เบื้องหน้าเราคือ พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ ในวัย 28

หลังจากรู้ว่า พลับหรือน้องพลับของทุกคน จริงจังและเอาดีกับงานสายบริหาร และกำลังเริ่มงานใหม่ที่ Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเจ้าใหญ่จากสิงคโปร์ The Cloud ก็ขอนัดหมายพูดคุยกับเขาทันที

พลับในวัยเด็กไม่ได้ซนจนทำจานแตกอย่างในเพลง คุณครูครับ แต่เป็นเด็กช่างสงสัยและกล้าแสดงออก โดยเฉพาะเมื่อต้องขึ้นไปร้องเพลงบนเวที หลังจากรับบทเป็นปรกหรือปกรณ์วัยเด็ก ในละครเวที บัลลังก์เมฆ (พ.ศ. 2545) พลับในวัย 9 ขวบ มีผลงานเพลงชุดแรกชื่อ ‘พลับ’ เต็มไปด้วยเพลงดัง อย่าง ใครใครก็ไม่รักผม, ลูกชิ้นของฉัน, ก็เลยเล่าสู่กันฟัง, เหนื่อยไหมคนดี, คนไม่สำคัญ

โลดแล่นอยู่ในวงการจนอายุ 14 พลับก็เดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ เป็นตัวแทนนักเรียนไปแข่งคณิตศาสตร์สมัยเรียนชั้นมัธยมฯ จากนั้นเรียนต่อคณะคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่นครนิวยอร์ก 

หลังกลับมาทำงานรับช่วงบริหารโรงแรมของครอบครัวได้ 6 เดือน พลับเริ่มงานในบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก Boston Consulting Group ก่อนถูกทาบทามไปเป็น General Manager ให้กับโปรเจกต์ใหม่ของโรงพยาบาลกรุงเทพในเวลานั้น

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

พลับในวัย 25 ทำงานเป็นผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic หรือศูนย์ความเป็นเลิศของการมีสุขภาพดี ตั้งแต่วันแรกที่มีการสร้างทีม ทำงานร่วมกับอาจารย์หมอที่อายุห่างกัน 

จากนั้นไปเรียนต่อ MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ลำดับต้นๆ ของโลก และเพิ่งจะเริ่มต้นงานใหม่ที่ Shopee เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

นี่คือบทสนทนาที่พลับบอกว่า เขาไม่ได้เป็นต้นฉบับของเด็กดีและสมบูรณ์แบบอย่างที่ใครๆ คิดกับเขา เมื่อครั้งเห็นเขาในชุดนักเรียนโรงเรียนอินเตอร์ร้องเพลงที่คนรู้จักกันทั้งประเทศ

แต่มันอดคิด (และตื่นเต้นตาม) ไม่ได้จริงๆ ว่า น้องพลับที่น่าเอ็นดูคนนั้น จะเติบโตมาเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ทำงานสนุกขนาดนี้

พลับในวันนี้ ยังกลับไปฟังเพลง คุณครูครับ อยู่บ้างไหม

ไม่ได้ฟังเลย เป็นอารมณ์คิดถึงคนที่เราเคยทำงานด้วยมากกว่า ผมทำงานตั้งแต่เก้าขวบ เริ่มจากชอบร้องเพลง เรียนร้องเพลงที่โรงเรียนมีฟ้า ซึ่งมีละครเวทีมาแคสหานักแสดงตลอดเวลา จึงได้โอกาสแสดงละครเวที บัลลังก์เมฆ (พ.ศ. 2545) กลายเป็นว่าสิ่งที่เราชอบเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะเวลาที่รู้ว่ามีผู้ใหญ่ชอบสิ่งที่เราทำ เราก็จะยิ่งอยากทำสิ่งนั้นมากขึ้น จนในที่สุดก็กลายเป็นน้องพลับอย่างวันนั้น

ตอนอายุ 14 ที่ไปเรียนต่อต่างประเทศคนเดียว ถือว่าได้ชีวิตวัยเด็กกลับคืนมาหรือเปล่า

ช่วงแรกๆ ตอนไปอเมริกา ผมสับสนตัวเองมาก เพราะคิดเองว่าตอนอยู่ไทยทุกคนมองว่าผมเป็นเด็กดี มีภาพลักษณ์ของเด็กที่เพอร์เฟกต์ จึงสับสนอยู่นานว่าอะไรคือความเป็นพลับ เวลาเจอเพื่อนใหม่ ผมไม่รู้จะคุยอะไรกับเขา เพราะชีวิตก่อนหน้านี้คือการร้องเพลง ใช้เวลาปรับตัวอยู่สองปี จนบอกเพื่อนว่าผมเคยเป็นใครมาก่อน เขาก็เริ่มเข้าใกล้เรามากขึ้น และยังบอกว่าเข้าใจแล้วว่าทำไมผมทำตัวแปลก

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

ตอนนั้นมีชีวิตเหมือนในเพลง ใครใครก็ไม่รักผม หรือกลายเป็นหนุ่มป๊อปไปแล้ว?

ตอนไฮสคูลอ้วนท้วนนะ ที่นี่ผมไม่มีชื่อเสียง แต่เพื่อนทั้งกลุ่มร้องเพลงของผมเป็นภาษาไทยได้ เพราะเขาเปิดเจอใน YouTube หลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

ช่วงเรียนจบไฮสคูล ผมกลับมาร้องเพลงที่ไทยอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ไม่น่าจะมีใครเคยฟังเพราะเพลงมันไม่ได้ดัง เริ่มจากผมคิดถึงการร้องเพลง แต่พอทำไปสักพักก็รู้ว่าผมคงไม่เหมาะกับการทำเพลงแล้ว ผมไม่ได้มีส่วนร่วมแบบที่เคยทำตอนเด็กๆ พอดีกับกระแสเกาหลีมาแรงมากซึ่งไม่ใช่ตัวเราเลย ต้องเต้นให้ดี ต้องผอม ต้องเพอร์เฟกต์ให้มากกว่านี้ ทำให้รู้สึกอึดอัดมาก คิดว่าถ้าทำแบบนี้ต่อไปคงไม่ยั่งยืนเท่าไหร่

