ทางลาดขนานกับบันได ราวจับขนาบข้างทางเดิน ประตูขนาดกว้างกว่าปกติแต่ไม่มีลูกบิด ห้องน้ำใหญ่พิเศษเพื่อทุกคนโดยไม่ต้องแบ่งแยก

เราไล่มองรายละเอียดต่าง ๆ อย่างประทับใจเมื่อพบเห็นต้นแบบอาคารในฝัน ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้พิการแบบไม่ต้องเรียกร้อง

หลังสั่งเครื่องดื่มเมนูโปรดด้วยการจดบนกระดาษ ถูกคิดเงินด้วยพนักงานอัธยาศัยดี และใช้ภาษามือในการส่งต่อออเดอร์ ไม้สุดท้ายคือบาริสต้าใบหน้าเปื้อนยิ้มรับหน้าที่ชงกาแฟให้ถึงมือลูกค้า อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้รสชาติของมันกลมกล่อมกว่าที่ไหน 

คุณพิรุณ ลายสมิต ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ศพอ.) ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

คุณพิรุณ ลายสมิต ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ศพอ.) บอกกับเราในภายหลังว่า “ลองไปดูที่ร้านกาแฟข้างล่าง แคชเชียร์ผมเป็นออทิสติก ยิ้มแย้ม มีความสุข เขาทำงานได้ ทิ้งปมด้อยว่าเขาเป็นอะไร”

60+ Plus Bakery & Chocolate Cafe คือชื่อร้านกาแฟที่ท่านว่า ส่วน ศพอ. เป็นสิ่งที่เราจะนั่งลงคุยกับท่านในวันนี้ ถึงความเป็นมาและความพิเศษที่ทำให้ศูนย์ฝึกอบรมแห่งนี้ยืนหยัดเพื่อคนพิการมานานกว่า 20 ปี และผ่านการฝึกฝนอาชีพผู้พิการมาแล้วนับ 4,000 คน

ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

ตัดสายสะดือ

ท่านพิรุณพาเราย้อนกลับไปช่วง พ.ศ. 2536 – 2544 หรือเรียกอีกอย่างว่าทศวรรษคนพิการ ผลจากการที่องค์การสหประชาชาติ (UN) เริ่มร่างอนุสัญญาคนพิการขึ้นมาเพื่อพัฒนากลุ่มเปราะบาง รัฐบาลญี่ปุ่นเล็งเห็นว่าจะเป็นการดีหากมีศูนย์พัฒนาศักยภาพคนพิการขึ้นมาสักแห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จึงร่วมมือกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของของมนุษย์ และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) 

ท่านพิรุณถึงกับบอกว่า 2 องค์กรนี้เปรียบได้กับผู้ตัดสายสะดือให้ ศพอ. ถือกำเนิดขึ้นมาใน พ.ศ. 2545 ตามมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ศพอ. ยังได้รับการรับรองจากคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ (ESCAP) ให้เป็นศูนย์ประสานงานด้านความพิการระดับภูมิภาคอีกด้วย

ในช่วงปีแรก จะเป็นการทำงานพัฒนาคนพิการระหว่าง JICA กับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ นำความรู้วิทยาการที่รุดหน้าไปไกลของญี่ปุ่น ฝึกอบรมและถ่ายทอดให้กับประเทศต่าง ๆ จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไม ศพอ. ถึงเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาชาวต่างชาติมากกว่าคนไทยเองเสียอีก

ที่สำคัญคือ JICA ไม่เพียงแค่ถ่ายทอดวิชาการอย่างเดียว ตึกที่เรานั่งสนทนากันอยู่ รวมทั้งตึกฝึกอบรมด้านหลัง ก็เป็นตึกที่ทางการญี่ปุ่นส่งมอบให้ โดยใช้หลัก Universal Design ในการออกแบบ ที่ผ่านมาก็มีคณะสถาปัตย์หลากหลายสถาบัน รวมถึงโรงแรมชั้นนำต่าง ๆ เข้ามาขอเรียนรู้งาน เพราะไม่ใช่แค่คนพิการ แต่ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุในไม่ช้า และทุกคนต่างก็ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงภูมิสถาปัตย์

“เราก็ใช้ประโยชน์ในเรื่องพัฒนาคนพิการเยอะ ไม่เพียงแต่คนต่างชาตินะ องค์กรคนพิการไทยก็มาใช้ เราอยู่ชั้น 2 สภาคนพิการแห่งชาติอยู่ชั้น 3 แบ่งกันใช้พื้นที่เพื่อทำงานเรื่องคนพิการโดยเฉพาะ”

พันธมิตรคนต่อไปที่เข้ามาจับมือกับ ศพอ. คือกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ ที่จะช่วยทำให้ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก เป็นศูนย์ของผู้พิการทั้งภูมิภาคอย่างแท้จริง

ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ
คุณพิรุณ ลายสมิต ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ศพอ.) ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

บ้านพี่ เมืองน้อง

เพียงปีแรกที่เข้ามา กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ก็ร่วมกับ ศพอ. และ JICA สร้างโครงการ Third Country Training Programme (TCTP) ขึ้นใน พ.ศ. 2557 มีภารกิจสำคัญคือ ฝึกอบรมและถ่ายทอดวิชาการให้แก่กลุ่มผู้พิการเกิดใหม่ในประเทศอาเซียน ได้แก่ ผู้เป็นออทิสติก ดาวน์ซินโดรม และกลุ่มผู้มีปัญหาทางการได้ยิน ภายใต้หลักการพัฒนาชุมชนอย่างมีส่วนร่วม หรือ Community-Based Inclusive Development: CBID โดยมีการดำเนินงาน ดังนี้

พ.ศ. 2557 ฝึกอบรมผู้มีปัญหาทางการได้ยิน

พ.ศ. 2558 ฝึกอบรมผู้เป็นออทิสติก

พ.ศ. 2559 ฝึกอบรมผู้เป็นดาวน์ซินโดรม

พ.ศ. 2560 ใช้กีฬาเข้ามาช่วยในการพัฒนาศักยภาพคนพิการด้านกายภาพ มุ่งเน้นที่กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง 

พ.ศ. 2561 – 2562 ฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพคนพิการในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้งหมด

มาถึงตรงนี้ ท่านพิรุณเน้นย้ำว่า อยากอธิบายเรื่องหลักการฝึกฝนที่ว่าให้เราเข้าใจ 

“แพทย์เข้ามาดูแลรักษาฟื้นฟูความพิการ แต่หลังจากฟื้นฟูแล้ว คนพิการก็ต้องอยู่ในสังคมให้ได้ CBID คือการนำความพิการมามีส่วนร่วมในสังคม ศพอ. จึงใช้ชุมชนเป็นฐานในการพัฒนา

