Permaflora เป็นแบรนด์ดอกไม้ประดิษฐ์สัญชาติไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก 

หนึ่ง เพราะเรื่องงานฝีมือเราไม่เคยแพ้ชาติใดในโลก

สอง เพราะนวัตกรรมคิดค้นทำดอกไม้แบบไทยๆ ที่ใครก็ลอกเลียนแบบไม่ได้ จากการลองผิดลองถูกมาหลายปีจึงค้นพบดอกไม้ประดิษฐ์ที่สวยสมจริงมาก จนมีคนเดินทางมาขอซื้อตรงถึงโรงงาน 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

น้อยคนจะรู้ว่าประเทศไทยเคยเป็นเจ้าแห่งการผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ของโลก จนกระทั่งการมาของจีนที่ผลิตดอกไม้หน้าตาเหมือนกันด้วยเครื่องจักร ทำให้ใช้เวลาและต้นทุนน้อยกว่า แต่ Permaflora ก็ยังเอาชนะและยืนหนึ่งในตลาดได้อยู่

ขณะที่ดอกกุหลาบประดิษฐ์จากจีนราคา 80 บาท ดอกกุหลาบ Permaflora ราคา 400 กว่าบาท ทั้งยังวางประดับประดาอยู่ตามสถานที่สำคัญต่างๆ มากมาย ถึงขั้นมีคนเคยบอกว่างานของ Permaflora สวยเหมือนจริงจนแม่บ้านเผลอรดน้ำให้

วิธีทำ, ธุรกิจ, ส่งออก, Permaflora, ศิลปชัย วัชระ

The Cloud มีนัดพบกับ จอห์น-ศิลปชัย วัชระ ผู้ก่อตั้ง Permaflora ผู้เชี่ยวชาญด้านดอกไม้ประดิษฐ์มา 30 ปีผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ทำมือในคอนเซปต์ Life Like Handmade Faux Flower ด้วยนวัตกรรมที่คิดค้นเอง ทำจริงจังเป็นธุรกิจส่งออกต่างประเทศ เป็นตัวแทนแบรนด์ไทยที่สร้างชื่อเสียงดังไกลไปทั่วโลก ทั้งอเมริกาและยุโรป เพื่อพูดคุยเรื่องที่เขาพาธุรกิจผ่านพ้นวิกฤตมาหลายครั้งหลายคราตลอดระยะเวลา 30 ปี พร้อมฟังมุมมองจาก จีน-กัญญาภัทร วัชระ นักออกแบบดอกไม้ผู้เป็นทายาท 

วิธีทำ, ธุรกิจ, ส่งออก, Permaflora, กัญญาภัทร วัชระ

เตรียมแจกันให้พร้อม แล้วไปฟังเรื่องราวของ Permaflora จากทั้งสองพ่อลูก ซึ่งก่อนอื่นเราขอพาย้อนเวลาไปทำความรู้จักกับประวัติความเป็นมาของวงการดอกไม้ประดิษฐ์ในไทยที่น่าภูมิใจเสียก่อน 

ยุคทองของดอกไม้ประดิษฐ์ไทย

แรกเริ่มเดิมที ดอกไม้ประดิษฐ์เกิดขึ้นที่ฝรั่งเศส แต่เติบโตจนมีตลาดขนาดใหญ่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา โดยมีแหล่งผลิตอยู่ที่เอเชีย ซึ่งฐานการผลิตแรกอยู่ที่ไต้หวัน 

ต่อมาเมื่อไต้หวันเริ่มปรับค่าจ้างแรงงานฝีมือสูงขึ้น ส่งผลให้ไทยซึ่งเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องงานทำมืออยู่แล้วกลายเป็นแหล่งผลิตดอกไม้ประดิษฐ์สำคัญในยุคนั้น เกิดเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างตัวเลขการส่งออกให้ประเทศอย่างมหาศาล

ดอกไม้ประดิษฐ์ของไทยมีจุดเด่นที่การใช้กระดาษพันก้าน ซึ่งเรียกว่า Hand Wrap และผ้าคอตตอนคุณภาพดีราคาแพง ก่อนพัฒนาต่อยอดเรื่อยมาจนเป็นดอกไม้จากกระดาษสา ซึ่งมีโครงสร้างใกล้เคียงธรรมชาติ และเป็นที่นิยมในตลาดอเมริกา

30 ปีที่แล้วถือเป็นยุคเฟื่องฟูของวงการดอกไม้ประดิษฐ์ไทยมาก จนเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี ภาษีการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยไปสหรัฐอเมริกาเพิ่มสูงขึ้น เกิดการเร่งซื้อ เร่งผลิต จนทำให้คุณภาพลดลง ดอกไม้จากไทยที่เดินทางไปถึงอเมริกาก็เหลือค้างสต็อก ขายไม่ออก ผู้ประกอบการที่ผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ในยุคนั้นแทบจะหยุดผลิตกันหมด

ช่วงนั้นเองที่จอห์นตัดสินใจเปิดบริษัท Permaflora 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

เอาชนะด้วยดอกไม้ที่ดูเหมือนจริง 

แต่เดิมครอบครัวของจอห์นทำธุรกิจอยู่ในวงการดอกไม้ประดิษฐ์มานานแล้ว จนเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เขาตัดสินใจแยกตัวออกมาทำธุรกิจเองเพื่อหาโอกาสใหม่ๆ โดยเปลี่ยนจากผลิตดอกไม้กระดาษสามาทดลองผลิตดอกไม้มีระดับ เน้นคุณภาพมากขึ้น เริ่มจากสั่งผ้าจากญี่ปุ่นมาทำดอกไม้สไตล์ญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
แต่ไม่เป็นอย่างที่คิด ทำได้เพียง 1 ปีก็ขาดทุน 

จะบอกว่าเป็นความโชคดีในความโชคร้ายก็ได้ เพราะความล้มเหลวครั้งนั้นทำให้จอห์นตั้งคำถามอย่างจริงจังเพื่อหาทางรอดให้ธุรกิจ

จากพื้นฐานด้านวิศวกรรมศาสตร์ จอห์นตั้งข้อสังเกตว่า การทำดอกไม้ส่วนใหญ่ใช้วิธีทำแบบจากแม่พิมพ์และปูนปลาสเตอร์ ซึ่งทำให้ดอกไม้ที่ออกมาไม่เหมือนจริง ดูแล้วคล้ายดอกไม้แกะสลัก ไม่เป็นธรรมชาติ 

จอห์นเริ่มจากตั้งคำถามว่า เขาจะทำดอกไม้ที่เหมือนจริงได้ไหม

“ในเมื่อกลีบธรรมชาติก็มี จะไปแกะสลักทำไม เราเทปูนทับลงไปในกิ่งธรรมชาติได้ไหม จะมีวิธีการลอกลายธรรมชาติให้เกิดต้นแบบบนแม่พิมพ์ได้ยังไง เราจะลอกเลียนธรรมชาติในเชิงวัสดุได้ยังไง นี่คือคำถามของเรา แต่มันไม่ง่ายอย่างที่พูด ต้องมีกระบวนการในการพัฒนา” 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

วิศวกรนักปลูกดอกไม้ประดิษฐ์ กับทฤษฎี 7 ขั้นตอน Eureka!

