19 มิถุนายน 2563
31 K

The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

วิจัย อัมราลิขิต คือนายกเทศมนตรีแห่งเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ผู้ดำรงตำแหน่งมานานถึง 8 สมัย เขาใช้เวลากว่า 30 ปี เปลี่ยนเมืองเล็กๆ ที่ถูกมองข้าม เพราะไม่ฉูดฉาดตระการตาเหมือนเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ในภาคตะวันออก ให้กลายเป็นเมืองที่ได้รับการยอมรับว่าน่าอยู่ติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย เมื่อสภาพแวดล้อมดี คุณภาพชีวิตของคนที่นี่ก็ดีตามไปด้วย

เราขับรถจากกรุงเทพฯ มาพนัสนิคม ใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง เมื่อมาถึงได้เดินสำรวจเมืองไปรอบๆ ก็อดคิดว่าตัวเองอยู่ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ ด้วยบ้านเรือนน่ารักกระจุกกระจิกร้อยเรียงกันไว้ด้วยถนนขนาด Human Scale เหมาะกับการเดินของมนุษย์ ไม่ข่มขวัญผู้เดินอย่างถนนสายมหึมาในกรุงเทพฯ ที่รถราแล่นฉิวแถบจะเฉี่ยวคนเดิน

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก
วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

จนถึงปัจจุบัน พนัสนิคมมีรางวัลการันตีความเจ๋งจริงอยู่มากมาย อย่างการได้รับการคัดเลือกให้เป็นเมืองต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในระดับอาเซียน รวมถึงเป็นเมืองน่าอยู่อันดับหนึ่งของประเทศในระดับเทศบาล และเป็น 1 ใน 1,000 เมืองระดับโลกที่องค์การอนามัยโลกให้การยอมรับว่า รณรงค์พิทักษ์คุณภาพชีวิตและสุขภาพคนเมืองอย่างตั้งอกตั้งใจ

เราจะไปคุยกับ วิจัย อัมราลิขิต ผู้ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวไปเมื่อปีที่แล้ว และอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ถึงการบริหารงานอย่างเข้าใจชุมชน ทำให้ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติในพนัสนิคมร่วมมือร่วมใจช่วยกันก่อร่างสร้างเมืองมายาวนานหลายทศวรรษ ภายใต้ความเฉียบคมในการบริหารงานและวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของชายคนนี้

01

ภารกิจสร้างเมือง

ผมเป็นคนพนัสนิคมโดยกำเนิด เมื่อสี่สิบปีที่แล้วไปเรียนต่อปริญญาตรีและปริญญาโท สาขาวิศวกรรมโยธาที่มหาวิทยาลัยแอครอน รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้ชีวิตที่ต่างประเทศอยู่เจ็ดปี ไม่เคยคิดจะอยู่ที่นั่นถาวร รู้ดีว่าสักวันหนึ่งเราจะนำความรู้กลับมาเมืองไทย” 

คุณวิจัยกลับมาใน พ.ศ. 2520 สิ่งแรกที่ทำคือช่วยธุรกิจโรงสีของที่บ้าน “คุณพ่อผมใฝ่ฝันจะทำโรงสีข้าวนึ่งที่อบข้าวให้แห้งโดยไม่ต้องตาก สุดท้ายก็ทำสำเร็จเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ตอนนั้นโด่งดังมาก มีคนมาดูเทคโนโลยีเยอะแยะ แต่สุดท้ายเราก็ตัดสินใจปิดกิจการ เพราะอำเภอพนัสนิคมไม่ใช่แหล่งผลิตข้าว เกษตรกรพอมีแต่ไม่มาก ทำให้ผลผลิตในพื้นที่มีไม่พอที่จะส่งมาเข้ากระบวนการที่โรงานเราได้ ถ้าจะไปซื้อจากแหล่งปลูกข้าวทางอีสานก็ไม่คุ้มต้นทุนการขนส่ง” 

ช่วงเดียวกันนั้น อดีตนายกเทศมนตรีเมืองพนัสนิคม จรวย บริบูรณ์ เมื่อทราบว่าคุณวิจัยกลับจากประเทศสหรัฐอเมริกาและมีความรู้ด้านวิศวกรรมโยธา จึงชักชวนให้คุณวิจัยลงรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกเทศมนตรีใน พ.ศ. 2523 เพื่อจะได้นำความรู้ที่ร่ำเรียนมาช่วยพัฒนาเมืองพนัสนิคม

7 ปีต่อมา คุณวิจัยก็ได้รับเลือกให้เป็นนายกเทศมนตรีในวัย 30 ต้นๆ เท่านั้น 

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

“ทีแรกก็กังวลเหมือนกันนะ หน้าที่ของนายกเทศมนตรี พูดง่ายๆ คือการบริหารเมืองทั้งเมือง ผมก็เอาแนวคิดจากการบริหารอุตสาหกรรมที่มีอยู่ในเวลานั้นมาประยุกต์ใช้กับการบริหารเมือง มี Foreman มี Supervisor มาดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่หรือคนงานในแต่ละระดับขั้นเลย แต่กว่าจะจับทางถูกก็ใช้เวลาหลายปีเหมือนกัน 

“ต้องให้เครดิตท่านนายกฯ คนเก่า ท่านเป็นคนมีวิสัยทัศน์มาก คิดดูว่าเมื่อสี่สิบ ห้าสิบปีก่อน ท่านสร้างอะไรหลายๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้คำนึงถึง เช่น บ่อบำบัดน้ำเสียจากโรงฆ่าสัตว์ก่อนทิ้งน้ำลงสู่ลำคลองสาธารณะ ทำเป็นที่แรกในประเทศไทย

“เมื่อผมมารับช่วงต่อ ด้วยความที่จบมาทางด้านวิศวะและเรียนด้านสิ่งแวดล้อมมาบ้าง ทำให้เข้าใจระบบงานได้อย่างรวดเร็ว เวลามีคนมาดูงานก็อธิบายได้อย่างชัดเจน จากตรงนี้ ทำให้ส่วนกลางรู้ว่าผมมีความรู้ทางด้านนี้ จึงเริ่มชวนผมไปบรรยายเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ที่อื่นๆ ฟัง”

คุณวิจัยเล่าพร้อมรอยยิ้มว่า จุดเปลี่ยนมันอยู่ที่เวลาไปบรรยายแล้วแนะนำตัวว่ามาจากพนัสนิคม คนจะส่ายหน้าไม่รู้จัก งงกันว่ามันคือที่ไหน 

