Permaflora เป็นแบรนด์ดอกไม้ประดิษฐ์สัญชาติไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก 

หนึ่ง เพราะเรื่องงานฝีมือเราไม่เคยแพ้ชาติใดในโลก

สอง เพราะนวัตกรรมคิดค้นทำดอกไม้แบบไทยๆ ที่ใครก็ลอกเลียนแบบไม่ได้ จากการลองผิดลองถูกมาหลายปีจึงค้นพบดอกไม้ประดิษฐ์ที่สวยสมจริงมาก จนมีคนเดินทางมาขอซื้อตรงถึงโรงงาน 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

น้อยคนจะรู้ว่าประเทศไทยเคยเป็นเจ้าแห่งการผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ของโลก จนกระทั่งการมาของจีนที่ผลิตดอกไม้หน้าตาเหมือนกันด้วยเครื่องจักร ทำให้ใช้เวลาและต้นทุนน้อยกว่า แต่ Permaflora ก็ยังเอาชนะและยืนหนึ่งในตลาดได้อยู่

ขณะที่ดอกกุหลาบประดิษฐ์จากจีนราคา 80 บาท ดอกกุหลาบ Permaflora ราคา 400 กว่าบาท ทั้งยังวางประดับประดาอยู่ตามสถานที่สำคัญต่างๆ มากมาย ถึงขั้นมีคนเคยบอกว่างานของ Permaflora สวยเหมือนจริงจนแม่บ้านเผลอรดน้ำให้

วิธีทำ, ธุรกิจ, ส่งออก, Permaflora, ศิลปชัย วัชระ

The Cloud มีนัดพบกับ จอห์น-ศิลปชัย วัชระ ผู้ก่อตั้ง Permaflora ผู้เชี่ยวชาญด้านดอกไม้ประดิษฐ์มา 30 ปีผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ทำมือในคอนเซปต์ Life Like Handmade Faux Flower ด้วยนวัตกรรมที่คิดค้นเอง ทำจริงจังเป็นธุรกิจส่งออกต่างประเทศ เป็นตัวแทนแบรนด์ไทยที่สร้างชื่อเสียงดังไกลไปทั่วโลก ทั้งอเมริกาและยุโรป เพื่อพูดคุยเรื่องที่เขาพาธุรกิจผ่านพ้นวิกฤตมาหลายครั้งหลายคราตลอดระยะเวลา 30 ปี พร้อมฟังมุมมองจาก จีน-กัญญาภัทร วัชระ นักออกแบบดอกไม้ผู้เป็นทายาท 

วิธีทำ, ธุรกิจ, ส่งออก, Permaflora, กัญญาภัทร วัชระ

เตรียมแจกันให้พร้อม แล้วไปฟังเรื่องราวของ Permaflora จากทั้งสองพ่อลูก ซึ่งก่อนอื่นเราขอพาย้อนเวลาไปทำความรู้จักกับประวัติความเป็นมาของวงการดอกไม้ประดิษฐ์ในไทยที่น่าภูมิใจเสียก่อน 

ยุคทองของดอกไม้ประดิษฐ์ไทย

แรกเริ่มเดิมที ดอกไม้ประดิษฐ์เกิดขึ้นที่ฝรั่งเศส แต่เติบโตจนมีตลาดขนาดใหญ่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา โดยมีแหล่งผลิตอยู่ที่เอเชีย ซึ่งฐานการผลิตแรกอยู่ที่ไต้หวัน 

ต่อมาเมื่อไต้หวันเริ่มปรับค่าจ้างแรงงานฝีมือสูงขึ้น ส่งผลให้ไทยซึ่งเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องงานทำมืออยู่แล้วกลายเป็นแหล่งผลิตดอกไม้ประดิษฐ์สำคัญในยุคนั้น เกิดเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างตัวเลขการส่งออกให้ประเทศอย่างมหาศาล

ดอกไม้ประดิษฐ์ของไทยมีจุดเด่นที่การใช้กระดาษพันก้าน ซึ่งเรียกว่า Hand Wrap และผ้าคอตตอนคุณภาพดีราคาแพง ก่อนพัฒนาต่อยอดเรื่อยมาจนเป็นดอกไม้จากกระดาษสา ซึ่งมีโครงสร้างใกล้เคียงธรรมชาติ และเป็นที่นิยมในตลาดอเมริกา

30 ปีที่แล้วถือเป็นยุคเฟื่องฟูของวงการดอกไม้ประดิษฐ์ไทยมาก จนเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี ภาษีการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยไปสหรัฐอเมริกาเพิ่มสูงขึ้น เกิดการเร่งซื้อ เร่งผลิต จนทำให้คุณภาพลดลง ดอกไม้จากไทยที่เดินทางไปถึงอเมริกาก็เหลือค้างสต็อก ขายไม่ออก ผู้ประกอบการที่ผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ในยุคนั้นแทบจะหยุดผลิตกันหมด

ช่วงนั้นเองที่จอห์นตัดสินใจเปิดบริษัท Permaflora 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

เอาชนะด้วยดอกไม้ที่ดูเหมือนจริง 

แต่เดิมครอบครัวของจอห์นทำธุรกิจอยู่ในวงการดอกไม้ประดิษฐ์มานานแล้ว จนเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เขาตัดสินใจแยกตัวออกมาทำธุรกิจเองเพื่อหาโอกาสใหม่ๆ โดยเปลี่ยนจากผลิตดอกไม้กระดาษสามาทดลองผลิตดอกไม้มีระดับ เน้นคุณภาพมากขึ้น เริ่มจากสั่งผ้าจากญี่ปุ่นมาทำดอกไม้สไตล์ญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
แต่ไม่เป็นอย่างที่คิด ทำได้เพียง 1 ปีก็ขาดทุน 

จะบอกว่าเป็นความโชคดีในความโชคร้ายก็ได้ เพราะความล้มเหลวครั้งนั้นทำให้จอห์นตั้งคำถามอย่างจริงจังเพื่อหาทางรอดให้ธุรกิจ

จากพื้นฐานด้านวิศวกรรมศาสตร์ จอห์นตั้งข้อสังเกตว่า การทำดอกไม้ส่วนใหญ่ใช้วิธีทำแบบจากแม่พิมพ์และปูนปลาสเตอร์ ซึ่งทำให้ดอกไม้ที่ออกมาไม่เหมือนจริง ดูแล้วคล้ายดอกไม้แกะสลัก ไม่เป็นธรรมชาติ 

จอห์นเริ่มจากตั้งคำถามว่า เขาจะทำดอกไม้ที่เหมือนจริงได้ไหม

“ในเมื่อกลีบธรรมชาติก็มี จะไปแกะสลักทำไม เราเทปูนทับลงไปในกิ่งธรรมชาติได้ไหม จะมีวิธีการลอกลายธรรมชาติให้เกิดต้นแบบบนแม่พิมพ์ได้ยังไง เราจะลอกเลียนธรรมชาติในเชิงวัสดุได้ยังไง นี่คือคำถามของเรา แต่มันไม่ง่ายอย่างที่พูด ต้องมีกระบวนการในการพัฒนา” 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

วิศวกรนักปลูกดอกไม้ประดิษฐ์ กับทฤษฎี 7 ขั้นตอน Eureka!

