หากพูดถึงจังหวัดเพชรบุรี จะนึกถึงอะไรกันบ้าง

เขาวัง หาดชะอำ หรือเป็นเพียงทางผ่านลงภาคใต้

จริง ๆ แล้ว เมืองนี้อุดมไปด้วยคุณค่าหลากมิติที่ซุกซ่อนอยู่ในทุกมุมเมือง กำลังรอให้คุณเข้าไปสำรวจและทำความรู้จักเพชรบุรีในแบบที่เพชรบุรีเป็น

“เมืองเพชรเหมือนมีหีบสมบัติ แต่ทุกคนนั่งทับไว้ ไม่ยอมเปิดออกมาใช้” ดิว-รชา ถาวระ หนึ่งในทีมงานจากสถาบันอาศรมศิลป์ให้ความเห็น

กว่า 10 ปีที่ผ่านมา อาศรมศิลป์เข้าไปทำโปรเจกต์ระยะยาวกับเพชรบุรี ตั้งแต่เริ่มต้นเดินสำรวจเมือง แล้วนำสิ่งดี ๆ ที่คนนอกอย่างพวกเขาพบไปชี้ให้คนในพื้นที่เห็น ว่าบ้านเกิดของตนก็มีดีไม่แพ้ที่ไหน 

คุณค่าเล็ก ๆ ที่เคยมองข้ามนี่เอง เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมชั้นดี และมีศักยภาพในการนำไปต่อยอดได้อีกหลายทาง ไม่ว่าจะจัดงานเทศกาลตามแบบฉบับเพชรบุรี ปรับปรุงพื้นที่ชุมชนให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีเสน่ห์ความเป็นท้องถิ่น จุดประกายผู้คนให้ลุกขึ้นมาพัฒนาบ้านเกิด หรือยกระดับการท่องเที่ยวให้เป็นวิสาหกิจชุมชนอย่างจริงจัง ทำให้คนภายนอกมีโอกาสสัมผัสที่นี่ในเบื้องลึก 

และสนับสนุนให้คนเมืองเพชรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

แทรกซึมกับเยาวชน

“อ้าว ว่าไง ยังหล่อเหมือนเดิมเลยนะ” เสียงคุณลุงคนหนึ่งดังออกมาจากในรั้วบ้าน

ตั้งแต่เดินตามดิวเข้ามาในซอย เราก็ได้ยินเสียงทักทายไม่ขาดสาย ชัดเจนว่าชายหนุ่มชาวนครศรีธรรมราชคนนี้สนิทสนมคุ้นเคยกับผู้คนที่นี่ราวกับเป็นลูกหลานคนหนึ่ง

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2555 ที่ชาวอาศรมศิลป์ 6 – 7 คน เข้าไปทำงานกับเพชรบุรีและดิว ซึ่งเป็นตัวหลักในทีม ก็ได้เริ่มทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทของสถาบันอาศรมศิลป์ เกี่ยวกับการพัฒนาเมืองเพชรบุรีด้วย โดยโจทย์ที่ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ให้ไว้ ก็คือการพัฒนาเมืองให้เป็นต้นแบบ ‘สุขภาวะ’

“ตอนนั้นชุมชนเขามองเราเป็นนักศึกษา แค่มาสัมภาษณ์ เดี๋ยวทำวิทยานิพนธ์เสร็จแล้วก็ไป” ดิวเล่าย้อนกลับไปถึงช่วงที่เขาและชาวบ้านยังเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน “เราเลยต้องคิดว่า จะทำยังไงให้ชุมชนรู้สึกว่าเราตั้งใจมาทำงานด้วย เราอยากเห็นบ้านเขาพัฒนาจริง ๆ”

อาศรมศิลป์จึงตัดสินใจเริ่มขับเคลื่อนด้วยเยาวชน โดยคำแนะนำของ อาจารย์จำลอง บัวสุวรรณ์ ที่ปรึกษาของ ‘กลุ่มลูกหว้า’ เครือข่ายเยาวชนจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเยาวชนกลายมาเป็นคนในพื้นที่กลุ่มแรกที่พวกเขาได้สานสัมพันธ์และร่วมจัดกิจกรรม

“เดี๋ยวนี้เยาวชนเมืองเพชรมุ่งวิชาการ เรียนพิเศษ อยู่บ้านแม่ก็ซื้อกับข้าวให้ แทบจะไม่ได้มาเดินในชุมชน เราเลยชวนเด็ก ๆ มาลงสำรวจพื้นที่” ดิวพูดถึงกิจกรรม ‘เด็กเพชรอ่านเมือง’ ซึ่งเป็นงานที่ทำให้เยาวชนรู้จักบ้านเกิดของตัวเองมากยิ่งขึ้น จากที่ไม่เคยรู้ว่าร้านอะไรอยู่ตรงไหน บ้านใครมีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีคุณค่าอย่างไรบ้าง ก็ได้รู้ขึ้นมาในคราวนี้

เมื่อชุมชนเห็นว่าพาเด็กประถม-มัธยมในพื้นที่เข้าไปชวนคุย ก็ยินดีให้ความร่วมมือ แล้วพวกเขาเองก็พลอยได้รับทั้งความเอ็นดูและความเชื่อมั่นว่าตั้งใจทำงานจริง ต่างจากเดิมที่ชาวบ้านมองว่าเป็นนักศึกษาจากกรุงเทพฯ ที่เข้ามาทำงานอย่างฉาบฉวย

“อย่างบ้านธรรมดาหลังหนึ่ง พอเด็ก ๆ เดินเข้าไปถาม ปู่แกก็เล่ายาวเลย อันนี้มาจากเมืองจีนนะ สั่งทำที่นู่นที่นี่นะ เรารู้สึกว่ากิจกรรมเยาวชนทำให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าในของที่เขามี

