PlanToys คือแบรนด์ของเล่นไม้สัญชาติไทยแท้ แต่ตลอด 38 ปีที่ผ่านมาพวกเขากลับมีลูกค้าคนไทยอยู่เพียงแค่ 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงไม่แปลกนักที่คนไทยส่วนมากจะไม่คุ้นหูกับชื่อแบรนด์นี้เท่าไร หรือต่อให้เคยเห็นเจ้าของเล่นไม้ชิ้นเล็กผ่านตากันอยู่บ้าง ก็คงไม่คาดคิดว่านี่คือสินค้าของคนไทย

“คนไทยเองชอบนึกว่าแปลนทอยส์เป็นแบรนด์ของยุโรป แม้แต่เวลาเราไปออกงานแฟร์ในต่างประเทศ พอบอกว่าเรามาจากไทยแลนด์ คนต่างชาติก็งง ถามกลับมาว่าไต้หวันเหรอ” โกสินทร์ วิระพรสวรรค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทแปลนทอยส์ เล่าให้เราฟังพร้อมเสียงหัวเราะ

โกสินทร์ วิระพรสวรรค์ กรรมการผู้บริหารบริษัทแปลนทอยส์

สาเหตุที่บริษัทเก่าแก่อายุร่วม 4 ทศวรรษอย่างแปลนทอยส์มีภูมิหลังเป็นปริศนาในสายตาผู้ซื้อส่วนมาก เป็นเพราะว่าที่ผ่านมาพวกเขาดำเนินธุรกิจผ่าน Distributor มาโดยตลอด และไม่เคยออกโฆษณาเลยสักตัว กระทั่งตอนนี้ ด้วยปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวย พวกเขาจึงตัดสินใจผลิตหนังโฆษณาตัวแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท โดยจับมือกับบริษัทชูใจ กะ กัลยาณมิตร เพื่อพูดกับพ่อแม่ทั่วโลกอย่างเปิดอก ถึงสิ่งที่พวกเขาตั้งใจทำตลอดมา 

อ่านมาถึงตรงนี้ ใครที่ยังนึกไม่ออกว่าแปลนทอยส์คือใคร พวกเขาทำอะไรบ้าง เราขอเชิญให้คุณกดปุ่มเพลย์ข้างล่างเบาๆ แล้วรับชมโฆษณาตัวนี้ไปพร้อมกัน

เมื่อดูคลิปนี้จบ เราไม่รีรอที่จะติดต่อไปขอพูดคุยกับตัวแทนฝั่งลูกค้าอย่างแปลนทอยส์ รวมถึงทีมครีเอทีฟอย่าง เม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ และ เป้า-ไพรัช เอื้อผดุงเลิศ ผู้ก่อตั้งบริษัทชูใจ กะ กัลยาณมิตร พร้อมด้วยสองผู้กำกับ ยอร์ช-สรศาสตร์ วิเศษสินธุ์ และ เป๊ก-อภิสิทธิ์ คำเป๊ก แห่งลองดูโปรดักชั่น

“อะไรคือโจทย์จากแปลนทอยส์” เราชวนทุกคนในห้องนึกย้อนไปถึงวันแรกของโปรเจกต์นี้

เม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ และ เป้า-ไพรัช เอื้อผดุงเลิศ ผู้ก่อตั้งบริษัทชูใจ กะกัลยาณมิตร ยอร์ช-สรศาสตร์ วิเศษสินธุ์ และ เป๊ก-อภิสิทธิ์ คำเป๊ก แห่งลองดูโปรดักชั่น

“ข้อดีแปลนทอยส์มีตั้งเยอะแยะใช่ไหมครับ ความท้าทายของเราก็คือ จะเล่าข้อดีเหล่านี้ยังไงให้คนรู้สึกสนใจ คนภายนอกจะสนใจเรื่องนี้ทำไม เพราะสิ่งที่เราจะบอกก็คือ Brand Talk แบบร้อยเปอร์เซ็นต์เลย” ไพรัชเล่าถึงโจทย์สำคัญของตนเองในฐานะครีเอทีฟ

แน่นอนว่าฝั่งลูกค้าอย่างโกสินทร์เองก็ต้องเผชิญกับโจทย์ที่ไม่คุ้นชินเช่นกัน

“เมื่อก่อนเวลาที่เราพูดในระดับ Trading เราก็จะพูดกันด้วยภาษาหนึ่ง เพื่อให้เขาเข้าใจและซื้อของของเราไปขาย แต่ถ้าเราจะเอาใช้วิธีการเดิมนั้นพูดกับแม่ๆ ที่เป็นผู้บริโภค เขาก็จะไม่เข้าใจ” โกสินทร์เล่าถึงอุปสรรคในการสื่อสารกับบรรดาพ่อแม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคุ้นเคยของแปลนทอยส์ไปไกล

และถึงแม้ว่าแปลนทอยส์จะเป็นลูกค้าที่มีวัตถุดิบดีๆ ให้เล่าได้มากมาย แต่ในขณะเดียวกัน นั่นก็เป็นภารกิจสุดท้าทายสำหรับทีมชูใจ ที่จะต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาอย่างสั้น กระชับ และที่สำคัญคือต้องสนุก!

เม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ และ เป้า-ไพรัช เอื้อผดุงเลิศ ผู้ก่อตั้งบริษัทชูใจ กะกัลยาณมิตร ยอร์ช-สรศาสตร์ วิเศษสินธุ์ และ เป๊ก-อภิสิทธิ์ คำเป๊ก แห่งลองดูโปรดักชั่น

Mission 01 สกัดให้ถึงแก่น

ถ้าเปรียบโฆษณาเป็นผลแตงโม สรศาสตร์บอกกับพวกเราว่า โดยปกติแล้วหน้าที่ของเขาในฐานะผู้กำกับโฆษณา คือการเล่าเรื่องจากเมล็ดแตงโมให้ใหญ่เท่าผลแตงโม

แต่โฆษณาชิ้นนี้กลับต่างออกไป

“สิ่งที่เราทำกันอยู่กับแปลนทอยส์นี่มันแปลกมาก เพราะสิ่งที่เขามีอยู่และทำอยู่นี่มันเยอะเท่าผลแตงโมเลย เยอะเกินกว่าที่เราจะนำเสนอออกไปได้ เพราะเราพูดได้แค่เมล็ดแตงโม” สรศาสตร์เปรียบเทียบจนเราเห็นภาพอย่างชัดเจน

“แปลนทอยส์ตั้งใจจะนำเสนออะไร” เราหันกลับไปถามโกสินทร์ถึงผลแตงโมที่เขาว่า

“สิ่งที่เราต้องการจะพูดมันไม่เปลี่ยนหรอก 38 ปีที่ผ่านมาเราก็พูดอยู่แค่ 3 – 4 เรื่องนี่แหละ คือเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และพัฒนาการเด็ก ส่วนเรื่องความปลอดภัย ปกติในระดับอุตสาหกรรมเราไม่ต้องพูดอยู่แล้ว เพราะมีมาตรฐานรับรอง แต่พอเรามาพูดกับระดับผู้บริโภค เขาไม่รู้หรอกว่ามันมีเกณฑ์อะไรกันบ้าง เขาแค่ห่วงว่าสีที่ลูกฉันเอาเข้าปาก มันต้องปลอดภัย