ชีวิตที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียเป็นอย่างไร ทำไมเลือกเรียนคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์

ผมชอบคณิตศาสตร์มาก โตมากับแม่ที่เป็นดอกเตอร์ด้านคณิตศาสตร์ สมัยเรียนที่ไทยก็เป็นวิชาเดียวที่สอบผ่าน ยิ่งตอนเรียนที่ Phillips Exeter Academy ผมเป็นตัวแทนนักเรียนแข่งคณิตศาสตร์ ส่วนที่เลือกเรียนเศรษฐศาสตร์เพราะคิดว่าอยากจะใช้ทำงานต่อ แต่เรียนแล้วไม่ชอบวิชาเศรษฐศาสตร์เลย 

กลับมารับช่วงต่อธุรกิจโรงแรมของครอบครัว

อย่างที่ทุกคนเห็นจากข่าว หลังเรียนจบ ผมกลับมาทำงานที่ เทวมันตร์ทรารีสอร์ทแอนด์สปา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวอยู่หกเดือน ทุกวันนี้เจอใคร เขาก็ยังทักถามผมว่าทำงานโรงแรมของครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องเมื่อหกปีที่แล้ว

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์
พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

เรียนรู้อะไรจากการทำงานที่บ้าน

เรียนรู้ว่าตัวเองเป็นคนใจร้อน ไฟแรง อยากให้โรงแรมมีชื่อเสียงก็ลงแรงทำประชาสัมพันธ์เยอะ อยากทำอะไรก็ทำเลยโดยไม่คิดว่าพี่สาวและพ่อจะคิดยังไง ทั้งที่เขามีประสบการณ์มากกว่าเรา ตอนนั้นเป็นช่วงที่มีอีโก้สูงที่สุดในชีวิต เทียบกับตอนนี้คือคนละเรื่องเลย

หลังจากนั้น ผมไปทำงานในบริษัทที่ปรึกษาชื่อ Boston Consulting Group ซึ่งมีสาขาอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นงานที่สนุกมาก ได้ทำงานกับคนเก่งๆ ในหลายๆ อุตสาหกรรม

จากธุรกิจครอบครัวพอมาทำงานในบริษัทที่ใหญ่มาก คุณได้เห็นวิธีการทำงานที่แตกต่างไปอย่างไร

งานที่นี่ทำให้ผมได้เป็นตัวของตัวเอง ผมได้ใช้ความสามารถ หาข้อมูลและวิเคราะห์ด้วยตรรกะที่มีในการให้คำแนะนำลูกค้า โดยไม่มีเรื่องของวัยมาเป็นอุปสรรค

วัฒนธรรมองค์กรของบริษัทต่างชาติมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยไหม

ใช่ โครงสร้างองค์กรเขาต่างจากบริษัทไทย การทำงานก็เลยสนุก รู้สึกเหมือนตอนเป็นเด็กที่ทำอะไรแล้วคนมีคนให้การยอมรับ หรือได้รับผลตอบกลับที่ดี ก็ยิ่งชอบ ยิ่งอยากจะอยู่ทำงานถึงตีสองตีสามเพื่อลูกค้า ผมทำอยู่ที่นั่นได้ปีครึ่ง ที่โรงพยาบาลกรุงเทพก็มาทาบทามให้ไปเป็นผู้จัดการทั่วไป (General Manager) ของโปรเจกต์ BDMS Wellness Clinic ศูนย์ความเป็นเลิศของการมีสุขภาพดี

ตอนนั้นอายุเท่าไหร่

ยี่สิบห้า

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

คนอายุ 25 คนอื่นเพิ่งเริ่มต้นทำงาน แต่คุณได้เป็นผู้จัดการโรงพยาบาล

จริงๆ ได้งานนี้เพราะตอนเรียนอยู่ที่โคลัมเบีย ผมรับทำงานพิเศษเป็นคนดูแลและนำเที่ยวเกาะแมนฮัตตัน ทุกวันสุดสัปดาห์จะมีคณะทัวร์จากประเทศไทยมาเที่ยวที่นี่ ส่วนใหญ่เป็นทริปพาลูกมาดูโรงเรียนและมหาวิทยาลัย งานของผมคือวางโปรแกรมทุกอย่าง ตั้งแต่เช้าจรดเย็นตามความต้องการ บังเอิญเจอกลุ่มคุณหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ และคุณหมออีกเจ็ดสิบคน ซึ่งผมเป็นคนจัดการทุกอย่างคนเดียว 

วันหนึ่งคุณหมอก็เรียกผมไปพบ บอกว่ารู้สึกประทับใจ อยากชวนไปทำงานด้วย ตอนที่คุณหมอเริ่มทำโปรเจกต์ BDMS Wellness Clinic เขาก็นึกถึงผมแล้วเรียกให้มาสัมภาษณ์งาน คุณหมอเคยบอกว่าผมมีหัวทาง Hospitality ด้านการบริการ และชอบที่เป็นคนตรงไปตรงมา ก็เลยได้มาทำงานตรงนี้

อยากรู้ว่าคุณมีระบบจัดการทัวร์อย่างไรจึงเป็นที่ถูกใจของคุณหมอขนาดนี้

ไม่มีอะไรมาก ถ้าอยากได้อะไร ผมจะหามาให้ได้ เช่น ตั๋วละครเวที The Lion King ในช่วง Last Minute มากๆ ซึ่งทุกคนอยากดูมาก ผมก็หาที่นั่งตรงกลางสิบสองที่แบบติดกันหมดมาได้ ด้วยการตระเวนเข้าทุกเว็บไซต์เพื่อจับจองให้ได้ที่นั่งแถวเดียวกัน วันเดียวกัน รอบเดียวกัน หรือร้านอาหารร้านดังที่จองไว้มีปัญหา ผมก็จะหาร้านใหม่ที่ดังกว่า ด้วยการขอร้องผู้จัดการร้านจนเขายอม