“ผมค่อนข้างอึดอัดพอสมควร พนัสเนี่ย เป็นอำเภอที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดชลบุรี ณ ตอนนั้นเลยนะ ทำไมไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเลยล่ะ รู้จักกันแต่บางแสน พัทยา ทำให้ผมมุ่งมั่นตั้งใจว่า ในฐานะผู้บริหารเทศบาล จะต้องทำให้คนรู้จักพนัสนิคมให้ได้ เมื่อคนรู้จัก คนก็จะแวะมา สิ่งนี้จะสร้างเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นได้”

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

02

เมืองที่สนใจเรื่องขยะ

“แต่การจะทำให้คนมาเที่ยวได้ เราต้องมีแรงดึงดูดใจให้เขามาเที่ยว และเมื่อเขาประทับใจ เขาก็จะมาซ้ำ สิ่งแรกที่ผมทำคือการทำให้เมืองสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเริ่มจากเรื่องขยะ ผมให้เจ้าหน้าที่สำรวจ พบว่าแต่ละวันเมืองเราสร้างขยะยี่สิบห้าตัน ตอนนั้นเรามีประชากรแค่หนึ่งหมื่นสองพันคน สถิติสากลระบุว่าคนหนึ่งคนจะผลิตขยะเฉลี่ยหนึ่งกิโลกรัมต่อวันเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้น ในเทศบาลของเราควรมีขยะไม่เกินสิบสองตันต่อวัน แล้วขยะมาจากไหนตั้งเท่าตัว

“เรามาถึงบางอ้อ เมื่อพบว่าถามบาทวิถี เราจึงจัดตั้งถังขยะไว้ทุกหนึ่งร้อยเมตรให้ชาวบ้านมาทิ้ง ทีมงานเทศบาลก็สบาย แค่ตามเก็บเป็นจุดๆ ไป ถนนในเทศบาลมีความยาวทั้งหมดประมาณยี่สิบหกกิโลเมตร เท่ากับเรามีสองร้อยหกสิบถังทั่วเขตเทศบาล ถังขยะตามท้องถนนเป็นแรงจูงใจให้คนอยากทิ้งขยะ แถมยังเป็นจุดที่คนต่างพื้นที่แอบเอาขยะมาทิ้ง ทำให้ปริมาณขยะแต่ละวันมีมากกว่าที่ควรจะเป็นนับเท่าตัว สร้างค่าใช้จ่ายในการบำบัดถึงปีละสี่ล้านบาท”

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

คุณวิจัยจึงประชุมกับชาวบ้านเพื่อบอกเล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และหารือว่าถ้าเอาถังขยะทั้งหมดออก แล้วให้ชาวบ้านแยกขยะใส่ถุงดำ ตั้งไว้หน้าบ้านแทน ทุกคนโอเคไหม ประชามติส่วนใหญ่เห็นด้วย ทุกวันนี้พนัสนิคมมีขยะแค่ 14 ตันต่อเดือน และลดค่าใช้จ่ายในการบำบัดขยะลงเหลือ 1.5 ล้านบาทต่อปี เหลือเงิน 2.5 ล้านบาทต่อปีที่นำไปพัฒนาชุมชนในด้านอื่นๆ ได้อีก

“หลายปีที่ผ่านมาเรารณรงค์ให้คนเลิกใช้โฟมหีบห่ออาหาร แม่ค้าคนไหนใช้โฟม เราไม่ให้ขายในเขตเทศบาล ต้องแยกขยะด้วยนะ บ้านไหนไม่แยกขยะ รถขยะจะไม่เก็บขยะบ้านนั้น

“แม้เราจะสามารถแก้ไขเรื่องพฤติกรรมการใช้โฟมได้อย่างจริงจัง แต่ก็มีบางปัญหาที่แก้ไขเด็ดขาดไม่ได้ อย่างการใช้ถุงพลาสติก ตอนแรกผมต้องการให้ประชาชนในเทศบาลเปลี่ยนมาใช้ถุงพลาสติกย่อยสลายได้ (Biodegradable Plastic) เพื่อช่วยย่นระยะในการย่อยสลายและลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม จึงประกาศใช้ระยะเวลาหนึ่ง

“จากนั้นสอบถามผลการดำเนินการกับประชาชน ก็พบปัญหาว่าถุงแบบย่อยสลายได้ยืดหยุ่นและทนความร้อนได้น้อยกว่าถุงพลาสติกแบบปกติ เวลาใส่ของร้อนๆ ถุงมักจะรั่ว หรือถ้าใส่ของหนักก็จะขาดทันที เราก็พิจารณาและประนีประนอมในเรื่องนี้”

คุณวิจัยให้ความสำคัญกับการแยกขยะมาก นอกจากรณรงค์ให้ประชาชนคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางในบ้าน และสนับสนุนรถซาเล้งรับซื้อขยะไปรีไซเคิลแล้ว ยังมีการจัดทำโครงการธนาคารขยะ แยกขยะปลายทาง รวมถึงนำขยะย่อยสลายได้มาทำปุ๋ยหมักอย่างจริงจัง เมื่อเป็นเช่นนี้ บ่อทิ้งขยะที่เดิมมีพื้นที่หลายสิบไร่จึงแทบไม่ได้ใช้งาน และเปลี่ยนมาเป็นสวนเกษตรกรรมปลอดสารพิษแทน

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

03

เมืองแห่งสายน้ำที่ใสสะอาด

ที่พนัสนิคม ทุกครัวเรือนมีบ่อดักไขมันจากการอุปโภค บริโภค จากนั้นน้ำเสียจะไหลลงสู่ท่อระบายน้ำเสียที่แยกจากคลองระบายน้ำอย่างเป็นสัดส่วน ไม่ได้ปล่อยให้น้ำฝนและน้ำเสียไหลระบายรวมกันอย่างที่เราเห็นตามคลองในกรุงเทพฯ ท่อระบายน้ำเสียเหล่านี้มีปลายทางอยู่ที่โรงงานบำบัดน้ำเสียแบบ Oxydation Pond ที่นอกเมือง 

