12 พฤศจิกายน 2564
6 K

ที่นี่ลาดกระบัง ห่างจากตัวเมืองกรุงเทพฯ อย่างทองหล่อราว 30 กิโลเมตร ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิเพียง 5 กิโลเมตร ในอาณาจักรเพลินเวย์ (Ploenway) มีทั้งร้านอาหารไทย คาเฟ่ และที่พัก ซุกซ่อนอยู่ ราวกับว่าสายน้ำอันนิ่งสงบที่โอบรับ เพลินเวย์ เป็นดังเวทมนตร์ที่ตัดขาดความยุ่งเหยิงวุ่นวายของเมืองใหญ่ จนต้องเอ่ยปากถามตัวเองว่า

“ที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ จริงหรอ”

เหล่าแขกผู้พานพบที่แวะเวียนมา ต่างขนานนามที่แห่งนี้ว่า Hidden Gem ส่วน มู-สิริญญา จันทร์แสงสุก หนึ่งในผู้สานต่อธุรกิจครอบครัวบอกเราว่า สำหรับเธอ เพลินเวย์ คือความสงบ ความสบาย และความอบอุ่น

อัญมณีสีเรืองรองแห่งนี้ก่อร่างจากความเป็นครอบครัว พร้อมส่งมอบ ‘ความเป็นครอบครัว’ ให้แขกผู้มาเยือน ไม่ว่าแขกไทย แขกเทศ ก็เป็นเสมือนคนบ้าน (หลัง) เดียวกัน ที่สำคัญ ยังมอบความเพลินกาย เพลินใจ ด้วยธรรมชาติสีเขียวที่โอบล้อมรอบพื้นที่ แถมด้วยแสงแดดอุ่นๆ และวิวพระอาทิตย์ตกดินที่โรแมนติกที่สุดในย่านลาดกระบัง

เพลินเวย์ พื้นที่พักผ่อนครอบครัว มีร้านอาหาร คาเฟ่ ที่พัก และธรรมชาติ ครบที่ลาดกระบัง

ธุรกิจครอบครัวที่เปิดบ้านต้อนรับแบบคนในครอบครัว

“ที่นี่คือธุรกิจครอบครัว” มูเกริ่น

เพลินเวย์เป็นที่ดินดั้งเดิมของตระกูล ซึ่งถือครองโดย คุณมานพ ผลโพธิ, คุณรัชนี แต่งตั้ง และ คุณสุกุลทิพย์ ผลโพธิ์ ทั้งสามคนมีศักดิ์เป็นคุณลุง คุณป้า และคุณแม่ของมูตามลำดับ ส่วนมูเป็นหนึ่งในลูกหลานที่เข้ามารับช่วงต่อธุรกิจ จุดเริ่มต้นของเพลินเวย์มาจากร้านอาหาร ‘เพลินเพลิน’ โดยคุณสุกุลทิพย์ เป็นคนริเริ่ม ด้วยความหลงรักในการทำอาหาร และมีสูตรลับเฉพาะตระกูล เมื่อรวมกับบรรยากาศริมน้ำแล้ว ยิ่งส่งผลให้รสชาติอาหารอร่อยขึ้นเป็นเท่าตัว

หลังจากเปิดร้านอาหารไทยสูตรครอบครัวมา 8 ปี ทางครอบครัวเล็งเห็นความสงบและสบายที่ลูกค้าได้รับ จึงก่อเกิดคาเฟ่สุดโฮมมี่ชื่อ PLOENWAY Waffle House และที่พักใกล้ชิดธรรมชาติชื่อ เพลินภิรมย์

เพลินเวย์ พื้นที่พักผ่อนครอบครัว มีร้านอาหาร คาเฟ่ ที่พัก และธรรมชาติ ครบที่ลาดกระบัง
เพลินเวย์ พื้นที่พักผ่อนครอบครัว มีร้านอาหาร คาเฟ่ ที่พัก และธรรมชาติ ครบที่ลาดกระบัง

“ที่มาของทุกสถานที่เราจะขึ้นต้นด้วย ‘เพลิน’ เพราะเราอยากให้ที่นี่เป็นอาณาจักรที่ทุกคนเข้ามาแล้วทุกอย่างเชื่อมโยงกัน และเพลิดเพลินกับสถานที่แห่งนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นความเพลิดเพลินใจ เพลิดเพลินกาย เราเลยใช้คำว่าเพลินเวย์” ด้วยความที่เป็นธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก ทางครอบครัวของมูจึงเข้ามาดูแลเอาใจใส่ได้ทุกขั้นตอน

“ของทุกอย่างที่เราใช้ในร้านอาหาร คาเฟ่ และที่พัก ล้วนเป็นของที่ใช้ในชีวิตจริง เราเติบโตมาแบบไหน กินอาหารแบบไหน ใช้ของอย่างไร ก็จะนำสิ่งดีๆ เหล่านี้มาถ่ายทอดต่อ เหมือนกับว่าเมื่อแขกเข้าพักที่เพลินภิรมย์ปุ๊บ ก็กลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ใช้นามสกุลเดียวกันไปเลย” คุณสุกุลทิพย์ แม่ของมูเล่าเสริมพร้อมกับรอยยิ้ม

เพลินเวย์ พื้นที่พักผ่อนครอบครัว มีร้านอาหาร คาเฟ่ ที่พัก และธรรมชาติ ครบที่ลาดกระบัง

หากสังเกตเพลินเวย์ถูกรายล้อมไปด้วยดอกไม้ไทย ไม่ว่าจะเป็นดอกพุทธรักษาที่คุณสุกุลทิพย์อธิบายว่า เธอเป็นเด็กที่บ้านติดริมคลอง จึงมักมีภาพจำของดอกพุทธรักษาขึ้นรอบๆ ริมน้ำ คอยแตกหน่อชูก้านใบเสมอ ความงามในอดีตที่แจ่มชัดอยู่ในความทรงจำจึงถูกหยิบยกมาแต่งแต้มเป็นภาพปัจจุบัน ภายนอกเพลินเวย์ประดับด้วยดอกพุทธรักษา ส่วนภายในร้านและที่พัก ต้อนรับด้วยดอกไม้ไทยอย่างดอกเฟื่องฟ้า ดอกชบา และดอกเข็ม 