เรื่องนี้สำคัญอย่างไร

ทุกครั้งเวลาได้โจทย์อะไรมาก็อยากทำให้ดีกว่าที่เขาคาดหวัง ชอบเห็นเวลาคนมีความสุข เราก็มีความสุขไปด้วย

มีบ้างไหมที่ทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้

มี แต่ก็คงไม่ได้คิดว่าเป็นความล้มเหลว เป็นบทเรียนมากกว่า

กับงานบริหารโรงพยาบาลรู้สึกกลัวบ้างไหม หรือเอาความมั่นใจมาจากไหน

เขาต้องการคนที่จะมาเปลี่ยนพื้นเดิมเป็นศูนย์สุขภาพ ผมต้องสร้างทีมและทุกอย่างขึ้นมา กลัวไหม กลัวสิครับ แต่เมื่อเป็นโอกาสที่ดี เราก็ขอกระโดดเข้าไปก่อนแล้วทำให้มันเกิดขึ้น ถ้าจะแย่ผู้ใหญ่ก็คงมีข้อเสนอให้แก้ไข

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

คนอายุ 25 ที่ทำงานสร้างทีม มีวิธีทำงานกับคุณหมอหรือคนที่อายุมากกว่าอย่างไร

ผมใช้วิธีประนีประนอม เช่น สมมติอาจารย์หมออยากสั่งซื้อเครื่องมือราคาแพง ผมซึ่งมีหน้าที่ดูแลควบคุมการใช้จ่าย จะคุยกับคุณหมอถึงโอกาสที่จะใช้เครื่องมืออย่างคุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพ สำคัญคือบอกให้รู้ว่าเราเป็นทีมเดียวกัน หากมีส่วนไหนที่ผมช่วยได้ก็ขอให้มาคุยกัน งานส่วนใหญ่เป็นประมาณนี้ ทำงานที่นี่ได้ปีกว่าผมก็ขอกลับไปเรียน MBA

การไปเรียน MBA ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ยิ่งตอกย้ำภาพจำเด็กเก่งคนนั้นหรือเปล่า

ตั้งแต่เด็กแล้ว และวันนี้ก็ยังเป็นคนแบบนั้น ผมเป็นคนที่หาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งดีที่สุดในที่นี้อาจจะไม่ได้ดีที่สุดสำหรับใครนะ แต่เป็นดีที่สุดที่เราทำได้เอง

กดดันไหม

กลายเป็นคาแรกเตอร์เราไปแล้ว สิ่งที่แตกต่างไปจากตอนเรียนที่โคลัมเบีย คือมีเพื่อนเยอะขึ้น มีสังคมมากขึ้น และประสบการณ์จากงานที่ผ่านมาทำให้มีอะไรไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนอีกสามร้อยกว่าคนในชั้นเรียนเดียวกัน

ได้อะไรจากการเรียนที่สแตนฟอร์ดบ้าง

สแตนฟอร์ดสอนเรื่องการเป็นผู้นำไม่เหมือนที่อื่น เน้นการเป็นผู้นำที่ให้แรงบันดาลใจมากกว่า ผมได้เรียนรู้ข้อดีของการเป็นตัวของตัวเอง ส่งผลต่อการทำให้คนเข้าถึงเราได้ ไว้ใจและรักเรามากขึ้น ยิ่งทำให้การทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพ

ผู้นำที่ดีเป็นอย่างไร

ผู้นำที่ไม่จำเป็นต้องทำตัวเคร่งเครียดตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเราจะต้องทำเป็นรู้ทุกอย่างไปหมด หรือมีคำตอบสำหรับทุกคำถาม 

เกิดอะไรขึ้นถ้าเผลอเป็นผู้นำที่เคร่งเครียด รู้ทุกอย่าง และมีคำตอบไปหมด

ลูกทีมจะไม่มีแรงบันดาลใจผลักดันตัวเองให้เป็นคนที่เก่งขึ้น

พอได้ไปเรียนแล้ว รู้สึกไหมว่าถ้ารู้สิ่งนี้ก่อนหน้านี้งานที่ทำจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ใช่ คงจะทำงานได้ขึ้น แต่การเป็นผู้จัดการตั้งแต่เด็ก ทำอะไรผิดบ้าง ถูกบ้าง ก็ทำให้รู้ว่า สิ่งที่คิดว่าถูกอาจจะผิด และสิ่งที่เคยคิดว่าผิดอาจจะถูก

พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์

เช่น

ตอนเป็นผู้จัดการโรงพยาบาล คิดว่าผู้บริหารคือฮีโร่ ต้องมีคำตอบสำหรับทุกอย่าง และผมคิดว่านั่นอาจจะทำให้คนอึดอัด ก็เลยไม่อาจทำงานออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพ และผมก็คงจะโทษเขา ทั้งที่ความผิดนี้อยู่ที่ผม ที่ไม่ยอมเปิดใจรับฟังความคิดเห็นอื่นๆ

ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าจะทำงานนี้ให้สำเร็จ จะล้มเหลวหรือสำเร็จผู้นำต้องเป็นคนรับ ซึ่งเขาสอนว่าไม่ใช่ เรายังเป็นมนุษย์อยู่ ต้องรู้จักรักตัวเองเพื่อจะเป็นผู้นำที่ดี การทำงานเป็นทีมคือต้องยอมสละความรับผิดชอบบางอย่างให้คนอื่นบ้าง

นอกจากเรียนหนังสือแล้ว ได้เจอความสนใจอื่นๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนบ้างไหม

ตอนเรียนอยู่ที่สแตนฟอร์ด ทำงานให้กับสตาร์ทอัพชื่อ BrainKey ที่ซานฟรานซิสโก เป็นบริษัทเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ เปลี่ยนฟิล์ม MRI เป็นรูปภาพสามมิติ เพื่อให้สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของสมอง และเพื่อวิเคราะห์สมรรถภาพสมองด้วย AI

