Ignacy Jan Paderewski นักเปียโนชาวโปแลนด์ พูดเอาไว้ว่า “I can’t imagine a genuinely happy home without music in it” (เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าบ้านที่ไร้เสียงเพลงจะเป็นบ้านแสนสุขจริงๆ ได้อย่างไร)

เห็นจะจริง

หลายเดือนก่อนหน้านัดหมาย เพลง-ต้องตา และ ป้อง-ปกป้อง จิตดี สองพี่น้องแห่งวง Plastic Plastic เราดูมิวสิกวีดีโอเพลงฮัม (Hum) และได้ยินว่าทั้งคู่ใช้สตูดิโอหลังใหม่ถ่ายทำบางฉากในเอ็มวีกันเอง แค่เห็นเปียโนหลังเขื่องบนพรมสีแดงข้างกันมีโคมไฟสูงและแจกันต้นไม้แสนมินิมัล บนโซฟาสีดำสนิทมีบันไดไม้พาดขึ้นคล้ายจะมีเตียงนอนชั้นลอย ก็อยากเยี่ยมบ้านพวกเขาทันที 

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic, เพลง-ต้องตา และ ป้อง-ปกป้อง จิตดี

เพราะเชื่อว่า บ้านเพลงหลังนี้คงจะธรรมดาเป็นพิเศษ

เดินเท้าไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้า ทะลุผ่านร้านอาหารบ้านก้ามปู โรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ จนเจอบ้านจั่วสีขาวหลังเล็ก คือสตูดิโอทำเพลงของทั้งคู่ ต้องตาและปกป้องเดินออกมาต้อนรับด้วยท่าทีสดใส ก่อนนั่งลงตรงข้าม แล้วเริ่มต้นเล่าเรื่องบ้านหลังนี้ให้ฟัง

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

บ้านที่พี่ชายออกแบบ

สองพี่น้องโดดเด่นในวงการเพลงสายอินดี้ป๊อบ มากกว่า 6 ปี จากแนวเพลงฟังสบายที่เลือกใช้ซาวด์ดนตรียุค 50 – 60 ผ่านท่วงทำนองสว่างไสวจากเครื่องดนตรีเพียง 2 ชิ้น คือเปียโนและกีตาร์ สร้างสรรค์แนวเพลงของตัวเองอย่างมีเอกลักษณ์ บวกกับเสียงใสๆ ของต้องตา หลับตาฟังยังรู้ว่านี่คือ Plastic Plastic ไม่ผิดแน่

ก่อนมีสตูดิโอหลังนี้ พวกเขาทำเพลงกันในบ้านหลังเดิมของครอบครัวอยู่แล้ว แต่พักหลังมีแขกมาเยี่ยมเยือนบ่อย ทั้งที่แวะเข้ามาอัดเพลง มาทำเพลง ทั้งคู่คิดตรงกันว่าอยากจะขยับขยายพื้นที่แยกความส่วนตัว ซึ่งบ้าน 1 ใน 5 หลังที่อยู่ในบริเวณนี้และไม่มีคนอยู่มานานก็ถูกทั้งคู่หมายตา

มีห้องรับแขกอย่างเป็นสัดส่วน และมีห้องทำเพลงที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ ให้พอดีกับพื้นที่ คือโจทย์แรกที่ทั้งคู่คิด

“บ้านหลังนี้เป็นบ้านยุค 90 อายุน่าจะสามสิบปีได้ ผมไม่ได้ออกแบบให้สำเร็จตั้งแต่ต้นนะ คือลองไปเรื่อยๆ อย่างช่องนี้ ลองเจาะดูมั้ย หรือ เฮ้ย ไม่ได้ว่ะ ต้องเว้นตรงนี้ไว้ ไม่ได้คิดแต่แรกว่า เฮ้ย ต้องมีไฟตรงนี้ ช่วงที่ใกล้เสร็จ ใกล้จะทำไฟค่อยมาคิดกันว่า เราจะยังไง คือผมก็ไม่เคยทำบ้านเองแบบจริงๆ”

แม้จะพูดอย่างถ่อมตน อีกบทบาทหนึ่งก่อนหน้าของพี่ปกป้องคือนักเรียนสถาปัตย์ที่เป็นสถาปนิกอาชีพอยู่หลายปี ก่อนเปลี่ยนปากกาเขียนแบบมาเขียนเพลงอย่างเต็มตัว

