ธุรกิจ : บริษัท เอเซียแพค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าและบรรจุภัณฑ์ขนส่งจากกระดาษ

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2528 

อายุ : 36 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : วิสุทธิ์ ศรกาญจน์

ทายาทรุ่นสอง : นันทวุฒิ ศรกาญจน์ และ ณัชกมล เสถียรถิระกุล (หุ้นส่วน) บริษัท พิค อะ บ็อกซ์ บรรจุภัณฑ์ จำกัด (พ.ศ. 2563)

“ผมโตมาก็เห็นเศษกระดาษลูกฟูกกองเป็นภูเขา ซึ่งเป็นกระดาษสำหรับทำไส้ในกล่องลัง เราสนุกกับการเล่นมาก เพราะมันเหมือนกองทราย เราทั้งกระโดด วิ่งเล่นอยู่บนนั้น”

บรรยากาศที่ ฮัท-นันทวุฒิ ศรกาญจน์ ถ่ายทอดให้เราฟังเป็นการเปิดบทสนทนาที่พาเราย้อนกลับไปในความทรงจำกว่า 30 ปีที่เขามีต่อโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ย่านพระราม 3 ของพ่อ รากฐานสำคัญที่ผลักดันเขาให้ครุ่นคิดเกี่ยวกับธุรกิจบรรจุภัณฑ์ เรียนรู้ปัญหาความท้าทาย กลายเป็นจุดตั้งต้นของไอเดียธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรชื่อ Pick A Box ที่แก้ปัญหาทั้งหมดของธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบเก่า และเอาวิธีคิดบริหารแบบมหาชนมาใช้

โรงงานบรรจุภัณฑ์ของพ่อก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2528 ขับเคลื่อนด้วยความกล้าของ คุณพ่อวิสุทธิ์ ศรกาญจน์ อดีตพนักงานโรงงานถ้วยชามที่มองเห็นโอกาสธุรกิจไส้กระดาษลูกฟูกสำหรับล็อกสินค้า ซึ่งโรงงานของตัวเองต้องสั่งผลิตเป็นประจำ คุณพ่อวิสุทธิ์จึงลงทุนซื้อเครื่องจักรผลิตบรรจุภัณฑ์ลูกฟูกแม้จะใช้เครื่องไม่เป็น ไม่มีประสบการณ์การสร้างโรงงาน และเทรนพนักงานคนแรกด้วยการไปฝากโรงพิมพ์อื่นเลี้ยงดู

Pick a Box ทายาทรุ่นสองโรงงานกล่องลัง กับการสร้างธุรกิจใหม่ในวิกฤตโดยการบริหารแบบบ.มหาชน

ฟังดูเป็นจุดเริ่มต้นที่บ้าบิ่นไม่ใช่น้อย แต่แนวทางการทำธุรกิจนั้นไม่มีผิดถูกและไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว โรงงานบรรจุภัณฑ์ที่รับผลิตแค่ไส้ในบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกในวันแรก ขยับขยายกลายเป็นโรงงานกล่องที่รับงานทั้งงานพิมพ์ งานผลิต ให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมใหญ่ในช่วงระยะเวลา 10 ปีแรก ท่ามกลางบรรยากาศของเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูในเวลานั้น 

จากกองกระดาษลัง

“ตอนที่ผมอายุห้าหกขวบ ประมาณ พ.ศ. 2535 เป็นช่วงบูมของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ยุคแรกเลยครับ” ฮัทเล่า “ตอนนั้นเศรษฐกิจดีมาก ทุกอย่างบูมไปหมด ทั้งธุรกิจผลิตไปจนถึงส่งออก คนใช้เงินกันเยอะ จากตอนเริ่มต้นที่มีพนักงานประมาณสิบห้าคน ไต่ขึ้นไปถึงเจ็ดสิบถึงแปดสิบคน ในช่วงที่พีกที่สุด”

นอกจากการกระโดดโลดเต้นบนกองกระดาษแล้ว การเติบโตมากับโรงงานบรรจุภัณฑ์ฝากฝังอะไรไว้ในดีเอ็นเอของเขามากกว่าที่คิดไว้ นั่นคือสัญชาตญาณของการคิด การออกแบบโครงสร้าง จากการเฝ้ามองพ่อทำงานมานาน 20 ปี

“ตอนเด็ก ผมใช้เวลาอยู่บ้านตลอดช่วงปิดเทอมซัมเมอร์ เราก็เห็นพี่ๆ พนักงานที่อยู่กันแบบครอบครัวตามสไตล์โรงงานคนจีน และได้เห็นป๊านั่งออกแบบกล่องทั้งวัน ตอนนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์ ป๊าใช้คัตเตอร์เล่มเดียวออกแบบกล่อง ใช้สมองคิดแล้ววาดออกมาเลย 

“ผมเคยเห็นจานดาวเทียมวางอยู่ที่บ้าน ตอนแรกผมก็สงสัยว่าซื้อมาทำไม ปรากฏว่ามีลูกค้ามาจ้างป๊าออกแบบกล่องดาวเทียมไทยคมเพื่อส่งออกไปอินเดีย เขารู้ว่าป๊าเก่งทำเรื่องกล่องล็อก แต่ป๊านอนไม่หลับอยู่สองถึงสามวัน เพราะคิดไม่ออก เพราะจานเดียวเทียมมันมีทั้งจาน เสา กล่องรับสัญญาณ แต่อยู่ดีๆ ป๊าก็คิดออกกลางดึกตอนตีสาม แล้วลุกขึ้นมานั่งตัดนั่งพับเลย” ฮัทเล่าถึงวีรกรรมการทำงานของป๊าอย่างสนุกสนาน 

“ตอนนั้นผมก็ไม่รู้สึกตัวหรอก แต่เหมือนทุกอย่างที่ป๊าทำมันซึมเข้าไปในตัวผมเอง ผมเลยชอบตัวต่อ เลโก้ กันดั้ม ชอบมองหลักการในการประกอบ ล็อกตรงไหน หมุนตรงไหน”

แต่โรงงานบรรจุภัณฑ์ของป๊าก็ต้องฝ่ามรสุมทางธุรกิจไม่ต่างจากโรงงานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวันที่วิกฤตต้มยำกุ้งมาเยือนใน พ.ศ. 2540 ทำให้โรงงานต้องลดขนาดลงจนเหลือพนักงานแค่ 20 คน วันที่โดนลูกค้ารายใหญ่เบี้ยวไม่จ่ายค่าจ้างจนทำให้ซวนเซไป แต่ป๊าก็ยังยืนหยัดดำเนินธุรกิจเรื่อยมาเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง ในขณะเดียวกันนั้น ฮัทที่เฝ้ามองอยู่ได้แต่สงสัย ว่าทำไมพ่อจึงต้องอดทนทำงานหนักในอุตสาหกรรมแบบนี้ นั่นทำให้เขาเลือกเบนเข็มออกไปทำงานในธนาคาร และศึกษาด้านการเงินจนจบปริญญาโท เพื่อมองหาทางเลือกให้กับตัวเอง