“ระบบท่อระบายน้ำเสียเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่ยุคคุณจรวย เริ่มแรกแนวท่อถูกวางไว้กลางลำคลอง แต่ปัญหาที่ตามมาคือเราลอกคลองไม่ได้ ฤดูน้ำหลาก บางทีน้ำก็พาตะกอนต่างๆ มาด้วย ทำให้บางทีท่อน้ำเสียที่วางอยู่กลางคลองหลุด ท่อตันกันไปหมด เป็นหน้าที่ผมที่จะต้องแก้ไข สุดท้ายก็ได้ไอเดีย นำท่อน้ำเสียเหล่านั้นมาแขวนไว้กับ Retaining Wall ไม่เสียพื้นที่ ง่ายต่อการซ่อมบำรุง

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

“เมืองของเรามีคลองระบายน้ำสองสายไหลขนาบ นอกจากจัดการเรื่องการปล่อยน้ำเสียลงในลำคลองแล้ว เรากังวลเรื่องดินถล่มและการรุกล้ำพื้นที่คลอง เลยมีการทำ Retaining Wall หรือกำแพงกันดิน ระยะจากต้นถึงสุดเขตคลองระยะสองกิโลเมตรครึ่ง ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน นับการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะสร้างประโยชน์หลายต่อในเวลาต่อมา” 

คุณวิจัยบอกว่า พนัสนิคมเป็นเมืองเล็ก ถ้าขยะเต็มเมือง น้ำในลำคลองเน่าเสีย คุณภาพชีวิตของผู้คนย่ำแย่แน่นอน และที่นี่ก็ไม่มีพื้นที่พอจะมาซุกซ่อนปัญหาไว้ใต้พรม 

“ทุกวันนี้เรามีโซเชียลมีเดียที่ใครจะพูดอะไรก็ได้ ถ้าการทำงานของเทศบาลส่วนไหนผิดพลาด เราก็ยอมรับผิดและพร้อมที่จะแก้ไข แต่ก็มีเหมือนกันที่บางคนพูดเอามัน ไม่มีเหตุและผล ในกรณีอย่างนี้ ผมจะชี้แจงจนกว่าจะเคลียร์กันทุกฝ่าย ผมไม่กังวลเรื่องคะแนนเสียง เราเอาความถูกต้อง เอาความจริง ประชาชนรู้ว่าเราพยายามผลักดันอะไร และเราทำจริง วัดด้วยผลงานไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู”

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก
วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

04

เมืองเล็กที่เต็มไปด้วยต้นไม้

เมืองเล็กๆ ขนาดไม่ถึง 3 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้มีสนามกีฬาและสวนสาธารณะอยู่ถึง 9 แห่ง มีทั้งสวนขนาดใหญ่และสวนเล็กๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ชุมชนต่างๆ ที่เท่มากคือสวนแห่งล่าสุดออกแบบตามหลัก Universal Design ที่ทุกคนรวมถึงผู้สูงวัย คนพิการ และเด็กๆ มาใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย มีราวจับและทางลาดตลอดทาง

พนัสนิคมมีจำนวนผู้สูงอายุอยู่ถึง 22 เปอร์เซ็นต์จากประชากรทั้งหมด ถือว่าเยอะมาก เรียกได้ว่าเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ มีผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง ที่ต้องไปเยี่ยมเยียนกันเป็นประจำ โปรเจกต์ล่าสุดที่กำลังดำเนินการคือการสร้างศูนย์ Day Care สำหรับผู้สูงอายุ

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก
วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

“ผู้สูงอายุแบ่งเป็นเป็นสี่ประเภท หนึ่ง ผู้สูงอายุติดสังคม คือคนที่ยังสามารถไปไหนมาไหนได้สะดวกด้วยตัวเอง สอง ผู้สูงอายุภาวะเสี่ยง คือผู้สูงอายุที่ต้องใช้ไม้เท้าและมีคนติดตามอยู่ด้วยตลอด สาม ผู้สูงอายุติดบ้าน คือผู้สูงอายุที่อาจจะยังแข็งแรงในระดับหนึ่ง แต่เสี่ยงต่อการหลงหรืออุบัติเหตุเมื่อออกจากบ้าน และสี่ ผู้สูงอายุติดเตียงที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

“เรามีผู้สูงอายุเยอะ จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จึงเป็นที่มาของศูนย์ Day Care สำหรับดูแล คือผู้สูงอายุภาวะเสี่ยงและผู้สูงอายุติดบ้านให้สามารถออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้อย่างปลอดภัย ในขณะเดียวกันเราก็มีทีมแพทย์และอาสาสมัครอาสาสมัครสาธารณสุข ออกเยี่ยมผู้สูงติดเตียงอย่างใกล้ชิดสม่ำเสมอ

“ที่ศูนย์นี้จะมีพยาบาลและเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ ถ้าคุณต้องไปทำงานตอนกลางวัน แต่เป็นห่วงคุณพ่อคุณแม่อายุมากที่อยู่บ้านตามลำพัง ก็พาพวกท่านมาฝากไว้ที่ศูนย์แห่งนี้ได้ เราจะดูแลให้ เป็นความรับผิดชอบของเทศบาลเลย” 

คุณวิจัยอธิบายต่อว่า “เมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้วตอนที่ผมมารับตำแหน่ง มีต้นไม้รอบเมืองไม่ถึงหนึ่งพันต้น เราเริ่มปลูกต้นไม้ ปลูกไปเรื่อยๆ จนทุกวันนี้มีต้นไม้อยู่มากกว่าสี่พันต้น ทุกต้นได้รับการขึ้นทะเบียนหมด โดยแบ่งเป็นต้นไม้ที่เทศบาลดูแล และต้นไม้ที่ให้แต่ละชุมชนเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ ที่ต้นไม้มีป้ายหมายเลขเขียนไว้ชัดเจนว่าต้นไม้ต้นนี้ใครเป็นผู้ดูแล นอกจากจะรู้จำนวนที่ชัดเจนแล้ว เรายังคิดอัตราลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากตัวเลขต้นไม้ได้ด้วย”

คุณวิจัยเล่าว่ากรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมกำลังจะมาใส่คิวอาร์โค้ดกำกับต้นไม้แต่ละต้นด้วย ต่อไปถ้าอยากรู้ว่าต้นไม้นี้คือต้นอะไร ก็สแกนป้ายแล้วข้อมูลจะปรากฏขึ้น วิธีการนี้จะช่วยให้เด็กรุ่นใหม่เข้าถึงและเข้าใจเรื่องความสำคัญของต้นไม้กับพื้นที่สีเขียว