กระบวนการคิดค้นของจอห์นนั้นเรียบง่าย 

หนึ่ง ‘ตั้งคำถาม’ 

สอง ‘สังเกต’ ซึ่งนอกจากสังเกตวิธีผลิตแบบเดิมแล้ว เขายังมองหาวัสดุใหม่ๆ ด้วย สำหรับดอกไม้ประดิษฐ์รุ่นแรก จอห์นทดลองใช้กระดาษสามาทำเป็นโครง และใช้ยางพารามาเป็นวัสดุหลัก ผลก็คือดอกไม้คงรูปสวยแต่อยู่ได้ไม่นาน จอห์นจึงลงมือศึกษาเพื่อแก้ปัญหาต่อ

สาม ‘เปิดหนังสือ’ จอห์นเล่าว่าสมัยนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดในการหาข้อมูล คือการเปิดสารานุกรม (Encyclopedia) เขาศึกษาสมการเคมีในหนังสือจนเจอกระบวนการที่ทำให้ยางคงทน 

จากวิศวกรที่ไม่มีความรู้เรื่องการจัดดอกไม้มาก่อน เขาใช้วิธีเปิดหนังสือเรื่องดอกไม้ในร้านหนังสือทีละหน้า เพื่อนับภาพดอกไม้ที่เจอ และเก็บเป็นสถิติว่ามีรูปดอกไม้ชนิดไหนมากที่สุด ก่อนนำไปพัฒนารูปแบบดอกไม้นั้นออกมา

สี่ ‘ไปหาเพื่อน’ เมื่อยางแบบเดิมไม่คงทน จอห์นจึงไปขอความรู้เรื่องวัสดุจากหัวหน้าแผนกผสมยาง ทำยางที่มีส่วนผสมทางเคมีเอง หาซื้อลูกบดกับแหล่งที่ดีที่สุด และสั่งทำเครื่องผลิตเล็กๆ ที่พัฒนาขึ้นมาเองหมด จนทำยางที่คงทนคงสภาพได้ในที่สุด

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

ห้า ‘ศึกษาจากคนทำจริง’ ระหว่างที่พนักงานในโรงงานต่างทดลองวิธีขึ้นรูปดอกไม้ใหม่ๆ นายกาแดงก็หยิบใบกุหลาบที่ทำขึ้นมาให้ดู “พี่จอห์น อันนี้ผมเคลือบก่อน แล้วเอาไปอัด ได้หน้าตาแบบนี้” 

ใบไม้ที่ได้มีผิวเรียบและเก็บรายละเอียดของธรรมชาติได้ชัดเจน ต่างกับดอกไม้จากแม่พิมพ์แบบเดิมๆ

หก ‘เชื่อ’ จอห์นเชื่อว่าคนของเขาทดลองทำอะไรก็ได้ 

“ตอนแรกทำสิบชิ้น ใช้ได้ชิ้นเดียว ถ้าเป็นคนอื่นคงเลิก แต่ปรัชญาของผมคือ ถ้าเขาทำหนึ่งชิ้นได้ แสดงว่าเขาต้องทำสิบชิ้นได้” จอห์นเล่า

หลังใช้เวลาพัฒนาร่วมสัปดาห์ กาแดงก็เริ่มดัดแปลงต่อยอดไปเรื่อยๆ ดึงให้ใยกระดาษของดอกไม้ยืดออก เพื่อให้โค้งได้คล้ายธรรมชาติ

เจ็ด ‘ดื้อ’ จอห์นเล่าถึงขั้นตอนทำแม่พิมพ์ดอกลิลลี่ซึ่งลักษณะกลีบโค้ง เดิมแม่พิมพ์สมัยนั้นทำไม่ได้ รวมถึงคนทำแม่พิมพ์ไม่ยอมทำให้ โดยให้เหตุผลว่า “ทรงแบบนี้อัดไม่ได้ ขึ้นรูปไม่ได้หรอก” 

แต่จอห์นกลับพูดสั้นๆ ว่า เขาเป็นคนจ่ายตังค์ 

ในที่สุด แม่พิมพ์ดอกลิลลี่ก็เกิดขึ้น 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

 ดอกไม้ใหม่ในโลก 

เมื่อคิดค้นดอกไม้กระดาษสาเคลือบยางพาราซึ่งไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนในโลกได้สำเร็จดอกเดียว จอห์นก็นำดอกไม้ดอกเดียวที่ได้นั้นติดโชว์ที่ผนังของห้องโชว์รูม ซึ่งผนังอีกด้านเรียงรายไปด้วยดอกไม้รุ่นที่ทำจากผ้าญี่ปุ่น 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
ดอกไม้กระดาษสาชุบยาง
Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
ดอกไม้รุ่นแรกที่พัฒนาจนสำเร็จ

วันหนึ่ง ขณะที่มีลูกค้าเข้ามาติดต่อ สายตาเขาเหลือบไปเห็นดอกไม้ประดิษฐ์รุ่นใหม่ดอกนั้น พร้อมยื่นข้อเสนอในทันทีว่า ขอให้จอห์นผลิตดอกไม้รุ่นใหม่นี้แก่เขาแต่เพียงเจ้าเดียวได้ไหม โดยลูกค้าผู้นั้นคือบริษัทผู้นำเข้าดอกไม้จากประเทศไทยที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้น ซึ่งมีประสบการณ์ทำธุรกิจมาแล้ว 50 ปี 

แล้วจอห์นก็ใช้หลักการเดิม เมื่อทำชิ้นแรกได้ ก็ทำชิ้นต่อๆ ไปได้ เขาเริ่มขายดอกไม้ประดิษฐ์ให้ลูกค้ารายใหญ่เจ้าแรกนี้ โดยผลิตดอกไม้ที่เพิ่งคิดค้นมาอีก 4 ตู้คอนเทนเนอร์ในเวลา 1 เดือน 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

เพียงเท่านี้ Permaflora ก็แจ้งเกิดในวงการดอกไม้ประดิษฐ์ทันที 

จอห์นเล่าเรื่องสมัยไปออกงานแสดงสินค้าที่อเมริกาว่า “พอคนรู้ว่าเราเป็นใคร เขาก็ขอนัดกินอาหารเช้าด้วย อยากซื้อ แต่เราปฏิเสธ เพราะสัญญากับลูกค้าเจ้าแรกไปแล้ว” 

เขาบอกเสมอว่าเมื่อคู่ค้าให้ใจลงทุน ก็ต้องรักษาโอกาสและยึดมั่นในคำสัญญา

9,999 ดอก

ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ดี แต่ก็ไม่วายเจอปัญหาเข้ามาทดสอบอีก

จอห์นพบว่า เมื่อดอกไม้ของเขาเดินทางไปถึงอเมริกา ดอกไม้ที่ทำจากยางพาราเกิดเป็นฝ้าและมีกลิ่นยางที่ไม่น่าอภิรมย์ หรือเมื่อเก็บดอกไม้ไว้บนชั้นขายของนาน สีดอกไม้ก็เริ่มออกโทนเหลือง ไม่สดสวยเหมือนเดิม ปัญหานี้กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้คู่ค้าเสียความเชื่อมั่นจนขอหยุดสั่งซื้อไป

เช่นเคย ทุกปัญหา ทุกบททดสอบ ย่อมมีทางแก้

“เราเริ่มเห็นว่ากระดาษสาเคลือบยางพารามีอนาคตไม่ยั่งยืน จึงเริ่มแสวงหาของทดแทน” 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

จอห์นวิจัยเพิ่มเติมจนได้วัสดุยางเทียม เมื่อทดลองระยะแรกขึ้นรูปสวยงามดีมาก แต่ก็พบปัญหาเรื่องความคงทนอีก จึงหาทางต่อไปด้วยการปรับปรุงกระบวนการ ศึกษาหาวัสดุทดแทนจากญี่ปุ่น หมั่นพูดคุยกับคู่ค้าวัตถุดิบในประเทศ จนในที่สุดก็ได้พบกับโพลีเอสเตอร์ เคลือบด้วยสารเคลือบที่ยุคนั้นถือว่าดีที่สุด โดยจอห์นยังคงใช้ต่อเรื่อยมาจนปัจจุบัน ซึ่งต่อให้เป็นเป็นดอกไม้สีขาว สีก็ไม่ดร็อปออกสีเหลืองง่ายๆ แม้เวลาผ่านไปนาน 