โดยที่ไม่นึกไม่ฝัน ว่าวันหนึ่งจะได้หวนกลับมาที่จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง คือกองกระดาษลังที่เห็นมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

ทางเลือกบนทางแยก

Pick a Box ทายาทรุ่นสองโรงงานกล่องลัง กับการสร้างธุรกิจใหม่ในวิกฤตโดยการบริหารแบบบ.มหาชน

ในวันที่เรียนจบกลับมาจากสหราชอาณาจักร ฮัทพบกับทางแยกของชีวิตที่เกิดจากความท้าทายด้านสภาพเศรษฐกิจและการเมืองของไทยใน พ.ศ. 2556 ทำให้เส้นทางอาชีพด้านการเงินของเขาไม่ใช่ตัวเลือกปลอดภัยอย่างที่หวังไว้

“เวลาเราเรียนด้านการเงินในต่างประเทศก็สนุกครับ ได้ฝึก Critical Thinking เรียนรู้เรื่องการลงทุนในระบบเศรษฐกิจโลก แต่พอกลับมาไทย ช่วงนั้นมีวิกฤตในประเทศ มีการปฏิวัติ เศรษฐกิจอยู่ในขาลง ธุรกิจเกี่ยวกับการเงินหรือการปล่อยกู้ก็เริ่มน่ากลัว 

“ตอนนั้นเองถึงเริ่มมองกลับมาว่า ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่บ้านผมเป็นธุรกิจปลายน้ำ เวลาได้รับผลกระทบจะโดนหลังสุด เพราะยังไงทุกธุรกิจก็ต้องใช้บรรจุภัณฑ์ ผมเลยตัดสินใจว่าจะกลับมาช่วยธุรกิจที่บ้านดูสักตั้ง”

ฮัทสละบทบาทนักการธนาคาร กลับเข้าสู่กงสีของครอบครัวที่มีพ่อเป็นหัวเรือใหญ่ และได้เผชิญกับปัญหาคลาสสิกที่ทายาทธุรกิจทุกคนรู้สึกเชื่อมโยงได้ เมื่อคลื่นลูกใหม่กับคลื่นลูกเก่าเข้าปะทะกัน ฮัทเริ่มต้นมองหาทางเดินที่เป็นของตัวเองอีกครั้ง ทับทิม-ณัชกมล เสถียรถิระกุล แฟนสาวที่เฝ้ามองการเติบโตของฮัทมายาวนานตั้งแต่สมัยเรียน ได้เข้ามาสะกิดเขาให้มองเห็นศักยภาพในตัวเอง

“จริงๆ ตั้งแต่เรียนมหาลัยมาด้วยกัน ฮัทเป็นคนชอบคิดนอกกรอบ ตอนอยู่คณะ เขาเป็นคนครีเอตป้ายกิจกรรม เขาชอบศิลปะ ดีไซน์เวที แผ่นป้าย เราก็ถามเขาตลอดว่า ทำไมเธอไม่ไปเรียนทางนั้น

“จนจังหวะที่เขาเริ่มอยากทำธุรกิจอะไรสักอย่างของตัวเอง มันประจวบเหมาะกับเราที่ทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการวางระบบให้บริษัทใหญ่มานาน ก็อยากเริ่มต้นทำอะไรเองด้วยเหมือนกัน เราสองคนเลยมานั่งหาข้อมูล และวิเคราะห์ด้วยกันอยู่เป็นปีว่าจะทำอะไรกันได้บ้าง ศึกษาทั้งเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร เพราะที่บ้านทับทิมมีธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตร เทกสตาร์ทอัพเพราะมันเป็นเทรนด์ของยุคสมัย แต่สุดท้ายเราก็กลับมามองที่ต้นทุนที่ฮัทมีอยู่ในตัวเอง คือความรู้เรื่องบรรจุภัณฑ์ แม้เขาจะไม่เคยรู้ตัวว่ามีอยู่ก็ตาม”

Pick a Box ทายาทรุ่นสองโรงงานกล่องลัง กับการสร้างธุรกิจใหม่ในวิกฤตโดยการบริหารแบบบ.มหาชน

มุมมองที่แตกต่าง

“ผมไม่เคยรู้ว่าตัวเองมองกระดาษไม่เหมือนคนอื่น” ฮัทว่า

“คนอื่นมองกระดาษหรือป้ายเป็นแผ่น แต่ผมมองที่โครงสร้างของมัน ขัดกันยังไง ทำอย่างไรให้ตั้งได้แข็งแรง พอคิดกันว่าเราน่าจะเริ่มจากต้นทุนที่เรามี ผมก็มาคิดต่ออีกว่า เวลาทำงานในโรงงานของป๊า มีหลายเรื่องที่ผมอยากทำแต่ยังไม่มีโอกาสได้ลอง หนึ่งในนั้นคือการทำบรรจุภัณฑ์ที่มีดีไซน์ซับซ้อนและการพิมพ์จำนวนน้อย เพราะโรงงานเรารับลูกค้าธุรกิจหรืออุตสาหกรรมใหญ่เป็นหลัก แบบค่อนข้างตายตัว ไม่มีการพิมพ์อะไรมากมาย เครื่องจักรของเราจึงไม่ได้ซัพพอร์ตการทำชิ้นงานละเอียดหรืองานจำนวนน้อยไปด้วย”

ฮัทและทับทิมจึงเห็นช่องว่างทางธุรกิจ 

“เราเอาข้อมูลนี้มาประกอบร่างกับเทรนด์ต่างๆ ที่เรารีเสิร์ชกันมา กลายเป็นคอนเซปต์ของโรงพิมพ์บรรจุภัณฑ์ ซึ่งเน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และมีบริการที่ใส่ใจกับความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด”

ทางเลือกบนทางแยกสำคัญในชีวิตของฮัท จึงเป็นการเก็บเกี่ยวเอาเมล็ดพันธุ์ประสบการณ์ด้านบรรจุภัณฑ์ที่เห็นมาตั้งแต่เล็ก มาประกอบร่างกับประสบการณ์ทางการเงินของตน และประสบการณ์ด้านการวางระบบธุรกิจของคนรัก เพื่อสร้างเป็นทางเดินใหม่ในแบบของตัวเอง จนกลายเป็นโรงงานบรรจุภัณฑ์หน้าใหม่ที่ชื่อ Pick A Box ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาแก้ปัญหาให้กับลูกค้า ทั้งงาน Customization บรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์แบรนด์ต่างๆ นวัตกรรมกล่อง SuperLock ปกป้องสินค้าที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ และใช้เทคโนโลยี Drop Test มาสร้างความมั่นใจว่ากล่องที่ออกแบบกับ Pick A Box นั้นไม่ว่าจะตกท่าไหน ก็ไม่ทำให้ของข้างในเสียหายแน่นอน