บ้านสองชั้นพื้นที่ 64 ตารางเมตรหลังนี้ถูกออกแบบอย่างเรียบง่าย ตามพื้นที่จริงที่มีอยู่และรบกวนโครงสร้างเดิมให้น้อยที่สุด ส่วนกำแพงทึบก็เจาะช่องกระจกให้มากที่สุด เพื่อดึงแสงธรรมชาติเข้าสู่ตัวบ้าน และเป็นการเปิดให้แสงเงาเข้ามาในเวลาที่ใช่ โดยเฉพาะช่วงบ่ายแก่ที่แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านมูลี่ ยิ่งสร้างท่วงทำนองพิเศษให้บริเวณนี้ตามจังหวะของแสง

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

เมื่อทุบกำแพงกั้นห้องชั้นล่างออกทั้งหมด บันไดจึงตระหง่านอยู่กลางบ้าน ปกป้องเลือกถอดราวกันตกออกเพื่อให้บ้านดูโปร่งโล่ง และไม่รบกวนสายตาขณะนั่งตรงโซฟาส่วนรับแขกแล้วมองออกไปยังหน้าประตูบ้าน

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

“พอดีคุณตาเป็นสถาปนิกด้วย ที่ออกแบบเลยได้อิทธิพลอะไรมาจากเขานิดนึงว่า การทำบ้านต้องทำให้โปร่ง เพราะบ้านทุกหลังที่นี่โปร่งหมดเลย รอบๆ เป็นกระจก มีมุ้งลวดเยอะๆ ” น้องสาวเล่าเสริม

เกือบลืมเล่าถึงทางเข้าบ้านแสนน่ารักนี้ ขวามือเป็นบาร์ขนาดเล็กพอให้วางเครื่องชงกาแฟสีสวย ด้านหลังมีชั้นวางแก้วเซรามิกเรียงเต็มผนัง ด้านหน้ามีบาร์นั่งติดช่องหน้าต่างบานกลมไว้มองลอดออกไปยังสนามเด็กเล่น

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

มุมคาเฟ่นี้ ทั้งคู่เอ่ยปากว่าเตรียมไว้สำหรับชงกาแฟรับแขก แต่เพลงแอบกระซิบเราว่า เธอเผื่อพื้นที่ไว้สำหรับแผนในอนาคตอย่างเวิร์กช็อปหรือบางอย่างที่เธอกำลังคิดอยากทำเพิ่ม 

ขึ้นไปบนชั้นสอง แบ่งเป็นห้องอัดเสียงและห้องสำหรับทำงาน ส่วนอีกห้องเป็นห้องเก็บของที่เจ้าตัวบอกว่าไม่มีไม่ได้ ‘เอาไว้ซ่อนของรกๆ’ ผู้น้องว่าอย่างนั้น ก่อนพากันหัวเราะร่วน

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

“หลักๆ คืออยากให้มันฟีลเหมือนเด็กเล่น มีเตียงอะไรข้างบนให้มันดูสนุกครับ ไม่อยากให้มันดูจริงจัง แบบ โหย ห้องอัด” ปกป้องเล่าพลางเปิดประตูให้เราเข้าไปดูข้างใน 

สตูดิโอที่แคร์การมองเห็นวิวมากกว่าเสียง

ห้องอัดเสียงส่วนใหญ่ที่เราเคยเห็นมักเป็นห้องทึบ เจาะช่องกระจกเล็กๆ ตรงกัน เพื่อเอาไว้สื่อสารกับนักร้องที่อยู่อีกห้อง แต่ที่จิตดีสตูดิโอ เขาเจาะช่องกระจกนั้นให้หันหน้าออกทางวิวนอกบ้านที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ รวมถึงแทนที่ผนังด้วยกระจกบานใหญ่รอบด้าน 

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic
เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

“จริงๆ มันเรื่องเสียงอะคูสติกที่ต้องกังวลครับ” ปกป้องรีบเอ่ย เมื่อเห็นเราทำสีหน้าสงสัย 

“แต่ว่าเราไม่ได้ทำห้องอัดแบบจริงจังมากขนาดนั้น คือเกือบจริงจัง เราเลยต้องบริหารระหว่างความโปร่งกับความอะคูสติก ซึ่งถ้าเอาแบบเสียงดีมาก อะคูสติกจัด มันก็ต้องทึบไปเลย แต่เราอยากได้บรรยากาศด้วยครับ” เขารีบต่อบทสนทนา

