22 มิถุนายน 2563
11.81 K

Permaflora เป็นแบรนด์ดอกไม้ประดิษฐ์สัญชาติไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก 

หนึ่ง เพราะเรื่องงานฝีมือเราไม่เคยแพ้ชาติใดในโลก

สอง เพราะนวัตกรรมคิดค้นทำดอกไม้แบบไทยๆ ที่ใครก็ลอกเลียนแบบไม่ได้ จากการลองผิดลองถูกมาหลายปีจึงค้นพบดอกไม้ประดิษฐ์ที่สวยสมจริงมาก จนมีคนเดินทางมาขอซื้อตรงถึงโรงงาน 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

น้อยคนจะรู้ว่าประเทศไทยเคยเป็นเจ้าแห่งการผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ของโลก จนกระทั่งการมาของจีนที่ผลิตดอกไม้หน้าตาเหมือนกันด้วยเครื่องจักร ทำให้ใช้เวลาและต้นทุนน้อยกว่า แต่ Permaflora ก็ยังเอาชนะและยืนหนึ่งในตลาดได้อยู่

ขณะที่ดอกกุหลาบประดิษฐ์จากจีนราคา 80 บาท ดอกกุหลาบ Permaflora ราคา 400 กว่าบาท ทั้งยังวางประดับประดาอยู่ตามสถานที่สำคัญต่างๆ มากมาย ถึงขั้นมีคนเคยบอกว่างานของ Permaflora สวยเหมือนจริงจนแม่บ้านเผลอรดน้ำให้

วิธีทำ, ธุรกิจ, ส่งออก, Permaflora, ศิลปชัย วัชระ

The Cloud มีนัดพบกับ จอห์น-ศิลปชัย วัชระ ผู้ก่อตั้ง Permaflora ผู้เชี่ยวชาญด้านดอกไม้ประดิษฐ์มา 30 ปีผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ทำมือในคอนเซปต์ Life Like Handmade Faux Flower ด้วยนวัตกรรมที่คิดค้นเอง ทำจริงจังเป็นธุรกิจส่งออกต่างประเทศ เป็นตัวแทนแบรนด์ไทยที่สร้างชื่อเสียงดังไกลไปทั่วโลก ทั้งอเมริกาและยุโรป เพื่อพูดคุยเรื่องที่เขาพาธุรกิจผ่านพ้นวิกฤตมาหลายครั้งหลายคราตลอดระยะเวลา 30 ปี พร้อมฟังมุมมองจาก จีน-กัญญาภัทร วัชระ นักออกแบบดอกไม้ผู้เป็นทายาท 

วิธีทำ, ธุรกิจ, ส่งออก, Permaflora, กัญญาภัทร วัชระ

เตรียมแจกันให้พร้อม แล้วไปฟังเรื่องราวของ Permaflora จากทั้งสองพ่อลูก ซึ่งก่อนอื่นเราขอพาย้อนเวลาไปทำความรู้จักกับประวัติความเป็นมาของวงการดอกไม้ประดิษฐ์ในไทยที่น่าภูมิใจเสียก่อน 

ยุคทองของดอกไม้ประดิษฐ์ไทย

แรกเริ่มเดิมที ดอกไม้ประดิษฐ์เกิดขึ้นที่ฝรั่งเศส แต่เติบโตจนมีตลาดขนาดใหญ่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา โดยมีแหล่งผลิตอยู่ที่เอเชีย ซึ่งฐานการผลิตแรกอยู่ที่ไต้หวัน 

ต่อมาเมื่อไต้หวันเริ่มปรับค่าจ้างแรงงานฝีมือสูงขึ้น ส่งผลให้ไทยซึ่งเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องงานทำมืออยู่แล้วกลายเป็นแหล่งผลิตดอกไม้ประดิษฐ์สำคัญในยุคนั้น เกิดเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างตัวเลขการส่งออกให้ประเทศอย่างมหาศาล

ดอกไม้ประดิษฐ์ของไทยมีจุดเด่นที่การใช้กระดาษพันก้าน ซึ่งเรียกว่า Hand Wrap และผ้าคอตตอนคุณภาพดีราคาแพง ก่อนพัฒนาต่อยอดเรื่อยมาจนเป็นดอกไม้จากกระดาษสา ซึ่งมีโครงสร้างใกล้เคียงธรรมชาติ และเป็นที่นิยมในตลาดอเมริกา

30 ปีที่แล้วถือเป็นยุคเฟื่องฟูของวงการดอกไม้ประดิษฐ์ไทยมาก จนเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี ภาษีการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยไปสหรัฐอเมริกาเพิ่มสูงขึ้น เกิดการเร่งซื้อ เร่งผลิต จนทำให้คุณภาพลดลง ดอกไม้จากไทยที่เดินทางไปถึงอเมริกาก็เหลือค้างสต็อก ขายไม่ออก ผู้ประกอบการที่ผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ในยุคนั้นแทบจะหยุดผลิตกันหมด

ช่วงนั้นเองที่จอห์นตัดสินใจเปิดบริษัท Permaflora 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

เอาชนะด้วยดอกไม้ที่ดูเหมือนจริง 

แต่เดิมครอบครัวของจอห์นทำธุรกิจอยู่ในวงการดอกไม้ประดิษฐ์มานานแล้ว จนเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เขาตัดสินใจแยกตัวออกมาทำธุรกิจเองเพื่อหาโอกาสใหม่ๆ โดยเปลี่ยนจากผลิตดอกไม้กระดาษสามาทดลองผลิตดอกไม้มีระดับ เน้นคุณภาพมากขึ้น เริ่มจากสั่งผ้าจากญี่ปุ่นมาทำดอกไม้สไตล์ญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
แต่ไม่เป็นอย่างที่คิด ทำได้เพียง 1 ปีก็ขาดทุน 

จะบอกว่าเป็นความโชคดีในความโชคร้ายก็ได้ เพราะความล้มเหลวครั้งนั้นทำให้จอห์นตั้งคำถามอย่างจริงจังเพื่อหาทางรอดให้ธุรกิจ

จากพื้นฐานด้านวิศวกรรมศาสตร์ จอห์นตั้งข้อสังเกตว่า การทำดอกไม้ส่วนใหญ่ใช้วิธีทำแบบจากแม่พิมพ์และปูนปลาสเตอร์ ซึ่งทำให้ดอกไม้ที่ออกมาไม่เหมือนจริง ดูแล้วคล้ายดอกไม้แกะสลัก ไม่เป็นธรรมชาติ 

จอห์นเริ่มจากตั้งคำถามว่า เขาจะทำดอกไม้ที่เหมือนจริงได้ไหม

“ในเมื่อกลีบธรรมชาติก็มี จะไปแกะสลักทำไม เราเทปูนทับลงไปในกิ่งธรรมชาติได้ไหม จะมีวิธีการลอกลายธรรมชาติให้เกิดต้นแบบบนแม่พิมพ์ได้ยังไง เราจะลอกเลียนธรรมชาติในเชิงวัสดุได้ยังไง นี่คือคำถามของเรา แต่มันไม่ง่ายอย่างที่พูด ต้องมีกระบวนการในการพัฒนา” 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

วิศวกรนักปลูกดอกไม้ประดิษฐ์ กับทฤษฎี 7 ขั้นตอน Eureka!