กระบวนการคิดค้นของจอห์นนั้นเรียบง่าย 

หนึ่ง ‘ตั้งคำถาม’ 

สอง ‘สังเกต’ ซึ่งนอกจากสังเกตวิธีผลิตแบบเดิมแล้ว เขายังมองหาวัสดุใหม่ๆ ด้วย สำหรับดอกไม้ประดิษฐ์รุ่นแรก จอห์นทดลองใช้กระดาษสามาทำเป็นโครง และใช้ยางพารามาเป็นวัสดุหลัก ผลก็คือดอกไม้คงรูปสวยแต่อยู่ได้ไม่นาน จอห์นจึงลงมือศึกษาเพื่อแก้ปัญหาต่อ

สาม ‘เปิดหนังสือ’ จอห์นเล่าว่าสมัยนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดในการหาข้อมูล คือการเปิดสารานุกรม (Encyclopedia) เขาศึกษาสมการเคมีในหนังสือจนเจอกระบวนการที่ทำให้ยางคงทน 

จากวิศวกรที่ไม่มีความรู้เรื่องการจัดดอกไม้มาก่อน เขาใช้วิธีเปิดหนังสือเรื่องดอกไม้ในร้านหนังสือทีละหน้า เพื่อนับภาพดอกไม้ที่เจอ และเก็บเป็นสถิติว่ามีรูปดอกไม้ชนิดไหนมากที่สุด ก่อนนำไปพัฒนารูปแบบดอกไม้นั้นออกมา

สี่ ‘ไปหาเพื่อน’ เมื่อยางแบบเดิมไม่คงทน จอห์นจึงไปขอความรู้เรื่องวัสดุจากหัวหน้าแผนกผสมยาง ทำยางที่มีส่วนผสมทางเคมีเอง หาซื้อลูกบดกับแหล่งที่ดีที่สุด และสั่งทำเครื่องผลิตเล็กๆ ที่พัฒนาขึ้นมาเองหมด จนทำยางที่คงทนคงสภาพได้ในที่สุด

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

ห้า ‘ศึกษาจากคนทำจริง’ ระหว่างที่พนักงานในโรงงานต่างทดลองวิธีขึ้นรูปดอกไม้ใหม่ๆ นายกาแดงก็หยิบใบกุหลาบที่ทำขึ้นมาให้ดู “พี่จอห์น อันนี้ผมเคลือบก่อน แล้วเอาไปอัด ได้หน้าตาแบบนี้” 

ใบไม้ที่ได้มีผิวเรียบและเก็บรายละเอียดของธรรมชาติได้ชัดเจน ต่างกับดอกไม้จากแม่พิมพ์แบบเดิมๆ

หก ‘เชื่อ’ จอห์นเชื่อว่าคนของเขาทดลองทำอะไรก็ได้ 

“ตอนแรกทำสิบชิ้น ใช้ได้ชิ้นเดียว ถ้าเป็นคนอื่นคงเลิก แต่ปรัชญาของผมคือ ถ้าเขาทำหนึ่งชิ้นได้ แสดงว่าเขาต้องทำสิบชิ้นได้” จอห์นเล่า

หลังใช้เวลาพัฒนาร่วมสัปดาห์ กาแดงก็เริ่มดัดแปลงต่อยอดไปเรื่อยๆ ดึงให้ใยกระดาษของดอกไม้ยืดออก เพื่อให้โค้งได้คล้ายธรรมชาติ

เจ็ด ‘ดื้อ’ จอห์นเล่าถึงขั้นตอนทำแม่พิมพ์ดอกลิลลี่ซึ่งลักษณะกลีบโค้ง เดิมแม่พิมพ์สมัยนั้นทำไม่ได้ รวมถึงคนทำแม่พิมพ์ไม่ยอมทำให้ โดยให้เหตุผลว่า “ทรงแบบนี้อัดไม่ได้ ขึ้นรูปไม่ได้หรอก” 

แต่จอห์นกลับพูดสั้นๆ ว่า เขาเป็นคนจ่ายตังค์ 

ในที่สุด แม่พิมพ์ดอกลิลลี่ก็เกิดขึ้น 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

 ดอกไม้ใหม่ในโลก 

เมื่อคิดค้นดอกไม้กระดาษสาเคลือบยางพาราซึ่งไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนในโลกได้สำเร็จดอกเดียว จอห์นก็นำดอกไม้ดอกเดียวที่ได้นั้นติดโชว์ที่ผนังของห้องโชว์รูม ซึ่งผนังอีกด้านเรียงรายไปด้วยดอกไม้รุ่นที่ทำจากผ้าญี่ปุ่น 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
ดอกไม้กระดาษสาชุบยาง
Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
ดอกไม้รุ่นแรกที่พัฒนาจนสำเร็จ

วันหนึ่ง ขณะที่มีลูกค้าเข้ามาติดต่อ สายตาเขาเหลือบไปเห็นดอกไม้ประดิษฐ์รุ่นใหม่ดอกนั้น พร้อมยื่นข้อเสนอในทันทีว่า ขอให้จอห์นผลิตดอกไม้รุ่นใหม่นี้แก่เขาแต่เพียงเจ้าเดียวได้ไหม โดยลูกค้าผู้นั้นคือบริษัทผู้นำเข้าดอกไม้จากประเทศไทยที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้น ซึ่งมีประสบการณ์ทำธุรกิจมาแล้ว 50 ปี 

แล้วจอห์นก็ใช้หลักการเดิม เมื่อทำชิ้นแรกได้ ก็ทำชิ้นต่อๆ ไปได้ เขาเริ่มขายดอกไม้ประดิษฐ์ให้ลูกค้ารายใหญ่เจ้าแรกนี้ โดยผลิตดอกไม้ที่เพิ่งคิดค้นมาอีก 4 ตู้คอนเทนเนอร์ในเวลา 1 เดือน 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

เพียงเท่านี้ Permaflora ก็แจ้งเกิดในวงการดอกไม้ประดิษฐ์ทันที 

จอห์นเล่าเรื่องสมัยไปออกงานแสดงสินค้าที่อเมริกาว่า “พอคนรู้ว่าเราเป็นใคร เขาก็ขอนัดกินอาหารเช้าด้วย อยากซื้อ แต่เราปฏิเสธ เพราะสัญญากับลูกค้าเจ้าแรกไปแล้ว” 