“คำถามคือ เราจะเอาคอนเทนต์พวกนี้ไปพูดให้แม่เข้าใจได้ยังไง ซึ่งนี่มันก็เป็นสิ่งที่เราพยายามคิดที่จะทำมาโดยตลอด แต่เราก็ยังคิดไม่ออก” โกสินทร์เล่าถึงความยากในแง่การสื่อสารของแปลนทอยส์ ก่อนที่ประสิทธิ์จะเสริม

“เราอยากเล่าปรัชญาในการทำงานของแปลนทอยส์ แต่นี่คือสิ่งที่ขายไม่ได้ ลูกค้าก็บอกอยู่แล้ว เพราะเขาขายอย่างนี้มาตั้งนาน แต่ขายไม่ได้ คนนอกมักจะมองว่าฟุ่มเฟือย เพราะสิ่งที่แปลนทอยส์ทำมันเกินของเล่นเด็กไปเยอะ ปกติเราซื้อของเล่น มันก็เอาไว้เล่น ทำไมเราต้องเอาสตางค์ไปจ่ายเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อมาตรฐาน เพื่อสังคม” นี่คือหลักการและเหตุผลที่ประสิทธิ์สรุปได้จากการทำงานนี้

เม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ และ เป้า-ไพรัช เอื้อผดุงเลิศ ผู้ก่อตั้งบริษัทชูใจ กะกัลยาณมิตร ยอร์ช-สรศาสตร์ วิเศษสินธุ์ และ เป๊ก-อภิสิทธิ์ คำเป๊ก แห่งลองดูโปรดักชั่น

แต่เมื่อได้ใช้เวลาในการตกตะกอนอย่างถี่ถ้วน ประสิทธิ์และไพรัชก็กลับไปหาแปลนทอยส์พร้อมกับไอเดียใหม่ ซึ่งพวกเขาบอกว่าเป็นไอเดียที่เกิดจากสัญชาตญานความเป็นพ่อล้วนๆ

“ถ้างั้นเราก็พูดไปเลยสิว่า สิ่งที่แม่คิดกับสิ่งที่แปลนทอยส์ทำมันคือเรื่องเดียวกัน” 

Mission 02 พูดให้แม่ทั่วโลกฟัง

“เราต้องการสร้าง Brand Awareness ให้คนในประเทศ พร้อมกับเล่าสารชุดนี้ให้คนทั่วโลกรับรู้ด้วย” ด้วยโจทย์เช่นนี้ ทั้งแปลนทอยส์และชูใจจึงร่วมกันทำรีเสิร์ชผ่านการพูดคุยกับแม่ๆ หลากหลายชาติ เพื่อทำความเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่อย่างแท้จริง อีกนัยก็เพื่อให้ประสิทธิ์และไพรัชได้แน่ใจว่า สิ่งที่พวกเขาคิดจะนำเสนอนั้นถูกต้อง

“จากรีเสิร์ชของเรา เราก็ได้เจอว่าแม่ส่วนมากก็เป็นห่วงลูกในเรื่องคล้ายๆ กัน แม้ว่าแต่ละคนอาจจะมีภูมิหลังที่ต่างกัน แต่ผลส่วนมากก็เป็นสิ่งเดียวกับที่แปลนทอยส์ทำเพื่อที่จะไปแก้ Concern ของแม่อยู่แล้ว” โกสินทร์เล่า

“ถ้าอย่างนั้นชูใจเลือกประเด็นที่จะนำเสนอออกมาได้ยังไง” เราถามต่อ

หนังโฆษณาตัวแรกในรอบ 40 ปีของ PlanToys บริษัทของเล่นที่คิดและทำเหมือนแม่ๆ

“จริงๆ 4 ข้อนี้ก็เป็นสิ่งที่ทางคุณโกสินทร์ให้มาแล้วส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็คือเรามาช่วยกันพิจารณากันโดยดูจากว่า Shared Value ตรงกลางที่แปลนทอยส์มีร่วมกับผู้บริโภค ประเด็นอะไรเกี่ยวกับแปลนทอยส์ที่คนน่าจะสนใจ ส่วนบางประเด็นที่เบาเราก็ค่อยเอาออก 

“อย่างเรื่องแรก ในฐานะบริษัทของเล่น พัฒนาการเด็กก็ต้องสำคัญที่สุด ด้วยคาแรกเตอร์ที่แตกต่างด้วยนะ เพราะแปลนทอยส์ทำของเล่นเพื่อพัฒนาการเด็ก แต่ไม่ได้ทำตามเทรนด์ความนิยม เขาไม่ทำปืน ไม่ใส่ถ่านเพื่อให้มีเสียงและแสง ซึ่งมันเป็นจุดยืนที่ชัดมากในความเห็นของเรา

“ประเด็นที่สองก็คือ เราเห็นความพยายามของลูกค้า ที่พยายามจะทำเกินมาตรฐานเรื่องความปลอดภัย คือสินค้าของเขามันผ่านเกณฑ์ต่างๆ มาตั้งนานแล้ว แต่เพราะเขารู้ว่าเด็กชอบอมของเล่น เลยพยายามใช้สีที่ปลอดภัยกับเด็กที่สุด พยายามลดสารเคมีให้ได้มากกว่านั้นอีก ยอมให้ต้นทุนแพงขึ้นเพื่อ Over Standard ทั้งที่เขาสามารถลดต้นทุนลงก็ได้” ไพรัชแชร์ถึงความดีงามของแปลนทอยส์ที่เขาอยากนำเสนอ ก่อนที่ประสิทธิ์จะเสริมต่อ

หนังโฆษณาตัวแรกในรอบ 40 ปีของ PlanToys บริษัทของเล่นที่คิดและทำเหมือนแม่ๆ
หนังโฆษณาตัวแรกในรอบ 40 ปีของ PlanToys บริษัทของเล่นที่คิดและทำเหมือนแม่ๆ

“เรื่องที่สามคือ สิ่งแวดล้อม เรื่องนี้ผมว่ามันเป็นเทรนด์ ยิ่งในปีนี้เรื่องสิ่งแวดล้อมมาแรงมาก ในขณะที่ทางแปลนทอยส์เองก็ทำมาตั้งนานแล้ว อย่างการที่เขาสร้างโรงผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่เท่าสนามบอล โดยใช้เศษไม้ที่เหลือจากการทำของเล่นมาผลิตไฟฟ้าอีกครั้ง เราคิดว่าการพูดเรื่องนี้มันก็น่าจะดี

“ส่วนเรื่องที่สี่คือ สังคม เป็นประเด็นที่เราได้รับฟังจากพ่อแม่ต่างชาติเยอะ เราได้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญเรื่องนี้เยอะเหมือนกันนะ ถ้าเทียบกับตัวผมเอง เราไม่เคยคิดมาก่อนเลย เวลาเราเห็นเหตุการณ์รุนแรง เราก็คิดว่าเป็นเรื่องของคนอื่น แต่กับพ่อแม่ที่เราไปสัมภาษณ์ เขาคิดว่าคนที่ขาดโอกาสหรือด้อยโอกาส เรามีหน้าที่ช่วยสนับสนุนพวกเขา เพราะสุดท้ายลูกเราก็ต้องโตขึ้นไปอยู่กับสิ่งเหล่านั้นอยู่ดี” ไพรัชเล่าถึงมุมมองใหม่ๆ ที่เขาได้เรียนรู้จากการพูดคุยกับพ่อแม่หลายท่าน ในระหว่างการทำโฆษณาชิ้นนี้

