30 พฤศจิกายน 2562
42 K

‘ตำหนักตึก’ เป็นหนึ่งในอาคารสำคัญของบ้านปลายเนินอันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้ทรงได้รับการถวายพระสมัญญานามว่า ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ 

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2490 สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์สิ้นพระชนม์ลงโดยสงบ ขณะทรงมีพระชันษาได้ 83 ปี ในห้องบรรทมบนชั้นสองของตำหนักตึกแห่งนี้

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ แห่งบ้านปลายเนิน
สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

ย้อนไปในอดีต เมื่อ พ.ศ. 2474 อาคารทรงยุโรปหลังนี้สร้างขึ้นโดยความคิดริเริ่มของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายา ด้วยพิจารณาแล้วว่าสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงมีพระพลานามัยไม่แข็งแรงเช่นแต่ก่อน กอปรกับทรงเจริญพระชนมายุมากขึ้น ก่อนหน้านี้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เคยประทับอยู่เพียงพระองค์เดียวที่ตำหนักไทย ภายในเขตบ้านปลายเนิน ต่อมาเมื่อทรงพระชราและพระพลานามัยถดถอยดังที่กล่าวไป หม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ จึงดำริที่จะปลูกตำหนักตึกขึ้น แล้วเชิญเสด็จมาประทับเพื่อถวายการดูแลอย่างใกล้ชิด

ในตอนแรก สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์จะเสด็จมาประทับเฉพาะช่วงกลางคืน เพื่อพักผ่อนพระอิริยาบถและบรรทม แต่เมื่อทรงงานก็จะเสด็จพระดำเนินไปที่ตำหนักไทย ต่อมาจึงเสด็จมาประทับที่ตำหนักตึกตลอดเวลาเป็นการถาวรจวบจนสิ้นพระชนม์

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน
สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

ประตูห้องบรรทมปิดสนิทมาเป็นเวลานานกว่ากว่า 70 ปีหลังจากที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์สิ้นพระชนม์ลงเมื่อ พ.ศ. 2490 ตามด้วยการถึงแก่อนิจกรรมของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาใน พ.ศ. 2502 จากนั้นที่ตำหนักตึกจึงมีเพียงพระธิดาสองพระองค์คือหม่อมเจ้าดวงจิตร จิตรพงศ์ และ หม่อมเจ้ากรณิกา จิตรพงศ์ ประทับอยู่จนสิ้นชีพิตักษัยลงใน พ.ศ. 2548 และ พ.ศ. 2558 ตามลำดับ จากนั้นประตูของตำหนักตึกก็ปิดสนิทมาโดยตลอด

ในปีนี้ (พ.ศ. 2562) ทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ ซึ่งเป็นพระปนัดดา (เหลน) ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ตัดสินใจเปิดประตูตำหนักตึกขึ้นอีกครั้ง เพื่อสืบค้นร่องรอยว่านายช่างใหญ่แห่งกรุงสยามพระองค์นี้ทรงเรียนอย่างไร อ่านอย่างไร ฝึกฝนพระองค์อย่างไร จึงได้ทรงเป็นนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยามที่ทรงพระปรีชาสามารถเช่นนี้ ด้วยความหวังว่าหากได้ค้นพบ และศึกษาถึงองค์ความรู้ที่สั่งสมในตำหนักตึกอันเปรียบเสมือน Time Capsule นี้ อย่างจริงจังแล้วล่ะก็ จะสามารถนำมาจัดแสดงในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์เพื่อสร้างประโยชน์กับผู้สนใจในศาสตร์และศิลปะทุกแขนงต่อไป

พระทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ ซึ่งเป็นพระปนัดดา (เหลน) ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
พระทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ ซึ่งเป็นพระปนัดดา (เหลน) ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

วันนี้การสืบค้นเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในอาคารโบราณล้ำค่าหลังนี้ เศษกระดาษใบเล็ก สมุดจดเล่มน้อย ตลอดจนของจิปาถะมากมายที่เก็บรักษาไว้ในกล่องกระดาษ หีบ ปี๊บ หรือซุกซ่อนอยู่ตามซอกเล็กมุมน้อยทุกๆ ชิ้นล้วนได้รับการดูแลอย่างเบามือ พร้อมกับการศึกษาอย่างละเอียดถึงความเป็นมาและเป็นไป ภาพสเกตช์ดินสอเส้นบางเบาแทบจะเลอะเลือนหลายต่อหลายภาพที่ปรากฏบนซองจดหมาย กระดาษแผ่นเล็กๆ กลับกลายมาเป็นภาพฝีพระหัตถ์ทรงร่างที่พัฒนาเป็นสถาปัตยกรรมสำคัญของแผ่นดินไทยมากมาย

The Cloud ได้รับการเชิญชวนให้มาชมสรรพสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เพิ่งค้นพบ พร้อมกับเสพเรื่องราวและที่มาอันยิ่งใหญ่จากการสืบค้นอย่างละเมียดละไมในครั้งนี้ 

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน
สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

สมุดร่างภาพ (Sketch book)

ขนาด 9 x 14 ซม. ด้านในทรงร่างภาพเพื่อทรงร่างแบบพระอุโบสถและส่วนต่าง ๆ ของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

สมุดร่างภาพเล่มเล็กนี้พบในห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งห้องนี้อยู่บนชั้นสอง ติดกับห้องบรรทมของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ห้องนี้จะเป็นห้องเล็กๆ แคบๆ และมีประตูเปิดทะลุเข้าห้องบรรทมสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ได้เลย

สมุดนี้เก็บอยู่ภายในปี๊บลักษณะคล้ายปี๊บขนมปังที่มีฝาบานพับด้านบนปิดสนิทและคล้องกุญแจอยู่ ลักษณะกระดาษในสมุดไม่ใช่กระดาษเปล่า แต่เป็นกระดาษที่ประกอบด้วยตารางเล็กๆ และสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงใช้ตารางเหล่านี้เทียบสัดส่วนเพื่อทรงร่างแบบพระอุโบสถตลอดจนส่วนต่างๆ ของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร โดยทรงร่างแบบฟรีแฮนด์ ไม่ได้ใช้อุปกรณ์อย่างเช่นไม้บรรทัดช่วยแต่อย่างใด แต่ละหน้าจะเป็นแบบรายละเอียดของแต่ละส่วนของตัววัด เช่น รั้ว ประตู เป็นต้น

