5 พฤศจิกายน 2564
1 K

มหาสมุทรกำลังเผชิญวิกฤต ทรัพยากรถูกทำลาย สัตว์น้ำกำลังจะหมดไป

ก่อนที่สังคมจะตื่นตัวและรณรงค์กันอย่างจริงจัง นี่คือสิ่งที่ ปิยะ เทศแย้ม ครุ่นคิดตั้งแต่เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน เขาคือชาวประมงพื้นบ้าน นายกสมาคมประมงพื้นบ้านทุ่งน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และเจ้าของร้านคนทะเล ที่สรรหาสัตว์น้ำคุณภาพดีด้วยกรรมวิธีเป็นมิตรต่อท้องทะเล ส่งตรงให้ผู้บริโภคทานอย่างสบายใจ 

เขาคือหนึ่งในแกนนำเครือข่ายที่ต่อสู้เรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมด้วยชีวิต ต่อต้านประมงเชิงพาณิชย์ที่มุ่งทำลายล้างทรัพยากรอย่างมหาศาลเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ระดมกำลังและสื่อสารกับสังคมให้เห็นความสำคัญของการปกป้องผืนทะเลให้อุดมสมบูรณ์ 

แม้จะเคยต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวในวันที่คนไม่เข้าใจปัญหา แต่การรณรงค์ของเขาค่อยๆ ทำให้คนเห็นความสำคัญมากขึ้น จนวันนี้เกิดเป็นเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านที่เข้มแข็ง ทำงานเลี้ยงชีพโดยรักษาธรรมชาติไปด้วย และวันนี้ ความตั้งใจของเขาก็ได้ส่งต่อไปยังทายาทที่เข้ามารับช่วงต่อและพัฒนาการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น

ในปีที่ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รวมถึงอุตสาหกรรมการประมง เรานัดพูดคุยกับสมาชิกชาวประมงของครอบครัวเทศแย้ม เพื่อพูดคุยถึงเส้นทางการต่อสู้ของพวกเขาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กับภารกิจที่ยังคงต้องดำเนินต่อเพื่อความยั่งยืน
ก่อนจะสายเกินแก้ และไม่หลงเหลืออะไรอยู่ในท้องทะเลอีกเลย

ปิยะ เทศแย้ม ชาวประมงทุ่งน้อย แกนนำมหาสมุทร ผู้ต่อสู้เพื่อทะเลไทยยั่งยืนกว่า 20 ปี

วิกฤตของท้องทะเล

“ผมเริ่มออกเรือกับครอบครัวตั้งแต่ก่อนจบ ป.6 ตอนแรกไม่ชอบ แทบจะวิ่งหนีเรือ แต่ถึงจุดหนึ่งเราถูกปลูกฝังจนวันนี้อยู่ในทะเล ทำเป็นอาชีพมาแล้วกว่าสามสิบแปดปี” ลูกทะเลเล่าความทรงจำในวัยเยาว์ 

ช่วงแรกเริ่ม ปิยะมีโอกาสเข้าทำงานกับประมงเชิงพาณิชย์ในเรือขนาดใหญ่ มุ่งเน้นการจับสัตว์ทะเลแบบอุตสาหกรรม เขาเป็นประจักษ์พยานของการถูกเอารัดเอาเปรียบด้วยประสบการณ์ของตัวเอง และเห็นการใช้เครื่องมือที่ไม่เหมาะสม จึงออกมาเริ่มกิจการประมงขนาดเล็กของตัวเองในช่วงวัย 19 ปี ตระเวนทั่วผืนทะเลไทยฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน โดยเน้นปลาทูเป็นหลักนานอยู่เกือบ 20 ปี

การประมงของปิยะเป็นไปตามวิถีประมงพื้นบ้าน เน้นการใช้เครื่องมือพื้นบ้าน จับสัตว์น้ำที่โตแล้วทีละชนิดๆ ด้วยเครื่องมือแต่ละแบบ จะจับปูก็ใช้อวนปู จับปลาทูก็ใช้อวนปลาทูที่ขนาดอวนใหญ่เหมาะสม เพื่อปล่อยให้สัตว์น้ำวัยอ่อนได้เติบโตขยายพันธุ์ ไม่กว้านหมดทุกประเภท ทุกวัย จนทำให้ผืนทะเลว่างเปล่า ทำลายระบบนิเวศและการพึ่งพากันและกันของธรรมชาติ

ปิยะยึดถือแนวทางนี้ด้วยตัวเองมาโดยตลอด จนช่วงราว พ.ศ. 2547 ทะเลเริ่มส่งสัญญาณบางอย่าง ให้เขาตระหนักถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดแจ้งแบบรีรอไม่ได้ 