กระบวนการคิดค้นของจอห์นนั้นเรียบง่าย 

หนึ่ง ‘ตั้งคำถาม’ 

สอง ‘สังเกต’ ซึ่งนอกจากสังเกตวิธีผลิตแบบเดิมแล้ว เขายังมองหาวัสดุใหม่ๆ ด้วย สำหรับดอกไม้ประดิษฐ์รุ่นแรก จอห์นทดลองใช้กระดาษสามาทำเป็นโครง และใช้ยางพารามาเป็นวัสดุหลัก ผลก็คือดอกไม้คงรูปสวยแต่อยู่ได้ไม่นาน จอห์นจึงลงมือศึกษาเพื่อแก้ปัญหาต่อ

สาม ‘เปิดหนังสือ’ จอห์นเล่าว่าสมัยนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดในการหาข้อมูล คือการเปิดสารานุกรม (Encyclopedia) เขาศึกษาสมการเคมีในหนังสือจนเจอกระบวนการที่ทำให้ยางคงทน 

จากวิศวกรที่ไม่มีความรู้เรื่องการจัดดอกไม้มาก่อน เขาใช้วิธีเปิดหนังสือเรื่องดอกไม้ในร้านหนังสือทีละหน้า เพื่อนับภาพดอกไม้ที่เจอ และเก็บเป็นสถิติว่ามีรูปดอกไม้ชนิดไหนมากที่สุด ก่อนนำไปพัฒนารูปแบบดอกไม้นั้นออกมา

สี่ ‘ไปหาเพื่อน’ เมื่อยางแบบเดิมไม่คงทน จอห์นจึงไปขอความรู้เรื่องวัสดุจากหัวหน้าแผนกผสมยาง ทำยางที่มีส่วนผสมทางเคมีเอง หาซื้อลูกบดกับแหล่งที่ดีที่สุด และสั่งทำเครื่องผลิตเล็กๆ ที่พัฒนาขึ้นมาเองหมด จนทำยางที่คงทนคงสภาพได้ในที่สุด

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

ห้า ‘ศึกษาจากคนทำจริง’ ระหว่างที่พนักงานในโรงงานต่างทดลองวิธีขึ้นรูปดอกไม้ใหม่ๆ นายกาแดงก็หยิบใบกุหลาบที่ทำขึ้นมาให้ดู “พี่จอห์น อันนี้ผมเคลือบก่อน แล้วเอาไปอัด ได้หน้าตาแบบนี้” 

ใบไม้ที่ได้มีผิวเรียบและเก็บรายละเอียดของธรรมชาติได้ชัดเจน ต่างกับดอกไม้จากแม่พิมพ์แบบเดิมๆ

หก ‘เชื่อ’ จอห์นเชื่อว่าคนของเขาทดลองทำอะไรก็ได้ 

“ตอนแรกทำสิบชิ้น ใช้ได้ชิ้นเดียว ถ้าเป็นคนอื่นคงเลิก แต่ปรัชญาของผมคือ ถ้าเขาทำหนึ่งชิ้นได้ แสดงว่าเขาต้องทำสิบชิ้นได้” จอห์นเล่า

หลังใช้เวลาพัฒนาร่วมสัปดาห์ กาแดงก็เริ่มดัดแปลงต่อยอดไปเรื่อยๆ ดึงให้ใยกระดาษของดอกไม้ยืดออก เพื่อให้โค้งได้คล้ายธรรมชาติ

เจ็ด ‘ดื้อ’ จอห์นเล่าถึงขั้นตอนทำแม่พิมพ์ดอกลิลลี่ซึ่งลักษณะกลีบโค้ง เดิมแม่พิมพ์สมัยนั้นทำไม่ได้ รวมถึงคนทำแม่พิมพ์ไม่ยอมทำให้ โดยให้เหตุผลว่า “ทรงแบบนี้อัดไม่ได้ ขึ้นรูปไม่ได้หรอก” 

แต่จอห์นกลับพูดสั้นๆ ว่า เขาเป็นคนจ่ายตังค์ 

ในที่สุด แม่พิมพ์ดอกลิลลี่ก็เกิดขึ้น 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

 ดอกไม้ใหม่ในโลก 

เมื่อคิดค้นดอกไม้กระดาษสาเคลือบยางพาราซึ่งไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนในโลกได้สำเร็จดอกเดียว จอห์นก็นำดอกไม้ดอกเดียวที่ได้นั้นติดโชว์ที่ผนังของห้องโชว์รูม ซึ่งผนังอีกด้านเรียงรายไปด้วยดอกไม้รุ่นที่ทำจากผ้าญี่ปุ่น 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
ดอกไม้กระดาษสาชุบยาง
Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
ดอกไม้รุ่นแรกที่พัฒนาจนสำเร็จ

วันหนึ่ง ขณะที่มีลูกค้าเข้ามาติดต่อ สายตาเขาเหลือบไปเห็นดอกไม้ประดิษฐ์รุ่นใหม่ดอกนั้น พร้อมยื่นข้อเสนอในทันทีว่า ขอให้จอห์นผลิตดอกไม้รุ่นใหม่นี้แก่เขาแต่เพียงเจ้าเดียวได้ไหม โดยลูกค้าผู้นั้นคือบริษัทผู้นำเข้าดอกไม้จากประเทศไทยที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้น ซึ่งมีประสบการณ์ทำธุรกิจมาแล้ว 50 ปี 

แล้วจอห์นก็ใช้หลักการเดิม เมื่อทำชิ้นแรกได้ ก็ทำชิ้นต่อๆ ไปได้ เขาเริ่มขายดอกไม้ประดิษฐ์ให้ลูกค้ารายใหญ่เจ้าแรกนี้ โดยผลิตดอกไม้ที่เพิ่งคิดค้นมาอีก 4 ตู้คอนเทนเนอร์ในเวลา 1 เดือน 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

เพียงเท่านี้ Permaflora ก็แจ้งเกิดในวงการดอกไม้ประดิษฐ์ทันที 

จอห์นเล่าเรื่องสมัยไปออกงานแสดงสินค้าที่อเมริกาว่า “พอคนรู้ว่าเราเป็นใคร เขาก็ขอนัดกินอาหารเช้าด้วย อยากซื้อ แต่เราปฏิเสธ เพราะสัญญากับลูกค้าเจ้าแรกไปแล้ว” 

เขาบอกเสมอว่าเมื่อคู่ค้าให้ใจลงทุน ก็ต้องรักษาโอกาสและยึดมั่นในคำสัญญา

9,999 ดอก

ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ดี แต่ก็ไม่วายเจอปัญหาเข้ามาทดสอบอีก