“อีกอย่าง ผมจะทำงานคนเดียวมากกว่า ปกติห้องอัดเขาจะอัดเสียงนักร้องทุกวัน แต่ผมแทบจะแบบอัดร้องประมาณสิบเปอร์เซ็นต์ ก็คือตามการใช้งานครับ ก็เลยหันออกดีกว่า

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

“ส่วนห้องข้างนอกเอาไว้ทำงานที่ไม่ต้องกันเสียงอะไร เน้นความครีเอทีฟมากกว่า เลยเอาบรรยากาศก่อน” ปกป้องเล่าพลางพาเดินไปเปิดประตูระเบียง ที่เขาตั้งใจเก็บเอาไว้ เผื่อแดดร่มลมตกก็ออกไปนั่งมองร่มไม้ คิดอะไรเล่นๆ 

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

สตูดิโอที่แชร์พื้นที่กับโรงเรียน

การเติบโตในบ้านท่ามกลางโรงเรียนอนุบาล ทำให้พวกเขาผูกพันกับที่นี่เป็นพิเศษ และไม่ลังเลถ้าต้องเลือกทุบกำแพงบ้านออกเพื่อเชื่อมโรงเรียน สนามเด็กเล่น และโฮมสตูดิโอของเขาไว้ด้วยกัน

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

แก้ปัญหาความสูงต่ำของพื้นที่โรงเรียนกับตัวบ้านและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน ด้วยการทำขั้นบันไดที่ควบหน้าที่เป็นสแตนด์สำหรับนั่งทำกิจกรรม ฝีมือคุณตา

แบ่งพื้นที่ใต้ถุนบ้านเป็นห้องเรียนวิชาคุกกิ้ง ออกแบบบ้านต้นไม้ที่มีสไลเดอร์ มีเชือกสำหรับไต่และมือจับปีนผา รวมถึงของเล่นในสนาม ฝีมือปกป้อง

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

ช่วยคุณแม่บริหารโรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ ฝีมือต้องตา

“แล้วเด็กๆ เขาเรียนอะไรกัน ทำไมดูน่าสนุก” เราถามเธอ

จริงๆ มันไม่เชิงเป็น วิชานะ แต่จะเรียนไม่เหมือนกันเลยแต่ละห้อง อย่างเช่นถ้าเด็กห้องนี้กำลังสนใจเรื่องผีเสื้อก็จะเอาเรื่องผีเสื้อมาเรียนให้เป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือคณิตศาสตร์ คือเอาเรื่องนั้นมาทำให้เป็นทุกวิชาได้” เธอตอบ 

ฟังแล้วก็น่าสนุกจริงๆ เพราะนอกจากวิชาศิลปะและยังมีวิชาดนตรีที่เป็นกึ่งกิจกรรมกึ่งดนตรี ที่เรียกว่า Orff Schulwerk คือเน้นให้เด็กได้มีพัฒนาการทางอารมณ์ เน้นการเคลื่อนไหว เน้นการเข้าใจจังหวะ รวมถึงกิจกรรมน่ารักที่เสริมพัฒนาการทุกส่วนของน้องๆ ไปพร้อมกับการเล่นสนุก อย่างการแสดงออกบนเวที การพับดอกบัว การทำปุ๋ยหมักในคลาส Global Warming 

แน่นอนว่าทั้งสองพี่น้องผ่านการเป็นนักเรียนอนุบาลตัวน้อยที่นี่

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

เริ่มที่บ้าน จบที่บ้าน

เติบโต ร่ำเรียน (อนุบาล) และทำงาน ชีวิตของทั้งคู่วนเวียนอยู่กับบ้านไม่ห่างไปไหน 

“เพราะว่าเป็นคนชอบอยู่บ้าน เลยส่งผลต่อการทำเพลงด้วยหรือเปล่า” เราเอ่ยขึ้นหลังเดินเข้าออก สำรวจมุมโน้นมุมนี้

