Ignacy Jan Paderewski นักเปียโนชาวโปแลนด์ พูดเอาไว้ว่า “I can’t imagine a genuinely happy home without music in it” (เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าบ้านที่ไร้เสียงเพลงจะเป็นบ้านแสนสุขจริงๆ ได้อย่างไร)

เห็นจะจริง

หลายเดือนก่อนหน้านัดหมาย เพลง-ต้องตา และ ป้อง-ปกป้อง จิตดี สองพี่น้องแห่งวง Plastic Plastic เราดูมิวสิกวีดีโอเพลงฮัม (Hum) และได้ยินว่าทั้งคู่ใช้สตูดิโอหลังใหม่ถ่ายทำบางฉากในเอ็มวีกันเอง แค่เห็นเปียโนหลังเขื่องบนพรมสีแดงข้างกันมีโคมไฟสูงและแจกันต้นไม้แสนมินิมัล บนโซฟาสีดำสนิทมีบันไดไม้พาดขึ้นคล้ายจะมีเตียงนอนชั้นลอย ก็อยากเยี่ยมบ้านพวกเขาทันที 

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic, เพลง-ต้องตา และ ป้อง-ปกป้อง จิตดี

เพราะเชื่อว่า บ้านเพลงหลังนี้คงจะธรรมดาเป็นพิเศษ

เดินเท้าไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้า ทะลุผ่านร้านอาหารบ้านก้ามปู โรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ จนเจอบ้านจั่วสีขาวหลังเล็ก คือสตูดิโอทำเพลงของทั้งคู่ ต้องตาและปกป้องเดินออกมาต้อนรับด้วยท่าทีสดใส ก่อนนั่งลงตรงข้าม แล้วเริ่มต้นเล่าเรื่องบ้านหลังนี้ให้ฟัง

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

บ้านที่พี่ชายออกแบบ

สองพี่น้องโดดเด่นในวงการเพลงสายอินดี้ป๊อบ มากกว่า 6 ปี จากแนวเพลงฟังสบายที่เลือกใช้ซาวด์ดนตรียุค 50 – 60 ผ่านท่วงทำนองสว่างไสวจากเครื่องดนตรีเพียง 2 ชิ้น คือเปียโนและกีตาร์ สร้างสรรค์แนวเพลงของตัวเองอย่างมีเอกลักษณ์ บวกกับเสียงใสๆ ของต้องตา หลับตาฟังยังรู้ว่านี่คือ Plastic Plastic ไม่ผิดแน่

ก่อนมีสตูดิโอหลังนี้ พวกเขาทำเพลงกันในบ้านหลังเดิมของครอบครัวอยู่แล้ว แต่พักหลังมีแขกมาเยี่ยมเยือนบ่อย ทั้งที่แวะเข้ามาอัดเพลง มาทำเพลง ทั้งคู่คิดตรงกันว่าอยากจะขยับขยายพื้นที่แยกความส่วนตัว ซึ่งบ้าน 1 ใน 5 หลังที่อยู่ในบริเวณนี้และไม่มีคนอยู่มานานก็ถูกทั้งคู่หมายตา

มีห้องรับแขกอย่างเป็นสัดส่วน และมีห้องทำเพลงที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ ให้พอดีกับพื้นที่ คือโจทย์แรกที่ทั้งคู่คิด

“บ้านหลังนี้เป็นบ้านยุค 90 อายุน่าจะสามสิบปีได้ ผมไม่ได้ออกแบบให้สำเร็จตั้งแต่ต้นนะ คือลองไปเรื่อยๆ อย่างช่องนี้ ลองเจาะดูมั้ย หรือ เฮ้ย ไม่ได้ว่ะ ต้องเว้นตรงนี้ไว้ ไม่ได้คิดแต่แรกว่า เฮ้ย ต้องมีไฟตรงนี้ ช่วงที่ใกล้เสร็จ ใกล้จะทำไฟค่อยมาคิดกันว่า เราจะยังไง คือผมก็ไม่เคยทำบ้านเองแบบจริงๆ”

แม้จะพูดอย่างถ่อมตน อีกบทบาทหนึ่งก่อนหน้าของพี่ปกป้องคือนักเรียนสถาปัตย์ที่เป็นสถาปนิกอาชีพอยู่หลายปี ก่อนเปลี่ยนปากกาเขียนแบบมาเขียนเพลงอย่างเต็มตัว