จอห์นพบว่า เมื่อดอกไม้ของเขาเดินทางไปถึงอเมริกา ดอกไม้ที่ทำจากยางพาราเกิดเป็นฝ้าและมีกลิ่นยางที่ไม่น่าอภิรมย์ หรือเมื่อเก็บดอกไม้ไว้บนชั้นขายของนาน สีดอกไม้ก็เริ่มออกโทนเหลือง ไม่สดสวยเหมือนเดิม ปัญหานี้กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้คู่ค้าเสียความเชื่อมั่นจนขอหยุดสั่งซื้อไป

เช่นเคย ทุกปัญหา ทุกบททดสอบ ย่อมมีทางแก้

“เราเริ่มเห็นว่ากระดาษสาเคลือบยางพารามีอนาคตไม่ยั่งยืน จึงเริ่มแสวงหาของทดแทน” 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

จอห์นวิจัยเพิ่มเติมจนได้วัสดุยางเทียม เมื่อทดลองระยะแรกขึ้นรูปสวยงามดีมาก แต่ก็พบปัญหาเรื่องความคงทนอีก จึงหาทางต่อไปด้วยการปรับปรุงกระบวนการ ศึกษาหาวัสดุทดแทนจากญี่ปุ่น หมั่นพูดคุยกับคู่ค้าวัตถุดิบในประเทศ จนในที่สุดก็ได้พบกับโพลีเอสเตอร์ เคลือบด้วยสารเคลือบที่ยุคนั้นถือว่าดีที่สุด โดยจอห์นยังคงใช้ต่อเรื่อยมาจนปัจจุบัน ซึ่งต่อให้เป็นเป็นดอกไม้สีขาว สีก็ไม่ดร็อปออกสีเหลืองง่ายๆ แม้เวลาผ่านไปนาน 

ผลจากการคิดค้นวิธีทำดอกไม้รุ่นใหม่และการจับมือกับคู่ค้าฝีมือดี ก็ทำให้ Permaflora ดำเนินไปได้ดีอีกครั้ง

ดอกไม้ไม่ริมทาง

จอห์นบอกว่า ความเชื่อเป็นเรื่องสำคัญต่อการทำงาน 

ถ้าเชื่อว่าไม่สำเร็จ เราก็คงจะจบตั้งแต่เริ่ม

“อาจพูดได้ว่านี่เป็นธุรกิจสตาร์ทอัพยุคแรก เราทำธุรกิจของตัวเองปีแรกแล้วเจ๊ง แต่ก็ต้องดิ้นรนสุดขีด ต้องทำให้รอด ต้องรู้จักทนความไม่สำเร็จนั้นให้ได้ เราเชื่อเสมอว่าบนเส้นทางของการพัฒนา การพบเจอกับปัญหาเป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไรใหม่ๆ เกิดได้โดยไม่พบเจอความเจ็บปวด” คล้ายจะมีทฤษฎีมารองรับ แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นจากการลงมือทำจริง ลองทำทุกอย่างจนได้สินค้าที่ดีที่สุด

เพราะเป็นผู้ประกอบการที่ไม่เคยหยุดนิ่ง จึงมีลูกค้าซึ่งเป็นผู้นำเข้าดอกไม้ประดิษฐ์รายใหญ่จากประเทศต่างๆ ทั้งฮอลแลนด์ อิตาลี สเปน แวะมาเยี่ยมเยียนที่บริษัทเสมอเพื่อถามหานวัตกรรมใหม่ๆ ของ Permaflora นั่นทำให้ธุรกิจเติบโตเรื่อยมาหลายสิบปี ได้รับความชื่นชอบจากทั่วโลก ซึ่งดอกไม้ของ Permaflora นอกจากขายดีแล้ว ยังมี Rate of Return ต่ำอีกด้วย คือลูกค้าแทบไม่คืนของเลยเพราะคุณภาพดี 

ไม้ดอก ไม้ประกอบ ฟันเฟืองคนสำคัญของโรงงาน

ระหว่างที่เดินชมกระบวนการทำดอกไม้ในโรงงานของ Permaflora เราคิดถึงโรงประกอบรถยนต์ในเวอร์ชันของดอกไม้ประดิษฐ์

ชิ้นส่วนของดอกไม้แต่ละดอกนั้นผลิตในโรงงาน แต่ส่งต่อให้ชาวบ้านประกอบด้วยมือ ซึ่งจอห์นเรียกว่าโรงงานย่อย

สมัยเริ่มเปิดโรงงาน Permaflora เป็นเพียงโรงงานขนาดเล็กที่สระแก้ว มีพนักงาน 30 – 40 คน ในจำนวนนี้มีพนักงานหลายคนที่ทำมาตั้งแต่รุ่นบุกเบิกโรงงาน 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

“ทุกคนที่นี่มาเพื่อทำงานคราฟต์ เราเองอยากให้โอกาสคนท้องถิ่นมีงานที่ดีทำ จึงไม่จำเป็นว่าต้องมีคุณสมบัติอะไรพิเศษมาก แต่ให้ค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างแรงงานปกติ” 

สำหรับจอห์น ผู้เชี่ยวชาญที่สำคัญต่อในธุรกิจนี้ คือคนมีมือที่ลงมือทำจริง 

“ทักษะของคนเป็นสิ่งมหัศจรรย์ คนที่คิดเรื่องเป็นไปไม่ได้ คือคนธรรมดา ชาวบ้านที่ทำงานอยู่ในโรงงานนี่แหละ เราแค่ต้องตาดี รู้จักมองหา และมีระบบที่เช็กได้ว่าใครทำอะไรได้แค่ไหน” 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

เมื่อตั้งโรงงานมาสักพัก จอห์นจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมเพื่อทำให้ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น นำระบบจับเวลาเพื่อให้ได้เวลาการผลิตที่เป็นมาตรฐานเข้ามา คนที่ทำเยอะก็ได้ค่าตอบแทนเยอะ ทำให้ทุกคนอยากพัฒนาตัวเอง 

“ผมเข้ามาแก้ปัญหาไร้สาระ คือกระบวนการทำงานที่ไม่จำเป็น เช่น ย้ายชิ้นส่วนจากซ้ายมาขวา ย้ายจากขวาไปซ้าย พอเอาความเคยชินออกไป แล้วสอนว่าถ้าไม่ทำตรงนี้จะผลิตเพิ่มได้ ก็มีประสิทธิภาพดีขึ้น”
เมื่อพนักงานมีผลงานเพิ่ม รายได้ก็เพิ่มตามไปด้วย 

ศูนย์อบรมของ Permaflora ถือเป็น Non-formal Education Learning Center ที่อบรม สอนทักษะอื่นๆ นอกจากการทำงานด้วย เน้นให้คิดเป็น จนกลายเป็นต้นแบบมาตรฐานในระบบโรงงานต่างๆ ที่ใช้ทั่วประเทศจนทุกวันนี้ 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