“เราพบว่าปลาทูหายไปเยอะ มีเรือประมงขนาดใหญ่จับลูกปลาวัยอ่อนเต็มไปหมด เรารู้สึกได้ถึงวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้น” ปิยะกล่าว พร้อมวิเคราะห์สาเหตุ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สัตว์น้ำสูญหายไปจากท้องทะเล คือ การเพิ่มขึ้นของประมงเชิงพาณิชย์ที่ไร้ความรับผิดชอบ ใช้เรือหรือเครื่องมือผิดกฎหมายอย่างอวนรุน อวนลาก คราดหอย หรือเครื่องมือที่เน้นปริมาณอย่างอวนตาถี่ผิดขนาด จับหมดไม่มีเหลือ รวมถึงมีการลักลอบทำประมงผิดกฎหมาย 

ปิยะ เทศแย้ม ชาวประมงทุ่งน้อย แกนนำมหาสมุทร ผู้ต่อสู้เพื่อทะเลไทยยั่งยืนกว่า 20 ปี
ปิยะ เทศแย้ม ชาวประมงทุ่งน้อย แกนนำมหาสมุทร ผู้ต่อสู้เพื่อทะเลไทยยั่งยืนกว่า 20 ปี

เช่น จับสัตว์น้ำในช่วงฤดูกาลปิดอ่าวที่เป็นช่วงฟื้นฟูทะเล หรือในระยะห้ามใช้เครื่องมือบางประเภทอย่างไม่เกรงกลัว ภายใต้ระบบที่ปราศจากการควบคุมและตรวจสอบอย่างเคร่งครัด แม้จะมีพยานครบ แต่ก็จับผู้กระทำผิดไม่ได้ จนใน พ.ศ. 2558 สหภาพยุโรปเคยให้ใบเหลืองกับไทยในเรื่องนี้ ก่อนจะได้รับการปลดใน 4 ปีต่อมา

“ประเทศเราขาดการคำนึงถึงความยั่งยืนและความเท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากร เมื่อนโยบายไม่เข้มแข็ง คนที่มือยาวก็สาวได้สาวเอา กอบโกยความร่ำรวย คิดว่าทะเลเป็นของตัวเอง มองแต่การแปรสินทรัพย์ให้เป็นทุนระยะสั้น แล้วรัฐจะบอกว่าเราเดือดร้อนอยู่คนเดียว ไม่เห็นมีใครเดือดร้อน แต่จริงๆ ธรรมชาติเดือดร้อน”

เมื่อประกอบกับนานาปัจจัย เช่น เทคโนโลยีและความชำนาญในการจับปลาที่พัฒนาขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ เหล่ากุ้งหอยปูปลาที่เคยแหวกว่ายอยู่เต็มทะเลก็ค่อยๆ บางตาลงไปเรื่อยๆ 

“ก่อนหน้านั้นเล่าให้คนฟัง บอกว่าถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง คงหมดทะเลจริงๆ แต่คนไม่ค่อยเชื่อ จนกระทั่งช่วงห้าถึงสิบปีที่ผ่านมานี้ ไม่มีใครเถียงได้แล้ว เพราะสัตว์น้ำน้อยลงอย่างชัดเจนทุกปี”

หากดูตัวเลขยอดการจับปลาทูในช่วง พ.ศ. 2554 – 2561 จะเห็นว่าปริมาณการจับทั้งปีลดลงจากราว 140,000 ตัน เหลือเพียง 20,000 ตัน หรือ 7 เท่า และยังมีขนาดเล็กลงด้วย สัตว์น้ำอีกหลายประเภทก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตามการเตือนของปิยะตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน

ปิยะ เทศแย้ม ชาวประมงทุ่งน้อย แกนนำมหาสมุทร ผู้ต่อสู้เพื่อทะเลไทยยั่งยืนกว่า 20 ปี

รวมพลประมงพื้นบ้าน

เพื่อรับมือกับประมงเชิงพาณิชย์และทำให้ข้อเรียกร้องมีน้ำหนัก พ.ศ. 2551 ปิยะจึงจัดรวมตัวชาวประมงจัดตั้งสมาคมประมงพื้นบ้านทุ่งน้อย และได้รับการเลือกให้เป็นนายกของสมาคม เป็นปากเป็นเสียงให้กับชาวประมงพื้นบ้าน
“เวลาที่เราจะเปลี่ยนแปลงสังคม เราต้องสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนและเครือข่ายของคนที่คิดเหมือนกัน เราชวนชาวบ้านมาวิเคราะห์สถานการณ์ว่าถ้าไม่สู้จะเกิดอะไรขึ้น ประเมินสิ่งที่เราทำได้และถอดบทเรียน” แกนนำผู้ปลุกให้ชาวประมงฮึกเหิมกล่าว