Mission 03 เล่าเรื่องให้น่าดู

ถึงตรงนี้ ความกลัวก็ได้แผ่เข้าปกคลุมจิตใจของทั้งทีมครีเอทีฟและผู้กำกับกันอย่างถ้วนหน้า

“หนังเรื่องนี้ใครจะดูวะ” นี่คือความกังวลที่ใหญ่หลวงที่สุดสำหรับประสิทธิ์ 

“เราคิดเยอะมาก กลัวคนไม่ดู กลัวคนไม่ตื่นเต้น ทำหนังขายของเล่นแล้วมาเล่าเรื่องโลก เล่าเรื่องลูก คนจะดูไหม เราคิดกันจนเตลิดเปิดเปิง” 

“เตลิดเปิดเปิงยังไง” เราสงสัย 

“คือตอนแรกเราอยากเล่าว่า ความกังวลของแม่คืออะไร แล้วก็ถ่ายให้ดูว่าแปลนทอยส์ทำอะไร เป็นการเปรียบเทียบ เราส่งต่อไอเดียนี้ให้สองผู้กำกับ เขาก็ทำหน้ากังวลแล้วถอนหายใจ เพราะเขาบอกว่าเขากลัวเอาคนดูไม่อยู่

“พอผู้กำกับกลับมาพร้อมกับไอเดียว่า หรือเอาเสียงแม่มาสวมกับพนักงานล่ะ ซึ่งเราก็คิดว่าอันนี้น่าสนใจ” ไพรัชเล่าให้ฟังถึงวันที่พวกเขาได้ไอเดียเรื่องนี้มา พร้อมกับเสริมว่าก่อนหน้าที่จะมาเป็นแบบนี้ พวกเขาเคยคิดไปไกลชนิดที่ว่า จะให้มีนกแก้วและโลมาพูดได้เลยทีเดียว

“แต่หลังจากนั้นทีมผู้กำกับก็หายไปสัก 2 – 3 อาทิตย์ แล้วก็กลับมาพร้อมไอเดียใหม่อีก” ไพรัชเล่าพร้อมกับเสียงหัวเราะ เมื่อพวกเขาดูจะยังไม่มั่นใจกับไอเดียเดิมเท่าไรนัก กระทั่งสองครีเอทีฟอย่างประสิทธิ์และไพรัชตัดสินใจมานั่งจับเข่าคุยถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง

หนังโฆษณาตัวแรกในรอบ 40 ปีของ PlanToys บริษัทของเล่นที่คิดและทำเหมือนแม่ๆ

“สุดท้ายผมมานั่งคุยกันว่า นี่เราขายอะไรกันอยู่ จนสรุปได้ว่ายังไงเราก็ต้องขายกระบวนการของแปลนทอยส์ เพราะนี่คือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด หนังเรื่องนี้ต้องเล่ากระบวนการผลิตของเขาให้ออกมาให้ได้ เพราะคุณค่ามันจะอยู่ตรงนี้” 

ที่สุดแล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะเชื่อมั่นในสิ่งที่แปลนทอยส์ทำมาตลอด 38 ปี

Mission 04 โฆษณาให้เหมือนจริง

“ทำไมมู้ดโทนของหนังถึงดูฉีกจากตัวตนของแปลนทอยส์ที่เราคุ้นเคย” เราตั้งคำถามกับสรศาสตร์

“เพราะเรามีข้อมูลเยอะมาก เราเลยต้องคิดว่าจะทำยังไงให้คนดูสนุก เราตัดสินใจเคลือบมันด้วยสีสันต่างๆ เพื่อให้คนรู้สึกอยากดูต่อ” สรศาสตร์เล่าถึงความกังวลของเขาในฐานะผู้กำกับ หลังจากที่ทำการสัมภาษณ์เหล่าพ่อแม่จำนวนมาก จนได้ข้อมูลหนาเท่าเล่มวิทยานิพนธ์ และเทปสัมภาษณ์ที่ใช้เวลาตั้งแต่เช้าจรดเย็น

“กิมมิกของมันคือ Toys Factory ซึ่งผมว่านี่แหละคือสิ่งที่ขายผ่านยากที่สุด” ประสิทธิ์เกริ่นถึงด่านสุดหิน

หนังโฆษณาตัวแรกในรอบ 40 ปีของ PlanToys บริษัทของเล่นที่คิดและทำเหมือนแม่ๆ

“เพราะคุณวิฑูรย์ วิระพรสวรรค์ (ผู้ก่อตั้งบริษัท) เองก็อยากสะท้อนภาพโรงงานตามจริงให้มากที่สุด แต่เราก็คิดว่ามันจะเอาข้อมูลไม่อยู่ ในมุมคนทำโฆษณานะ คือเราก็รู้ว่าข้อมูลมันเป็นตับเลย เราก็เลยคิดว่าต้องเอาอาร์ตไดเรกชันเข้ามาช่วย” 

“สุดท้ายแล้วทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ยังไง” เราสงสัย เมื่อมองเห็นว่าประเด็นนี้ดูจะตัดสินได้ยาก

หนังโฆษณาตัวแรกในรอบ 40 ปีของ PlanToys บริษัทของเล่นที่คิดและทำเหมือนแม่ๆ

“สุดท้ายคุณวิฑูรย์ก็บอกว่า งั้นคุณก็บอกมาว่าจะทาสียังไง แล้วผมจะทาอย่างนั้นจริงๆ คือพออาร์ตไดเรกชันมันเป็นไปทางนั้น เขาก็ถือโอกาสรีโนเวตโรงงานไปเลย หรืออย่างชุดพนักงาน ล่าสุดเขาก็จะเปลี่ยนให้เป็นเอี๊ยมแบบในหนังจริงๆ ถือโอกาสทำใหม่ไปเลย” ประสิทธิ์เล่าถึงแง่มุมในการประนีประนอมที่น่ารัก เมื่อผู้กำกับอยากเซ็ตฉาก แต่ลูกค้าอย่างแปลนส์ทอยก็ต้องการให้ทุกอย่างสมจริง ทางออกของเรื่องนี้ก็คือ 

ทำของจริงให้เป็นไปตามที่ผู้กำกับอยากเซ็ต!