ผลจากการคิดค้นวิธีทำดอกไม้รุ่นใหม่และการจับมือกับคู่ค้าฝีมือดี ก็ทำให้ Permaflora ดำเนินไปได้ดีอีกครั้ง

ดอกไม้ไม่ริมทาง

จอห์นบอกว่า ความเชื่อเป็นเรื่องสำคัญต่อการทำงาน 

ถ้าเชื่อว่าไม่สำเร็จ เราก็คงจะจบตั้งแต่เริ่ม

“อาจพูดได้ว่านี่เป็นธุรกิจสตาร์ทอัพยุคแรก เราทำธุรกิจของตัวเองปีแรกแล้วเจ๊ง แต่ก็ต้องดิ้นรนสุดขีด ต้องทำให้รอด ต้องรู้จักทนความไม่สำเร็จนั้นให้ได้ เราเชื่อเสมอว่าบนเส้นทางของการพัฒนา การพบเจอกับปัญหาเป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไรใหม่ๆ เกิดได้โดยไม่พบเจอความเจ็บปวด” คล้ายจะมีทฤษฎีมารองรับ แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นจากการลงมือทำจริง ลองทำทุกอย่างจนได้สินค้าที่ดีที่สุด

เพราะเป็นผู้ประกอบการที่ไม่เคยหยุดนิ่ง จึงมีลูกค้าซึ่งเป็นผู้นำเข้าดอกไม้ประดิษฐ์รายใหญ่จากประเทศต่างๆ ทั้งฮอลแลนด์ อิตาลี สเปน แวะมาเยี่ยมเยียนที่บริษัทเสมอเพื่อถามหานวัตกรรมใหม่ๆ ของ Permaflora นั่นทำให้ธุรกิจเติบโตเรื่อยมาหลายสิบปี ได้รับความชื่นชอบจากทั่วโลก ซึ่งดอกไม้ของ Permaflora นอกจากขายดีแล้ว ยังมี Rate of Return ต่ำอีกด้วย คือลูกค้าแทบไม่คืนของเลยเพราะคุณภาพดี 

ไม้ดอก ไม้ประกอบ ฟันเฟืองคนสำคัญของโรงงาน

ระหว่างที่เดินชมกระบวนการทำดอกไม้ในโรงงานของ Permaflora เราคิดถึงโรงประกอบรถยนต์ในเวอร์ชันของดอกไม้ประดิษฐ์

ชิ้นส่วนของดอกไม้แต่ละดอกนั้นผลิตในโรงงาน แต่ส่งต่อให้ชาวบ้านประกอบด้วยมือ ซึ่งจอห์นเรียกว่าโรงงานย่อย

สมัยเริ่มเปิดโรงงาน Permaflora เป็นเพียงโรงงานขนาดเล็กที่สระแก้ว มีพนักงาน 30 – 40 คน ในจำนวนนี้มีพนักงานหลายคนที่ทำมาตั้งแต่รุ่นบุกเบิกโรงงาน 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

“ทุกคนที่นี่มาเพื่อทำงานคราฟต์ เราเองอยากให้โอกาสคนท้องถิ่นมีงานที่ดีทำ จึงไม่จำเป็นว่าต้องมีคุณสมบัติอะไรพิเศษมาก แต่ให้ค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างแรงงานปกติ” 

สำหรับจอห์น ผู้เชี่ยวชาญที่สำคัญต่อในธุรกิจนี้ คือคนมีมือที่ลงมือทำจริง 

“ทักษะของคนเป็นสิ่งมหัศจรรย์ คนที่คิดเรื่องเป็นไปไม่ได้ คือคนธรรมดา ชาวบ้านที่ทำงานอยู่ในโรงงานนี่แหละ เราแค่ต้องตาดี รู้จักมองหา และมีระบบที่เช็กได้ว่าใครทำอะไรได้แค่ไหน” 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

เมื่อตั้งโรงงานมาสักพัก จอห์นจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมเพื่อทำให้ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น นำระบบจับเวลาเพื่อให้ได้เวลาการผลิตที่เป็นมาตรฐานเข้ามา คนที่ทำเยอะก็ได้ค่าตอบแทนเยอะ ทำให้ทุกคนอยากพัฒนาตัวเอง 

“ผมเข้ามาแก้ปัญหาไร้สาระ คือกระบวนการทำงานที่ไม่จำเป็น เช่น ย้ายชิ้นส่วนจากซ้ายมาขวา ย้ายจากขวาไปซ้าย พอเอาความเคยชินออกไป แล้วสอนว่าถ้าไม่ทำตรงนี้จะผลิตเพิ่มได้ ก็มีประสิทธิภาพดีขึ้น”
เมื่อพนักงานมีผลงานเพิ่ม รายได้ก็เพิ่มตามไปด้วย 

ศูนย์อบรมของ Permaflora ถือเป็น Non-formal Education Learning Center ที่อบรม สอนทักษะอื่นๆ นอกจากการทำงานด้วย เน้นให้คิดเป็น จนกลายเป็นต้นแบบมาตรฐานในระบบโรงงานต่างๆ ที่ใช้ทั่วประเทศจนทุกวันนี้ 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

โลกเปลี่ยนไป ต้องรู้ว่าเรามีดีอะไร 

แม้การพัฒนาสินค้าจะแข็งแกร่ง แต่ตลอดระยะเวลาที่ทำธุรกิจ จอห์นบอกว่าเขาเจ็บตัวมาไม่น้อย เพราะธุรกิจส่งออกดอกไม้ประดิษฐ์ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจประเทศค่อนข้างมาก เช่น ค่าเงินบาทที่มีผลต่อธุรกิจมาก 

จอห์นเล่าย้อนวิกฤตในแต่ละช่วงว่า สึนามิลูกแรกที่เจอคือวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเป็นผลดีกับคนส่งออกในระยะแรก แต่ก็ทำให้ลูกค้าต่อราคากันมาก ขณะที่ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ค่าเงินบาทก็แข็งตัวต่อเนื่อง ทำให้อุตสาหกรรมส่งออกในไทยขาดทุน ยิ่งกว่านั้นรูปแบบตลาดเริ่มเปลี่ยนไป

“สมัยนั้นเราไปออกงานแฟร์ คำพูดที่เราได้ยินคือ การค้าในโลกนี้จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว”

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

แต่ก่อนลูกค้าจะซื้อดอกไม้ประดิษฐ์ตุนไว้เยอะๆ ส่วนที่ขายไม่ได้จะลดราคา เอามาขายตลาดเปิดท้าย แต่หลังปี 2008 เป็นต้นมา ลูกค้าไม่ตุนดอกไม้อีกต่อไปเพราะเสี่ยงขายไม่ออก จึงซื้อจำนวนน้อยลงจากเดิม 

จากที่ลูกค้ามักวางแผนซื้อโดยจัดทริปมาเลือกดูสินค้า 3 สัปดาห์ มีเส้นทางแวะหลายประเทศ อย่างฮ่องกง จีน ไทย ฟิลิปปินส์ ก็เปลี่ยนตัดทริปให้สั้นลง จำเพาะเจาะลงเลยว่าจะไปที่ไหน ไม่เพียงเท่านั้น อุตสาหกรรมการผลิตยังเริ่มย้ายฐานไปเวียดนาม การแข่งขันสูงขึ้นมากโดยเฉพาะเมื่อจีนเปิดประเทศ  

จอห์นบอกว่า Permaflora ยังคงมีเอกลักษณ์และมีของที่จีนทำไม่ได้ 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

“ดอกไม้ของจีนเห็นเส้นพลาสติกเป็นเส้นๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นดอกไม้พลาสติก ส่วนดอกไม้ของเรามีความละเอียดซ่อนพลาสติกไว้ มองไม่ออก ในขณะที่จีนเน้นราคา เราเน้นคุณภาพ”  