เกี่ยวกับงานล่าสุด ที่คุณตอบรับและเริ่มทำทันทีหลังเรียนจบเพียง 2 สัปดาห์

เป็น Category Manager ดูเรื่องสินค้าแฟชั่นที่บริษัท Shopee 

จากสายสุขภาพมาสู่ E-Commerce ยากไหม

จริงๆ เพิ่งเริ่มต้นทำงานเมื่อต้นเดือน

จากประสบการณ์ มีวิธีรับมือกับงานใหม่ๆ อย่างไร

หายใจให้ลึกก่อน อย่าเพิ่งเข้าไปพูดมาก จากนั้นฟังเขาก่อน เรียนรู้จากทุกคนให้มากที่สุด แล้วค่อยๆ เป็นตัวของตัวเอง ค่อยๆ ให้ความเห็นของเรา และให้ทิศทาง ผมเชื่อเสมอเวลาเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ให้เราทำตัวเป็นกระดาษเปล่า อย่าเอาอัตตาหรืออีโก้ที่เกิดขึ้นจากความสำเร็จในอดีตมาด้วย และจงเปิดใจ

เป็นผู้บริหารที่กล้าถาม

คนที่ทำงานกับผมจะรู้ว่าผมถามไม่หยุดเลย ผมมักจะขอให้เขาพูดใหม่ได้ไหม ตรงนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจ เพื่อศึกษาภาพรวม ผมชอบดูภาพกว้าง

ชอบทำงานกับคนแบบไหน

คนที่กล้าเป็นตัวของตัวเอง 

พลับในวันนี้ ถ้ามีพนักงานซนจนทำจานแตกแบบในเพลง คุณครูครับ พลับจะทำอย่างไร

คงไม่ดุที่ทำจานแตก แต่จะดุเรื่องที่บอกซ้ำๆ หลายรอบแล้วยังไม่แก้ไขหรือทำให้ได้ผลตามที่บอก

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เชื่อไหม.. ‘ทอไหม’ มีเวทมนตร์? 

เปล่า เราไม่ได้หมายความว่าเธอจะเสกแสงไฟออกจากไม้กายสิทธิ์ เพียงตะโกนคำว่าลูมอส หรือทำให้ขนนกลอยเคว้งได้ในอากาศ เพียงเอ่ยคำว่าวิงกาเดียม เลวีโอซ่า 

แต่ อภิญานันท์ จงภักดี หรือ ทอไหมแห่ง Drag Race Thailand ซีซัน 2 ดีไซเนอร์เจ้าของ ทอไหม สตูดิโอ มีเวทมนตร์ที่เรียกว่า ‘มือ’ และ ‘หัวใจที่เต็มไปด้วยพลังแห่งเรื่องราว’ และนั่นทำให้เธอ ‘เสก’ ชุดสุดปังอลังการได้เพียงชั่วข้ามคืน จนเกิดแฮชแท็ก #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว ทะยานว่อนไปทั่วโซเชียลมีเดีย และกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้แบรนด์ต่างจดจำ ทอไหม สตูดิโอ ในฐานะสตูดิโอที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ ประณีต และ ‘งานไว’

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

วันนี้ เราชวนทอไหมมาเปิดประตูเข้าสู่โลกเวทมนตร์ ที่ ทอไหม สตูดิโอ รอยยิ้มเอียงอายถูกวาดขึ้นบนใบหน้าของเธอ แววตาส่องประกายอย่างหาตัวจับยาก โดยเฉพาะในยามที่เธอเอ่ยปากเล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นในการเป็นดีไซเนอร์

“เราไม่รู้เลยว่าเราสนใจด้านนี้ ตอนเด็กเราค่อนข้างเนิร์ด แล้วก็เป็นเด็กเรียน และโตมาในกรอบของสังคมที่พอเรียนเก่งจะโดนคาดหวังจากครู ครอบครัว ว่าเราต้องไปในสายวิชาการ แบบ เรียนเก่งอะ ต้องเป็นหมอสิ ดังนั้นเราจึงกล่อมตัวเองว่างั้นเรียนหมอแล้วกันตั้งแต่ประถม แต่จริง ๆ สิ่งที่เราชอบแล้วก็มีความสุขทุกวันคือการแต่งตัว”

เตรียมนาฬิกาย้อนเวลาของคุณไว้ให้ดี 

ก้าวเข้ามาใกล้พวกเราอีกหน่อย ทอไหมกำลังจะหมุนนาฬิกาพาเราย้อนกลับไป ณ ที่ที่เวทมนตร์ของเธอเริ่มต้นขึ้น 

ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

จากนครแห่งวัฒนธรรม สู่ดินแดนแห่งเวทมนตร์

“เราแต่งตัวให้คุณแม่ด้วยนะ แล้วก็จับคนนั้นคนนี้มาแต่งตัว” 

ทอไหมเริ่มต้นให้ฟัง เมื่อเราถามถึงเส้นทางจากไหมเส้นแรก ก่อนจะกลายมาเป็นตำนานคู่วงการแฟชั่นและวงการบันเทิงไทย เฉกเช่นเดียวกันกับเด็กไทยหลาย ๆ คน ทอไหมคือเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่พบเจอกับแพสชันของเธอผ่านสิ่งใกล้ตัว นั่นคือครอบครัว รวมถึงการมีโรงเรียนเป็นสนามทดลองให้เธอได้ลองร่ายมนต์ผ่านปลายนิ้ว 

“เพราะครอบครัวของเราตั้งแต่รุ่นคุณยายและคุณแม่ ทำเสื้อผ้ามาตั้งแต่แรกเป็นธุรกิจครอบครัว ส่วนคุณป้าเป็น Jewelry Designer เขาทำให้เรารู้สึกว่าเขาเข้ามาเปิดประสบการณ์ แล้วก็เปิดโลกทัศน์มากขึ้น ว่างานในสายนี้อาจจะเหมาะกับเรานะ เพราะเขามาเห็นว่าเราทำพวกงานศิลปะได้ดี” เธอเล่าให้เราฟังอย่างตั้งใจ

