The Cloud x The Hero Season3

ชีวิตคนเมืองอย่างเราๆ ป่วยไข้ก็ไปพบหมอ จะที่คลินิกหรือโรงพยาบาลใด สุดแท้แต่กำลังทรัพย์ในกระเป๋า แต่ในชนบทธุรกันดาร สถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดอาจอยู่ห่างออกไปนับร้อยกิโลเมตร ความเป็นความตายของชีวิตแขวนอยู่บนระยะทางอันยาวไกลที่ทอดไปราวไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว โครงการเล็กๆ ชื่อ ‘โรงพยาบาลชุมชนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา’ ถือกำเนิดขึ้นใน 10 พื้นที่ทั่วประเทศไทย เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา

ตั้งแต่ภาคเหนือจรดใต้ กระจัดกระจายไปตามพื้นที่ห่างไกล เพื่อนำการเยียวยารักษาไปสู่ผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ 

รวมถึงที่บ้านจันทร์ อําเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ที่ตั้งของโรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 

โรงพยาบาลวัดจันทร์,โรงพยาบาลชุมชน,ใจบ้าน สตูดิโอ,สถาปนิกชุมชน, ชาวปกาเกอะญอ

คนไข้กว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่มีวัฒนธรรมการใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะพี่น้องชาวปกาเกอะญอ ซึ่งมีความเชื่อว่าจิตวิญญาณของผู้คนนั้นเชื่อมโยงกับธรรมชาติ  

แม้จะเป็นโรงพยาบาลเล็กๆ แต่มีผู้มาใช้บริการแน่นขนัดทุกวัน จนบางครั้งไม่สามารถให้บริการผู้ป่วยได้อย่างประสิทธิภาพ เนื่องจากพื้นที่ใช้สอยไม่เพียงพอ และขาดแคลนสถานที่ให้บริการบางส่วน แน่นอนว่าปัญหาเหล่านี้ ภาครัฐพร้อมจะยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ไข แต่ขั้นตอนการดำเนินงาน จากส่วนกลางสู่ภูมิภาคอันห่างไกลนั้นต้องใช้เวลา

คุณหมอประจินต์ เหล่าเที่ยง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จึงตัดสินใจชวนคนตัวเล็กๆ มากมายหลายสิบหลายร้อยคนที่อาศัยอยู่ในผืนป่า

ตั้งแต่บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยที่มาใช้บริการ ไปจนถึงชาวปกาเกอะญอ มาร่วมมือร่วมใจกัน ออกแบบผังโรงพยาบาลเพื่อจัดสรรการใช้ประโยชน์พื้นที่กว่า 60 ไร่ ให้มีประสิทธิภาพในการใช้งานสำหรับชุมชนมากขึ้น และสร้างอาคารหลังใหม่อีก 1 หลัง

พวกเขาเรียกโครงการเล็กๆ กลางป่าใหญ่นี้ ว่าภารกิจสร้าง ‘โรงพยาบาลในฝัน’ 

ภารกิจนี้อยู่ภายใต้ร่มคันใหญ่ของ โครงการวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง โรงพยาบาลชุมชนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา โดยกลุ่มวิจัยสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างเพื่อสุขภาวะ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ชวนสถาปนิกชุมชนกลุ่มเล็กๆ หลายกลุ่ม เข้าไปช่วยก่อร่างสร้างฝันในการพัฒนาโรงพยาบาลชุมชนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ทั้ง 10 แห่ง

กระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่ต้นไปจนถึงปลายน้ำ เกิดขึ้นในป่าสนผืนนี้

ตั้งแต่แนวคิดในการออกแบบตามหลักภูมิปัญญาของชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอ แรงงานที่มาจากการช่วยกันคนละไม้คนละมือ และทรัพยากรก่อสร้างที่เป็นวัสดุท้องถิ่น

ไม่ใช่ Top Down แต่เป็น Buttom Up คิดและทำจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ บนผืนดิน ก่อนจะค่อยๆ แผ่ขยายกิ่งก้านสาขาขึ้นไปยังท้องฟ้ากว้างใหญ่

และตอนนี้พวกเขาพร้อมที่จะเล่าภารกิจสร้าง ‘โรงพยาบาลในฝัน’ ให้เราฟังแล้ว

กลมกลืนไปกับผืนป่า

“อำเภอกัลยานิวัฒนาเคยเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งในอำเภอแม่แจ่ม อยู่ในส่วนปลายและลึก ใช้เวลาเดินทางเป็นวัน บริเวณนี้จะเดินทางไปอำเภอปายก็ไกล ไปอำเภอสะเมิงก็ไกล ไปที่อำเภอแม่แจ่มเองก็ไกล ชาวบ้านเดือดร้อนมาก จึงขอให้แยกเป็นอีกหนึ่งอำเภอ รัชกาลที่ 9 เคยเสด็จฯ มาที่นี่ประมาณสี่ครั้ง ก็ทรงทราบดีว่าที่นี่ห่างไกลจริง” คุณหมอประจินต์เริ่มอธิบาย