บ้านสองชั้นพื้นที่ 64 ตารางเมตรหลังนี้ถูกออกแบบอย่างเรียบง่าย ตามพื้นที่จริงที่มีอยู่และรบกวนโครงสร้างเดิมให้น้อยที่สุด ส่วนกำแพงทึบก็เจาะช่องกระจกให้มากที่สุด เพื่อดึงแสงธรรมชาติเข้าสู่ตัวบ้าน และเป็นการเปิดให้แสงเงาเข้ามาในเวลาที่ใช่ โดยเฉพาะช่วงบ่ายแก่ที่แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านมูลี่ ยิ่งสร้างท่วงทำนองพิเศษให้บริเวณนี้ตามจังหวะของแสง

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

เมื่อทุบกำแพงกั้นห้องชั้นล่างออกทั้งหมด บันไดจึงตระหง่านอยู่กลางบ้าน ปกป้องเลือกถอดราวกันตกออกเพื่อให้บ้านดูโปร่งโล่ง และไม่รบกวนสายตาขณะนั่งตรงโซฟาส่วนรับแขกแล้วมองออกไปยังหน้าประตูบ้าน

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

“พอดีคุณตาเป็นสถาปนิกด้วย ที่ออกแบบเลยได้อิทธิพลอะไรมาจากเขานิดนึงว่า การทำบ้านต้องทำให้โปร่ง เพราะบ้านทุกหลังที่นี่โปร่งหมดเลย รอบๆ เป็นกระจก มีมุ้งลวดเยอะๆ ” น้องสาวเล่าเสริม

เกือบลืมเล่าถึงทางเข้าบ้านแสนน่ารักนี้ ขวามือเป็นบาร์ขนาดเล็กพอให้วางเครื่องชงกาแฟสีสวย ด้านหลังมีชั้นวางแก้วเซรามิกเรียงเต็มผนัง ด้านหน้ามีบาร์นั่งติดช่องหน้าต่างบานกลมไว้มองลอดออกไปยังสนามเด็กเล่น

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

มุมคาเฟ่นี้ ทั้งคู่เอ่ยปากว่าเตรียมไว้สำหรับชงกาแฟรับแขก แต่เพลงแอบกระซิบเราว่า เธอเผื่อพื้นที่ไว้สำหรับแผนในอนาคตอย่างเวิร์กช็อปหรือบางอย่างที่เธอกำลังคิดอยากทำเพิ่ม 

ขึ้นไปบนชั้นสอง แบ่งเป็นห้องอัดเสียงและห้องสำหรับทำงาน ส่วนอีกห้องเป็นห้องเก็บของที่เจ้าตัวบอกว่าไม่มีไม่ได้ ‘เอาไว้ซ่อนของรกๆ’ ผู้น้องว่าอย่างนั้น ก่อนพากันหัวเราะร่วน

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

“หลักๆ คืออยากให้มันฟีลเหมือนเด็กเล่น มีเตียงอะไรข้างบนให้มันดูสนุกครับ ไม่อยากให้มันดูจริงจัง แบบ โหย ห้องอัด” ปกป้องเล่าพลางเปิดประตูให้เราเข้าไปดูข้างใน 

สตูดิโอที่แคร์การมองเห็นวิวมากกว่าเสียง

ห้องอัดเสียงส่วนใหญ่ที่เราเคยเห็นมักเป็นห้องทึบ เจาะช่องกระจกเล็กๆ ตรงกัน เพื่อเอาไว้สื่อสารกับนักร้องที่อยู่อีกห้อง แต่ที่จิตดีสตูดิโอ เขาเจาะช่องกระจกนั้นให้หันหน้าออกทางวิวนอกบ้านที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ รวมถึงแทนที่ผนังด้วยกระจกบานใหญ่รอบด้าน 

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic
เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

“จริงๆ มันเรื่องเสียงอะคูสติกที่ต้องกังวลครับ” ปกป้องรีบเอ่ย เมื่อเห็นเราทำสีหน้าสงสัย 