“ทั้งหมดที่เห็นเป็นดอกไม้ที่อยู่ในรั้วบ้านเราหมด ไม่ได้ซื้อเลย เพราะเราเห็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เราอยากสื่อสารให้ชาวต่างชาติมาเห็นความงามที่เราเรียกว่า งามแบบบ้านๆ งามแบบธรรมชาติ แบบสบายๆ” คุณแม่อธิบาย

ต้นกำเนิดเพลินเวย์ เพลิดเพลินไม่แพ้ชื่อ 

“เราสร้างทุกอย่างมาทีละนิด ต้องการให้ทุกอย่างเรียบง่าย ไม่หวือหวา ทุกอย่างมาจากครอบครัวที่ค่อยๆ สร้างขึ้นทีละนิดทีละน้อย ตามความรู้สึกตามความชอบ หลักๆ คือทุกอย่างต้องหันหน้าเข้าบ่อน้ำ” มูเล่า

นี่ไม่ใช่แม่น้ำหรอคะ-เราถาม

เพลินเวย์ พื้นที่พักผ่อนครอบครัว มีร้านอาหาร คาเฟ่ ที่พัก และธรรมชาติ ครบที่ลาดกระบัง

“นี่เป็นสระที่ขุดมาตั้งแต่รุ่นคุณตา มีเนื้อที่ตรงบ่อน้ำอย่างเดียวยี่สิบเอ็ดไร่ ลูกค้าก็ชอบถามเหมือนกันว่านี่แม่น้ำหรือคลอง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มันคือบ่อเลี้ยงปลาในอดีตของคุณตา” มูพูดพร้อมหัวเราะ 

สระน้ำที่กว้างใหญ่ราวกับแม่น้ำสายหนึ่ง แทบทุกมุมของเพลินเวย์จะหันหน้าเข้าหาสระนี้แทบทั้งหมด

“เราเคยมีลูกค้าชาวต่างชาติเป็นนักจัดสวน Landscape เขาชมสวนเราว่าสวนเราสวยมาก เขาบอกว่าเป็นการจัดสวนที่ From my Heart ขนาดนักจัดสวน Landscape ยังตื่นเต้นกับการจัดสวนมั่วๆ ของเรา” มูพูดพร้อมกับยิ้ม

“เราไม่ได้มั่ว แค่จัดตามใจ จัดตามเซนส์” คุณแม่พูดเสริมพร้อมรอยยิ้ม

ทั้งสองคนลงความเห็นตรงกันว่า ทุกองค์ประกอบภายในเพลินเวย์เป็นความเอาใจใส่ที่ครอบครัวอยากถ่ายทอดผ่านความธรรมดาที่หลายคนมองข้าม และต้องการส่งมอบความธรรมดาที่ไม่ธรรมดากลับคืนสู่ทุกคน ผ่านความรู้สึกสบาย เป็นกันเอง ใครเล่าจะคิดว่าไกลจากเมืองเพียง 30 – 40 กิโลเมตร กลับมีที่แสนสุขสบายและอบอุ่นแห่งนี้ซ่อนอยู่

เพลินเวย์ พื้นที่พักผ่อนครอบครัว มีร้านอาหาร คาเฟ่ ที่พัก และธรรมชาติ ครบที่ลาดกระบัง

สูตรลับฉบับเพลินเพลิน คือ ธรรมชาติ 

มาถึงเพลินเวย์ ถ้าไม่พูดถึงร้านอาหารต้นกำเนิดอาณาจักรแห่งนี้คงไม่ได้ 

เราถือโอกาสล้วงความลับสูตรอาหารจานเด็ดจากที่นี่มาเล่าสู่คุณฟัง

“สูตรลับของที่นี่คืออาหารธรรมชาติ เป็นอาหารที่ทำกินกันในครอบครัวจากรุ่นคุณพ่อคุณแม่ วัตถุดิบแต่ละอย่างเราเลือกสรรแต่สิ่งดีๆ มาให้ลูกๆ ประจวบกับสมัยก่อน บ้านเรามีกล้วยน้ำว้าเยอะ คุณพ่อเลยเอากล้วยดิบมาต้มผสมลงในแกงเพื่อลูกๆ จะได้กินด้วยกันได้ เพราะเด็กๆ ไม่ชอบกินมะเขือ ก็เลยใช้กล้วยมาใส่แทนผัก และกล้วยน้ำว้ายังช่วยดับรสเผ็ดของเครื่องแกงด้วย กล้วยจึงกลายมาเป็นส่วนประกอบของเมนูอาหารที่เพลินเพลิน” คุณแม่เล่า

เพลินเวย์ พื้นที่พักผ่อนครอบครัว มีร้านอาหาร คาเฟ่ ที่พัก และธรรมชาติ ครบที่ลาดกระบัง
เพลินเวย์ พื้นที่พักผ่อนครอบครัว มีร้านอาหาร คาเฟ่ ที่พัก และธรรมชาติ ครบที่ลาดกระบัง

ลูกสาวเล่าเสริมว่า ด้วยความที่คุณแม่ได้รับสูตรมาจากคุณตา และส่วนตัวเป็นคนชอบทำอาหารจึงได้นำอาหารก้นครัวของที่บ้านมาเสิร์ฟเป็นเมนูต่างๆ โดยเมนูหลักของทางร้านที่เธอแนะนำคือ ผัดเผ็ดเนื้อกล้วยดิบและแกงเนื้อกล้วยดิบ ซึ่งสูตรของทางร้านคือการนำกล้วยดิบไปต้ม ถ้าใครได้ลองกินจะรู้สึกว่ากล้วยมีรสชาติและเนื้อสัมผัสเหมือนกับกินมันฝรั่งแต่หนึบหนับกว่า

ด้วยความที่ร้านอาหารเพลินเพลินมีเมนูอาหารไทยเป็นหลัก ผักและเครื่องครัวจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ การซื้อผักมาแต่ละครั้งจึงต้องผ่านการทำความสะอาดล้างน้ำหลายต่อหลายครั้ง จนทางเพลินเวย์ได้ข้อตกลงกันว่า 

‘ทำไมเราไม่ปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อทำอาหารกันล่ะ’

สวนผักออร์แกนิกจึงเกิดขึ้น!