นั่นทำให้เด็กหน้าห้องที่เรียนอยู่ห้องคิงในโรงเรียนประจำจังหวัด กลายมาเป็นผู้เสกชุดในงานโรงเรียน รวมถึงเสกเสื้อผ้าให้คุณแม่ของเธอใส่มาเข้าร่วมงานประชุมโรงเรียนเช่นกัน 

“ถ้าถามถึงชุดที่ชอบที่สุดของคุณแม่ คงเกิดขึ้นในช่วงที่เราอยู่ ม.ต้น ในวันประชุมผู้ปกครอง สิ่งที่เราทำหลังจากได้จดหมายเชิญผู้ปกครอง คือรื้อผ้าชิ้นที่แม่มีแล้วก็หยิบมา แล้วก็ลงมือวาด บอกแม่ว่าให้ตัดแบบนี้นะ แล้วก็บอกแม่ว่าให้ไปร้านทำผม ทำทรงนี้ เสื้อแบบนี้ กางเกงตัวนี้ รองเท้าคู่นี้ ทั้งหมดเพื่อให้ได้ลุคนี้ไปประชุมผู้ปกครอง”

นอกเหนือไปจากการเรียนหนังสือและแต่งตัวให้คุณแม่ ทอไหมยังมีความสุขกับการอ่านหนังสือนิยาย 

และหนึ่งในนิยายที่มีอิทธิพลกับเธอมากที่สุด คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์

“เราดูหนังวน ๆ จนจำได้หมด อ่านหนังสือจนทุกคนรอบตัวจะรู้ว่าเราชอบมาก ๆ จนพูดตามไดอะล็อกได้” 

ไหนลองหน่อยค่ะ – เราว่า “ฉันชื่อรอน รอนวีสลีย์” 

เธอยิ้มกว้าง แล้วพูดว่า “ฉันแฮร์รี่ แฮร์รี่ พอตเตอร์.. ” 

เราชวนเธอให้เริ่มออกแบบโลกให้กับ ‘ฮอกวอตส์ ประเทศไทย’ ใน 1 นาที

“เราว่ามันต้องแฟนซีกว่าในโลกผู้วิเศษทั้งหมดเลยนะ ด้วยพื้นฐานจินตนาการของคนไทย ลองดูง่าย ๆ จากพวกละครจักร ๆ วงศ์ ๆ การที่เราโดนควักตาแล้วเอาลูกตากลับมาใส่เป็นปกติได้ อย่างพวก นางสิบสอง อะ มันเป็นไปไม่ได้ในโลกชีวิตจริงเลย แต่คนไทยคิดได้ หรือการที่เด็กคนหนึ่งที่มีพี่เลี้ยงเป็นทั้งงู นก ผี

“รวมถึงใน โสนน้อยเรือนงาม ที่ตัวละครคลอดลูกออกมาเป็นบ้าน มีที่ไหนในโลกจะวาไรตี้เท่าประเทศไทย เราว่ามันต้องเกินจินตนาการมาก ๆ ทุกคนจะต้องแข่งกัน อิทธิฤทธิ์จะต้องเกินจากที่ เจ.เค. โรว์ลิง เขียนแน่ ๆ เราอาจต้องมีบ้านตรี คทา จักร สังข์ หรือมีบ้านเหนือ บ้านกลาง บ้านใต้ เพราะแต่ละภาคมีวัฒนธรรมต่างกัน 

“อย่างภาคใต้จะมีกลิ่นอายของมลายู อีสานจะผสมกับความขอม เหนือจะเป็นความล้านนา ภาคกลางจะมีความเป็นลุ่มน้ำ ซึ่งแต่ละภูมิภาคมีเอกลักษณ์ที่ต่างกันชัดเจน ในหลาย ๆ ประเทศไม่มีนะ ที่แต่ละภูมิภาคต่างกันชัดเจนขนาดนี้ อันนี้เป็นเสน่ห์ที่ถ้าใส่ความเป็นไทยในโลกเวทมนตร์ มันคงจะน่าสนใจมาก ๆ แค่ป่าหิมพานต์เรายังรับวัฒนธรรมอื่นมาผสมกับจินตนาการความเป็นไทยแทรกเข้าไปเลย พอคิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก”

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

นั่นเป็นเพราะทอไหมใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ดินแดนที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม และโรงเรียนของเธอตั้งอยู่ที่ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ นั่นคือสระล้างดาบศรีปราชญ์ หรือแดนประหารของจังหวัด ทำให้เธอได้เห็นกำแพงเมืองเก่าตั้งแต่เด็กจนโต ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งเป็นแดนฝังศพของทหารพม่าในสงครามเก้าทัพ ที่ถูกคั่นกลางไว้ด้วยศาลหลักเมืองของจังหวัด

ในตอนนั้น ทอไหมไม่เคยรู้ตัวว่าเธอสนุกกับเสื้อผ้า นั่นทำให้เธอเลือกเบนเข็มไปเรียนวิชาโบราณคดีในช่วงมหาวิทยาลัยปีแรกด้วยความชื่นชอบประวัติศาสตร์ แม้เสียงหลายเสียงรอบตัวจะบอกให้เธอเข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ก็ตาม 

ด้วยการหยิบจับประวัติศาสตร์รอบตัวและความชื่นชอบในวิชาสังคมศึกษา ทำให้เธอเบนเข็มไปเข้าเรียนที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้เปิดประตูเข้าสู่โลกของประวัติศาสตร์อีกแขนงหนึ่ง นั่นคือ ‘ประวัติศาสตร์ศิลปะ’ 

“พอเราได้เรียนโบราณคดี ในวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ เรากลับได้คำตอบกับตัวเองชัดเจนว่าเราอยากเรียนแฟชั่น เพราะพื้นฐานวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะทำให้เราได้ปูพื้นฐานตัวเอง และพอย้ายไปเรียนแฟชั่น มศว ก็ทำให้รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขจริง ๆ”