“ด้วยนะ คือเป็นคนชอบอยู่บ้านด้วย แล้วก็…” น้องสาวว่า

แล้วก็ชอบไม่อยู่บ้าน (หัวเราะ)” พี่ชายเสริมทับทันที

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

“อย่างอัลบั้ม Stay at home เราจบงานที่บ้านด้วยแหละ เลยรู้สึกว่าเป็นอัลบั้มที่ทำที่บ้านจริงๆ

“ส่วนมากเราหยิบเรื่องใกล้ตัวมาแต่งเพลง เป็นเรื่องในบ้านก็เยอะ มีเพลง เปิดประตู ที่ร้องว่า ‘มาเปิดประตูให้ฉันที ไม่รู้วันนี้กุญแจหล่นไปรึเปล่า’ คือเล่าจริงที่ตอนนั้นเข้าบ้านไม่ได้ เพราะกลับบ้านดึก ทุกคนนอนหมดแล้วจนต้องปีนหน้าต่างขึ้นห้อง ก็เลยเอามาเล่าเป็นเพลง ส่วนเรื่องหยิบแฮม (เพลงหยิบแฮมเป็นแผ่นที่หก) มันก็คือเรื่องในห้องครัว ในบ้าน” ต้องตาพูดต่อด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

“เวลาทำเพลงจะพยายามให้มันจบที่บ้าน เป็นแบบนี้มาตั้งแต่มัธยม ถ้าคนอื่นที่เล่นดนตรีแต่ไม่ทำเพลงเองก็จะไปห้องซ้อม แต่เขาชอบศึกษาด้วยตัวเอง ฝึกอัดเองอะไรเอง พอศึกษาเรื่อยๆ ก็แบบเราทำเองได้” ปกป้องเล่าพลางนึกย้อนไปถึงช่วงเวลานั้น

นับตั้งแต่เพลงแรก จนถึงเพลงล่าสุด ทั้งคู่ทำเพลงเองที่บ้านทุกกระบวนการ จนลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า การทำงานอยู่ที่บ้านนั้นดีกว่าเยอะ 

“มันชิน ทำนานแค่ไหนก็ได้ ทำเมื่อไหร่ก็ได้…” น้องสาวว่า

“แล้วก็ไม่ทำก็ได้ (หัวเราะ)” พี่ชายรีบเสริมทับ (อีกครั้ง)

ยิ่งช่วงนี้ทั้งคู่สนุกกับการทดลองจับนู่น ผสมนี่ เพื่อแต่งสตูดิโอของตัวเองไปด้วย ก็ยิ่งทำให้พวกเขาหลงบ้านตัวเองจนไม่อยากออกไปไหน

ไม่ใช่แค่พวกเขา เราเองยังแอบตกหลุมรักสตูดิโอหลังนี้เข้าเสียแล้ว

ก่อนกลับเราร่ำลากันด้วยประโยคติดตลกของปกป้อง “รู้สึกเป็นบุญมาก ที่ทำงานอยู่ที่บ้านได้ (หัวเราะ)”

เห็นจะจริง

การได้อยู่ในบ้านที่มีเสียงเพลงคอยเติมความสุข เติมชีวิตชีวาให้ไม่เงียบเหงา มีเสียงหัวเราะสนุกสนานของเด็กๆ คลอเบาๆ ไปกับทำนองของเครื่องดนตรี กลายเป็นเมโลดี้ที่ฟังเพลินไปอีกแบบ

ก็เป็นบุญ อย่างที่เขาว่านั่นแหละ

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

หลาย ๆ คนอาจมีภาพจำว่า ‘บ้านต่างจังหวัด’ ต้องมีหน้าตาคล้ายบ้านไม้เก่า ๆ เป็นบ้านที่รายล้อมไปด้วยสวนผลไม้ หรือเป็นบ้านความทรงจำในวัยเด็ก บ้านเกิด ที่ที่เราชอบไปปั่นจักรยาน ซึ่งแต่ละคนก็มีภาพที่แตกต่างกันออกไป

ยังมีสิ่งหนึ่ง เมื่อเราใช้ความรู้สึกนึกถึงบ้านต่างจังหวัด เราจะรู้สึกถึง ‘ความสบายใจ’ สบายใจที่จะพัก สบายใจที่จะใช้เวลาดื่มด่ำและซึมซับบรรยากาศ ณ ห้วงเวลา ณ สถานที่แห่งนั้น  

น่าสนใจ ที่ว่าเพราะอะไร ทำไมผู้คนถึงรู้สึกสบายใจ เมื่อได้ (กลับ) ไปบ้านต่างจังหวัด อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนหวนนึกถึง คนรักที่อยู่ที่นั่น ? ต้นมะขามหวานข้างบ้าน ? ผู้คน ? ธรรมชาติแถวนั้น ? อาหารที่นั่นอร่อย ? หรือห้อง พื้นที่แบบนั้นที่ชอบไปนั่ง ?