“แต่ว่าเราไม่ได้ทำห้องอัดแบบจริงจังมากขนาดนั้น คือเกือบจริงจัง เราเลยต้องบริหารระหว่างความโปร่งกับความอะคูสติก ซึ่งถ้าเอาแบบเสียงดีมาก อะคูสติกจัด มันก็ต้องทึบไปเลย แต่เราอยากได้บรรยากาศด้วยครับ” เขารีบต่อบทสนทนา

“อีกอย่าง ผมจะทำงานคนเดียวมากกว่า ปกติห้องอัดเขาจะอัดเสียงนักร้องทุกวัน แต่ผมแทบจะแบบอัดร้องประมาณสิบเปอร์เซ็นต์ ก็คือตามการใช้งานครับ ก็เลยหันออกดีกว่า

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

“ส่วนห้องข้างนอกเอาไว้ทำงานที่ไม่ต้องกันเสียงอะไร เน้นความครีเอทีฟมากกว่า เลยเอาบรรยากาศก่อน” ปกป้องเล่าพลางพาเดินไปเปิดประตูระเบียง ที่เขาตั้งใจเก็บเอาไว้ เผื่อแดดร่มลมตกก็ออกไปนั่งมองร่มไม้ คิดอะไรเล่นๆ 

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

สตูดิโอที่แชร์พื้นที่กับโรงเรียน

การเติบโตในบ้านท่ามกลางโรงเรียนอนุบาล ทำให้พวกเขาผูกพันกับที่นี่เป็นพิเศษ และไม่ลังเลถ้าต้องเลือกทุบกำแพงบ้านออกเพื่อเชื่อมโรงเรียน สนามเด็กเล่น และโฮมสตูดิโอของเขาไว้ด้วยกัน

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

แก้ปัญหาความสูงต่ำของพื้นที่โรงเรียนกับตัวบ้านและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน ด้วยการทำขั้นบันไดที่ควบหน้าที่เป็นสแตนด์สำหรับนั่งทำกิจกรรม ฝีมือคุณตา

แบ่งพื้นที่ใต้ถุนบ้านเป็นห้องเรียนวิชาคุกกิ้ง ออกแบบบ้านต้นไม้ที่มีสไลเดอร์ มีเชือกสำหรับไต่และมือจับปีนผา รวมถึงของเล่นในสนาม ฝีมือปกป้อง

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

ช่วยคุณแม่บริหารโรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ ฝีมือต้องตา

“แล้วเด็กๆ เขาเรียนอะไรกัน ทำไมดูน่าสนุก” เราถามเธอ

จริงๆ มันไม่เชิงเป็น วิชานะ แต่จะเรียนไม่เหมือนกันเลยแต่ละห้อง อย่างเช่นถ้าเด็กห้องนี้กำลังสนใจเรื่องผีเสื้อก็จะเอาเรื่องผีเสื้อมาเรียนให้เป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือคณิตศาสตร์ คือเอาเรื่องนั้นมาทำให้เป็นทุกวิชาได้” เธอตอบ 

ฟังแล้วก็น่าสนุกจริงๆ เพราะนอกจากวิชาศิลปะและยังมีวิชาดนตรีที่เป็นกึ่งกิจกรรมกึ่งดนตรี ที่เรียกว่า Orff Schulwerk คือเน้นให้เด็กได้มีพัฒนาการทางอารมณ์ เน้นการเคลื่อนไหว เน้นการเข้าใจจังหวะ รวมถึงกิจกรรมน่ารักที่เสริมพัฒนาการทุกส่วนของน้องๆ ไปพร้อมกับการเล่นสนุก อย่างการแสดงออกบนเวที การพับดอกบัว การทำปุ๋ยหมักในคลาส Global Warming 

แน่นอนว่าทั้งสองพี่น้องผ่านการเป็นนักเรียนอนุบาลตัวน้อยที่นี่

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

เริ่มที่บ้าน จบที่บ้าน

เติบโต ร่ำเรียน (อนุบาล) และทำงาน ชีวิตของทั้งคู่วนเวียนอยู่กับบ้านไม่ห่างไปไหน 

“เพราะว่าเป็นคนชอบอยู่บ้าน เลยส่งผลต่อการทำเพลงด้วยหรือเปล่า” เราเอ่ยขึ้นหลังเดินเข้าออก สำรวจมุมโน้นมุมนี้