สิ่งที่น่าสนใจคือสมุดร่างภาพเล่มนี้เล็กมากๆ ภาพฝีพระหัตถ์ทรงร่างนั้นละเอียด ปราศจากรอยลบหรือขูดขีดใดๆ หมายถึงว่าทรงร่างอย่างแม่นยำในครั้งเดียว ก่อนขยายแบบเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อทอดพระเนตรและพระราชทานพระราชวินิจฉัยก่อนพระราชทานพระราชานุมัติให้สร้างจริงใน พ.ศ. 2441 

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ซื้อที่ดินระหว่างคลองผดุงกรุงเกษมจนถึงคลองสามเสน เพื่อสร้างที่ประทับพักผ่อนพระอิริยาบถส่วนพระองค์ โดยพระราชทานนามว่า ‘สวนดุสิต’ (พระราชวังดุสิตในปัจจุบัน) ซึ่งบริเวณที่ดินที่ทรงซื้อนั้นมีวัดโบราณ 2 แห่ง คือ วัดดุสิตซึ่งอยู่ในสภาพทรุดโทรมโดยถูกใช้เป็นที่สร้างพลับพลา และวัดร้างอีกแห่งซึ่งจำเป็นต้องใช้ที่ดินของวัดสำหรับตัดเป็นถนน พระองค์จึงทรงทำผาติกรรม สร้างวัดแห่งใหม่เพื่อเป็นการทดแทนตามประเพณี โดยทรงเลือกวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร เป็นวัดที่ทรงสถาปนาตามพระราชดำริว่า การสร้างวัดใหม่หลายวัดยากต่อการบำรุงรักษา ถ้ารวมเงินสร้างวัดเดียวให้เป็นวัดใหญ่ และทำโดยช่างฝีมือประณีตจะดีกว่า จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ทรงออกแบบก่อสร้างพระอุโบสถและถาวรวัตถุอื่นๆ และมีพระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) เป็นนายช่างก่อสร้าง

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

สิ่งก่อสร้างสำคัญคือพระอุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลอง ซึ่งใช้หินอ่อนที่ประดับตกแต่งพระอุโบสถ พระระเบียง ตลอดจนสถานที่อื่นๆ โดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบ วัดขนาด และทำแบบส่งไปเป็นตัวอย่าง เพื่อเรียกประกวดราคาโดยตรงจากบริษัทขายหินอ่อนในประเทศอิตาลี และใช้หินอ่อนจากห้างโนวี จุสเซปเป้ (Novi Giuseppe) เมืองเจนัว (Genoa) กับหินอ่อนจากเมืองคาร์รารา (Carrara) ประเทศอิตาลี ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่มีหินอ่อนมากและดีที่สุด วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร เป็นวัดสำคัญที่มีชื่อเสียงระดับโลก รู้จักกันดีในภาษาอังกฤษกันว่า Marble Temple 

ตัวอย่างตาข่ายมะลิประดิษฐ์

จากพระยาเทวาธิราช ตามคำขอของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

ตัวอย่างตาข่ายมะลิประดิษฐ์นี้พบในห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เช่นกัน อยู่ในกล่องกระดาษกล่องหนึ่งที่เก็บแยกไว้ต่างหาก โดยบรรจุรวมอยู่ในกล่องกระดาษกล่องใหญ่ซึ่งมีเอกสารและสิ่งของอื่นๆ อีกมากมายอยู่ด้วยกัน 

พระยาเทวาธิราช มีนามเดิมว่า หม่อมราชวงศ์โป้ย มาลากุล เป็นโอรสในพลเรือโท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ และ หม่อมสุ่น มาลากุล ณ อยุธยา ในวัยเยาว์ท่านบิดาได้ถวายตัวพร้อมกับพี่น้องทั้งหมดให้อยู่ภายใต้ร่มพระบารมีของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระยาเทวาธิราชเคยรับราชการในตำแหน่งกรมวัง และเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้ากองวังและพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ตามลำดับ และเคยเติบโตมาจากสำนักสมเด็จพระศรีพัชรินราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเพราะเหตุนี้เลยรู้จักข้าราชสำนักในพระองค์ท่านดี สามารถเสาะหาคนที่สามารถประดิษฐ์ตาข่ายดอกมะลิ ดอกพุด และลายต่างๆ ได้

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

ที่พบเป็นตัวอย่างตาข่ายประดิษฐ์ลวดลายต่างๆ ตามที่ข้าหลวงในสมเด็จพระศรีพัชรินราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ร้อยขึ้นตามพระราชประสงค์ เป็นการร้อยตาข่ายมะลิตามแบบในวังหลวง ณ เวลานั้น ซึ่งเป็นลายที่งดงามและหาชมยากยิ่งในปัจจุบัน 

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเป็นปราชญ์ ก่อนทรงเริ่มต้นทำเรื่องใด จะทรงศึกษาอย่างลึกซึ้งถึงที่มาที่ไป วิชาดั้งเดิมที่เป็นองค์ความรู้ โดยทรงขอความรู้จากผู้ที่ไว้พระทัยว่าสามารถหาข้อมูถวายได้ เมื่อทรงศึกษาของเดิมจนเข้าพระทัยแล้ว จึงจะทรงนำมาพัฒนาแบบใหม่ๆ และต่อยอดจากองค์ความรู้เดิม ในกรณีนี้จะเห็นว่าเมื่อทรงได้ลายประดิษฐ์ตาข่ายตามอย่างโบราณแล้ว ได้ทรงนำมาร่างลายเขียนละเอียดลงบนแผ่นกระดาษ เพื่อบันทึกและพัฒนาลายใหม่ๆ  ขึ้น