ส่วนใหญ่เป็นผักสามัญประจำบ้าน เช่น กะเพรา โหระพา กล้วยน้ำว้า ฯลฯ ส่วนผักอื่นๆ ปลูกตามฤดูกาล ซึ่งในขณะที่สนทนากันอยู่นี้ เจ้าบ้านบอกกับเราว่าเพิ่งลงแปลงผักใหม่ น้องๆ ผักจึงไม่ได้โผล่มาให้เชยชมมากนัก

จากที่ดินของตระกูล สู่เพลินเวย์ Hidden Gem ย่านลาดกระบัง ที่ให้คนเมืองพักผ่อนและใกล้ชิดธรรมชาติ ในบรรยากาศครอบครัว

วาฟเฟิลคราฟต์

“ร้านเราเน้นเมนูง่ายๆ ไม่ทำเค้กครีมหน้าตาอลังการ สิ่งที่เราต้องการคือ อย่างน้อยถ้าคุณมาที่นี่ รับรองมีกาแฟอร่อยๆ ให้จิบ มีขนมง่ายๆ ที่เราทำเอง ทุกอย่างดูเรียบง่ายและอบอุ่น เราต้องการให้ร้านมีบรรยากาศแบบโฮมมี่ ที่สำคัญ เราเน้นเครื่องดื่มไทย กาแฟก็เป็นกาแฟไทย เรานำเมล็ดกาแฟจากอำเภอเทพเสด็จ จังหวัดเชียงใหม่ มาขายที่นี่ ” มูพูดถึงคอนเซ็ปต์ของ PLOENWAY Waffle House ที่เธอและครอบครัวช่วยกันคัดสรรตั้งแต่เมล็ดกาแฟที่นำมาขาย

จากที่ดินของตระกูล สู่เพลินเวย์ Hidden Gem ย่านลาดกระบัง ที่ให้คนเมืองพักผ่อนและใกล้ชิดธรรมชาติ ในบรรยากาศครอบครัว

“เราช่วยกันเลือกเอง เพราะคุณแม่ชอบกินกาแฟมาก และกาแฟของไทยไม่เป็นรองใครเลย แต่ต้องบอกก่อนว่าเราไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟเหมือนร้านกาแฟจริงจัง เราแค่อยากนำสิ่งที่ชอบ และสื่อให้ชาวต่างชาติที่เป็นลูกค้าหลักของเราเห็นว่ากาแฟไทยก็อร่อยนะ ตอนเช้าเราเสิร์ฟกาแฟสดให้ลูกค้าที่มาพัก ลูกค้าบางคนชอบมากถึงกับขอสองแก้วเลยได้มั้ย เราตกใจเพราะเขากินลาเต้ติดกันสองแก้ว ถ้าเป็นเราคงตาค้าง (หัวเราะ) แต่เขาคงชอบจริงๆ ด้วยที่พักเรามีแค่สิบสามห้อง เลยเสิร์ฟของดีๆ ให้ทุกคนได้ เพราะอยากดูแลทุกคนให้ดีที่สุด “ มูเล่า

นอกจากความเรียบง่ายและบรรยากาศโฮมมี่แสนอบอุ่นแล้ว มูยังเข้าครัวอบขนม ทำซอสวาฟเฟิลเองทุกขั้นตอน หากมีโอกาสมาเยือนคาเฟ่ เธอแนะนำว่าต้องลิ้มมิกซ์เบอรี่วานิลา วาฟเฟิลสูตรเฉพาะฉบับเพลินเพลิน รวมกับซอสมิกส์เบอรี่ที่เธอคิดค้นเอง เมื่อกินกับไอศกรีมวานิลาแล้ว เป็นความอร่อยลงตัวและเรียกความสดชื่นได้ดีมากๆ 

จากที่ดินของตระกูล สู่เพลินเวย์ Hidden Gem ย่านลาดกระบัง ที่ให้คนเมืองพักผ่อนและใกล้ชิดธรรมชาติ ในบรรยากาศครอบครัว

แถมอีกเมนู พีช วานิลา วาฟเฟิล อร่อยไม่แพ้กัน 

เมนูของหวานส่วนใหญ่จะหมุนเวียนตามฤดูกาลผลไม้ ขณะที่เรากำลังกินมิกซ์เบอรี่วานิลา วาฟเฟิลอยู่นั้น สายตาก็ได้สอดส่องสำรวจความอบอุ่นภายในร้านที่ประดับประดาด้วยกระเป๋าสานงานฝีมือ มีทั้งกระเป๋าน้อยใหญ่วางเรียงรายกันอยู่