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

อาจมีหลายสิ่งหลายอย่างอยู่รวมกันจนแยกไม่ออก เลยเรียกเหมารวม ๆ กันว่า เป็น ‘ความสัมพันธ์’ ของพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติแถวนั้น และดึงดูดผู้คนให้มาอยู่ร่วมกัน ดังนั้นบ้านต่างจังหวัด อาจไม่ต้องเป็นบ้านเก่า บ้านไม้ หรือไม่ต้องมีพื้นฐานของการเติบโตจากที่นั่น แต่อาจหมายถึงสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ ชุมชน หรือเมือง ที่มีความเอื้ออาทรให้แก่กัน และเกิดความรู้สึกว่าเป็นบ้านให้แก่กัน

เราทำงานหนักอยู่ในเมืองใหญ่ จนบางทีเราอาจหลงลืมอะไรไปบางอย่าง หรือรู้สึกสูญเสียตัวตน ความรู้สึกเหล่านี้ถูกยึดโยงรวมกัน และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เราเหนื่อยล้า เริ่มโหยหาอยากกลับมาสู่ บ้านในใจเรา พื้นที่ปลอดภัย ที่ทำให้เราหวนคิดถึง อยากจะกลับไปพักกาย พักใจ ให้เป็นอิสระ

คงจะดีไม่น้อย ถ้าเราได้เจอบ้านที่รู้สึกพอดีกับตัวเรา หากได้มีเวลารู้จักตัวเอง ทำความเข้าใจกับความต้องการของตัวเอง เราอาจจะเจอคำตอบในใจว่าท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ต้องการอาจไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ แต่เป็นบ้านที่เรามีความสุขในการเลือกพื้นที่ที่อยากอยู่ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสิ่งรอบตัว

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

บ้านที่เป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจ ช่วยรักษา ฟื้นฟู และเติบโตไปด้วยกัน

เดิมที เต้ย-ทรงชัย ทองผาสุข เป็นคนจังหวัดพังงา ซึ่งในช่วงชีวิตการทำงานคงคล้ายกับใครหลายคน ที่ได้ทำงานในเมืองใหญ่ ผ่านการพบเจอเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ทั้งความสุข ทุกข์ทางจิตใจ ความยากลำบากและเหนื่อยล้าจากการทำงานในเมืองใหญ่ ทำให้เต้ยเลือกมาทำงานที่เชียงใหม่ และได้มาเป็นสถาปนิกในใจบ้านสตูดิโอ

เมืองเชียงใหม่ที่เป็นเหมือนบ้านหลังใหญ่ แม้ไม่ใช่เมืองเกิด แต่ความรู้สึกที่ได้รับการเยียวยา ความเอื้ออาทร ความสัมพันธ์จากทั้งผู้คนและธรรมชาติที่โอบอุ้มไว้ ทำให้เต้ยเลือกอยู่ที่นี่ ซึ่งในบางทีไม่ต้องใช้เหตุผลอะไรมากมายในการอธิบาย นอกจาก ‘ความสบายใจ’

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ในช่วงแรกของการออกแบบบ้าน เต้ยทำความเข้าใจกับตัวเองผ่านสัญชาตญาณ 

“จุดที่จับสัญชาตญาณของตัวเองได้ คือช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจ เราชอบความคิดตอนนั้นที่สุด เพราะรู้สึกว่ามัน Pure มาก” เต้ยเริ่มต้นเล่า

สิ่งที่เขาต้องการ ข้อแรก คือการกลับไปยังจุดเริ่มต้นของความสะดวกสบาย ข้อสอง ประยุกต์กับวัสดุหาได้ง่ายในท้องที่ นั่นเป็นภาพใหญ่ให้กับการออกแบบบ้านหลังนี้ และข้อสาม มีเฉพาะพื้นที่ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย โดยปรุงแต่งจากภายนอกให้น้อยที่สุด ซึ่งทั้งหมดก็เป็นไปในแบบที่เต้ยต้องการ และมีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ใจบ้านหลังนี้

