ต้องฟังตลอด

ไม่มีเพลงฟังชีวิตแย่ยังไง

เเย่ มันจะเครียด ไม่มีชีวิตชีวา ดนตรีมันช่วยส่งเสริมให้เรามีความสุขมากขึ้นและมีความทุกข์มากขึ้น

บางทีคนเราอาจจะไม่รู้ สมมติคุณไปเดินในห้างหรือไปนั่งในร้านอาหาร อยู่ๆ คุณรู้สึกมีความสุขจังเลย เปรียบเทียบกับช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมาก็ได้ มันเป็นช่วงที่คนมีความสุขมากที่สุดโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว  มันเป็นเพราะหนึ่งคือ การประดับประดาสิ่งสวยงามต่างๆ อย่างเช่นพวกต้นคริสต์มาส และอีกอย่างคือ เพลงคริสต์มาส เราเดินไปไหนมีแต่เพลงฟัง ช่วงอื่นจะไม่มีเพลงเยอะเท่าคริสต์มาส เพลงมันสะกดจิตคุณอยู่ คุณไปเดินที่ไหนเเล้วมีเพลงฟังคุณจะมีความสุขมากขึ้น

ส่วนที่บอกว่าดนตรีทำให้เรามีความทุกข์มากขึ้น หมายความว่าเวลาเราเครียด บางเพลงพอฟังเข้าไปมันยิ่งเครียดเข้าไปอีก เหมือนเพลงบลูส์ เพลงบลูส์ฟังแล้วเศร้า ฟังเแล้วหม่น ฟังแล้วหมอง แต่ฟังไปเรื่อยๆ คุณจะมีความสุข เพราะความเศร้ามันจะถูกปลดปล่อยไปกับเพลง

บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load