ถ้าเด็กเป็นออทิสติกอยู่บ้าน ให้พ่อแม่สอนอย่างเดียว การพัฒนาช้า ต้องเอาชุมชน หมู่บ้าน หลากหลายองค์กรเข้ามาช่วยบูรณาการ หลัก CBID จะเข้ามาดูแลสภาพจิตใจ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ตอนที่ผมอบรมคนพิการแรก ๆ เขาไม่กล้าพูด เจียมเนื้อเจียมตัวเหมือนมีปมด้อย ตอนนี้เขาโต้ตอบเหมือนคนทั่วไปแล้ว” ท่านว่า

ส่วน พ.ศ. 2563 – 2565 ที่ทุกประเทศทั่วโลกต่างเจอวิกฤตโควิด-19 เล่นงาน ทั้ง 3 องค์กร ก็ได้จัดตั้งหลักสูตรการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติของคนพิการขึ้นมา เพราะเชื่อว่าผู้พิการจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ถูกนึกถึงเสมอ

“ปกติเวลาเกิดภัยพิบัติขึ้นมา โดยธรรมชาติก็ต้องวิ่งหนีเอาตัวรอด แต่คนพิการเขาเคลื่อนไหวลำบาก มีขายังวิ่งไม่ทันเลย แล้ววีลแชร์จะทันเหรอ เราต้องสร้าง Awareness ให้กับเขา และให้วิธีการช่วยเหลือ”

ตลอดระยะเวลา 9 ปี นอกจากจะมีโครงการที่ร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่น กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ยังมีโครงการที่ทำร่วมกับ ศพอ. โดยเฉพาะ อาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศกระจายความช่วยเหลือให้ผู้พิการในประเทศต่าง ๆ อีกด้วย

เห็นได้ชัดใน พ.ศ. 2564 จากโครงการเพิ่มศักยภาพการจัดการเรียนร่วมสำหรับผู้เชี่ยวชาญชาวมัลดีฟส์ สังกัดกรมการเรียนร่วม (IED) และครูจากโรงเรียนแกนนำในเมือง Male และ Atolls ประเทศมัลดีฟส์ โดยได้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมาช่วยปูพื้นฐานเรื่องการศึกษา พัฒนาหลักสูตร และอบรมครูอาจารย์ ศพอ. เองทำหน้าที่เผยแพร่หลักการ CBID คือการเรียนการสอนจะเกิดขึ้นในห้องอย่างเดียวไม่ได้ ชุมชน ผู้ปกครอง จะต้องให้ความร่วมมือด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับที่กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ให้การช่วยเหลือและประสานงานกับทุกฝ่ายจนโครงการนี้เกิดขึ้น

“หลังเทรนออนไลน์แล้ว TICA ก็มีความเห็นว่า อยากให้ ศพอ. และ มศว ไปดูพื้นที่ในมัลดีฟส์ว่าจะบริหารจัดการยังไง พอได้ไอเดียแล้วก็ให้พวกเขาเดินทางมาดูระบบการศึกษาพิเศษที่ไทย เป็นการแสดงบทบาทของประเทศเราโดยมี TICA เป็นตัวขับเคลื่อน”

ยอมรับตามตรงว่า เราไม่เคยคิดภาพปัญหาคนพิการในประเทศทะเลสีครามอย่างมัลดีฟส์มาก่อน คำถามต่อไปจึงเป็นการขอให้ท่านพิรุณชี้แจงแถลงไข

“จากสถิติขององค์การสหประชาชาติ คนพิการทั่วโลกมี 10 เปอร์เซ็นต์ ไม่นับที่เพิ่มขึ้นจากอุบัติเหตุ 

“ประเทศไทยมี 67 ล้านคน คนพิการก็คงมีประมาณ 6,700,000 คน ซึ่งจริง ๆ มีมากกว่านั้น แต่ในจำนวน 6 ล้าน มีคนมาลงทะเบียนผู้พิการที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการประมาณ 2 ล้านกว่าคนแค่นั้นเอง 

“บางครอบครัวเขาไม่ยอมให้คนพิการออกจากบ้าน อาจจะอาย กลัวหลงทาง แต่โลกปัจจุบันคุณไม่ต้องอาย คุณควรให้โอกาสเขาออกมาเจอสายลมแสงแดดบ้าง เก็บตัวแต่ในบ้าน ในโรงพยาบาล ไม่ใช่วิธีแก้ที่ถูกต้อง”

คุณพิรุณ ลายสมิต ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ศพอ.) ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

พิเศษใส่ไข่

การออกมาเจอสายลมแสงแดด อาจหมายความถึงการเดินทางมาฝึกฝนทักษะที่ ศพอ. ก็เป็นได้

ท่านพิรุณมองเห็นว่า รูปแบบการสอนที่ผ่านมาเน้นเรื่องกายภาพเป็นหลัก หลังท่านเข้ามารับหน้าที่ก็ได้ริเริ่มการนำมิติเศรษฐศาสตร์เข้ามาผสมผสาน เพื่อให้การพัฒนาศักยภาพคนพิการดำเนินไปได้อย่างครบวงจรและยั่งยืน คือ หนึ่ง ต้องสร้างอาชีพ สอง ต้องสร้างรายได้ และสาม ต้องสร้างสังคมที่ทุกคนเข้าถึงได้ 

“ผมยกตัวอย่าง เช่น จักรยานหนึ่งคัน ที่ผ่านมาคุณทำให้องค์ประกอบจักรยานมีสองล้อที่แข็งแรง แต่ถ้าคุณยังต้องลากจูงมันไปก็ไม่ใช่ คุณต้องมีโซ่ที่จะขับเคลื่อนให้เขาไปข้างหน้าได้ด้วยตัวเอง

“ถ้าคุณเอาแต่สุขภาพแข็งแรง แล้วเขาอยู่ยังไง คนพิการก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ถ้าเขาได้ใช้ศักยภาพที่มีในตัวเอง ทำงาน หาเงิน ก็จะมีความภาคภูมิใจว่าขนาดเขาพิการยังทำงานมีเงินได้ ไปถึงการสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วไป”

ธุรกิจเพื่อผู้พิการ (Disability Inclusive Business) เป็นกลยุทธ์หลักที่ ศพอ. เลือกใช้เป็นทางออกของเรื่องนี้ ตัวอย่างที่ใกล้ที่สุด จึงเป็นร้านกาแฟที่มีบาริสต้าเปื้อนยิ้มและแคชเชียร์ออทิสติก