โลกเปลี่ยนไป ต้องรู้ว่าเรามีดีอะไร 

แม้การพัฒนาสินค้าจะแข็งแกร่ง แต่ตลอดระยะเวลาที่ทำธุรกิจ จอห์นบอกว่าเขาเจ็บตัวมาไม่น้อย เพราะธุรกิจส่งออกดอกไม้ประดิษฐ์ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจประเทศค่อนข้างมาก เช่น ค่าเงินบาทที่มีผลต่อธุรกิจมาก 

จอห์นเล่าย้อนวิกฤตในแต่ละช่วงว่า สึนามิลูกแรกที่เจอคือวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเป็นผลดีกับคนส่งออกในระยะแรก แต่ก็ทำให้ลูกค้าต่อราคากันมาก ขณะที่ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ค่าเงินบาทก็แข็งตัวต่อเนื่อง ทำให้อุตสาหกรรมส่งออกในไทยขาดทุน ยิ่งกว่านั้นรูปแบบตลาดเริ่มเปลี่ยนไป

“สมัยนั้นเราไปออกงานแฟร์ คำพูดที่เราได้ยินคือ การค้าในโลกนี้จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว”

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

แต่ก่อนลูกค้าจะซื้อดอกไม้ประดิษฐ์ตุนไว้เยอะๆ ส่วนที่ขายไม่ได้จะลดราคา เอามาขายตลาดเปิดท้าย แต่หลังปี 2008 เป็นต้นมา ลูกค้าไม่ตุนดอกไม้อีกต่อไปเพราะเสี่ยงขายไม่ออก จึงซื้อจำนวนน้อยลงจากเดิม 

จากที่ลูกค้ามักวางแผนซื้อโดยจัดทริปมาเลือกดูสินค้า 3 สัปดาห์ มีเส้นทางแวะหลายประเทศ อย่างฮ่องกง จีน ไทย ฟิลิปปินส์ ก็เปลี่ยนตัดทริปให้สั้นลง จำเพาะเจาะลงเลยว่าจะไปที่ไหน ไม่เพียงเท่านั้น อุตสาหกรรมการผลิตยังเริ่มย้ายฐานไปเวียดนาม การแข่งขันสูงขึ้นมากโดยเฉพาะเมื่อจีนเปิดประเทศ  

จอห์นบอกว่า Permaflora ยังคงมีเอกลักษณ์และมีของที่จีนทำไม่ได้ 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

“ดอกไม้ของจีนเห็นเส้นพลาสติกเป็นเส้นๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นดอกไม้พลาสติก ส่วนดอกไม้ของเรามีความละเอียดซ่อนพลาสติกไว้ มองไม่ออก ในขณะที่จีนเน้นราคา เราเน้นคุณภาพ”  

ดอกกุหลาบประดิษฐ์จากจีนราคา 80 บาท ดอกกุหลาบ Permaflora 400 กว่าบาท
ดอกไม้ของจีนอยู่ได้นาน 5 – 6 เดือน ส่วนของ Permaflora ประมาณ 2 ปี 

มีจุดอ่อนจุดแข็งคนละอย่าง 

เมื่อดอกไม้หล่นไม่ไกลต้น

ฟังการคิดค้นดอกไม้ประดิษฐ์ที่จอห์นดูแลมากว่า 30 ปี แล้ว ลองแวะมาฟังกันหน่อยว่าลูกสาวผู้สืบทอดที่เรียนจบด้านการออกแบบไม่ใช่สายวิศวะอย่างคุณพ่อมีมุมมองต่อดอกไม้ประดิษฐ์อย่างไร 

จีนบอกอย่างภูมิใจว่า Permaflora เป็นดอกไม้ประดิษฐ์ที่เหมือนจริงมาก

วิธีทำ, ธุรกิจ, ส่งออก, Permaflora, กัญญาภัทร วัชระ

“คนอาจคิดว่าดอกไม้ปลอมต้องไปแข่งกับดอกไม้จริง แต่เราว่าไม่จำเป็นเลยที่จะต้องออกตัวแข่งกับธรรมชาติ ดอกไม้ของเราใช้ฝีมือคนระบายสีกลีบดอกแต่ละกลีบ ทำให้ดอกไม้แต่ละดอกไม่เหมือนกัน” นี่คือจุดสำคัญ ที่งานทำมือส่งผลดีให้ดอกไม้ทุกดอกออกมาสมจริงเหมือนธรรมชาติ 

  จีนบอกว่าดอกไม้ส่งออกที่ได้รับความนิยมสูงสุดตลอดกาลคือกล้วยไม้ ขณะที่เธอยังคงคิดค้นและออกแบบดอกไม้สายพันธุ์อื่นอย่างไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นดอกทิวลิป แมกโนเลีย ไฮเดรนเยีย ป๊อปปี้ และอื่นๆ อีกมากมาย ไปจนถึงการทำคอลเลกชันดอกไม้ประดิษฐ์ในช่วงเทศกาลพิเศษ เช่น คริสต์มาส และนอกจากดอกไม้ยังมีกระบองเพชรปลอมที่เหมือนจริงมากและมีน้ำหนักเบา รวมทั้งมอสเทียม ดินปลอม กระถางปลอม 

วิธีทำ, ธุรกิจ, ส่งออก, Permaflora, ดอกไม้
วิธีทำ, ธุรกิจ, ส่งออก, Permaflora, ดอกไม้

คนทั่วไปอาจเข้าใจว่าดอกไม้ประดิษฐ์เหล่านี้มีหน้าที่เพื่อวางประจำตามโถงโรงแรม บ้าน หรือตามโต๊ะ แต่ในมุมมองของนักออกแบบ จีนถือว่าความรู้เรื่องดอกไม้นั้นมีความสำคัญ เพื่อสร้างโจทย์การใช้งานใหม่ๆ ให้ดอกไม้ประดิษฐ์เหล่านี้ไปตั้งอยู่ในที่ใหม่ๆ รวมถึงทำให้ลูกค้าเห็นว่าดอกไม้เหล่านี้เอาไปใช้อะไรอื่นๆ ได้อีกบ้าง จีนจึงจัดเวิร์กช็อปขึ้นมาให้คนทั่วไปได้ลองทำดอกไม้ รวมทั้งรับออกแบบดอกไม้ตามความต้องการพิเศษอีกด้วย 

“ถ้าถามว่าผมเป็นนักธุรกิจแค่ไหน ผมขอนิยามตัวเองเป็นนักอุตสาหกรรมที่ลงมือทำเป็นอาชีพ ธุรกิจแบบนี้ อุตสาหกรรมแบบนี้ ต้องลงทำแบบอุตสาหะจริงๆ จึงอยู่รอด” นักทำดอกไม้ผู้เป็นพ่อทิ้งท้าย ก่อนนักออกแบบดอกไม้ผู้เป็นลูกเล่าเสริม