Mission 05 คิดให้รอบคอบ

วันออกกอง ที่โรงงานแปลนทอยส์ จังหวัดตรัง คือด่านสุดท้ายที่หินที่สุดสำหรับทีมงานทุกคน

หนังโฆษณาตัวแรกในรอบ 40 ปีของ PlanToys บริษัทของเล่นที่คิดและทำเหมือนแม่ๆ

เพื่อความสมจริงที่สุด ทางผู้กำกับและครีเอทีฟจึงตัดสินใจให้พนักงานแปลนทอยส์จริงๆ มาแสดง ฟังแค่นี้ก็รู้แล้วว่างานนี้ไม่ง่ายแน่นอน

“ตรงนี้ยากมากๆ เพราะทีมแคสติ้งก็ต้องลงไปอยู่กับพนักงานจริงๆ เราต้องไปแคสต์คนที่จะมาพูดได้ มางับปากได้จริงๆ ยิ่งในวันถ่ายทำ ด้วยความที่เขาไม่ใช่นักแสดง และเขาก็ไม่ใช่คนนอนดึก ปกติก็ทำงาน กลับบ้าน นอนเร็ว ในขณะที่กองถ่ายของเราคือมันต้องถ่ายกันยันเช้า” สรศาสตร์เล่าตอนที่เขาต้องกำกับพนักงานที่ใกล้สัปหงกให้งับปากตามเสียงของเหล่าคุณแม่

หนังโฆษณาตัวแรกในรอบ 40 ปีของ PlanToys บริษัทของเล่นที่คิดและทำเหมือนแม่ๆ

ไม่เพียงแต่ขั้นตอนการกำกับเท่านั้น เพราะการที่พวกเขาตัดสินใจให้พนักงานพูดออกมาเป็นเสียงแม่ หมายความว่าพวกเขาจำเป็นต้องเลือกคำพูดจากบทสัมภาษณ์มาก่อนทั้งหมด เพื่อซักซ้อมให้พนักงานทีละคน

“ก่อนหน้าที่จะบินไปถ่ายทำที่โรงงานวันหนึ่ง เราทั้งหมดมารวมตัวกันเพื่อเลือกคำที่จะเอาไปใช้ในหนัง ซึ่งต้องคัดจากสิ่งที่เราสัมภาษณ์กันมาร้อยกว่าหน้า แล้วพอไปถึงเราก็ต้องไปซ้อมเขาตรงนั้นเลย

หนังโฆษณาตัวแรกในรอบ 40 ปีของ PlanToys บริษัทของเล่นที่คิดและทำเหมือนแม่ๆ

“และมันจะยากอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราสามารถใช้ได้แค่เท่าที่เขาพูด เราต้องมั่นใจแล้วว่าคำนี้มันต้องได้นะ เพราะตอนตัดต่อเราก็แก้อะไรไม่ได้แล้ว” อภิสิทธิ์อธิบายถึงความซับซ้อนของการถ่ายทำ

“แปลว่าเราไม่สามารถแก้ลำดับภาพอะไรได้เลยถูกไหม” เราถามย้ำ

หนังโฆษณาตัวแรกในรอบ 40 ปีของ PlanToys บริษัทของเล่นที่คิดและทำเหมือนแม่ๆ

“ใช่ เราแก้อะไรไม่ได้แล้ว ปกติแล้วเราจะไม่ค่อยห่วงขั้นตอนการทำเสียงหรอก เพราะเราถ่ายเผื่อไปได้ เราลองได้หมด แต่งานนี้เราทำไม่ได้เลย เหมือนเราต้องทำทุกอย่างให้ไฟนอลก่อน แล้วไปถ่ายตามนั้น ตัดต่อตามนั้น” ประสิทธิ์ขยายความจนเราเข้าใจว่า กว่าจะออกมาเป็นงานนี้ พวกเขาต้องคิดและวางแผนมาแล้วอย่างถี่ถ้วนในทุกช็อต ทุกซีน

“เป็นงานที่ยากที่สุดเท่าที่เราเคยทำมา ยากที่สุดจริงๆ” อภิสิทธิ์ย้ำ

หนังโฆษณาตัวแรกในรอบ 40 ปีของ PlanToys บริษัทของเล่นที่คิดและทำเหมือนแม่ๆ
หนังโฆษณาตัวแรกในรอบ 40 ปีของ PlanToys บริษัทของเล่นที่คิดและทำเหมือนแม่ๆ

Mission in Common

“ถ้าแปลนทอยส์จะทำโฆษณา เราก็อยากให้ชูใจทำให้” คุณวิฑูรย์เคยบอกกับเราไว้อย่างนั้น

“ถ้าเป็นงานจากแปลนทอยส์ ยังไงเราก็ทำ ถ้าไม่ทำก็เท่ากับว่าเราโกหกตัวเอง” ประสิทธิ์ออกตัวเช่นกัน

“ทำไม” เราสงสัย

เม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ และ เป้า-ไพรัช เอื้อผดุงเลิศ ผู้ก่อตั้งบริษัทชูใจ กะกัลยาณมิตร ยอร์ช-สรศาสตร์ วิเศษสินธุ์ และ เป๊ก-อภิสิทธิ์ คำเป๊ก แห่งลองดูโปรดักชั่น

“ชูใจกับแปลนทอยส์เป็นองค์กรที่มี Vision และ Mission ร่วมกันหลายอย่าง แม้ว่าอาจจะไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสียทีเดียว แต่เวลาที่คุยกันเรื่องสังคม เราคิดอะไรคล้ายกัน มันก็ไปกันได้ง่าย

“พอมาถึงโปรเจกต์นี้ ซึ่งเราอยากพูดกับแม่ ก็เลยคิดว่าเราน่าจะต้องการคนที่มีจริตคล้ายกัน เพราะฉะนั้น พอเราเลือกชูใจเข้ามา ผมก็เลยคิดว่ามันเป็นอะไรที่คลิกกันง่าย แต่ผมก็ไม่รู้เขาคลิกกับผมหรือเปล่านะ” โกสินทร์ทิ้งท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ พลางโยนคำถามไปให้ทีมชูใจ

“งานจากแปลนทอยส์นี่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ ยังไงชูใจก็ต้องทำ เพราะเราจะหาบริษัทที่มีปรัชญาตรงกับบริษัทเราขนาดนี้ไม่ได้อีกแล้ว แปลนทอยส์คือลูกค้าที่เราตามหาเลยนะ เพราะนอกจากนี้มันไม่มีหรอก ลูกค้าที่เขาคิดของเขาแบบนี้อยู่แล้ว งานธรรมดาที่แปลนทอยส์ทำ ยังดีกว่าการทำ CSR ของที่อื่นอีก

“และถ้าย้อนกลับไป โครงการ Mom-Made Toys ของแปลนทอยส์คือโปรเจกต์ที่ทำให้มีชูใจขึ้นมา เป็นงานแรกของชูใจ ที่เราตัดสินใจออกจากบริษัทเก่ามาตั้งชูใจก็เพราะโปรเจ็กต์นี้” ไม่เพียงแต่พูดจากันรู้เรื่องเท่านั้น ประสิทธิ์ยังเท้าความไปถึงจุดเริ่มต้นของชูใจ ซึ่งมีแปลนทอยส์เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ

“แปลนทอยส์คือบริษัทที่ทำงานเนี้ยบทุกอย่าง รับผิดชอบตัวเองแบบสุดๆ เพียงแต่ว่ายังไม่เคยมีใครออกมาบอกเรื่องเขาเท่านั้นเอง เขาเก็บความดีของเขาไว้นานมากแล้ว” ไพรัชเสริมในมุมมองของเขา

เม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ และ เป้า-ไพรัช เอื้อผดุงเลิศ ผู้ก่อตั้งบริษัทชูใจ กะกัลยาณมิตร ยอร์ช-สรศาสตร์ วิเศษสินธุ์ และ เป๊ก-อภิสิทธิ์ คำเป๊ก แห่งลองดูโปรดักชั่น

แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง คุณโกสินทร์ก็บอกกับเราว่า ความดีของแปลนทอยส์ถือกำเนิดขึ้นจากความคิดที่ว่า