ดอกกุหลาบประดิษฐ์จากจีนราคา 80 บาท ดอกกุหลาบ Permaflora 400 กว่าบาท
ดอกไม้ของจีนอยู่ได้นาน 5 – 6 เดือน ส่วนของ Permaflora ประมาณ 2 ปี 

มีจุดอ่อนจุดแข็งคนละอย่าง 

เมื่อดอกไม้หล่นไม่ไกลต้น

ฟังการคิดค้นดอกไม้ประดิษฐ์ที่จอห์นดูแลมากว่า 30 ปี แล้ว ลองแวะมาฟังกันหน่อยว่าลูกสาวผู้สืบทอดที่เรียนจบด้านการออกแบบไม่ใช่สายวิศวะอย่างคุณพ่อมีมุมมองต่อดอกไม้ประดิษฐ์อย่างไร 

จีนบอกอย่างภูมิใจว่า Permaflora เป็นดอกไม้ประดิษฐ์ที่เหมือนจริงมาก

วิธีทำ, ธุรกิจ, ส่งออก, Permaflora, กัญญาภัทร วัชระ

“คนอาจคิดว่าดอกไม้ปลอมต้องไปแข่งกับดอกไม้จริง แต่เราว่าไม่จำเป็นเลยที่จะต้องออกตัวแข่งกับธรรมชาติ ดอกไม้ของเราใช้ฝีมือคนระบายสีกลีบดอกแต่ละกลีบ ทำให้ดอกไม้แต่ละดอกไม่เหมือนกัน” นี่คือจุดสำคัญ ที่งานทำมือส่งผลดีให้ดอกไม้ทุกดอกออกมาสมจริงเหมือนธรรมชาติ 

  จีนบอกว่าดอกไม้ส่งออกที่ได้รับความนิยมสูงสุดตลอดกาลคือกล้วยไม้ ขณะที่เธอยังคงคิดค้นและออกแบบดอกไม้สายพันธุ์อื่นอย่างไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นดอกทิวลิป แมกโนเลีย ไฮเดรนเยีย ป๊อปปี้ และอื่นๆ อีกมากมาย ไปจนถึงการทำคอลเลกชันดอกไม้ประดิษฐ์ในช่วงเทศกาลพิเศษ เช่น คริสต์มาส และนอกจากดอกไม้ยังมีกระบองเพชรปลอมที่เหมือนจริงมากและมีน้ำหนักเบา รวมทั้งมอสเทียม ดินปลอม กระถางปลอม 

วิธีทำ, ธุรกิจ, ส่งออก, Permaflora, ดอกไม้
วิธีทำ, ธุรกิจ, ส่งออก, Permaflora, ดอกไม้

คนทั่วไปอาจเข้าใจว่าดอกไม้ประดิษฐ์เหล่านี้มีหน้าที่เพื่อวางประจำตามโถงโรงแรม บ้าน หรือตามโต๊ะ แต่ในมุมมองของนักออกแบบ จีนถือว่าความรู้เรื่องดอกไม้นั้นมีความสำคัญ เพื่อสร้างโจทย์การใช้งานใหม่ๆ ให้ดอกไม้ประดิษฐ์เหล่านี้ไปตั้งอยู่ในที่ใหม่ๆ รวมถึงทำให้ลูกค้าเห็นว่าดอกไม้เหล่านี้เอาไปใช้อะไรอื่นๆ ได้อีกบ้าง จีนจึงจัดเวิร์กช็อปขึ้นมาให้คนทั่วไปได้ลองทำดอกไม้ รวมทั้งรับออกแบบดอกไม้ตามความต้องการพิเศษอีกด้วย 

“ถ้าถามว่าผมเป็นนักธุรกิจแค่ไหน ผมขอนิยามตัวเองเป็นนักอุตสาหกรรมที่ลงมือทำเป็นอาชีพ ธุรกิจแบบนี้ อุตสาหกรรมแบบนี้ ต้องลงทำแบบอุตสาหะจริงๆ จึงอยู่รอด” นักทำดอกไม้ผู้เป็นพ่อทิ้งท้าย ก่อนนักออกแบบดอกไม้ผู้เป็นลูกเล่าเสริม

“ในวงการสร้างสรรค์ ทุกคนล้วนอยากเป็นนักคิด ไม่ค่อยมีใครอยากเป็นฝ่ายผลิต ซึ่งเรารู้สึกว่าการเป็นแค่คนชี้นิ้วสั่งมันไม่พอ แต่หัวคิด มือก็ควรทำไปด้วยกัน” 

หาก Permaflora เป็นดอกไม้สักช่อ ก็คงสวยงามประเมินค่าไม่ได้ 

วิธีทำ, ธุรกิจ, ส่งออก, Permaflora, ดอกไม้


Lesson Learned 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Permaflora ยืนหยัดมายาวนาน เพราะตั้งใจสนับสนุนลูกจ้างในโรงงานที่ยังอยากทำดอกไม้ต่อไป จอห์นมองว่าเรื่องกำไรขาดทุนสำคัญ แต่บางครั้งก็ไม่ได้สำคัญที่สุด ขึ้นอยู่กับปรัชญาของคนว่ามีความคิดต่อการดำรงชีวิตแบบไหน

“เวลาเราตัดสินใจแต่ละครั้ง เลือกดูว่าจะใช้ทฤษฎีไหน ทฤษฎีบริหารธุรกิจแบบทุนนิยมหรือทฤษฎีมนุษย์” เพราะใช้ทฤษฏีมนุษย์ที่พูดถึงการจ้างคนให้มีงานทำโดยไม่คัดเลือก จึงเป็นเหตุผลที่จอห์นให้ค่าจ้างแรงงานลูกน้องสูงกว่าเรทปกติในสมัยก่อน และสร้างโรงงานที่มีสวัสดิการดีจนทำให้การผลิตของโรงงานได้รับผลดีตามไปด้วย

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ธงบอกสภาพอากาศ หน้าผาจำลองขนาดจิ๋ว กล่องรองเท้าติดป้ายชื่อ เครื่องเล่นฝึกประสาทสัมผัส ผักสวนครัวรอบสนาม สติกเกอร์รอยเท้าสัตว์บนทางเดิน ชุดนักเรียนที่ออกแบบให้ส่งเสริมพัฒนาการ ไปจนสมุดพกที่ไม่ได้รายงานว่าวันนี้เรียนอะไร แต่เขียนถึงสุขภาพใจกายของเด็ก

เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของโรงเรียนอนุบาลนานาชาติ Hummingbird (Hummingbird International Kindergarten : HBIS) ที่ให้ความสำคัญกับพัฒนาการเด็กเป็นที่สุด โดยใช้หลักสูตรการเรียนการสอนแบบอังกฤษ หรือ Early Years Foundation Stage (EYFS) เน้นเรื่องการเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-based Learning) และพัฒนาผ่านการเล่น สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 18 เดือนจนถึง 5 ขวบ หรือระดับ Pre-school

แต่สิ่งที่ทำให้โรงเรียนนี้แตกต่างคือ การนำแนวคิดและเทคนิควินัยเชิงบวกมาใช้เพื่อฝึก EF หรือ Executive Functions ทักษะสมองส่วนหน้าที่ควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำ มาปรับใช้เพื่อจัดการพฤติกรรมของเด็กอย่างสร้างสรรค์

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Hummingbird มองว่าโรงเรียนกับผู้ปกครองเหมือนคู่แต่งงานที่ต้องสื่อสาร เอาใจใส่ และร่วมมือกัน ในการสร้างพัฒนาการของเด็กตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเหตุผลที่ครูหมั่นคุยกับผู้ปกครองทุกเช้า-เย็น เอกสารหรือโพสต์บนเฟสบุ๊กของโรงเรียนมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และมีการจัดเวิร์กชอปให้ความรู้ โดยต้อนรับผู้ใหญ่ทุกคนในครอบครัวที่มีส่วนช่วยดูแลเด็กๆ