60+ Plus Bakery & Chocolate Cafe เป็นโครงการธุรกิจเพื่อสังคมที่ให้ผู้พิการได้ฝึกภาคปฏิบัติในสนามจริง เสิร์ฟจริง ชงจริง ขายจริง สนับสนุนให้พวกเขาได้เป็นผู้ทำขนมปังด้วยตัวเอง โดยมีแบรนด์ขนมปังชื่อดังอย่าง Yamazaki ให้ความช่วยเหลือในการฝึกสอนให้ได้มาตรฐานเดียวกัน วัตถุดิบเดียวกัน ราคาเดียวกัน เหมือนเป็นอีกหนึ่งสาขาของ Yamazaki ต่างแค่มีผู้เล่นเป็นคนพิการเท่านั้น ผู้พิการบางส่วนถึงกับถูกจ้างให้เป็นพนักงานประจำสาขาต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำไป

ส่วนช็อกโกแลตที่ว่าทำยาก ก็ไม่ยากเกินกว่าจะคณามือคนพิการสักเท่าไร จากความช่วยเหลือของ MarkRin แบรนด์ช็อกโกแลตสัญชาติไทยที่เจ้าของใช้เวลาวิจัยต้นโกโก้มานานถึง 30 ปี ได้ออกมาเป็นขนมฝีมือคนพิการที่วางเรียงรายอยู่หน้าร้านรอให้เลือกซื้อ 

ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ
ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

“มือหนึ่งของร้านเราเป็นคนหูหนวก ทั้งชงกาแฟ ทั้งทำช็อกโกแลตเยี่ยมมาก ตอนนี้เขากลายเป็นอาจารย์สอนคนพิการรุ่นใหม่ ๆ” ท่านพิรุณเล่าพร้อมประกายความสุขในแววตา

ผู้เข้าร่วมอบรมส่วนใหญ่ที่มีความหลากหลาย ทั้งพิการทางการมองเห็น การได้ยิน ทางร่างกาย ทางจิตใจ ทางสติปัญญา การเรียนรู้ จะได้รับการว่าจ้างในบริษัทเอกชนมากมาย โดยสิ่งแรกที่ผู้เข้าร่วมต้องเผชิญร่วมกัน คือการละลายพฤติกรรม

“เราต้องละลายพฤติกรรม ให้เขาลืมว่าตัวเองพิการอะไร ขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้ความพิการประเภทอื่น ๆ ที่เขาต้องอยู่ด้วย คนออทิสติกต้องเรียนรู้เรื่องคนหูหนวกตาบอด”

“Café Amazon เอาคนหูหนวกจากที่นี่ไป 10 กว่าคน ความพิการอย่างเดียวของเขาคือการสื่อสาร แต่แก้ไขได้ด้วยการใช้วิธีเขียนหรือภาษามือง่าย ๆ เขาก็ทำงานได้เกือบเท่าคนปกติ ต่างกันแค่เล็กน้อย”

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีศูนย์ฝึกอบรมโรมแรมสำหรับคนพิการครบวงจรแห่งแรกในประเทศ ด้วยความช่วยเหลือจากโรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทาราศูนย์ราชการ

และการสนับสนุนจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สอนเรื่องการบริการ การทำความสะอาด การทำรูมเซอร์วิส ห้องอาหาร คอฟฟี่ช็อป ฯลฯ จนโรงแรมระดับ 5 ดาวหลายที่ต้องต่อคิวกันแย่งตัวเลยทีเดียว 

ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

พูดถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในประเทศกันไปแล้ว หลังได้รับความร่วมมือจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ในการกระจายความรู้สู่คนพิการในภูมิภาค รวมถึงพูดคุยกับฝ่ายนโยบายในกลุ่มประเทศอาเซียน น่าสนใจว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นให้เห็นบ้าง

“สิ่งที่ผมเดินไปคุยกับหน่วยงานของเขา คือกฎหมายของเขาส่งเสริมคนพิการยังไง ผมคิดว่าของไทยเราไปไกลมาก”

นั่นคือมาตรา 33 ที่ถูกบรรจุใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐรับ คนพิการเข้าทำงานตามลักษณะของงานในอัตราส่วนร้อยละ 1

สิ่งที่ทำให้เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมากขึ้นคือมาตรา 34 ว่าด้วยนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่ไม่ได้รับคนพิการเข้าทำงานตามจำนวน จะต้องส่งเงินเข้ากองทุนตามค่าแรงขั้นต่ำต่อวันใน 1 ปี ราว ๆ 1 แสนบาท

“มาตรา 34 จึงสำคัญมาก ทำให้คนต้องจ้างผู้พิการ นอกจากทำให้นายจ้างคิดถึงคนอื่น ๆ ในสังคม เราต้องการให้คนพิการทำงานได้เหมือนคนปกติ ซึ่งที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เขายังไม่มี คุยกับเขาเสร็จ เขาขอกฎหมายไทยไปดูได้ไหม เขาต้องแก้และพัฒนากฎหมายตัวเอง”

ท่านพิรุณเล่าว่าสถิติการจ้างงานในช่วง 5 ปีนี้ มีการจ้างงานคนพิการในภาคเอกชนประมาณ 75 – 80 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเยอะพอสมควร แต่ก็ใช่ว่าไม่มีปัญหาหากเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว

“สิ่งที่ผมห่วงคือการจ้างงานของกลุ่มพิการทางสติปัญญา ถ้าทางด้านสายตา หู เขาสมองปกติ ทำงานได้ เพียงแต่การเคลื่อนไหวมีปัญหา แต่ถ้าพิการสติปัญญา บางคนจะเรียนรู้ช้า ทำได้สัก 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ของคนหูหนวก คนจะไม่ค่อยจ้าง ถ้ามีความเป็นธรรม เราต้องให้โอกาสคนพิการทุกประเภท และใช้งานในเรื่องที่เขาถนัด”

“วิธีแก้คือข้อสมมติฐาน คุณจะเลือกตามโควต้าหรือลักษณะงาน ถ้าเลือกตามลักษณะงาน ยังไงคุณก็หาคนไม่ได้หรอก แต่ถ้าคุณเลือกจ้างตามโควต้า แล้วคุณค่อยมาหาลักษณะงานที่เขาพอจะทำได้ เช่น งานประชาสัมพันธ์ คอลเซนเตอร์ ขนาดขนมปัง ช็อกโกแลตยังทำได้เลย ทำไมงานบริการจะทำไม่ได้”

ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ
ศูนย์อบรมคนพิการแห่งเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