สังคมเรายังไม่ดีพอ

“เราต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมเราให้ดีขึ้น ทุกวันนี้เราก็หวังไว้เล็กๆ ในใจว่าอยากสร้างโลกนี้ให้มันดีขึ้นผ่านเด็ก อย่างที่เราบอกเสมอว่า Better Kids, Better World เพราะสุดท้ายสังคมเราจะอยู่ไม่ได้ ถ้าเราไม่กลับมาสร้าง Core Value ตรงนี้

“ดังนั้น กิจกรรมต่างๆ ของแปลนทอยส์ เราจึงพยายามที่จะสื่อสารให้ทั้งพ่อแม่และเด็กๆ ได้เข้าใจว่าเราควรต้องทำอะไรต่อไปในอนาคต” โกสินทร์อธิบายถึงปรัชญาที่มั่นคงของแปลนทอยส์ ซึ่งแม้ว่าพวกเขาจะยังคงวางตัวในฐานะธุรกิจการผลิตของเล่นที่ต้องการผลกำไร แต่โกสินทร์ก็บอกว่าภารกิจหลักของเขาไม่ใช่การปั๊มยอดขายเพื่อทำกำไรสูงสุด พวกเขาต้องการเพียงกำไรจำนวนหนึ่งเพื่อต่อยอดในการทำสิ่งดีๆ ให้แก่สังคมและโลกใบนี้ และหนังโฆษณาตัวนี้เอง ก็น่าจะช่วยสื่อสารความตั้งใจของแปลนทอยส์ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน

Writer

สาริศา เลิศวัฒนากิจกุล

เด็กนิเทศ เอกวารสารฯ กำลังอยู่ในช่วงหัดเขียนอย่างจริงจัง แต่บางครั้งก็ชอบหนีไปวาดรูปเล่น มีไอศครีมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในยามอ่อนล้า

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

“พัสดุมาส่งแล้วครับ” 

ประโยคนี้จากพนักงานในชุดยูนิฟอร์มสีแดงดำ คงจะเป็นเสียงที่คุ้นเคยกันทุกบ้าน บางครั้งไม่ว่าเราจะเขียนซอยผิด ตัวหนังสือจางหรือตกหล่น แม้ว่าบ้านจะอยู่บนเขาหรือทางเข้าบ้านต้องลุยน้ำลงห้วย

พี่ ๆ ไปรษณีย์ ก็นำพัสดุมาส่งถูกที่ ถูกเวลา ได้อย่างน่าอัศจรรย์

สิ่งที่น่าประทับใจมากไปกว่านั้นคือ การนำจดหมายและพัสดุส่งถึงที่หมายอย่างปลอดภัย โดยเคารพกฎจราจรระหว่างทางของบุรุษไปรษณีย์ 

แต่ครั้งนี้ไปรษณีย์ไม่ได้มาส่งของ เขามาในบทบาทของแคมเปญ ‘สุภาพบุรุษไปรษณีย์’ หนังโฆษณาที่ต้องการรณรงค์สังคมให้ขับขี่ปลอดภัยตามกฎ จากความตั้งใจของ ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เนรมิตแนวคิดกลายเป็นผลงานโดยฝีมือของเอเจนซี่ Monday โดย เล็ก-พรรษพล ลิมปิศิริสันต์ Co-Founder, Chief Creative Officer และ สิงห์ โพธิ์สุวรรณ Creative Director

ทั้งหมดนี้เกิดจากที่ปัจจุบันเกิดปัญหาการจราจรไม่เว้นวัน ไปรษณีย์ไทยจึงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหานี้ นำเสนอผ่านตัวตนสุภาพบุรุษไปรษณีย์ที่เป็นมิตรกับคนไทยมายาวนานและยั่งยืน 

“หลายครั้งบุรุษไปรษณีย์ขี่มอเตอร์ไซค์เปิดทางให้รถพยาบาล ช่วยพยุงรถที่น้ำมันหมด ช่วยปฐมพยาบาลคนที่ประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน เป็นสิ่งที่เราทำจากความผูกพันกับสังคมไทย นอกเหนือจากหน้าที่หลัก”

ที่เกริ่นมานี้เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ จากทั้งหมดที่ไปรษณีย์ไทยทำ ยังมีการข้ามน้ำข้ามทะเลส่งพัสดุ หรือ ส่งของผ่านโดรนในช่วงโควิด-19 ซึ่งเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง ก็เกิดขึ้นได้ด้วยฝีมือของ ‘สุภาพบุรุษไปรษณีย์’ ที่ตอนนี้ เขากำลังจะสื่อสารเรื่องใหม่ไปถึงทุกคน

สุภาพบุรุษไปรษณีย์ แคมเปญหวังเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่คนไทย เพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน

Road Safety
กำเนิดแคมเปญสุภาพบุรุษไปรษณีย์

อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นทุกวัน แท้จริงไม่ใช่เรื่องไกลตัว และถือเป็นเรื่องของทุกคน

“เมื่อเราทราบข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนน เราตระหนักและไม่ปรารถนาที่จะให้เกิดกับพนักงาน ครอบครัว เพื่อน และทุกคนที่ใช้รถใช้ถนน” คำบอกเล่าอย่างหนักแน่นของ ดร.ดนันท์ เป็นสิ่งที่จุดประกายโครงการขึ้น

ไปรษณีย์ไทยตระหนักถึงเรื่องนี้ จึงจับมือกับสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขับเคลื่อนโครงการ “เพื่อนแท้ร่วมทาง Road Safety” พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนชุดความรู้และสื่อประชาสัมพันธ์ จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และโรงเรียนทักษะพิพัฒน์ของ SCG เพื่อจัดอบรมการขับขี่ปลอดภัย มีการสื่อสารภายในเป็นประจำทุกสัปดาห์ และมีนิทรรศการออนไลน์และสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ในระบบ THP Plearn (ระบบ e-Learning ของไปรษณีย์ไทย)

โครงการ Road Safety เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ทบทวนความรู้ทางวินัยจราจร และได้ความรู้เพิ่มเติมเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ทั้งคนขับขี่และคนสัญจรทางเท้า รวมทั้งสอนวิธีช่วยเหลือเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น ถ้าเกิดอุบัติเหตุต้องแจ้งทางไหน เรียกรถตำรวจหรือรถพยาบาลยังไง การเข้าไปช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น รวมถึงช่วยเป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญ

“เราคำนึงถึงความปลอดภัยในการจราจร ห่วงใยบุรุษไปรษณีย์ของเรา และผู้ที่ต้องใช้รถใช้ถนนร่วมกันทุกคน” ดร.ดนันท์ ย้ำเจตนารมณ์อีกครั้ง

มีคนจำนวนมากในการใช้ถนนบนเส้นทางที่หลากหลาย ฉะนั้น จึงหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตบนท้องถนนไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้ คือ มีสติ ไม่ประมาท และเคารพกฎจราจร

นี่จึงเป็นที่มาของแคมเปญนี้ 

Casting
ตั้งโจทย์ ก่อนสตาร์ท

เมื่อมีปณิธานแน่ชัด การลงมือทำจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ตามมา