เขาบอกเสมอว่าเมื่อคู่ค้าให้ใจลงทุน ก็ต้องรักษาโอกาสและยึดมั่นในคำสัญญา

9,999 ดอก

ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ดี แต่ก็ไม่วายเจอปัญหาเข้ามาทดสอบอีก

จอห์นพบว่า เมื่อดอกไม้ของเขาเดินทางไปถึงอเมริกา ดอกไม้ที่ทำจากยางพาราเกิดเป็นฝ้าและมีกลิ่นยางที่ไม่น่าอภิรมย์ หรือเมื่อเก็บดอกไม้ไว้บนชั้นขายของนาน สีดอกไม้ก็เริ่มออกโทนเหลือง ไม่สดสวยเหมือนเดิม ปัญหานี้กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้คู่ค้าเสียความเชื่อมั่นจนขอหยุดสั่งซื้อไป

เช่นเคย ทุกปัญหา ทุกบททดสอบ ย่อมมีทางแก้

“เราเริ่มเห็นว่ากระดาษสาเคลือบยางพารามีอนาคตไม่ยั่งยืน จึงเริ่มแสวงหาของทดแทน” 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

จอห์นวิจัยเพิ่มเติมจนได้วัสดุยางเทียม เมื่อทดลองระยะแรกขึ้นรูปสวยงามดีมาก แต่ก็พบปัญหาเรื่องความคงทนอีก จึงหาทางต่อไปด้วยการปรับปรุงกระบวนการ ศึกษาหาวัสดุทดแทนจากญี่ปุ่น หมั่นพูดคุยกับคู่ค้าวัตถุดิบในประเทศ จนในที่สุดก็ได้พบกับโพลีเอสเตอร์ เคลือบด้วยสารเคลือบที่ยุคนั้นถือว่าดีที่สุด โดยจอห์นยังคงใช้ต่อเรื่อยมาจนปัจจุบัน ซึ่งต่อให้เป็นเป็นดอกไม้สีขาว สีก็ไม่ดร็อปออกสีเหลืองง่ายๆ แม้เวลาผ่านไปนาน 

ผลจากการคิดค้นวิธีทำดอกไม้รุ่นใหม่และการจับมือกับคู่ค้าฝีมือดี ก็ทำให้ Permaflora ดำเนินไปได้ดีอีกครั้ง

ดอกไม้ไม่ริมทาง

จอห์นบอกว่า ความเชื่อเป็นเรื่องสำคัญต่อการทำงาน 

ถ้าเชื่อว่าไม่สำเร็จ เราก็คงจะจบตั้งแต่เริ่ม

“อาจพูดได้ว่านี่เป็นธุรกิจสตาร์ทอัพยุคแรก เราทำธุรกิจของตัวเองปีแรกแล้วเจ๊ง แต่ก็ต้องดิ้นรนสุดขีด ต้องทำให้รอด ต้องรู้จักทนความไม่สำเร็จนั้นให้ได้ เราเชื่อเสมอว่าบนเส้นทางของการพัฒนา การพบเจอกับปัญหาเป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไรใหม่ๆ เกิดได้โดยไม่พบเจอความเจ็บปวด” คล้ายจะมีทฤษฎีมารองรับ แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นจากการลงมือทำจริง ลองทำทุกอย่างจนได้สินค้าที่ดีที่สุด

เพราะเป็นผู้ประกอบการที่ไม่เคยหยุดนิ่ง จึงมีลูกค้าซึ่งเป็นผู้นำเข้าดอกไม้ประดิษฐ์รายใหญ่จากประเทศต่างๆ ทั้งฮอลแลนด์ อิตาลี สเปน แวะมาเยี่ยมเยียนที่บริษัทเสมอเพื่อถามหานวัตกรรมใหม่ๆ ของ Permaflora นั่นทำให้ธุรกิจเติบโตเรื่อยมาหลายสิบปี ได้รับความชื่นชอบจากทั่วโลก ซึ่งดอกไม้ของ Permaflora นอกจากขายดีแล้ว ยังมี Rate of Return ต่ำอีกด้วย คือลูกค้าแทบไม่คืนของเลยเพราะคุณภาพดี 

ไม้ดอก ไม้ประกอบ ฟันเฟืองคนสำคัญของโรงงาน

ระหว่างที่เดินชมกระบวนการทำดอกไม้ในโรงงานของ Permaflora เราคิดถึงโรงประกอบรถยนต์ในเวอร์ชันของดอกไม้ประดิษฐ์

ชิ้นส่วนของดอกไม้แต่ละดอกนั้นผลิตในโรงงาน แต่ส่งต่อให้ชาวบ้านประกอบด้วยมือ ซึ่งจอห์นเรียกว่าโรงงานย่อย

สมัยเริ่มเปิดโรงงาน Permaflora เป็นเพียงโรงงานขนาดเล็กที่สระแก้ว มีพนักงาน 30 – 40 คน ในจำนวนนี้มีพนักงานหลายคนที่ทำมาตั้งแต่รุ่นบุกเบิกโรงงาน 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

“ทุกคนที่นี่มาเพื่อทำงานคราฟต์ เราเองอยากให้โอกาสคนท้องถิ่นมีงานที่ดีทำ จึงไม่จำเป็นว่าต้องมีคุณสมบัติอะไรพิเศษมาก แต่ให้ค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างแรงงานปกติ” 

สำหรับจอห์น ผู้เชี่ยวชาญที่สำคัญต่อในธุรกิจนี้ คือคนมีมือที่ลงมือทำจริง 

“ทักษะของคนเป็นสิ่งมหัศจรรย์ คนที่คิดเรื่องเป็นไปไม่ได้ คือคนธรรมดา ชาวบ้านที่ทำงานอยู่ในโรงงานนี่แหละ เราแค่ต้องตาดี รู้จักมองหา และมีระบบที่เช็กได้ว่าใครทำอะไรได้แค่ไหน” 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

เมื่อตั้งโรงงานมาสักพัก จอห์นจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมเพื่อทำให้ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น นำระบบจับเวลาเพื่อให้ได้เวลาการผลิตที่เป็นมาตรฐานเข้ามา คนที่ทำเยอะก็ได้ค่าตอบแทนเยอะ ทำให้ทุกคนอยากพัฒนาตัวเอง 