โรงเรียนนี้ทำให้ใครที่มีลูกเล็กอยากส่งลูกไปเรียน ใครที่ยังไม่มีลูกก็น่าจะอยากมี เราขอพาผู้อ่านไปฟังเรื่องราวจากปากผู้ก่อตั้งทั้งสาม ว่าอะไรทำให้คนที่ไม่มีแบกกราวด์ทางด้านการศึกษา ลุกขึ้นมาสร้างโรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่มีเป้าหมายใหญ่ คือสร้างเด็กๆ ให้พร้อมเติบโตไปเป็นพลเมืองของโลก (Global Citizen)

ชื่อโรงเรียนมาจากนก Hummingbird ซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดในโลก แต่กลับปราดเปรียวและสามารถบินถอยหลังได้ เปรียบเสมือนเด็กเล็กที่แม้จะตัวเล็ก ก็มีความสามารถซ่อนอยู่ข้างใน

ถ้าพร้อมแล้วเดินตามรอยเท้าสัตว์ เข้าห้องเรียนกันเลย

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก
Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Lesson 1 : Start from Scratch

โรงเรียนอนุบาลนานาชาติ Hummingbird เกิดจากเพื่อน 3 คน

เก-เกศินี วัฒนะวีระชัย สถาปนิกและภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์การทำงานในเมลเบิร์น เคยมีประสบการณ์ทางด้านการออกแบบ Educational Institution โดยเฉพาะ Early Learning Centre และ Primary School เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการเด็ก ซึ่งยังไม่มีให้เห็นในเมืองไทยมาก 

โบ-อารยา ทองใบ ทายาทธุรกิจโรงแรมผู้รักการบริการและเชื่อเรื่องการพัฒนาคน เธอเจอเหตุการณ์หนึ่งสมัยเรียนต่างประเทศ อาจารย์เปิดให้ถามคำถามแล้วไม่มีนักศึกษาเอเชียคนไหนถามเลย จึงกลับมาตั้งคำถามกับการศึกษาบ้านเรามากขึ้น 

ชิน-ทศพล ชัยชนะวิชชกิจ คุณพ่อลูกสามที่ยอมรับว่าตัวเองคือแพตเทิร์นเด็กไทยแท้ๆ เลือกเรียนตามที่ผู้ใหญ่เห็นชอบ จนกระทั่งได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศแล้วเกิดคำถามกับระบบการศึกษาของบ้านเรา

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

“เราเชื่อว่ามนุษย์พัฒนาได้เสมอ” โบเล่า “อย่างครอบครัวเราทำธุรกิจโรงแรม เป็นเรื่องปกติที่พนักงานอยู่กับเราแล้วเดี๋ยวก็ไป แต่สุดท้ายถ้าเราฝึกเขาได้ดี เขาก็จะไปพัฒนาที่อื่นต่อ เช่นเดียวกันกับเด็ก ถ้าเราสร้างให้เขาดี ประเทศเราก็จะดี อาจดูเป็นเป้าที่ใหญ่มากสำหรับโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ แต่มันคือจุดเริ่มต้น”

โรงเรียนไทยแบ่งง่ายๆ เป็น 3 ระบบ คือ ระบบวิชาการไทย โรงเรียนนานาชาติ และโรงเรียนทางเลือก ชินเลือกโรงเรียนอินเตอร์ให้ลูกคนโต เพราะเห็นถึงความสำคัญของหลักสูตรและโอกาสของลูกจากทักษะการใช้ภาษา แต่ก็พบว่าลูกยังขาดทักษะบางอย่างที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตในอนาคต ซึ่งเขาเชื่อว่าประสบการณ์คือสิ่งที่ยิ่งมีเยอะ เราจะยิ่งตัดสินใจทำอะไรได้ง่ายขึ้น จนได้มาเจอกับทักษะ EF และวินัยเชิงบวก จุดเริ่มต้นของ Hummingbird ที่ได้เปลี่ยนความคิดพวกเขาเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กไปตลอดกาล 

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Lesson 2 : EF + Positive Discipline

“เราอยากพัฒนาประเทศ โดยการหยิบจับเรื่องเด็กและครอบครัวขึ้นมา ตอนที่จะทำ มีคนถามเราเยอะว่า ‘โรงเรียนมีเยอะแล้ว ทำไมต้องทำอีก’ ผมตอบว่า โรงเรียนมีเยอะแล้ว เพิ่มโรงเรียนดีๆ อีกสักที่ไม่ดีเหรอ เราทำเรื่องที่ดี ไม่เห็นต้องไปคิดว่ามันมีเยอะหรือไม่เยอะ” ชินเล่าให้ฟัง

แม้จะมีเกที่เคยทำงานออกแบบโรงเรียนและสถานศึกษาที่เมืองนอกมาก่อน แต่ทั้งสามคนไม่เคยทำโรงเรียนมาก่อน พวกเขาใช้วิธีเข้าไปขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง ครูใหม่-ดร.ปิยวลี ธนเศรษฐกร, ครูหม่อม-ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร, คุณติ่ง-สุภาวดี หาญเมธี ประธานกรรมการบริหารสถาบันรักลูกกรุ๊ป (RLG) และ ครูก้า-กรองทอง บุญประคอง ผู้ก่อตั้งโรงเรียนจิตตเมตต์ (ปฐมวัย) จนเห็นภาพว่าอยากให้ Hummingbird เป็นโรงเรียนแบบไหน 

ทักษะ EF และวินัยเชิงบวก (Positive Discipline) คือสิ่งที่ผู้ก่อตั้งเลือกมาใช้ประกอบกับหลักสูตรการเรียนการสอนแบบอังกฤษ (EYFS) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

EF หรือ Executive Functions คือการฝึกทักษะสมองส่วนหน้า โดยสมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนสัญชาตญาณที่เราใช้หายใจ กะพริบตา รวมถึงกระบวนอัตโนมัติต่างๆ ของร่างกาย และจะโตเต็มที่ตั้งแต่แรกเกิด

ส่วนที่สองคืออารมณ์ ยกตัวอย่างเช่น การที่เราเจอใครแล้วรู้สึกไม่ถูกชะตาโดยไม่มีเหตุผล เติบโต 80 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่แรกเกิด และสุดท้าย สมองส่วนหน้า หรือที่เรียกกันว่า EF คือความอดทน รอคอย คิด วิเคราะห์ สมองส่วนนี้โตเต็มที่ตอนอายุ 25 ปี

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก
Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

“EF จะทำงานเมื่ออีกสองส่วนปิด ถ้าตอนนั้นกลัวอยู่ หิวอยู่ ง่วงอยู่ งอแงอยู่ สมองส่วนนี้จะไม่ทำงาน ไม่มีสติ ไม่ใช้เหตุผล สมองส่วนนี้ทำให้เราเป็นมนุษย์และแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ ซึ่งกว่าเด็กจะเปลี่ยนจากการใช้อารมณ์มาเป็น EF ได้ต้องใช้เวลา”

ส่วนวินัยเชิงบวก คือ การจัดการพฤติกรรมของเด็กอย่างสร้างสรรค์ เช่น ถ้าลูกวิ่งการบอกว่า ‘หยุด อย่าวิ่ง’ คือวินัยเชิงลบ เพราะเป็นการออกคำสั่งให้ทำโดยไม่อธิบายเหตุผลและไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ฝึกคิด ที่นี่ใช้วินัยเชิงบวกโดยบอกสิ่งที่เราอยากให้เขาทำ เช่น เดินนะคะ หรือ ถ้ามีโอกาสก็สอนเด็กให้คิดตามได้ว่าวิ่งแล้วอันตราย ถ้าล้มแล้วจะเจ็บตัว