“ด้วยนะ คือเป็นคนชอบอยู่บ้านด้วย แล้วก็…” น้องสาวว่า

แล้วก็ชอบไม่อยู่บ้าน (หัวเราะ)” พี่ชายเสริมทับทันที

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

“อย่างอัลบั้ม Stay at home เราจบงานที่บ้านด้วยแหละ เลยรู้สึกว่าเป็นอัลบั้มที่ทำที่บ้านจริงๆ

“ส่วนมากเราหยิบเรื่องใกล้ตัวมาแต่งเพลง เป็นเรื่องในบ้านก็เยอะ มีเพลง เปิดประตู ที่ร้องว่า ‘มาเปิดประตูให้ฉันที ไม่รู้วันนี้กุญแจหล่นไปรึเปล่า’ คือเล่าจริงที่ตอนนั้นเข้าบ้านไม่ได้ เพราะกลับบ้านดึก ทุกคนนอนหมดแล้วจนต้องปีนหน้าต่างขึ้นห้อง ก็เลยเอามาเล่าเป็นเพลง ส่วนเรื่องหยิบแฮม (เพลงหยิบแฮมเป็นแผ่นที่หก) มันก็คือเรื่องในห้องครัว ในบ้าน” ต้องตาพูดต่อด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

“เวลาทำเพลงจะพยายามให้มันจบที่บ้าน เป็นแบบนี้มาตั้งแต่มัธยม ถ้าคนอื่นที่เล่นดนตรีแต่ไม่ทำเพลงเองก็จะไปห้องซ้อม แต่เขาชอบศึกษาด้วยตัวเอง ฝึกอัดเองอะไรเอง พอศึกษาเรื่อยๆ ก็แบบเราทำเองได้” ปกป้องเล่าพลางนึกย้อนไปถึงช่วงเวลานั้น

นับตั้งแต่เพลงแรก จนถึงเพลงล่าสุด ทั้งคู่ทำเพลงเองที่บ้านทุกกระบวนการ จนลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า การทำงานอยู่ที่บ้านนั้นดีกว่าเยอะ 

“มันชิน ทำนานแค่ไหนก็ได้ ทำเมื่อไหร่ก็ได้…” น้องสาวว่า

“แล้วก็ไม่ทำก็ได้ (หัวเราะ)” พี่ชายรีบเสริมทับ (อีกครั้ง)

ยิ่งช่วงนี้ทั้งคู่สนุกกับการทดลองจับนู่น ผสมนี่ เพื่อแต่งสตูดิโอของตัวเองไปด้วย ก็ยิ่งทำให้พวกเขาหลงบ้านตัวเองจนไม่อยากออกไปไหน

ไม่ใช่แค่พวกเขา เราเองยังแอบตกหลุมรักสตูดิโอหลังนี้เข้าเสียแล้ว

ก่อนกลับเราร่ำลากันด้วยประโยคติดตลกของปกป้อง “รู้สึกเป็นบุญมาก ที่ทำงานอยู่ที่บ้านได้ (หัวเราะ)”

เห็นจะจริง

การได้อยู่ในบ้านที่มีเสียงเพลงคอยเติมความสุข เติมชีวิตชีวาให้ไม่เงียบเหงา มีเสียงหัวเราะสนุกสนานของเด็กๆ คลอเบาๆ ไปกับทำนองของเครื่องดนตรี กลายเป็นเมโลดี้ที่ฟังเพลินไปอีกแบบ

ก็เป็นบุญ อย่างที่เขาว่านั่นแหละ

เยี่ยมบ้านที่เป็นทั้งสตูดิโอทำเพลง โรงเรียนอนุบาล และร้านอาหารของสองพี่น้องวง Plastic Plastic

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

แมรี่ ป๊อปปิ้นส์ (Mary Poppins)

อูมปา ลูมปาส์ (Oompa Loompas)