วินาทีนั้นเองที่เธอค้นพบว่าเธอสนุกกับแฟชั่นมากขนาดไหน ตั้งแต่ประถมจนโต นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เธอสนุกกับมัน และครั้งหนึ่งในเรื่องราวแห่งชีวิต เธอได้มองข้ามตัวตนที่ประกอบให้กลายเป็นเธอไป 

“ตั้งแต่เด็กจนโต เราเรียนรู้เรื่องการตัดเย็บเสื้อผ้าโดยไม่รู้ตัว เราซึมซับประสบการณ์จากตรงนั้น และเรียนรู้จากมันโดยที่เราไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำ พอเรากลับมาเรียนแล้วเราทำได้ขนาดนี้ แม่ยังรู้สึกประหลาดใจว่าทำไมถึงทำได้ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยสอนให้เราทำอย่างจริงจัง แต่พอเราได้มาคุยกับตัวเองจริง ๆ ได้มานั่งถามตัวเอง ได้มานั่งตกตะกอนความคิดกับตัวเอง กลายเป็นว่านี่คือสิ่งที่เรามีความสุขกับมันและเราทำได้ดี” 

และมันเป็นเช่นนั้นมา 2 ทศวรรษแล้ว

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

หยิบจับสิ่งใกล้ตัว เพื่อสานต่อเรื่องราว

อย่างไรนั้น ประวัติศาสตร์และมนุษย์คือส่วนหนึ่งของกันและกัน เธอชื่นชอบในประวัติศาสตร์ทุกยุค ทุกสมัย ที่ได้นำพามาพบกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทำให้เธอได้คำตอบว่าทำไมแต่ละเส้นไหมของแต่ละยุค จึงสร้างสรรค์ออกมาเป็นลายเฉพาะตัวเส้นนั้น นับตั้งแต่เสื้อผ้าจนถึงสถาปัตยกรรม 

“ประวัติศาสตร์ได้ให้คำตอบว่า ทำไมคนในแต่ละยุคหรือสิ่งนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำไมคนเหล่านี้ถึงมีพื้นฐานความคิดหรือสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้ มันทำให้เราเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ สังคม หรือการพัฒนาอะไรต่าง ๆ” 

เพราะทอไหมบอกเราว่า หนังสือที่มีอิทธิพลในวัยเด็กของเธอ คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ นั่นจึงเป็นปฐมบทหนึ่งที่ทำให้เธอมองเห็นภาพต่าง ๆ ชัดขึ้น รวมถึงหยิบจับวัฒนธรรมมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า เช่น การตัดชุดผีตาโขนได้ในคืนเดียว! 

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

“สิ่งหนึ่งที่เรารู้ตัวว่าทำได้ดี คือการทำชุดขึ้นมาด้วยตัวเอง เพราะเวลาเราเห็นชุด เราเข้าใจแล้วจินตนาการออกว่า กว่าจะมาเป็นชุดนี้ มันมีขั้นตอนตั้งแต่หนึ่งจนถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ยังไง ต้องใช้อะไรบ้าง ต้องทำยังไง เพื่อที่จะให้ได้สิ่งนั้นออกมา หรือต้องเอาอะไรมา Adapt กับอะไร เพื่อที่จะให้ได้สิ่งนั้นออกมา อย่างตอนทำชุดผีตาโขน เป็นโจทย์ที่เราได้จาก นิสา (นัท นิสามณี ยูทูบเบอร์ชื่อดัง) ที่เป็นรูมเมตสมัยเรียน 

“เรารู้สึกว่าทุกงานเป็นการชาเลนจ์ตัวเอง เรามีความสุขกับงานที่ทำ พอมีความสุขกับทุกงานแล้วการที่เราเจองานไม่ซ้ำกันเลย มันทำให้รู้สึกว่าทุกวันที่ตื่นมาแล้วได้ทำงาน มันมีไฟ มีความท้าทาย กลายเป็นความสนุกในทุกวันที่ได้ทำงาน” 

วิธีการทำงานของเธอ นอกจากการทำงานที่เร็วแล้ว ทอไหมยังชอบฟังและเก็บรายละเอียดจากคนรอบตัว โดยเฉพาะในเมื่อเวลาอยู่ท่ามกลางคนเยอะ ๆ เธอจะกลายเป็นคนที่พูดน้อยมาก และชอบฟังมากกว่า เพื่อเก็บรายละเอียดให้มาสร้างสรรค์งานเสื้อผ้ามากมายให้กับผู้ที่เธอจะส่งต่องานให้ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลหรือเซเลบริตี้ก็ตาม ตั้งแต่สมัยที่เธออยู่ประถม จนถึงตอนนี้ที่เธออายุ 31 ปี 

งานไหนที่คุณคิดว่าเป็นงานที่ทำให้รู้สึกนึกถึงตัวเองที่สุดคะ – เราถาม

“เราคิดว่าน่าจะเป็นงานยูนิฟอร์มโรงพยาบาล” ทอไหมตอบพร้อมรอยยิ้ม 

“ตอนนั้นเราต้องไปรับบรีฟจากบุคลากรทางการแพทย์ และมันทำให้เราคิดถึงตอนมัธยม ที่เราจะต้องเอาตัวเองเข้าไปใช้ชีวิตในโรงพยาบาล เหมือนในวันนั้นมันกลับกลายเป็นว่าหน้าที่เราในวันนี้ คือการที่ต้องกลับไปทำยูนิฟอร์มให้เขาเหล่านั้น ตั้งแต่บุคลากร พนักงาน ไปจนถึงอาจารย์แพทย์ เหมือนได้พูดคุย มันย้อนกลับไปว่าก่อนหน้านี้เราก็เคยมีชีวิตส่วนหนึ่งที่อยู่ในโรงพยาบาล เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าคณะแพทย์” 