กระเป๋าสานที่วางอยู่ภายในร้านขายหรือเปล่าคะ-เราสงสัย

“ขายค่ะ ที่มาคือเราเป็นคนชอบงานสานมาก เพราะตอนเด็กไปเดินงานโอท็อปกับคุณแม่ กลายเป็นว่าเรากลับซึมซับความชอบเหล่านี้มาด้วย เรารู้สึกว่างานฝีมือของคนไทยสวยมาก แต่ไม่ค่อยมีใครสนใจ จึงอยากนำงานคราฟต์เหล่านี้มาวางที่ร้านให้ทุกคนเห็นคุณค่า ก็เลยสร้างแบรนด์ขึ้นมาชื่อว่า Siam Craft Journey เราเป็นตัวกลางและนำงานของชาวบ้านหลายๆ จังหวัดในประเทศมาวางขาย เช่น เชียงราย พะเยา และบุรีรัมย์ ซึ่งที่เพลินเวย์รับนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอด เราเลยเป็นตัวกลางที่จะสื่อสารให้ชาวต่างชาติเห็นคุณค่า ความงาม ในงานฝีมือคนไทยได้” เธออธิบายที่มา

หลังจากคำตอบของมู เราก็ไปยืนจับๆ กระเป๋าสานหลายต่อหลายใบ จนท้ายที่สุดก็พ่ายแพ้ต่อเสน่ห์ ความละเอียดและประณีตของบรรดาช่างฝีมือจากชุมชนท้องถิ่นทั่วไทย ต้องยกนิ้วเลยว่าสวยไม่แพ้ที่ไหนจริงๆ

นกอยู่ได้ คนอยู่ได้

จากที่ดินของตระกูล สู่เพลินเวย์ Hidden Gem ย่านลาดกระบัง ที่ให้คนเมืองพักผ่อนและใกล้ชิดธรรมชาติ ในบรรยากาศครอบครัว

‘Only Bird’

ป้ายไม้ขนาดเล็กติดอยู่บริเวณด้านหน้า PLOENWAY Waffle House & Coffee นอกจากเป็นคาเฟ่แล้ว จุดประสงค์อีกอย่างของที่นี่คือ เป็นล็อบบี้ที่พักเพลินภิรมย์ ป้ายแสดงอาณาเขตของนกเจ้าถิ่นชื่อนกกระจาบสีทอง มูเล่าว่ามักจะมาสร้างรังบริเวณนี้อยู่เสมอ โดยจะสร้างรังตามฤดูกาลที่แวะเวียนมาพักที่เพลินเวย์โดยตลอด ป้ายนี้ราวกับกำลังบอกเราว่า ขนาดนกยังอยู่สบายที่เพลินเวย์ แล้วปุถุชนคนเมืองอย่างเราจะไม่เพลิดเพลินกับสถานที่นี้ได้อย่างไร

เพลินภิรมย์มีห้องพักทั้งหมด 13 ห้อง ประกอบด้วยวิลล่าติดสระน้ำ 5 ห้อง อีก 8 ห้องเป็นห้องพักทั่วไป เรามีโอกาสเยี่ยมชมห้องวิลล่าติดสระน้ำที่มองอย่างไรมันก็คือแม่น้ำชัดๆ ภายในห้องขนาดใหญ่ตกแต่งเรียบง่ายตามคอนเซ็ปต์แบบเพลินเวย์ สบายๆ เป็นกันเอง ขณะเดียวกันก็แฝงกลิ่นอายความเป็นไทยออกมาอย่างท่วมท้น

จากที่ดินของตระกูล สู่เพลินเวย์ Hidden Gem ย่านลาดกระบัง ที่ให้คนเมืองพักผ่อนและใกล้ชิดธรรมชาติ ในบรรยากาศครอบครัว
จากที่ดินของตระกูล สู่เพลินเวย์ Hidden Gem ย่านลาดกระบัง ที่ให้คนเมืองพักผ่อนและใกล้ชิดธรรมชาติ ในบรรยากาศครอบครัว

“เฟอร์นิเจอร์ที่เราใช้ก็เลือกและออกแบบเองทั้งหมด เตียงก็ทำจากไม้สักที่ออกแบบเอง เวลาลูกค้าต่างชาติเห็นเขาก็จะเข้าไปลูบเตียง พร้อมกับบอกว่าเฟอร์นิเจอร์คุณสวยจริงๆ ส่วนเหตุผลที่เลือกใช้ไม้สักเป็นเฟอร์นิเจอร์ เพราะบอกกับมูว่า เตียงแต่งงานไม้สักของคุณตาคุณยาย ทุกวันนี้ยังตกทอดมาถึงรุ่นแม่เลย ตอนนี้ยังใช้งานได้ดีอยู่

“เพราะฉะนั้นใช้ไม้สักไปเลย ถึงแม่ตายแล้วกลับมาเกิดใหม่ เตียงไม้สักนี้ก็ยังอยู่ ทนทานจริงและยังแสดงถึงความคลาสสิก ทุกยุคสมัย เพราความที่เราเป็นธุรกิจขนาดเล็ก จึงดูเองได้ทุกระเบียบนิ้ว” คุณแม่เล่า

จากที่ดินของตระกูล สู่เพลินเวย์ Hidden Gem ย่านลาดกระบัง ที่ให้คนเมืองพักผ่อนและใกล้ชิดธรรมชาติ ในบรรยากาศครอบครัว

Hidden Gem อีกอย่างของเพลินเวย์ คือ ที่นี่คือสถานที่ดูพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง 

พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงท่ามกลางแมกไม้และสายน้ำ ช่างน่าเสียดายนักที่เราไปเยือนอาณาจักรแห่งความเพลิดเพลินนี้ในยามเช้า จึงบอกกับตัวเองว่า เมื่อไรก็ตามที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายในตัวเมือง จะขับรถมุ่งสู่อาณาจักรเพลินเวย์ เพื่อมานั่งมองสายน้ำ ชมพระอาทิตย์ตก พร้อมกับถือกระเป๋าสานที่ได้เป็นของฝากติดไม้ติดมือ เพื่อเป็นตัวแทนของความสงบ อบอุ่น และความเรียบง่ายในวันนี้ไปด้วย

Ploen Way, Ploen Ploen Restaurant และ Ploen Pirom Hotel 

ที่ตั้ง : คู่ขนาน 35 แยก 2, ถนนพัฒนาชนบท แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00 – 18.30 น.

