11 พฤษภาคม 2565
1.95 K

หากพูดถึงจังหวัดเพชรบุรี จะนึกถึงอะไรกันบ้าง

เขาวัง หาดชะอำ หรือเป็นเพียงทางผ่านลงภาคใต้

จริง ๆ แล้ว เมืองนี้อุดมไปด้วยคุณค่าหลากมิติที่ซุกซ่อนอยู่ในทุกมุมเมือง กำลังรอให้คุณเข้าไปสำรวจและทำความรู้จักเพชรบุรีในแบบที่เพชรบุรีเป็น

“เมืองเพชรเหมือนมีหีบสมบัติ แต่ทุกคนนั่งทับไว้ ไม่ยอมเปิดออกมาใช้” ดิว-รชา ถาวระ หนึ่งในทีมงานจากสถาบันอาศรมศิลป์ให้ความเห็น

กว่า 10 ปีที่ผ่านมา อาศรมศิลป์เข้าไปทำโปรเจกต์ระยะยาวกับเพชรบุรี ตั้งแต่เริ่มต้นเดินสำรวจเมือง แล้วนำสิ่งดี ๆ ที่คนนอกอย่างพวกเขาพบไปชี้ให้คนในพื้นที่เห็น ว่าบ้านเกิดของตนก็มีดีไม่แพ้ที่ไหน 

คุณค่าเล็ก ๆ ที่เคยมองข้ามนี่เอง เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมชั้นดี และมีศักยภาพในการนำไปต่อยอดได้อีกหลายทาง ไม่ว่าจะจัดงานเทศกาลตามแบบฉบับเพชรบุรี ปรับปรุงพื้นที่ชุมชนให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีเสน่ห์ความเป็นท้องถิ่น จุดประกายผู้คนให้ลุกขึ้นมาพัฒนาบ้านเกิด หรือยกระดับการท่องเที่ยวให้เป็นวิสาหกิจชุมชนอย่างจริงจัง ทำให้คนภายนอกมีโอกาสสัมผัสที่นี่ในเบื้องลึก 

และสนับสนุนให้คนเมืองเพชรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

แทรกซึมกับเยาวชน

“อ้าว ว่าไง ยังหล่อเหมือนเดิมเลยนะ” เสียงคุณลุงคนหนึ่งดังออกมาจากในรั้วบ้าน

ตั้งแต่เดินตามดิวเข้ามาในซอย เราก็ได้ยินเสียงทักทายไม่ขาดสาย ชัดเจนว่าชายหนุ่มชาวนครศรีธรรมราชคนนี้สนิทสนมคุ้นเคยกับผู้คนที่นี่ราวกับเป็นลูกหลานคนหนึ่ง

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2555 ที่ชาวอาศรมศิลป์ 6 – 7 คน เข้าไปทำงานกับเพชรบุรีและดิว ซึ่งเป็นตัวหลักในทีม ก็ได้เริ่มทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทของสถาบันอาศรมศิลป์ เกี่ยวกับการพัฒนาเมืองเพชรบุรีด้วย โดยโจทย์ที่ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ให้ไว้ ก็คือการพัฒนาเมืองให้เป็นต้นแบบ ‘สุขภาวะ’

“ตอนนั้นชุมชนเขามองเราเป็นนักศึกษา แค่มาสัมภาษณ์ เดี๋ยวทำวิทยานิพนธ์เสร็จแล้วก็ไป” ดิวเล่าย้อนกลับไปถึงช่วงที่เขาและชาวบ้านยังเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน “เราเลยต้องคิดว่า จะทำยังไงให้ชุมชนรู้สึกว่าเราตั้งใจมาทำงานด้วย เราอยากเห็นบ้านเขาพัฒนาจริง ๆ”

อาศรมศิลป์จึงตัดสินใจเริ่มขับเคลื่อนด้วยเยาวชน โดยคำแนะนำของ อาจารย์จำลอง บัวสุวรรณ์ ที่ปรึกษาของ ‘กลุ่มลูกหว้า’ เครือข่ายเยาวชนจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเยาวชนกลายมาเป็นคนในพื้นที่กลุ่มแรกที่พวกเขาได้สานสัมพันธ์และร่วมจัดกิจกรรม

“เดี๋ยวนี้เยาวชนเมืองเพชรมุ่งวิชาการ เรียนพิเศษ อยู่บ้านแม่ก็ซื้อกับข้าวให้ แทบจะไม่ได้มาเดินในชุมชน เราเลยชวนเด็ก ๆ มาลงสำรวจพื้นที่” ดิวพูดถึงกิจกรรม ‘เด็กเพชรอ่านเมือง’ ซึ่งเป็นงานที่ทำให้เยาวชนรู้จักบ้านเกิดของตัวเองมากยิ่งขึ้น จากที่ไม่เคยรู้ว่าร้านอะไรอยู่ตรงไหน บ้านใครมีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีคุณค่าอย่างไรบ้าง ก็ได้รู้ขึ้นมาในคราวนี้

เมื่อชุมชนเห็นว่าพาเด็กประถม-มัธยมในพื้นที่เข้าไปชวนคุย ก็ยินดีให้ความร่วมมือ แล้วพวกเขาเองก็พลอยได้รับทั้งความเอ็นดูและความเชื่อมั่นว่าตั้งใจทำงานจริง ต่างจากเดิมที่ชาวบ้านมองว่าเป็นนักศึกษาจากกรุงเทพฯ ที่เข้ามาทำงานอย่างฉาบฉวย

“อย่างบ้านธรรมดาหลังหนึ่ง พอเด็ก ๆ เดินเข้าไปถาม ปู่แกก็เล่ายาวเลย อันนี้มาจากเมืองจีนนะ สั่งทำที่นู่นที่นี่นะ เรารู้สึกว่ากิจกรรมเยาวชนทำให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าในของที่เขามี