แล้วถ้าสมมติว่าวันนี้คุณเป็นหมอ คุณคิดว่าชีวิตตอนนี้เป็นแบบไหน – เราถาม

“เราก็คงจะซิ่วอยู่ดี ถ้าเข้าไปเรียนแล้วมันไม่ใช่ เราก็จะหยุดมันทันที แล้วหาทางใหม่ในสิ่งที่ตัวเองชอบ” 

ในตอนนั้น ทอไหมได้ลุกขึ้นยืน แล้วเริ่มต้นพาเราไปเดินทางตามหาเรื่องราวที่ซ่อนไว้ในเบื้องหลังของชุดแต่ละชุด เธอพาเราไปพบกับชุดราตรีของ ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก พร้อมเล่าว่า 

“นี่คือชุดที่ทำให้เราใจเต้นที่สุด เพราะใบเฟิร์นจะไปรับรางวัลนาฏราชเมื่อสองปีที่แล้ว จากเรื่อง ใบไม้ที่ปลิดปลิว” 

“ตอนนั้นทั้งเรา ทั้งตัวน้องและผู้จัดการไม่รู้หรอกว่าจะได้รางวัลมั้ย แต่ในเมื่อน้องได้เสนอชื่อเข้าไปแล้ว เราก็อยากให้น้องสวยที่สุด นั่งคุยกันหลายวันมากว่าจะทำชุดยังไงดี ให้น้องใส่สีอะไร เพื่อที่จะไปงานแล้วรู้สึกว่า ต่อให้ได้หรือไม่ได้รางวัลนี้ น้องจะต้องสวยที่สุดในวันนั้น ก็เป็นชุดในสไตล์ที่น้องไม่เคยใส่ พอน้องได้รางวัล เราได้เห็นชุดเราขึ้นไปในโมเมนต์ที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งของชีวิตน้อง รู้สึกว่าเป็นงานที่เราภูมิใจมาก ๆ งานหนึ่ง” ทอไหมยิ้ม 

ตัดคืนเดียวไหมคะ

“ใช่ค่ะ ชุดนี้ตัดคืนเดียว”

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว
ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว
ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

ใช่ค่ะ ชุดนี้ตัดคืนเดียว 

“จริง ๆ เดดไลน์มันกลายเป็นชีวิตประจำวันเราไปแล้ว กลายเป็นว่าทุกคนเข้ามาหาเราด้วยชาเลนจ์ที่เราทำได้ แล้วทุกคนจะบอกว่า ฉันรู้ว่าเธอทำได้ ฉันก็เลยให้เวลาแค่นี้ บางทีก็เจอเปลี่ยนแบบในข้ามวัน กลายเป็นว่านอกจากเราสนุกกับงาน ลูกค้าเองก็ดูสนุกเหมือนกัน อย่างล่าสุดเราต้องทำงานให้กับเกมเกมหนึ่ง ได้รูปต้นแบบมาไม่ค่อยชัด แต่ลูกค้าก็จะรู้ว่าต่อให้ได้รูปไม่ชัดมา เราก็ทำให้ได้” แล้วเธอก็ทำได้จริงอย่างคำที่ลูกค้าเชื่อมั่น

ทอไหมได้เสกชุดให้กลายมาเป็นปรากฏการณ์ทั้งในวงการบันเทิงและวงการแฟชั่น ดังเช่นชุดของนางงามที่ นัท นิสามณี ยูทูบเบอร์ชื่อดัง แต่งตัวตามนางงามที่ได้รางวัลเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้เธอซึ่งในตอนนั้นเพิ่งจบการแข่งขัน Drag Race Thailand ซีซั่น 2 ใหม่ ๆ ได้ร่วมมือกันสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการบันเทิงไทย ด้วยชุดที่เหมือนนางงามบนเวทีใหญ่ไม่ผิดเพี้ยน และเกิดแฮชแท็ก #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดวันเดียว ไปทั่วโซเชียลมีเดีย

แต่นั่นก็เป็นเหมือนดาบสองคม ท่ามกลางความสุขของการทำงาน ทอไหมต้องเผชิญกับโรคประจำตัวที่กำเริบขึ้นมาจากการพักผ่อนไม่เป็นเวลาตั้งแต่สมัยเรียน จนกระทั่งถึงอายุ 29 ปี 

“หัวใจเรากำเริบครั้งแรกน่าจะอายุประมาณยี่สิบเก้า” เธอเกริ่น

“จุดพีกที่สุดคืออยู่ ๆ หัวใจเราเต้นไม่ปกติ ก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นการพักผ่อนไม่พอ วันนั้นไม่ได้นอนมาประมาณสามหรือสี่วัน เรารู้สึกเหนื่อยง่ายจังเลย เลยบอกเพื่อนที่เป็นผู้ช่วยว่าขอไปพักแป๊บหนึ่งนะ แต่พอขึ้นไปนอนมันรู้สึกเหมือนร่างกายค่อย ๆ จมลง ค่อย ๆ จม พอจมปุ๊บ เราก็รีบกดมือถือโทรออก คิดว่าไม่น่าจะไหวแล้ว 

“เพื่อนก็พาไปโรงพยาบาลทันที พอไปถึงปุ๊บเหมือนหัวใจเราเต้นอยู่ประมาณสองร้อยสิบครั้งต่อนาที แล้วมันเต้นมาประมาณสามสี่ชั่วโมงแล้ว วันนั้นหมอบอกว่าเรากำลังเข้าสู่ภาวะหัวใจวาย ซึ่งเท่ากับว่าเราใช้ชีวิตเป็นรูทีนนี้มาสิบปีในการทำลายหัวใจและร่างกายของตัวเอง โดยที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นโรคหัวใจ เพราะเราคิดว่าไหว แล้วด้วยความที่เรายังเด็ก เอเนอจี้มันก็เยอะ ทุกอย่างสนุกไปหมด ทำงานมันสนุก ได้เจอเพื่อน ได้ทำงานที่มันท้าทายแล้วชาเลนจ์ตัวเอง พอสนุก มีความสุข เราก็มองข้ามการดูแลตัวเองไป แต่ตอนนี้ดูแลตัวเองมากขึ้นแล้วค่ะ”