ต้นแบบเหรียญรัชมงคล ร.ศ. 126

ขนาดใหญ่กว่าเหรียญจริง 5 เท่า

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

เหรียญงานพระราชพิธีรัชมงคล ร.ศ. 126 พบบนหิ้งในห้องห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เช่นกัน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีรัชมงคล เมื่อ พ.ศ. 2450 ตรงกับรัตนโกสินทร์ศกที่ 126 เพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติเสมอด้วยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา ความปรากฏใน ‘พระราชบัญญัติเหรียญรัชมงคลรัตนโกสินทรศก ๑๒๖’ ตอนหนึ่งว่า

 “มีพระบรมราชโองการตรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า จำเดิมแต่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ในปีมะโรง สัมฤธิศก จุลศักราช ๑๒๓๐ นับเรียงปีมาถึงรัตนโกสินทรศก ๑๒๖ นี้ รัชพรรษาพอบรรจบสี่สิบปี เสมอด้วยรัชกาลแห่งสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่ ๒ ซึ่งได้ครอบครองราชสมบัติในกรุงศรีอยุธยา ผู้มีรัชกาลยืนยาวกว่าพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ อันมีปรากฏในพระราชพงศาวดาร เป็นเหตุให้ทรงพระปีติเบิกบานพระราชหฤทัย จึงจะได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในกรุงศรีอยุธยา ทรงพระราชอุทิศส่วนพระราชกุศลถวายสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์นั้น ตามรัชสมัยได้เท่าทันเสมอภาค ยากที่จะเทียมถึงจึงจัดว่าเป็นพระราชกุศลรัชมงคลอันอุดม สมควรจะมีสิ่งซึ่งเป็นที่รฦกถึงบุญญาภินิหาร แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้ ให้อยู่ชั่วกาลนานจึงทรงพระราชดำริห์ให้สร้างเหรียญที่รฤก”

ในการนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ทรงออกแบบถวาย ด้านหน้าของเหรียญเป็นรูปพระครุฑพ่าห์ มีพระจุลมงกุฎซ้อนบนอก ส่วนด้านหลัง มีอักษรจารึกไว้ว่า “ที่รฤกรัชกาลที่ ๕ กรุงรัตนโกสินทร์ เสมอรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ กรุงศรีอยุทธยา ร.ศ. ๑๒๖”

เหรียญรัชมงคล ร.ศ. 126 นี้ พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำขึ้นเพื่อพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทในการพระราชกุศลรัชมงคล รัตนโกสินทร์ศก 126 โอกาสเดียว โดยผู้ใดสมควรจะได้รับพระราชทานเหรียญสำคัญนี้ขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัย แล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

เหรียญรัชมงคล ร.ศ. 126 นี้ ปั้นแบบโดย ออกุสต์ พาเทย์ ซึ่งเป็นนายช่างคนเดียวกับที่ทำเหรียญประพาสยุโรป ถ้าสังเกตดีๆ จะพบลายเซ็นนายออกุสต์อยู่ตรงขอบ และเหรียญรัชมงคล ร.ศ. 126 นี้ ผลิตโดยโรงงานเหรียญกษาปณ์ Monnaie de Paris ประเทศฝรั่งเศส

La Monnaie de Paris สถาบันที่อายุยาวนานที่สุดในฝรั่งเศสและเป็นวิสาหกิจที่เก่าแก่ที่สุดของโลก โดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ทรงมีพระราชบัญชาให้ก่อตั้งโรงผลิตเหรียญขึ้นในปารีสเมื่อ ค.ศ. 864 เพิ่มเติมจากโรงกษาปณ์เดิมอีก 8 แห่งที่มีอยู่ในแคว้นต่างๆ ปัจจุบันโรงกษาปณ์นี้ผลิตเฉพาะเหรียญที่ระลึกสวยงามเท่านั้น

เนื่องจากสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ต้องทรงงานกับช่างชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ในสมุดภาพร่างมักจะเห็นว่าทรงใช้ภาษาอังกฤษเขียนกำกับและอธิบายรายละเอียดไว้ให้ช่างเข้าใจ เพื่อสานต่องานได้ตามพระประสงค์

สมุดทรงบันทึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

พบในห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เช่นกัน  โดยเก็บรักษาไว้ในในปี๊บที่ลักษณะคล้ายปี๊บขนมปังที่มีฝาบานพับด้านบนปิดสนิทและคล้องกุญแจอยู่

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเริ่มศึกษาภาษาอังกฤษกับแหม่มแอนนา (แอนนา ลีโอโนเวนส์) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระราชบิดาได้ทรงเสาะหาครูสอนภาษาอังกฤษเพื่อถวายการสอนแก่พระราชโอรส พระราชธิดา และเจ้าจอม มิสเตอร์อดัมสัน ผู้จัดการบริษัทบอร์เนียวที่สิงคโปร์จึงแจ้งให้ทรงทราบว่า มีแหม่มสอนภาษาอังกฤษที่มีความสามารถเหมาะสม จึงทรงทาบทามให้เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อถวายการสอนภาษาอังกฤษในพระราชวัง

แหม่มแอนนา รับราชการอยู่ 4 ปี 6 เดือน จึงถวายบังคมลาออกจากหน้าที่เนื่องจากสุขภาพทรุดโทรม และเดินทางกลับอเมริกา 

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงศึกษาภาษาอังกฤษด้วยพระวิริยะอุตสาหะด้วยพระองค์เอง จากภาพสมุดบันทึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษเล่มนี้ จะเห็นว่าทรงคัดลอกคำและประโยคภาษาอังกฤษ ทรงบันทึกคำอ่านและคำแปลเป็นภาษาไทยไว้ด้วย เพื่อจะได้ทรงฝึกฝนเมื่อทรงมีเวลา