แนวทางธุรกิจใหม่นี้ไม่กระทบโรงงานเก่าของพ่อ แม้จะต้องหาฐานลูกค้าใหม่ทั้งหมด แต่พวกเขาตั้งใจจะทำสิ่งใหม่อย่างดีที่สุด

การเดินทางครั้งใหม่ในช่วงวิกฤต

แต่การตั้งไข่ในธุรกิจ Red Ocean อย่างสิ่งพิมพ์-บรรจุภัณฑ์ นั้นไม่ใช่งานง่าย เมื่อธรรมชาติของลูกค้าคุ้นชินกับการค้นหาเจ้าที่ให้ราคาถูกที่สุด โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์โลกไม่เป็นใจ ส่ง COVID-19 มาเป็นความท้าทาย จึงน่าสนใจว่าทั้งคู่ผ่านความท้าทายเหล่านี้มาได้อย่างไร

“ผมกับทับทิมวางแผนกันมาตั้งแต่ก่อน COVID-19 จะระบาด แต่ไม่นานหลังเครื่องจักรเครื่องแรกที่เราสั่งมาส่งถึงโรงงานก็มีประกาศล็อกดาวน์ในประเทศไทย ตอนแรกเราเครียดกันมาก แต่เมื่อมาลองทบทวนถึง Business Model ที่คิดกัน ถามตัวเองว่ามันยังไปต่อได้หรือไม่ในสถานการณ์นี้ คำตอบก็คือ ได้”

ทับทิมเล่าต่อไปถึงการเอาตัวรอดของโรงงานบรรจุภัณฑ์ใหม่ในวิกฤตการณ์ระดับโลก

“โชคดีที่เครื่องพิมพ์เครื่องแรกที่มาถึงเป็นเครื่องพิมพ์ระบบดิจิทัล ทำให้เราได้ทดลองงานสเกลเล็กก่อน ในวันที่ยังไม่มีอะไรพร้อมเลยสักอย่าง งานแรกของเราเป็นงานพิมพ์กล่องส่งยาให้กับโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งในตอนนั้นโรงพยาบาลเป็นศูนย์รับผู้ป่วย COVID-19 ทำให้ต้องขอความร่วมมือผู้ป่วยที่รับยาเป็นประจำให้รับยาทางไปรษณีย์แทน อันนี้เป็นงานการกุศล เราไม่ได้คิดเงินกับเขา แต่มันคือโปรเจกต์ที่ทำให้เราได้เรียนรู้และปรับตัวกับเครื่องจักร”

Pick a Box ทายาทรุ่นสองโรงงานกล่องลัง กับการสร้างธุรกิจใหม่ในวิกฤตโดยการบริหารแบบบ.มหาชน

โอกาสที่มาถึงพร้อมกับวิกฤตโรคระบาด คงหนีไม่พ้นเทรนด์การเติบโตของบรรจุภัณฑ์สำหรับขนส่ง ในวันที่ทุกคนออกจากบ้านได้ยากขึ้น การซื้อสินค้าออนไลน์ก็ขยายตัวตาม ฮัทเองใช้ทักษะนักการเงินที่มีอยู่ในตัววิเคราะห์เรื่องนี้ไว้ในใจ เขาจึงไม่ถอยแม้ธุรกิจสายการผลิตอื่นๆ จะได้รับผลกระทบจนต้องลดกำลังการผลิตลง

ส่วนทับทิมเองมองว่า นี่เป็นโอกาสที่ทำให้จุดเด่นของ Pick A Box แข็งแรงขึ้นไปอีก 

“เราเป็นโรงพิมพ์บรรจุภัณฑ์ที่ Customer-centric มากค่ะ ยิ่ง COVID-19 ทำให้การซื้อขายออนไลน์บูมกว่าที่เคยเป็นมา เรามีบริการครบวงจรเอาไว้รองรับลูกค้ารายย่อยหรือแบรนด์ร้านค้าออนไลน์ ตั้งแต่การใช้ประสบการณ์ของตัวเองในฐานะที่ปรึกษา วางแนวทางการตลาดให้ลูกค้า มีบริการให้คำปรึกษาฟรีอย่างใส่ใจโดยทีมบริการลูกค้ากว่าสิบคน และทีมกราฟิกสี่คนที่ทำบรีฟสองบรรทัดของลูกค้าให้กลายเป็นภาพได้ แก้แล้วแก้อีกจนลูกค้าพอใจโดยไม่คิดค่าบริการเพิ่ม ไปจนถึงดูแลการผลิตอย่างครบวงจรตามงบที่ลูกค้ามี

“เราเน้นเรื่อง Creativity กับ Innovation มากๆ และสอดแทรกเข้าไปในสินค้าและบริการด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นกล่อง SuperLock ที่นำ Know-how ของโรงงานป๊ามาพัฒนา เพื่อช่วยรักษาสภาพสินค้าภายในของลูกค้าให้ไม่บุบสลาย แถมยังผ่านการทำ Drop Test จนมั่นใจว่าหล่นแล้วหล่นอีกก็ไม่เป็นอะไร ตกมุมไหนก็ไม่แตก แล้วก็ใช้เทคนิคเคลือบที่ใช้ในงานพิมพ์มาใช้กับบรรจุภัณฑ์เพื่อให้เกิดกล่องกันน้ำได้ อันนี้ก็เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในประเทศไทย ที่เราต้องส่งของกันแม้วันฝนตก”

และอีกความต้องการหนึ่งของลูกค้ายุคใหม่ที่แบรนด์ต้องตอบโจทย์ให้ได้คือ เรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ฮัทขยายความกับเราว่า โรงงานของเขาจะเสนอให้ลูกค้าใช้กระดาษรีไซเคิลแล้วก่อนเสมอ รวมถึงมีทางเลือกกระดาษจากป่าปลูกหมุนเวียน หมึกพิมพ์ชนิดน้ำ และหมึกถั่วเหลืองให้ลูกค้าได้เลือกใช้ เพราะเชื่อว่าจะช่วยลดสารเคมีในกระบวนการผลิตไปจนถึงขั้นตอนการย่อยสลายของบรรจุภัณฑ์ให้กลับคืนสู่ผืนดินได้อย่างเป็นมิตร

“เหมือนเราเป็นหมอฟันเลยค่ะ เรารับฟังอาการว่าฟันผุตรงไหน ปวดตรงไหน จะใช้อะไรแก้ เลือกกระดาษแบบไหนจะตอบโจทย์ แล้วก็รักษาให้หาย คือจัดการผลิตกล่องให้ด้วย ตั้งแต่กล่องไปรษณีย์ กล่องพัสดุ กล่องเสื้อผ้า รองเท้า กล่องปฏิทิน ไปจนถึงกล่องเครื่องสำอาง กล่องอาหาร กล่องครัวซองต์ กล่องพวงมาลัยรถวินเทจที่ส่งขายต่างประเทศ 

“ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่เรามีโอกาสได้เจอลูกค้าจริงๆ เราเลยให้เวลากับแต่ละรายเต็มที่ ถึงไหนถึงกันเลย” รอยยิ้มของทับทิบช่วยเสริมให้เรารู้ว่า เธอเพลิดเพลินกับงานนี้มากเหลือเกิน

Pick a Box ทายาทรุ่นสองโรงงานกล่องลัง กับการสร้างธุรกิจใหม่ในวิกฤตโดยการบริหารแบบบ.มหาชน
Pick a Box ทายาทรุ่นสองโรงงานกล่องลัง กับการสร้างธุรกิจใหม่ในวิกฤตโดยการบริหารแบบบ.มหาชน

ปลูกสร้างกระดูกสันหลังของธุรกิจ

นอกจากเรื่องการผลิตและลูกค้า ปัญหาปราบเซียนต่อมาคือการหาทีมงานที่รู้ใจ ซึ่งฮัทแง้มกับเราว่า นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เซอร์ไพรส์ เพราะแทนที่ COVID-19 จะเป็นวิกฤต กลับกลายเป็นโอกาสให้เขาได้คัดคนคุณภาพมาร่วมงาน

“ผมจำได้เลยว่าเราติดประกาศหน้าโรงงานแค่สองวันเท่านั้น แต่มีคนมาสมัครงานกับโรงงานใหม่แกะกล่องของเราเกือบสี่สิบคนตั้งแต่วันแรก เวลานั้นโรงงานส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ มีแต่จะลดวันผลิตลง พนักงานก็ได้รับเงินเดือนแค่เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ทำให้พวกเขาต้องมองหางานใหม่ แต่ด้วยงบประมาณที่เราวางกันไว้ เราสามารถจ่ายค่าจ้างได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์”

การได้พนักงานที่ทำงานในโรงงานสายการผลิตมาก่อน ย่อมเป็นผลดีสำหรับธุรกิจเริ่มใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทาย ทั้งฮัทและทับทิมต้องทำงานหนัก กะเทาะเปลือกความเคยชินเดิมๆ เพื่อสร้างระบบการทำงานอย่างที่พวกเขาฝันไว้ให้เกิดขึ้นจริง

พวกเขาใช้แนวคิดแบบบริษัทใหญ่เข้ามาจัดระเบียบโรงพิมพ์เพิ่งสร้างแห่งนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม เทรนพนักงานแบบ 1 ต่อ 1 ให้เข้าใจความสำคัญของระบบตรวจวัดประสิทธิภาพในการทำงาน การจัดการเอกสารอย่างมีระบบ เพราะเชื่อว่ารากฐานหลังบ้านที่ดี จะเป็นกุญแจสำคัญไปสู่ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้

Pick a Box ทายาทรุ่นสองโรงงานกล่องลัง กับการสร้างธุรกิจใหม่ในวิกฤตโดยการบริหารแบบบ.มหาชน
Pick a Box ทายาทรุ่นสองโรงงานกล่องลัง กับการสร้างธุรกิจใหม่ในวิกฤตโดยการบริหารแบบบ.มหาชน

“จริงๆ มันไม่ง่ายสำหรับผมนะครับ เพราะเดิมทีโรงงานที่บ้านเป็นระบบจีน หนึ่งคนทำทุกอย่าง แต่ผมรู้ว่าการมีระบบมันสำคัญ และจะช่วยให้เราเห็นปัญหาได้เร็ว แก้ปัญหาได้ตรงจุด ผมกับทับทิมเลยเป็นผู้บริหารที่ไม่ได้นั่งออฟฟิศ แต่เราลงไปทำงานควบคู่กับพนักงานทุกคน เพื่อให้เขาเห็นว่าเราจริงจังแค่ไหน”

ทับทิมเสริมพร้อมรอยยิ้มว่า “เราพยายามทำให้ระบบเป็นเรื่องสนุกให้ได้ รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมที่ดี ให้พนักงานสื่อสารกันภายใน และเข้าใจกันให้มากที่สุด เราวางระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) และ KPI (Key Performance Indicator) เพื่อให้บริษัทและทีมงานพร้อมผลิต และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเสมอ”

แม้ในวันที่เราได้คุยกับทายาทและพาร์ตเนอร์ธุรกิจของเขานั้น เพิ่งผ่านวันครบรอบ 1 ปีของบริษัทมาได้ไม่นาน และพวกเขายังเผยให้ฟังว่า มีการปรับระบบภายในกันอยู่เสมอ แต่ก็เห็นได้ชัดว่า Pick A Box ก็เป็นธุรกิจที่ก้าวผ่านช่วงเวลาที่เริ่มต้นจากสถานการณ์ติดลบมาได้แล้วอย่างงดงาม 

Pick a Box ทายาทรุ่นสองโรงงานกล่องลัง กับการสร้างธุรกิจใหม่ในวิกฤตโดยการบริหารแบบบ.มหาชน

ทายาทรุ่นสองผู้ขอลองสยายปีกด้วยตัวเอง

“แม้ว่าป๊าจะไม่ได้เข้ามาช่วยในการสร้าง Pick A Box เลย แต่ป๊าก็มองดูอยู่ห่างๆ ครับ ในวันที่ผมทำงานกับเขา เราต้องยอมตามเขาตลอด แต่วันนี้พอเขาได้เห็นว่าเราต่อยอดสิ่งนี้ขึ้นมาเองได้ เขาก็ดูจะฟังผมมากขึ้นนะ” 

หลังจากเติบโตผ่านการเฝ้ามองโรงงานกล่องกระดาษของป๊าที่มีแต่ลูกค้ารายใหญ่มาอย่างยาวนาน ผ่านการบ่มเพาะและเพิ่มเติมทักษะ ประสบการณ์ที่หลากหลาย ได้พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจที่เป็นส่วนประกอบใหม่ ทายาทรุ่นสองก็พร้อมจะลองสยายปีกด้วยตัวเองในที่สุด

“ถ้าถามว่าวันนี้ลูกค้าเยอะหรือยัง ก็บอกได้แค่ว่าค่อนข้างแน่นครับ และถ้าถามว่าเหนื่อยไหม ทุกวันนี้ผมเดินแค่ในโรงงานก็วันละหนึ่งหมื่นห้าพันก้าว

“ทั้งหมดนี้เพื่อให้ Pick A Box บรรลุเป้าหมาย ไม่ใช่เป็นแค่โรงงานผลิต แต่เป็นพาร์ตเนอร์ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษที่ทำงานเคียงข้างลูกค้าให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุดทั้งในด้านความสร้างสรรค์และนวัตกรรมครับ”