“ได้ประโยชน์กันทั้ง 3 ฝ่ายนะ เด็กได้รู้จักบ้านเกิด เราได้เข้าใจพื้นที่มากขึ้น ชุมชนก็เห็นคุณค่าของตัวเอง และเข้าใจเรามากขึ้นเหมือนกัน”

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

เล่าเรื่องเมืองเพชร ให้ชาวเพชรฟัง

‘คุณค่าใกล้ตัว’ เป็นสิ่งที่นักออกแบบมองหาจากการทำงานครั้งนี้

จากการสำรวจที่ผ่านมา พวกเขาพยายามรวมรวมข้อมูลที่ได้มาสื่อสารให้เข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเป็น ‘แผนที่ร้านโบราณ’ หรือ ‘แผนที่ของอร่อย’ โดยร้านที่อยู่บนแผนที่ ก็คือร้านเจ๋งที่เด็ก ๆ เลือกสรร ซึ่งความเจ๋งที่ว่าอาจจะไม่ใช่ของที่ขายหรือรสชาติอาหารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงเรื่องราวที่เจ้าของร้านเล่าด้วยความภูมิใจ อย่างการขายของเพื่อส่งลูก ๆ เรียนด้วย

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

พอได้สื่อแผนที่มาเป็นตัวอย่าง ก็ถึงเวลาที่จะจัดเวทีประชาคม ชวนคนในชุมชนย่านเมืองเก่ารอบวัดมหาธาตุ พื้นที่เป้าหมายที่เลือกไว้มาพูดคุยเรื่องการพัฒนาเมือง

“เราเอาข้อมูลที่ได้จากการสำรวจมาวิเคราะห์ศักยภาพของเมือง ให้เห็นว่าเราเข้าใจในสิ่งที่เขามียังไงบ้าง” ดิวเล่าถึงการพูดคุยในวันนั้น “แล้วเราก็พยายามโยงให้คนเข้าใจเรื่องคุณค่า โดยการเอาแผนที่ที่ทำไว้ไปแจกในงาน เพื่อให้เขารู้สึกว่าบ้านเขามีของดีอยู่เยอะเลยนะ ไม่ใช่แค่ช่างสิบหมู่ที่ทุกคนมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ยังมีของดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจจะใกล้หายไป

“เมืองเขามีชีวิตมาตลอด เขาไม่โดนสงคราม ไม่เคยเป็นเมืองร้างตั้งแต่อยุธยาถึงปัจจุบัน เขาอยู่กันมานาน ก็เลยมีมรดกวัฒนธรรมเยอะมาก

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

“ตอนนั้นเราเห็นแล้วว่าเมืองสุขภาวะของเพชรบุรีอาจไม่ใช่เรื่องสุขภาพอย่างเดียว แต่มีเรื่องต้นทุนทางวัฒนธรรมที่จะนำไปต่อยอดได้ด้วย”

ในเวทีวันนั้น นักออกแบบเห็นศักยภาพในการพัฒนา ‘ชุมชนซอยตลาดริมน้ำ’ และ ‘ชุมชนคลองกระแชง’ มากเป็นพิเศษ พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะเข้าไปโฟกัสในระดับชุมชนที่สองพื้นที่นี้เป็นอันดับแรก

สองชุมชนแรกเริ่ม

แล้วเวทีย่อยเวทีแรก ณ ชุมชนซอยตลาดริมน้ำก็เริ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายในการตอบคำถามที่ว่า แท้จริงแล้วชุมชนต้องการอะไร

“เวทีนี้เด่นที่เครื่องมือครับ” เครื่องมือที่ใช้ในการพูดคุยกับชาวบ้านในครั้งนี้ เรียกว่า Photo Model 

“เราถ่ายหน้าบ้านแต่ละบ้านมาประกอบเป็นโมเดลของย่านให้เขาดู ทำให้เห็นชัดเลยว่าบ้านเขาเป็นยังไง อยากปรับปรุงตรงไหน พื้นที่ข้างบ้านเป็นยังไง มีสภาพปัญหา ศักยภาพ และความต้องการอย่างไรบ้าง” เพราะชาวบ้านไม่ใช่สถาปนิก บางทีการดูแผนที่อาจไม่ทำให้เห็นภาพมากพอ Photo Model จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านเข้าใจ

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

แม้ในวันนั้นจะไม่สามารถนำข้อมูลศักยภาพไปต่อยอดในทันที เพราะชุมชนยังติดปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์การปรับปรุงที่ยังไม่เรียบร้อย แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ได้ทดลองเครื่องมือและวิธีการ ซึ่งจะนำไปใช้กับเวทีย่อยชุมชนคลองกระแชงต่อไป

“ที่คลองกระแชง พอชาวบ้านพูดถึงพื้นที่สาธารณะอย่างลานสุนทรภู่ ว่าไม่มีคนมาใช้บ้าง สกปรกบ้าง เขาก็บอกได้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นที่จุดไหน อยากให้แก้ไขหรือต่อยอดอะไร” เวทีนี้จัดว่าคึกคักมาก มีทั้ง โฟล์ค-ปภังกร จรรยงค์ แกนนำชุมชนผู้มีไฟในการทำงาน ทั้งลุง ๆ ป้า ๆ ชาวบ้านที่ช่วยกันออกความเห็น ทำให้สถาปนิกเห็นภาพรวมและวิสัยทัศน์ในการพัฒนาของทุกคน เช่น อยากฟื้นฟูชุมชนให้กลับมามีชีวิตชีวา โดยใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่ อยากเชื่อมโยงพื้นที่กับฝั่งตลาด และอยากจัดถนนคนเดิน