โทรศัพท์ : 06 4536 9462

Facebook : Ploen Way Waffle House, Ploen Ploen Facebook และ Ploen Pirom Facebook

Writer

พาฝัน หน่อแก้ว

เด็กวารสารศาสตร์ ผู้ใช้ชีวิตไปกับการเดินทางตามจังหวะเสียงเพลงโฟล์คซองและ R&B จุดอ่อนแพ้ทางของเซลล์ทุกชนิด

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

Neilson Hays Library คือห้องสมุดที่มีความพิเศษหลายประการ

ที่นี่เปิดทำการมาแล้วเกือบร้อยปี หนังสือภาษาอังกฤษจำนวนมากมายที่จัดวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบในห้องสมุดแห่งนี้ มีอายุหลายเดือนไปจนถึงหลายสิบปี แถมบางเล่มมีอายุเฉียดร้อยปีเสียด้วยซ้ำ

ความพิเศษประการสำคัญคือ สถาปนิกผู้ออกแบบห้องสมุดแห่งนี้เป็นผู้ออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคมและอาคารแบบฝรั่งอีกหลายแห่งในกรุงเทพฯ

เมื่อแรกสร้าง สถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกที่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างอย่างประณีตหลังนี้คงโดดเด่นเตะตาน่าดู เพราะถนนสุรวงศ์เมื่อร้อยปีก่อนนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยรถรา ตึกสูงเสียดฟ้า และผู้คนที่พากันเดินขวักไขว่อย่างรีบร้อนจนลืมสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวเช่นทุกวันนี้

แม้พื้นที่รอบข้างจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ถูกเก็บรักษาและได้รับการดูแลอย่างดีเสมอมา จนได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2525 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ห้องสมุดแห่งนี้ตัดสินใจปิดปรับปรุงอาคารและพื้นที่รอบรั้วทั้งหมด ถือเป็นการบูรณะใหญ่ครั้งแรกนับจากการบูรณะครั้งล่าสุดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังสือทุกเล่มต้องถูกขนย้ายออก เพื่อให้ขั้นตอนการบูรณะ ตั้งแต่ฐานรากไปจนถึงฝ้าหลังคาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ตอนนี้ห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส โฉมใหม่หลังการปรับปรุง กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง

เราจึงอยากชวนคุณมานั่งฟังเรื่องราวตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ก้าวต่อไป และแผนในการปรับตัวของห้องสมุดแห่งนี้ในวันที่คนไม่นิยมอ่านหนังสือกันอีกต่อไป ภายใต้ความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ในรั้วที่เป็นเสมือนโอเอซิสผืนน้อยของย่านสีลม-สุรวงศ์ด้วยกัน

1

แรกรัก

เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2412 สมาคมห้องสมุดสตรีกรุงเทพฯ (The Bangkok Ladies’ Library Association) ถูกจัดตั้งขึ้นโดยสุภาพสตรีชาวอังกฤษและอเมริกันจำนวน 13 คน เพื่อให้บริการหนังสือและเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อเรื่องราวต่างๆ ในสังคมของเหล่าชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ

ในช่วงแรกเริ่ม สมาคมห้องสมุดสตรีกรุงเทพฯ ไม่มีสถานที่ตั้งแน่นอน หนังสือคอลเลกชันแรกๆ จึงถูกเก็บหมุนเวียนไปตามบ้านคน ใครอยากมาอ่านหรือหยิบยืมหนังสือ ก็ต้องมาที่บ้านหลังนั้นๆ โดยเปิดให้บริการเพียง 1 วันต่อสัปดาห์เท่านั้น

จากสมาคมห้องสมุดสตรีกรุงเทพฯ เปลี่ยนชื่อมาเป็นสมาคมห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ได้อย่างไร สุภาพสตรีที่กำลังจะกล่าวถึงคือที่มาของชื่อดังกล่าว

เจนนี่ เนลสัน (Jennie Neilson) เป็นชาวเดนมาร์ก ครอบครัวของเธออพยพไปอยู่อเมริกา และต่อมาได้เดินทางเข้ามาเป็นมิชชันนารีในประเทศไทยใน พ.ศ. 2427 เธอพบรักและแต่งงานกับนายแพทย์โทมัส เฮย์วอร์ด เฮย์ส (Thomas Heyward Hays) ใน พ.ศ. 2430

คนกรุงเทพฯ เรียกสามีของเธอว่า ‘หมอเฮย์’ เขาเดินทางมาเข้ารับราชการและได้เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหารเรือกรุงเทพฯ รวมถึงเป็นอาจารย์สอนวิชาแพทย์คนแรกของโรงพยาบาลศิริราช

เจนนี่เข้ามาทำงานให้กับสมาคมห้องสมุดตั้งแต่ พ.ศ. 2438 เธออุทิศตัวและเวลาอย่างแข็งขันในการทำกิจกรรมมากมายเพื่อให้ห้องสมุดสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ เธอทำงานให้กับห้องสมุดเป็นเวลาถึง 25 ปี ก่อนจะเสียชีวิตด้วยโรคอหิวาตกโรคในเดือนเมษายน พ.ศ. 2463

หมอเฮย์เห็นถึงความรักที่ภรรยาผู้จากไปมีต่องานห้องสมุดและหนังสือที่เธออุทิศตัวมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี และมีความประสงค์ที่จะสานต่อเจตนารมย์ของภรรยา เขาจึงตัดสินใจซื้อที่ดินริมถนนสุรวงศ์เพื่อยกให้เป็นสมบัติของห้องสมุด จากนั้นจึงว่าจ้าง มารีโอ ตามัญโญ (Mario Tamagno) สถาปนิกคนสำคัญของกรุงเทพฯ ในยุคนั้น มาออกแบบอาคารถาวรสำหรับใช้เก็บรักษาหนังสือและเป็นที่ทำการห้องสมุด