ปิยะร่วมกับเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน เรียกร้องเชิงนโยบายและคอยสอดส่องผู้กระทำผิด เขาเคยนำชาวบ้านตรวจจับการทุจริตของโครงการภายใต้กรมประมง เรียกร้องการปรับเขตห้ามเรือคราดหอยทำการประมง ต่อต้านการประมงที่ทำลายล้าง และกฎหมายที่เอื้อประโยชน์แก่ภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ปฏิเสธสินบนเพื่อให้อยู่เงียบๆ อย่างหนักแน่นในอุดมการณ์

ปิยะ เทศแย้ม ชาวประมงทุ่งน้อย แกนนำมหาสมุทร ผู้ต่อสู้เพื่อทะเลไทยยั่งยืนกว่า 20 ปี

แต่การเรียกร้องมักขัดขวางใครสักคนที่แสวงหาผลประโยชน์เสมอ ปิยะจึงตกเป็นเป้าและเคยถูกกลุ่มประมงที่ทำผิดกฎหมายรุมชกต่อย ทำร้ายรุนแรงจนบาดเจ็บสาหัสเมื่อ พ.ศ. 2556 แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาเกรงกลัวแต่อย่างใด 

การเรียกร้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับสถานการณ์สังคมที่กดดันภาครัฐ จน พ.ศ. 2558 มีการออกพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560) ที่วางระเบียบและควบคุมการทำประมงที่จริงจังขึ้น แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดที่ไม่เอื้อต่อประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก 

เช่น การพิจารณาความเป็นประมงพื้นบ้านจากขนาดเรือ กำหนดให้เรือที่ต่ำกว่า 10 ตันกรอส นับเป็นการทำประมงพื้นบ้าน และกำหนดเขตทำประมงที่ไม่เกิน 3 ไมล์ทะเลนับจากชายฝั่ง กลายเป็นพื้นที่ช่วงชิงทรัพยากรของเรือที่ใช้เครื่องมือผิดประเภท หรือการขาดข้อกำหนดขนาดพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อนที่ห้ามจับอย่างชัดเจน แม้จะผ่านการออกกฎหมายมาแล้ว 6 ปีก็ตาม 

การเมืองและกฎหมายจึงเกี่ยวพันกับเรื่องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างแยกจากกันไม่ขาด การมีอยู่ของเครือข่ายประมงพื้นบ้านที่ต่อสู้เรียกร้องเพื่อท้องทะเล แม้ตัวเองจะเผชิญอันตราย จึงถือเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลง

แต่เท่านั้น ยังไม่พอ

สื่อสาร ทำงานร่วมกับผู้บริโภค

นอกเหนือจากจรรยาบรรณของผู้ประกอบการประมง รวมถึงข้อบังคับที่เข้มงวดและเข้าใจจริงจากภาครัฐแล้ว อีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่ช่วยสร้างความยั่งยืนให้ผืนทะเล คือ ผู้บริโภค ซึ่งมีสิทธิ์เลือกสนับสนุน สร้างรายได้ให้ชาวประมงที่คิดดี ทำดี ผ่านการจับจ่ายใช้สอยผลิตภัณฑ์คุณภาพ และกดดันผู้กระทำผิดในทางธุรกิจ
“แนวร่วมของเราคือผู้บริโภค ต่อให้เข้มแข็งขนาดไหน แต่ถ้าสังคมไม่รับรู้ เราก็สู้ไม่ได้ จะไปบังคับประมงเชิงพาณิชย์หรือรัฐบาล ให้ทำตามแนวคิดเราทั้งหมดคงไม่ได้ เราจึงเดินทางไปขายตามที่ต่างๆ ไปเล่าให้เขาเห็นวิธีการได้มาของสัตว์น้ำที่ดูเผินๆ ราคาแพงกว่า แต่เป็นเพราะเราจับปลาใหญ่ที่สด สะอาด ทั้งในเชิงวัตถุดิบและกรรมวิธี พร้อมได้ดูแลทะเลไปด้วย เราสื่อสารให้คนรับรู้แล้วชวนกันมาส่งเสียง ไม่สนับสนุนการประมงที่ผิด” เจ้าของร้านคนทะเลผู้สรรหาปลาทู ปลากะพง ปลาเต๋าเต้ย ปลาอินทรีย์ ปลากุเล กุ้ง หมึกกล้วย และอีกหลายพันธุ์อย่างมีคุณภาพกล่าว และรายได้จากร้านนี้ส่วนหนึ่งนำไปทำกิจกรรมที่ช่วยฟื้นฟูทะเล

อาจมีคนที่รู้สึกว่าผลิตภัณฑ์อาหารทะเลมีราคาสูงขึ้นเทียบกับเมื่อหลายปีก่อน นั่นเป็นหนึ่งในสัญญาณว่า สัตว์น้ำเหล่านี้กลายเป็นชีวิตที่หาได้ยากขึ้น ถ้าผู้บริโภคสนับสนุนประมงพื้นบ้าน และร่วมส่งเสียงให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ทะเลให้ยั่งยืน สัตว์น้ำเต็มท้องทะเล ราคาของผลิตภัณฑ์ต่อหน่วยจะถูกลงเอง