“ได้ประโยชน์กันทั้ง 3 ฝ่ายนะ เด็กได้รู้จักบ้านเกิด เราได้เข้าใจพื้นที่มากขึ้น ชุมชนก็เห็นคุณค่าของตัวเอง และเข้าใจเรามากขึ้นเหมือนกัน”

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

เล่าเรื่องเมืองเพชร ให้ชาวเพชรฟัง

‘คุณค่าใกล้ตัว’ เป็นสิ่งที่นักออกแบบมองหาจากการทำงานครั้งนี้

จากการสำรวจที่ผ่านมา พวกเขาพยายามรวมรวมข้อมูลที่ได้มาสื่อสารให้เข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเป็น ‘แผนที่ร้านโบราณ’ หรือ ‘แผนที่ของอร่อย’ โดยร้านที่อยู่บนแผนที่ ก็คือร้านเจ๋งที่เด็ก ๆ เลือกสรร ซึ่งความเจ๋งที่ว่าอาจจะไม่ใช่ของที่ขายหรือรสชาติอาหารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงเรื่องราวที่เจ้าของร้านเล่าด้วยความภูมิใจ อย่างการขายของเพื่อส่งลูก ๆ เรียนด้วย

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

พอได้สื่อแผนที่มาเป็นตัวอย่าง ก็ถึงเวลาที่จะจัดเวทีประชาคม ชวนคนในชุมชนย่านเมืองเก่ารอบวัดมหาธาตุ พื้นที่เป้าหมายที่เลือกไว้มาพูดคุยเรื่องการพัฒนาเมือง

“เราเอาข้อมูลที่ได้จากการสำรวจมาวิเคราะห์ศักยภาพของเมือง ให้เห็นว่าเราเข้าใจในสิ่งที่เขามียังไงบ้าง” ดิวเล่าถึงการพูดคุยในวันนั้น “แล้วเราก็พยายามโยงให้คนเข้าใจเรื่องคุณค่า โดยการเอาแผนที่ที่ทำไว้ไปแจกในงาน เพื่อให้เขารู้สึกว่าบ้านเขามีของดีอยู่เยอะเลยนะ ไม่ใช่แค่ช่างสิบหมู่ที่ทุกคนมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ยังมีของดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจจะใกล้หายไป

“เมืองเขามีชีวิตมาตลอด เขาไม่โดนสงคราม ไม่เคยเป็นเมืองร้างตั้งแต่อยุธยาถึงปัจจุบัน เขาอยู่กันมานาน ก็เลยมีมรดกวัฒนธรรมเยอะมาก

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

“ตอนนั้นเราเห็นแล้วว่าเมืองสุขภาวะของเพชรบุรีอาจไม่ใช่เรื่องสุขภาพอย่างเดียว แต่มีเรื่องต้นทุนทางวัฒนธรรมที่จะนำไปต่อยอดได้ด้วย”

ในเวทีวันนั้น นักออกแบบเห็นศักยภาพในการพัฒนา ‘ชุมชนซอยตลาดริมน้ำ’ และ ‘ชุมชนคลองกระแชง’ มากเป็นพิเศษ พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะเข้าไปโฟกัสในระดับชุมชนที่สองพื้นที่นี้เป็นอันดับแรก

สองชุมชนแรกเริ่ม

แล้วเวทีย่อยเวทีแรก ณ ชุมชนซอยตลาดริมน้ำก็เริ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายในการตอบคำถามที่ว่า แท้จริงแล้วชุมชนต้องการอะไร

“เวทีนี้เด่นที่เครื่องมือครับ” เครื่องมือที่ใช้ในการพูดคุยกับชาวบ้านในครั้งนี้ เรียกว่า Photo Model 

“เราถ่ายหน้าบ้านแต่ละบ้านมาประกอบเป็นโมเดลของย่านให้เขาดู ทำให้เห็นชัดเลยว่าบ้านเขาเป็นยังไง อยากปรับปรุงตรงไหน พื้นที่ข้างบ้านเป็นยังไง มีสภาพปัญหา ศักยภาพ และความต้องการอย่างไรบ้าง” เพราะชาวบ้านไม่ใช่สถาปนิก บางทีการดูแผนที่อาจไม่ทำให้เห็นภาพมากพอ Photo Model จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านเข้าใจ

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

แม้ในวันนั้นจะไม่สามารถนำข้อมูลศักยภาพไปต่อยอดในทันที เพราะชุมชนยังติดปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์การปรับปรุงที่ยังไม่เรียบร้อย แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ได้ทดลองเครื่องมือและวิธีการ ซึ่งจะนำไปใช้กับเวทีย่อยชุมชนคลองกระแชงต่อไป

“ที่คลองกระแชง พอชาวบ้านพูดถึงพื้นที่สาธารณะอย่างลานสุนทรภู่ ว่าไม่มีคนมาใช้บ้าง สกปรกบ้าง เขาก็บอกได้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นที่จุดไหน อยากให้แก้ไขหรือต่อยอดอะไร” เวทีนี้จัดว่าคึกคักมาก มีทั้ง โฟล์ค-ปภังกร จรรยงค์ แกนนำชุมชนผู้มีไฟในการทำงาน ทั้งลุง ๆ ป้า ๆ ชาวบ้านที่ช่วยกันออกความเห็น ทำให้สถาปนิกเห็นภาพรวมและวิสัยทัศน์ในการพัฒนาของทุกคน เช่น อยากฟื้นฟูชุมชนให้กลับมามีชีวิตชีวา โดยใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่ อยากเชื่อมโยงพื้นที่กับฝั่งตลาด และอยากจัดถนนคนเดิน

ไม่ปล่อยให้ฝันเป็นเพียงฝัน งาน ‘เพชรบุรีดีจัง’ ที่จัดในเดือนถัดมา อาศรมศิลป์ก็ได้นำความต้องการที่ชาวบ้านได้พูดคุยกันในเวทีกลุ่มย่อยมาทดลองทำให้เกิดรูปธรรม