“ผมเข้ามาแก้ปัญหาไร้สาระ คือกระบวนการทำงานที่ไม่จำเป็น เช่น ย้ายชิ้นส่วนจากซ้ายมาขวา ย้ายจากขวาไปซ้าย พอเอาความเคยชินออกไป แล้วสอนว่าถ้าไม่ทำตรงนี้จะผลิตเพิ่มได้ ก็มีประสิทธิภาพดีขึ้น”
เมื่อพนักงานมีผลงานเพิ่ม รายได้ก็เพิ่มตามไปด้วย 

ศูนย์อบรมของ Permaflora ถือเป็น Non-formal Education Learning Center ที่อบรม สอนทักษะอื่นๆ นอกจากการทำงานด้วย เน้นให้คิดเป็น จนกลายเป็นต้นแบบมาตรฐานในระบบโรงงานต่างๆ ที่ใช้ทั่วประเทศจนทุกวันนี้ 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

โลกเปลี่ยนไป ต้องรู้ว่าเรามีดีอะไร 

แม้การพัฒนาสินค้าจะแข็งแกร่ง แต่ตลอดระยะเวลาที่ทำธุรกิจ จอห์นบอกว่าเขาเจ็บตัวมาไม่น้อย เพราะธุรกิจส่งออกดอกไม้ประดิษฐ์ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจประเทศค่อนข้างมาก เช่น ค่าเงินบาทที่มีผลต่อธุรกิจมาก 

จอห์นเล่าย้อนวิกฤตในแต่ละช่วงว่า สึนามิลูกแรกที่เจอคือวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเป็นผลดีกับคนส่งออกในระยะแรก แต่ก็ทำให้ลูกค้าต่อราคากันมาก ขณะที่ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ค่าเงินบาทก็แข็งตัวต่อเนื่อง ทำให้อุตสาหกรรมส่งออกในไทยขาดทุน ยิ่งกว่านั้นรูปแบบตลาดเริ่มเปลี่ยนไป

“สมัยนั้นเราไปออกงานแฟร์ คำพูดที่เราได้ยินคือ การค้าในโลกนี้จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว”

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก
Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

แต่ก่อนลูกค้าจะซื้อดอกไม้ประดิษฐ์ตุนไว้เยอะๆ ส่วนที่ขายไม่ได้จะลดราคา เอามาขายตลาดเปิดท้าย แต่หลังปี 2008 เป็นต้นมา ลูกค้าไม่ตุนดอกไม้อีกต่อไปเพราะเสี่ยงขายไม่ออก จึงซื้อจำนวนน้อยลงจากเดิม 

จากที่ลูกค้ามักวางแผนซื้อโดยจัดทริปมาเลือกดูสินค้า 3 สัปดาห์ มีเส้นทางแวะหลายประเทศ อย่างฮ่องกง จีน ไทย ฟิลิปปินส์ ก็เปลี่ยนตัดทริปให้สั้นลง จำเพาะเจาะลงเลยว่าจะไปที่ไหน ไม่เพียงเท่านั้น อุตสาหกรรมการผลิตยังเริ่มย้ายฐานไปเวียดนาม การแข่งขันสูงขึ้นมากโดยเฉพาะเมื่อจีนเปิดประเทศ  

จอห์นบอกว่า Permaflora ยังคงมีเอกลักษณ์และมีของที่จีนทำไม่ได้ 

Permaflora แบรนด์ของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญดอกไม้ประดิษฐ์ที่ส่งออกไปขายทั่วโลก

“ดอกไม้ของจีนเห็นเส้นพลาสติกเป็นเส้นๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นดอกไม้พลาสติก ส่วนดอกไม้ของเรามีความละเอียดซ่อนพลาสติกไว้ มองไม่ออก ในขณะที่จีนเน้นราคา เราเน้นคุณภาพ”  

ดอกกุหลาบประดิษฐ์จากจีนราคา 80 บาท ดอกกุหลาบ Permaflora 400 กว่าบาท
ดอกไม้ของจีนอยู่ได้นาน 5 – 6 เดือน ส่วนของ Permaflora ประมาณ 2 ปี 

มีจุดอ่อนจุดแข็งคนละอย่าง 

เมื่อดอกไม้หล่นไม่ไกลต้น

ฟังการคิดค้นดอกไม้ประดิษฐ์ที่จอห์นดูแลมากว่า 30 ปี แล้ว ลองแวะมาฟังกันหน่อยว่าลูกสาวผู้สืบทอดที่เรียนจบด้านการออกแบบไม่ใช่สายวิศวะอย่างคุณพ่อมีมุมมองต่อดอกไม้ประดิษฐ์อย่างไร 

จีนบอกอย่างภูมิใจว่า Permaflora เป็นดอกไม้ประดิษฐ์ที่เหมือนจริงมาก

วิธีทำ, ธุรกิจ, ส่งออก, Permaflora, กัญญาภัทร วัชระ

“คนอาจคิดว่าดอกไม้ปลอมต้องไปแข่งกับดอกไม้จริง แต่เราว่าไม่จำเป็นเลยที่จะต้องออกตัวแข่งกับธรรมชาติ ดอกไม้ของเราใช้ฝีมือคนระบายสีกลีบดอกแต่ละกลีบ ทำให้ดอกไม้แต่ละดอกไม่เหมือนกัน” นี่คือจุดสำคัญ ที่งานทำมือส่งผลดีให้ดอกไม้ทุกดอกออกมาสมจริงเหมือนธรรมชาติ 

  จีนบอกว่าดอกไม้ส่งออกที่ได้รับความนิยมสูงสุดตลอดกาลคือกล้วยไม้ ขณะที่เธอยังคงคิดค้นและออกแบบดอกไม้สายพันธุ์อื่นอย่างไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นดอกทิวลิป แมกโนเลีย ไฮเดรนเยีย ป๊อปปี้ และอื่นๆ อีกมากมาย ไปจนถึงการทำคอลเลกชันดอกไม้ประดิษฐ์ในช่วงเทศกาลพิเศษ เช่น คริสต์มาส และนอกจากดอกไม้ยังมีกระบองเพชรปลอมที่เหมือนจริงมากและมีน้ำหนักเบา รวมทั้งมอสเทียม ดินปลอม กระถางปลอม 

วิธีทำ, ธุรกิจ, ส่งออก, Permaflora, ดอกไม้
วิธีทำ, ธุรกิจ, ส่งออก, Permaflora, ดอกไม้