“ในวงการสร้างสรรค์ ทุกคนล้วนอยากเป็นนักคิด ไม่ค่อยมีใครอยากเป็นฝ่ายผลิต ซึ่งเรารู้สึกว่าการเป็นแค่คนชี้นิ้วสั่งมันไม่พอ แต่หัวคิด มือก็ควรทำไปด้วยกัน” 

หาก Permaflora เป็นดอกไม้สักช่อ ก็คงสวยงามประเมินค่าไม่ได้ 

วิธีทำ, ธุรกิจ, ส่งออก, Permaflora, ดอกไม้


Lesson Learned 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Permaflora ยืนหยัดมายาวนาน เพราะตั้งใจสนับสนุนลูกจ้างในโรงงานที่ยังอยากทำดอกไม้ต่อไป จอห์นมองว่าเรื่องกำไรขาดทุนสำคัญ แต่บางครั้งก็ไม่ได้สำคัญที่สุด ขึ้นอยู่กับปรัชญาของคนว่ามีความคิดต่อการดำรงชีวิตแบบไหน

“เวลาเราตัดสินใจแต่ละครั้ง เลือกดูว่าจะใช้ทฤษฎีไหน ทฤษฎีบริหารธุรกิจแบบทุนนิยมหรือทฤษฎีมนุษย์” เพราะใช้ทฤษฏีมนุษย์ที่พูดถึงการจ้างคนให้มีงานทำโดยไม่คัดเลือก จึงเป็นเหตุผลที่จอห์นให้ค่าจ้างแรงงานลูกน้องสูงกว่าเรทปกติในสมัยก่อน และสร้างโรงงานที่มีสวัสดิการดีจนทำให้การผลิตของโรงงานได้รับผลดีตามไปด้วย

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ประเทศไทยมีประชากรมากกว่า 66 ล้านคน ในจำนวนนี้มีมากกว่า 20 ล้านคนที่อาจนับเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งเติบโตมากับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่รวดเร็ว

พวกเขาเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้วยพลังของโซเชียลมีเดีย เห็นปัญหาและความทุกข์ร้อนของผู้คน สังคม และสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ บางส่วนใฝ่ฝันที่จะแก้ไขเพื่อบ้านเมืองที่ดีขึ้นสำหรับพวกเขาและคนรุ่นหลัง

แต่ใครที่เคยผ่านการลงมือทำมาบ้าง คงรู้กันดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด บางความฝันต่อให้ใช้ทั้งชีวิต ก็ไม่อาจเห็นวันที่ฝันเป็นจริงได้

เว้นแต่ว่าเราแท็กทีมกัน เรื่องยากก็อาจจะง่ายขึ้นทันตา

นั่นคือสิ่งที่ ‘Tact Social Consulting’ ธุรกิจเพื่อสังคมหรือ Social Enterprise ของคนรุ่นใหม่กำลังทำ ผ่านการเป็นที่ปรึกษา และบริหารจัดการโครงการที่มุ่งแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยชักชวนคนรุ่นใหม่ด้วยกันมาเป็นพลังในการขับเคลื่อน หรือที่เรียกว่า Youth Engagement

ก่อตั้งจากความฝันของ แม็ก-ชยุตม์ สกุลคู (CEO), ซึง-ปวรรัตน์ ลิสกุลรักษ์ (Chief Operating Officer หรือ COO), ป้อง-เชาวนะ วิชิตพันธุ์ (Environment Director) และบรรดาทีมคนรุ่นใหม่ที่เชื่อในเรื่องเดียวกัน

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

ด้วยอายุเฉลี่ยของพนักงานเพียง 25 ปี พวกเขาผ่านการรับงาน ทำงานร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ระดับประเทศ สร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านการศึกษา การจัดการขยะ การช่วยเหลือธุรกิจรายย่อย และอื่น ๆ

หลังก่อตั้งมานาน 4 ปี และผ่านวันเวลาอันแสนสาหัสจากช่วงโควิด-19 ไปได้แล้ว เรานัดคุยกับพวกเขาถึงการเติบโตของบริษัท ที่มองไกลไปถึงการสร้างโปรเจกต์และบุคลากรด้านความยั่งยืนในระดับภูมิภาค เพื่อโลกใบนี้ที่มีความหวัง

ถ้าพร้อมแล้ว มา Take Action ไปด้วยกัน

01
Tact Team

“Tact เริ่มต้นจากการชวนนักกิจกรรมของมหาวิทยาลัย แต่ละคนอาจสนใจกันคนละเรื่อง แต่สิ่งที่ยึดโยงเราเข้าหากัน คือการมองเห็นว่าประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างให้แก้หลายอย่าง และคนรุ่นเราน่าจะทำอะไรได้บ้าง” แม็ก บัณฑิตนักกิจกรรมวัย 27 ปี จากรั้วคณะวิศวกรรมศาสตร์ เกริ่นถึงจุดเริ่มต้นและพลังที่ผลักดันให้เขาสร้าง Tact ขึ้นมา

สมัยเรียน แม็กทำกิจกรรมหลากหลายที่ช่วยสร้างทักษะการทำงานและความเป็นผู้นำ ตั้งแต่เป็นนักโต้วาที ประธานจัดงานใหญ่ของคณะและก่อตั้งชมรมที่มุ่งหมายจะช่วยพัฒนาชุมชน

ระหว่างลงพื้นที่ไปทำงานอาสาของชมรม อาจารย์ท่านหนึ่งพูดสิ่งที่สะกิดใจเขาขึ้นมา

“อาจารย์บอกว่าเด็กรุ่นคุณน่าจะมีพลังทำอะไรได้อีกเยอะ มากกว่าการนั่งทาสีบ้านหรือเปล่า” 

หลังจากวันนั้น แม็กกลับมาคิดหาทางช่วยพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืน และพบว่างานแบบนี้ต้องอาศัยทั้งเวลาและความเข้าใจ น่าจะลองฟอร์มทีมคนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างจริงจัง ลองดูว่าพวกเขาจะทำกันได้สักแค่ไหน

เมื่อใฝ่ฝัน แม็กจึงตระเวนหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ จนพบ ซึง บัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์ที่เคยทำงานในบริษัทระดับโลก แต่แสวงหางานที่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม และ ป้อง รุ่นน้องในคณะที่ชอบอยู่กับธรรมชาติ ชวนมาเป็นหนึ่งในรุ่นบุกเบิกและร่วมทีมกันกับ Co-founders อีก 3 คน

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action
Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

“ตอนคุยกับแม็ก เราไม่ได้มีภาพในหัวเลยว่ามันจะมาเป็นแบบทุกวันนี้ แต่เรามองหาว่าองค์กรไหนที่จะทำให้เราได้ใช้พลังของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่อยู่เป็นจุดเล็ก ๆ ในที่ที่อาจจะไม่ได้มีวิสัยทัศน์เรื่องสังคม คุยกับแม็กครั้งแรกนานกว่า 5 ชั่วโมง พอรู้สึกว่าเห็นตรงกันก็ทำ จนถึงทุกวันนี้” ซึงเล่าย้อนความ