งานนี้เป็นมหกรรมกลางเมืองโดยเยาวชน นำโดยกลุ่มลูกหว้าและเครือข่ายเพชรบุรีดีจัง ภายใต้การสนับสนุนของแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 

งานนี้เคยจัดมาก่อนแล้ว แต่ครั้งนี้รวมเอาพื้นที่ถนนคลองกระแชงและซอยตลาดริมน้ำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่จัดงานหลักด้วย โดยพวกเขามีโอกาสออกแบบสะพานไม้ไผ่เชื่อมสองฝั่งแม่น้ำให้เดินได้สะดวกตามความเห็นของชุมชน เปลี่ยนถนนคลองกระแชงให้กลายเป็นถนนคนเดิน เปิดศาลาคามวาสีและลานสุนทรภู่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปได้ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการการออกแบบพัฒนาเมือง ให้ทุกคนได้เดินดูและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงต่อ

“ฟีดแบ็กของงานดีมาก ทุกคนรู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้ต้องเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรม” ดิวพูดอย่างชื่นใจ “พอคนเห็นภาพ คนก็อยากทำต่อ”

หลังจากวันนั้น พวกเขาทำแบบเพื่อการพัฒนาเมืองไปเสนอชุมชนหลายอย่าง เช่น ซุ้มประตูทางเข้าออกคลองกระแชง เพื่อให้คนที่ผ่านมาได้สังเกต วางสตรีทเฟอร์นิเจอร์ เสาไฟ ปรับปรุงทัศนียภาพในซอยและสถานที่สำคัญ ซึ่งเมื่อทางชุมชนเห็นแนวทางที่ทีมนำเสนอก็ได้ชวนจัดงานอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นงานที่ชุมชนอาสาเป็นเจ้าภาพจัดงานด้วยตนเอง ใช้ชื่อว่า ‘ชมตลาดเก่า ถนนเล่าวัฒนธรรม’

ภายในงานจะมีการทดลองติดตั้งสิ่งต่าง ๆ ที่ได้เสนอกันไป เช่น ทำที่นั่งริมน้ำแบบชั่วคราว ติดตั้งซุ้มประตู โคมไฟหนังใหญ่ เสาไฟหนุมาน เวอร์ชันจำลองขนาดเท่าจริง (สเกล 1 : 1) เพื่อดูว่าเวิร์กหรือไม่ อย่างไร มีการติดป้ายให้ข้อมูลหน้าสถานที่สำคัญ ชักชวนศิลปินชาวเพชรบุรี อย่าง พี่วุฒิ หรือ ครูตั้ม มาเพนต์สตรีทอาร์ต และนำต้นทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนอย่างหนังใหญ่วัดพลับพลาชัยมาแสดง

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

เมื่องานประสบความสำเร็จ แบบการพัฒนาชุมชนคลองกระแชงถูกส่งไปยังหน่วยงานต่าง ๆ อะไรที่เคยเป็นแค่แบบจำลอง ก็ได้ติดตั้งลงในพื้นที่จริง สถานที่ที่เคยเงียบเหงาอย่างศาลาคามวาสี บ้านมนัส จรรยงค์ วัดพลับพลาชัย เมื่อเทศบาลเมืองเพชรบุรีเห็นศักยภาพ สนับสนุนงบประมาณปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนคลองกระแชง 700,000 บาท ใน พ.ศ. 2559 ถือเป็นก้าวแรกของการเกิดรูปธรรมในพื้นที่ ช่วยกระตุ้นให้ชุมชนเห็นผลสำเร็จของการร่วมกันพัฒนาเมือง

“ภาครัฐไม่ต้องมาถามว่าชุมชนอยากได้อะไร ชุมชนคิดให้ทั้งหมดแล้ว แค่มาดูว่าจะสนับสนุนด้านไหนได้บ้าง” ดิวกล่าวอย่างภูมิใจ

สุดท้ายแล้วก็ได้รูปธรรมการพัฒนาพื้นที่ที่ชัดเจน ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่น ๆ ต่อไปได้

“พอคลองกระแชงเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ชาวบ้านอีกฝั่งก็เริ่มเห็นภาพฝันของชุมชนตัวเอง” ใช่แล้ว เขาพูดถึงซอยตลาดริมน้ำ ชุมชนแรกที่เขาไปจัดเวทีกลุ่มย่อย คราวนี้เมื่อปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินคลี่คลาย ก็พร้อมให้นักออกแบบเข้าไปทำงานต่อ

ฝั่งซอยตลาดริมน้ำ จัดงาน ‘ตรอกนี้มีเรื่องเล่า’ กิจกรรมเล็ก ๆ ตอนเย็น ริมท่าน้ำศาลเจ้าพ่อเสือ มีชาวบ้านมาเล่าเรื่องภาพเก่าที่ได้จากบ้านในชุมชนอย่างสนุกสนาน ซึ่งอาศรมศิลป์ก็นำข้อมูลที่ได้จากกิจกรรมนั้นและจากกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมอย่างที่ทำกับคลองกระแชง ไปทำแบบร่างการพัฒนา แล้วนำเสนอกับชุมชนเพื่อลงมือทำจริง

ชุมชนซอยตลาดริมน้ำได้รับงบประมาณ 2.84 ล้านบาท ในการปรับปรุงภูมิทัศน์ซอยตลาดริมน้ำ ภายใต้โครงการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าเพชรบุรี จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2563 ถึงจะมาช้า แต่ทุกคนก็อิ่มใจกับความสำเร็จของตลาดริมน้ำเป็นที่สุด