คนทั่วไปอาจเข้าใจว่าดอกไม้ประดิษฐ์เหล่านี้มีหน้าที่เพื่อวางประจำตามโถงโรงแรม บ้าน หรือตามโต๊ะ แต่ในมุมมองของนักออกแบบ จีนถือว่าความรู้เรื่องดอกไม้นั้นมีความสำคัญ เพื่อสร้างโจทย์การใช้งานใหม่ๆ ให้ดอกไม้ประดิษฐ์เหล่านี้ไปตั้งอยู่ในที่ใหม่ๆ รวมถึงทำให้ลูกค้าเห็นว่าดอกไม้เหล่านี้เอาไปใช้อะไรอื่นๆ ได้อีกบ้าง จีนจึงจัดเวิร์กช็อปขึ้นมาให้คนทั่วไปได้ลองทำดอกไม้ รวมทั้งรับออกแบบดอกไม้ตามความต้องการพิเศษอีกด้วย 

“ถ้าถามว่าผมเป็นนักธุรกิจแค่ไหน ผมขอนิยามตัวเองเป็นนักอุตสาหกรรมที่ลงมือทำเป็นอาชีพ ธุรกิจแบบนี้ อุตสาหกรรมแบบนี้ ต้องลงทำแบบอุตสาหะจริงๆ จึงอยู่รอด” นักทำดอกไม้ผู้เป็นพ่อทิ้งท้าย ก่อนนักออกแบบดอกไม้ผู้เป็นลูกเล่าเสริม

“ในวงการสร้างสรรค์ ทุกคนล้วนอยากเป็นนักคิด ไม่ค่อยมีใครอยากเป็นฝ่ายผลิต ซึ่งเรารู้สึกว่าการเป็นแค่คนชี้นิ้วสั่งมันไม่พอ แต่หัวคิด มือก็ควรทำไปด้วยกัน” 

หาก Permaflora เป็นดอกไม้สักช่อ ก็คงสวยงามประเมินค่าไม่ได้ 

วิธีทำ, ธุรกิจ, ส่งออก, Permaflora, ดอกไม้


Lesson Learned 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Permaflora ยืนหยัดมายาวนาน เพราะตั้งใจสนับสนุนลูกจ้างในโรงงานที่ยังอยากทำดอกไม้ต่อไป จอห์นมองว่าเรื่องกำไรขาดทุนสำคัญ แต่บางครั้งก็ไม่ได้สำคัญที่สุด ขึ้นอยู่กับปรัชญาของคนว่ามีความคิดต่อการดำรงชีวิตแบบไหน

“เวลาเราตัดสินใจแต่ละครั้ง เลือกดูว่าจะใช้ทฤษฎีไหน ทฤษฎีบริหารธุรกิจแบบทุนนิยมหรือทฤษฎีมนุษย์” เพราะใช้ทฤษฏีมนุษย์ที่พูดถึงการจ้างคนให้มีงานทำโดยไม่คัดเลือก จึงเป็นเหตุผลที่จอห์นให้ค่าจ้างแรงงานลูกน้องสูงกว่าเรทปกติในสมัยก่อน และสร้างโรงงานที่มีสวัสดิการดีจนทำให้การผลิตของโรงงานได้รับผลดีตามไปด้วย

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

The Cloud เคยไปเยี่ยมสตูดิโอ ‘Madmatter’ เมื่อ 4 ปีก่อน

Madmatter ในวันนั้นเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งได้รางวัล DEmark Award 2017 จากหมวกรุ่น Five Patch Cap ของตัวเองไปหมาด ๆ พร้อมคำชื่นชมและยอดขายเกือบหมื่นใบ จากการใช้ผ้าจากเสื้อผ้ามือสองมาทำเป็นสินค้าใหม่ เป็นแบรนด์เล็ก ๆ ที่มีแนวคิดใหญ่ หวังอยากสร้างความยั่งยืนด้วยดีไซน์

4 ปีผ่านไป หากคุณลองเลื่อนดูฟีดบนอินสตาแกรมของแบรนด์จะพบความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากผลิตภัณฑ์สีสันเรียบง่าย รูปแบบเรียบง่าย รูปถ่ายเรียบ ๆ สบาย ๆ มาเป็นสินค้าสีสันสดใส ดีไซน์ทันสมัย และมีความแฟชั่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยมีแค่หมวกและกระเป๋า ก็เพิ่มเสื้อ กางเกง รองเท้า หรือแม้กระทั่งของใช้ในบ้าน 

การรีแบรนดิ้งครั้งนี้คือ ‘เฮือกสุดท้าย’ ที่ แท็ป-ปธานิน งามกิจเจริญลาภ และ แจ๊ส-ธนิสรา โพธิ์นทีไท มีให้กับ Madmatter ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นโฉมใหม่สุดเปรี้ยวอย่างที่เราเห็นนั้นไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเป็นไปไม่ได้

การรีแบรนดิ้งของ Madmatter ที่ทำให้แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกอยู่รอดในโลกทุนนิยม

บทสนทนาในวันนี้จึงต่างจากเมื่อ 4 ปีที่แล้ว 

แบรนด์โตขึ้น คนทำแบรนด์ก็โตขึ้น 

สองผู้ก่อตั้งไม่ได้ต่อสู้กับความสมดุลระหว่างธุรกิจกับดีไซน์อีกต่อไป พวกเขาได้คำตอบที่ตามหา และกำลังสร้างแบรนด์ให้อยู่ได้ในโลกทุนนิยมนี้ โดยคงไว้ซึ่งความตั้งใจดี ๆ ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของความยั่งยืนในอนาคต

01

Madmatter เริ่มต้นจากแพสชัน จากความชอบในเสื้อผ้ามือสอง แท็ปและแจ๊สจึงตั้งใจนำมาปรับเปลี่ยนให้เป็นผลิตภัณฑ์เจ๋ง ๆ และก็เจ๋งจริงอย่างที่คิด เพราะจำนวนขายพุ่งสูงเกือบหลักหมื่น แต่พวกเขาสังเกตว่าไม่ค่อยมีลูกค้าถ่ายรูปสินค้าแล้วติดแท็กกลับมา

“เราเลยรู้สึกว่า หรือเขาไม่ภูมิใจในของของเราหรือเปล่า เลยมานั่งคุยกันว่าเพราะอะไร ก็พบว่าตัวคนทำยังไม่ภูมิใจ ยังไม่เชื่อในแบรนด์ตัวเองเลย เราอยากทำของเจ๋ง ๆ แต่ไม่เชื่อว่ามันจะเติบโตเป็นธุรกิจได้ ซึ่งเราคิดผิด” แจ๊สเล่าให้ฟัง ทำให้นึกถึงบทสัมภาษณ์กับ The Cloud เมื่อ 4 ปีก่อน ที่สองนักออกแบบต้องปวดใจกับการทำธุรกิจ พวกเขาเลือกทำแบรนด์ Accessories มากกว่าเสื้อผ้า เพราะตลาดเสื้อผ้าใหญ่มากและไม่คิดว่าจะสู้ไหว

“เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เรายังคลำทางไม่เจอ ตอนเริ่มต้นเลยเป็นการต่อสู้ระหว่างดีไซน์กับธุรกิจที่เราหาสมดุลไม่ได้ พอเริ่มมาจากฝั่งอาร์ตและดีไซน์มา ตลอด 4 – 5 ปีที่ผ่านมาก็เลยถูกฝั่งธุรกิจมารบกวนเรื่อย ๆ

การรีแบรนดิ้งของ Madmatter ที่ทำให้แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกอยู่รอดในโลกทุนนิยม

“วันนั้นเรื่อง Sustainability ยังใหม่มากในบ้านเรา วิธีการผลิตสินค้าจากเสื้อผ้ามือสองซับซ้อนกว่า  ถ้าเราอัปสเกลธุรกิจก็จะมีปัญหาด้านการผลิต แต่ถ้าเปลี่ยนจากเสื้อผ้ามือสองเป็นวัสดุอย่างอื่นคนจะโอเคไหม มันจะ Commercial ไปไหม มันจะไม่ยั่งยืนหรือเปล่า เราต่อสู้กับสิ่งนี้มาตลอด”

แม้จะมียอดขายเข้ามาตลอด แต่คนทำไม่มีความสุข และเพราะข้อจำกัดเรื่องวัสดุเลยทำให้ไม่สามารถขยายธุรกิจอย่างที่ตั้งใจไว้ ทั้งคู่เลยตัดสินใจใช้ ‘เฮือกสุดท้าย’ ในการปรับแบรนด์ใหม่ ทำของที่ตัวเองก็อยากใช้ ที่ภูมิใจกับมัน ทิ้งทวนทุกอย่างเหมือนคนไม่มีอะไรจะเสีย 

และถ้าเฮือกสุดท้ายยังไม่สำเร็จ ก็จะไม่ทำ Madmatter ต่อไป

การรีแบรนดิ้งของ Madmatter ที่ทำให้แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกอยู่รอดในโลกทุนนิยม

02

การรีแบรนดิ้งมีหลายระดับ บางแบรนด์ยกเครื่องใหม่ทั้งหมด บางแบรนด์อาจแค่เปลี่ยนโลโก้และอาร์ตไดเรกชัน สำหรับ Madmatter เรียกได้ว่าเปลี่ยนแทบทุกอย่าง ตั้งแต่วัสดุ กล่องพัสดุ สินค้า ไปจนถึงข้อจำกัดที่น้อยลง 

สิ่งแรกที่แท็ปและแจ๊สเริ่มทำคือการขยายโจทย์ให้ตัวเอง ศึกษาเรื่อง Sustainability มากขึ้นว่านอกจากเรื่องวัสดุแล้ว อะไรจะช่วยให้สินค้าชิ้นหนึ่งยั่งยืนได้บ้าง และทำใจยอมรับว่า ตราบใดที่ยังมีการผลิตของใหม่และผู้คนยังมีการบริโภคอยู่ ก็ต้องส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว

“เราเปลี่ยนความคิดว่าจะไม่เครียดกับตัวเอง เราเป็นแบรนด์แฟชั่นที่สนใจเรื่องนี้มากกว่าคนอื่น ก็ทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แต่มันไม่มีทางช่วยได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าจะเอาร้อยคือต้องไม่ผลิตอะไรใหม่เลย”

การรีแบรนดิ้งของ Madmatter ที่ทำให้แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกอยู่รอดในโลกทุนนิยม
การรีแบรนดิ้งของ Madmatter ที่ทำให้แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกอยู่รอดในโลกทุนนิยม

การตัดสินใจใหญ่คือเลิกใช้วัสดุจากเสื้อผ้ามือสองที่เป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ เพราะทำยาก ทำให้โรงงานไม่อยากผลิตให้ ถ้ายอมผลิตก็เป็นการไปรบกวนการทำงานปกติของเขา หรือถ้าถึงขนาดต้องขอให้โรงงานเปลี่ยนเครื่องจักรก็ไม่ยั่งยืน ที่สำคัญราคาสูงและใช้เวลานาน ซึ่งส่งผลต่อไปที่การขายให้ลูกค้าและการขยายธุรกิจ แล้วเปลี่ยนมาใช้วัสดุเดดสต็อกแทน ถ้าสินค้าไหนใช้วัสดุค้างโรงงานไม่ได้ ก็จะสื่อสารกับลูกค้าอย่างจริงใจ ให้เขาได้เลือกเอง 

พวกเขาเข้มงวดกับวัสดุที่ใช้น้อยลง เพื่อให้ขยายธุรกิจให้โตขึ้นได้ และพิถีพิถันกับสินค้าทุกชิ้น ไม่ว่าจะใช้วัสดุแบบไหน ต้องออกแบบดี เป็นวัสดุที่ดี ผ้าดี ตัดเย็บดี ยืดอายุการใช้งานให้ยาวขึ้น ทำให้อยู่กับลูกค้าได้นาน ๆ ซึ่งช่วยลดการใช้ทรัพยากรได้อีกทางหนึ่ง

03

แจ๊สเล่าว่า แต่ก่อนเวลาใครถามเรื่องแบรนด์ เธอจะย้ำเสมอว่า จริง ๆ ภาพในหัวมันดีกว่าที่เห็น ซึ่งแท็ปเสริมว่า

“ต้องถอยกลับมาว่า เราทำแบรนด์แฟชั่น คนซื้อของเราจากหน้าตาที่สวยก่อน สตอรี่ข้างหลังคือสิ่งที่เพิ่มคุณค่าอีกที ตอนแรกเราเลือกผิดจุด คิดว่าการรักษ์โลกคือจุดขายให้ลูกค้าสนใจเรา ตอนรีแบรนดิ้งเลยคิดใหม่หมด” 

โชคดีที่ทั้งสองได้รู้จักกับ ‘Studio Marketing Material’ สตูดิโอออกแบบที่เป็นลูกค้า ผู้อาสาทำการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ให้

กล่องพัสดุ

การรีแบรนดิ้งของ Madmatter ที่ทำให้แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกอยู่รอดในโลกทุนนิยม

เริ่มที่โจทย์เรื่องกล่องของแจ๊ส ต้องสวยและไม่สร้างขยะเพิ่ม 

“กล่องสวย ๆ ที่ใช้กันจะซ้อนสองชั้น แต่เราอยากทำแค่กล่องเดียว เขาเลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นข้างในกล่องต้องเป็นสีเขียว พอถึงมือลูกค้าสามารถพลิกด้านในออกมา แล้วให้กล่องสีน้ำตาลด้านนอกที่มีแปะชื่อที่อยู่ตราไปรษณีย์ไปอยู่ด้านใน ลูกค้าก็เอากล่องไปใช้ได้ต่อ