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก
วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

เทศบาลเมืองพนัสนิคมมีนโยบายทำให้เมืองสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ เพราะรู้ดีว่าการปล่อยก๊าซชนิดนี้เป็นสาเหตุของโลกร้อน มีการลดการใช้พลังงานที่เป็นรูปธรรม โดยเก็บสถิติการใช้ไฟฟ้า น้ำประปา และน้ำมันเชื้อเพลง โดยเทศบาลยังลงมือทำให้ประชาชนดูเป็นตัวอย่าง ด้วยการเปลี่ยนหลอดไฟนีออนทั้งหมดเป็นหลอดไฟ LED และใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนที่ทำได้อย่างสัญญาณไฟจราจร

“ที่นี่เราทำงานกันเป็นทีม สิ่งแวดล้อม สุขภาวะ คุณภาพชีวิต เป็นเรื่องของพวกเราทุกคน ตั้งแต่เทศบาลไปจนถึงประชาชนที่จะต้องร่วมมือกันสร้างขึ้น”

05

พัฒนาคนได้ ก็พัฒนาเมืองด้วย

เขตเทศบาลเมืองพนัสนิคมประกอบไปด้วย 12 ชุมชนย่อย คุณวิจัยเชื่อมั่นในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เชื่อในเรื่องแนวคิดพัฒนาชุมชนแบบ Bottom Up หมายถึงความต้องการที่แท้จริงมาจากชุมชนและลงมือปฏิบัติด้วยชุมชน 

“วิธีเสริมสร้างความเข้มแข็ง กลมเกลียวให้ชุมชน คือคุณต้องชี้ให้เขาเห็นว่าตัวเขานั้นมีจุดอ่อน จุดแข็ง ศักยภาพและอุปสรรคที่กีดขวางการพัฒนาของเขาคืออะไร ผมใช้ SWOT Analysis มาทำกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชน อบรม ระดมสมอง ให้ความรู้ รับฟัง เอาเขามาเป็นทีม เหมือนสร้างเทศบาลเล็กๆ อยู่ในเทศบาลใหญ่อีกที

“เชื่อไหม ผมจัดงานประเพณีประจำเมืองชื่อ ‘งานบุญกลางบ้านและเผยแพร่เครื่องจักสานพนัสนิคม’ จนถึงปัจจุบันจัดมาต่อเนื่องยี่สิบแปดปีแล้ว เราไม่เคยจ้างคนนอกมาเป็นออแกไนเซอร์เลย เราทำเองกันหมด ในเมืองของเรามีคนอยู่สามเชื้อชาติ คือไทย ลาว และจีน ผมก็เอาวัฒนธรรมและประเพณีทั้งสามเชื้อชาติมารวมกัน จัดเป็นงานนี้ขึ้นมา งานประสบความสำเร็จและคนเยอะมาก จนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมาสนับสนุนเรา”

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก
วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

เข้าไปในลานไทยก็จะเจอประเพณีวัฒนธรรมไทย มีการละเล่น เพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง 

เข้าไปในลานลาวก็จะเจอพิธีบายศรีสู่ขวัญ การละเล่นโปงลาง ลำซิ่ง และอะไรต่างๆ เข้าไปปุ๊บได้กลิ่นปลาร้าปั๊บ 

เข้าไปในลานจีน จะมีการปลูกผักสวนครัว มีอุปรากรจีนมาเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม

“อีกงานที่เราจัดคือประเพณีไหว้พระจันทร์ เราจัดมาเป็นปีที่สิบแปดแล้ว เชื่อไหมว่าผมเอาคนไทยกับคนลาวมาตั้งโต๊ะไว้พระจันทร์ได้ แม้จะเป็นวัฒนธรรมจีน เพราะคนทั้งสามเชื้อชาติในเมืองเรามีความสนิทสนมกลมเกลียวและทำงานไปด้วยกัน งานต่างๆ มันเลยยั่งยืน เพราะเราใช้ประชาชนเป็นฐานในการทำงาน ตรงนี้แหละคือสิ่งที่เราประสบความสำเร็จที่สุด

“เมื่อประชาชนทุกคนรู้ว่าเมืองกำลังขับเคลื่อนไปทางไหน และเขารู้ว่าตัวเองอยู่ตรงจุดใด มีหน้าที่รับผิดชอบอะไร เขาจะทำมันอย่างเต็มที่ นี่คือหัวใจของการพัฒนาชุมชน”

วิจัย อัมราลิขิต นายกเทศมนตรีผู้ใช้เวลา 30 ปี เปลี่ยนพนัสนิคมเป็นต้นแบบเมืองน่าอยู่ระดับโลก

Writer & Photographer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

The Cloud x ไทยประกันชีวิต
Larger than Life แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ครูยศ เหล่าอัน คือนักปลูกต้นไม้

ตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ชายคนนี้ปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 1 ล้านต้นทั่วประเทศ

เขาชวนทุกคนปลูกต้นไม้ ด้วยวิธีที่แปลกประหลาด เรียบง่าย และได้ผลจริง แต่ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับวิธีนี้ตั้งแต่ได้ฟังครั้งแรก

จะน่าเหลือเชื่อไปไหมหากฉันบอกว่า ใต้รากสาขาลึกลงไปในผืนดิน ต้นไม้ของครูยศ มีเถ้าอัฐิของผู้ล่วงลับถูกฝังอยู่ด้วย

แต่สุดท้ายต้นไม้จำนวน 1 ล้านต้น คงบอกได้ว่าสิ่งที่เขาทำ ส่งต่อไปสู่ผู้คนในสังคมได้ไกลขนาดไหน

เมื่อแรกเริ่ม ครูยศถูกมองว่าบ้าที่คิดจะทำ ‘โครงการปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูก’ ด้วยความเชื่อต่อพิธีกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน จนถึงความกลัวต่อวิญญาณผีสาง ทำให้แนวคิดของเขาถูกต่อต้านจากชาวบ้านทันที

ครูยศ เหล่าอัน

เจตนาดีของครูยศ คือต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน ส่งเสริมให้คนปลูกและดูแลต้นไม้ ที่สำคัญคือช่วยลดปัญหาขยะมลพิษในแหล่งน้ำจากการลอยอังคาร