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

ชุ่มชื่นหัวใจ

วันนี้เราได้เดินเข้ามาชมซอยตลาดริมน้ำเวอร์ชันพัฒนาแล้วกับดิว สถาปนิกหนุ่มจากอาศรมศิลป์ พร้อมด้วย เจ๊อร-พรรณ์นิภา ภู่แสง แกนนำซอยตลาดริมน้ำที่มาต้อนรับ

‘มีชีวิตชีวา’ เป็นคำที่ผุดขึ้นมาในหัวเราตั้งแต่ก้าวเข้ามาในซอยอาคารเก่า ซึ่งเต็มไปด้วยสตรีทอาร์ตฝีมือช่างท้องถิ่นเต็มผนังสองข้าง พร้อมด้วยป้ายบอกทาง ป้ายแสดงข้อมูล และแผนที่ชุมชนใหญ่เบ้อเริ่ม

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

“นี่รูปตอนน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 60” เจ๊อรยิ้ม ชี้ผนังบ้านที่มีรูปชาวบ้านสองคนกำลังมีความสุขกับการนั่งเรือขณะน้ำท่วมซอย “ส่วนนั่นรูปลูกสาวเจ้าของบ้าน เขาชอบเล่นกีตาร์”

ไม่จำเป็นต้องมีภาพทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ รูปแสดงวิถีชีวิตของคนธรรมดา ก็ทำให้ผู้มาเยือนอย่างเราเดินเพลิดเพลินได้จนสุดซอย

จะเรียกว่าซอยแห่งความร่วมมือร่วมใจก็ไม่ผิดนัก นอกจากสตรีทอาร์ตฝีมือเหล่าศิลปินเพชรบุรี ที่ชาวบ้านและอาศรมศิลป์ช่วยกันเลือกภาพมาวาดแล้ว กระเบื้องที่พื้น เจ๊อรและชาวบ้านก็ลงมือปูกันเองทีละแผ่น

สำหรับเจ๊อร อดีตลูกจ้างเย็บผ้า ตอนแรกก็ไม่เข้าใจนักว่าอาศรมศิลป์ต้องการทำอะไร แต่ด้วยความใจดี จึงช่วยเหลือทุกคนเท่าที่ทำได้ ถ้ามีประชุมเจ๊อรก็จะเข้ามาฟัง และอาสาทำกับข้าวเลี้ยง ไป ๆ มา ๆ เมื่อมีการจัดประชุมบ่อยเข้า เธอก็เข้าใจและเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญ เลื่อนขั้นจากผู้ร่วมประชุมเป็นเจ้าภาพใหญ่ในการขับเคลื่อนงาน ทุกวันนี้แขกไปใครมาก็ได้เจ๊คนนี้เป็นไกด์นำเที่ยวให้

“สมัยก่อนถนนเส้นนี้จะเปลี่ยว คนไม่อยากเข้ามา ผียังไม่เดินเลย” เจ๊อรเล่าด้วยอารมณ์ขัน “ตอนนี้เปลี่ยนไปทุกอย่าง จากที่คนในชุมชนไม่รู้จักการท่องเที่ยว ไม่รู้ว่าอาศรมศิลป์มาทำอะไร พอการค้าดีขึ้น เขาก็เริ่มเข้าใจ

“เราฝ่าฟันมานาน ผ่านมาทั้งน้ำตาและความสุข ภูมิใจมากที่เห็นนักท่องเที่ยวเข้ามา”

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

ฝั่งคลองกระแชงเองก็น่าเที่ยว และทำให้ผู้ไม่เคยสัมผัสเมืองเก่าเพชรบุรีอย่างเราตื่นเต้นมากทีเดียว 

เช่นกันกับซอยตลาดริมน้ำ ตอนนี้คลองกระแชงมีป้ายต่าง ๆ ติดตั้งไว้เรียบร้อย นักท่องเที่ยวที่มาสามารถเดินตามป้ายไปชมสถานที่สำคัญ อย่างพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดพลับพลาชัย พิพิธภัณฑ์มนัส จรรยงค์ ราชาเรื่องสั้นเมืองไทย กรุภาพมิตร ชัยบัญชา หรือศาลาคามวาสีได้

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

‘ศาลาคามวาสี’ ศาลาการเปรียญหลังใหญ่ อดีตเคยเป็นที่ตั้งของ ‘โรงเรียนเพชรสตรี’ โรงเรียนเด็กหญิงแห่งแรกในเพชรบุรี ปัจจุบันโรงเรียนปิดตัวไปแล้ว ศาลาคามวาสีจึงเหลือหน้าที่เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนาของชาวบ้าน และเป็นเหมือนห้องรับแขกให้ชุมชนคลองกระแชง

เมื่อเราเดินผ่านศาลา ป๋าแจ็ค-สุวรรณ พวงมาลัย ผู้รับหน้าที่ดูแลที่นี่ต่อจากคุณแม่ ก็กวักมือเรียกเข้าไปเดินชมนิทรรศการในห้อง มีทั้งรูปภาพเก่า ๆ ของจังหวัดแขวนเต็มผนัง และคอลเลกชันของโบราณที่พบในแม่น้ำเพชรบุรีเรียงอยู่เต็มตู้

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

ไม่หยุดก้าวต่อ

การท่องเที่ยวเมืองเก่าเพชรบุรีได้กลายเป็นวิสาหกิจชุมชนที่ทำโดยชาวบ้าน เมื่อมีคณะนักท่องเที่ยวมา ทุกคนก็จะพาไปที่ศูนย์วิจัยชุมชนเมืองเพชรบุรี วัดพลับพลาชัย เพื่อเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเมืองในเบื้องต้น แล้วจึงพาไปเดินดูชุมชนต่าง ๆ กินข้าวแช่ ชมการแสดง ซึ่งนอกจากสองชุมชนแรกที่เราได้เล่าไป อาศรมศิลป์ยังขยายการพัฒนาออกไปสู่พื้นที่ใกล้เคียง อย่างชุมชนวัดเกาะและชุมชนวัดแก่นเหล็กด้วย