ฮัทยิ้มบางและตอบคำถามของเราด้วยท่าทีพึงใจ ราวกับจะสื่อสารว่า แม้การเริ่มธุรกิจใหม่นี้จะเหนื่อยแค่ไหนก็เป็นความเหนื่อยที่คุ้มค่าอยู่นั่นเอง

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

“บ้านน้อยหน่าเป็นร้านบาร์เบอร์”

อยู่ๆ เราก็หลุดเข้าไปในภาพยนตร์เรื่องโปรดอย่าง แฟนฉัน (พ.ศ. 2546) มีฉากร้านตัดผมชาย มีเด็กหญิงที่ชื่อน้อยหน่า มีบรรยากาศและเสียงเพลงเก่าๆ จะต่างก็เพียงแต่ช่างใหญ่ของร้านตัดผมชายร้านนี้ไม่ใช่คุณพ่อศิลปินหนุ่มใหญ่ แต่เป็นแม่ติ๋ว – สุวรรณดา กายะ หญิงสาวผู้เปลี่ยนใจจากกรรไกรและโรลม้วนผมทันทีที่ได้ลองปัตตาเลี่ยนเมื่อ 37 ปีก่อน ก่อนจะมีร้านเป็นของตัวเองชื่อ “ติ๋วบาร์เบอร์” ที่สยามสแควร์ในยุคที่สยามสแควร์มีร้านตัดผมชายเรียงรายอยู่ถึง 30 ร้าน

ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน อดีตแสนเท่ยังคงมีให้เราเห็นและหลงเหลืออยู่บ้างตามเสื้อผ้าหน้าผมของคนรุ่นใหม่ที่โหยหาอดีตอันโก้เก๋ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมาเร็วไปเร็วเหมือนใจใครหรือเปล่า

ความตั้งใจเดิมเราแค่อยากชวนผู้รับช่วงต่อร้านติ๋วบาร์เบอร์ มาผู้คุยในฐานะลูกเขยเบอร์แรกของคอลัมน์ทายาทรุ่นสอง ผู้รับช่วงต่อและแปลงเปลี่ยนร้านของแม่ยายให้กลับมาเป็นที่นิยมและอยู่รอดได้ในยุคสมัย แต่เนื้อความด้านล่างนี้กลับไม่มีศัพท์แสงแสดงไลฟ์สไตล์ฮิปสเตอร์หนุ่มวินเทจสักนิด

ความกิ๊บเก๋และบรรยากาศเก่าๆ ของบาร์เบอร์ที่แท้จริงเมื่อ 23 ปีก่อนต่างหากที่ หนอน-ชุมพร สังข์วิเลิศ ผู้เป็นลูกเขย และ น้อยหน่า-จารุลักษณ์ กายะ ผู้เป็นลูกสาว ตั้งใจเก็บรักษาและถ่ายทอดมันออกมาผ่านทำเลเดิมอย่างร้านที่สยามสแควร์และสาขาเอกมัยอันเป็นที่นัดหมายของเราในวันนี้ นอกจากจะเปลี่ยนความคิดที่เคยมีกับร้านตัดผมชายไปตลอดกาลแล้ว เรายังสนุกกับการจินตนาการตามถึงบาร์เบอร์ที่มากกว่าการเป็นบาร์เบอร์

ในที่สุด เราก็ได้รู้จักชายหนุ่มผู้แต่งงานกับน้อยหน่าในหนังเรื่อง แฟนฉัน เสียที แถมหลายปีผ่านไป น้อยหน่าและสามียังคงสานต่อกิจการที่บ้านและทำให้บรรยากาศของบาร์เบอร์กลับมาอีกครั้ง

 
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
ธุรกิจ: Tew’s Barber Shop (พ.ศ. 2537)
ประเภทธุรกิจ: ร้านตัดผมชาย
อายุ: 23 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง: สุวรรณดา กายะ
ทายาทรุ่นที่สอง: หนอน-ชุมพร สังข์วิเลิศ (ลูกเขย)น้อยหน่า-จารุลักษณ์ กายะ (ลูกสาว)

ในความทรงจำสีจาง…จาง

คงจะเป็นการอยู่นอกเหนือประเด็นเกินไป หากผู้เขียนจะสอบถามเรื่องราวความรักและย้อนกลับไปสืบจุดเริ่มต้นของคนทั้งคู่ เราจึงทราบที่มาสั้นๆ ก่อนรับช่วงเปลี่ยนแปลงติ๋วบาร์เบอร์ว่า คุณน้อยหน่าเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ขณะที่คุณหนอนเป็นอดีตช่างภาพจาก บางกอกโพสต์ และก่อนจะเข้าสู่สาระเป็นทางการ เราขอแอบเอามือจิกหมอนเขินความคู่ของคนคู่นี้สักหน่อย ชื่อหนอนกับน้อยหน่า ไม่เพียงเสียงที่พ้องกัน ความหมายถึงความอยู่เคียงคู่กันก็เหนียวแน่นไม่แพ้

“จำได้ว่าลูกค้าที่ร้านเป็นผู้ใหญ่หมดเลย เราเองยังเด็กมากๆ จึงไม่ค่อยมาอยู่หน้าร้าน เวลาลูกค้ามาถึงจะได้รับเชิญเข้าห้องและรับการบริการอยู่ในนั้นจนเสร็จ” น้อยหน่าเล่าถึงความทรงจำหลังจากเจี๊ยบตัดหนังยางน้อยหน่าในฉากจบของหนัง ไม่สิ น้อยหน่าคนนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับน้อยหน่า นักเรียนชั้นประถมสี่ หัวหน้าทีมนำเต้นเพลง รักคือฝันไป ในงานวันเด็กของโรงเรียน

สำหรับ ‘ห้อง’ ที่น้อยหน่าคนนี้พูดถึง เราขออธิบายด้วยการฉายภาพไดอะแกรมสามมิติล้ำๆ ผ่านตัวหนังสือให้คุณนึกภาพตามว่าเป็นห้องบริการตัดผมระดับ VIP ที่มอบความเป็นส่วนตัว บริการทุกอย่างทุกๆ ขั้นตอน ทุกระดับ ประทับใจโดยช่างเพียงคนเดียว ซึ่งมีรูปแบบมาจากห้องตัดผมในโรงแรมดุสิตธานี

“สมัยก่อนร้านบาร์เบอร์ทั้ง 30 ร้านในสยามสแควร์จะให้บริการตัดผมแบบห้อง VIP ทั้งหมด ไม่ได้เป็นโต๊ะเรียงแบบที่เห็นในร้านตัดผมชายปัจจุบัน โดยทุกร้านในสมัยนั้นจะเป็นรูปแบบเดียวกันคือมีโซฟา และช่างนั่งอยู่ตรงโซฟา พอลูกค้าเข้าร้านมาช่างก็จะเดินเข้าไปตัดผม ถ้าเป็นคนรุ่นเราที่อายุ 30 – 40 ก็จะไม่ค่อยทันแล้ว สมัยนี้มีร้านแบบนี้ตอนนี้ให้เห็นอยู่ร้านเดียวในสยาม” หนอนเล่าถึงบรรยากาศร้านตัดผมชายในยุคเฟื่องฟูให้เราฟังด้วยตาเป็นประกาย