การใช้คำพูดที่เปิดโอกาสให้เด็กคิด รู้จักรับผิดชอบตัวเองจะค่อยๆ หล่อหลอมให้เขาโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ โดยเริ่มจากดูแลตัวเองไปถึงการดูแลคนอื่น

“สมมติถามว่า ถ้าไม่มีตำรวจแล้ว เราจะขับฝ่าไฟแดงไหม คำตอบในใจของแต่ละคนไม่เหมือนกันแต่ถ้าถามเด็ก Hummingbird จะตอบเหมือนกันว่าไม่ทำ เพราะมันไม่ถูกต้อง เกิดฝ่าไฟแดงแล้วเราและผู้อื่นได้รับอุบัติเหตุจะทำยังไง ของแบบนี้เราต้องปลูกฝังและสร้างโอกาสให้เขาฝึกฝน ให้เขามีจิตสำนึกต่อส่วนรวม”

Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก
Hummingbird โรงเรียนอนุบาลนานาชาติที่สมุดพกไม่ได้บอกเกรด แต่รายงานสุขภาพใจกายของเด็ก

Lesson 3 : Communication is the Key

การส่งลูกมาโรงเรียนก็เหมือนการแต่งงานระหว่างผู้ปกครองกับครู โดยเฉพาะเด็กเล็กอายุระหว่าง 0 – 6 ขวบ ซึ่งเป็นช่วง Golden Period ที่สำคัญที่สุดในชีวิต และพัฒนาการของวัยนี้ไม่สามารถแบ่งแยกที่บ้านหรือโรงเรียนได้ 

Hummingbird นำแนวคิด EF และวินัยเชิงบวกมาปรับใช้ พยายามออกแบบทุกอย่างในโรงเรียน ตั้งแต่อาคารเรียน บทเรียน ชุดนักเรียน สมุดพกรายงานสุขภาพกายใจ ไปจนถึงการย่อตัวให้สายตาของครูอยู่ในระดับเดียวกันกับนักเรียนทุกครั้งที่พูดคุย ให้ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กเล็กได้มากที่สุด ที่สำคัญ ผู้ปกครองเองก็ต้องเข้าใจธรรมชาติในการพัฒนาของเด็กตามช่วงวัยอย่างแท้จริง 

แต่จะทำอย่างนั้นได้ ต้องมีการสื่อสารระหว่างกันที่ดีก่อน

ชินเล่าให้ฟังว่า สิ่งที่เขาเจอจากโรงเรียนอื่นคือ ผู้ปกครองกับครูเป็นคนละส่วนกัน ทำให้การเข้าถึงโรงเรียนเป็นเรื่องยาก การขอนัดคุยกับครูดูจะเป็นปัญหามากกว่าเรื่องดี Hummingbird อยากแก้ไขข้อจำกัดตรงนั้น เลยสร้างบรรยากาศในโรงเรียนที่เอื้อต่อการหารือระหว่างผู้ปกครองกับครู ทั้งช่วงเช้า ก่อนเข้าโรงเรียน หรือหลังเลิกเรียน อย่างน้อยๆ ครูต้องถาม 3 คำถาม คือ เด็กนอนกี่โมง เด็กนอนพอไหม และทานข้าวเช้าหรือยัง

หลังเลิกเรียน มีสมุดพกรายงานสุขภาพกายใจ โดยครูจะนำสมุดพกนี้มาพูดคุยกับผู้ปกครอง เป็นบันทึกเรื่องราวประสบการณ์รายวันของเด็กแต่ละคน ให้ผู้ปกครองรู้ว่าลูกของพวกเขาเรียนรู้ประสบการณ์อะไรใหม่ๆ ทานอะไร นอนพักพอไหม มีสภาวะทางอารมณ์เป็นอย่างไร

นอกจากนี้ การสื่อสารทั้งหมดของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นจดหมาย โพสต์เฟซบุ๊ก หรือครูประจำแต่ละห้อง ต้องมี 2 ภาษา ไทยและอังกฤษ สำหรับผู้ปกครองที่ไม่ได้เชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศ หรือคุณปู่คุณย่าที่ดูแลหลานเป็นหลัก Hummingbird มอบความเอาใจใส่ไปถึงที่บ้าน เพราะรู้ว่าพัฒนาการเด็กไม่ได้เกิดขึ้นแค่ช่วงกลางวันที่โรงเรียน

“จะมีคำถามคลาสสิก ‘ทำไมอยู่โรงเรียนทำได้ อยู่บ้านทำไม่ได้’ เราเลยสร้างโรงเรียนที่ไม่ได้สร้างพัฒนาการของเด็กแค่ในโรงเรียน เราต้องการให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจพัฒนาการตามวัยด้วย เราจะบอกผู้ปกครองเสมอว่า เด็กเติบโตตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะบางคนคิดว่า ส่งลูกเข้าโรงเรียนพ้นรั้วปุ๊บ ก็เป็นหน้าที่ของโรงเรียนแล้ว แต่ในความเป็นจริง เด็กโตตลอดเวลา ตอนเขาหายใจ ตอนกินข้าว แม้กระทั่งตอนนอน เราก็ต้องใส่ใจเขา

“กลับมาที่การสื่อสาร ครูโดยปกติจะไม่ค่อยอยากคุยกับผู้ปกครอง เพราะเดี๋ยวคุยแล้วมีปัญหา แต่ถ้าให้เด็กเป็นที่ตั้ง เขาจะอยากคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ และมันจะเป็นประโยชน์ทั้งหมด เช่น มีผู้ปกครองมาบอกว่าลูกดื้อ ไม่ยอมทำตามเหมือนเมื่อก่อน บางวันเขาไม่ยอมเรียน เราก็จะบอกเลยว่าการปฏิเสธของเด็กคือพัฒนาการของเขา เราตัดสินใจกันไปเองว่าพัฒนาการต้องเป็นเรื่องดีเสมอ พัฒนาการมีหลายแบบ ทั้งการรู้คิดและการมีตัวตน

“การที่ลูกสามารถพูดได้ว่า ‘ไม่อยากเรียน’ แสดงว่าเขาคิดอะไรบางอย่างได้ ซึ่งถือเป็นการโชว์พัฒนาการ การสื่อสาร และความคิดเห็นของตัวเด็ก หน้าที่ของเราคือทำให้ผู้ปกครองเข้าใจและรับมือตรงนี้ด้วย”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

Lesson 4 : Caring on Details Design

เพราะมีหุ้นส่วนเป็นนักออกแบบ ทุกอย่างใน Hummingbird จึงดีไซน์จากการใช้งานจริง โดยมีเป้าหมายง่ายๆ คือ พื้นที่ที่ให้เด็กได้สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ภายใต้การดูแลของคนที่เข้าใจเรื่องพัฒนาการเด็ก ทุกตารางเมตรในโรงเรียนแห่งนี้จึงทำให้เกิดการเรียนรู้ไม่รู้จบ

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

บริเวณทางเข้ามีพื้นที่สำหรับผู้ปกครองให้ได้เจอกับครู ด้านหน้ามีหน้าผาจำลองขนาดจิ๋ว ให้เด็กได้ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ และการวางแผน ที่สำคัญ เกิดเป็นความภาคภูมิใจเมื่อทำได้จริง รอบๆ สนามเด็กเล่นแทนที่จะเป็นต้นไม้สวยงามดูแลง่าย ก็เลือกเป็นผักสวนครัว เพราะเป็นสิ่งใกล้ตัวและนำมาต่อยอดกับกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องต่างๆ ของห้องเรียน Cooking Class ในหลักสูตรได้ เกิดเป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ของเขา ในสนามเด็กเล่นมีเครื่องเล่นฝึกการทำงานร่วมกันระหว่างมือกับตา (Eye-Hand Coordination)