“หรือข้าง ๆ กล่องมีพื้นที่ที่ไม่ได้ส่งผลต่อการใช้งาน เขาเสนอให้ตัดกระดาษตรงนี้ออกมาแล้วทำเป็นแท็กสินค้าแทน”

เบื้องหลังจากรีแบรนดิ้งของ Madmatter จากแบรนด์หมวกกระเป๋าจากเสื้อผ้ามือสอง สู่แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกที่ตั้งใจอยู่รอดในโลกทุนนิยม

กล่องพัสดุของ Madmatter กลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ควบคู่ไปกับสินค้าดีไซน์เท่ กลายเป็นวัฒนธรรมที่ลูกค้าต้องหยิบกล้องมาถ่ายวิดีโอ Unboxing แล้วแท็กกลับมาที่ร้าน ทำให้รู้ว่าความภาคภูมิใจของคนทำได้ส่งต่อผ่านสินค้าไปถึงคนรับอย่างตั้งใจเป็นที่เรียบร้อย

สี Corporate

สีเขียวไม่ได้ตั้งต้นจากความกรีนหรือรักษ์โลกอย่างที่คาดเดา แต่เพราะเห็นประโยชน์ของการมีสีประจำแบรนด์ที่ทำให้คนจดจำได้ดี ถ้าพูดถึง Acne Studios จะนึกถึงสีชมพู ถ้าเป็น Hermès นึกถึงสีส้ม แล้วสีเขียวกำลังอยู่ในเทรนด์ตอนนั้น ตัดกับกล่องสีน้ำตาลก็สวยดูดี แถมยังลงตัวไปกับคอนเซ็ปต์หลักของแบรนด์อีกด้วย

เบื้องหลังจากรีแบรนดิ้งของ Madmatter จากแบรนด์หมวกกระเป๋าจากเสื้อผ้ามือสอง สู่แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกที่ตั้งใจอยู่รอดในโลกทุนนิยม

วัสดุ

นอกจากการเปลี่ยนมาใช้วัสดุค้างสต็อก และหากจำเป็นต้องใช้วัสดุอย่างอื่นก็จะสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาแล้ว Madmatter ตั้งใจจะไม่นำเข้าวัสดุจากต่างประเทศ ด้วยเหตุผลเรื่องทรัพยากรที่ใช้ในการขนส่ง แต่เลือกใช้วัสดุในประเทศ ซึ่งต้องทำการบ้านหนักและใช้เวลานานกว่าหลายเท่า

สินค้า

เมื่อหลายปีก่อนพวกเขาไม่เคยคิดจะทำเสื้อผ้า เพราะคิดว่าสู้กับแบรนด์ที่มีอยู่ในโลกออนไลน์ไม่ไหว ยังไม่นับแบรนด์เกาหลีดี ๆ อีกมากมาย ทั้งที่ผู้ก่อตั้งชื่นชอบเสื้อผ้าด้วยกันทั้งคู่

การรีแบรนด์ครั้งนี้พวกเขาตัดสินใจลงว่ายในตลาดที่เคยกลัวมาก่อน โดยใช้ดีไซน์และแนวคิดเรื่องความยั่งยืนประกอบกันเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจ

ไอเท็มหลักของแบรนด์คือ เสื้อยืดและหมวก หลังจากนั้นค่อย ๆ แตกเป็นสินค้าประเภทอื่น ๆ อย่างเสื้อเชิ้ต สเวตเตอร์ แก้ว จาน หรือรองเท้า 1 คอลเลกชันคือ 1 โปรเจกต์ ปี 2021 ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีประมาณ 10 – 15 โปรเจกต์ ความถี่ 2 อาทิตย์ครั้งถึงเดือนละครั้ง แต่ละครั้งอาจจะไม่ได้ผลิตเยอะมาก ซึ่งตอบโจทย์การค้าขายออนไลน์ที่ต้องอาศัยความรวดเร็ว

“เราวาง Year Plan เลยตั้งแต่ต้น แก้ไขปัญหาที่แต่ก่อนทำคอนเทนต์ไม่สม่ำเสมอ สินค้าใหม่ก็มา ๆ หาย ๆ ตอนมาฮือฮาจริง แต่ก็เว้นหายไปนาน ซึ่งไม่ตอบโจทย์ธรรมชาติออนไลน์ในปัจจุบันที่ต้องการความสม่ำเสมอ”

Madmatter ทำงานร่วมกับทั้งศิลปินและแบรนด์ เช่น Mustard Sneakers, Gongkan, Coundsheck และยังมีอีกหลายโปรเจกต์ในปี 2022 นี้

“จะตายเอา” ทั้งคู่หัวเราะ “แต่มันสนุก ปี 2021 ปีเดียวได้เจอคนเยอะกว่า 5 ปีที่ผ่านมาอีก เรามีความสุขกับการทำงานมากกว่าทุก ๆ ปีที่ผ่านมา”

เบื้องหลังจากรีแบรนดิ้งของ Madmatter จากแบรนด์หมวกกระเป๋าจากเสื้อผ้ามือสอง สู่แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกที่ตั้งใจอยู่รอดในโลกทุนนิยม

ร้าน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Madmatter ขายผ่านช่องทางออนไลน์และฝากขายตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านต่าง ๆ ปัญหาที่พบคือร้านจัดของรกจนหาไม่เจอ พวกเขาไม่อยากให้ลูกค้าของแบรนด์ต้องเจอประสบการณ์แบบนั้น

“สินค้าของเราราคาไม่ถูก จุดแข็งของเราคือวัสดุที่ดี จึงจำเป็นมาก ๆ ที่ลูกค้าต้องเห็นของจริง จับของจริง เราเจอฟีดแบ็กเยอะบนออนไลน์ว่า เขาชอบแต่ไม่กล้าซื้อ อยากไปลองไซส์ก่อน เราเลยตัดสินใจเปิดหน้าร้านเหมือนโชว์รูมที่สยามดิสคัฟเวอรี่ ผลคือหลายคนกลับมาบอกว่า ผ้าสวยกว่าในรูปเยอะเลย”

04

ถ้าต้องขึ้นเวที TED Talks บอกเล่าบทเรียนที่ได้เรียนรู้จาก Madmatter จะเป็นเรื่องอะไร – เราถาม

ทั้งคู่นิ่งคิดอยู่พักใหญ่ ยอมรับว่าคำถามนี้ยากมาก ไม่ใช่ยากเพราะพวกเขาไม่รู้ แต่เพราะมีเยอะแยะเต็มไปหมด จนไม่รู้จะจักหยิบยกเรื่องไหนขึ้นมาก่อน