ไม่ปล่อยให้ฝันเป็นเพียงฝัน งาน ‘เพชรบุรีดีจัง’ ที่จัดในเดือนถัดมา อาศรมศิลป์ก็ได้นำความต้องการที่ชาวบ้านได้พูดคุยกันในเวทีกลุ่มย่อยมาทดลองทำให้เกิดรูปธรรม

งานนี้เป็นมหกรรมกลางเมืองโดยเยาวชน นำโดยกลุ่มลูกหว้าและเครือข่ายเพชรบุรีดีจัง ภายใต้การสนับสนุนของแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 

งานนี้เคยจัดมาก่อนแล้ว แต่ครั้งนี้รวมเอาพื้นที่ถนนคลองกระแชงและซอยตลาดริมน้ำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่จัดงานหลักด้วย โดยพวกเขามีโอกาสออกแบบสะพานไม้ไผ่เชื่อมสองฝั่งแม่น้ำให้เดินได้สะดวกตามความเห็นของชุมชน เปลี่ยนถนนคลองกระแชงให้กลายเป็นถนนคนเดิน เปิดศาลาคามวาสีและลานสุนทรภู่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปได้ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการการออกแบบพัฒนาเมือง ให้ทุกคนได้เดินดูและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงต่อ

“ฟีดแบ็กของงานดีมาก ทุกคนรู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้ต้องเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรม” ดิวพูดอย่างชื่นใจ “พอคนเห็นภาพ คนก็อยากทำต่อ”

หลังจากวันนั้น พวกเขาทำแบบเพื่อการพัฒนาเมืองไปเสนอชุมชนหลายอย่าง เช่น ซุ้มประตูทางเข้าออกคลองกระแชง เพื่อให้คนที่ผ่านมาได้สังเกต วางสตรีทเฟอร์นิเจอร์ เสาไฟ ปรับปรุงทัศนียภาพในซอยและสถานที่สำคัญ ซึ่งเมื่อทางชุมชนเห็นแนวทางที่ทีมนำเสนอก็ได้ชวนจัดงานอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นงานที่ชุมชนอาสาเป็นเจ้าภาพจัดงานด้วยตนเอง ใช้ชื่อว่า ‘ชมตลาดเก่า ถนนเล่าวัฒนธรรม’

ภายในงานจะมีการทดลองติดตั้งสิ่งต่าง ๆ ที่ได้เสนอกันไป เช่น ทำที่นั่งริมน้ำแบบชั่วคราว ติดตั้งซุ้มประตู โคมไฟหนังใหญ่ เสาไฟหนุมาน เวอร์ชันจำลองขนาดเท่าจริง (สเกล 1 : 1) เพื่อดูว่าเวิร์กหรือไม่ อย่างไร มีการติดป้ายให้ข้อมูลหน้าสถานที่สำคัญ ชักชวนศิลปินชาวเพชรบุรี อย่าง พี่วุฒิ หรือ ครูตั้ม มาเพนต์สตรีทอาร์ต และนำต้นทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนอย่างหนังใหญ่วัดพลับพลาชัยมาแสดง

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

เมื่องานประสบความสำเร็จ แบบการพัฒนาชุมชนคลองกระแชงถูกส่งไปยังหน่วยงานต่าง ๆ อะไรที่เคยเป็นแค่แบบจำลอง ก็ได้ติดตั้งลงในพื้นที่จริง สถานที่ที่เคยเงียบเหงาอย่างศาลาคามวาสี บ้านมนัส จรรยงค์ วัดพลับพลาชัย เมื่อเทศบาลเมืองเพชรบุรีเห็นศักยภาพ สนับสนุนงบประมาณปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนคลองกระแชง 700,000 บาท ใน พ.ศ. 2559 ถือเป็นก้าวแรกของการเกิดรูปธรรมในพื้นที่ ช่วยกระตุ้นให้ชุมชนเห็นผลสำเร็จของการร่วมกันพัฒนาเมือง

“ภาครัฐไม่ต้องมาถามว่าชุมชนอยากได้อะไร ชุมชนคิดให้ทั้งหมดแล้ว แค่มาดูว่าจะสนับสนุนด้านไหนได้บ้าง” ดิวกล่าวอย่างภูมิใจ

สุดท้ายแล้วก็ได้รูปธรรมการพัฒนาพื้นที่ที่ชัดเจน ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่น ๆ ต่อไปได้

“พอคลองกระแชงเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ชาวบ้านอีกฝั่งก็เริ่มเห็นภาพฝันของชุมชนตัวเอง” ใช่แล้ว เขาพูดถึงซอยตลาดริมน้ำ ชุมชนแรกที่เขาไปจัดเวทีกลุ่มย่อย คราวนี้เมื่อปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินคลี่คลาย ก็พร้อมให้นักออกแบบเข้าไปทำงานต่อ

ฝั่งซอยตลาดริมน้ำ จัดงาน ‘ตรอกนี้มีเรื่องเล่า’ กิจกรรมเล็ก ๆ ตอนเย็น ริมท่าน้ำศาลเจ้าพ่อเสือ มีชาวบ้านมาเล่าเรื่องภาพเก่าที่ได้จากบ้านในชุมชนอย่างสนุกสนาน ซึ่งอาศรมศิลป์ก็นำข้อมูลที่ได้จากกิจกรรมนั้นและจากกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมอย่างที่ทำกับคลองกระแชง ไปทำแบบร่างการพัฒนา แล้วนำเสนอกับชุมชนเพื่อลงมือทำจริง