เมื่อเราถามถึงบรรยากาศสมัยก่อนทั้งหมด ทั้งหนอนและน้อยหน่าบอกให้เราอดใจรอเพื่อถามจากแม่ติ๋ว ซึ่งเราก็ขอยืนยันอีกเสียงว่าสนุกจนน่านำไปทำหนังสารคดีส่งประกวดเมืองคานส์ แต่ถ้าคุณรอไม่ไหว เราอนุญาตให้ scroll down ลงไปอ่านบทสัมภาษณ์แม่ติ๋วด้านล่างก่อนได้ตามอัธยาศัย โดยที่ไม่ลืมเลื่อนกลับขึ้นมาที่จุดเดิมตรงนี้

หนึ่งในตัวอย่างบรรยากาศที่หนอนเล่าไปยิ้มไปก็คือ “สมัยก่อนจะมีลูกค้าประจำคนหนึ่ง บ้านอยู่ไกลมาก แต่มาที่ร้านสาขาสยามทุกวัน มาสระผมและหลับไป จะว่าไปเป็นไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นนั้นที่ต้องมาสยามเป็นกิจวัตร มาซื้อของ เข้าร้านทำผมเพื่อผ่อนคลาย แล้วจบด้วยมื้อเย็นที่ร้านสีฟ้า ที่น่ารักคือไม่เพียงใจดี หมั่นซื้อข้าวและน้ำดื่มมาฝากช่างที่ร้านอยู่เสมอ คนขับของลูกค้าท่านนี้ยังสนิทสนมกับคนที่ร้านราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร้าน ระดับบรรจุเข้าเป็นพนักงานเพราะจะมาที่ร้านเวลา 11 โมงก่อนจะกลับไปตอน 4 โมงเย็น”

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ

จนกระทั้งในช่วง พ.ศ. 2547 – 2548 การเข้ามาของซาลอนที่ทำให้คนรุ่นใหม่ห่างจากบาร์เบอร์ออกไป ติ๋วบาร์เบอร์ในยุคของแม่จึงปรับกลยุทธ์ด้วยการเพิ่มช่างตัดผมสำหรับผู้หญิงเข้ามา แต่นั่นทำให้ลูกค้าเก่าๆ ซึ่งเป็นลูกค้าผู้ใหญ่ไม่กล้าเข้า เพราะรู้สึกไม่ได้รับความเป็นส่วนตัวอย่างที่เคย

ซาลอน คือร้านทำผมทั้งหญิงและชาย “เหมือนเราเป็นเพลงลูกทุ่ง แล้วซาลอนเป็นเพลงสตริง” พ่อกับแม่ที่นั่งฟังสัมภาษณ์อยู่ข้างๆ รีบเสริม

บาร์เบอร์จะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เชยไม่ทันสมัย

“เมื่อก่อนบาร์เบอร์ไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือมากนัก ขณะที่ซาลอนมีเครื่องมือจากญี่ปุ่น หม้ออบ เครื่องดัดลอน ยืดผม ทำสี ทำทรีตเมนต์ ประกอบการแต่งร้านที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเก้าอี้เก๋ๆ มีเตียงสระผม ดูทันสมัย และยังมีสถานีช่างคนนี้รับผิดชอบการตัด คนนั้นรับผิดชอบการสระผม มีคนบริการมากมาย ดูสะดวกสบายไปหมดทุกสิ่ง มีสมาคมแบ่งปันความรู้การเกล้าผม ทำสี ทำไฮไลต์ แต่บาร์เบอร์มีอย่างมากก็แค่รองทรงสูง กลาง และต่ำ

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

“เมื่อถึงจุดหนึ่ง เรารู้สึกว่าถึงเวลาที่ร้านต้องปรับเปลี่ยนให้ทันยุคทันสมัยเพราะเด็กสมัยใหม่ไม่เคยชินเขาก็ไม่กล้าเข้าร้านบาร์เบอร์ ความตั้งใจเราอยากให้มีลูกค้าทุกวัย ตั้งแต่วัยรุ่นไปถึงวัยทำงาน” น้อยหน่าเล่าถึงจุดเปลี่ยนของการเริ่มปรับโฉมร้านติ๋วบาร์เบอร์ใหม่

“ตอนนั้นกระแสบาร์เบอร์ก็ยังไม่ค่อยมี เราก็คิดออกแบบว่าจะทำร้านอย่างไรให้บาร์เบอร์กลับมา”

“ก่อนหน้านี้ผมเองตัดผมกับที่ร้านมาตลอด เราสัมผัสถึงความพิเศษของการบริการที่เราอยากรักษาให้สิ่งนี้อยู่ต่อไปและอยากให้คนอื่นๆ ได้มาสัมผัส จึงบอกแม่ว่าขอเก็บบริการทั้งหมดที่เคยมีเอาไว้ จะปรับก็เพียงรูปร่างหน้าตาของร้าน โดยเพิ่มตัวตนความเป็นบาร์เบอร์ลงไปและสร้างแบรนด์เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ

“เรื่องการทำร้านใหม่ สิ่งที่แม่ขออันดับแรกๆ คือ ต้องมีห้องบริการแบบส่วนตัว ตอนแรกก็คิดว่าจะมีดีไหมเพราะค่อนข้างกินพื้นที่ร้าน แต่มาวันนี้เราพบว่าการมีอยู่ของห้องส่วนตัวทำให้ร้านเราแตกต่างจากที่อื่นๆ และเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงๆ ตั้งแต่ร้านของแม่ เราไม่ได้จัดขึ้นมาใหม่” หนอนผู้ทำหน้าที่ดูแลควบคุมการปรับโฉมเล่าไอเดียเริ่มต้น

ซึ่งช่วงแรกของการเปิดร้านหลังการรีโนเวต หนอนเล่าว่ามีทั้งลูกค้าเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างเพราะคนยังไม่คุ้นกับร้านตัดผมสไตล์บาร์เบอร์ “5 ปีก่อนคนไม่ได้ฮิตทรงวินเทจแบบตอนนี้ แล้วเราก็เชียร์ให้เขาตัดแบบนั้น ในขณะที่เทรนด์ผมยุคนั้นคือญี่ปุ่นๆ เกาหลีๆ ซอยผม ทำสีผม พอเราไปไถผมเขาด้วยปัตตาเลี่ยนก็จะมีคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ” โชคดีว่าผ่านไป 1 ปีเทรนด์ทรงผมวินเทจก็กลับมาฮิตในหมู่หนุ่มๆ พอดี