The Sound of Music

อรุณธตี รอย

ชื่อด้านบนนี้ถูกพูดถึงในบทสนทนาเรื่องที่มาที่ไปของบ้านโพสิทีฟ ซึ่งเจ้าของบ้าน แอ-พนิดา พลบุตร เล่าแต่ละเรื่องด้วยน้ำเสียงแจ่มใส ขณะพาชมบ้านขนาดเล็กของเธอที่โอบล้อมด้วยแปลงกุหลาบและต้นไม้นานาชนิด ซึ่งทุกอย่างเป็นดอกไม้กินได้ อย่างทาร์รากอน ชบาเมเปิ้ล อัญชัน สายน้ำผึ้ง

เมื่อเดินผ่านแปลงดอกไม้ไปอีกฝั่งหนึ่ง เห็นอาคารปูนเปลือยทรงเหลี่ยมพร้อมโต๊ะใหญ่ใต้ระแนง นั่นคือสตูดิโอศิลปะ Artanyway ของเพื่อนสนิทที่คุณแอชักชวนมาสร้างใกล้ ๆ กัน 

ส่วนอีกฟากหนึ่งของถนนเป็นบ้านพี่สาวและสวนกุหลาบขนาดไม่เล็ก รวบรวมกุหลาบหลากสายพันธุ์เพื่อพัฒนาคอมบูฉะ ผลิตภัณฑ์อันเป็นต้นทางการสร้างบ้านหลังนี้ของเธอ เดินถัดไปไม่ไกลเป็นบึงน้ำขนาด 8 ไร่ที่มีสายลมพัดระรื่น ต้นไม้ใหญ่เอนชาย และนกเป็ดน้ำริมบึง

บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เธอตั้งใจออกแบบให้มีขนาดเล็กพอดีกับการอยู่และทำงาน เน้นพื้นที่สวนเป็นหลัก

“นี่เป็นบ้านของตัวเราโดยเฉพาะเลย เราอยากอยู่ยังไงก็ทำมันออกมา ไม่ใช่การฝันเอา แต่มาจากความประทับใจทีละเล็กทีละน้อย จากประสบการณ์ จากหนังที่เราดู เพลงที่เราฟัง หนังสือที่เราอ่าน เป็นจินตนาการตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วว่าเราอยากให้บ้านมีอะไร

บ้าน Positive : Home Studio กลางสวนดอกไม้จากฉากโปรดในหนังสือคนทำคอมบูฉะ

“เราชอบเรือนกระจกในหนัง The Sound of Music เราก็ทำกระจกโปร่งรอบบ้านเลย เราอยากให้บ้านมีไก่บอกทิศทางลมบนหลังคาแบบ แมรี่ ป๊อบปิ้นส์ เราอยากให้บ้านมีนาฬิกาคุคคูนะ เราก็หามาเติม เคาน์เตอร์ที่ทำงานต้มชา ต้มยา เราก็ให้ช่างวัดความสูงระดับที่พอดีกับเรา ไม่ใช่พอดีกับช่าง เราออกแบบให้บ้านโปร่ง มีต้นไม้ทุกมุม ทุกที่ โดยไม่ต้องยกเข้ายกออก เราเดินใส่รองเท้าไปทั่ว ๆ บ้านได้ไม่มีใครว่า พื้นบ้านเราเช็ดสะอาดได้ตลอดถึงแม้จะเดินสวมรองเท้าเข้ามา บ้านนี้คือที่ทำงานที่เราอยากทำเมื่อไหร่ก็ได้ อยู่ได้นาน ๆ ด้วยความสุข และห้องนอนเล็ก ๆ เราอยากได้เตียงสี่เสาและผ้าอินเดียอย่างนี้นะ สำหรับเราแล้วผ้าอินเดียมีกลิ่นของมัน กลิ่นที่จะไม่มีวันจางหาย กลิ่นนั้นมันหอมสำหรับเรา

บ้าน Positive : Home Studio กลางสวนดอกไม้จากฉากโปรดในหนังสือคนทำคอมบูฉะ
บ้าน Positive : Home Studio กลางสวนดอกไม้จากฉากโปรดในหนังสือคนทำคอมบูฉะ

“เราออกแบบอย่างที่ชอบ เลือกวัสดุเองทุกอย่าง สีเขียวของบ้านก็เลือกเอง เป็นคนชอบสีเขียวแบบนี้ ดูชุ่มชื่น สบายตา หรือแม้แต่สวนกุหลาบ ซุ้มกุหลาบของบ้านและอะไรก็ตามที่เก็บกินเองได้ นี่คือจินตนาการในวัยเด็กของเราที่กำลังดำเนินไป”