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

“พอมีคนมาท่องเที่ยว พื้นที่ได้ใช้ ชาวบ้านก็มีโอกาสในการสร้างธุรกิจชุมชน” ดิวพูดถึงผลที่งอกเงย” เขาไม่ได้คิดว่าต้องมีกำไรมาก แค่ให้มีรายได้นำมาหมุนเวียน ให้คนทำงานอยู่ต่อได้เรื่อย ๆ ส่วนเงินที่เหลือก็นำกลับมาพัฒนาชุมชน”

จากสเกลชุมชน ขยับมาเป็นสเกลเมือง อาศรมศิลป์ขับเคลื่อนเพชรบุรีเป็นเมืองเดินและเมืองจักรยาน ตามกระแสนักปั่นในตอนนั้น

“การเข้าไปทำงานกับชุมชน คือเราทำให้เขามองเห็นต้นทุนที่เขามี พอเขาเห็นคุณค่าและรู้สึกภูมิใจ เขาก็จะลุกขึ้นมาต่อยอดเอง” ท้ายที่สุดแล้ว ‘ต้นทุนทางวัฒนธรรม’ เป็นสิ่งที่ทำให้ที่นี่เป็นเมืองสุขภาวะได้

ทุกวันนี้เมืองเพชรเปลี่ยนไปหลายอย่าง เมืองเก่าที่เงียบเหงากลับมีชีวิตชีวามากขึ้น ชาวบ้านธรรมดาก็ลุกขึ้นมาพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง จนมีนักท่องเที่ยวสนใจมากมาย งานการกุศลก็กลับกลายมาเป็นธุรกิจเพื่อชุมชนที่ยั่งยืน

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

แล้วความตั้งใจของชาวบ้าน นำโดยโฟล์คและเจ๊อร ก็ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวชุมชนเมืองเพชร ได้รับรางวัลชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ประจำปี 2561 ระดับยอดเยี่ยม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม มาครอบครอง

“เมืองไทยยังมีย่านเก่าที่เงียบเหงา ซบเซา อยู่อีกมาก เพชรบุรีจะเป็นต้นแบบการพัฒนาชุมชนที่ใช้ต้นทุนของตนเอง ฟื้นชุมชนให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง” ดิวพูดปิดท้าย

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ
ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

4 พฤษภาคม 2565
1.61 K

“โรงพยาบ้าน มาจากที่เราทำโรงพยาบาลให้เหมือนบ้าน มีความอบอุ่น เป็นมิตร น่าอยู่” 

คอลัมน์ Pubilc Space คราวนี้ แอน-อิสริยา ปุณโณปถัมภ์ สถาปนิกชุมชนจากอาศรมศิลป์กลับมาพูดคุยกับเราอีกครั้ง พร้อมกับพา เกรส-วิลาสินี ยมสาร หนึ่งในทีมออกแบบ นำโปรเจกต์ปรับปรุงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ที่ทุกคนตั้งใจปั้นกันร่วมปีมาเล่าให้เราฟัง

โปรเจกต์นี้ไม่ใช่การรีโนเวตที่เราเคยเห็นโดยทั่วไป หากเป็นการ ‘เชื่อมประสาน’ ระหว่างโรงพยาบาลและชุมชนรายรอบ

ทั้งทางกายภาพ – ทั้งความสัมพันธ์ทางใจ

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

ศูนย์ฟื้นฟูชุมชน

“เป้าหมายของจังหวัดนนทบุรี คืออยากให้โรงพยาบาลนี้รองรับการเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด มีแผนว่าจะทำ Master Plan ใหม่ วางแผนพัฒนาพื้นที่โรงพยาบาล ปรับพื้นที่ ทางเข้าออก และขยายให้รองรับได้ถึง 200 เตียง จากเดิมที่มี 30 เตียง” แอนเริ่มเล่าด้วยการย้อนไปถึงที่มาตอนเริ่มต้น 

เมื่อทราบเป้าหมายของจังหวัด ทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 จึงยกเรื่องนี้ไปปรึกษากับทาง สสส. ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะ ซึ่ง สสส. ก็ได้ชักชวนทีมอาศรมศิลป์ที่คุ้นเคยกันจากโปรเจกต์อื่น เข้ามาร่วมเป็นทีมออกแบบให้โรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ทันที

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

“ไซต์ของโรงพยาบาลอยู่ใกล้กับชุมชนมาก มีทั้งชุมชนเก่าและชุมชนใหม่เลยค่ะ” เกรสอธิบายบริบทของโรงพยาบาลให้เข้าใจตรงกัน “คาดการณ์ว่าในอนาคตชุมชนจะโตขึ้น แล้วโรงพยาบาลก็จะเป็นพื้นที่รองรับผู้คนที่มาใช้งาน”

ภาพตรงหน้า แสดงให้เห็นถึงแผนผังแสดงพื้นที่โดยรอบโรงพยาบาล ซึ่งสองสถาปนิกพยายามขีดให้เราดูตำแหน่งของชุมชนที่รายล้อม

เช่นเดียวกับภาพรวมของประเทศไทย ตอนนี้นนทบุรีและพื้นที่ใกล้โรงพยาบาลบางบัวทอง 2 เรียกได้ว่าเป็นสังคมผู้สูงอายุ มีผู้สูงอายุจำนวนมากอาศัยในละแวกนั้น ทว่าไม่มีพื้นที่สาธารณะที่เหมาะสมให้คุณตาคุณยายเหล่านี้ไปใช้งาน มีเพียงพื้นที่ในหมู่บ้านจัดสรรหรือโรงเรียนที่ไม่ได้เปิดให้ทุกคนเข้าไปได้ ชาวบ้านบางส่วนจึงเข้ามาออกกำลังกายในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นที่ที่คนแถวนี้รับการรักษาอยู่เป็นประจำ