“เรื่องทรงผมมันเป็นเทรนด์มาและไป ร้านจึงต้องคุยกันอยู่เสมอ เป็นตัวเองบ้าง ปรับให้เข้ากับเทรนด์และความต้องการของลูกค้าบ้าง พยายามมีทรงผมหลากหลายมากขึ้นโดยคุยกับช่างให้เข้าใจ ช่างที่ตัดผมตั้งแต่สมัยแม่ทำร้านยังอยู่กับเรา 1 คน นอกนั้นเป็นช่างรุ่นใหม่จากหลากหลายเส้นทางมาก บางคนจบสถาปัตย์ฯ มา จบวิศวะฯ จบดุริยางค์ฯ ก็มี” และเนื่องจากทักษะและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ช่างของทางร้านจึงต้องผ่านช่วงเวลาฝึก 2 – 3 เดือนเพื่อเข้าใจวัฒนธรรมและหัวใจสำคัญอย่างการบริการ

จากที่เคยคิดว่าร้านตัดผมผู้ชายให้บริการตัดผม โกนหนวด จัดเซ็ตให้เข้าทรงและจบไป ติ๋วบาร์เบอร์ทำให้เราเรียนรู้บริการบาร์เบอร์ดั้งเดิม ผ่านขั้นตอน 1 – 10 ของการบริการ ที่มีตั้งแต่เสิร์ฟน้ำดื่มดับกระหาย ถ้าลูกค้ามาร้อนๆ ช่างจะเช็ดและเป่าไดร์ให้ก่อนพูดคุยเรื่องทรงผมสักพัก และเตรียมตัวตัดผม กันทรงเก็บทรงให้เรียบร้อย พูดคุยกับลูกค้าอย่างเหมาะสม

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

ไม่เคยรักใครเท่าติ๋ว

ติ๋วบาร์เบอร์ พ.ศ. 2555

“ถ้าเทียบกับสเกลของร้านสมัยก่อน แม่มีช่างผม 30 คน ช่างเล็บ 5 – 6 คน ขณะที่ร้านเรามีช่าง 10 คนใน 2 สาขา เทียบกับลูกค้าของแม่จึงมีเยอะกว่า ช่างตัดผมแข่งกันวิ่งรอกลงเวลา แต่ปัจจุบันไม่เป็นแบบนั้นแล้ว ช่างตัดผมน้อยลง แต่ลูกค้าที่เข้ามาตัดผมยังมีเยอะเท่าเดิม ถึงแม้จะมีช่างไม่เยอะแต่เราก็คุมคุณภาพการบริการให้ดีงามเหมือนร้านสมัยแม่” น้อยหน่า ทายาทผู้ดูแลติ๋วบาร์เบอร์รุ่นที่สองและรุ่นที่สาม (ในท้อง) เทียบให้ฟังถึงความแตกต่างระหว่างร้าน 2 ยุค

“งานตัดผมเป็นงานฝีมือจริงๆ ช่างแต่ละคนก็จะมีวิธีการที่จะสร้างสรรค์แตกต่างกันออกไป ซึ่งบาร์เบอร์จะแตกต่างกับซาลอนตรงที่ช่างจะจบงานทั้งหมดคนเดียวตั้งแต่ สระ-ตัด-เซ็ต จึงต้องกำหนดเวลาการให้บริการต่อลูกค้า 1 ท่าน” หนอนเสริม และด้วยความไม่เคยชินของลูกค้าเรื่องระบบจองคิว ทำให้ติ๋วบาร์เบอร์ถูกเข้าใจว่าเป็นร้านตัดผมฮิปๆ หยิ่งๆ อยู่เสมอ

“แรกๆ ยังเป็นระบบ walk-in อยู่ ก่อนจะมีเปิดจองเพื่อจัดระบบคิว flow ในร้าน และความเป็นส่วนตัวของลูกค้า ในช่วงแรกคนก็อาจจะยังไม่ชินที่ต้องจองคิว ซึ่งจริงๆ ต่อให้ไม่ใช่ร้านติ๋วบาร์เบอร์ แต่เป็นร้านตามตลาดในต่างจังหวัดที่มีช่างตัดคนเดียว ลูกค้าก็โทรจองถามช่างว่าว่างอยู่ไหม ต้องนัดช่างเหมือนกัน”

เราถามถึงจุดเด่นของติ๋วบาร์เบอร์ที่มีมากกว่าการตัดผม แต่แทนที่จะได้รับคำตอบหรูหรา หนอนกลับเลือกจะเล่าจุดที่ตัวเองไม่เก่ง “เรารู้ว่าเราไม่ได้เก่งเรื่องเคมีมากอย่างเรื่องย้อมผมและดัดผม เราพอทำได้แต่เป็นในสไตล์ old-school จริงๆ เน้นเราตัดผมเป็นส่วนใหญ่”

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

ก่อนจะเล่าความดีงามของเก้าอี้ไฟฟ้าที่มีมาตั้งแต่ยุคของแม่ว่า “เก้าอี้ที่ร้านมีมาตั้งแต่รุ่นแม่ เป็นเก้าอี้ไฟฟ้า ปรับเอนนอนสระผมในห้องนั้นเลย ลูกค้าที่ไม่ชินพอตัดผมเสร็จเขาก็พยายามลุกออกจากเก้าอี้ เราก็ถาม ‘พี่จะไปไหนครับ สระผมตรงนี้เลย’ พอสระเสร็จช่างก็จะเอาผ้ามาปิดตา มีอโรม่านิดๆ ให้รู้สึกผ่อนคลาย”

สมัยก่อนติ๋วบาร์เบอร์มีบริการขัดรองเท้าหนัง ขัดเข็มขัด แต่เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยติ๋วบาร์เบอร์จึงเปลี่ยนบริการเสริมมาเป็นบริการล้างแว่นตาแทน

รวมไปเรื่องจัดแต่งทรงผม “ช่วงเริ่มต้นปรับรูปแบบ เราใส่ Pomade ให้ลูกค้า ลูกค้าบอก ‘ขอล้างออก’ (หัวเราะ) แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว คนเข้าใจมากขึ้น ลูกค้าชาวต่างชาติก็มีมากขึ้น อย่างชาวสิงคโปร์จะจองตัดกับเราตลอด” จากนั้นหนอนจึงก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองในชื่อ bad taste ซึ่งมี 2 สูตร ได้แก่ สูตรออริจินัล ช่วยให้ผมอยู่ทรงสวยงาม และสูตรธรรมชาติ ทำให้ผมดูมี volume เซ็ตเหมือนไม่เซ็ต

หลังจากรับช่วงต่อติ๋วบาร์เบอร์อย่างเป็นทางการ ทั้งสองคนก็เจอหัวใจของแบรนด์ติ๋วบาร์เบอร์ที่ทำให้ทั้งคู่อยากเก็บรักษาสิ่งเหล่านี้เอาไว้