ไทย – กล้า

จากการทำงานร่วมกับกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) มาอย่างยาวนาน ประหนึ่งมิตรที่พึ่งพา เกื้อกูล อาศัยกันเสมอ ทำให้ผู้พิการทั่วทั้งภูมิภาคเข้าถึงโอกาส และมองเห็นความหวังในการมีชีวิต เราถามท่านพิรุณว่าอยากเห็นความร่วมมืออะไรอีกจากมิตรแท้ผู้นี้

TICA ช่วยพัฒนามาแล้วทั่วโลก เรื่องเกษตร ท่องเที่ยว หมู่บ้าน เกี่ยวกับการทำมาหากินทั้งหมด ผมอยากให้ TICA มองเรื่องการพัฒนาสังคมมากขึ้นท่านพิรุณตอบคำถามโดยทันที ชี้แจงครบถ้วน ราวกับเตรียมเรื่องนี้มาช้านาน

เริ่มจากด้านทวิภาคี ในแต่ละปีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) จะมีการเจรจากับแผนงานความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เช่น ไทย-ลาว ไทย-กัมพูชา ท่านพิรุณต้องการให้มองถึงเรื่องความพิการด้วย เพราะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนายังไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าที่ควร หรือไม่มีความรู้ในด้านการพัฒนาคนพิการ อย่างไรก็ดี ศพอ. เปรียบได้กับองค์ผู้รับนโยบายมาปฏิบัติให้เป็นจริง จึงพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกองค์กรเพื่อช่วยพัฒนาคนพิการในอนาคต

ด้านพหุภาคีที่กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ทำงานร่วมกับ JICA และ มศว ตอนนี้ก็ให้ความสำคัญเรื่องการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ท่านพิรุณเสนอให้ทุกกลุ่มให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องคนพิการเพิ่มด้วย

“โครงการ 60+ plus ก็เป็นโมเดลที่ดี ผมให้เขาเรียนรู้หน้าร้านทั้งหมด การคุย ดูแลลูกค้า แคชเชียร์ การตั้งของ แพ็กเกจจิ้ง ถ้าเขาเบื่อที่จะทำงานก็ไปเปิด Entrepreneurship ของเขาเอง 2 – 3 ปีก่อน เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ก็มาดูโครงการ บอกว่าช่วยมาทำให้เขาได้ไหม มันเป็นโครงการที่จับต้องได้”

ผลงานของ APCD เป็นตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือระหว่างประเทศที่ TICA อยากจะนำเสนอให้ผู้เข้าร่วมงาน GSSD Expo 2022 ได้เห็นถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม รวมทั้ง TICA ได้นำเสนอช็อกโกแลตที่ทำโดยผู้พิการเพื่อแจกให้ผู้เข้าร่วมงานในงาน ระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2565 อีกด้วย

แล้วมีธุรกิจอะไรอีกนอกจากร้านกาแฟที่คนพิการสามารถทำได้ – เราถาม

“มองตามความจริง คุณจะทำอะไรที่ยากมากไม่ได้ แต่ผมมองว่าโรงเรียนสารพัดช่างเป็นสิ่งที่คนพิการทำได้ อย่างช่างแอร์ทำได้แน่ คนพิการก็เหมือนคนทั่วไป ทำบ่อย ๆ ก็ครูพักลักจำ เด็กออทิสติกถ้าทำซ้ำ ๆ เขาก็ทำได้นะ คนหูหนวก มือไม้เขาก็มี พวกงานอิเล็กทรอนิกส์ทำได้แน่” ท่านแนะนำ

“บางคนมองว่าการฝึกคนพิการมันคือการฟื้นฟูสมรรถนะ แต่ผมว่าควรจะคิดให้ไกลกว่านั้น คุณสอนเขาค้าขาย ทำธุรกิจเอง เพิ่มทักษะอาชีพให้ เขาก็จะอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ต้องขอใครกิน”

เป้าหมายสุดท้ายของท่านพิรุณ ผู้อำนวยการบริหารคนปัจจุบันของ ศพอ. จึงเป็นการได้เห็นสังคม Inclusive ที่คนพิการไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง ใช้ชีวิตได้อิสระดังเช่นคนปกติ และเป็นส่วนหนึ่งของสังคม 

ด้วยความช่วยเหลือจากนานาประเทศ จากพันธมิตรที่มีอย่างเหนียวแน่นอย่าง TICA เราเชื่อว่าภาพนั้นจะเกิดขึ้นจริงในเร็ววัน

“ผมก็เคยถามตัวเองว่า ทำไมเราต้องทำ แต่ความพิการไม่ใช่ความผิดของคนพิการ ชีวิตมันต้องเดินหน้า ไม่ว่าจะพิการหรือปกติ สิ่งที่เราทำคือการบอกให้เขาอยู่ได้ด้วยตัวเอง เพราะรัฐบาลไทย พ่อแม่ สังคม ดูแลเขาไม่ได้ตลอดชีวิต” ท่านพิรุณแสดงเจตจำนงปิดท้าย

คุณพิรุณ ลายสมิต ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ศพอ.) ความร่วมมือไทย-เทศกว่า 20 ปี เพื่อสร้างอาชีพคนพิการ

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

เขาวังเคเบิลคาร์ เป็นทั้งสถานีรถรางไฟฟ้าเพื่อชมอุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี และแหล่งร้านขายของที่ระลึกนักท่องเที่ยวมานมนาน นอกจากเป็นแหล่งช้อปปิ้งมาหลายทศวรรษ ปัจจุบันเคเบิลคาร์ อาเขต ด้านล่างยังเป็นที่ตั้งคาเฟ่เก๋และจุดถ่ายรูปสวย 

มากไปกว่านั้น ที่นี่ยังเป็นแหล่งข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวเพชรบุรีแบบครบครัน มีนิทรรศการงานช่างศิลป์สกุลเมืองเพชร จุดเวิร์กชอปทำพวงมโหตร ตอกกระดาษ ทำขนมไทย ไปจนถึงวาดรูประบายสีและพิมพ์ลงบนผลงานอย่างกระเป๋าผ้า แก้วน้ำ ปั้นเซรามิก แถมยังมีมุมขายของคราฟต์ของที่ระลึกจากลุงป้าในชุมชนทั่วเพชรบุรี เรียกได้ว่ามาที่เดียว ได้ครบทุกสิ่งอัน เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมที่เหมาะกับครอบครัวที่มีเด็ก ๆ และน่าจะถูกใจคนรักศิลปวัฒนธรรม