อาคารหลังใหม่เอี่ยมเลขที่ 193-195 ถนนสุรวงศ์ สร้างเสร็จและเปิดให้บริการในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2465 มาจนถึงปัจจุบัน พร้อมกับชื่อที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักของเจนนี่ เนลสัน ผู้ล่วงลับและ เฮย์วอร์ด เฮย์ส ว่า Neilson Heys

เมื่อหมอเฮย์สิ้นชีวิต เขาทำพินัยกรรมส่งมอบสิทธิ์ในคอลเลกชันหนังสืออ่านเล่นส่วนตัวทั้งหมดให้กับห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส และบริจาคตำราการแพทย์ให้ห้องสมุดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2

แรกสร้าง

ห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลียนมารีโอ ตามัญโญ

มารีโอเกิดที่ตูริน ประเทศอิตาลี ภายหลังจบการศึกษาทางสถาปัตยกรรมจากสถาบันประณีตศิลป์อัลแบร์ติน่าแห่งตูริน เขามีโอกาสเดินทางเข้ามารับราชการกับกระทรวงโยธาธิการของสยามที่กรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2443 และทำสัญญาระยะเวลา 25 ปีกับรัฐบาลไทย

เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชนิยมในศิลปะอิตาเลียน ผู้บังคับบัญชาและผู้ร่วมงานของมารีโอในกระทรวงโยธาธิการจึงเป็นชาวอิตาเลียนเกือบทั้งหมด

ในการรับราชการในราชสำนักสยาม ฝีมือและผลงานของเขาเป็นที่ยกย่อง ผลงานการออกแบบของเขามีมากมาย เช่น สะพานมัฆวานรังสรรค์ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระที่นั่งอภิเษกดุสิตในพระราชวังดุสิต วังบางขุนพรหม ตำหนักปารุสกวัน ตำหนักจิตรลดา สะพานผ่านฟ้าลีลาศ พระที่นั่งราชฤทธิ์รุ่งโรจน์ พระที่นั่งอนันตสมาคม และพระราชวังพญาไท

รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส เป็นอาคารชั้นเดียวแบบนีโอคลาสสิก ผังอาคารสมมาตรความยาว ความกว้าง เท่ากันทุกด้าน

ทางเข้าเป็นโถงรูปกลมหลังคาโดมสไตล์อิตาเลียนแสนสวย ห้องอ่านหนังสือวางผังเป็นรูปตัว H โดดเด่นที่หลังคาปั้นหยามุงกระเบื้องว่าว และความวิจิตรของหัวเสาที่สลักลวยลายทุกต้น ผนังโดยรอบเป็นหน้าต่างบานเกล็ดในซุ้มโค้งคั่นด้วยเสาอิง  

เนื่องจากเป็นห้องสมุด มารีโอจึงออกแบบฐานรากโดยใช้ระบบคอนกรีตประเภทแผ่ฐานรับน้ำหนัก เพื่อการระบายลมและป้องกันความชื้น ห้องอ่านหนังสือสร้างด้วยระบบผนัง 2 ชั้น เพราะบรรจุหนังสือจำนวนนับพันเล่นเอาไว้ จึงต้องมั่นใจว่าภายในห้องแห้ง ระบายความชื้นได้ดี อากาศถ่ายเท เพื่อป้องกันแมลงเข้ามากัดกินหนังสือ และเพื่อป้องกันการเกิดสนิมในภายหลัง มารีโอเลือกใช้ตะปูทองเหลืองสำหรับยึดชั้นหนังสือ 

อาคารนี้มีสัดส่วนที่ลงตัว สง่างาม ด้วยทักษะฝีมือช่างระดับเดียวกับที่ใช้ในการก่อสร้างวัง ตำหนัก และสถานที่สำคัญของประเทศ และมีสภาพสมบูรณ์จนได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2525 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

มารีโอเคยกล่าวไว้ว่า ห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส เป็นผลงานการออกแบบที่เขารักที่สุด

3

แรกพบ

เรานัดพบกับ นลิน วนาสิน ประธานคณะกรรมการบริหารห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส และ ประพันธ์ นภาวงศ์ดี ภูมิสถาปนิกจากบริษัท Shma ผู้ดูแลการปรับปรุงภูมิทัศน์ด้านนอกอาคารห้องสมุด เพื่อพูดคุยถึงขั้นตอนยุ่งยากมากมายในการบูรณะอาคารโบราณสถานหลังนี้

นลินเล่าว่า ที่ผ่านมามีการซ่อมแซมและปรับปรุงส่วนต่างๆ ของอาคารอยู่ตลอด เนื่องจากอาคารมีอายุเกือบร้อยปี ทำให้หลายองค์ประกอบผุพังและทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังไม่เคยบูรณะครั้งใหญ่ เน้นซ่อมจุกๆ จิกๆ แค่ตามความจำเป็นมากกว่า

การบูรณะใหญ่ครั้งแรกและครั้งเดียวของห้องสมุดแห่งนี้คือช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2488

จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว พื้นไม้สักของห้องสมุดเกิดทรุดยวบลงไป นลินปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลป์และสถาปนิกหลายคนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แต่จนแล้วจนรอดก็ยังหาต้นตอของปัญหาที่แท้จริงไม่ได้ จนได้พบกับ วทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการบูรณะตึกเก่า และ ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์สถาปัตยกรรม สองผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ลองเปิดพื้นเพื่อดูโครงสร้างข้างใต้ดู

ที่ต้องเปิดพื้นเพราะผังต่างๆ ของห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส หายสาบสูญไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ไม่มีข้อมูลว่าโครงสร้างของอาคารหลังนี้ประกอบไปด้วยองค์ประกอบอะไรบ้าง