พระองค์ทรงศึกษาภาษาอังกฤษจนแตกฉานด้วยพระองค์เอง ในสมุดร่างภาพจะมีข้อความอธิบายเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดเพื่อทรงใช้สื่อสารกับช่างชาวยุโรปที่จะนำภาพฝีพระหัตถ์ที่ทรงออกแบบไปพัฒนาต่อได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังทรงศึกษาตำราต่างๆ และทรงสะสมหนังสือที่เป็นภาษาอังกฤษไว้เป็นจำนวนมาก หนังสือทรงสะสมหลายเล่มที่พบในตำหนักตึกนี้ยังสามารถสืบค้นและหาซื้อได้จากแหล่งต่างๆ เช่น เว็บไซต์ amazon  

รูปภาพราชรถและพระโกศทองน้อย

รัชกาลที่ 4 ส่งมาจากกระทรวงวัง

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่งบ้านปลายเนิน
สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่งบ้านปลายเนิน

พบในลังเอกสารจิปาถะในห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เช่นกัน โดยวางรวมอยู่กับจดหมายต่างๆ

สันนิษฐานว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ทรงออกแบบหรือซ่อมแซมราชรถและพระโกศทองน้อยเพื่อนำไปใช้งาน และด้วยนิสัยของผู้ใฝ่หาความรู้ พระองค์จึงทรงขอให้กระทรวงวังส่งข้อมูลราชรถน้อยและพระโกศทองน้อยของรัชกาลที่ 4 มาให้ทรงศึกษาอย่างละเอียดก่อนซ่อมแซม นิสัยนี้มีติดพระองค์ตลอดพระชมน์ชีพ ไม่โปรดทำอะไรขึ้นโดยปราศจากความเข้าพระทัยและรู้ลึกรู้จริง

แบบร่างงานฝีพระหัตถ์ต่างๆ บนเศษกระดาษและซองจดหมาย

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่งบ้านปลายเนิน

พบได้ทั่วไปทุกหนแห่ง ในห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เช่นกัน รวมทั้งในตู้เก็บเอกสารตรงโถงบันได ปะปนไปกับเอกสารทั่วไป

ภาพนี้สื่อให้เห็นว่าทรงงานอยู่ทุกขณะ ทรงใช้ความคิดและจินตนาการในการออกแบบตลอดเวลา บางทีหากทรงงานอื่นๆ อยู่หรือขณะทรงพระสำราญ ถ้าหากทรงมีไอเดียขึ้นมา ท่านก็จะทรงหยิบสิ่งของใกล้ตัวมาทรงร่างทันที ที่เห็นบ่อยคือซองจดหมายที่ส่งมาถวาย ทรงวาดไอเดียนั้นลงอย่างคร่าว ๆ เพื่อกันลืม ทรงเป็นผู้มัธยัสถ์เพราะกระดาษทุกแผ่นไม่ว่าแผ่นเล็กแค่ไหน จะเป็นเพียงเศษกระดาษหรือซองใส่อะไรก็ตาม จะทรงนำมาใช้ทั้งด้านหน้าด้านหลัง ไม่ปล่อยทิ้งว่างไว้เลย และภาพฝีพระหัตถ์ทรงร่างมากมายที่พบก็ปรากฏต่อมาว่าเป็นงานศิลป์ชิ้นสำคัญของประเทศ

Diary 1946 พระนิพนธ์ชิ้นสุดท้าย

ก่อนสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์สิ้นพระชนม์ 

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่งบ้านปลายเนิน

พบในห้องห้องนอนของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายาในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เช่นกัน เก็บรักษาไว้ในปี๊บที่มีฝาบานพับปิดได้ คล้องกุญแจอยู่

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงมีพระคุณลักษณะนิสัยสำคัญประการหนึ่งนั่นคือ ทรงจดบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ เป็นประจำในทุกวัน โดยจะทรงบันทึกข้อมูลอันเป็นสถิติ เช่น น้ำหนักของพระองค์ อุณหภูมิของสถานที่นั้น ที่ประทับอยู่ ตลอดจนเวลาที่ฝนตกและปริมาณน้ำฝนเป็นมิลลิเมตร นอกจากนั้นยังทรงบันทึกพระราชกรณียกิจในวันนั้นๆ ว่าเสด็จไปไหน ทรงงานอะไร มีใครมาเฝ้า และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกประเทศ ทรงบันทึกด้วยลายพระหัตถ์เรียบร้อย เป็นระเบียบงดงาม 

หม่อมเจ้าดวงจิตร จิตรพงศ์ พระธิดาผู้ทรงสนองพระกรุณาเป็นดั่งเลขานุการิณีในพระองค์ได้ทรงบันทึกเกี่ยวกับ Diary 1946 อันเป็นไดอารี่เล่มสุดท้ายของพระองค์ท่านไว้ว่า

“ยิ่งทรงพระชรา ลายพระหัตถ์ที่เคยประณีตถี่ถ้วนก็ค่อยๆ สั้นและเลอะเลือน จนถึงวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2489 ถึงเวลาที่ทรงเขียนก็ทรงหยิบสมุดพลิกเปิดตรงที่คั่นไว้ หยิบดินสอเขียนคำว่า ‘บางกอก’ ลงได้เพียงคำหนึ่ง แล้วจรดนิ่งอยู่หลายนาทีจึงทรงเงยพระพักตร์ขึ้นจ้องดูหน้าลูกซึ่งคอยปรนนิบัติอยู่ตรงนั้นนิ่งอยู่นาน น้ำพระเนตรคลอ พระหัตถ์กำดินสอแน่น ตรัสบอกว่า ‘เขียนไม่ได้’ ต้องช่วยแกะดินสอออกจากพระหัตถ์และเก็บสมุดถวาย”

ใน Diary 1946 ที่พบยังปรากฏลายพระหัตถ์ที่ทรงเขียนไว้ว่า ‘บางกอก’ ด้วยดินสอ อันเป็นพระนิพนธ์คำสุดท้ายในพระองค์