ป้องยังเสริมว่า “ตอนนั้นพี่แม็กถามว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร ผมรู้คำตอบว่าอยากจะเป็นคนที่มีประโยชน์ เพียงแต่ก่อนหน้านี้เราไม่มั่นใจว่าจะทำงานแบบนี้แล้วอยู่รอดได้ไหม แต่พอเห็นโอกาสว่าเป็นไปได้ ก็ได้คำตอบเลย”

แต่ความเป็นไปได้นั้นก็ยังเป็นภาพที่เบลออยู่ ในตอนแรกพวกเขาไม่ได้มีโมเดลธุรกิจมากไปกว่าการรับจัดโครงการ ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษา เริ่มคิดไอเดีย วางแผน จนจัดงานสำเร็จ อาศัยเงินทุนจากสปอนเซอร์ที่เป็นบริษัทที่ต้องการทำงานด้าน CSR

แต่ถ้าไม่เริ่มสักทาง ก็คงไม่มีวันได้ลงมือทำ

02
Trust Building 

ผลงานแรกของ Tact คือการจัดโครงการ Anacoach ที่สอน Soft Skill และ Growth Mindset ให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ด้วยการสร้างความเชื่อว่า พวกเขาเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด สนับสนุนโดยบริษัท Garena

“เราจัดเป็นค่ายที่ใช้เวลาหลายสัปดาห์อยู่กับน้อง ๆ และมันออกมาดีมาก เราเห็นว่ามีหลายร้อยคนที่เปลี่ยนทัศนคติกับตัวเองได้เพราะค่าย แน่นอนว่าเราคงพัฒนาไม่ได้ทุกอย่างด้วยเวลาที่มี แต่อย่างน้อยพวกเขาและทีมงานจะโตเป็นผู้ใหญ่ที่คิดคำนึงถึงสังคมอย่างแน่นอน” ซึงเล่าด้วยความปลื้มใจ พร้อมบอกว่าน้องที่เคยเป็นเด็กค่ายวันนั้น นำประสบการณ์ไปจัดค่ายให้กับรุ่นน้องของตัวเองต่อ และวันนี้กำลังสมัครเข้ามาทำงานฟูลไทม์กับพวกเขาแล้ว

ทีมที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนงานเหล่านี้ล้วนเป็นอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่อยากเรียนรู้ พัฒนาตัวเองและสังคม การสร้างพื้นที่ตรงนี้ของ Tact ขึ้นมา ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้และปล่อยของกันอย่างสุดกำลัง

เมื่อหนึ่งงานสำเร็จ ก็สร้างความน่าเชื่อถือที่เป็นแรงกระเพื่อมให้บริษัทใหญ่ติดต่อให้ Tact ช่วยออกแบบโปรเจกต์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ปรับแต่งให้เหมาะกับบริษัทอย่างไม่ขาดสาย สร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่เฉิดฉายเพิ่มไปด้วย

เช่น โครงการ Waste Runner ที่เป็นการแข่งขัน 100 วัน เฟ้นหาทีมที่สร้างสรรค์โมเดลการจัดการขยะที่ทำได้จริงในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า โดยได้รับการสนับสนุนจาก PTT Global Chemical (GC), โครงการเติมก่อนโต พาเด็กมัธยมไปค้นหาสายงาน อาชีพในอนาคตที่สร้างรายได้ และพัฒนา Growth Mindset โดยได้รับการสนับสนุนจาก SCG Foundation, โครงการ Bangkok Zero Waste Park ร่วมกับกรุงเทพมหานคร​ เพื่อทำการส่งเสริมพฤติกรรมการคัดแยกขยะของคนที่มาสวนสาธารณะ เป็นต้น

และอีกนานาโปรเจกต์จากบริษัทและองค์กรใหญ่ เช่น GC, SCG, Sea Thailand, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือว่าได้รับความไว้วางใจสูงมาก และทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย

“เวลาเราเข้าไปคุยกับผู้บริหาร เราไม่เคยวางตัวเป็นเด็กที่น่าสงสารเข้าไปขอเงินทำโครงการ แต่เราเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียสดใหม่ มีพลัง เข้าไปช่วยสนับสนุนองค์กรของเขาได้”

“ถ้าวันนี้คุณอยากสร้าง Engagement กับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่ว่าบริษัทไหนก็ทำได้ ในขณะที่ Tact พร้อมจะทำให้เลย เพราะเราทำงานกับคนรุ่นใหม่มาตลอด”

“เป็นเด็กกว่า ไม่ได้เป็นจุดอ่อนของเรา แต่เป็นจุดแข็ง พอเรามีความตั้งใจที่ดี คนก็ไม่เคลือบแคลงใจ” ทั้งสามเผยเคล็ดลับการชนะใจผู้บริหารขององค์กรแนวหน้า

เมื่อประกอบกับการบริการที่คิดตั้งแต่ต้นจนจบ เห็นภาพปลายทางชัดเจน ไม่ได้วางตัวเป็นแค่ที่ปรึกษาเฉย ๆ แต่เข้าไปช่วยสนับสนุนให้องค์กรเดินหน้าไปตามทางที่วาดฝันไว้ได้จริง บริษัทก็ยิ่งไว้วางใจ Tact

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

03
Turning Point

นอกจากฝีมือแล้ว ความสำเร็จของ Tact ยังดำเนินต่อไปได้เรื่อย ๆ ตามความเฟื่องฟูของธุรกิจอีเวนต์ เช่น งานวิ่งที่แทบจัดกันไม่เว้นสัปดาห์ แต่ละงานก็ตามหาวิธีการจัดการขยะ จัดงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ Tact มีประสบการณ์อยู่แล้ว

ทุกอย่างดูไปได้สวย จนกระทั่งเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

“ธุรกิจแทบทรุดเลย งานส่วนใหญ่ของเราต้องจัดแบบออฟไลน์” แม็กเล่าถึงช่วงปีที่หลายธุรกิจคงสัมผัสประสบการณ์คล้ายกัน

Tact พยายามหาช่องทางสร้างกระแสเงินสดด้วยการรับโปรเจกต์ที่พอทำได้ หาลู่ทางใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้บริษัทเติบโตได้แบบ 10x รวมถึงการทำแคมเปญช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ไปพร้อมกัน เพื่อให้ธุรกิจและสิ่งที่บริษัทยึดถือยังคงดำเนินไปควบคู่กัน

แต่พอสถานการณ์ไม่ดีขึ้น โปรเจกต์ที่วาดฝันไว้ก็ไม่เกิดขึ้นจริง จนเหลือพนักงานเพียง 5 คนที่อ่อนกำลังลง กับเงินที่กำลังจะหมดไปในอีกไม่ช้า