ปิยะ เทศแย้ม และลูกชาย กับภารกิจต่อกรประมงพาณิชย์ผิดกฎหมาย ผลักดันประมงพื้นบ้านเพื่อผู้บริโภคและธรรมชาติยั่งยืน

ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งชาวประมงอย่างปิยะก็ไม่ได้นิ่งเฉยรีรออย่างเดียว พวกเขามองหาทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค เช่น หาวิธีการจัดเก็บที่ทำให้ปลา หมึก กุ้ง ยังคงสดใหม่ ไม่สูญเสียความอร่อย และการแปรรูปต่างๆ เช่น ทำแดดเดียว

รวมถึงการพัฒนาระบบคิวอาร์โค้ดที่กำลังดำเนินการอยู่ ต่อไปผู้บริโภคจะตรวจสอบได้เลยว่าสัตว์น้ำที่ซื้อมาจากแหล่งใด จับตอนไหน ใช้เครื่องมือและวิธีจัดเก็บแบบใด ต่อยอดมาจากระบบติดตามเรือที่สมาคมใช้อยู่แล้ว เพื่อตรวจสอบความซื่อตรงของชาวประมงที่คบค้าด้วย 

และมีการเปิดเป็นหมู่บ้านนักท่องเที่ยว ต้อนรับคนเข้ามาเรียนรู้วิถีการประมงพื้นบ้าน เห็นที่มาที่ไปของอาหารทะเล และช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ซึ่งคงจะกลับมาดำเนินงานอย่างจริงจังอีกครั้งเมื่อเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซาลง
เป็นภารกิจที่ชาวประมง ภาคธุรกิจ ผู้บริโภค และภาครัฐ ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อความยั่งยืนทางอาหารและความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเล

ปิยะ เทศแย้ม และลูกชาย กับภารกิจต่อกรประมงพาณิชย์ผิดกฎหมาย ผลักดันประมงพื้นบ้านเพื่อผู้บริโภคและธรรมชาติยั่งยืน

ลูกทะเลตัวจริง

ทุกวันนี้ ปิยะในวัย 50 ปียังคงทำการประมงอยู่ด้วยความเชื่อแบบเดิม
แต่เขาเริ่มแบ่งเวลา หันไปทำงานสวนควบคู่เป็นอาชีพเสริม รวมถึงงานเพื่อส่วนรวมอย่างธนาคารปูม้าที่ปิยะลงทุนสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ให้ชาวประมงนำปูม้าที่มีไข่นอกกระดองมาขายให้ธนาคารได้ทุกขนาด เลี้ยงไว้ในถังหรือบ่อพักที่เรียงรายหลายสิบ เฝ้ารอวันสลัดไข่และนำไปปล่อยกลายเป็นชีวิตใหม่ในท้องทะเล​ ซึ่งปัจจุบันมีการปล่อยลูกปูลงทะเลไปแล้วมากกว่าร้อยล้านตัว เกิดเป็นปรากฏการณ์ปูเต็มแถบชายฝั่งแบบที่คนในพื้นที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ส่วนคนที่เข้ามารับไม้ต่อและพัฒนาการประมงของร้านและชุมชนให้ดีขึ้นไปอีกระดับคือ นิสสัน-กิตติเดช และ ไฟฟ้า-ธันวา เทศแย้ม สองหนุ่มคนรุ่นใหม่ที่ออกเรือโลดแล่นในท้องทะเลไปกับพ่อตั้งแต่เด็ก 

ปิยะ เทศแย้ม และลูกชาย กับภารกิจต่อกรประมงพาณิชย์ผิดกฎหมาย ผลักดันประมงพื้นบ้านเพื่อผู้บริโภคและธรรมชาติยั่งยืน

“ผมเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทะเล เห็นว่าบางคนที่ทำประมงในหมู่บ้านมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ทุกวันนี้คุณภาพชีวิตเขาก็ยังไม่ดีขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขากำหนดราคาเองไม่ได้ หากต้องผ่านคนกลางที่ไม่เข้าใจกระบวนการ ผมคิดว่าเราน่าจะยกระดับสินค้าได้อีก แปรรูป ทำแบบใหม่ไม่ให้ของเราด้อยค่า ซึ่งตอนเริ่มแรกมันไม่ง่ายเพราะไม่ค่อยมีใครทำ เราต้องทำให้เขาเห็นก่อน

“ผมชอบงานนี้เพราะรู้สึกว่าตรงกับชีวิตตัวเองดี ไม่ต้องพยายามเป็นคนอื่น เราเป็นลูกทะเลอยู่แล้ว แค่หาทางทำให้มันพิเศษขึ้นกว่าเดิม” นิสสันเล่าสาเหตุที่กลับมาทำประมงเหมือนพ่อ 