จากนั้นมา ทอไหมเริ่มต้นทำงานที่เธอรักให้เป็นระบบมากขึ้น เธอเริ่มต้นเปิดบริษัทและมีผู้ช่วยร่วมทำงานมากขึ้น ทำให้ ทอไหม สตูดิโอ เต็มไปด้วยชีวิตของผู้คนที่มีแพสชันเหมือนกัน เพื่อที่เธอจะได้ทำงานที่รักต่อไป ควบคู่ไปกับการรักษาสุขภาพให้เป็นระบบมากขึ้นเช่นเดียวกัน 

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

ทอไหม

นอกเหนือไปจากการเสกงานได้ในชั่วข้ามคืน ทอไหมยังมีชื่อเสียงในฐานะผู้เข้าแข่งขัน Drag Race Thailand และได้เสกชุดให้กับตัวเธอเองด้วย

“ชุดแรกที่เราทำให้ตัวเองน่าจะเป็นชุดออดิชัน แล้วก็เป็นชุดที่ถ่ายโปสเตอร์ก่อนถ่ายรายการ”

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

ในรายการ ทอไหมได้เสกชีวิตให้กับ ‘ทอไหม’ ขึ้นมา เป็นอีกหนึ่งตัวตนที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นมาก่อน และได้ผสานกับเสื้อผ้าจนกลายเป็นอีกหนึ่งชีวิตจริง ๆ ที่เธอวางคาแรกเตอร์ให้กับการพัฒนาของทอไหมในทุก ๆ ตอนของรายการ 

“ถ้าพูดถึงชุดที่ชอบที่สุดในรายการ คงเป็นชุดโปสเตอร์ เพราะชุดโปสเตอร์เป็นคีย์เวิร์ดที่บอกเล่าเรื่องราวและความเป็นคาแรกเตอร์ของทอไหมได้ดีที่สุด ในการที่เราค่อย ๆ ตกตะกอนแล้วตั้งโจทย์กับตัวเอง มันคือคีย์ลุคที่จะเล่าเรื่องราวให้เราได้”

ทอไหมเปิดรูปให้เราดู แล้วเริ่มต้นเล่าเรื่องราวเบื้องหลังว่า “นี่คือผ้าไหม เพราะเราวางคาแรกเตอร์ว่าเราคือทอไหม ทอไหมในรายการคือสาวคันทรี่จากต่างจังหวัด ผู้โตมากับการใส่เสื้อผ้าและทุกอย่างที่เป็นของในท้องถิ่นตัวเอง เอเลเมนต์ทุกอย่างมีความเป็นเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม เขาเข้ามาในเมือง ในกรุงเทพฯ ในเมืองหลวง เพื่อจะเรียนรู้ความเป็นสาวกรุงเทพฯ ความเป็นแฟชั่น ค่อย ๆ ซึมซับความเป็นแฟชั่น แล้วหาตรงกลางระหว่างแฟชั่น ความเป็นคันทรี่ และความเป็นพื้นบ้านของไทย เพื่อเป็นตัวเอง” 

สำหรับทอไหมแล้ว เธอได้หยิบจับความเชื่อที่มหัศจรรย์ให้กลายเป็นรายละเอียดต่าง ๆ สุดพิเศษ เธอมองว่าความเชื่อของไทยเป็นสิ่งมหัศจรรย์จากจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ที่กลายเป็นพญานาค และในอนาคตมันจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่นได้เช่นกัน 

“คนไทยเอาความไม่สมบูรณ์ที่สวยงามมาสร้างมูลค่าได้ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ก็คือเสน่ห์ คงจะน่าเสียดายนะ ถ้าเรามองเพียงแค่มุมมองว่ามันเป็นเรื่องงมงาย”

นับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ทอไหมยังคงเชื่อในการหยิบจับสิ่งเล็ก ๆ ให้กลายมาเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ตัวตนในวันแรกที่เธอชื่นชอบ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ยังคงอยู่เสมอ รวมถึงความมหัศจรรย์เล็ก ๆ จากประวัติศาสตร์ที่เธอได้หยิบสรรขึ้นมากลายเป็นเรื่องสุดพิเศษ

นั่นทำให้ทอไหมในวันนี้ คือทอไหมที่เติบโตขึ้น และยังคงมีไฟอยู่เสมอ 

“สำหรับเราในวันนี้ ทอไหมคือคนที่มีความรักการทำงาน มีแพสชันในการใช้ชีวิต และมีไฟในทุกวัน เราคิดแค่ว่าในทุก ๆ วัน เราได้ตื่นขึ้นมาทำในสิ่งที่ชอบ เรามีความสุขแล้ว การได้เงินหรือได้ผลตอบรับที่ดีมันคือผลกำไร ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการได้ทำในสิ่งที่รัก เลยเป็นกำลังใจที่ทำให้เราอยากจะตื่นขึ้นมาทำมันทุก ๆ วัน”

เพราะในทุก ๆ หนทางที่ได้ก้าวเดิน ทอไหมค้นพบความท้าทายใหม่ ๆ อยู่เสมอ 

“ต่อให้ลูกค้าไม่ชาเลนจ์เรา เราก็ยังอยากชาเลนจ์ตัวเองในทุก ๆ วันนะ” 

และนี่คือการเดินทางของทอไหม จากวัยประถม จนถึงเธอในวัย 31 ปี 

ที่เวทมนตร์ยังคงอยู่ในทุกเส้นไหมเสมอ 

และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio
ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

Writer

ฐาปนี ทรัพยสาร

อดีตนักเรียนหนังสือพิมพ์ที่ก้าวเข้าสู่วงการประชาสัมพันธ์ ผู้เชื่อมั่นว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หลงใหลในวัฒนธรรมและมนุษย์

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load