ครูยศจึงลงมือทำ แม้จะถูกต่อต้าน ทำเพื่อพิสูจน์ว่าแนวคิดของเขาไม่ใช่เรื่องพิเรนทร์ที่เป็นไปไม่ได้

เขาเริ่มปลูกต้นไม้บนที่ดินสาธารณะรกร้างว่างเปล่า จากสิบเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนต้น พิสูจน์จนชาวบ้านค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจ ด้วยผลลัพธ์ที่สัมผัสได้อย่างอากาศบริสุทธิ์และร่มเงาไม้ใหญ่

จากเสียงต่อต้าน กลายเป็นความเชื่อถือและศรัทธาที่ขยายจากหมู่บ้านเล็กๆ ออกไปไกล เถ้าอัฐิจำนวนมากมายถูกส่งมาจากทุกสารทิศ เพื่อให้ครูยศนำไปปลูกต้นไม้

ครูยศ เหล่าอัน

ชีวิตคือการเดินทาง และการเดินทางที่ใช้เวลาชั่วชีวิตคือการมุ่งหน้ากลับไปสู่สภาวะแท้จริง สภาวะที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ” ครูยศกล่าวขึ้นขณะพาฉันเดินฝ่าดงไม้ลึกเข้าไป

ที่นี่คือวัดป่าโรจธรรม จังหวัดขอนแก่น สองข้างทางเรียงรายไปด้วยต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์อย่างสวนป่า ใต้รากสาขาของต้นไม้ทุกต้นมีเถ้ากระดูกมนุษย์ ชิ้นส่วนแห่งชีวิตที่ถูกคืนกลับสู่ผืนดิน ให้เป็นสภาวะแท้จริงที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ 

“ทุกชีวิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่เราสามารถสร้างประโยชน์เป็นบุญกุศลให้โลกใบนี้ได้ แม้สิ้นชีวิตไปแล้วก็ตาม ต้นไม้ที่เจริญงอกงามจากเถ้าถ่านอัฐิจะคงอยู่ต่อไป เพื่อผลิตออกซิเจน มอบความชุ่มชื้น และแผ่กิ่งก้านสาขาอย่างเมตตา เป็นที่พักพิงอาศัยแก่เพื่อนร่วมโลก” ครูยศเอ่ยขึ้น

ต้นไม้แห่งความศรัทธาได้ถูกปลูกขึ้นในใจของผู้คน และจะผลิดอกออกผลไปอีกแสนนาน

01

ที่มาของความเชื่อ

ทางพุทธศาสนา เมื่อมนุษย์สิ้นลมหายใจร่างกายจะถูกนำไปประกอบพิธีฌาปนกิจด้วยการเผา จนสุดท้ายเหลือเพียงเถ้าถ่านอัฐิที่จะถูกนำไปลอยอังคารในแม่น้ำหรือมหาสมุทร เพื่อส่งดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ไปสู่ภพภูมิที่ดี 

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ครูยศเห็นชาวบ้านนำอัฐิของเหล่าผู้ล่วงลับไปลอยอังคารในแม่น้ำชีที่แห้งขอดในฤดูแล้ง ผ้าขาว หม้อ ไห ถุงปุ๋ย ติดอยู่ตามเกาะแก่งแม่น้ำ แม้แต่อัฐิยังถูกโปรยลงบนพื้นดินแตกระแหงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นลำน้ำ นอกจากจะเป็นภาพที่น่าสลดใจแล้ว ภาชนะและข้าวของที่ติดอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติเหล่านั้นยังเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม 

“เริ่มจากความเมตตาและสงสาร เมื่อเห็นอัฐิของผู้วายชนม์ถูกนำไปกองทิ้งไว้ตามแหล่งน้ำที่แห้งขอดช่วงฤดูแล้ง เพราะเถ้าถ่านเหล่านั้นก็คือคน แทนที่ผู้วายชนม์จะได้ไปเกิดดีมีสุข กลับมาถูกมองในแง่ไม่ดีงาม”

หลังเฝ้าสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่หลายปี ครูยศจึงเกิดความคิดว่า ในเมื่อแก่นแท้ของการลอยอังคารคือการกลับคืนสู่ธรรมชาติผ่านสายน้ำของมนุษย์คนหนึ่ง การกลับคืนสู่ธรรมชาติผ่านธาตุชนิดอื่นอย่าง ‘ดิน’ ก็ถือเป็นการเข้าถึงแก่นแท้นี้ไม่ต่างกัน

โครงการปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูก ของชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จึงถือกำเนิดขึ้น 

“ถ้าเรานำอัฐิเหล่านั้นไปผสมกับดินเป็นส่วนหนึ่งของการปลูกต้นไม้ คืนร่างกายมนุษย์กลับคืนสู่แผ่นดิน คืนชีวิตกลับสู่ธรรมชาติ น่าจะเป็นบุญกุศลมากกว่ามาทิ้งไว้เช่นนั้น ซึ่งก็เหมือนกับคืนสู่น้ำในการลอยอังคารตามความเชื่อดั้งเดิมของศาสนาพุทธ” 

แนวคิดการนำเถ้ากระดูกมาปลูกต้นไม้ของครูยศ ถูกต่อต้านจากคนในชุมชนทันที เพราะแม้จะมีเจตนาดี แต่ด้วยความเชื่อต่อพิธีกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน จนถึงความกลัวต่อวิญญาณผีสาง ทำให้แนวคิดดังกล่าวดูแหวกแนวไปมากสำหรับคนเมื่อ 30 ปีก่อน

“ผมเลยเริ่มจากการลงมือทำเลย ทำให้ชาวบ้านดู พิสูจน์ให้เขาเห็น” ครูยศเล่า 

วัดตามชนบทสมัยนั้นมีทั้งวัดที่มีเมรุเผาศพและวัดที่ไม่มีฌาปนสถานจึงใช้เพียงกองฟอนแบบโบราณ กองฟอนคือการเอาไม้เนื้อแข็งมาสุมรวมกันเป็นทรงสี่เหลี่ยมคล้ายคอกหมูเพื่อวางหีบศพแล้วเผา เมื่อเผาเสร็จก็จะมีเถ้าถ่านอัฐิหลงเหลืออยู่ในบริเวณ