ในจังหวะที่กำลังย่ำแย่ Tact พลิกวิกฤตด้วยการกลับไปหา Sea Thailand ซึ่งเป็นลูกค้ารายแรกของบริษัท ด้วยไอเดียการให้เด็กรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ คิดหาไอเดียช่วย SME ซึ่งตรงกับทิศทางของ Sea ที่อยากพัฒนา Digital Skill ให้เยาวชนพอดี จึงกลายเป็นโปรเจกต์แข่งขันทางธุรกิจชื่อ ‘Digital Opportunities for Talent (DOTs)’ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก มีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องเข้ามาช่วยปั้นยอดขายของ 25 กิจการที่เป็นโจทย์ในการแข่งขันให้โตเฉลี่ย 3 เท่า เป็นโปรเจกต์ที่ช่วยต่อลมหายใจให้บริษัท (และกำลังจะมีซีซั่น 2 เร็ว ๆ นี้) 

“ต้องขอบคุณโอกาสในครั้งนี้มาก ๆ หลังจากนั้นเรามีลูกค้าติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มที่ Tact ติดต่อไปช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ตอนนั้นหลายงานก็ขายไม่ผ่าน สิ่งนี้ทำให้เราเรียนรู้ว่า ไม่ได้ไม่เป็นไร ลองทำไปก่อน ช่วยใครได้ก็ช่วย เดี๋ยวสักวันจะมีคนกลับมาช่วยเราเอง”

หลังจากความตึงเครียดคลี่คลายลง แม็กและทีมกลับมาตกผลึกเรื่องโมเดลธุรกิจของ Tact และได้ข้อสรุปที่ชัดเจนขึ้นว่า พวกเขาจะเดินหน้าด้วย ‘4C’ คือ

Camp หรือการจัดค่าย มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับภาคการศึกษาหรือมูลนิธิ จัดค่ายที่พัฒนาด้าน Soft Skill และ Mindset

Case Competition หรือการแข่งขันที่ชวนคนรุ่นใหม่มาระดมสมองเพื่อหาทางออกให้สังคม

Campaign หรืองานแคมเปญสื่อสาร

และ Green Consulting หรือที่ปรึกษาและบริหารโครงการด้านสิ่งแวดล้อม

04
To Be Sustainable

เมื่อสภาพสิ่งแวดล้อมของโลกเรากำลังเข้าใกล้หายนะเข้าไปทุกที ภาครัฐและเอกชนไม่อาจนิ่งเฉย ไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบ และต้องเร่งปรับตัว

ปัญหาคือ หลายแห่งไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร แม้จะมีเงินทุนและบุคลากรมากมาย

Tact จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้

“ตอนนี้โลกกำลังให้ความสนใจเรื่อง ESG (Environmental, Social, and Governance) ทุกคนพร้อมจะลงทุนกับเรื่องความยั่งยืน พร้อมจะทำให้บริษัทเป็น Carbon Neutral ติดตรงที่ขาด Implementator ที่ทำให้เกิดขึ้นจริง

“แผนของเราคือการพัฒนาตัวเองให้เป็นที่ปรึกษาที่เข้าใจทั้งห่วงโซ่ และเป็นแพลตฟอร์มที่ผลักดันให้คนรุ่นใหม่สร้างอาชีพด้านความยั่งยืนได้อย่างมั่นคง” ป้องและแม็กกล่าว เราอาจเห็นสำนักต่าง ๆ พยายามปั้นบุคลากรด้านดิจิทัลกันมากมาย แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความยั่งยืน ก็ยังถือว่ามีน้อยกว่าเยอะ

ในปัจจุบัน Tact แก้ปัญหาด้วยการให้คำปรึกษาและทำโปรเจกต์

เช่น แคมเปญการสื่อสารรณรงค์เรื่องการจัดการขยะ การจัดอีเวนต์แบบ Zero Waste และการสร้างระบบจัดเก็บ คัดแยก และจัดการขยะต่อในแต่ละพื้นที่ ซึ่งล่าสุดเพิ่งเข้าไปติดตั้งถังขยะที่สวนเบญจสิริ

ด้วยประสบการณ์ด้านการจัดการขยะที่ผ่านมา ทำให้ในปัจจุบัน Tact หันมาแก้ปัญหาด้วยการให้คำปรึกษาและทำโปรเจกต์ โดยมี 2 Service หลัก ได้แก่ Zero Waste Event วางแผนและบริหารจัดการงานอีเวนต์ให้ลดปริมาณขยะที่ลงสู่หลุมฝังกลบให้ได้มากที่สุด และ Zero Waste Area สร้างระบบจัดเก็บ คัดแยก และจัดการขยะปลายทางให้กับลูกค้าองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งล่าสุดได้ร่วมมือกับสำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานครฯ เข้าไปพัฒนาพื้นที่สวนเบญจสิริ ติดตั้งถังขยะที่ออกแบบใหม่เพื่อกระตุ้นพฤติกรรม จัดระบบการเก็บขนแยกประเภท และสร้างระบบการเก็บข้อมูลขยะแบบออนไลน์

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

แม้บางงานจะเป็นโครงการที่เริ่มต้นและจบลงตามวาระการจ้าง แต่ป้องและทีมงานมองว่าพวกเขาสร้างการเปลี่ยนแปลงระหว่างทางที่สำคัญไปด้วย ไม่ได้เป็นเพียงงานระยะสั้นที่เกิดขึ้นแล้วจบไปเฉย ๆ และไม่ได้เป็นเพียงเพื่อภาพลักษณ์ของบริษัทที่ทำงานด้วย

“ในฐานะธุรกิจเพื่อสังคมและที่ปรึกษาที่ลงมือทำจริง เราทำงานกับลูกค้าเพื่อหาทางพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นจริง ๆ แต่ก่อนเขาอาจทำ CSR แล้วได้ผลลัพธ์กลับมา 1 แต่เราจะทำให้ได้ 10 และเราไม่เคยยกยอว่าบริษัทที่เราทำงานด้วยนั้นดีที่สุดในโลกเรื่องความยั่งยืน

“เราเพียงเห็นจุดที่ว่า ภาคเอกชนหลายแห่งอยากเปลี่ยนแปลง แต่คนข้างในยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร พอมาทำงานกับเรา เขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดตามไปด้วย ถือเป็นโอกาสดีที่ได้เรียนรู้กันและกัน”

แต่ว่าสิ่งที่พวกเขาตั้งใจจริง ๆ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ พวกเขากำลังวางแผนที่จะพุ่งเป้าไปถึงระดับโครงสร้างของประเทศ

05
Teamwork

ก่อนจะไปถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือทีมที่แข็งแรง ทีมที่ถนัดกันคนละด้าน คอยช่วยสนับสนุนกันและกัน