ชุมชนซอยตลาดริมน้ำได้รับงบประมาณ 2.84 ล้านบาท ในการปรับปรุงภูมิทัศน์ซอยตลาดริมน้ำ ภายใต้โครงการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าเพชรบุรี จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2563 ถึงจะมาช้า แต่ทุกคนก็อิ่มใจกับความสำเร็จของตลาดริมน้ำเป็นที่สุด

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

ชุ่มชื่นหัวใจ

วันนี้เราได้เดินเข้ามาชมซอยตลาดริมน้ำเวอร์ชันพัฒนาแล้วกับดิว สถาปนิกหนุ่มจากอาศรมศิลป์ พร้อมด้วย เจ๊อร-พรรณ์นิภา ภู่แสง แกนนำซอยตลาดริมน้ำที่มาต้อนรับ

‘มีชีวิตชีวา’ เป็นคำที่ผุดขึ้นมาในหัวเราตั้งแต่ก้าวเข้ามาในซอยอาคารเก่า ซึ่งเต็มไปด้วยสตรีทอาร์ตฝีมือช่างท้องถิ่นเต็มผนังสองข้าง พร้อมด้วยป้ายบอกทาง ป้ายแสดงข้อมูล และแผนที่ชุมชนใหญ่เบ้อเริ่ม

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

“นี่รูปตอนน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 60” เจ๊อรยิ้ม ชี้ผนังบ้านที่มีรูปชาวบ้านสองคนกำลังมีความสุขกับการนั่งเรือขณะน้ำท่วมซอย “ส่วนนั่นรูปลูกสาวเจ้าของบ้าน เขาชอบเล่นกีตาร์”

ไม่จำเป็นต้องมีภาพทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ รูปแสดงวิถีชีวิตของคนธรรมดา ก็ทำให้ผู้มาเยือนอย่างเราเดินเพลิดเพลินได้จนสุดซอย

จะเรียกว่าซอยแห่งความร่วมมือร่วมใจก็ไม่ผิดนัก นอกจากสตรีทอาร์ตฝีมือเหล่าศิลปินเพชรบุรี ที่ชาวบ้านและอาศรมศิลป์ช่วยกันเลือกภาพมาวาดแล้ว กระเบื้องที่พื้น เจ๊อรและชาวบ้านก็ลงมือปูกันเองทีละแผ่น

สำหรับเจ๊อร อดีตลูกจ้างเย็บผ้า ตอนแรกก็ไม่เข้าใจนักว่าอาศรมศิลป์ต้องการทำอะไร แต่ด้วยความใจดี จึงช่วยเหลือทุกคนเท่าที่ทำได้ ถ้ามีประชุมเจ๊อรก็จะเข้ามาฟัง และอาสาทำกับข้าวเลี้ยง ไป ๆ มา ๆ เมื่อมีการจัดประชุมบ่อยเข้า เธอก็เข้าใจและเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญ เลื่อนขั้นจากผู้ร่วมประชุมเป็นเจ้าภาพใหญ่ในการขับเคลื่อนงาน ทุกวันนี้แขกไปใครมาก็ได้เจ๊คนนี้เป็นไกด์นำเที่ยวให้

“สมัยก่อนถนนเส้นนี้จะเปลี่ยว คนไม่อยากเข้ามา ผียังไม่เดินเลย” เจ๊อรเล่าด้วยอารมณ์ขัน “ตอนนี้เปลี่ยนไปทุกอย่าง จากที่คนในชุมชนไม่รู้จักการท่องเที่ยว ไม่รู้ว่าอาศรมศิลป์มาทำอะไร พอการค้าดีขึ้น เขาก็เริ่มเข้าใจ

“เราฝ่าฟันมานาน ผ่านมาทั้งน้ำตาและความสุข ภูมิใจมากที่เห็นนักท่องเที่ยวเข้ามา”

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

ฝั่งคลองกระแชงเองก็น่าเที่ยว และทำให้ผู้ไม่เคยสัมผัสเมืองเก่าเพชรบุรีอย่างเราตื่นเต้นมากทีเดียว 

เช่นกันกับซอยตลาดริมน้ำ ตอนนี้คลองกระแชงมีป้ายต่าง ๆ ติดตั้งไว้เรียบร้อย นักท่องเที่ยวที่มาสามารถเดินตามป้ายไปชมสถานที่สำคัญ อย่างพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดพลับพลาชัย พิพิธภัณฑ์มนัส จรรยงค์ ราชาเรื่องสั้นเมืองไทย กรุภาพมิตร ชัยบัญชา หรือศาลาคามวาสีได้

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

‘ศาลาคามวาสี’ ศาลาการเปรียญหลังใหญ่ อดีตเคยเป็นที่ตั้งของ ‘โรงเรียนเพชรสตรี’ โรงเรียนเด็กหญิงแห่งแรกในเพชรบุรี ปัจจุบันโรงเรียนปิดตัวไปแล้ว ศาลาคามวาสีจึงเหลือหน้าที่เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนาของชาวบ้าน และเป็นเหมือนห้องรับแขกให้ชุมชนคลองกระแชง

เมื่อเราเดินผ่านศาลา ป๋าแจ็ค-สุวรรณ พวงมาลัย ผู้รับหน้าที่ดูแลที่นี่ต่อจากคุณแม่ ก็กวักมือเรียกเข้าไปเดินชมนิทรรศการในห้อง มีทั้งรูปภาพเก่า ๆ ของจังหวัดแขวนเต็มผนัง และคอลเลกชันของโบราณที่พบในแม่น้ำเพชรบุรีเรียงอยู่เต็มตู้