ความตั้งใจอยากทำแคมเปญรณรงค์สังคมสักหนึ่งชิ้น คือโจทย์จากไปรษณีย์ไทยถึง Monday

“จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่บุรุษไปรษณีย์เป็นฝ่ายผิด มีเพียง 0.13 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าเมื่อเข้าคอร์สอบรมแล้ว เรามีเป้าหมายชี้วัดการดำเนินการในโครงการนี้ เราคิดว่าการรับรู้เรื่อง Road Safety จับต้องได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เราตั้งเป้าไว้ว่าจะลดอุบัติเหตุที่เราเป็นฝ่ายผิด แม้ไม่ใช่ตัวเลขที่เยอะ แต่เราจะลดให้ได้อีก 50 เปอร์เซ็นต์ และลดข้อร้องเรียนอีก 50 เปอร์เซ็นต์” แม้ว่าอุบัติเหตุที่เกิดจากฝั่งไปรษณีย์จะเป็นตัวเลขที่น้อย แต่ ดร.ดนันท์ ยังต้องการลดจำนวนนั้นให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพราะสุภาพบุรุษไปรษณีย์มีความเป็นมิตร ซึ่งเกิดขึ้นจากความผูกพันกับสังคมไทยมาเป็นระยะเวลานาน ความตั้งใจหลักอีกข้อคือ “เรารู้จักทุกพื้นที่ รู้จักคนไทยเป็นอย่างดี ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับบุรุษไปรษณีย์คือค่อนข้างเป็นมิตร ไว้ใจได้ เป็นไปในแง่ดี เราอยู่ในการให้บริการกับสังคมมานาน และเชื่อว่าจะบอกต่อเรื่องต่าง ๆ ให้กับคนไทยได้ ฉะนั้น บุรุษไปรษณีย์จึงควรขับขี่ปลอดภัยตามกฎจราจร เป็นการบอกต่อผ่านการกระทำ”

เล็ก Co-Founder, Chief Creative Officer แห่ง Monday ตอบรับทันทีตั้งแต่วินาทีแรกที่ ดร.ดนันท์ เล่าโจทย์ที่อยากทำให้ฟัง

“เรื่องรณรงค์สังคมเป็นสิ่งที่ Monday สนใจมาตลอดถ้ามีโอกาส และเราแทบไม่ปฏิเสธเลยไม่ว่าเรื่องไหนก็ตาม” 

เมื่อทั้งคู่มองเห็นจุดประสงค์เดียวกัน เป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้เลยว่า ผลงานที่ออกมาจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

“มันก็เป็นเป้าหมายที่เราก่อตั้ง Monday อยู่แล้ว ว่าการทำโฆษณาทำเพื่อให้คนซื้อของ ดังนั้น เราก็ควรทำโฆษณาเพื่อให้มี Social Branding & Awareness ด้วย”

สุภาพบุรุษไปรษณีย์ แคมเปญหวังเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่คนไทย เพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน

Workshop
เข้าใจโจทย์ เข้าใจบทบาทจราจร

‘โฆษณาแนวสนุกสนานพร้อมแง่คิดดี ๆ ในรูปแบบของหนังสั้นออนไลน์’ เป็นแนวคิดตอบโจทย์สำหรับแคมเปญนี้

และแน่นอนว่าพระเอกของเรื่องจะเป็นใครไม่ได้ ถ้าไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์

“เราอยากสื่อสารในแง่ที่นึกถึงคนใกล้ตัวที่สุด ในความเป็นไปรษณีย์ไทย เราก็ต้องนึกถึงบุรุษไปรษณีย์ เพราะพวกเขาใช้มอเตอร์ไซค์ขี่ไปส่งของ เลยคิดว่านี่แหละเป็นหัวหอกที่จะทำคนเห็นว่า เราจะขับขี่ปลอดภัยได้ยังไง” เล็กริเริ่มไอเดีย

“และเราเลือกคำว่าบุรุษไปรษณีย์ เพราะเป็นคำที่มีพลัง นอบน้อม อ่อนน้อม ตรงกับแก่นแท้และตัวตนของแบรนด์นักสำรวจเส้นทาง เคียงข้างคนไทยแบบเพื่อนรู้ใจ ทำให้บุรุษไปรษณีย์ได้รับความเชื่อใจ ไว้วางใจ” ดร.ดนันท์ เสริม

สุภาพบุรุษไปรษณีย์เป็นตัวเอกในการดำเนินเรื่อง แต่เรื่องนี้จะเล่าผ่านเหตุการณ์จำลองในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่การสอนหรือบอกให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ตรง ๆ 

“ความตั้งใจของเราคือ หนังเรื่องนี้ไม่ควรเป็นการสอน” ดร.ดนันท์ ว่า “ไอเดียหลัก ๆ ของเราคือสุภาพบุรุษไปรษณีย์ เราอยากให้คนขับขี่เหมือนมีบุรุษไปรษณีย์เป็นต้นแบบ เพราะฉะนั้น การสอนตรง ๆ ไม่ใช่วิธีที่เหมาะกับคนในยุคนี้ สิ่งที่น่าจะเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่าคือการทำตัวเองให้ดีก่อน ในที่นี้คือเคารพกฎจราจร มีความสุภาพ ขับรถปลอดภัย

“อีกอย่างที่สำคัญเลย คือเราต้องการให้หนังเข้าใจง่ายสำหรับคนทั่วไป เลยเซ็ตอัปให้เป็นขาวและดำในแง่นามธรรม ให้คอนทราสต์กัน บุรุษไปรษณีย์จะเป็นขาวมาก ๆ และอีกคนจะเป็นฝ่ายดำสุด ๆ เพราะเราอยากเล่าเรื่องแบบเร็ว กระชับ เล่าได้เลยว่านี่คือตัวละครฝ่ายดีนะ ส่วนนี่คือตัวละครฝ่ายตรงข้าม ให้เห็นชัด ๆ ไปเลย” เล็กเสริม

สุภาพบุรุษไปรษณีย์ แคมเปญหวังเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่คนไทย เพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน

Storyboard
ขับขี่สุภาพแบบสุภาพบุรุษไปรษณีย์ 

แต่ก่อนที่จะเลือกตัวละคร ก็ต้องค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลก่อน ทีมรีเสิร์ชของ Monday จึงสืบค้นข้อมูลโดยละเอียด ในเรื่องมุมมองการรับรู้ของคนไทยที่มีต่อสุภาพบุรุษไปรษณีย์

“ถ้าเป็นส่วนตัวเราที่ไม่ได้เช็กจากรีเสิร์ช เราจะนึกถึงว่าบุรุษไปรษณีย์ทุกคนต้องขับขี่ดีอยู่แล้ว อาจจะเพราะเขาชำนาญเรื่องเส้นทาง เราเคยรับจดหมายจากบุรุษไปรษณีย์บ่อย ๆ เลยรู้สึกว่าบุรุษไปรษณีย์ทุกคนน่ารัก การช่วยเหลือต่าง ๆ ในพื้นที่บ้านเรารู้หมด” 

เมื่อรีเสิร์ชมาแล้ว มุมมองของคนที่มีต่อบุรุษไปรษณีย์ก็ออกมาในทิศทางค่อนข้างดีมาก บุรุษไปรษณีย์จึงเป็นต้นแบบด้านการขับขี่ปลอดภัย และมุมที่พวกเขาช่วยเหลือเพื่อนร่วมทางมาโดยตลอด จึงถูกหยิบมาเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสั้นเรื่องนี้ 