คุณแอบอกว่า แต่ละคนล้วนต้องการพื้นที่แห่งความสุข แต่ละคนอาจแตกต่าง บางคนอาจชอบอยู่คอนโดหรืออะไรก็ตาม สำหรับเธอแล้ว “เราชอบเดินบนพื้นดิน ชอบดอกไม้ ชอบสายลมเคลื่อนไหวที่มาจากธรรมชาติจริง ๆ เพราะฉะนั้น พื้นที่แห่งความสุขของเราหน้าตาเป็นแบบนี้”

บ้าน Positive : Home Studio กลางสวนดอกไม้จากฉากโปรดในหนังสือคนทำคอมบูฉะ

เพราะความช่างสังเกต ช่างสงสัย และตั้งคำถามตั้งแต่เด็ก ๆ จนเติบโต เธอจึงมักให้ความสำคัญกับรายละเอียดของชีวิต เธอบอกว่าถ้าไปเจออะไรสักอย่างที่ชอบ ก็จะคิดและมองให้เห็นว่าทำไมจึงเป็นอย่างนี้ คนสร้างงานเหล่านั้นเขาเติบโตมาอย่างไรจึงทำได้นะ เบื้องหลังการงานเหล่านั้นมาจากไหน ระหว่างพูดคุยเธอเอ่ยชื่นชม อรุณธตี รอย (Arundhati Roy) นักเขียนหญิงชาวอินเดียผู้เขียน เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็ก ๆ และ กระทรวงสุขสุด ๆ

“อย่าง อรุณธตี รอย พออ่านงานเธอแล้วเราก็ อุ๊ย! เขาเกิดมายังไง ทำไมเขียนงานออกมาได้เป็นเรื่องเป็นราวอย่างนี้ ชอบมาก อะไรอย่างนี้แหละค่ะที่พอเราเห็น เราชอบ เราก็จะคิดกับมันมาก และส่วนตัวก็ชอบฟังเพลงอินเดียและดูหนังอินเดียด้วย (หัวเราะ)” 

บ้าน Positive : Home Studio กลางสวนดอกไม้จากฉากโปรดในหนังสือคนทำคอมบูฉะ

มุมบ้านของเธอจึงเต็มไปด้วยของสะสม ทั้งใช้ในการทำงานและของโปรดปราน อย่างชั้นวางชาหลากหลายแหล่งที่มาที่ได้มาจากการเดินทาง หรือผนังที่ออกแบบให้เป็นชั้นวางแสดงผลงานถ้วยชาต่าง ๆ ทั้งงานปั้นมือของศิลปินเชียงใหม่และงานมือสองจากญี่ปุ่น ซึ่งเธอสัมผัสได้ถึงการส่งต่อเรื่องราวผ่านงานปั้นเหล่านั้น

บ้าน Positive : Home Studio กลางสวนดอกไม้จากฉากโปรดในหนังสือคนทำคอมบูฉะ

พลังของความชอบและใส่ใจรายละเอียดเป็นที่มาของการงานต่าง ๆ ที่ผ่านมา คุณแอเล่าว่าเดิมเคยทำงาน Skin Therapy แต่หยุดลงเนื่องจากปัญหาสุขภาพ หลังจากนั้นพี่สาวชวนไปทำงานธุรกิจ ก่อนที่เธอจะหยุดทุกอย่างแล้วกลับมาพูดคุยกับตัวเองอย่างจริงจังระหว่างเดินทาง (ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอโปรดปราน) “ชอบเดินทางมาก บางทีเราไปได้ความรู้ ได้ไปไขปริศนาบางอย่างระหว่างทาง” 

และนั่นเป็นที่มาให้เธอเริ่มใกล้ชิดและลงลึกกับการทำ ‘คอมบูฉะ’ ผลิตภัณฑ์ชาหมักที่เธอสร้างสรรค์และเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลา 6 – 7 ปีที่ผ่านมา