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

ไม่หยุดก้าวต่อ

การท่องเที่ยวเมืองเก่าเพชรบุรีได้กลายเป็นวิสาหกิจชุมชนที่ทำโดยชาวบ้าน เมื่อมีคณะนักท่องเที่ยวมา ทุกคนก็จะพาไปที่ศูนย์วิจัยชุมชนเมืองเพชรบุรี วัดพลับพลาชัย เพื่อเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเมืองในเบื้องต้น แล้วจึงพาไปเดินดูชุมชนต่าง ๆ กินข้าวแช่ ชมการแสดง ซึ่งนอกจากสองชุมชนแรกที่เราได้เล่าไป อาศรมศิลป์ยังขยายการพัฒนาออกไปสู่พื้นที่ใกล้เคียง อย่างชุมชนวัดเกาะและชุมชนวัดแก่นเหล็กด้วย

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

“พอมีคนมาท่องเที่ยว พื้นที่ได้ใช้ ชาวบ้านก็มีโอกาสในการสร้างธุรกิจชุมชน” ดิวพูดถึงผลที่งอกเงย” เขาไม่ได้คิดว่าต้องมีกำไรมาก แค่ให้มีรายได้นำมาหมุนเวียน ให้คนทำงานอยู่ต่อได้เรื่อย ๆ ส่วนเงินที่เหลือก็นำกลับมาพัฒนาชุมชน”

จากสเกลชุมชน ขยับมาเป็นสเกลเมือง อาศรมศิลป์ขับเคลื่อนเพชรบุรีเป็นเมืองเดินและเมืองจักรยาน ตามกระแสนักปั่นในตอนนั้น

“การเข้าไปทำงานกับชุมชน คือเราทำให้เขามองเห็นต้นทุนที่เขามี พอเขาเห็นคุณค่าและรู้สึกภูมิใจ เขาก็จะลุกขึ้นมาต่อยอดเอง” ท้ายที่สุดแล้ว ‘ต้นทุนทางวัฒนธรรม’ เป็นสิ่งที่ทำให้ที่นี่เป็นเมืองสุขภาวะได้

ทุกวันนี้เมืองเพชรเปลี่ยนไปหลายอย่าง เมืองเก่าที่เงียบเหงากลับมีชีวิตชีวามากขึ้น ชาวบ้านธรรมดาก็ลุกขึ้นมาพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง จนมีนักท่องเที่ยวสนใจมากมาย งานการกุศลก็กลับกลายมาเป็นธุรกิจเพื่อชุมชนที่ยั่งยืน

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

แล้วความตั้งใจของชาวบ้าน นำโดยโฟล์คและเจ๊อร ก็ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวชุมชนเมืองเพชร ได้รับรางวัลชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ประจำปี 2561 ระดับยอดเยี่ยม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม มาครอบครอง

“เมืองไทยยังมีย่านเก่าที่เงียบเหงา ซบเซา อยู่อีกมาก เพชรบุรีจะเป็นต้นแบบการพัฒนาชุมชนที่ใช้ต้นทุนของตนเอง ฟื้นชุมชนให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง” ดิวพูดปิดท้าย

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ
ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

29 พฤศจิกายน 2565

‘สวนแก้วคำเอ้ย’ เป็นสวนสาธารณะชุมชนแห่งใหม่ที่ผุดขึ้นกลางดงหมู่บ้านจัดสรรของชานเมืองเชียงใหม่ หากฟังจากชื่อหรืออ่านจากป้ายทางเข้า ชื่อนี้ก็อาจจะให้ความรู้สึกวินเทจแบบคนเมืองล้านนา แต่เรื่องราวของการเกิดสวนสาธารณะแห่งนี้ สร้างขึ้นจากความคิดฝันของคุณป้าเพียงหนึ่งคน 

ต้องบอกเลยว่าเป็นสวนสาธารณะที่ลงทุนโดยเอกชนเพื่อชุมชนที่ไม่ธรรมดาเลย คอลัมน์นี้เราจึงอยากแบ่งปันเรื่องราวของสวนแก้วคำเอ้ย และความพยายามของหน่วยงานท้องถิ่นในการสร้างพื้นที่สีเขียว เพื่อว่าเราจะมีสวนแบบนี้เพิ่มขึ้นอีกเยอะ ๆ ในโลกที่อนาคตและคุณภาพชีวิตของพวกเราที่อยู่อาศัยในเมือง ขึ้นอยู่กับการมีพื้นที่สีเขียวที่มีทั้งคุณภาพ ปริมาณ และเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

เมื่อการสร้างสวนสาธารณะ = การทำบุญ

หลายเมืองสำคัญของโลกออกแบบมาตรการและกลไกในการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมสร้างพื้นที่สาธารณะสีเขียวให้กับเมือง ภายใต้แนวคิด Privately Owned Public Space (POPS) เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน แทนการเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐแต่ฝ่ายเดียว โดยรัฐจะออกมาตรการสร้างแรงจูงใจต่างๆ เช่น การให้สิทธิ์เอกชนในการพัฒนาเพิ่มขึ้น รวมทั้งการลดหย่อนภาษี เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์จากกัน 

สมมติฐานของแรงจูงใจของการพัฒนาเหล่านี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ ในโลกที่กรอบคิดของการตัดสินใจตั้งอยู่บนหลักของเศรษฐศาสตร์และการลงทุน แต่ถ้ามองกลับเข้ามาในบริบทของเมืองไทย หลายครั้งการเริ่มต้นการพัฒนาไม่ได้มาจากหลักคิดทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นหลักคิดที่มาจากความเชื่อ ความศรัทธา หรือระบบคุณค่าที่อยู่ภายในล่ะ เราจะนับหลักการแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของโมเดลการพัฒนาพื้นที่สีเขียวสาธารณะ สำหรับอนาคตชุมชนเมืองของเราได้รึเปล่า 