“ก่อนหน้านี้ เราเคยทำตัวแบบ One-man Show มั่นใจในตัวเองมากเพราะมีประสบการณ์ที่เคยทำงานสำเร็จ แต่โชคดีที่ได้ซึงช่วยเตือนสติด้วยคำถามว่า ‘เรามองบริษัทในอีก 5 ปีข้างหน้าอย่างไร’ เราตอบไปว่าจะทำนู่นทำนี่ ซึงถามต่อว่าในภาพอนาคตเหล่านั้น มีทีมอยู่ตรงไหน

“การคุยครั้งนั้นเรียกสติเราเลย มันน่าจะผิดมาก ๆ ถ้า CEO ไม่เห็นภาพของทีมที่มีอยู่ไปด้วยกัน” แม็กเล่าบทเรียนที่ได้รับจากเพื่อนร่วมทีม ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะสร้างและรักษาทีมให้ดีขึ้น ช่วยกันดูแลเรื่องที่ถนัดกับซึงและป้อง

ปัจจุบัน Tact เป็นองค์กรที่มีแผนกและการทำงานเป็นระบบมากขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่ให้คนได้เติบโตตามที่แต่ละคนถนัด พอเปิดรับสมัครพนักงานชุดใหม่ก็มีคนสมัครเข้ามาเพียบ

“คนกลุ่มนี้มองเห็นว่าการทำงานเพื่อสังคมสามารถสร้างรายได้ไปด้วยและเป็นสิ่งที่น่าทำ ถ้าเราตั้งเป้าหมายที่ใหญ่และอิมแพคขึ้น จ้างคนเหล่านี้มากขึ้น ลองนึกดูว่าเราจะสร้างบุคลากรที่ดีและช่วยแก้ปัญหาของประเทศได้ตั้งเท่าไหร่” 

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

06
Tact to the Future

ความเป็นไปได้ในอนาคตของ Tact นั้นกว้างมาก 

อาจเป็นเสมือนโรงเรียนที่ปั้นคนรุ่นใหม่ พาพวกเขาออกมาเจอปัญหาสังคมจริง ๆ สอนและช่วยสร้างอาชีพขึ้นมาแก้ไขปัญหานั้น

หรือเป็นแหล่งพัฒนาบุคลากรด้านความยั่งยืนให้กับประเทศ เป็น Recruiter ที่ช่วยหาคนทำงานด้านนี้ให้กับองค์กร เพราะพวกเขาทำงานกับคนเหล่านี้มานับพัน

หรือแม้กระทั่งการสร้างธุรกิจใหม่ที่อาจส่งผลในวงกว้างและช่วยให้ Tact สร้างอิมแพคได้ระดับ 10x

“เมื่อ 5 ปีก่อน ตอนเริ่มตั้งบริษัท การจัดอีเวนต์ยังเป็นเรื่องสนุก แต่พอเราโตขึ้น งานพวกนี้น้อง ๆ ทำกันได้แล้ว เรามองต่อว่า เป็นไปได้ไหมที่เราและ Tact จะไปจัดการปัญหาที่ใหญ่ขึ้น ในระดับที่เป็นโครงสร้างของประเทศมากขึ้น ตอนนี้เรารู้จักบริษัทใหญ่ ๆ เรามีประสบการณ์ในการทำงานหน้างาน เราหาทางเชื่อมต่อคนที่มีความรู้ คนที่มีเงินทุน และคนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในภาครัฐได้ไหม

“หนึ่งในเป้าหมายที่ Tact กำลังมุ่งหน้าไป คือการปรับเปลี่ยนระบบจัดการขยะของประเทศนี้ ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกับหลายฝ่าย เปลี่ยนแปลงทั้งนโยบาย ระบบการบริหาร และพฤติกรรมคน โดยเร็ว ๆ นี้ เรามีโอกาสได้ร่วมกับนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอแนวทางการพัฒนาระบบจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางของกรุงเทพมหานคร ให้กับผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และกำลังจะมี Action ในการทำโครงการ Pilot ในเขตต้นแบบ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องขยะในระดับนโยบายและโครงสร้างอย่างจริงจัง ก็นับเป็นก้าวใหญ่ที่ขยับเข้าใกล้ความฝันที่เคยฝันกันไว้อีกก้าวหนึ่ง”

07
Take Action

“ไม่เคยตั้งคำถามกับการทำสิ่งนี้เลย” แม็กตอบ เมื่อเราถามว่าเขาเคยคิดลังเล เสียดายโอกาสอื่น ๆ ที่อาจไขว่คว้าในชีวิตได้หรือเปล่า

“การทำงานนี้ทำให้เราพบกัลยาณมิตรดี ๆ ในวงการ Social Enterprise มีคนรอบข้างทั้งเพื่อน อาจารย์ และผู้ใหญ่ ที่พร้อมช่วยเหลือเรา ซึ่งไม่ใช่แค่เพราะอยากช่วยเรา แต่เพราะเราอยากให้เห็นบางสิ่งเกิดขึ้นในสังคมนี้เหมือนกัน พอยิ่งทำไปด้วยกัน ก็ยิ่งเห็นโอกาสมากขึ้นทุกปี แถมระหว่างทาง ได้เจอและเรียนรู้จากผู้บริหารขององค์กรภาครัฐและเอกชนระดับประเทศ ต้องทำอะไรหลายอย่างจนตัวเองโตขึ้นเยอะมาก นึกไม่ออกเลยนะว่าจะมีงานไหนที่ทำแล้วได้สิ่งดี ๆ กลับมาเยอะเท่านี้” 

“เราไม่เคยคิดว่าจะไปทำงานที่อื่นเหมือนกัน มีแต่มองว่าเราจะต่อยอด Tact ต่อไปได้อย่างไร ทุกวันนี้พยายามขับเคลื่อนทุกอย่างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ซึงเสริม

และนี่คือพลังของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมสู้สุดใจ ให้สุดกำลัง เพื่อสังคมดี ๆ ที่พวกเขาใฝ่ฝันถึง

ถ้าคุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่เชื่อเหมือนกัน หรือเป็นองค์กรที่สนใจอยากพัฒนางานด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง ลองมาแท็กทีมกับ Tact กันไหม

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

Lesson Learned

  • ไม่มีใครมีคำตอบสำหรับทุกอย่างตั้งแต่แรก การลงมือทำจริง ๆ และใช้เวลาอยู่กับปัญหา จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้น
  • สร้างความสัมพันธ์กับผู้คนอย่างยั่งยืน ถ้าพอช่วยใครได้ ก็ช่วยเขา แม้วันนี้เราจะยังไม่ได้ทำอะไรร่วมกัน แต่ในอนาคตอาจมีโอกาสที่เราต้องพึ่งพากันและกัน
  • การทำงานร่วมกับผู้คนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องซับซ้อน แต่ละฝ่ายมีความต้องการลึก ๆ ที่แตกต่างกัน เรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจแต่ละฝ่าย และหาทางรักษาสมดุล
  • อย่าลืมทีมที่สร้างด้วยกันมา

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load