โฆษณาชิ้นนี้เปิดฉากด้วยเหตุการณ์ที่บุรุษไปรษณีย์ยินดีช่วยเหลือคนที่วิ่งมาซ้อนท้ายขอให้พาไปส่งที่หมาย ระหว่างทางเต็มไปด้วยการสอดแทรกความรู้เรื่องขับขี่ปลอดภัย ซึ่งทั้งคู่ต่างนึกไม่ถึงเลยว่า การที่สุภาพบุรุษไปรษณีย์รับคนที่กระโดดซ้อนท้ายในครั้งนี้ จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

“คาแรกเตอร์บุรุษไปรษณีย์จะเป็นคนซื่อ ๆ แบบปกติผมก็ขับรถแบบนี้แหละ เลยสร้างเรื่องขึ้นมาว่า มีคนรีบวิ่งออกมาจากที่ไหนสักที่ สตาร์ทเครื่องไม่ได้ เลยกระโดดไปซ้อนท้ายไปรษณีย์ ซึ่งปกติเขาไม่รับส่งคน ก็จะมีความน่ารัก ๆ ของไอเดียเริ่มต้น คนนั้นมันคงหลอกไปรษณีย์ว่า ‘เฮ้ย! พี่รีบไปหาแม่ น้องพาไปหน่อย’ ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ ไปรษณีย์ก็ตอบว่า ‘ได้ครับพี่ ผมพอจะช่วยได้ก็ช่วย’” สิงห์เกริ่นให้ฟัง ก่อนจะเล่าต่อ

“แต่ความรีบของคนนั้นกับความสุภาพของไปรษณีย์มันค่อนข้างเป็นขั้วตรงข้าม หนังมีความขัดแย้งกันอยู่ คนนี้รีบ อีกคนรีบไม่ได้เพราะผมเป็นสุภาพบุรุษไปรษณีย์ เป็นชายในเครื่องแบบ ผมขับอยู่บนโครงสร้างองค์กร มันต้องอยู่ในกฎระเบียบ และผมก็เป็นแบบนี้แหละ” 

ไอเดียนี้ของสิงห์ สื่อถึงความในใจของบุรุษไปรษณีย์ได้ว่า ‘ไม่ว่าพี่จะรีบ จะให้แซงซ้าย แซงขวา เลี้ยวทันที ผมทำไม่ได้ เพราะผมเป็นสุภาพบุรุษไปรษณีย์’ ซึ่งหนังก็จะค่อย ๆ เล่าความดีงามเหล่านี้ไปเรื่อย ๆ จากพฤติกรรมปกติของคนที่มากระโดดซ้อนท้ายรถ คนนี้ที่เห็นไฟแดงก็จะบิดเลยเต็มที่ ไม่สนใจกฎเกณฑ์หรือคิดถึงคนอื่น แต่พอเห็นบุรุษไปรษณีย์ที่เป็นคนสุภาพ ทำให้ความคิดของเขาเปลี่ยนไป

“เขาจะรู้สึกว่าการขับดี ๆ ก็โอเคนี่หว่า เหมือนไปกระตุกต่อมบางอย่างให้รู้สึกว่า โมเมนต์ดี ๆ บนท้องถนนมันก็ดีนะ จากตัวอย่างของสุภาพบุรุษไปรษณีย์”

สุภาพบุรุษไปรษณีย์ แคมเปญหวังเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่คนไทย เพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน

Happy Ending
ถึงจุดหมาย จอดแบบไม่ล้ำเส้น

สุดท้ายหนังจะจบลงด้วยดี จากคนไม่ดีก็กลับใจกลายเป็นคนที่ดีขึ้น

“วันที่ผมไปถ่าย ผมเห็นสุภาพบุรุษไปรษณีย์จริง ๆ ขับผ่านตลอดเวลา เลยรู้สึกว่าหนึ่งในผู้ที่ใช้รถใช้ถนนมากที่สุดคือสุภาพบุรุษไปรษณีย์จริง ๆ” สิงห์เล่าถึงบรรยากาศหลังกล้องที่เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ไร้บท ไร้การเซ็ตฉากใด ๆ

อีกหนึ่งฉากก่อนจบที่เราชอบมาก คือภาพที่มอเตอร์ไซค์ขี่ย้อนศรบนทางเท้า เรียกได้ว่านี่คือปัญหาคลาสสิกที่พบได้ทุกหนแห่งและไม่มีวี่แววว่าจะหมดไป แต่เราก็แอบหวังให้หลายคนฉุกคิดขึ้นได้บ้างหลังจากชมโฆษณาชิ้นนี้

 “แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีวันไหนที่ไม่เห็นมอเตอร์ไซค์ขับย้อนศร เราเลยต้องใส่บริบทเรื่องขับขี่ย้อนศรลงไปในหนังให้ได้” ความจริงที่ปรากฏบนท้องถนนอยู่ทุกวันได้รับการยืนยันอีกเสียงจากมุมมองของเล็ก ก่อนที่สิงห์จะขยายความต่อ

“เราควรมีซีนอะไรบางอย่างในการสะท้อนสังคม ซึ่งปัญหาย้อนศรมันแก้ยาก แต่เราขอพูดสักหน่อย ในฉากคนที่มาซ้อนท้าย คนนี้ก็คงรู้สึกว่า เอ๊ะ! ทำไมพี่ต้องย้อนศร ไอ้คนที่ย้อนศรก็คิดว่า ก็ฉันย้อนศรแบบนี้เป็นปกติ เราเลยใส่ความเป็นดาร์กโจ๊กเข้าไปนิดหนึ่งว่า มันไม่ได้เป็นที่รถหรอก เป็นที่คนมากกว่า” 

สิงห์เล่าให้ฟึงถึงไอเดียเสียดสีสังคมที่ใส่มาได้อย่างแนบเนียนโดยไม่หลุดโทนของหนัง และกลับทำให้โฆษณาชิ้นนี้กลมกล่อมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

โฆษณาสะท้อนการจราจรของคนไทย ที่ไปรษณีย์ไทยและ Monday ต้องการจะเปลี่ยนสังคมบนท้องถนนให้ดีขึ้น

Behind the Scene 
ไม่ว่าจะเบื้องหน้า-เบื้องหลัง ก็ต้องเคารพกฎจราจร

“วันที่ไปถ่ายฝนตกทั้งวันเลยครับ คุมแสงไม่ค่อยได้ด้วย แต่เราก็ต้องทำออกมาให้เต็มที่ที่สุด”

“เรามีเวลาถ่ายวันเดียวเลยต้องแพลนดี ๆ เพราะซีนในหนังเยอะมาก จนต้องถ่ายแบบกระชับพื้นที่เร็ว ๆ มาก ๆ”

นี่เป็นเพียงเบื้องหลังส่วนหนึ่งของผลงานคุณภาพชิ้นนี้ ความทุ่มเทและเต็มที่ตั้งแต่เริ่มคิดโจทย์ ตีโจทย์ ไปจนถึงกระบวนการถ่ายทำของทีมงานทุกคนทั้งไปรษณีย์ไทยและ Monday ได้ถ่ายทอดออกมาให้เห็นแล้วผ่านแคมเปญสุภาพบุรุษไปรษณีย์ที่หวังให้เป็นบทบาทเล็ก ๆ ในการเปลี่ยนแปลงสังคม