นี่จึงเป็นคำถามนี้น่าคิดและสืบค้น เพื่อขยายโมเดลนี้ในบริบทแบบไทย ๆ ที่มีต้นทุนอยู่แล้วในวัฒนธรรมของเรา 

“บางครั้งการทำบุญ ไม่จำเป็นต้องทำกับวัดเสมอไปก็ได้นะ” ณัฏฐ์รมณ อยู่เย็น หรือ น้าปุ๊ก บอกกับเราว่าทำไมถึงเอาที่ดินมรดกกว่า 12 ไร่ในทำเลทอง บนถนนวงแหวนย่านเศรษฐกิจและหมู่บ้านจัดสรร มาทำเป็นสวนสาธารณะให้คนมาใช้ฟรี 

“น้าไม่ได้ต่อต้านการเข้าวัดนะ น้าก็ยังไปทำบุญที่วัดที่เคารพและศรัทธาอยู่ แต่การสร้างสวนให้คนในชุมชนรอบ ๆ ได้มาใช้เวลาด้วยกัน คนแก่มากับหลาน ๆ พ่อแม่จูงตายายมาเดินเล่น น้าว่าอันนี้ก็เป็นการทำบุญนะ และสวนแบบนี้เป็นภาพที่น้าอยากเห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ น้าเลยทำเพื่ออุทิศให้กับบรรพบุรุษของน้า” 

นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ สวนแก้วคำเอ้ย ซึ่งทำเพื่ออุทิศให้คุณทวดผู้ชายนามว่า ‘แก้ว’ และคุณทวดผู้หญิง นามว่า ‘คำเอ้ย’

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่
สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

ความจริงวันนี้ จากความฝันเมื่อวันวาน

หากฟังเรื่องราวชีวิตตั้งแต่วัยเด็กจนมาถึงปัจจุบันของน้าปุ๊ก เธอเป็นเด็กสตรีวิทย์ที่อยากเรียนศิลปากรคณะออกแบบ แต่เข้าเรียนพยาบาล โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ก่อนเข้ารับราชการเป็นนักวิจัยการแพทย์ทหาร ต้องอยู่ในป่ารักษาทหารพรานที่ติดเชื้อมาลาเรีย จากนั้นเธอผันตัวเองมาเป็นนักข่าวและทำงานด้านภูมิศาสตร์สารสนเทศให้กับกองทัพ ในตำแหน่งผู้อำนวยการกองแผน ก่อนตำแหน่งสุดท้ายจะกลายมาเป็นผู้หญิงธรรมดา ๆ รับหน้าที่ดูแลพ่อที่ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองและแม่ป่วยที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ พร้อมลงมือทำธุรกิจโรงแรมของตัวเองเพื่อดูแลที่ดินมรดก 

นี่คือชีวิตโลดโผนของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มามากมาย จนท้ายที่สุดก็พบว่า อะไรคือคุณค่าสำหรับตัวเองแล้วยังไม่ได้ลงมือทำ และเป็นสิ่งที่อยากทำไว้ให้คนรุ่นต่อ ๆ ไป 

“มีคนมาขอซื้อและขอเช่าเป็นโกดังเก็บของบ้าง ทำสนามฟุตบอลบ้าง คอนโดบ้าง หลายปีก่อนก็มีโครงการจะทำโลมาโชว์” น้าปุ๊กร่ายยาวถึงโครงการต่าง ๆ ที่มีนักพัฒนาและนักลงทุนมาติดต่อ 

“แต่น้าเสียดายถ้าที่ดินของบรรพบุรุษจะต้องกลายเป็นพื้นที่พาณิชย์ไปทั้งหมด เพราะใจจริงน้าอยากให้พื้นที่นี้เป็นคล้าย ๆ Senior Living Campus แต่ก็ต้องลงทุนสูงมาก ๆ เลยมาลงตัวที่การเริ่มทำสวนขึ้นมาก่อน 

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

“ซึ่งในอนาคตอยากให้คนมาร่วมทำตลาดอินทรีย์ชุมชนวันเสาร์-อาทิตย์ มีร้านเครื่องดื่มสุขภาพ มีศาลาไม้สำหรับกิจกรรมศิลปะหรือวัฒนธรรมล้านนาให้กับเด็ก ๆ เช่น ทำตุง ทำของเล่น หรือย้อมผ้า ให้เด็กซ่อมผ้าได้เอง มีพ่อครูแม่ครูจากชุมชนต่าง ๆ หรือคนสูงอายุที่ว่างอยู่บ้านเฉย ๆ มาสอน มีพื้นที่เกษตรสอนให้เด็ก ๆ ได้ปลูกต้นไม้ ตอนกิ่งเป็น ในสวนมีเลนวิ่ง เลนจักรยานขาไถให้เด็ก หรือช่วงซัมเมอร์ก็จัดแคมป์ให้เด็ก ๆ เล่นในพื้นที่ธรรมชาติได้ เด็กจะได้ไม่ติดอยู่กับบ้านและจอมือถือ”

ช่วงปีโควิด ซึ่งเป็นปีที่คนต้องอยู่แต่ในบ้าน ไปไหนไม่ได้ และไม่มีที่ผ่อนคลายจิตใจ น้าปุ๊กเลยติดต่อสถาปนิก ใจบ้านสตูดิโอ JaiBaan Studio ให้ลองมาดูพื้นที่ และเสนอดูว่าจะวางผังและปรับปรุงที่ดินอย่างไร เพราะที่ดินถูกทิ้งร้างมานาน มีเพียงต้นจามจุรีใหญ่ 2 ต้น สระน้ำเดิมกลางที่ดิน และเศษปูนจากการก่อสร้างทางลอดของถนนวงแหวน 