ผู้อยู่เบื้องหลังการแปลงโฉมพื้นที่ว่างที่นี่คือ ‘โรงเรียนลูกหว้า’ โดย ครูจำลอง บัวสุวรรณ์ และบรรดาลูกศิษย์ อย่าง หนูแดง-สุนิสา ประทุมเทือง, ป๊อป-สุดาลักษณ์ บัวคลี่ และ นัท-ภริตา บุตรเจียมใจ ที่ยืนหยัดเผยแพร่ศิลปะให้ทั้งเยาวชนเมืองเพชร และนักท่องเที่ยวทุกวัยได้สนุกกับศิลป์เมืองพริบพรี

กว่า ‘กลุ่มลูกหว้า’ จะสุกงอมเป็นโรงเรียนศิลปวัฒนธรรมที่มีอายุเกือบ 2 ทศวรรษ พวกเขาทำได้อย่างไร และหยัดยืนแบบไหนถึงประคองโมเดลนี้มาอย่างยั่งยืน เราพาไปหาคำตอบจากเหล่าคุณครูที่ใจกลางเมืองเพชร

โรงเรียนลูกหว้า : รร.ช่างศิลป์ที่ทำให้เด็กจากทุกที่สนุกกับศิลปะเมื่อมาเยือนเพชรบุรี

เป็นความผิดของอินเทอร์เน็ต ที่ทำให้ครูจำลอง บัวสุวรรณ์ ครูสอนภาษาอังกฤษชั้นมัธยม 1- 6 ของโรงเรียนเบญจมเทพอุทิศ คิดอ่านไม่เหมือนคนอื่น ๆ 

ย้อนเวลาไปในยุคที่อินเทอร์เน็ตเป็นของใหม่ในเมืองไทย โดยเริ่มเข้ามาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ครูจำลองวานเพื่อนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ช่วยต่อแอกเคาน์เข้าโมเด็มอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์ส่วนตัว การเชื่อมต่อกับโลกกว้างภายนอกนาทีละ 9 บาทนั้นแพงระยับ แต่ทำให้หนุ่มเมืองเพชรเป็นบุคคลแรก ๆ ในจังหวัดที่มีอีเมล และริเริ่มโครงการให้นักเรียนเพชรบุรีใช้คอมพิวเตอร์แชทพูดคุยภาษาอังกฤษกับนักเรียนอเมริกันผ่านระบบ ICQ โดยมุ่งหวังให้เด็ก ๆ พูดภาษาตะวันตกได้เก่งขึ้น แต่ผลลัพธ์ที่ประจักษ์นั้นกระแทกใจอย่างบอกไม่ถูก

“โลกมันกว้างมาก แต่ตอนนั้นเวลาพูดคุยกับฝรั่ง เวลาแนะนำตัวก็ 4 ประโยค Hello, My name is Chumlong. I am 14 years old. I study in Phetchaburi. I live in Phetchaburi Thailand. เด็กไทยถามเด็กอเมริกาว่า ดาราคนโปรดของคุณชื่ออะไร สีที่คุณชอบคือสีอะไร เด็กฝรั่งถามว่า ในวันหยุดคุณไปมั่วสุมกันที่ไหน วัยรุ่นนุ่งกางเกงยีนส์ยี่ห้ออะไรกัน โห เด็กเราหงายตึง เสียหน้า มันเห็นได้ชัดมาก ๆ ว่าโลกการศึกษาที่เราอยู่ มันแคบมาก ๆ เลย” 

นับตั้งแต่นั้น โจทย์ใหญ่ของครูไฟแรง ไม่ใช่แค่ทำอย่างไรให้เยาวชนในเมืองเล็ก ๆ อย่างเพชรบุรีได้การศึกษาทัดเทียมนักเรียนในเมืองหลวง แต่ทำอย่างไรถึงจะสร้างเด็ก ๆ เพชรบุรีให้มีศักยภาพไม่แพ้ประชากรโลกคนอื่น ๆ 

โรงเรียนลูกหว้า : รร.ช่างศิลป์ที่ทำให้เด็กจากทุกที่สนุกกับศิลปะเมื่อมาเยือนเพชรบุรี

เป็นความคิดที่ไม่แปลกประหลาดอันใดในยุคนี้ แต่ในยุคที่ยังไม่มีระบบ Windows ใช้ในเมืองไทยเสียด้วยซ้ำ แนวทางการสอนหนังสือของครูจำลอง ซึ่งตอนนี้อายุ 60 กว่าปีแล้ว ถูกมองว่าแปลกพิลึก

“ครูเป็นครูภาษาอังกฤษที่พูดภาษาอังกฤษไม่เหมือนฝรั่ง ก็เลยถูกตำหนิติติงอย่างรุนแรงว่า accent ไม่ได้ แต่โชคดีที่ตอนบรรจุครูปีแรก ครูได้เพื่อนเป็นครูจากอเมริกา เขาให้กำลังใจเราว่าเขาก็พูดภาษาไทยสู้เราไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้ ครูก็เลย เอ้อ สอนไม่เหมือนใครในโรงเรียนไม่เป็นไร สอนเหมือนไอ้แจ็ค”

“การเรียนรู้เนี่ย มันถูกใครไม่รู้แยกว่าไอ้นี่เป็นเรื่องนี้ ไอ้นี่เป็นเรื่องนั้น จริง ๆ แล้วเราก็ใช้ชีวิตบูรณาการมาตลอดใช่มั้ย ครูไม่เคยแยกชีวิตว่าเลยว่าตรงนี้ภาษาอังกฤษ ตรงนี้ศิลปะ ตรงนี้สุขศึกษา มันบูรณาการกันหมด งั้นของที่ถูกทิ้งก็เอามาทำประโยชน์ ห้องว่างเยอะแยะในโรงเรียนเราก็เอามาใช้งาน แล้วชวนเด็ก ๆ มาช่วยภารกิจ ซึ่งพอมาอยู่แล้วมันเพลินจะตาย ใครมาช่วยไม่ต้องเข้าแถวหน้าเสาธงช่วงเช้า ก็สนุกใหญ่”

จากการเรียนนอกเวลาเรียน นำไปสู่การเรียนรู้หลังเลิกเรียนและการเรียนรู้ในวันหยุด โดยครูจำลองเริ่มพาเด็ก ๆ ไปเรียนรู้กับครูช่างศิลป์ เพราะยังจำได้ดีว่าตอนเขายังเยาว์วัย ไม่เคยมีพื้นที่ให้เด็กเรียนรู้ศิลปะท้องถิ่นอย่างจริงจัง ต้องเรียนรู้แบบครูพักลักจำ แถมเขายังเสียดายแทนเด็กยุคหลัง ๆ ที่ไม่ได้โอกาสกระโดดน้ำตามคลอง วิ่งตามทุ่ง ไปปักเบ็ด ดักผึ้งในป่า เหมือนสมัยเขาเด็ก ๆ อีกต่อไปแล้ว 