“ปัจจุบันเราใช้บริการจากไรเดอร์ในการสั่งอาหารหรือเพื่อความสะดวกกันมากขึ้น โอกาสเกิดอุบัติเหตุก็ง่ายขึ้นตามไปด้วย ฉะนั้น ถ้าแคมเปญนี้ทำให้คนตระหนักและระมัดระวังมากขึ้นได้ ก็ถือว่า Success แล้ว ก่อนที่เขาจะบิดมอเตอร์ไซค์ออกไป อาจจะคิดสักนิดหนึ่งว่า เราต้องระวังเรื่องความปลอดภัย กฎ ระเบียบ” คำตอบนี้ของเล็กคงจะตอบได้ว่า แคมเปญนี้คาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร

แต่ที่เห็นได้ชัดที่สุดว่าจะเป็นคลื่นลูกแรกที่ก่อมวล คือความตระหนักในการรักษากฎจราจรอย่างเคร่งครัดของบุรุษไปรษณีย์ ผู้เป็นพระเอกตัวจริงในหนังเรื่องนี้

“อย่างแรกผมว่าสิ่งนี้จะไปกระตุ้นคนที่เป็นบุรุษไปรษณีย์ เพราะเหมือนเราขายภาพลักษณ์นั้นไปแล้ว ต่อไปคือหน้าที่ของคุณที่จะต้องทำให้ได้จริง ซึ่งส่วนใหญ่เขาเป็นอยู่แล้ว นี่จะเป็นตัวเสริมให้รอบคอบและระมัดระวังมากขึ้น” สิงห์เล่าในสิ่งที่ตัวเองเห็น ก่อนจะได้รับการสนับสนุนอีกเสียงจากเล็ก

“เขาน่าจะทำได้ เพราะ 80 กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว เราเลยไม่ขัดเขินที่จะทำโฆษณานี้ สมมติถ้าต้องทำแคมเปญให้ลูกค้าที่เราไม่ค่อยแน่ใจ เราก็จะไม่กล้าเสนอกลยุทธ์แบบนี้”

โฆษณาสะท้อนการจราจรของคนไทย ที่ไปรษณีย์ไทยและ Monday ต้องการจะเปลี่ยนสังคมบนท้องถนนให้ดีขึ้น

นอกจากหนังโฆษณาแล้ว แคมเปญนี้ยังมีสติกเกอร์ โปสเตอร์สไตล์ Ads Copy แบบมีกิมมิกที่เชื่อมโยงไปกับกฎจราจรได้ เช่น ตัวละครพูดว่า รู้มั้ยว่าถนนเส้นนี้ใครใหญ่ ติ๊กต่อก ๆๆ ทางม้าลายใหญ่สุด หรือ สุภาพบุรุษต้องเป็นคนที่ไม่ล้ำเส้น ซึ่งเส้นในที่นี้คือเส้นจอดรถ มาเล่าเสริมความเป็นสุภาพบุรุษไปรษณีย์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

“สิ่งที่เราต้องการขยายผลออกไปคือ เราหวังให้เกิดการบอกต่อจากบุรุษไปรษณีย์ 20,000 กว่าชีวิต บอกต่อคนรอบข้างคนละ 10 คน คนรับรู้ก็จะเพิ่มเป็น 200,000 เพราะการบอกปากต่อปากจากคนรู้จัก เป็นการสื่อสารทางตรงที่มีโอกาสสูง เมื่อคนรับรู้มากขึ้น คนใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยก็มีมากขึ้นตามไปด้วย” ดร.ดนันท์ เชื่อว่าการบอกต่อมีอิทธิพลและให้ผลลัพธ์จริงใจ ก่อนที่จะเล่าถึงอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ไปรษณีย์ไทยให้ความสนใจ

“อีกหนึ่งเรื่องที่ไปรษณีย์ไทยให้ความสำคัญคือ Green Logistics ในการรักษาสิ่งแวดล้อม เรามองว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งทำลายสิ่งแวดล้อมพอสมควร เช่น พออุบัติเหตุเกิดปุ๊บ รถติดปั๊บ คาร์บอนฟุตพรินต์ก็กระจาย เราจึงคิดไปถึงเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมบนท้องถนนด้วย”

เบื้องหลังฉากสุดท้ายนี้ ทั้งสามท่านฝากมุมมองที่มีต่อแคมเปญสุภาพบุรุษไปรษณีย์ไว้ว่า

ดร.ดนันท์ – “ผมมองว่าแคมเปญนี้เป็นจุดเริ่มต้น สร้าง Awareness ให้คนตระหนักถึงการช่วยกันดูแลความปลอดภัยบนท้องถนน เพราะสุดท้ายแล้วไม่มีใครอยากให้ความสูญเสียเกิดขึ้น” 

เล็ก – “แคมเปญนี้เราอยากสื่อสารกับคนขี่มอเตอร์ไซค์ เพราะทุกวันนี้มีให้เห็นทั้งขี่ย้อนศร ขี่บนทางเท้า ฝ่าไฟแดง เราเลยอยากให้บุรุษไปรษณีย์เป็นแบบอย่างให้กับทุกคน ถ้าทุกคนขับขี่ปลอดภัย คนบนท้องถนนก็น่าจะปลอดภัยขึ้น มันอาจจะยากนิดหนึ่งนะในการสื่อสาร แต่อย่างน้อยเราก็ได้พูดอะไรออกไป” 

สิงห์ – “ถ้าบอกว่าแคมเปญนี้จะทำให้คนขี่มอเตอร์ไซค์ทุกคนขับขี่ดีขึ้นในทันทีเลยไหม ผมบอกเลยว่าไม่น่าได้ แต่ในความรู้สึกผม ทุกวันนี้ผมเชื่อว่าคนไทยขับรถดีขึ้นเยอะจากเมื่อก่อน เพราะกฎหมายเราแรงขึ้น และเป็นเพราะคนรอบข้างด้วย เดี๋ยวนี้ผมแทบไม่ค่อยเห็นคนที่เจอไฟเหลืองแล้วเหยียบ เพราะเขาเห็นว่าคันข้าง ๆ ไม่เหยียบ เขาเลยไม่เหยียบด้วย บริบทของสังคมมีส่วนช่วยทำให้เราขับรถดีขึ้น และนี่คือสิ่งที่ผมหวังว่าแคมเปญสุภาพบุรุษไปรษณีย์นี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างบริบทการจราจรที่ดีให้เกิดขึ้นในอนาคต”

หนึ่งสิ่งสำคัญที่แคมเปญนี้ต้องการสื่อ คือ การปฏิบัติตามกฎจราจร การขับขี่โดยไม่คิดถึงแค่ตัวเอง การใช้ถนนโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ เป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นเรื่องปกติ

“ในอนาคตเราอยากทำเพิ่ม ไม่ใช่แค่บุรุษไปรษณีย์ที่สุภาพ แต่ขยายวงกว้างสู่ไรเดอร์อื่น ๆ” เสียงเล็ก ๆ จากเล็ก ที่ปรารถนาให้ชีวิตบนท้องถนนเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทำได้ชั่วข้ามคืน

“มันยาก แต่ของแบบนี้ต้องใช้เวลา” เราเองก็เชื่ออย่างนั้น

“ถนนเป็นของทุกคนครับ ถ้าเราขับขี่ดี ตรงนี้ก็จะกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย” เสียงสะท้อนทิ้งท้ายจากเจ้าของไอเดียโฆษณาชิ้นนี้ถึงสุภาพชนทุกคนบนท้องถนน

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load