เมื่อลองเปิดพื้นดูก็พบว่าใต้พื้นด้านล่างมีถังเก็บน้ำล้อมรอบตัวอาคาร ซึ่งปรากฏว่าระดับน้ำนั้นสูงเกิดกว่าที่ควรจะเป็นไปมาก เกิดน้ำสะสมในดินเป็นพื้นที่น้ำขังและเกิดความชื้นปริมาณมหาศาลที่ไม่มีทางไปไหนต่อ จึงระเหยขึ้นด้านบนมาแตะกับตัวโครงสร้างพื้น ทำให้โครงสร้างอาคารมีความชื้นสะสมตั้งแต่ที่พื้นลามไปจนถึงผนัง

เมื่อรู้ต้นตอของปัญหา นลินจึงไม่แปลกใจว่าทำไมผนังและพื้นของห้องสมุดจึงผุพังตลอดเวลา

การซ่อมครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งที่ผ่านๆ ที่ซ่อมแค่ตามอาการ ผุก็ฉาบ พังก็ก่อ ใช้ปูนยุคปัจจุบันแทนการใช้ปูนขาวโบราณ โปะเข้าไปที่ผนังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เก็บอัดความชื้นชั้นแล้วชั้นเล่าไว้ตลอดหลายสิบปี การซ่อมครั้งนี้จึงถือเป็นการบูรณะครั้งใหญ่ เพราะต้องลงไปแก้ไขตั้งแต่ที่รากของปัญหา

ขั้นตอนแรกกินระยะเวลา 6 เดือน ในการสำรวจเพื่อค้นหาข้อมูลเชิงลึกอย่างละเอียดและเขียนแบบ จากนั้นจึงเข้าสู่การบูรณะอาคารอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งใช้เวลาถึง 18 เดือน โดยมี วทัญญู เทพหัตถี และ ดร.ยุวรัต์ เหมะศิลปิน เป็นผู้ควบคุมดูแลอย่างละเอียด ช่วง 6 เดือนสุดท้าย ประพันธ์จึงเข้ามารับไม้ผลัดสุดท้ายในการดูแลปรับปรุงภูมิทัศน์ภายนอกที่จะช่วยส่งเสริมให้โบราณสถานแห่งนี้ทรงคุณค่าและงดงามยิ่งขึ้น

4

แรกบูรณะ

นลินเล่าว่า งบประมาณการบูรณะอยู่ที่ 12 ล้านบาท มาจากการระดมทุนจากองค์กร หน่วยงาน บริษัทเอกชน และบุคคลทั่วไป นอกจากนี้ยังมีการทำ Crowd Funding ทางเว็บไซต์ Asiola เพราะนลินอยากให้คนทั่วไป คนตัวเล็กที่ปรารถนาดี ที่ไม่ต้องมีเงินเป็นแสนเป็นล้าน สามารถมีส่วนร่วมกับการซ่อมแซมใหญ่ของห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ครั้งนี้ได้ด้วย ซึ่งก็สามารถระดมได้ถึง 8 แสนบาท มีคนบริจาคตั้งแต่หลักร้อยบาทจนถึงหลักหมื่นเลยทีเดียว

เมื่อเริ่มงานบูรณะ มีสิ่งต่างๆ มากมายที่ค้นพบหน้างาน ทั้งปัญหาและข้อมูลน่าสนใจของอาคารเก่างามหลังนี้ที่ไม่เคยได้รับการบันทึกมาก่อน

อย่างสีผนังดั้งเดิมที่เพิ่งมาค้นพบเมื่อมีการลอกสีผนังออกมาเป็นชั้นๆ ว่าเป็นสีชมพูและฟ้า ตอนนี้บริเวณด้านหลังสุดของห้องสมุดจึงถูกทาด้วยสีดั้งเดิม เพื่อส่งต่อชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์นี้ให้กับคนรุ่นหลังต่อไป

อีกหนึ่งความน่าสนใจคือ ภายในห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส เคยมีซุ้มประตูชัยที่ถูกทำลายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเพิ่งค้นเมื่อศึกษาจากภาพถ่ายเก่า การบูรณะครั้งนี้จึงมีการนำประตูชัยตามรูปแบบเดิมกลับมาไว้ในห้องสมุดด้วย

ประพันธ์อธิบายว่า ในการปรับปรุงภูมิทัศน์ แนวคิดแรกสุดคือ ทำอย่างไรให้อาคารแสนสวยหลังนี้โดดเด่นขึ้น แต่ก่อน เวลาเข้ามาที่เนียลสัน เฮย์ส ต้นไม้และรูปแบบการใช้งานบริเวณลานด้านหน้า บดบังความสง่างามและการเข้าถึงตัวอาคาร สิ่งที่ต้องทำคือปรับแต่งให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางและ Functional มากขึ้น

บริเวณทางเข้าอาคาร จากลานด้านหน้า แต่ก่อนเข้าถึงลำบากอาคารลำบาก ทีมภูมิสถาปนิกจึงออกแบบ Deck ไม้เชื่อมต่อพื้นที่ทั้งสองส่วนเสียเลย ส่วนพื้นด้านนอกทั้งหมดก็ปรับระดับเสียใหม่ เพราะพื้นเดิมไม่เรียบเสมอกัน เนื่องจากทรุดโทรมไปตามสภาพและอายุการใช้งาน ตอนนี้ทุกพื้นที่ของห้องสมุดเชื่อมต่อถึงกัน และเป็น Handicap Accessibility หรือพื้นที่ๆ ได้รับการออกแบบให้ผู้พิการหรือผู้ใช้รถเข็นสามารถเข้าถึงได้ด้วย

หากเทียบกับถนนด้านนอกจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าระดับถนนสูงกว่าระดับอาคารไปแล้ว เพราะถนนถูกถมให้สูงขึ้นอยู่เรื่อยๆ แต่อาคารตั้งอยู่ตรงนี้มาเกือบร้อยปีแล้ว เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระดับอาคารได้ ดังนั้น การป้องกันน้ำท่วมขังจึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ

หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่า Deck ไม้และระดับพื้นที่ทำใหม่นั้นสูงกว่าระดับพื้นดินเดิมอยู่ราว 30 ซม. เพื่อเป็นทางระบายน้ำ เพราะอาคารเก่าส่วนใหญ่จะมีตัวระบายน้ำอยู่โดยรอบอาคาร เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลลงไปสู่ถังเก็บน้ำใต้พื้นอาคาร และทำให้พื้นที่รอบอาคารแห้งอยู่ตลอดเวลา

ต้นกระทิง สารภีทะเล หางนกยูงฝรั่ง คือต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาห้องสมุดแห่งนี้มาเป็นเวลาหลายสิบปี แทบจะต้องแหงนหน้าจนสุดจึงจะสามารถมองเห็นเรือนยอดของต้นไม้เก่าแก่เหล่านี้ได้ ไม้ประดับที่ใช้ให้อารมณ์เขตร้อนแบบ Tropical ซึ่งเข้ากับรูปแบบอาคารเป็นอย่างดี

ความน่าสนใจในการจัดการสเปซด้านนอก คือการทำให้ความเขียวชอุ่ม และความเป็นโอเอซิสที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้กลางย่านสีลมของเนียลสัน เฮย์ส ยังคงอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่พอสำหรับจัดอีเวนต์ต่างๆ ที่ปกติห้องสมุดรับจัดเพื่อหาเงินเข้ามาจุนเจือทางสมาคม

5

แรกเริ่ม (ใหม่)

สมาคมห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร ในการหาทุนเพื่อนำมาใช้บริหารจัดการค่าใช้จ่ายส่วนต่างๆ ของห้องสมุด จึงมาจากการรับสมัครสมาชิก การระดมทุน การรับบริจาค และการจัดกิจกรรมต่างๆ

นลินอธิบายว่า นอกจากให้เช่าพื้นที่จัดอีเวนต์แล้ว สมัยก่อนที่นี่เปิดให้เช่าเป็นพื้นที่ถ่ายละครและภาพยนตร์ แต่ตอนนี้จำเป็นต้องยกเลิกไป เนื่องจากอุปกรณ์ในกองถ่ายละครมีน้ำหนักมาก ทำให้พื้นไม้ได้รับความเสียหาย แต่ถ้าเป็นการถ่ายทำภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวขนาดเล็ก ก็ยังคงเปิดให้เช่าพื้นที่อยู่

ความท้าทายในอนาคตของเนียลสัน เฮย์ส อย่างที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันแวดวงคนรักการอ่านหนังสือนั้นย่อเล็กลงอย่างรวดเร็ว ห้องสมุดจึงไม่สามารถจะดำรงความเป็นห้องสมุดเพียงอย่างเดียวได้

ต้องเป็นมากกว่าห้องสมุด… 

เนียลสัน เฮย์ส วางหมุดหมายไว้ว่า อยากเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนย่านบางรัก และเป็นพื้นที่ให้คนไทยได้เข้ามาเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้มากขึ้นผ่านคลังหนังสือภาษาอังกฤษนับหมื่นเล่มและกิจกรรมมากมายที่จะจัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี  

ปัญหาที่นลินตระหนักคือ สมัยก่อนกิจกรรมแทบทุกอย่างของเนียลสัน เฮย์ส เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เพราะมีจุดเริ่มต้นจากการเป็นพื้นที่ของกลุ่มชาวต่างชาติที่ย้ายมาทำงานในกรุงเทพฯ เลยอาจทำให้คนไทยที่ภาษาอังกฤษไม่คล่องแคล่วนักกริ่งเกรงที่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับทางห้องสมุด

แผนในอนาคตของเนียลสัน เฮย์ส คือ การปรับกิจกรรมและการสื่อสารเป็นระบบ 2 ภาษา คืออังกฤษและไทย เพื่อเปิดกว้างให้คนไทยกล้าเข้ามาร่วมกิจกรรมด้วยกันมากขึ้น และถือเป็นการฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษไปด้วยในตัว

‘การอ่าน การเขียน การเรียนภาษาอังกฤษ’ คือแกนหลักที่จะถูกแตกออกไปเป็นกิจกรรมต่างๆ ของเนียลสัน เฮย์ส  เช่น กิจกรรมบรรยายประวัติศาสตร์ที่เน้นแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็น กิจกรรมอ่านนิทานภาษาอังกฤษให้เด็กเล็กที่ห้องสมุดทำติดต่อกันมานานแล้ว

ในปีนี้จะมีกิจกรรมใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาอีก เช่น เวิร์กช็อปสอนทักษะการเขียนบทความภาษาอังกฤษ รวมถึงสนับสนุนและเปิดพื้นที่ให้อย่างเต็มที่สำหรับผู้ที่อยากโชว์ผลงานด้านศิลปะทุกแขนง เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับเชื่อมต่อผู้คนเข้าหากัน และเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมสำหรับชุมชน

…ให้ห้องสมุดไม่เป็นเพียงแค่ห้องสมุดอีกต่อไป

Neilson Hays Library

ที่อยู่ : 195 ถนนสุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500

เวลาเปิดทำการ : วันอังคาร-วันอาทิตย์ 09.30 – 17.00 น ปิดวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

รายละเอียดการเข้าใช้ : สามารถเข้าชมบริเวณโดยรอบห้องสมุดได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่หากต้องการเข้าชมภายในห้องสมุด จะมีค่าบำรุงห้องสมุด 100 บาทต่อท่านในกรณีที่ไม่ใช่สมาชิก หรือจะเข้าไปนั่งคาเฟ่ที่เสิร์ฟกาแฟและขนมอร่อยๆ จาก British Club ด้วยก็ได้

Website : neilsonhayslibrary.org

Facebook : Neilson Hays Library

 

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load