“การเรียนรู้ในห้องเรียนมันไม่พอในการใช้ชีวิตที่เกื้อกูลกัน มันต้องมากกว่านั้น เนื้อหาความรู้ที่เรียนมันถูกกำหนดจากที่อื่น จริงหรือไม่จริงบางทีก็ไม่รู้ แต่ว่าความรู้จากชุมชนเนี่ยมันหาข้อมูลได้ เรียนรู้ได้เลย ครูก็เลยมองว่ามันต้องเปลี่ยน ให้เมืองเป็นเมืองที่คนรู้จักเรียนรู้ คือไม่ต้องไปเรียนรู้ที่อื่น เรียนรู้ในชุมชนก็ได้ เพราะว่าเรื่องที่เรามีอยู่มันเยอะ และก็เป็นทุนอย่างดีของการเรียนรู้ แล้วเราค่อย ๆ สะสมทุนในพื้นที่กันไป ใช้ศิลปวัฒนธรรมมาสร้างศิลปะสร้างสรรค์”

ไอเดียที่สุกงอม ทำให้ ‘กลุ่มลูกหว้า’ คลับของเยาวชนเพชรบุรีได้กำเนิดขึ้น

ครูจำลองมองว่าการพานักเรียนไปเรียนรู้งานศิลป์ และออกไปพูดคุย สอนงานศิลปะเบื้องต้นกับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ จะช่วยสร้างเสริมทักษะชีวิตจำเป็นให้เด็กนักเรียนไทยขี้อายได้ โดยเริ่มจากพาลูกหว้าทั้งหลายไปออกงานราชการ ไปสาธิตงานศิลปะที่ชะอำ แต่ด้วยระยะทางไกล เดินทางบ่อย ๆ ไม่สะดวก และเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยด้วย จึงตระเวนหาสถานที่ใกล้ ๆ ในที่สุดทางเขาวังเคเบิลคาร์ก็เป็นผู้ใหญ่ใจดี อนุเคราะห์พื้นที่ว่างให้เหล่าลูกหว้าได้ปล่อยของกันที่นี่ตั้งแต่ พ.ศ. 2549 หรือราว ๆ 17 ปีก่อน 

แรกเริ่มเด็ก ๆ สอนนักท่องเที่ยวทำธงราวฉลุลายสิงห์สาราสัตว์ ตามอัตลักษณ์ช่างสกุลเมืองเพชร แต่ไม่ประสบผลสำเร็จนักเพราะคลาสยากเกินไป จึงปรับมาสอนทำพวงมโหตร ปรากฎว่าฮิตฮอตเป็นปรากฏการณ์ฟื้นคืนชีพภูมิปัญญา ได้รับความสนใจล้นหลามจากนักท่องเที่ยวทั่วสารทิศ จากจัดเดือนละครั้ง ต้องเปลี่ยนเป็นจัดทุกวันเสาร์เพราะมีเด็ก ๆ มารอเรียน ยิ่งทำใบปลิวใส่กระดาษโรเนียวแจก ไป ๆ มา ๆ ข้อมูลเรื่องพวงมโหตรของกลุ่มลูกหว้าก็กลายเป็นความรู้มาตรฐานของชาติที่แพร่หลายไปทั่วอินเทอร์เน็ต

โรงเรียนลูกหว้า : รร.ช่างศิลป์ที่ทำให้เด็กจากทุกที่สนุกกับศิลปะเมื่อมาเยือนเพชรบุรี

ด้วยวิธีการปรับผู้เรียนเปลี่ยนเป็นผู้สอน การสร้างพื้นที่เรียนรู้ของนักท่องเที่ยวจึงเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้น จาก 1 ห้อง ที่ได้ใช้สอนวิชาพวงมโหตรฟรี ๆ ก็ขยับขยายเป็นอิสระมากขึ้นเมื่อทางเขาวังให้พื้นที่เก็บของเพิ่มเติม นอกจากเรียนวิชาทำพวงมโหตรได้ฟรีแล้ว ห้องด้านหน้านี้ยังใช้จัดนิทรรศการ เช่น นิทรรศการ ‘การถอดลายช่างเมืองเพ็ชร์ สร้างงานศิลป์สู่เมืองสร้างสรรค์’ ที่ช่างศิลป์ชั้นครูที่สอนเด็ก ๆ ลูกหว้าก็ได้นำตัวอย่างผลงานมาจัดแสดง หรือสาธิตวิธีการทำงานช่างแบบต่าง ๆ เช่นงานช่างไม้ งานประดับกระจก งานแกะสลักต่าง ๆ 

โรงเรียนลูกหว้า : รร.ช่างศิลป์ที่ทำให้เด็กจากทุกที่สนุกกับศิลปะเมื่อมาเยือนเพชรบุรี
โรงเรียนลูกหว้า : รร.ช่างศิลป์ที่ทำให้เด็กจากทุกที่สนุกกับศิลปะเมื่อมาเยือนเพชรบุรี

“ครูมีความฝันมานานแล้วว่า เพชรบุรีเป็นจังหวัดที่ใคร ๆ ควรจะมา มันเป็นพื้นที่ที่เรียนรู้ได้ทุกตารางนิ้วเหมือนเมือง Oxford” ชาวเมืองเพชรผู้เกษียณก่อนกำหนดมามุ่งมั่นกับโครงการลูกหว้า เอ่ยเสียงจริงจัง ไม่มีล้อเล่น

โรงเรียนลูกหว้า : รร.ช่างศิลป์ที่ทำให้เด็กจากทุกที่สนุกกับศิลปะเมื่อมาเยือนเพชรบุรี

เพื่อขยับเข้าใกล้ความฝันขึ้นอย่างยั่งยืน ซึ่งครูจำลองนิยามสั้น ๆ ว่า “ไม่เลิก ถึงไม่มีเงินก็ไม่เลิก ยังไงก็ไม่เลิก ยั่งยืนแน่” กลุ่มเด็ก ๆ ที่มาเป็นอาสาสมัครในวันเสาร์อย่างกลุ่มลูกหว้า ซึ่งพ่วงงานรับจัดกิจกรรม ติวหนังสือ ติวนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัย จึงแตกสาขาเป็น ‘โรงเรียนลูกหว้า’ ซึ่งปักหลักตั้งพื้นที่อยู่ที่เขาวังเคเบิลคาร์ และจากที่มีครูใหญ่คนเดียว ก็มีครูรุ่นใหม่อีก 3 คน อดีตลูกหว้าที่เรียนกับครูจำลองตั้งแต่สมัยมัธยม รับหน้าที่ดูแลเวิร์กช็อปคนละอย่าง 