ครูยศ เหล่าอัน

“ผมก็ไปเก็บเถ้ากระดูกแถวเมรุบ้าง กองฟอนบ้าง มาปลูกต้นไม้บนที่ดินสาธารณะรกร้างว่างเปล่าตามหมู่บ้าน โดยเฉพาะวัดและบริเวณรอบๆ อย่างป่าช้าเก่า ซึ่งมีพื้นที่ว่างสามารถปลูกต้นไม้ได้ ผมก็จะขออนุญาตเจ้าอาวาสวัดก่อนเข้าไปปลูกทุกครั้ง โดยเน้นพืชสมุนไพรและไม้ยืนต้น จากสิบเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนต้น

02

พลังแห่งศรัทธา

“ชาวบ้านค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจจากผลลัพธ์ที่เราทำ เห็นความร่มรื่น สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ จากต้นไม้ที่ปลูกไว้ตามพื้นที่ว่างไม่ได้ใช้ประโยชน์ของชุมชน จากที่ชาวบ้านมองว่าครูยศนี่บ้า (หัวเราะ) เขาก็เริ่มให้ความเชื่อถือและเล่ากันปากต่อปาก จากบ้านสู่บ้านเพื่อนำอัฐิมาบริจาค บ้านไหนอยู่ใกล้ก็หอบมาให้ ส่วนคนอยู่ไกลก็ติดต่อทางจดหมาย ส่งอัฐิเป็นพัสดุไปรษณีย์มา

“ตอนที่แม่ผมถึงแก่ความตาย ผมนำอัฐิของแม่มาผสมดินปลูกต้นไม้บนที่นาของตัวเอง เขียนป้ายชื่อแม่อย่างดี ระบุวันเกิดวันตาย และปักไว้ข้างๆ ต้นไม้ที่งอกเงยขึ้นจากเถ้ากระดูกของท่าน ต้นไม้ของแม่โตวันโตคืนให้ร่มเงาลูกหลานในอาณาบริเวณบ้าน” 

ครูยศ เหล่าอัน

โครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกเริ่มเป็นที่รู้จัก จากแค่ในตำบลก็ขยายไปยังต่างจังหวัด ครูยศได้รับการติดต่อจากชาวบ้านและผู้นำชุมชนจำนวนมากที่ศรัทธาและสนใจอยากร่วมโครงการ 

“ผมสนับสนุนให้คนปลูกต้นไม้บนที่ดินของตัวเอง ตามหัวไร่ปลายนาที่บรรพบุรุษหาที่ดินที่ดอนไว้ให้ คุณมีกินมีใช่ทุกวันนี้เพราะพ่อแม่ให้ คุณกล้าไหมที่จะปลูกต้นไม้ให้ท่าน ถ้ากล้าผมจะไปทำพิธีปลูกให้ แต่ถ้าไม่กล้า อยากบริจาคอัฐิก็ส่งมา ผมจะปลูกให้ บางหมู่บ้านเก็บเถ้าถ่านอัฐิผู้วายชนม์ไว้เป็นร้อยห่อ รอผมและคณะไปทำพิธีปลูกให้ ซึ่งพิธีก็เรียบง่ายมาก ไม่สิ้นเปลืองเลย” ครูยศกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

03

ป่าในวัดป่า

ที่ดินทั้ง 20 ไร่ ของวัดป่าโรจนธรรมแห่งนี้เป็นพื้นที่ไร่นาเดิมของชาวบ้านที่บริจาคให้โครงการมาทำวัดป่า แบ่งการใช้งานเป็นอาสนสถานและที่พักสงฆ์ประมาณ 5 ไร่ ที่เหลือปลูกต้นไม้ และขุดบึงเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้รดต้นไม้ในฤดูแล้ง ที่นี่ไม่ใช้น้ำประปาใช้น้ำจากบ่อดินธรรมชาติ ไม่มีไฟฟ้า และการบิณฑบาตทุกเช้าจะต้องเดินเท้าเข้าหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไป 5 กิโลเมตร 

ไม่มีป้ายหรือกำแพงวัด ถ้าใครบังเอิญขับรถหลงจากทางหลวงลึกเข้ามา คงคาดไม่ถึงว่าที่นี่คือวัด และเป็นวัดที่ทำหน้าที่เสมือนโอเอซิสให้ร่มเงาและเก็บกักความชุ่มชื้นมหาศาลเอาไว้ บนพื้นที่เกษตรกรรมขนาดมหึมาสุดลูกหูลูกตาที่แทบไม่มีไม้ยืนต้นอยู่เลย

ครูยศ เหล่าอัน

ครูยศพาฉันเดินสำรวจสวนป่าในบริเวณวัด ยิ่งลึกยิ่งร่มรื่น เรือนยอดของไม้พะยูงจำนวนนับพันต้นทำหน้าที่เป็นหลังคาธรรมชาติกันเปลวแดดร้อนเปรี้ยง เศษใบและกิ่งไม้ที่ร่วงหล่นทับถมกันช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผืนดิน เป็นที่อยู่อาศัยให้สรรพสัตว์ร่วมโลก

“ต้นพะยูงพวกนี้ เพิ่งปลูกไปเมื่อไม่นาน อายุราว 4 – 5 ปี” ครูยศอธิบายต่อถึงวิธีคัดเลือกสายพันธุ์ต้นไม้ที่จะนำมาเข้าร่วมโครงการ ว่าต้องเป็นพันธุ์พืชพื้นถิ่นดั้งเดิมที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศมาตั้งแต่โบราณ พื้นที่จะถูกกับดินฟ้าอากาศ ทางภาคอีสานมีพวกประดู่ ยางนา ไม้แดง เพียงเมล็ดได้รับความชุ่มชื้นก็จะแตกหน่อเติบโตอย่างแข็งแรงโดยธรรมชาติ เพราะอุณหภูมิและปัจจัยต่างๆ พอเหมาะกับพันธุ์พืชนั้นๆ 

“ถ้ามีการระบุสายพันธุ์ไว้ในพินัยกรรมของผู้วายชนม์ ผมก็จะปลูกให้ตามความประสงค์นั้น บางคนพูดไว้ก่อนตาย ชีวิตผมได้ดิบได้ดีเพราะทุเรียน ปลูกต้นทุเรียนด้วยเถ้ากระดูกผมนะ หรือบางคนอยากได้ต้นพะยูง เพราะจะได้ช่วยพยุงชีวิตของลูกหลานให้มั่นคง