ทั้ง สสส. และอาศรมศิลป์ จึงคิดตรงกันว่า นอกจากต้องการขยายขนาดเป็น 200 เตียง หรือปรับให้เป็นโรงพยาบาลที่เน้นเรื่องการฟื้นฟูสุขภาพแล้ว ยังอยากให้มีพื้นที่ที่เอื้อต่อกิจกรรมของชุมชนโดยรอบ และทำให้โรงพยาบาลเป็นศูนย์รองรับการดูแลผู้สูงอายุด้วย

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

คุยคุ้ยปัญหา

หลังจากผ่านการสำรวจเก็บข้อมูล ทำความเข้าใจพื้นที่โครงการและผู้ใช้งานมาแล้วประมาณหนึ่ง ‘กระบวนการออกแบบ’ ตามสไตล์ของอาศรมศิลป์ก็เริ่มต้นขึ้น

ทางทีมได้เข้าไปพูดคุยเรื่องแนวคิดการทำให้โรงพยาบาลเป็นพื้นที่สาธารณะของชุมชน ซึ่งผู้บริหารก็รับฟัง และยินดีติดต่อบุคลากรแผนกต่าง ๆ รวมถึงชาวบ้านในชุมชนรอบ ๆ เพื่อมาร่วมให้ข้อมูลตามคำขอของทีมออกแบบ โดยกระบวนการนี้จะเริ่มด้วยการเข้าไปพูดคุยกับบุคลากรในโรงพยาบาลเป็นอันดับแรก

“โรงพยาบาลมี 10 กว่าแผนก เราก็เข้าไปคุยกับบุคลากรทีละแผนก” เกรสอธิบาย ทีมอาศรมศิลป์ให้ทุกฝ่ายในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ สะท้อนปัญหาการใช้งานที่ประสบมา เพื่อนำไปใช้ในการทำแบบรีโนเวต

แม้ว่าบุคลากรในโรงพยาบาลจะงง ๆ บ้าง เพราะไม่แน่ใจว่าโครงการนี้จะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร ได้งบประมาณมาจากไหน แต่เมื่อทีมออกแบบเล่าให้ฟังถึงเจตนาของโปรเจกต์ ทุก ๆ คนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

“ห้องพักแพทย์ไม่พอ ห้องพักเจ้าหน้าที่ก็ไม่พอ” เพราะบรรยากาศการพูดคุยเป็นกันเอง เหล่าบุคลากรจึงรู้สึกสบาย ๆ กับการออกความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทางลาดเข้าอาคารชันเกินไป ใช้ไม่ได้จริง เรื่องการไม่มีที่พักคอยของคนป่วย ต้องยืนออกันที่โถงด้านหน้า เรื่องห้องน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ หรือเรื่องอากาศในโรงพยาบาลไม่ถ่ายเท

โรงพยาบาลบางบัวทอง 2 สร้างมาจากแปลนโรงพยาบาล 30 เตียงที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้เป็นมาตรฐาน แปลนนี้อาจจะเหมาะกับบางพื้นที่ แต่สำหรับที่นี่ ได้มีการต่อเติมตามการใช้งานไปไม่น้อย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น อากาศไม่ถ่ายเท ก็มาจากการต่อเติมอาคารที่ว่า

“สำหรับภายนอกอาคาร ปัญหาหลัก ๆ คือความเปลี่ยว แสงสว่างไม่เพียงพอ” นอกจากภายในแล้ว ด้านนอกก็มีปัญหาของตัวเองเช่นกัน 

ทั้งหมดนี้ ทีมออกแบบก็ได้ตั้งใจเก็บข้อมูลไปใช้ต่ออย่างเต็มที่

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

ไอเดียชาวบ้าน

จากนั้นก็ถึงคราวลงพื้นที่ไปคุยกับชุมชน ซึ่งหมู่ 7 และหมู่ 8 เป็นสองชุมชนแรกที่อาศรมศิลป์ได้สัมผัส

“ชาวบ้านเน้นพูดถึงการบริการเป็นส่วนใหญ่” เกรสเล่ายิ้ม ๆ

“รีโนเวตโรงพยาบาลเขาก็คิดว่าสำคัญนะ แต่เขาจะโฟกัสเรื่องให้ปรับปรุงการบริการมากกว่า เราเลยเห็นว่าควรเข้าไปสร้างทัศนคติที่ดีต่อกัน” แอนเสริมขึ้นมา แม้แต่หมู่ 8 เองซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาล และมีชาวบ้านเข้าไปใช้พื้นที่มากที่สุด ทุกคนก็ยังไม่ได้สนิทสนมกับโรงพยาบาลเท่าไหร่นัก

พอมานั่งทบทวนการจัดกระบวนการที่ได้ทำมา ทางอาศรมศิลป์สรุปได้ว่า จริง ๆ แล้วชาวบ้านไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาพื้นที่ แต่พวกเขารู้สึกว่าให้ข้อมูลไปก็เท่านั้น เพราะโครงการอาจไม่เกิดขึ้นจริง

“เราต้องคุยให้เขาเห็นภาพชัดเจนว่าเขาจะมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ได้ยังไง แล้วโครงการนี้จะดีต่อเขายังไง” อาศรมศิลป์พยายามสรุปทิศทางการทำงานต่อ

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

‘เล่าเคสตัวอย่างให้ฟัง’ เป็นวิธีที่ทีมออกแบบเลือกใช้ในการเข้าไปคุยกับชุมชนถัด ๆ ไป อย่างหมู่ 5 และหมู่ 6

เคสแรก คือโรงพยาบาลราชพฤกษ์ ตัวอย่างที่ดีของการออกแบบอาคารและสภาพแวดล้อมให้อบอุ่น เหมือนเดินเข้าไปในบ้าน