อูมปา ลูมปาส์ ฉบับโพสิทีฟ

“ได้ดูอูมปา ลูมปาส์ ใน The Chocolate Factory ไหมคะ จุลินทรีย์ในคอมบูฉะมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ เป็นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่เข้าไปช่วยดูแลเรา ตรงนี้เป็นการเริ่มต้นที่จะดูแลสุขภาพ เป็นกุญแจไข แกร๊ก! ทุกอย่างเปิด ร่างกายก็จะดีขึ้น แค่ท้องสบาย ทุกอย่างก็สบายหมด”

คุณแอเล่าว่าเริ่มต้นเรียนรู้แล้วมาลองทำกินเอง แจกพี่น้องเพื่อนฝูง จากทำกินเล็ก ๆ ก็ขยายจนมีแบรนด์เป็นของตัวเอง และเมื่อเริ่มทำจริงจัง เธอจึงมองว่าการทำงานให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุดต้องอยู่ในที่ที่เหมาะสม

บ้าน Positive : Home Studio กลางสวนดอกไม้จากฉากโปรดในหนังสือคนทำคอมบูฉะ

“ทำบ้านนี้เพื่อการทำงานเลยค่ะ เพราะอยากเลือกอะไรที่ดีที่สุด ที่ดินตรงนี้เป็นที่ของครอบครัว เป็นที่ที่โปร่ง อากาศดี เราก็มาสร้างบ้านเล็ก ๆ ให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี สะอาด จัดสรรห้องหมักโดยเฉพาะ และการต้มชา ต้มยา (Decoction) ก็ต้องเป็นที่ที่เหมาะสม เพราะมันใช้เวลาเป็นชั่วโมง ๆ

บ้าน Positive : Home Studio กลางสวนดอกไม้จากฉากโปรดในหนังสือคนทำคอมบูฉะ

“ตรงนี้เป็นที่ที่เรามาแล้วสบาย สบายแล้วเราก็จะได้ทำงานได้ดี เดินไปตรงโน้นตรงนี้ ทุกอย่างพร้อม ไม่ติดขัดอะไรในการทำงาน ทุกอย่างโพสิทีฟไปหมด”

นอกจากนั้นเธอเล่าว่าทุกวันนี้ยังอ่านบทความอย่างสม่ำเสมอเพื่อสะสมความรู้เพิ่มเติม และแลกเปลี่ยนกับผู้คนด้วยการเดินทาง สรรหาพืชพรรณมาปลูกเพื่อเพิ่มความซับซ้อนให้ตัวยาสมุนไพร สะสมพันธุ์กุหลาบหอม (สุด ๆ) จากทั่วโลก แล้วทำไมต้องเน้นดอกไม้ เราถามเธอ คำตอบของเธอสะท้อนบุคลิกหญิงสาวได้ชัดเจน 

บ้าน Positive ที่เชียงใหม่ของ พนิดา พลบุตร และสตูดิโอ Artanyway ที่สร้างจากฉากในหนังสือและหนังหลายเรื่อง

“เราต้องการความนุ่มนวลของดอกไม้ พลังของดอกไม้ที่เรานำมาใช้ได้ เป็นการนำความอ่อนโยนเข้าไปในชีวิตผ่านชาหมัก ซึ่งทั้งผู้หญิงและผู้ชายก็ควรได้รับพลังเหล่านี้นะคะ”

บ้าน Positive ที่เชียงใหม่ของ พนิดา พลบุตร และสตูดิโอ Artanyway ที่สร้างจากฉากในหนังสือและหนังหลายเรื่อง

Artanyway

ในพื้นที่ใกล้ ๆ บ้านเป็นอาคารปูนเปลือย Artanyway ของเพื่อนสนิท ซึ่งเป็นทั้งศิลปินและอาจารย์สอนศิลปะ ต้อย-พดุงศักดิ์ คชสำโรง ซึ่งคุณแอชักชวนให้มาสร้างสตูดิโอทำงานศิลปะใกล้ ๆ กัน เธอเล่าอย่างไม่ปิดบังว่าทั้งสองคนเปลี่ยนสถานะจากคนรักกลายมาเป็นเพื่อน เป็นมิตรที่ดูแลกันและกันด้วยความจริงใจ ช่วยเหลือและเกื้อกูลกันอย่างมิตรแท้ที่พึงมีต่อกัน