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์มิได้ทรงเป็นเอกศิลปินทางด้านภาพจิตรกรรมหรือสถาปัตยกรรมเท่านั้น พระองค์ท่านยังทรงเป็นเอกทางด้านวรรณศิลป์อีกด้วย ทรงพระนิพนธ์บทละครดึกดำบรรพ์ไว้หลายเรื่อง เช่น อิเหนา ตอนตัดดอกไม้ฉายกริช ตอนไหว้พระ และตอนบวงสรวง รามเกียรติ์ ตอนศูรปนขาตีสีดา สังข์ทอง ตอนเผาพระขรรค์ ตอนชุบตัว และตอนหึง รวมทั้งสังข์ทอง ตอนทิ้งพวงมาลัย ตอนตีคลี และตอนถอดรูป เป็นต้น คำร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีที่เราใช้กันในปัจจุบันนี้ ก็มาจากคำร้องที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงนิพนธ์ไว้เป็นต้นแบบ

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

“ตั้งแต่ผมเกิดมา ผมก็พอทราบแล้วว่าท่านเก่ง แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาพูดแล้วว่าทวดเราเก่ง แต่อยู่ในจุดที่ค้นหาว่าทำไมท่านเก่ง และถ้าคนๆ หนึ่งอยากเก่งเหมือนท่านต้องทำอะไรบ้าง ต้องหมั่นลักจำ หมั่นสังเกต กล้าพลิกแพลงพิสดารที่ไม่หลุดกรอบจนเกินไป”

สิ่งที่ค้นพบในตำหนักตึก อาคารทรงยุโรปอายุร้อยกว่าปีที่เป็น Time Capsule แห่ง บ้านปลายเนิน

หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์ ตัวแทนพระปนัดดาเอ่ยถึงเหตุผลเบื้องหลังโครงการใหญ่ต่อไปของทายาทแห่งบ้านปลายเนิน คือการสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ทำให้ชาวไทยและชาวต่างชาติไม่เพียงได้เห็นผลงานฝีพระหัตถ์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ แต่ได้เห็นผลงานที่ทรงสร้างร่วมกับศิลปินอื่นๆ โบราณวัตถุสะสม สถาปัตยกรรมของบ้านปลายเนิน และสำคัญที่สุดคือวิถีชีวิตของนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม

พระทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ ซึ่งเป็นพระปนัดดา (เหลน) ในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

การสืบเรื่องราวในตำหนักตึกยังมีต่อไปเรื่อยๆ อย่างระมัดระวัง กระดาษทุกชิ้นล้วนมีคุณค่าที่ต้องสืบหาให้ได้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เป็นภารกิจที่ใช้เวลาและความพากเพียรอย่างยิ่งยวด แต่องค์ความรู้ที่ได้มานั้นจะเผยแพร่ให้คนไทยได้รับรู้ว่า นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยามพระองค์นี้ทรงเรียนอย่างไร อ่านอย่างไร ฝึกฝนพระองค์อย่างไร จึงได้ทรงเป็นนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยามที่ทรงพระปรีชาสามารถเช่นนี้ และองค์ความรู้นี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาทักษะทั้งศาสตร์และศิลป์ต่อไปในอนาคต


ข้อมูล : หม่อมหลวง อนุวาต ไชยันต์

สืบค้นข้อมูล : หม่อมหลวง ตรีจักร จิตรพงศ์, หม่อมหลวง สุธานิธิ จิตรพงศ์

สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม : โลจน์ นันทิวัชรินทร์

ถ่ายภาพ : หม่อมหลวง ตรีจักร จิตรพงศ์

เรียบเรียง : โลจน์ นันทิวัชรินทร์

Writer

Avatar

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ลูกหลานไม่รับสืบทอด 

ช่องว่างระหว่างวัยทำให้ความคิดเห็นไม่ตรงกัน 

การจัดการเรื่องระบบและความรู้สึกภายในครอบครัวเริ่มมีความซับซ้อน 

การปรับตัวไปพร้อมเทคโนโลยีในยุคที่การแข่งขันสูงคือความท้าทาย

ทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาล้านแปดที่ธุรกิจครอบครัวต้องเผชิญในศตวรรษที่ 21 

แต่ในมุมมองของ ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ mai และตลาดหลักทรัพย์ LiVEx ปัญหาคือจุดเริ่มต้นให้คนมองหาลู่ทางไปต่อ รวมถึงสร้างโอกาสในการผลักดันให้บริษัทของตนเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากตลาดทุน

งานวิจัยทั่วโลกเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ธุรกิจครอบครัวทั้งในไทยและต่างประเทศอยู่ได้เพียง 3 รุ่นก็จะหายไป การหลงเหลือถึงรุ่นที่ 4 มีโอกาสเพียง 4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น 

ดังนั้น ความท้าทายในตอนนี้คือทำอย่างไรให้ธุรกิจครอบครัวซึ่งเป็นธุรกิจส่วนใหญ่ในประเทศได้รับการสืบทอดและอยู่อย่างมีคุณภาพต่อไปได้

ความท้าทาย ‘ภายใน’

ทำอย่างไรไม่ให้จบที่ความขัดแย้ง

หากจะเล่าให้เห็นภาพ สมัยก่อนปู่ย่าเริ่มกิจการ มีลูก 4 คน ลูกเขยและลูกสะใภ้อีก 4 คน มีหลานอีกบ้านละ 3 คน รวมทั้งหมด 22 คนใน 3 รุ่น จะเห็นได้ว่าความซับซ้อนภายในเพิ่มขึ้นทั้งช่วงวัยและความคิดที่ต่างกัน 

ปู่และย่าเริ่มต้นจากความยากจน หากมาจากจีนก็อาจมาพร้อมเสื่อผืนหมอนใบ สิ่งที่คิดถึงจึงเป็นความประหยัดและการทำงานหาเงินอย่างหนัก

ต่อมารุ่นพ่อแม่เริ่มมีเงิน มีเครือข่ายคนรู้จักทำให้กิจการเติบโต แต่ยังได้นิสัยประหยัดมา

มาถึงรุ่นลูกจะเห็นความแตกต่างคือ พ่อแม่รวยระดับหนึ่ง ชีวิตลูกสบาย บางคนได้ไปเรียนต่างประเทศ