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ส่วนโจทย์เพิ่มเติมที่ช่วยเหลาความคิดตอนออกแบบ คือสถาปนิกหนุ่มต้องการปลูกบ้านด้วยตัวเองให้มากที่สุด เพื่อเรียนรู้และทดลองรายละเอียดที่อยากใช้ต่อไปกับบ้านของตัวเอง ซึ่งสัมพันธ์กับเงื่อนไขการประหยัดงบประมาณในการก่อสร้าง โครงสร้างบ้านจึงทำให้ง่ายต่อการเข้าใจและก่อสร้าง อย่างระบบ ‘Modular’ ที่ก่อสร้างตามขนาดและสัดส่วนของวัสดุ เห็นได้จากระยะแผ่นพื้นเรียงตัวกันพอดีตามขนาดของวัสดุ (1.2 x 2.4 เมตร) เหลือเศษตัดที่จะกลายเป็นขยะก่อสร้างให้น้อยที่สุด (ซึ่งดีต่อใจของเต้ยเองด้วย)

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่
บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

มุมที่สะท้อนความเป็นตัวตนของบ้านและผู้อยู่

เมื่อเริ่มปลูกอาณาจักรส่วนตัวในมุมต่าง ๆ ของพื้นที่ ทั้งภายในและภายนอกบ้าน เราจึงได้เห็นตัวตนและจิตวิญญาณของเต้ยผ่านมุมเหล่านี้

อย่างมุมโปรด ‘แม่เตาไฟ’ พื้นที่หัวใจของบ้าน ซึ่งรวมทุกกิจกรรมความสัมพันธ์ของทุกสิ่งไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเวลาย่างปลากินข้าวกับเพื่อน นอนดูทีวี เล่นกับเควิน บักกี้ สองแมวลูกรัก ชงชายามเช้า หรือแม้แต่เสื่อไม้ไผ่สาน ที่ป้านักทำเสื่อก็มาสานมาให้ถึงบ้าน ราวกับพลังงานจากแม่เตาไฟได้แผ่และดึงดูดผู้คนให้เกิดเรื่องราวรอบ ๆ

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ส่วนระเบียงชา พื้นที่ใต้ชายคาภายนอก เกิดจากการออกแบบร่นระยะเสาให้เข้าไปภายในอาคาร เกิดเป็นพื้นที่ว่าง และบริเวณนี้เอง เต้ยยังได้แรงบันดาลใจมาจากซีนในหนังเรื่อง Little Forest: Summer/Autumn (2014) ที่นางเอกชอบมานั่งกินขนมตรงระเบียงหน้าบ้าน

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่
บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

ยังมีมุมอื่น ๆ อีก หลายจุดที่มีที่มาที่ไปจากหนังแนวที่เจ้าของบ้านหนุ่มชอบ อย่างช่องเก็บของใต้พื้นอันนี้ ที่เรายกนิ้วแจ๋วให้ มาจากเรื่อง Mortal Kombat (2021) ที่พระเอกเอาลูกไปซ่อน เขามาดัดแปลงเป็นที่เก็บของ บางช่องทำเป็นตู้เย็นฝังดินไว้เก็บอาหารแบบไม่ง้อไฟฟ้า ซึ่งในช่วงฤดูหนาว ถ้าใครได้แวะมาเยี่ยมบ้านเต้ย จะได้ชิมเหล้าบ๊วยที่ดองผ่านตู้เย็นนี้แน่นอน

บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับตัวตนสถาปนิกหนุ่มใต้ ผู้ย้ายมาปลูกบ้านตามฉากหนังอยู่เชียงใหม่

หนังที่ใช่ยังต่อเนื่องไปถึงรูปร่างหน้าตาของบ้านและสวนข้างนอก เต้ยชอบดูหนังแนวเอาชีวิตรอด หนังสยองขวัญที่มักมีฉาก Cabin ร้าง ซ่อนตัวอยู่ในป่า แลดูไม่มีคนอยู่ แต่ถ้าแอบมองเข้าไปก็จะเห็นแสงสว่างจากเตาไฟอยู่ในนั้น และใช่! คุณเดาไม่ผิด หลังคาบ้านของเขาเลยเป็นทรงจั่วที่กดชายคาต่ำลงเล็กน้อย เพื่อให้ดูคล้ายกระท่อม และเป็นกิมมิกทำให้คนที่เข้าไปข้างในต้องก้มหัวทักทายบ้านก่อน