ชุดนักเรียนก็สำคัญมากสำหรับพัฒนาการ เมื่อโรงเรียนต้องการฝึกให้เด็กช่วยตัวเองได้ จึงต้องออกแบบชุดนักเรียนให้ใส่ง่าย ถอดง่าย กระดุมต้องเม็ดใหญ่พอเหมาะสำหรับมือเล็กๆ กระเป๋าถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งที่ตรงกับสรีระของเด็กวัยนี้มากที่สุด ตะเข็บต้องอยู่ตรงไหน ยางยืดต้องหนาเท่าไหร่ กระโปรงผู้หญิงเปลี่ยนเป็นกระเปรงให้ใช้ งานได้สะดวกสบาย ชุดพละต้องมีหมวกที่ปิดคอเผื่ออยู่กลางแจ้ง มีชุดกันเปื้อน และชุดนอนที่ทำจากเนื้อผ้า Egyptian Cotton

“ถ้าพ่อแม่ไม่รู้ก็จะไม่ยอมให้ลูกนอนกลางวัน เพราะเดี๋ยวกลางคืนไม่ยอมนอน การนอนเหมือนการเอาข้อมูลใส่ลิ้นชัก ถ้าเด็กๆ ได้นอนกลางวันเต็มอิ่ม ก็เปรียบเหมือนลิ้นชักที่มีการแยกและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระเบียบ ทำให้เขาเป็นคนละเอียดและคิดวิเคราะห์ได้ดีไปด้วย เราเลยอยากให้ชุดนอนของนักเรียนสบายที่สุด เตียงนอนก็ต้องเบา เพราะเด็กต้องปูเอง เก็บเอง มีชื่อของใครของมัน เพราะเรากำลังสอนเรื่องความรับผิดชอบต่อของของตัวเอง (Belonging)”

การเลือกเฟอร์นิเจอร์ของ Hummingbird ไม่ได้ดูที่ความสวยงามเป็นหลัก ทั้งสามชี้ให้ดูที่เก็บรองเท้าซึ่งเป็นกล่องๆ ติดชื่อเด็กแต่ละคน ไม่สวยเรียบเป็นตู้ปิดสนิทเหมือนที่อื่นๆ แต่มันมีเหตุผล 

“อย่างกระเป๋า ถ้าเป็นตู้เก็บยากๆ ถามว่าใครเก็บ ก็ต้องเป็นพ่อแม่ไม่ก็ครู แล้วถามต่อว่า ตั้งแต่เดินเข้าโรงเรียนจะให้ลูกสะพายกระเป๋าไหม ถ้ารู้ว่าสุดท้ายคุณก็ต้องเก็บใส่ตู้ให้เขาอยู่ดี ผู้ปกครองแปดสิบเปอร์เซ็นต์จะถือมาให้จากที่รถเลย โดยไม่ได้มองว่านี่จะเป็นโอกาสให้เด็กได้ฝึก

“กระเป๋าต้องมีไซส์ที่พอเหมาะ น้ำหนักเบา เด็กสามารถถือได้ด้วยตัวเอง ชื่อหน้ากล่องรองเท้า เขาอาจจะยังอ่านไม่ออก แต่จำได้ว่าลักษณะชื่อตัวเองเป็นแบบนี้ เป็นตัว R มี R หลายกล่อง แต่ของฉันเป็น R สีเขียว เพราะฉันชอบสีเขียว 

“วัตถุประสงค์ของเราคือ เด็กควรรู้ว่าความรับผิดชอบของตัวเองคือการเก็บรองเท้า ดูแลตัวเองและของของตัวเองได้ จะสวยไม่สวย จะนานไม่นาน ไม่เป็นไร ขณะเดียวกัน เด็กที่เก็บได้แล้ว บางวันเก็บได้ บางวันเก็บไม่ได้ อาจจะไม่พร้อม เราเคยไหมครับ บางวันกลับบ้านเหนื่อย ทิ้งตัวไม่เก็บอะไร ครูก็จะรู้แล้ว โอเค วันนี้อารมณ์ไม่ดี ดังนั้น ก่อนเข้าห้องไปเสริมทักษะให้เขา ก็ต้องช่วยปรับระดับอารมณ์เขาก่อน”

ห้องธุรการอยู่ด้านหน้าและถูกออกแบบให้มองเห็นคนเข้าออกได้ดี เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าถึงได้ และถ้าสังเกตดีๆ จะมีธงสีต่างๆ ติดหน้าโรงเรียนและตามจุดต่างๆ ด้านใน ซึ่งเป็นเครื่องมือบอกสภาพอากาศประจำโรงเรียน เหมือนที่ผู้ใหญ่อย่างเราเช็กค่า PM 2.5 ในแอปพลิเคชันนั่นแหละ

“นักเรียน Hummingbird ใส่หน้ากากมาตั้งแต่ก่อนโควิด-19 นะ” เกยิ้ม “เราอยู่เมลเบิร์นมาก่อนเห็นฟ้าเป็นสีฟ้า กลับมาฟ้าสีขุ่น ถ้าจะเป็นสถาปนิกที่ดีได้ ต้องรู้จักประเมินสิ่งเหล่านี้

“ซึ่งคุณภาพอากาศที่ดีสำคัญต่อการพัฒนาสมองของเด็กๆ โรงเรียนเราเลยออกแบบให้มีพัดลมระบายอากาศ มีเครื่องวัดคาร์บอนไดออกไซด์ มีเครื่องฟอกอากาศ ทีนี้กลับมาโจทย์ยาก จะสื่อสารกับเด็กยังไง ถ้าบอกเป็นค่า AQI (Air Quality Index) ด้วยวัยเขายังไม่เข้าใจหรอก เราเลยแปลออกมาง่ายๆ เป็นสีเขียว เหลือง ส้ม แดง แล้วเปลี่ยนมลภาวะอากาศ แล้วสอนเขาก่อนว่า แต่ละสีหมายถึงอะไร การที่เขาทำหรือไม่ทำ มันมีประโยชน์หรือโทษต่อเขายังไง และใส่หน้ากากก็มีระยะเวลาของมันอยู่

“ก่อนลงจากรถหรือออกจากห้อง เขาจะเช็กก่อนเลยว่าธงสีอะไร ถ้าสีเหลือง วิ่งเล่นใส่หน้ากากได้ แต่มีเวลาจำกัด จากสิ่งที่เราสอนก็กลายเป็นหน้าที่ที่เขาต้องรับผิดชอบไปโดยปริยาย”

Lesson 5 : Find the Right People

ห้องเรียนของ Hummingbird จัดครูเป็นทีม ในทีมประกอบด้วย Lead Teacher เป็นครูเจ้าของภาษา (Native Speaker) พร้อมด้วย Co-Teacher และ Teaching Assistant ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารเป็นหลัก โดยใช้อัตราส่วนคุณครู 1 คนต่อนักเรียน 3 คน สำหรับชั้นเตรียมอนุบาล 1-2 และคุณครู 1 คน ต่อนักเรียน 4 คน สำหรับชั้นอนุบาล 1-3

ครูทุกคนมีประสบการณ์เกี่ยวกับเด็กเล็ก ได้ผ่านการเข้าอบรมเรื่อง EF และวินัยเชิงบวก อีกทั้งมี ครูใหม่-ดร.ปิยวลี ธนเศรษฐกร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสมองและศักยภาพเด็กด้วยวินัยเชิงบวก วันโอวัน เอ๊ดดูแคร์ เซ็นเตอร์ (101 Educare Center) เป็นที่ปรึกษาในการออกแบบหลักสูตรอีกด้วย