“ที่สำคัญคือ เราต้องการให้มีระบบนิเวศ มีต้นไม้หลากหลายชนิดปลูกแซมกันอยู่ในพื้นที่เดียว เพราะมันจะทำให้พวกนก หนู ปู แมลง มดแดง หรือนก มาพึ่งพิงอาศัย”

04

คืนสู่สามัญ

วันนี้จะมีพิธีปลูกต้นไม้ด้วยเถ้าถ่านอัฐิจากผู้วายชนม์จำนวน 13 ท่าน

“เราจะเริ่มด้วยการทำพิธีกรรมทางศาสนาก่อน เป็นพิธีที่เรียบง่ายทว่าสำคัญและศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เกียรติผู้วายชนม์

เริ่มด้วยนิมนต์พระบังสกุล อนิจจา วต สังขารา อุปปาทวยธัมมิโน อุปปัชชิตวา นิรุชชันติ เตสัง วูปสโม สุโข พระสงฆ์ก็จะไปยืนพิจารณา สักวันไม่ว่าอาตมาหรือโยมก็ต้องมีสภาพนี้เหมือนกัน

จากนั้นถวายจัตุปัจจัยให้พระภิกขุสงฆ์ ก่อนจะเข้าสู่พิธีปลูกต้นไม้ พระสงฆ์รูปไหนอยากร่วมปลูกด้วย ก็เชิญจับจอบจับเสียมลงแปลงสวนป่าพร้อมญาติโยมได้เลย” ครูยศกล่าวยิ้มๆ

ในการปลูกต้นไม้ ครูยศจะขุดหลุมขนาดกว้าง 50 ลึก 50 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และจอกแหนที่เก็บขึ้นมาจากแอ่งน้ำธรรมชาติ มารองก้นหลุมเอาไว้ ไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ จากนั้นนำเถ้าถ่านอัฐิผู้วายชนม์ผสมเข้ากับวัตถุดิบธรรมชาติที่ใช้รองก้นหลุมเหล่านั้น พร้อมอธิษฐานจิต   

ครูยศ เหล่าอัน
ครูยศ เหล่าอัน

“ขอให้ท่านผู้บริจาคสรีระร่างกาย เถ้าถ่านอัฐินี้ จงไปเกิดดีมีสุขในสัมปรายภพเบื้องหน้า บุตรหลานของท่านเบื้องหลังก็ขอให้มีความสุขความเจริญเช่นกัน บัดนี้ชมรมอนุรักษ์และคณะทั้งหลายจะปลูกต้นไม้เป็นเกียรติ เป็นอนุสรณ์ให้กับท่าน”

เมื่ออธิษฐานจบก็ลงมือปลูกด้วยกระบวนอย่างการปลูกต้นไม้ทั่วไป ญาติโยมและพระสงฆ์ร่วมไม้ร่วมมือกันเอากล้าไม้ลงหลุมที่จัดเตรียมเอาไว้ กลบดินให้แน่น เป็นอันเสร็จพิธี

ครูยศ เหล่าอัน

ในเถ้ากระดูกประกอบไปด้วย ธาตุไนโตรเจน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ต้นไม้แตกรากได้ดี ช่วยเร่งการออกดอกผล นอกจากนี้ เถ้ากระดูกมีความเป็นด่างเล็กน้อย ทำให้เมื่อผสมลงในดินที่เป็นกรดจะช่วยปรับปรุงคุณภาพของดิน

ลูกหลานผู้วายชนม์ท่านไหนอยากปักป้ายระบุชื่อ วันเกิด วันตาย อายุ ไว้ข้างต้นไม้ ก็สามารถทำได้เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงผู้ล่วงลับ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการระบุชื่อ ปล่อยให้เถ้าถ่านอัฐิได้ผสมผสานไปเป็นส่วนหนึ่งของดิน อย่างการเป็นส่วนหนึ่งของน้ำในพิธีลอยอังคาร

ครูยศ เหล่าอัน

“ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน นับถือศาสนาอะไร ก็สามารถบริจาคเถ้าถ่านอัฐิมาปลูกต้นไม้ได้ มีชาวต่างชาติจำนวนมากทั้งชาวยุโรป ชาวอเมริกัน ที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธเข้าร่วมโครงการนี้ บางท่านอยู่เมืองไทย มีภรรยาเป็นคนไทย เขาก็บอกไว้ก่อนเสียชีวิตเลยว่าถ้าเขาเป็นอะไรไปไม่ต้องส่งร่างกลับประเทศเขานะ ให้เอาเถ้ากระดูกไปปลูกต้นไม้แทน

“ช่วงขวบปีแรกของการปลูกเราอาจจะต้องรดน้ำดูแลกล้าไม้ แต่เมื่อพ้น 5 ปีแรกไปแล้วต้นไม้จะดูแลเรา ผลิตออกซิเจน ปรับสภาพอากาศ ดูแลระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม พวกเราจะอาศัยพึ่งใบบุญของป่านี้ไปอีกชั่วลูกชั่วหลาน

“ถ้าคุณมีโอกาสกลับมาที่วัดป่านี้ในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า ต้นไม้อายุน้อยที่เห็นอยู่นี้จะเติบโตเป็นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มยิ่งกว่าเดิม อาณาบริเวณของวัดป่าจะร่มรื่นรมณียาเหมือนกับในสมัยพุทธกาล”

05

ปลูกต้นไม้ในใจคน

“ผมเป็นเด็กวัด ได้ซึมซับความรู้ทางพระพุทธศาสนาตั้งแต่เด็ก วัดสมัยโบราณจะมีความร่มรื่น ไม่ได้มีอาคารสิ่งก่อสร้างมากอย่างในปัจจุบัน ผู้คนเข้าไปแล้วจะรู้สึกร่มเย็น สามารถปลดเปลื้องความทุกข์ได้ เราจึงอยากให้โครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกนี้ได้ไปสร้างความร่มรื่นให้หลายๆ วัดเป็นรมณียสถาน เพื่อถวายพระพุทธเจ้าผู้ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในผืนป่า”