“เราหามิตรไม่ได้ง่ายนะ เราอยู่กันมา 20 ปี ถึงแม้มันจะหยุดอยู่ที่ 14 ปี พอถึงจุดหนึ่ง เราเปลี่ยนมาเป็นเพื่อนปุ๊บ มันโปร่ง สบาย ส่งเสริมกันและกัน มนุษย์เราอย่างน้อยต้องมีเพื่อนสนิทสักคน

บ้าน Positive ที่เชียงใหม่ของ พนิดา พลบุตร และสตูดิโอ Artanyway ที่สร้างจากฉากในหนังสือและหนังหลายเรื่อง

“แล้วพอเรามาอยู่ตรงนี้ แทบไม่ค่อยได้เจอเพื่อนคนอื่น ๆ เลย เพราะเราเป็นคนบ้างานมาก อยู่ตรงนี้เรารู้สึกว่าเรานิ่งและมีพลัง เราไม่อยากให้อย่างอื่นมารบกวน เพราะเราทำงานบำบัด ต้องมีสมาธิและมีความสุข”

คุณต้อยเล่าถึง Artanyway ว่า ตั้งใจทำเป็นสตูดิโอทำงานศิลปะ และในปีหน้าจะเปิดเป็น Artist Residency สำหรับศิลปินทั่วโลกที่ต้องการมาหาแรงบันดาลใจทำงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับชุมชมและสถานที่ทำงานศิลปะใกล้ชิดธรรมชาติ นอกจากนั้น พื้นที่เล็ก ๆ โปร่งสบายแห่งนี้จะเปิดเวิร์กชอปเล็ก ๆ เพื่อขยายความหมายของศิลปะให้กว้างไปกว่าการวาดรูป อาจเป็นพื้นที่สนทนาทางศิลปะ หรือเรียนรู้ตัวตนผ่านงานศิลปะ เพราะศิลปะควรเป็นเครื่องมือในการแสดงออกทางเสรีภาพของมนุษย์ เพื่อทำความรู้จักเข้าใจตนเองและเข้าใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

บ้าน Positive ที่เชียงใหม่ของ พนิดา พลบุตร และสตูดิโอ Artanyway ที่สร้างจากฉากในหนังสือและหนังหลายเรื่อง

กว่าจะเดินทางมาถึงวันนี้ คุณแอบอกว่าไม่ต้องการให้คนมองว่า “โห เราเจ๋ง แต่เราอยากให้ดูงานที่เราทำมากกว่า และบางสิ่งบางอย่างไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหรอก มันต้องค่อย ๆ ทำ เราต้องตั้งจุดหมายไว้ให้มั่นคง ส่วนทางที่เราจะเดินไปถึง เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ขอเพียงเราอย่าได้เปลี่ยนหรือทิ้งสิ่งที่เราตั้งใจไว้ แอเองตั้งใจมานานแล้วตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าอยากทำยา อยากช่วยคนที่ไม่สบาย เพราะเราก็ไม่สบาย เราเป็นภูมิแพ้ เรารู้ว่ามันทุกข์ยากขนาดไหนในความไม่สบายนั้น เพราะฉะนั้น บางสิ่งบางอย่างที่เราช่วยเขาได้ เราก็ต้องทำให้เต็มที่

บ้าน Positive ที่เชียงใหม่ของ พนิดา พลบุตร และสตูดิโอ Artanyway ที่สร้างจากฉากในหนังสือและหนังหลายเรื่อง

“แต่เต็มที่ของเรานั้น ต้องรู้ว่าเราทำแค่ไหนถึงจะเหมาะ อย่าทำมากเกินไป เพราะมันไม่มีประโยชน์

“นอนก็นอนแค่นี้ นอนที่เราชอบ ทำพื้นที่ที่ให้ความสะดวกสบาย ไม่ต้องใหญ่โต แต่ให้พื้นที่ของเราให้ความอิสระกับเราได้ ให้เราได้ปลดปล่อยและรับพลังงานที่ดี อยู่สบาย ๆ อากาศดี ไม่ต้องมากไป ไม่ต้องน้อยไป ให้พอดี ๆ ดีที่สุด”

บ้าน Positive ที่เชียงใหม่ของ พนิดา พลบุตร และสตูดิโอ Artanyway ที่สร้างจากฉากในหนังสือและหนังหลายเรื่อง

Writer

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load