ไม่มีวิธีคิดที่ถูกหรือผิด หากแต่เป็นความแตกต่างของมุมมองและตัวเลือกที่แต่ละรุ่นได้รับ

ความซับซ้อนของธุรกิจครอบครัวจึงเพิ่มขึ้นจากจำนวนคนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ความยากในกรณีที่ต้องการให้คนในเข้ามาบริหารจึงเป็นการคัดเลือกผู้สืบทอด เนื่องจากครอบครัวมักมีความรู้สึกส่วนตัวผสมอยู่ทั้งความชอบและไม่ชอบ

ในทางตรงกันข้าม การปฏิเสธการรับสืบทอดของหลานก็มีความเป็นไปได้ พวกเขาอาจไม่ชอบธุรกิจนี้จากที่เห็นปู่ย่าต้องลำบาก พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ หรือพวกเขาอาจมีความฝันของตนเอง แต่การคัดเลือกคนนอกเข้ามาก็ไม่ง่ายเช่นกัน เมื่อปราการที่แข็งแกร่งที่สุดคือความผูกพัน คนนอกหรือจะเถียงคนในชนะ

“ประเด็นตรงนี้เป็นเรื่องของระบบการกำกับ (Governance) ทำอย่างไรที่จะแยกบทบาทระหว่างเจ้าของ กรรมการ และผู้บริหารออกจากกัน เรามีสิ่งที่เรียกว่าธรรมนูญครอบครัว (Family Charter) คือข้อตกลงร่วมกันระหว่างสมาชิกเพื่อสร้างความสามัคคี”

แต่ระบบที่ดีอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ คุณประพันธ์บอกว่า ระบบควรมีควบคู่ไปกับการเลี้ยงดูที่ดี เพราะหากเจอคนไม่ดีในครอบครัว หรือต้องการหาผลประโยชน์ส่วนตัว ผลลัพธ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดคงหนีไม่พ้นการทะเลาะ หรือหนักกว่านั้นอาจนำไปสู่การแย่งมรดกหรือการใช้ความรุนแรงที่ทำให้เกิดความสูญเสีย

“สำหรับการหาผู้สานต่อ ควรให้ลูกเข้ามามีส่วนร่วม แต่พ่อแม่ต้องทำธุรกิจให้มีคุณค่าและมีโอกาสเติบโต วางแผนอนาคตไว้ล่วงหน้า ทำระบบบัญชีให้มีประสิทธิภาพและถูกต้อง มีระบบควบคุมภายใน มีระบบข้อมูลให้ดู ต้องวางแผนสืบทอดกิจการให้ลูกรู้ เข้าใจ และเห็นว่ามันมีลู่ทางในอนาคต

“เรื่องเหล่านี้จัดการได้ระดับหนึ่งด้วยการมีระบบที่ดี กติกาที่ดี และการหาคนที่ดี ถึงแม้ลูกหลานจะไม่รับก็ยังสามารถขายกิจการต่อได้”

ความท้าทาย ‘ภายนอก’

ปรับให้ได้ ไปให้ถึง

การแข่งขันและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง คือสิ่งที่ทุกธุรกิจต้องเผชิญหน้า คุณประพันธ์ตั้งคำถามว่า ครอบครัวในปัจจุบันรับมือและปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน ยิ่งถ้าระบบกำกับที่กล่าวไปข้างต้นไม่ดี โอกาสที่ธุรกิจไปต่อไม่ได้ยิ่งสูง 

ขณะที่เทคโนโลยีเป็นเรื่องที่คนรุ่นใหม่ถนัด ระบบที่บริหารกันเองภายในจำเป็นต้องแบ่งใช้ความสามารถของแต่ละบุคคลให้ชัดเจนและตรงจุด ส่วนระบบการบริหารงานอย่างมืออาชีพมีช่องทางให้สรรหาคนเก่งเข้ามาอยู่แล้ว

“ในบรรดาธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ขนาดใหญ่ไม่ต้องห่วงอะไรมาก เพราะมีความสามารถในการเข้าถึงทุกอย่าง สิ่งที่น่าดูคือการจัดการภายในครอบครัวว่าเกิดปัญหาหรือไม่ ขนาดกลางอาจมีปัญหาเยอะ เพราะไม่ได้มีทรัพยากรมากเท่าแบบแรก แต่ที่ยากที่สุดคือขนาดเล็ก เพราะอยู่ในจุดที่ต้องคิดว่าทำแล้วคุ้มหรือไม่ บางคนจะทำก็ไม่ไหว จะขายก็เสียดาย แล้วที่สำคัญคือธุรกิจขนาดเล็กมีค่อนข้างเยอะในประเทศ”

ประพันธ์เล่าภาพรวมในมุมที่ตลาดหลักทรัพย์มองเห็น อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ และความรู้สึกในธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกำจัดทิ้ง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นข้อดีที่ทำให้ลูกหลานผู้รับสืบทอดรัก เข้าใจ และอินไปกับงานของพวกเขา หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานก็ยังให้ผลลัพธ์ไม่เหมือนความสัมพันธ์ที่สายเลือดเดียวกันมีให้กัน

สิ่งสำคัญที่ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ย้ำอีกครั้งคือ การหาจุดสมดุลระหว่างระบบและความสัมพันธ์ รวมถึงเตรียม 5 สิ่งให้พร้อมเพื่อให้กิจการดำเนินต่อได้ คือ การกำหนดกติกาในครอบครัวให้ชัดเจน เตรียมระบบภายในให้โปร่งใส สร้างเสริมความรู้ความสามารถให้เพียงพอ ศึกษากลยุทธ์ที่ทำให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

Family Business Cases Archives

เปิดเคสธุรกิจครอบครัวไทยไปไกลระดับโลก

01 บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) – TU

หากพูดถึงบริษัทผลิตและส่งออกอาหารทะเล คงไม่พูดถึง Thai Union ไม่ได้ เพราะธุรกิจครอบครัวไทยไปไกลระดับโลกนับตั้งแต่ก่อตั้งใน พ.ศ. 2520 ภายใต้ชื่อ บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 25 ล้านบาท ก่อนเปลี่ยนมาเป็นชื่อปัจจุบัน