เต้ยได้เล่าต่อว่า “ทำบ้านให้เหมือนหนังที่ชอบ สนุกดี” เหมือนตัวตนของผู้อยู่ก็คือตัวตนของบ้าน โดยสื่อสารผ่านพื้นที่ ข้าวของเครื่องใช้ อาหารการกิน หรือแม้แต่ความรู้สึก ซึ่งเป็นด้านที่ต้องใช้ ‘ใจ’ เท่านั้น จึงมองเห็น

ต้องเข้ามาอยู่ก่อน ถ้าไม่ได้ใช้ จะนึกไม่ออก

นี่เป็นคำบอกเล่าของเต้ยที่พูดถึงการจัดข้าวของต่าง ๆ ในบ้าน ถ้ามองให้ลึกละเอียดลงไปในเครื่องใช้สารพันอันละสิ่ง จะเห็นได้ว่าเจ้าของบ้านนั้น ๆ เป็นคนยังไง อย่างห้องครัวที่ห้อยแขวนหม้อกระทะ ชั้นเก็บจานชามใบเล็ก ๆ ตาข่ายเก็บของแห้ง จังหวะและระยะการจัดเรียงของเหล่านี้ เลยเป็นสิ่งบ่งบอกนิสัยเจ้าของบ้านโดยไม่ต้องเอ่ยถาม

 “เราชอบทำกับข้าว ติดมาตั้งแต่เด็ก ทำกับข้าวแล้วนึกถึงแม่” นั่นไง เขาตอบคำถามทางสายตาของเราแล้ว

ความชอบอาหารการกินนี้ก็นำไปสู่พื้นที่ภายนอกบ้าน อย่างแปลงผักสวนครัว เลือกปลูกเฉพาะผักที่อยากกินและปลอดสารพิษ แล้วก็ยังมีสวนโซนป่าเล็ก ๆ มีทั้งต้นไม้เดิมและต้นไม้เพิ่มเติม อย่างต้นฝ้าย ออกดอกเป็นขนปุยนุ่มสีขาว เอาไปทำไส้หมอนได้

ส่วนที่น่ารักมาก ๆ เห็นจะเป็นระบบการรดน้ำต้นไม้ที่ปล่อยให้ไหลไปตามร่องเล็ก ๆ ซึ่งขุดล้อมรอบต้นไม้ แบ่งเป็นเกาะเล็ก เกาะใหญ่ ให้ระดับของร่องน้ำเป็นตัวพาน้ำไปสู่ต้นไม้ (และแมว) 

เมื่ออยู่ ๆ ไป หนุ่มเชียงใหม่ (ใหม่) ก็รู้สึกว่าต้องมีขอบอาณาเขตบ่งบอกดินแดนให้กับตัวบ้านสักหน่อย เลยทำซุ้มประตูไม้หน้าบ้านกับ กนก-อดิศักดิ์ วัฒนะตันทะ เพื่อนยาก เป็นซุ้มประตูที่สัดส่วนและสเกลความสูง สอดคล้องกับเจ้าของบ้าน เวลาเดินผ่านเข้าไปจะเห็นอิฐเรียงเป็นแนวทางเดิน นำทางผู้มาเยือนสู่ตัวบ้าน โดยแนวอิฐจะสิ้นสุดที่ที่เจ้าตัวบอกว่ามันคือ ‘พื้นที่ Spirit ของบ้าน’ เสาตอม่อบ้านเก่าซึ่งรวบรวมหินก้อนเล็ก ก้อนใหญ่เอาไว้ และที่ต้องนำมารวมกันตอนก่อสร้างบ้าน เต้ยอธิบายไว้ว่า “อีกนัยหนึ่งเป็นเการเคารพพื้นที่ที่แต่ก่อนเคยเป็นมา”