เคสถัดมา คือการปรับปรุงพื้นที่อนามัยท่าฉลอม ที่ทำให้เห็นว่าแม้พื้นที่จะมีขนาดเล็ก แต่ชาวบ้านก็มีส่วนร่วมในการออกแบบ ทำให้เป็นพื้นที่พักผ่อนและทำกิจกรรมของชุมชนได้

เคสสุดท้าย โครงการลานกีฬาพัฒน์ ซึ่งใช้พื้นที่ใต้ทางด่วนอุรุพงษ์ ให้ชุมชนมุสลิมมาร่วมกันปรับปรุงและบริหารจัดการพื้นที่

สมความตั้งใจ การเล่าเคส (โดยเฉพาะสองเคสหลัง) ทำให้ชาวบ้านทั้งสองหมู่ ‘เก็ต’ ขึ้นมา ว่าพวกเขาเข้าไปมีส่วนร่วมในการปรับปรุงพื้นที่ด้วยการเสนอไอเดีย รวมถึงเมื่อพื้นที่นั้นสร้างเสร็จแล้ว ชาวบ้านก็เข้าไปบริหารจัดการพื้นที่ได้ด้วย

“พอเขาเก็ต ไอเดียก็เริ่มไหลออกมาเยอะแยะ” เกรสว่า

ชุมชนเกษตรกรรมเสนอจะเข้าไปช่วยปลูกต้นไม้ให้บรรยากาศร่มรื่น บ้างก็เสนอสวนผักสมุนไพร ปลูกไว้ให้โรงพยาบาลใช้ แล้วก็มีตลาดนัดเกษตรกรรม ขายพืชผักปลอดภัย ประเด็นที่ชาวบ้านเห็นว่าโรงพยาบาลขาดแคลนร้านอาหาร ญาติมาเยี่ยมแล้วไม่มีอะไรกิน ชาวบ้านก็ปิ๊งไอเดียว่าให้เปิดโซนร้านค้าชุมชน ประเด็นที่เด็ก ๆ ไม่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง ก็มีการเสนอให้สร้างสนามเด็กเล่น และสุดท้ายที่สำคัญ คือพื้นที่ออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ อย่างที่กล่าวไปในตอนแรกว่าชุมชนโดยรอบนั้นเต็มไปด้วยคุณตาคุณยาย

“ที่ผ่านมากายภาพเองก็มีผล เวลาเข้าโรงพยาบาลไปแล้วมันอุดอู้ ไม่มีที่พักคอย ร้อน ก็ทำให้บรรยากาศพูดคุย การบริการไม่ค่อยดี ตอนแรกที่เราเข้าไป ชาวบ้านเลยยังไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะมีส่วนร่วมในการปรับปรุงโรงพยาบาลได้แค่ไหน”

สถาปนิก ผู้ถือได้ว่าเป็นตัวกลางระหว่างสองฝ่าย ได้สะท้อนความความตั้งใจของผู้บริหารโรงพยาบาลไปว่า ทางโรงพยาบาลเห็นความสำคัญของชุมชน และพร้อมรับฟังความคิดเห็นของทั้งชาวบ้านและบุคลากร เมื่อได้รู้เช่นนั้น ชาวบ้านก็คลายความไม่แน่ใจ และร่วมกันออกไอเดียอย่างเป็นธรรมชาติ

“กระบวนการมีส่วนร่วม เหมือนเป็นการสร้างทัศนคติที่ดี โดยใช้เครื่องมือเป็นการออกแบบ มาชวนพูดคุยสร้างความเข้าใจกัน” 

จากครั้งนี้ ทางอาศรมศิลป์ก็ได้วิธีการเล่าเคสตัวอย่างและการสื่อสารความตั้งใจจริง ไปเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่ดี ที่จะนำไปใช้คุยกับชุมชนต่อ ๆ ไปได้ในอนาคต

แปลงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ให้กลายเป็น ‘โรงพยาบ้าน’ ของชุมชนโดยรอบ

ภาพฝันร่วมกัน

เริ่มด้วยการลงพื้นที่สำรวจ สู่การรับฟังความเห็นจากบุคลากรในโรงพยาบาล การสนทนากับชาวบ้าน แล้วก็วนกลับมาที่การพูดคุยกับผู้บริหารอีกครั้ง

อาศรมศิลป์ได้แสดง Site Analysis หรือแผนที่พร้อมบทวิเคราะห์ที่ตั้งโรงพยาบาล ชี้แจงความสำคัญของพื้นที่โรงพยาบาลต่อชุมชนโดยรอบให้ผู้บริหารเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงนำข้อมูลที่ได้จากการพูดคุยกับผู้ใช้งานพื้นที่อย่างบุคลากรและชาวบ้านมาเล่าด้วย

“เราเล่าว่าชุมชนมีข้อเสนออะไร อยากจะให้โรงพยาบาลปรับปรุงอะไรบ้าง แล้วเขาอยากจะมีส่วนร่วมในการเข้ามาช่วยพัฒนาอะไรบ้าง” แอนกล่าวถึงการเป็นตัวกลาง ทำหน้าที่ถ่ายทอดความคิดจากชาวบ้านสู่ผู้บริหารโรงพยาบาล ซึ่งเมื่อเหล่าผู้บริหารได้ฟัง ก็เต็มใจอย่างยิ่งที่จะพิจารณาข้อเสนอของชาวบ้าน

หลังจากที่ได้รู้ความต้องการของแต่ละฝ่ายแล้ว อาศรมศิลป์ก็ทำการออกแบบทั้งหมด 3 ส่วน

ส่วนแรก ปรับปรุงตัวอาคารเดิมที่เป็นอาคารผู้ป่วยนอก ให้เป็นโรงพยาบาลที่อบอุ่น แม้กายป่วยใจไม่ป่วย