ไกรสร จันศิริ เริ่มจากการทำโรงงานทูน่ากระป๋องที่สมุทรสาครเป็น OEM ไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง จนในที่สุดได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ SET เมื่อ พ.ศ. 2537 ระดมทุนได้ 440 ล้านบาท และปัจจุบันกลายเป็นผู้ผลิตทูน่ากระป๋องอันดับหนึ่งของโลก

“บริษัทใช้เครื่องมือในตลาดทุน โดยเทกโอเวอร์บริษัทเพื่อเพิ่มแบรนด์ในอเมริกาชื่อว่า Chicken of the Sea ซึ่งเป็นผู้ผลิตทูน่าอันดับ 3 ของอเมริกาในปี 2540 จากนั้นจึงซื้อแบรนด์เพิ่มในยุโรปอย่าง King Oscar Rogen Fisch John West และลงทุนเพิ่มอีกในเอเชีย

“แต่สิ่งสำคัญคือเขาไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่ เขาไปไกลกว่านั้นคือเรื่องของนวัตกรรม มีศูนย์วิจัย มีนักวิทยาศาสตร์นับร้อย นอกจากนี้ยังทำเรื่อง ESG และความยั่งยืน เพราะเวลาเข้าไปอยู่ตลาดระดับโลก กติกาก็เป็นระดับโลกเช่นกัน ตาข่ายที่จับปลาทำจากอะไร ขนาดความถี่ต้องเท่าไหร่ การดูแลแรงงานประมงต้องเป็นอย่างไร ทุกอย่างต้องตรงตามมาตรฐานสากลทั้งหมด”

คุณประพันธ์เล่าเพิ่มว่า Market Capitalization หรือ Market Cap ในวันที่เข้าตลาดของไทยยูเนี่ยนอยู่ที่ 2,200 ล้านบาท เวลาผ่านไป 28 ปี มูลค่าอยู่ที่ 82,075 ล้านบาท และเคยพุ่งสูงกว่าแสนล้านบาทมาแล้ว ในปัจจุบัน การบริหารเปลี่ยนมือผู้บริหารมาสู่ลูกชายอย่าง ธีรพงศ์ จันศิริ ซึ่งทั้งหมดคือพลังของตลาดทุนและการรู้จักต่อยอด 

02 บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) – JUBILE

ธุรกิจครอบครัว 4 รุ่น ประวัติศาสตร์ 93 ปี เริ่มจากร้านขายเพชรย่านสะพานเหล็ก สู่ตลาดหลักทรัพย์ วิโรจน์ พรประกฤต ทายาทรุ่น 3 ปรับธุรกิจสู่การก่อตั้งบริษัทใน พ.ศ. 2536 ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ต่อมาจึงเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai ระดมทุนได้ 98 ล้านบาทใน พ.ศ. 2552

จากรายได้ 550 ล้านบาท พุ่งทะยานสู่ 1,820 ล้านบาทใน พ.ศ. 2562 กำไรพุ่งสูงขึ้นทุกปีจาก 60 ล้านบาท สู่ 267 ล้านบาทใน พ.ศ. 2563 ขณะที่ Market Cap พุ่งจาก 476 ล้านบาท สู่ 5,097 ล้านบาทในปัจจุบัน

“บริษัทโตขึ้น 3 เท่า แต่มูลค่าโตขึ้น 10 เท่า ข้อดีคือส่งต่อให้ลูกหลานได้ เพราะเป็นธุรกิจครอบครัวที่เปลี่ยนสู่สถาบัน การมีผู้ถือหุ้น มีการตั้งคณะกรรมการจากครอบครัวและบุคคลภายนอกช่วยเรื่องระบบการกำกับ โดยครอบครัวยังมีบทบาทได้เหมือนเดิม

“การเข้าตลาด มีระบบที่ดีทำให้คนอยากเข้ามาทำงาน และที่น่าสนใจคือ นี่เป็นโอกาสของยูบิลลี่ในการสร้างการยอมรับในวงกว้าง คุณวิโรจน์ พรประกฤต ได้รางวัลผู้บริหารสูงสุดยอดเยี่ยมของบริษัทจดทะเบียนใน MAI นั่นคือความภูมิใจ และรุ่นที่ 4 อัญรัตน์ พรประกฤต ก็ได้รางวัลผู้บริหารสูงสุดรุ่นใหม่ด้วย”

03 บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) – ILINK

ธุรกิจครอบครัวจำหน่ายและนำเข้าอุปกรณ์ระบบข่ายสัญญาณคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ดำเนินการโดยพ่อและลูก ก่อตั้งโดย สมบัติ อนันตรัมพร ใน พ.ศ. 2538 ทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท หลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai พ.ศ. 2547 ได้เงินระดมทุน 85 ล้านบาท และย้ายไปตลาดหลักทรัพย์ SET ใน พ.ศ. 2558

“พอเข้ามาภาพลักษณ์ดีขึ้น ได้โปรเจกต์สำคัญคือวางระบบโครงข่ายสื่อสารในสนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากนั้นยังทำโครงการเคเบิลใต้น้ำหลายโครงการ รายได้เติบโตจาก 488 ล้านบาท ขึ้นไปถึงหลัก 6 พันล้านบาท Market Cap เติบโต 10 เท่า จาก 340 ล้านบาทสู่ 3,969 ล้านบาทในปัจจุบัน ที่น่าสนใจคือ พ.ศ. 2559 เขามี Spin-off เข้าตลาดอีกคือ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) – ITEL