เวิร์กช็อปทำขนมจากตาลโตนดสุก เป็นเวิร์กช็อปวันหยุดที่เด็ก ๆ โปรดปราน ทำให้แขกไปใครมาได้รู้จักเมืองแห่งต้นตาลและขนมหวาน นอกจากชิมขนมร้อน ๆ แล้วก็ยังขอเรียนวิชาได้เต็มที่จากนัท 

โรงเรียนลูกหว้า : รร.ช่างศิลป์ที่ทำให้เด็กจากทุกที่สนุกกับศิลปะเมื่อมาเยือนเพชรบุรี
โรงเรียนลูกหว้า : รร.ช่างศิลป์ที่ทำให้เด็กจากทุกที่สนุกกับศิลปะเมื่อมาเยือนเพชรบุรี

“ตาลโตนดเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของเพชรบุรี สำคัญมากขนาดรุ่นปู่ย่าตายายเขาเก็บภาษีตาลโตนดมาสร้างวังได้เมื่อร้อยปีก่อนบนยอดเขา มันเยอะขนาดไหน แล้วทำไมเราไม่ใช้เรื่องโตนดมาสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โตนดที่เราปั้นเป็นโตนดสุก เหมาะกับครูผู้หญิง เพราะไม่ต้องปีน พอมันสุกก็หล่นเอง เราก็ไปเก็บลูกสุกมาแกะเนื้อออก เนื้อโตนดนี่ก็น่าวิจัยเป็นแป้งโตนดนะ เราเคยทดลองใช้แป้งโตนดแทนแป้งข้าวเจ้า เอามาย้อมใบเตยทำขนมชั้นสีเขียวก็ได้ นี่เป็นการรณรงค์แบบลูกหว้า พูดเรื่องหัวใจหลักพื้นฐาน 3 อย่างของขนมไทย คือแป้ง น้ำตาล แล้วก็มะพร้าว” ครูจำลองอธิบายอย่างคล่องแคล่ว

โรงเรียนลูกหว้า : รร.ช่างศิลป์ที่ทำให้เด็กจากทุกที่สนุกกับศิลปะเมื่อมาเยือนเพชรบุรี

เวิร์กช็อปปั้นเซรามิกของหนูแดง เกิดจากความร่วมมือกับคณาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำให้โรงเรียนลูกหว้ามีเตาเผาเซรามิกด้วย ใครมาปลดปล่อยจินตนาการด้วยการปั้น ก็รอเผา ลงสี และเผาอีกครั้งจนได้ผลงานกลับบ้านที่สวยเรียบร้อย แต่ว่าต้องใช้เวลาสักหน่อยนะ 

โรงเรียนลูกหว้า : รร.ช่างศิลป์ที่ทำให้เด็กจากทุกที่สนุกกับศิลปะเมื่อมาเยือนเพชรบุรี
โรงเรียนลูกหว้า : รร.ช่างศิลป์ที่ทำให้เด็กจากทุกที่สนุกกับศิลปะเมื่อมาเยือนเพชรบุรี

สุดท้ายคือเวิร์กช็อปภาพวาดภาพพิมพ์ของป๊อป รูปวาดระบายสีของเด็ก ๆ ไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในกระดาษ พ่อแม่ผู้ปกครองและน้อง ๆ เลือกได้ว่าอยากพิมพ์ภาพเหล่านั้นลงเสื้อ กระเป๋า แก้วน้ำ หรือแต่งเติมภาพด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ตามสะดวก โดยภาพเหล่านี้เป็นลิขสิทธิ์ของเด็ก ๆ ที่ผู้ใหญ่ที่สนใจ ติดต่อเช่านำไปใช้ได้ตามโอกาส

คุยกับ ครูจำลอง บัวสุวรรณ์ ถึงการสร้างห้องเรียนศิลปะ วัฒนธรรม และชีวิต ให้เด็ก ๆ ชาวเพชรบุรี
คุยกับ ครูจำลอง บัวสุวรรณ์ ถึงการสร้างห้องเรียนศิลปะ วัฒนธรรม และชีวิต ให้เด็ก ๆ ชาวเพชรบุรี

เวิร์กช็อปทั้งหมดมีค่าใช้จ่ายเรื่องวัสดุอุปกรณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ถือว่าถูกมาก สำหรับกิจกรรมที่เด็ก ๆ จะได้สนุกและมีสมาธิกับสิ่งประดิษฐ์นับครึ่งค่อนวัน 

“พ่อแม่ยุคนี้เขาไม่ไว้ใจระบบการศึกษาที่รัฐจัดให้ แต่ไม่มีทางเลือก เขาจึงต้องการหาพื้นที่เรียนรู้แบบปฏิบัติให้เด็ก ๆ”

“ที่เราใช้คำว่าโรงเรียนลูกหว้า หลายคนถามว่าทำไมไม่ใช้คำอย่างอื่น อย่าง สถาบัน แหล่งเรียนรู้ เพราะเราอยากจะชนกับโรงเรียนเลย แต่ว่าการเรียนการสอนของเราต่าง เราลงมือปฏิบัติจริง ประเมินผลได้เมื่อจบ ป๊อปเรียนสายวิทย์มา เขาทำให้เด็ก ๆ เข้าใจเรื่อง ‘ความน่าจะเป็น’ ได้ภายใน 2 ชั่วโมง อุปสรรคของโรงเรียนคือการสงวนเวลา แบบนั้นมันไม่ควรจะมี วันนี้อยากเรียนอันนี้ก็เรียนไปเถอะ”

โรงเรียนนี้ไม่ต้องส่งใบสมัคร ไม่บังคับอะไรถ้าจะไม่มาซ้ำ แต่ครูจำลองมั่นใจว่าการแสดงออกนั้นบอกได้ ถ้าแววตาเด็ก ๆ เรียกร้อง หรือยังจดจ่อแม้พ่อแม่ชวนกลับ เป็นสัญญาณบอกเสมอว่าการเรียนรู้แบบนี้แหละที่เด็กต้องการ

คุยกับ ครูจำลอง บัวสุวรรณ์ ถึงการสร้างห้องเรียนศิลปะ วัฒนธรรม และชีวิต ให้เด็ก ๆ ชาวเพชรบุรี