พวกเขาเข้ามาดูแลการออกเรือ พัฒนาการจัดเก็บและแปรรูปร่วมกับชาวประมงในชุมชน รวมถึงสื่อสารทั้งทางออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อให้ความรู้ผู้บริโภคเกี่ยวกับเส้นทางของสัตว์น้ำก่อนจะถึงมือคุณ และวิธีการดูแลเพื่อให้รับประทานได้อย่างเอร็ดอร่อย

ปิยะ เทศแย้ม และลูกชาย กับภารกิจต่อกรประมงพาณิชย์ผิดกฎหมาย ผลักดันประมงพื้นบ้านเพื่อผู้บริโภคและธรรมชาติยั่งยืน

“เราต้องพูดคุยกันในชุมชนให้พร้อมปรับเปลี่ยน ถ้าของเราไม่ดี ผู้บริโภคไม่ชอบ ไม่กิน เราคงขายปลาราคาดีไม่ได้กันหมด ผมมีโอกาสได้เจอกับผู้บริโภค ก็จะสื่อสารสิ่งที่ทำตลอด ให้เขาเห็นที่มา ถึงไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร แล้วเราจะนำความต้องการของเขากลับมาบอกคนในชุมชนเพื่อช่วยกันพัฒนา” 

แต่ความท้าทายที่เขาต้องเผชิญนั้นไม่ต่างอะไรกับรุ่นพ่อเลย การสร้างแนวร่วมที่เข้มแข็งและเห็นความสำคัญของแนวคิดที่ถูกต้องในวงกว้าง ยังคงเป็นภารกิจที่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจ ผลักดันให้เกิดขึ้นจริง

“บางส่วนในชุมชนก็ยังมีคนที่ไม่ได้เห็นความสำคัญของงานที่เราทำ เช่น เรามีธนาคารปูที่ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่กลับไม่ร่วมกันดูแล และยังไปจับปูตัวเล็กอีกเหมือนเคย ตรงนี้ก็ต้องทำงานและสื่อสารกันต่อไป” นิสสันกล่าวอย่างมุ่งมั่น 

ภารกิจยังไม่จบ

จากประสบการณ์ในวิชาชีพกว่า 38 ปี ปิยะสรุปสิ่งที่ตัวเองยินดีชื่นใจเกี่ยวกับงานที่ทำเป็น 3 เรื่องหลัก

หนึ่ง สร้างประมงพื้นบ้านให้อยู่ในระบบและมีตัวตน
สอง สร้างการรับรู้ให้สังคมเข้าใจว่า ประมงพื้นบ้านเป็นการทำงานที่ดูแลทะเลอย่างยั่งยืน และสร้างอาหารหล่อเลี้ยงผู้คน เกิดการสนับสนุนและร่วมมือกัน
สาม ทำให้สังคมเห็นว่าชุมชนที่พวกเขาอยู่เป็นหนึ่งในครัวของคนไทย เชื่อถือได้เรื่องประมงที่สะอาดและปลอดภัย

แต่หากภาครัฐและสังคมยังนิ่งนอนใจเรื่องการอนุรักษ์ ไม่บังคับใช้กฎหมายที่จำเป็น เช่น การกำหนดขนาดพันธุ์สัตว์น้ำที่จับได้ การลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเหมาะสม มุ่งหวังแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจ ในอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า เราอาจเผชิญวิกฤตทั้งเรื่องความมั่นคงทางอาหารและสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง จนต้องบริโภคสัตว์น้ำที่มาจากประมงเพาะเลี้ยง ทั้งที่เป็นประเทศที่เคยมีทรัพยากรล้นหลาม

การต่อสู้ของพวกเขาเพื่อปกป้องรักษาผืนทะเลยังไม่จบ เราต้องทำงานร่วมกันทั้งห่วงโซ่อุปทานเพื่อช่วยสร้างความยั่งยืน รักษาความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลให้คงอยู่สืบไป เพื่อตัวเราเอง คนรุ่นหลัง และธรรมชาติ

ปิยะ เทศแย้ม และลูกชาย กับภารกิจต่อกรประมงพาณิชย์ผิดกฎหมาย ผลักดันประมงพื้นบ้านเพื่อผู้บริโภคและธรรมชาติยั่งยืน

ภาพ : ปิยะ เทศแย้ม

Writer

Avatar

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

3 กุมภาพันธ์ 2566
867

“ผม / หนู อยากเป็น…” 

เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ วัยประถมตอนปลายดังลั่นห้องเรียนสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 