“คุณสมบัติและคุณ ชลิดา อนันตรัมพร มีลูกคือ คุณลิลรฎา อนันตรัมพร คุณณัฐนัย อนันตรัมพร และ คุณวริษา อนันตรัมพร ลูกชายคือคุณณัฐนัยเข้ามาบริหาร ITEL และนำเข้าตลาดทุน ตอนรุ่นพ่อเข้าตลาดระดมทุนได้ 85 ล้านบาท รุ่นลูกเข้าตลาดได้ 1,040 ล้านบาท แสดงให้เห็นการเติบโต ตอนนี้ทั้งสองบริษัทได้ย้ายเข้า SET แล้วเรียบร้อย”

ประพันธ์เสริมต่อว่า การมีข้อมูลโปร่งใส ระบบบัญชีถูกต้อง ระบบควบคุมภายในที่ไม่รั่วไหล ระบบบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ คือการทำให้ผู้ถือหุ้นเชื่อมั่นและสะท้อนถึงความแข็งแรงของบริษัท อีกอย่างคือการมี Business Model ที่ดีเพื่อเติบโต

ทั้ง 3 เคสพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อมถึง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เข้ามาใช้ตลาดทุนแล้วประสบความสำเร็จเช่นกัน เพียงแต่การจะไปถึงจุดหมายได้ พวกเขาต้องผ่านอุปสรรคหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมระบบ เตรียมคน และการทุ่มเทเวลา ส่วนสิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมอย่างจริงจังและขาดไม่ได้ คือ องค์ความรู้พื้นฐาน

LiVE Platform

ทางเลือกในการสร้างโอกาสให้ธุรกิจครอบครัวไปต่อ

ตลาดหลักทรัพย์ SET อายุ 47 ปี มีบริษัทขนาดใหญ่เข้าร่วมกว่า 600 บริษัท นับตั้งแต่เปิดทำการซื้อขายอย่างเป็นทางการครั้งแรกใน พ.ศ. 2518 ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ปัจจุบันอายุ 23 ปี มีบริษัทเข้าร่วม 197 บริษัท และมีบริษัทที่เติบโตย้ายไป SET อีก 51 บริษัท

To Make the Capital Market Work for Everyone คือวิสัยทัศน์ที่ตลาดหลักทรัพย์ต้องการทำให้ตลาดทุนเป็นประโยชน์ต่อทุกคนไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม 

เมื่อมีเป้าหมายเช่นนั้น ตลาดหลักทรัพย์จึงขยายบทบาทมาที่ SMEs (Small and Medium-sized Enterprises) และ Startups สร้างกระดานที่ 3 คือ LiVE Exchange (LiVEx) เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs และ Startups เข้ามาระดมทุนในเกณฑ์ที่ง่ายขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว พร้อมค่าใช้จ่ายที่ถูกลง ด้วยความเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งพวกเขาจะเข้าจดทะเบียนใน mai และ SET ต่อไป

แต่ในการช่วยวงกว้าง ตลาดหลักทรัพย์สร้างอีกอย่างคือ LiVE Platform (ลงทะเบียนเรียนฟรีได้ที่ www.live-platforms.com/) เพราะอยากให้ทุกคนมี Entrepreneurial Skills ซึ่งเป็น Life Skills ที่ควรมีไม่ต่างจากการว่ายน้ำ แบ่งได้เป็น 2 ระดับ คือ

‘Education Platform’ สำหรับผู้ประกอบการเริ่มต้นและคนทั่วไปที่สนใจ ปูพื้นฐานครอบคลุม 5 หมวด ได้แก่ ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืนและนวัตกรรม การบริหารจัดการ การตลาด การบัญชี การเงินและการระดมทุน รวมกว่า 50 หลักสูตร ผ่านระบบ e-Learning โดยในปีหน้าจะมีหมวดธุรกิจครอบครัวเพิ่มเติม

‘Scaling Up Platform’ สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการไปต่อเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุน ในส่วนนี้จะมีหลักสูตรเชิงลึกครอบคลุมทั้งเรื่องบัญชี กฎหมาย การประเมินมูลค่าธุรกิจ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ รวมให้กว่า 49 หลักสูตร 

นอกจากนี้ยังมีอีกหลากหลายส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจ ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้เรื่องระบบงานในการบริหาร การพาธุรกิจรายใหญ่และรายเล็กมาเจอกัน การให้คำปรึกษา ตอบคำถามโดยผู้รู้ รวมไปถึงบริการเอกสารสัญญามาตรฐานฟรี ร่างโดยบริษัท Baker Mckenzie ที่ปรึกษากฎหมายข้ามชาติอันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

ลงทะเบียนเพียง 3 นาที ก็มีองค์ความรู้มากมายให้คนไทยได้หยิบใช้ ทั้งยังเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่มีวันหมดอายุ คุณประพันธ์กล่าวว่า ธุรกิจครอบครัวกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค การเรียนออนไลน์จึงเป็นข้อดีที่ทำให้ผู้สนใจเข้าถึงแหล่งความรู้พื้นฐานเพื่อการเติบโตได้เป็นอย่างดี

“การเข้าตลาดทุนคือเครื่องมือและทางเลือก ไม่จำเป็นที่ทุกธุรกิจครอบครัวต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะเราไม่มีทางรับได้ทั้งหมด และไม่ทางที่นักลุงทุนจะซื้อทุกบริษัท แต่พวกเขาควรมีความรู้ว่าบริษัทที่เติบโต เขาทำอย่างไร จากนั้นจึงนำข้อดีมาปรับใช้ เราจะมีทางเลือกมากขึ้น ให้ลูกหลานสืบต่อหรือให้คนเก่งมาบริหาร โดยลูกหลานก็ถือหุ้น รับเงินปันผล

“ผมยังยืนยันว่าธุรกิจครอบครัวมีเสน่ห์ตรงที่มีความเชื่อใจและเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้อยู่ต่อไปอย่างมีความสุขและเติบโต 

“ผมคิดว่า 3 สิ่งนี้คือ การมีกติกาที่ชัดเจน มีความโปร่งใสในเรื่องเงินทอง และคัดสรรคนมีความสามารถเข้ามาร่วมงาน โดยเริ่มต้นจากการมีความรู้เป็นอันดับแรก”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load