โรงเรียนลูกหว้า เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘พื้นที่นี้ดีจัง’ ร่วมกับเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์ทั่วประเทศ ซึ่งแม้ดำเนินโครงการมาแล้วสิบกว่าปี แต่ไอเดียเรื่องพื้นที่เล่น ริเริ่ม เรียนรู้ ร่วมทำ แบ่งปัน ยังไม่จางไป หนำซ้ำยังขยายออกไปเรื่อย ๆ เช่น โครงการน่ารัก ๆ อย่าง ‘เพชรบุรีดีจัง’ ที่ชวนเด็ก ๆ 14 กลุ่มใน 8 อำเภอของเพชรบุรีค้นหาสื่อศิลปวัฒนธรรมที่น่าสนใจในชุมชน แล้วออกแบบการสื่อสารเรื่องราวนั้น ๆ กับคนภายนอก งานนี้ต่อยอดให้โรงเรียนลูกหว้าได้มีเครือข่ายทั่วทั้งจังหวัด เกิดการเรียนรู้ชุมชนและความสนิทชิดเชื้อกับชุมชน 

คุยกับ ครูจำลอง บัวสุวรรณ์ ถึงการสร้างห้องเรียนศิลปะ วัฒนธรรม และชีวิต ให้เด็ก ๆ ชาวเพชรบุรี

หลายปีต่อมา ครูจำลองพบว่าผลิตภัณฑ์หัตถกรรมมากมายตกค้างอยู่ในชุมชน เพราะทำแล้วไม่มีการจัดการเรื่องตลาด ชาวลูกหว้าเลยเปิดห้องหนึ่งไว้จัดแสดงและขายสินค้าคราฟต์จากช่างฝีมือทั่วเพชรบุรี อย่างผ้ามัดย้อมป่าชายเลนบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม ผ้าทอท่าโล้ฝีมือป้าติ๋ม ใบตาลสานเป็นสัตว์ทะเลตัวจิ๋ว ฝีมือลุงอุดมศักดิ์ อำเภอเมืองเพชร เข่งและงอบไม้ไผ่ บ้านดงห้วยหลวง และตุ๊กตากระดองตาลฝีมือลุงผุด บ้านม่วงงาม อำเภอบ้านลาด เห็นผลิตภัณฑ์มากมายอย่างนี้ ของบางชิ้นก็ไม่ขาย อย่างบุ้งกี๋หาบเกลือฝีมือลุงหอม มือหนึ่งด้านการสานผู้ล่วงลับ งานแบบนี้ครูจำลองขอเก็บไว้เป็นตัวอย่างงานฝีมือประจำจังหวัด ผลงานแต่ละชิ้นมีประวัติศาสตร์ย่อม ๆ ของเพชรบุรีอยู่ในทุกร่องสานและรอยทอ

คุยกับ ครูจำลอง บัวสุวรรณ์ ถึงการสร้างห้องเรียนศิลปะ วัฒนธรรม และชีวิต ให้เด็ก ๆ ชาวเพชรบุรี
คุยกับ ครูจำลอง บัวสุวรรณ์ ถึงการสร้างห้องเรียนศิลปะ วัฒนธรรม และชีวิต ให้เด็ก ๆ ชาวเพชรบุรี

“อยากใช้คำว่า ‘สถานีดีจัง’ แล้วตอนนี้ สถานีดีจังเป็นสารบัญของเพชรบุรี เป็นสถานีที่ทุกคนต้องแวะ เป็นพื้นที่เรียนรู้ศิลปะวัฒนธรรมเมืองเพชรสำหรับทุกคน ถ้าใครอยากรู้จักว่าเพชรบุรีเป็นยังไง ก็มาที่นี่ได้ อยากรู้เรื่องไรก็มาแวะได้เลย โดยเฉพาะเรื่องชุมชน เรามั่นใจว่าเราไปมาเป็นร้อยชุมชน อยากได้ที่ท่องเที่ยวแบบไหนก็มาถามเราได้ จะไปไหว้พระ จะกินข้าวแช่ จะหากิจกรรมสำหรับเด็ก จะชี้ทางให้แบบที่ไม่มีในกูเกิล” ครูจำลองยิ้ม

“ที่นี่มีโรงเรียน มีห้องนิทรรศการ มีร้านกาแฟ มีศาลาเป็นห้องประชุม มีร้านค้า มีที่จอดรถ ห้องน้ำ แถมหน้าถนนยังมีโรงแรม นอนพักฝั่งตรงข้ามได้เลย” ครูใหญ่แห่งโรงเรียนลูกหว้าอธิบายความครบวงจรของสถานีนี้

“พออันนี้เสร็จแล้ว เราก็จะเป็น ‘เมืองนี้ดีจัง’ เพราะเราทำงานที่วัดใหญ่สุวรรณารามวรวิหารด้วย ที่วัดเป็นหอศิลป์งานช่างสกุลเมืองเพชร จากกุฏิพระ 7 หลังที่หลวงพ่อไม่ได้ใช้ เป็นเรือนไทยหมู่ เราก็เลยขอใช้ ชวนคนขึ้นไปเรียนรู้อะไรหลายอย่าง นอกจากนี้ยังมีหมู่บ้านช่างทำทอง อยากให้เด็ก ๆ ไปชักลวดรีดทอง หลอมทอง เป่าทอง มีบ้านเล็กบ้านน้อยที่เราชวนเปิดบ้านให้คนเรียนรู้ แผงแม่ค้าในตลาดก็เป็นแหล่งเรียนรู้  กุ้งแห้งจากมหาชัยต่างจากของชุมพรยังไง ปลาตัวไหนควรเอาไปทำอะไร นี่คือความรู้ที่มันมีทุกหัวระแหง คือความรู้สำคัญด้วย เศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้เพราะคนมีความรู้แบบนี้นะ” 

คุยกับ ครูจำลอง บัวสุวรรณ์ ถึงการสร้างห้องเรียนศิลปะ วัฒนธรรม และชีวิต ให้เด็ก ๆ ชาวเพชรบุรี

“ที่นี่มีพื้นที่ว่างอยู่เยอะ ศิลปินท่านใดประสงค์จะทำกิจกรรมอะไร ก็ติดต่อกลุ่มลูกหว้าได้เลย ใครอยากอบรม จัดกิจกรรมนู่นนี่นั่น เรามีกลุ่มผู้ปกครองที่ติดตามกันอยู่ ชักชวนกันมาเรียนรู้หรือว่าทำอะไรได้ ห้องที่ยังว่าง ๆ อยู่จะมาเช่าก็ได้ มาเปิดพื้นที่เรียนรู้ด้วยกันได้นะ”

ผู้ก่อตั้งโรงเรียนลูกหว้าปิดท้ายว่าเปิดกว้างที่จะรับผู้ลงทุนอนาคตไปด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่เม็ดเงิน ถ้าสนใจมอบความช่วยเหลือหรือความร่วมมือต่าง ๆ ทางโรงเรียนลูกหว้ายินดีเปิดรับโอกาสเสมอ

โรงเรียนลูกหว้า

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load