บรรยากาศภายในห้องดูไม่คุ้นชิน เพราะนักเรียนไม่ได้นั่งบนโต๊ะเรียงแถวตอนลึกอย่างที่เคยเป็น แต่กลับนั่งเป็นกลุ่มบนพื้น ความตึงเครียดของนักเรียนที่พบได้ทั่วไปกลับกลายเป็นความกระตือรือร้นแย่งกันตอบคำถาม

ห้องเรียนที่ดูแปลกตาไป ณ ขณะนี้ได้รับการเนรมิตจาก ‘มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์’ หรือรู้จักกันในนาม ‘Saturday School’ โรงเรียนคอนเซปต์สุดแหวกแนว ขนขบวนวิชานอกห้องเรียนมาพร้อมคุณครูอาสาถึงที่ นำทีมโดย ยีราฟ-สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้ง 

ภาพชุลมุนของเด็กน้อยที่วิ่งออกมาแปะความฝันของตนบนกระดานพื้นสีขาวด้านข้างห้อง ทำให้ใบหน้าที่มีเมฆดำลอยอยู่บนหัวแปรผันเป็นใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของนักเรียนทุกคน

“อย่าลืมความฝันของตัวเอง เมื่อใดที่เราไม่ลืม ทางเดินแห่งนั้นจะเปิดไปสู่ประตูแห่งความสำเร็จ” 

นี่คือข้อความเตือนใจที่ครูอาสากล่าวก่อนจะเริ่มการเรียนการสอน 

คุณครูไม่ได้สั่งให้นักเรียนเปิดหนังสือไปหน้าที่เท่าไร หรือให้คัดตามคำบอก แต่นำหุ่นยนต์มาแสดงจำลอง รวมถึงอธิบายกลไกการทำงานของมัน เสียงร้องดีใจของเด็ก ๆ ดังขึ้นทุกครั้งที่หุ่นยนต์เคลื่อนไหว เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขไปสู่โลกใบใหม่ของพวกเขา

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

เสาเข็มต้นแรก

ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น Saturday School ก็เช่นกัน 

“จริง ๆ แล้วผมเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ หลังเรียนจบก็ไปเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ประมาณ 1 ปี ช่วงนั้นในสังคมมีปัญหาหลายอย่าง ตัวเราคิดว่าไม่อยากอยู่ในสังคมที่มีปัญหาเยอะขนาดนี้ เลยมุ่งประเด็นไปที่การศึกษา เพราะว่าเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ ดีขึ้น”

จากชีวิตโปรแกรมเมอร์ เลือกเบนเส้นทางเป็นคุณครูในโรงเรียนย่านบางนาถึง 2 ปี เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทยคืออะไร

“สิ่งหนึ่งที่ผมได้ลองทำที่โรงเรียน คือการศึกษาว่าจุดไหนสำคัญและเป็นจุดแข็งในการพัฒนาเด็ก จึงออกมาเป็นกิจกรรมที่ชวนเด็ก ๆ มาวันเสาร์ ชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจการพัฒนาเด็ก ๆ มาสอนในสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วเด็กก็ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจซึ่งไม่ได้เรียนในห้องเรียนปกติ

“แต่ผมไม่เคยคิดอยากเป็นครูเลย เราไม่ได้ถนัด แต่มันทำให้รู้ว่าเราชอบการพัฒนาเด็ก เห็นเด็กเติบโตก็ดีใจ แต่การไปสอนเด็กทุกวันอาจจะไม่ใช่แนวทางของผม”

จากคุณครูประจำในโรงเรียน เริ่มทบทวนชีวิตว่าตัวเองสนใจการช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมากกว่า จึงเข้าสู่การก่อตั้งมูลนิธิอย่างเต็มตัว แต่การทำให้เด็กน้อยที่มีชื่อว่า Saturday School เดินอย่างเป็นสเตปจนเติบใหญ่ขนาดนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่าย

“เริ่มที่ห้องเรียนเดียวก่อน พอเทอมถัดไปก็ชวนเด็กมามากขึ้น จาก 1 ห้องเรียน กลายเป็น 3 ห้องเรียนในโรงเรียนเดิม พอดีตอนนั้นเราเริ่มเปิดแฟนเพจ รับสมัครคุณครู มีคนสนใจจำนวนมากเพียงพอให้ขยายไปเป็นโรงเรียนแห่งที่ 2 ได้ เราเลยขยายไปอีกโรงเรียนหนึ่งในเทอมที่ 3 ก็คือปีที่ 2 ของมูลนิธิ ต่อมาจาก 2 โรงเรียนมาเป็น 7 และ 9 โรงเรียน

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“เราพยายามรักษาจำนวนโรงเรียนนี้มาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวะที่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นโครงสร้างองค์กรมากขึ้น เริ่มขยายงานและมีพาร์ตเนอร์ในการทำงานด้วยมากขึ้น”