ส่วนที่สอง ปรับปรุงภูมิทัศน์โรงพยาบาล เพื่อรองรับกิจกรรมที่หลากหลายของชุมชน

  และส่วนที่สาม ทำผังแม่บท เพื่อวางแผนรองรับการพัฒนาเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของโรงพยาบาล พร้อมออกแบบอาคารใหม่เพิ่มมาให้รองรับได้ 200 เตียง

โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน
โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน

“พอเราออกแบบแล้วนำกลับไปเสนอบุคลากร เราเห็นความเปลี่ยนแปลงในแววตาเขาเลยนะ” เกรสเล่าถึงบรรยากาศการฉายภาพฝันในรูปแบบ Perspective และ Master Plan ให้ทุกคนดู

“จากที่เขาคิดว่ามันดูเป็นไปไม่ได้ ก็เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นมา แล้วเสนอไอเดียต่อยอดจากแบบที่เราทำได้ อย่างเรื่องพื้นที่สาธารณะในโรงพยาบาล เขาก็มีความเห็นในวิธีออกแบบเพื่อความปลอดภัยของคนไข้”

จากที่บุคลากรจะนิ่งเงียบ เมื่อพูดถึงพื้นที่อื่นที่ไม่เกี่ยวกับแผนกของตัวเอง ในที่สุดก็ถึงบรรยากาศที่ทุกคนร่วมระดมความคิด จนได้สโกแกนน่าภูมิใจอย่าง ‘โรงพยาบาลบางบัวทอง 2 โรงพยาบาลกลางธรรมชาติ กลางใจเราทุกคน’ และ คืนสวน คืนสุข สู่ชุมชน  

“ตอนเราเสนอโซนนิ่งให้ส่วนของชุมชนอยู่ด้านหน้า ส่วนรักษาอยู่ตรงกลาง บุคลากรก็บอกกันว่าให้ชุมชนเข้ามาทำกิจกรรมตรงกลางด้วยได้นะ ทำให้เห็นว่าบุคลากรยอมรับแล้วก็จัดสรรพื้นที่ให้ชุมชนมาใช้ในโรงพยาบาลมากกว่าที่เราคิดไว้เสียอีก” แอนกล่าว “มันสะท้อนจากโซนนิ่ง”

ไม่เพียงชาวบ้านเท่านั้นที่รู้สึกว่าตัวเองได้มีส่วนร่วมออกไอเดีย บุคลากรในโรงพยาบาลเองก็เช่นกัน อาศรมศิลป์ได้เข้าไปพูดคุย และให้ความสำคัญกับความเห็นของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะตำแหน่งเล็ก ใหญ่ หรือว่าทำงานมานานแค่ไหน

โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน

แบบสุดท้ายของโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 ได้แก้ปัญหาที่เคยเป็น อย่างเรื่องทางลาดที่ไม่ได้มาตรฐาน เรื่องห้องพัก-ห้องน้ำไม่เพียงพอ หรือเรื่องอากาศไม่ถ่ายเท ส่วนประเด็นการไม่มีพื้นที่พักคอยซึ่งเป็นปัญหาที่ชาวบ้านทุกคนพูดถึง สถาปนิกก็ได้ออกแบบชานที่เหมาะสมและมีพื้นที่สีเขียวให้ 2 อาคารโรงพยาบาลใช้ร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมีการแยกทางเข้าให้โรคอุบัติใหม่ด้วย

สำหรับพื้นที่สาธารณะในโรงพยาบาลนั้น ด้านนอกสุดจะเป็นลานกิจกรรมชุมชน ใช้ออกกำลังกาย พักผ่อน หรือจัดงานเทศกาล ส่วนด้านในก็จะเป็นสเปซเอาต์ดอร์บรรยากาศดี ๆ ให้คนไข้และชาวบ้านใช้ร่วมกัน โดยมีพื้นที่สวนสมุนไพร-ผักสวนครัวที่ทางชุมชนเสนอจะปลูกให้โรงพยาบาลใช้ทำอาหารอยู่ในบริเวณนั้น

โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน
โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน

“มีเจ้าหน้าที่เอกซเรย์คนหนึ่งชื่อป้าจวน เดินขึ้นมาจับมือ แล้วบอกว่าอีก 3 – 4 ปีเขาจะเกษียณแล้วนะ เขาเห็นแบบแล้วอยากให้เกิดขึ้นจริง” เกรสเล่าความประทับใจปิดท้าย

“เขาคิดว่าถ้ามันปรับแล้ว โรงพยาบาลก็จะมีสภาพแวดล้อมที่ดี ดีต่อใจเจ้าหน้าที่ด้วย ดีต่อชาวบ้านด้วย กลายเป็นโรงพยาบาลของชุมชนที่ทุกส่วนมาใช้งานร่วมกันได้จริง ๆ”

ปัจจุบันโปรเจกต์ปรับปรุงโรงพยาบาลบางบัวทอง 2 อยู่ในขั้นตอนของบประมาณก่อสร้าง และจะค่อย ๆ ดำเนินการไปทีละส่วน ท่ามกลางการรอคอยอย่างใจจดใจจ่อของบุคลากรในโรงพยาบาลและชาวบ้าน

‘โรงพยาบ้าน’ ของชาวนนทบุรี กำลังจะเกิดขึ้นจริงแล้ว

โรงพยาบาลรัฐย่านนนทบุรี สู่การเป็นศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพของจังหวัด และเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวชุมชนเข้ามาใช้ได้อย่างสบายใจเหมือนเป็นบ้าน

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

โรงพยาบาลบางบัวทอง 2

ที่ตั้ง : เลขที่ 8/88  หมู่ที่ 8 ถนนเลียบคลองตาชม ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 11110 (แผนที่)

เปิดทำการ 24 ชั่วโมง

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load