“โรงเรียนทั่วไปจะมี Lead Teacher แล้วครูผู้ช่วยต้องทำตาม แต่เราเชื่อว่าทุกคนเป็นสิ่งแวดล้อมของเด็ก ทุกคนจึงต้องมีองค์ความรู้ในเรื่องเดียวกัน ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่จะสอนคืออะไร ที่นี่ไม่มี Nanny ใช้คุณครูทั้งหมด และครูทุกคนต้องเข้าใจว่า วินัยเชิงบวกในการพูดกับเด็ก ต้องพูดยังไง ถ้าเตรียมการเรียนการสอนด้วยกัน คุณก็ต้องฟังความคิดเห็นของเพื่อน เช่น น้อง A เป็นแบบนี้ ช่วงนี้ที่บ้านมีน้องใหม่ เราจะช่วยปรับยังไง เพราะฉะนั้น เวลาเตรียมบทเรียน ไม่ได้เตรียมสำหรับหนึ่งเทอมแล้วจบ ครูต้องกลับมารีวิวอยู่เรื่อยๆ เพราะเอกลักษณ์ของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

ครูที่ Hummingbird มองหา คือ ครูที่มีองค์ความรู้ด้าน EYFS ของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็เปิดใจรับในทักษะโรงเรียนอยากเสริมเป็นพิเศษ และถ่ายทอดออกมาเป็นหลักสูตรที่สมบูรณ์ที่สุดได้ ครูผู้นั้นต้องมีความเข้าใจในทัศนคติที่ดีต่อเรื่อง EF และวินัยเชิงบวก และต้องผ่านการสัมภาษณ์หลายรอบจนกว่าจะมั่นใจว่ามีปลายทางเดียวกันคือ เด็กนักเรียน

‘เวลาเด็กดื้อ คุณลงโทษยังไง’

นั่นคือคำถามสุดหินที่ทั้งสามยกตัวอย่าง พวกเขาเว้นจังหวะให้เราตอบคำถาม

1

2

3

“แนวทางของโรงเรียนเราคือ ไม่ลงโทษ แต่ใช้วินัยเชิงบวกพูดคุยถึงเหตุผลและชี้แนะวิธีการ เด็กดื้อไม่มีอยู่จริง มีแต่พฤติกรรมที่ไม่ดี ครูของเราจะหาว่าพฤติกรรมนั้นเกิดจากอะไร แล้วให้เด็กๆ ใช้ความคิด ทำข้อตกลงร่วมกันว่าจะแก้อย่างไรดี เช่น โกรธแล้วปาข้าวของ เราจะบอกว่าเขาโกรธ คราวหน้าเวลาโกรธแทนที่การปา เราจะทำอะไร ใช้คำพูดดีไหม”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

Lesson 6 : Survive the Crisis

โรงเรียนเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ครั้งนี้เข้าอย่างจัง ค่าเทอมลดลงกว่าครึ่ง แต่วิกฤตนี้ไม่ได้ส่งผลแค่สภาวะทางการเงิน บุคลากรครู และพนักงาน แต่รวมถึงสิ่งที่เรียกย้อนกลับมาไม่ได้ นั่นคือพัฒนาการของเด็กที่เติบโตขึ้นทุกวัน

“อย่างที่บอกว่าหกปีแรกสำคัญมาก โรงเรียนปิดสองปี เท่ากับว่าหายไปสองในหกแล้ว การเรียนออนไลน์ไม่ได้ผลเท่าการเรียนปกติแน่นอน แต่เราในฐานะโรงเรียน ต้องออกแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสม และมีประสิทธิภาพที่สุดภายใต้เงื่อนไขนี้ เราต้องดูตั้งแต่เด็กอยู่หน้าจอได้นานแค่ไหน สร้างกิจกรรมที่ต้องเกิดการโต้ตอบทั้งสองฝั่ง ไม่ใช่แค่ให้เขาดูจอเฉยๆ”

โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird ที่นำเอาทักษะสมองส่วนหน้ากับวินัยเชิงบวกมาใช้ในการพัฒนาเด็ก และในอนาคตจะไปพัฒนาชาติ

Home-based Learning ของที่นี่ต้องตอบวัตถุประสงค์ 2 ข้อ

หนึ่ง เด็กต้องได้ความรู้และเสริมสร้างพัฒนาการ แม้จะไม่เท่าการเรียนในห้อง 

สอง ต้องง่ายพอที่คนที่ไม่ใช่ครูจะทำได้ ไม่หนักเกินรับมือสำหรับผู้ปกครอง โดยแจกคู่มือทำกิจกรรมที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

การคาดหวังให้เปลี่ยนบ้านเป็นโรงเรียน หรือเปลี่ยนผู้ปกครองเป็นครู จะทำให้บรรยากาศในบ้านตึงเครียด Hummingbird คิดไปไกลกว่านั้น เพราะเข้าใจว่าการเรียนออนไลน์ไม่ได้ส่งผลแค่ชีวิตเด็ก แต่กระทบชีวิตผู้ปกครองด้วยเช่นกัน และเมื่อมองว่าโรงเรียนต้องทำงานร่วมกับผู้ปกครอง จึงจัดให้มี Session 1 on 1 ความยาว 20 นาทีในช่วงบ่าย ให้ผู้ปกครองจองเข้ามาโดยสามารถทำอะไรก็ได้ จะปรึกษาครูประจำชั้น ให้ลูกทำกิจกรรมกับครู หรือคุยเล่นกับเพื่อน ผู้ปกครองจะได้มีเวลาส่วนตัวเพื่อพักผ่อนบ้าง

ในวันนี้ Hummingbird ยังถือเป็นน้องใหม่ในแวดวงโรงเรียนนานาชาติ เป็นโรงเรียนขนาดเล็กจิ๋วแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจแน่วแน่ พวกเขาหวังว่าวันหนึ่งจะสร้าง Global Citizen ที่มีคุณภาพ โบยบินไปในโลกกว้างด้วยปีกและจิตใจที่แข็งแรง

และแล้วเสียงเพลงประจำโรงเรียน Hummingbird ก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณเลิกเรียน ณ บัดนี้

Lessons Learned

  • ประสบการณ์อาจช่วยให้การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งราบรื่นขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้เลยถ้าไม่มีประสบการณ์ หากมีความตั้งใจแน่วแน่และเป้าหมายที่ชัดเจน ก็สามารถหาผู้เชี่ยวชาญมาเป็นพาร์ตเนอร์ ปลุกปั้นให้ถึงปลายทางได้เหมือนกัน
  • คิดให้รอบคอบ คิดให้ทุกด้าน ทำธุรกิจแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา หาผู้ได้เปรียบและผู้เสียเปรียบจากสิ่งที่เราทำ และช่วยเขาแก้ปัญหาตรงนั้น
  • เข้าใจเป้าหมายของตัวเองอย่างดีที่สุด แล้วออกแบบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจให้นำไปสู่เป้าหมายนั้น
  • หาจุดเด่นของหุ้นส่วนแต่ละคนให้เจอ แล้วใช้พัฒนาธุรกิจให้ไปได้ไกลยิ่งขึ้น

ใครที่สนใจโรงเรียนอนุบาลนานาชาติสำหรับลูกน้อยช่วงอายุ 18 เดือน ถึง 5 ปี สามารถนัดหมายเยี่ยมชมโรงเรียนได้ที่ โทรศัพท์ : 095 193 2615 LINE : @hummingbird_school หรือนัดหมายเยี่ยมชมผ่านทาง Virtual School Tour (นัดหมายล่วงหน้า 1 วัน) ที่ https://bit.ly/Virtual_School_Tour
Official Website www.hummingbird.ac.th

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

สิทธิพงษ์ ติยะวรากุล

ชอบถ่ายรูป แต่ชอบฟังนักเขียนขณะสัมภาษณ์มากกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load