การมีบริวารที่ดีเท่ากับมีชัยไปมากกว่าครึ่ง คำนี้คงใช้ได้ดีกับยีราฟ เพราะบรรดาคุณครูและผู้อำนวยการโรงเรียนย่านบางนาล้วนเปิดโอกาสให้เขาสอน พร้อมสนับสนุนกิจกรรมของเขาอีกแรง เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้เครื่องจักรพุ่งทะยานไปได้ไกลกว่าที่เคย

จากเด็กที่ต้องคอยป้อนข้าวและต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ บัดนี้ Saturday School ยืนขึ้นด้วยลำแข้งของตัวเองแล้ว 

เด็กเมือง

Saturday School กระจายตัวอยู่ตามโรงเรียนในกรุงเทพฯ เยอะที่สุดก็จริง แต่จะพูดว่าเน้นเป็นหลักอาจไม่ได้ เนื่องจากมูลนิธิไม่ได้ตั้งใจจะโฟกัสเฉพาะในกรุงเทพฯ เพียงแต่เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายที่สุด 

เริ่มแรกมูลนิธิเคยพยายามขยายไปยังต่างจังหวัด แต่ด้วยเรื่องการบริหารจัดการที่ต้องมีคนคอยจัดการประจำ ครูอาสาที่จังหวัดนั้น ๆ ต้องมาสอนทุกสัปดาห์ จึงอาจเป็นสิ่งเกินตัวยีราฟที่ยังดูแลได้ไม่เต็มที่ โครงการจึงต้องพับเก็บไปในที่สุด 

“ถ้ามองกันจริง ๆ ในกรุงเทพฯ มีเด็กที่ฐานะของครอบครัวไม่ได้ต่างจากเด็กที่อาศัยในชนบทมากนัก อาจเพราะในกรุงเทพฯ มีค่าครองชีพสูงกว่า เด็กอาจจะเครียดกว่า แต่ในด้านการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ เด็กกรุงเทพฯ อาจเข้าถึงได้ง่ายกว่า ทั้งเด็กเมืองและเด็กชนบทจึงมีความท้าทายที่ต่างกัน บอกไม่ได้ว่าใครดีหรือแย่กว่ากัน”

ปัจจุบันรากฐานของ Saturday School เริ่มแข็งแรง กำลังขยายไปอีกเกือบ 10 จังหวัด และจะขยายต่อไปเรื่อย ๆ

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

ห้องเรียนไม่ซ้ำแบบของโรงเรียนนอกเวลา

เมื่อห้องเรียนทั่วไปถูกออกแบบให้เด็ก ๆ ต้องพัฒนาทักษะหลายด้านโดยที่พวกเขาไม่ได้เลือก Saturday School จึงใช้ช่องว่างของระบบการศึกษา เนรมิตห้องเรียนฉบับตามใจหนู ๆ 

“เราพยายามไม่ยัดอะไรให้เด็ก แต่เรามองว่าเด็กจะเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลาได้ยังไง ให้เขาได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเต้น ร้องเพลง ศิลปะ ดนตรี เมื่อเขาได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน เขาก็จะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น” 

ห้องเรียนฉบับ Saturday School สอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นหลัก โดยยีราฟเล่าว่า อาสาสมัครของเขาใส่ใจกับเด็ก ๆ มาก พยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้เติบโตและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยไร้ความกลัว การแบ่งแยก และการตัดสินว่าเก่งหรือไม่เก่ง

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“สิ่งที่เราจัดเสมอคือวัน Big Day ในวันนั้นเด็กจากทุกโรงเรียนจะมารวมตัวกันแล้วแสดงผลงานหรือความสามารถที่ตนได้เรียนมาตลอดโครงการของเรา ไม่ว่าเขาจะทำได้ดีหรือไม่ดี ไม่สำคัญเท่ากับเขาได้โชว์ความสามารถของตัวเองออกมา แล้วได้รู้ว่ายังมีคนให้ความสำคัญกับความสามารถของเขา” 

เป้าหมายของ Saturday School ไม่ใช่การพัฒนาให้เด็กเต้นเก่งหรือวาดรูปเก่งเพียงอย่างเดียว การพัฒนาเด็กจากภายใน หรือ Soft Skills อันประกอบไปด้วย Growth Mindset (ความคิดแบบเติบโต) Self Awareness (การรู้จักตนเอง) Resilience (การล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ได้) และ Prosocial (ลักษณะนิสัยที่เอื้อหรือแบ่งปันให้กับคนรอบข้าง) คือแก่นแท้ที่พวกเขามุ่งสร้างให้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน 