ครูยศเป็นคนที่มีแนวคิดอนุรักษ์มาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 12 ปี สมัยเป็นเด็กวัดที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดมหาสารคาม มีคหบดีผู้มีอันจะกิน นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากประเทศอินเดียมาทอดกฐินให้วัด แต่ก็ไม่มีคนปลูก จนเวลาผ่านไปหลายเดือน ในที่สุดครูยศจึงตัดสินใจที่จะปลูกหน่อพระศรีมหาโพธิ์เอง โดยตั้งอธิษฐานจิตว่า “หากข้าพเจ้าจะมีบุญวาสนาได้พึ่งพาอาศัยพระพุทธศาสนา ขอให้ต้นโพธิ์ที่ข้าพเจ้าปลูกจงเจริญงอกงามสืบไป”

50 ปีต่อมา ต้นโพธิ์ดังกล่าวยังคงอยู่และเติบโตแผ่กิ่งก้านสาขา ใครไปใครมาก็ต้องไปพึ่งร่มเงา ครูยศจึงเป็นคนรักต้นไม้มานับจากนั้น

เมื่อเติบโตขึ้น ครูยศตระเวณปลูกต้นไม้ตามป่าสาธารณประโยชน์ ที่ดินรกร้าง ในหลายจังหวัดทางภาคอีสาน หลังจบวิทยาลัยครู วิชาเอกเกษตรกรรม ครูยศก็มารับราชการครู นอกจากปลูกฝังเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เด็กๆ แล้ว ยังได้นำคณะนักเรียนและครูร่วมกันเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน โดยเน้นปลูกต้นไม้ในวัด ป่าช้า โรงเรียน และที่ดินสาธารณะรกร้างตามหมู่บ้าน และส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกสวนป่าในพื้นที่ตนเอง

“ผมอึดอัดมาก เวลาเห็นบางหน่วยงานจัดงานปลูกต้นไม้เอาหน้าแบบสักงับ สักงับเป็นภาษาอีสานแปลว่า ขุดหลุมตื้นๆ ซึ่งตรงกับการกระทำของหน่วยงานเหล่านั้น คือเอาต้นไม้ลงดินโดยไม่ตระเตรียมหลุม ไม่ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักที่จะเป็นสารอายุให้ต้นไม้ แค่เอารากลง ถ่ายภาพ แล้วก็จากไปตลอดกาล

“ผมเสียดายงบประมาณราชการที่มาสูญเสียให้กับความฉาบฉวยเหล่านี้ปีละหลายล้านบาท

ผมจึงไปอาสาออกแบบการปลูกต้นไม้ ให้คำแนะนำการทำสวนป่า สวนสาธารณะประโยชน์กับองค์การบริหารส่วนต่างๆ ทั่วประเทศ ผมไม่รอให้ใครมาเปลี่ยน ผมลงมือทำเดี๋ยวนั้น เพื่อหวังว่าสิ่งเล็กๆ ที่ทำจะช่วยประเทศ ช่วยโลกได้

“ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีคณะทำงานหลัก 15 คน ตั้งแต่พระภิกษุสงฆ์ไปจนถึงนักเรียนนักศึกษา และเรามีสมาชิกชมรม 1 พันกว่าคนทั่วประเทศ ผมปลูกฝังและกระจายงานออกไป เพราะผมทำอยู่คนเดียว รู้อยู่คนเดียว วันหนึ่งผมตายขึ้นมา โครงการนี้ก็จะไม่ได้ไปต่อ ซึ่งนั่นคือความไม่ยั่งยืน” ครูยศกล่าว

06

กุศโลบายเพื่อวันพรุ่งนี้

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูกไปแล้ว 1,030,047 ต้น มีการลงทะเบียนใส่หมายเลขไว้อย่างเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้

“ปลูกต้นไม้ใช้เวลาไม่กี่ปีก็ได้เก็บผลกิน แต่การเปลี่ยนแนวคิดเพื่อปลูกต้นไม้ในใจคนนั้นใช้เวลาและความอดทนอย่างมหาศาล ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อย แต่ท้อไม่ได้ เพราะได้ตั้งปณิธานที่จะคืนบุญคุณให้แผ่นดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ คืนพื้นที่สีเขียวให้ผืนป่าจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เมื่อถึงวันนั้นก็เอาเถ้าถ่านจากร่างกายผมมาเป็นปุ๋ยต้นไม้”

อีกหนึ่งปัญหาที่ครูยศให้ความสำคัญคือ ปัญหาขยะในผืนป่า “คนทุกวันนี้มักง่าย เอาป่ามาเป็นที่ทิ้งขยะ บางคนเข้ามาท่องเที่ยว บางคนเข้ามาเก็บผลผลิตจากป่าไปประทังชีวิต ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติแต่กลับทิ้งภาระมลพิษไว้เบื้องหลัง”

ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรเอกชนหลายแห่ง จัดทำโครงการเก็บขยะออกจากป่า คืนเทวดาให้ต้นไม้ ซึ่งเป็นการชวนอาสาสมัครเข้าไปช่วยกันเก็บขยะสิ่งแปลกปลอมออกจากผืนป่า

“ป่าเป็นแหล่งผลิตต้นน้ำและออกซิเจน เมื่อป่าสะอาด คนก็ได้รับผลผลิตบริสุทธิ์ไปด้วย ในอีกแง่ ซึ่งจะมองเป็นกุศโลบายก็ได้ คือเมื่อป่าสะอาด เทพบุตร เทพธิดา เจ้าป่าเจ้าเขา จะได้ความร่มเย็นและได้พลังในการปกปักรักษาป่าดังเดิม

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ป่าชุมชนภูกระแต จังหวัดมหาสารคาม กลายเป็นป่าปลอดขยะแห่งแรกของประเทศไทย ทั้งที่แต่ก่อนเป็นที่ทิ้งขยะ มีขยะสะสมที่คนเอามาทิ้งไว้เป็นร้อยๆ ตัน หลังจากช่วยกันกำจัดขยะออกจากป่าจนหมด

เราก็เอาโครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกเข้าไปเพิ่มปริมาณต้นไม้ เท่านั้นแหละ ไม่มีใครกล้านำขยะมาทิ้งอีกเลย เพราะกลัวสิ่งที่ดูแลรักษาต้นไม้อยู่ครูยศทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

รักอิสระ มุกดาม่วง

เป็นคนจังหวัดอุดรธานี-ถิ่นภาคอีสาน โดยกำเนิด รักอิสระเคยดร็อปเรียนตอนมัธยมแล้วไปเป็นเด็กล้างจานที่ร้านอาหารไทยในอเมริกา 1 ปี ชอบเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป และสนใจภาพเชิงสารคดีเป็นพิเศษ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load