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่
สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

เมื่อจุดสีเขียวเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายสวนในเมือง 

หากใครผ่านไปบนถนนวงแหวนรอบสอง ย่านแม่โจ้-สันทราย จะเห็นสวนสาธารณะแห่งใหม่ตั้งอยู่ ซึ่งปัจจุบันสวนแก้วคำเอ้ยเปิดให้คนมาใช้แล้ว กลายเป็นพื้นที่สาธารณะสีเขียวอีกแห่งของเมืองเชียงใหม่ที่คนอยู่อาศัยในย่านเทศบาลตำบลสันทรายหลวงได้มาใช้ 

หากเราลากรัศมีวงกลมโดยมีสวนแก้วคำเอ้ยอยู่ตรงกลางออกไปเป็นระยะทาง 800 ม. ซึ่งเป็นระยะการเดินทางด้วยเท้าแบบสบาย ๆ ประมาณ 15 นาที หรือถ้าปั่นจักรยานก็ราว 5 นาทีไม่เกินนั้น จะเห็นว่าสวนแห่งนี้มีศักยภาพให้บริการผู้คนที่ในหมู่บ้านจัดสรรรอบ ๆ ถึง 11 หมู่บ้าน รวมทั้งบ้านเรือนในละแวกรวม 1,000 กว่าหลังคาเรือน 

สวนนี้จึงเป็น ‘สวน 15 นาที’ หรือ ‘15-Minute Garden’ โมเดลของการทำให้สวนเพื่อให้คนเข้าถึงได้ด้วยการเดินไม่เกิน 15 นาที ซึ่งไม่ได้มีอยู่แต่ในต่างประเทศ แต่เกิดขึ้นจริงที่นี่ด้วยความร่วมมือกันจากหลายภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และชุมชนที่ร่วมมือกันอย่างแข็งขันที่เทศบาลตำบลสันทรายหลวง

เราได้มีโอกาสฟังแนวคิดการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียวของเทศบาลตำบลสันทรายหลวง จากท่านนายกเทศมนตรี นที ดำรงค์ ที่เล่าถึงการอนาคตของการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของตำบลสันทรายหลวง ย่านที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ด้านทิศเหนือชานเมืองเชียงใหม่ ท่านนายกเทศมนตรีได้ริเริ่มพัฒนาคลองน้ำโจ้ ซึ่งเป็นลำน้ำที่สำคัญในการแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง น้ำเสีย และน้ำแล้ง และที่สำคัญคือลำน้ำเส้นนี้ ไหลผ่านกลางเขตพื้นที่เทศบาลถึง 8.4 กม. หากทำให้ลำน้ำเส้นนี้กลายเป็นพื้นที่ริมน้ำสาธารณะชั้นดีได้แล้ว พื้นที่ริมน้ำนี้จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเชื่อมโยงสวนสาธารณะของรัฐและเอกชนเข้าไว้ด้วยกันเป็นโครงข่าย เพื่อให้คนในย่านนี้เข้าถึงสวนของรัฐและเอกชนได้ด้วยการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยานอย่างปลอดภัย ที่สำคัญคือร่มรื่นและรื่นรมย์ จากนโยบายและการลงมือทำจริง 

สวนแก้วคำเอ้ย : ที่ดินมรดกย่านเศรษฐกิจของคุณป้า สู่สวนสาธารณะดี ๆ เพื่อชาวเชียงใหม่

ปัจจุบันนี้จึงมีสวนทั้งของรัฐและเอกชนเกาะไปกับแม่น้ำโจ้ถึง 8 แห่ง กลายเป็นโมเดลต้นแบบของการพัฒนาเมืองที่สำคัญและเกิดขึ้นจริง เพื่อให้ทำให้เมืองสันทรายหลวงที่มีขนาด 36 ตร.กม. ซึ่งรองรับผู้อยู่อาศัยกว่า 15,000 ครอบครัว เป็นเมืองที่ผู้คนมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดี ด้วยการเดินเข้าถึงพื้นที่สีเขียวที่มีคุณภาพ

หากเราลองหลับตาแล้วจินตนาการว่า ทุกเมืองมีนายกเทศมนตรีที่มีวิสัยทัศน์พร้อมให้การสนับสนุนภาคเอกชนในการร่วมสร้างพื้นที่สาธารณะดี ๆ ให้เกิดขึ้น แล้วมีคนอย่างน้าปุ๊กและภาคเอกชนรายอื่น ๆ ที่พร้อมเปลี่ยนและแบ่งปันที่ดินของตนเองให้กลายเป็นสวนสาธารณะ เป็นพื้นที่เกษตรกรรมในเมือง หรือเป็นพื้นที่ค้าขายร่วมสมัย ที่ให้คนในย่านได้เข้าไปใช้ประโยชน์สาธารณะฟรี สภาพนิเวศทางธรรมชาติของเมือง และความสัมพันธ์ของผู้คนที่อยู่อาศัยในเมืองร่วมกันจะเปลี่ยนไปแบบไหนกันนะ เราคงจะรักเมืองที่เราอยู่มากกว่านี้เป็นแน่ คนที่มาเที่ยวเมืองของเรา ก็คงตกหลุมรักเมืองของเราจากความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ คลองที่สะอาดใส และเสียงของนกนานา

สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่
สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่