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

อาสาสมัครที่มากกว่าการเป็นครู

ตั้งต้นจากนักเรียน ออกแบบจากความตั้งใจของอาสา กว่าห้องเรียนวันเสาร์จะออกมาเป็นห้องที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้ม เสียงหัวเราะ และบทเรียนสนุก ๆ ในแบบฉบับเข้าใจง่าย เบื้องหลังคือหยาดเหงื่อ ความทุ่มเท และความร่วมมือร่วมใจจากอาสาสมัครหลากความเชี่ยวชาญ ร่วมทำงานกันเป็นทีม ตั้งแต่ร่างเนื้อหาการสอน ไปจนถึงพาเด็ก ๆ ทำกิจกรรม

อาสาสมัครคือผู้ใกล้ชิดกับเด็กรองจากครู เมื่อผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน พวกเขาจะรับรู้ได้ทันทีว่าเด็ก ๆ มีพื้นฐานเป็นอย่างไร และควรปรับการสอนไปเป็นแบบไหน ด้วยเหตุนี้ การวางกิจกรรมและหลักสูตรให้เหมาะสมกับพื้นฐานของเด็กแต่ละคนจึงเป็นโจทย์ใหญ่

“ความถนัดของอาสาสมัครแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่สอนเต้นเขาก็จะเต้นเพลงไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายทุกคนต้องทำให้เด็กเชื่อว่า ทักษะความสามารถของพวกเขาพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้และฝึกฝน” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

ยีราฟเชื่อว่าการออกแบบการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่ใครคนใดคนหนึ่ง เนื้อหาระหว่างทางและการออกแบบห้องเรียนเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ อีกทั้งอาสาสมัครทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกมาล้วนเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

เพียงแต่ข้อสำคัญของการออกแบบหลักสูตร คือต้องเป็นวิชาที่เด็ก ๆ อยากเรียน แม้แต่การตั้งโจทย์ก็ต้องเป็นวิชาที่เด็กสนใจ แม้จุดนี้จะทำให้หาอาสาสมัครมาเข้าร่วมโครงการยากสักหน่อย แต่อีกด้าน สิ่งนี้การันตีได้ว่าทุกครั้งที่เปิดสอนจะมีเด็ก ๆ เฝ้ารอเสมอ 

ยีราฟบอกกับเราอีกว่า เมื่อเด็ก ๆ เริ่มคุ้นเคยกับครูอาสาสมัคร พวกเขาจะเริ่มเล่าหลายอย่างให้ฟัง ทั้งปัญหาที่บ้าน ปัญหาในชุมชน ปัญหายาเสพติด ซึ่งบางปัญหาเป็นเรื่องที่โรงเรียนวันเสาร์เพียงองค์กรเดียวแก้ไขได้ยาก แต่พวกเขาก็คอยประสานงานเพื่อช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

อนาคตการศึกษาไทย 

แม้คนไทยจะเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น แต่ในมุมคุณภาพของการศึกษากลับยังเป็นปัญหาที่ต้องทบทวนอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น 

“เรื่องของคุณภาพการศึกษามันไม่ได้ปรับแค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องปรับทั้งระบบ” ยีราฟว่า

“ทั้งระบบที่หมายถึงครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาครู การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร จะทำยังไงให้คนเก่งมาเป็นครู เศรษฐกิจ การบริหาร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งทุกจุดพัฒนาได้ทั้งนั้น” 

แล้วใครบ้างที่จะทำให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลง – เราถาม

“ผมว่าทุกคนมีส่วนร่วมได้หมดเลย คนมีอำนาจอาจจะช่วยได้มากหน่อย ส่วนคนทั่วไปก็ช่วยได้เช่นกัน” เขาตอบ

แม้การเปลี่ยนแปลงการศึกษาภาพใหญ่ทั้งระบบจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Saturday School นับเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนตัวเล็ก เพื่อสนับสนุนในมิติที่พวกเขาทำได้ 

ยีราฟบอกกับเราว่า ตอนนี้เขากำลังพยายามขยายจำนวนห้องเรียนให้มากขึ้น ทั้งในเขตเมืองและในชนบท เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ เขาตระหนักเป็นอย่างดีว่า ลำพังโรงเรียนวันเสาร์ไม่อาจเข้าถึงเด็กทุกคนในประเทศได้ การขับเคลื่อนระบบการศึกษาเชิงนโยบายในภาพใหญ่จึงเป็นสิ่งต่อไปที่เขากำลังสำรวจ

จงเติมคำในช่องว่างต่อไปนี้ 

สำหรับประเทศไทยในอุดมคติ ถ้าการศึกษาไทยดี… 

“ผมว่าคนจะใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขมากขึ้น และสังคมจะเต็มไปด้วยคนที่มีคุณภาพ” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร
Saturday School

Writers

เกษมณี ชาติมนตรี

เกษมณี ชาติมนตรี

นักเรียนฝึกเขียนที่เริ่มการเรียนใหม่ตั้งแต่ 0-10 ชอบของหวาน ชอบอ่านนิยาย ชอบสีสันสดใสของดอกไม้ ชอบเสียงเพลง

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load