แท็ปเรียนรู้เรื่องการรู้จักตัวเอง ต้องยอมรับว่าธรรมชาติ พื้นเพ และเป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน 

“ธุรกิจยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเล็กหรือมีกฎเกณฑ์อะไรมากมาย คนสเกลใหญ่ก็ช่วยในแบบของเขา คนสเกลกลางก็ช่วยในวิธีของเขา คนสเกลเล็กก็อีกแบบหนึ่ง ทำในแบบของตัวเอง ถ้าธรรมชาติของเราคือคนทำธุรกิจ ทำให้บางอย่างอาจจะไม่ยั่งยืนได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ต้องกังวลว่ามันจะผิด หรือถ้าคุณเน้นอาร์ต เน้นดีไซน์มากกว่าก็ไม่เป็นไร ยอมรับไปว่ามันอาจจะสเกลอัปไม่ได้มากเท่าไหร่”

แจ๊สเองคิดคล้าย ๆ กัน เธอบอกว่า

เบื้องหลังจากรีแบรนดิ้งของ Madmatter จากแบรนด์หมวกกระเป๋าจากเสื้อผ้ามือสอง สู่แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกที่ตั้งใจอยู่รอดในโลกทุนนิยม

“มีช่วงที่เราสับสนในตัวเอง ใจเราอยากทำธุรกิจให้ได้เงิน แต่แบรนด์เราเป็นแบรนด์รักษ์โลก ทุกคนจะตกใจกับเราหรือเปล่า สุดท้ายเราต้องจริงใจกับตัวเอง อย่างเราให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม แต่ก็สนใจการทำธุรกิจด้วย Madmatter เลยออกมาในวิธีแบบนี้ 

“มีน้องหลายคนที่กำลังทำแบรนด์มาปรึกษาว่า ‘พี่ ๆ หนูเครียดมากเลย หนูรู้สึกว่าแค่แกนที่หนูปักลงไปบนผ้ามันก็ไม่ยั่งยืนแล้ว’ เมื่อก่อนเราอาจเป็นแบบนั้น ตอนนี้รู้แล้วว่าไม่ต้องไปเครียดขนาดนั้น แต่ต้องพยายามบาลานซ์ทุกอย่างให้ได้”

Madmatter จึงวางตัวเองเป็นอีกฟันเฟืองที่ช่วยผลักดันเรื่องนี้ในแบบที่พวกเขาทำได้ ในแบบที่แบรนด์พวกเขายังอยู่รอดต่อไปได้ ด้วยการผลิตสินค้าคุณภาพดี ใช้วัสดุค้างสต็อกมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และออกแบบให้ลูกค้าใช้ไปได้นาน ๆ

เบื้องหลังจากรีแบรนดิ้งของ Madmatter จากแบรนด์หมวกกระเป๋าจากเสื้อผ้ามือสอง สู่แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกที่ตั้งใจอยู่รอดในโลกทุนนิยม

05

4 ปีผ่านมา มีแบรนด์พร้อมเป้าหมายเรื่องความยั่งยืนเกิดขึ้นใหม่มากมาย ทั้งแบรนด์ใหญ่ที่เริ่มขยับตัวเข้ามาหยิบจับประเด็นนี้ แบรนด์เล็ก ๆ ที่อยากเปลี่ยนแปลงโลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ส่วนลูกค้าที่ให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมก็เพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน

ปลายทางที่อยากเติบโตไปในตลาดโลกของ Madmatter จากการคุยกับ The Cloud ครั้งนั้น มาวันนี้ทั้งคู่ลดความคาดหวังลง ทำโจทย์ให้ง่าย และลงมือทำให้สำเร็จไปทีละขั้นตอน ทำธุรกิจในประเทศให้ดีก่อน แล้วจะค่อย ๆ เติบโตไปในที่สุด 

ทุกวันนี้มีลูกค้าทั้งในและต่างประเทศมากมาย ส่วนใหญ่เป็นคนชอบแฟชั่นที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็ก ๆ คุณภาพที่ดี และรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยในเวลาเดียวกัน 

เพื่อนสนิทของแจ๊สและแท็ป ผู้มองการเติบโตของแบรนด์นี้มาตลอดเสริมว่า “สำหรับคนนอก เรามองว่าลูกค้าสนใจเรื่องความยั่งยืน แต่เขาก็ไม่ได้อยากใช้แฟชั่น ‘ถุงผ้านี้รักษ์โลก’ หรืออะไรแบบนั้น เขายังอยากใช้สินค้าแฟชั่นอยู่ และเลือกแบรนด์นี้ที่ดีไซน์และคุณภาพ”

Madmatter จึงกลายเป็นทางเลือกของคนเหล่านั้น 

“เราอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเรื่องความยั่งยืน ไม่ต้องตะโกนให้ดัง แต่แทรกซึมไปเนียน ๆ ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งในฝั่งผู้บริโภคและคนทำธุรกิจ ให้เป็นแนวทางว่าเขาทำอย่างเราได้ และอยากขยายธุรกิจให้ได้ สร้างระบบให้ทุกคนมาช่วยเราทำงานได้ เหนื่อยน้อยลง แต่คุณภาพทุกอย่างต้องเหมือนเดิม” 

เพราะวางแผนยาวแต่คาดหวังไปทีละส่วน ความสุขของสองนักออกแบบ ณ ตอนนี้จึงไม่ใหญ่จนกลัวเจ็บ และไม่เล็กจนมองไม่เห็นจุดหมาย 

หากใครก็ตามนึกถึงแบรนด์ Sustainable Fashion ในประเทศไทย ทั้งแท็ปและแจ๊สอยากให้ Madmatter ติด 3 อันดับแรกในใจเขา 

เบื้องหลังจากรีแบรนดิ้งของ Madmatter จากแบรนด์หมวกกระเป๋าจากเสื้อผ้ามือสอง สู่แบรนด์แฟชั่นรักษ์โลกที่ตั้งใจอยู่รอดในโลกทุนนิยม

Lessons Learned

  • จริงใจกับตัวเอง รู้จักตัวเองให้ดีก่อน แล้วจึงหาวิธีการทำธุรกิจที่ตรงกับความตั้งใจของตัวเอง อย่างที่ Madmatter ค้นหาการทำธุรกิจยั่งยืนใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่เจอและข้อจำกัดที่เคยมีเรื่องการผลิต 
  • ลดความคาดหวังบางอย่าง เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโต ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความตั้งใจและคุณค่าที่มีมาตั้งแต่วันแรก
  • ทำธุรกิจที่ตัวเองภูมิใจก่อน แล้วลูกค้าจะสัมผัสความภูมิใจนั้นได้ผ่านสินค้าและบริการที่เราตั้งใจทำออกไป

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load