“หนึ่งคือ เรื่องการบริการ สองคือ เรื่องทำเลร้านที่สยามซึ่งเราอยากรักษาไว้ เดิมทีก่อนร้านเป็นของแม่ คนเช่าเดิมก็ทำร้านตัดผมมาก่อน สามคือ สไตล์และทรงผม ของเราจะออกแนวเรียบร้อยแต่ยังให้ความเป็นผู้ชายอยู่ ดูเป็นผู้ชายสะอาดสะอ้าน”

สิ่งที่พิสูจน์ผลของการรับช่วงต่อในสายตาของทั้งคู่ก็คือ การที่ลูกค้ายอมรับระบบจองและโทรมาจองอยู่เรื่อย รวมไปถึงสายสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและคนในร้านที่กลายมาเป็นเพื่อน

“เราเห็นสิ่งที่แม่ทำมาตลอด เราผูกพัน เราอยากจะรักษาสิ่งนี้ไว้ให้คนรุ่นต่อไปสัมผัสและเข้าใจการบริการของบาร์เบอร์ว่าเป็นอย่างไร ก่อนหน้านี้แม่เป็นห่วงเรื่องการปรับรูปแบบร้าน กลัวว่าเราจะปรับจนไม่เหลืออะไรเลย (หัวเราะ) กลัวลูกค้าเดิมไม่เข้า รวมถึงเรื่องความเข้าใจเรื่องทฤษฎีและเทรนด์ทรงผมซึ่งช่างตัดผมเก่าๆ จะไม่เชื่อเพราะเห็นว่าเราตัดผมไม่เป็น” น้อยหน่าทิ้งท้ายความตั้งใจค่อยๆ รอการพิสูจน์

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

ขณะที่หนอนเชื่อเรื่องการทำให้เห็นว่าจะพิสูจน์สิ่งที่คนรุ่นเราเชื่อและตั้งใจทำ ไปพร้อมๆ กับการใส่รายละเอียดเรื่องการบริการและไอเดียอื่นๆ เพื่อให้ทันกับยุคสมัยและความต้องการของคนยุคใหม่ แม้ต้องต่อสู้กับความไม่เข้าใจของช่างรุ่นเก่า

“แต่ถึงกระนั้นการทำธุรกิจกับที่บ้านสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน พ่อแม่ ลูกเขย สะใภ้ ก่อนมารับช่วงเราก็ต้องคุยกับแม่เยอะว่าแม่ทำอะไรมาบ้าง สิ่งที่เราควรจะทำคืออะไร แล้วประยุกต์ในทิศทางของเรา ระหวางนั้นจะเห็นว่าเกิดการพูดคุยกันอยู่เสมอ”

คุยกันจบเราก็นึกขึ้นได้ว่า เราไม่ได้พูดคุยเรื่องทรงผมของคุณผู้ชายจนเกิดความเข้าใจมากขึ้นเท่าไหร่ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะเราปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่าง ความตั้งใจบันทึกบรรยากาศให้คงอยู่และปรับเปลี่ยนคุณค่าที่มากกว่าตัวเงินนี้ให้อยู่รอดต่อไปต่างหากที่เรารัก

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าตั้งแต่ต้นจนจบบทสนทนา เราไม่แปลกใจสักนิดว่าทำไมเจี๊ยบถึงไม่ได้ครองรักกับน้อยหน่า แม้น้อยหน่าคนนี้จะคนละคนกับน้อยหน่าคนนั้นก็ตาม

ติ๋วบาร์เบอร์ (พ.ศ. 2537)

ออกตัวสักนิดว่าล้อมกรอบของทายาทรุ่นสองตอนนี้จะยาวกว่าที่เคย แม่เริ่มจากการเป็นช่างตัดผมผู้หญิง (พ.ศ. 2523) และอยากลองตัดผมผู้ชายดูบ้าง จึงไปเรียนวิชาบาร์เบอร์เพื่อเติม ก่อนจะติดใจความเรียบง่ายของการตัดผมผู้ชาย “ทั้งวิธีการตัดผมที่มีแค่ทรงสั้น กลาง และยาว และนิสัยสบายๆ ของลูกค้าผู้ชาย ถ้าเป็นทรงผมผู้หญิงลูกจะว่าเดี๋ยวสั้นไปยาวไปบ้างล่ะ เอียงบ้างล่ะ” แม่ติ๋วเล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นความหลงใหลในปัตตาเลี่ยน

ราวกับแม่ติ๋วจะอ่านสีหน้าที่แสดงคำถามถึงเรื่องการอัพเดตเทรนด์ทรงผมใหม่ๆ ในสมัยก่อนของเราออก แม่ติ๋วรีบเล่าให้ฟังว่า “สมัยนั้นต้องหมั่นไปเรียนวิชาในโรงเรียนสอนทำผมและชมรมช่างตัดผมชายอยู่เรื่อยๆ มีแข่งขันตัดผมเหมือนมีเพื่อนคอยอัพเดตเทรนด์กัน”

บาร์เบอร์ในยุคนั้นถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของผู้ชาย เพราะทั้งมอบประสบการณ์ผ่อนคลาย และเป็นแหล่งรวมตัวและพบปะกลุ่มเพื่อนก่อนเดินเที่ยวกินข้าวกันที่สยามสแควร์ “สมัยก่อนลูกค้าผู้ใหญ่บางคนเขาจะมีเครื่องดื่มติดตัวมาเอง แล้วบอกขอนั่งดื่มรอเพื่อนในร้านของเรา บ้างก็ดื่มไปด้วยตัดผมไปด้วย อันที่จริงผู้ใหญ่เขาไม่เที่ยวผับบาร์กันเท่าไหร่” ถือว่าเป็นกิจกรรมผ่อนคลายอย่างที่สุด “เมื่อก่อนยังไม่มีระบบจอง ลูกค้ามาถ้าช่างว่างก็จะตัดเลย ถ้าช่างไม่ว่างก็มาใหม่วันหลัง ลูกค้าสมัยก่อนเขามาสยามทุกวัน มากินข้าว มาซื้อเสื้อผ้า แหล่งศูนย์รวมผู้คนเพราะยังไม่มีห้างสรรพสินค้า”

แล้วอะไรคือนิยามของความติ๋วบาร์เบอร์ เราถาม และสิ่งนั้นก็คือ การมอบความสบายใจและความเป็นกันเอง การบริการที่มากกว่าการบริการ และความเป็นส่วนตัวที่ติ๋วบาร์เบอร์ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง “ลูกค้าบางคนมาถึงก็หลับเลย พักผ่อนของจริง” แม่ติ๋วหัวเราะก่อนจะทิ้งท้ายความรู้สึกที่มีต่อ ติ๋วบาร์เบอร์ ในยุค พ.ศ. 2560

“เราไม่ค่อยห่วงอะไรนะ เขาเห็นสิ่งที่เราทำมาตั้งแต่เด็ก”

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load