นิเวศของความสัมพันธ์ที่พึ่งเริ่มต้น

ตอนนี้สวนแก้วคำเอ้ยผ่านมา 1 ฤดูฝนแล้ว

 ต้นจามจุรีใหญ่ 2 ต้นเดิมได้รับการฟื้นฟู จนแผ่กิ่งก้านใหญ่ให้คนได้มานอนปูเสื่อกลางลานหญ้าเขียว ทางเดินในสวนเริ่มคึกคักทั้งช่วงเช้าตรู่และตอนค่ำ ลูกหลานจูงพ่อแม่และปู่ย่ามาเดินเล่นเหมือนในภาพที่น้าปุ๊กตั้งใจไว้ มีที่ให้เด็ก ๆ และน้องหมาได้ปล่อยพลัง 

สระน้ำใหญ่ในสวนแวดล้อมด้วยบัวหลวงไทย บัวสาย และพืชชายน้ำพื้นถิ่นที่เด็ก ๆ รุ่นนี้อาจจะไม่ค่อยรู้จักแล้ว อย่างกระจูด บอน กระจับ และกกต่าง ๆ ขึ้นผสมผสานกันเหมือนกับบึงในธรรมชาติ มีนกนางแอ่นหางลวด นกที่เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของน้ำและเมืองบินโฉบน้ำให้เห็น โซนทุ่งดอกไม้เริ่มค่อย ๆ เซ็ตตัวเองให้รู้จักสภาพของดินที่นี่ 

ในโซนสนามเด็กเล่น แม้จะยังไม่มีเครื่องเล่นไม้ แต่เนินหญ้ากลางลานทรายและบึงน้ำบึงเล็กที่ผู้ออกแบบตั้งใจไว้ให้เด็กได้คุ้นเคยกับการเล่นกับธรรมชาติ ก็กลายเป็นสวรรค์ของเด็กเล็ก ๆ ที่ให้เขาได้ลองเอาเท้าคู่เล็ก ๆ จุ่มโคลน เล่นในสระตื้น ๆ อย่างปลอดภัย เพื่อจะได้เรียนรู้เองว่าธรรมชาติอาจไม่ใช่สิ่งสกปรก ปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคเสียทุกอย่าง เงาของดอยสุเทพและตึกสูงสะท้อนในบึงอยู่เคียงกัน ปลายหนาวนี้คงมีเด็ก ๆ เอาว่าวมาเล่นลมเหมือนปีก่อน

หลายคนที่มาวิ่งออกกำลังกายที่นี่บ่อย ๆ ก็กลายเป็นคนคุ้นหน้ากัน ทักและไถ่ถามสารทุกข์กัน คนในย่านก็สัมผัสสัมพันธ์กันผ่านการมาใช้สวน คงเหมือนกับความสัมพันธ์ของธรรมชาติที่ค่อย ๆ ถูกฟื้นคืนที่นี่

สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่

อีกไม่กี่ฤดูฝนข้างหน้า กล้าไม้พื้นถิ่นในโซนป่าปลูกจะกลายเป็นไม้ใหญ่ คนแถบนี้จะได้เห็นต้นไม้ที่เคยขึ้นอยู่ในนิเวศแถบนี้แต่หายไปนาน อย่างตะเคียนหนู ไคร้นุ่น โมกมัน หรือคำมอกหลวง ผลไม้ต่าง ๆ ที่ลงไว้เมื่อปีที่แล้วก็คงจะโต ให้ผลที่หอมหวาน และเปลี่ยนโลกทัศน์ที่เคยมีว่าสวนสาธารณะไม่ควรมีผลไม้ ให้กลายเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าในอดีต

“น้ารอดแล้ว แต่คนอื่น ๆ ต้องรอดด้วย” 

น้าปุ๊กตอบคำถามด้วยประโยคสั้น ๆ ที่เราวกกลับมาถามซ้ำอีกที ว่าทำไมน้าถึงเอาที่ดินที่มีมูลค่ามหาศาลมาทำสวนให้คนอื่นใช้ ปลูกต้นไม้และผลไม้ให้คนอื่น ๆ ได้ชื่นชม ได้ชิม เราจึงหมดคำถามด้วยคำตอบของน้าและความรู้สึกที่ว่า เมื่อชีวิตคนคนหนึ่งไปสู่จุดที่พบความร่มเย็นในชีวิตแล้ว เขาคงไม่ปรารถนาจะอยู่ในร่มเงานั้นเพียงคนเดียว ในขณะที่คนอื่น ๆ ยังทุกข์ร้อน ต้นไม้ที่เขาปลูกและดูแล จึงเผื่อแผ่ให้กับทุกคนที่ปรารถนาความร่มเย็นนั้น 

สวนสาธารณะของชุมชนสร้างจากมือคนธรรมดา ที่อยากเผื่อแผ่ความร่มเย็นให้คนอื่น ทั้งพ่อแม่ ตายาย และเด็ก ๆ รุ่นใหม่

ปัจจุบันทางโครงการกำลังมองหาผู้ประกอบการและผู้จัดการพื้นที่เพื่อร่วมกันต่อยอดกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับครอบครัวและคนทั่วไปในพื้นที่ ทำให้สวนแก้วคำเอ้ยมีรายได้หมุนเวียนในการดูแลสวนในระยะยาว

สวนแก้วคำเอ้ย

ที่ตั้ง : ถนนสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ต.สันทรายน้อย อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 06.00 – 20.00 น.

Facebook : สวนแก้วคำเอ้ย สวนสุขภาพ ลู่วิ่ง ลู่จักรยาน สนามเด็กเล่น เชียงใหม่

เจ้าของโครงการ : ณัฏฐ์รมณ อยู่เย็น (ติดต่อ 08 1906 2226 หรือ [email protected])

Writer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load