มิตรภาพและความสัมพันธ์แบบบ้าน ๆ

เรื่องราวที่ฟังแล้วชวนอมยิ้ม ตั้งแต่วันแรกที่เต้ยมาดูที่ มีเพื่อนบ้านอย่างเจ้าชานมและชาดำ (หมาข้างบ้าน) วิ่งมาต้อนรับ กระดิกหางดีใจที่มีคนมา เขานึกในใจว่า “ถ้าได้มาอยู่ คงได้เจอกันอีกนะ” ซึ่งนับจากวันนั้นถึงวันนี้ เจ้าชานมและชาดำยังคงวิ่งมาต้อนรับเต้ยทุกครั้งหลังเลิกงานกลับมาบ้าน และได้มาเป็นลูกค้า VIP นอนที่ระเบียงชาหน้าบ้านทุกวัน เลยคุยกันติดตลกว่า ที่มาของชื่อ ‘ระเบียงชา’ คือเจ้าชานม ชาดำนี่แหละ และยังมีอีก 2 สหาย คือเควินและบักกี้ แมวสองศรีพี่น้องที่ชอบชวนกันออกไปเล่นสวนหน้าบ้าน เวลาชายหนุ่มรดน้ำต้นไม้หรือไปทำงาน

สำหรับเต้ย ที่นี่คือ ‘สถานที่สถิตวิญญาณ’ ที่ฝากเรื่องราวความทรงจำ ความสัมพันธ์ของผู้คนรอบตัว เมื่อไหร่ที่ได้มองในมุมนั้น ๆ ก็ทำให้หวนนึกถึง ทั้งพี่ช่างเหล็กที่ช่วยทำหลังคา พี่ ๆ น้อง ๆ ที่ทำงานผู้ช่วยกันทำผนังบ้าน เพื่อน ๆ ที่มาย่างปลากินด้วยกันรอบแม่เตาไฟ หรือป้าทำเสื่อที่มานั่งสานเสื่อให้ถึงบ้าน เจ้าเควิน-บักกี้ ที่คอยหาจังหวะแอบไปนอกบ้านผ่านช่องหน้าต่างห้องน้ำ 

ไม่ว่าความสัมพันธ์ของบ้าน จะเป็นผู้คน ต้นไม้ หรือว่าสัตว์เลี้ยง สิ่งเหล่านั้นเลยเป็นผู้มอบจิตวิญญาณให้แก่บ้าน เขากล่าวไว้

เราสร้างบ้าน บ้านก็สร้างเรา

ก่อนกลับ เต้ยเล่าเสริมอีกว่า “เราคิดว่าบ้านก็เหมือนคนคนหนึ่ง มีวัยเด็ก วัยแก่ ผุพังได้” ซึ่งถ้าจะให้เขาบอกอายุของบ้านหลังนี้ “ก็คงจะอายุเท่ากับเราในตอนนี้” เป็นบ้านที่เติบโตไปพร้อมกัน มีพื้นที่ว่าง ยืดหยุ่นพอให้ได้ต่อเติม ตกแต่ง หรือปรับเปลี่ยนได้ตามความชอบ ความสนใจ

นั่นจึงเป็นสิ่งที่พี่เต้ยได้เรียนรู้จากการปลูกบ้าน 

“เราสร้างบ้าน บ้านก็สร้างเรา”

 คำว่า ‘สร้าง’ ตรงนี้อาจไม่ได้แปลว่าก่อสร้าง แต่เป็น ‘สร้าง’ ที่แปลว่า ก่อให้เกิดตัวตน เมื่อมองในมุมที่เราไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้านายหรือเป็นใหญ่ในบ้าน แต่เป็นการมองว่าเราอยู่ร่วมกันกับบ้าน นี่เองที่ทำให้เต้ยได้เรียนรู้บางอย่างและปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับบ้าน อย่างเป็นไปในจังหวะทำนองเดียวกัน

และเป็นเพราะเต้ยเข้าใจตัวเอง เข้าใจบ้าน ตัวตนสถิต ณ ที่อยู่ เลยทำให้บ้านหลังนี้เกิดความสัมพันธ์อันแสนน่ารัก “บ้านจึงสุขใจที่ได้อยู่” เขาว่าอย่างนั้น

Writer

ธีรสุดา วิเชียรสรรค์

สถาปนิกอู้กำเมืองบ่จ้าง เป็นมือใหม่หัดเล่าเรื่อง ชอบเดินป่า และอยากใกล้ชิด รู้จักธรรมชาติผู้สร้างให้มากขึ้นเรื่อยๆ

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load