ที่นี่เป็นภูเขาร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีพื้นราบ และเป็นผืนป่าสนธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผืนป่าแห่งนี้เป็นป่าสนสองใบและสามใบที่ช่วยอนุรักษ์ต้นน้ำลำธารและป่าเต็งรัง แหล่งอาหารของสัตว์ป่า ชาวปกาเกอะญอจึงเรียกขานว่า ‘มือเจะคี’ ป่าต้นน้ำแม่แจ่ม ก่อนจะไหลรวมเป็นแม่ปิงและเจ้าพระยา

โรงพยาบาลวัดจันทร์,โรงพยาบาลชุมชน,ใจบ้าน สตูดิโอ,สถาปนิกชุมชน, ชาวปกาเกอะญอ

ไม่เพียงดำรงชีวิตพึ่งพิงกับป่า แต่ชาวปกาเกอะญอยังเป็นผู้ดูแลผืนป่าแห่งนี้มานับร้อยปี ทำให้ป่าสนหลายหมื่นไร่ของบ้านวัดจันทร์ ยังคงเป็นแหล่งสร้างน้ำ สร้างอากาศ ที่บริสุทธิ์ให้กับผืนแผ่นดินนี้

คุณหมอประจินต์เล่าต่อว่า “ชาวบ้านชาวเขาผูกพันกับต้นไม้มาก เขาจะไม่ไปแตะต้องป่าต้นน้ำเลย ไม้ที่ชาวบ้านใช้สร้างบ้าน และทำให้เกิดเศรษฐกิจมาจากป่าชุมชน คือเป็นป่าที่ชุมชนปลูกและดูแลกันเอง

“เมื่อพื้นที่นี้ถูกตั้งเป็นอำเภอ มีโรงพยาบาล และความเจริญต่างๆ เข้ามา เราต้องพยายามรักษาสมดุลระหว่างชนเผ่าและความทันสมัยให้กลมกลืนไปด้วยกัน ไม่ไปทำให้ความเป็นสังคมเมืองเข้ามาสู่ชาวบ้านเร็วเกินไป เพราะไม่เช่นนั้น ความเจริญเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ทำลายรากฐานวัฒนธรรมของชาวปกาเกอะญอ”

โรงพยาบาลวัดจันทร์,โรงพยาบาลชุมชน,ใจบ้าน สตูดิโอ,สถาปนิกชุมชน, ชาวปกาเกอะญอ

โรงพยาบาลวัดจันทร์,โรงพยาบาลชุมชน,ใจบ้าน สตูดิโอ,สถาปนิกชุมชน, ชาวปกาเกอะญอ

“แนวคิดที่โรงพยาบาลวัดจันทร์ใส่ใจและให้ความสำคัญมาโดยตลอด คือการผสมผสานการรักษาแผนปัจจุบันเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมที่ใช้สมุนไพรในการเยียวยาอาการป่วยไข้ แพทย์มีความรู้อย่างหนึ่ง ชาวบ้านมีองค์ความรู้อย่างหนึ่ง องค์ความรู้ทั้งสองหลอมให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้”

ชีวิตดีด้วยผงชูรสดอย

คุณหมอประจินต์อธิบายให้ฟังถึงปัญหาสาธารณสุขของคนบนดอยว่า “พื้นฐานชาวบ้านที่อยู่ในป่าหรือบนภูเขา ส่วนใหญ่ก็จะเป็นโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ เพราะที่นี่หนาวเย็น น้ำท่าก็ไม่สะอาดและเพียงพอ”

หมอบนดอยจึงไม่เพียงจ่ายยาให้คนกินเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ต้องไปช่วยรักษาหาวิธีป้องกันตั้งแต่ต้นเหตุร่วมกับชาวบ้านไปด้วย

“ในเมื่อน้ำไม่สะอาดและไม่เพียงพอ ทำให้คนเกิดโรค เราเลยเริ่มมาทำเรื่องของน้ำด้วย โรงพยาบาลชวนชาวบ้านมาช่วยกันทำฝาย ช่วยทั้งเรื่องน้ำกินน้ำใช้ น้ำสำหรับการเกษตร และผืนป่าก็ได้ดูดซับน้ำจากฝายของเราไปด้วย”

โรงพยาบาลวัดจันทร์,โรงพยาบาลชุมชน,ใจบ้าน สตูดิโอ,สถาปนิกชุมชน, ชาวปกาเกอะญอ

อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะแก้ไขได้สำเร็จ นั่นคือพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตของชาวบ้าน

“คนที่นี่เริ่มเป็นเรื่องความดันสูงมากขึ้น ชาวบ้านกินเกลือและผงชูรสเยอะ ก่อนหน้านี้เขามักจะดื่มชาใส่เกลือกัน ใส่กันทีเป็นกำมือ ความเค็มระดับนี้ทำให้เกิดความดันสูง โรงพยาบาลเลยรณรงค์ให้หยุดการดื่มชาใส่เกลือ

“บนป่าสนจะมีพืชชนิดหนึ่งชื่อ ‘เหาะทีลา’ เป็นสมุนไพรรสชาติดี ใช้ปรุงอาหารแทนผงชูรสได้ เราจึงส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกและหันมาใช้เหาะทีลาปรุงรสอาหารแทนผงชูรส และเรียกกันติดปากว่า ผงชูรสดอย”

โรงพยาบาลวัดจันทร์,โรงพยาบาลชุมชน,ใจบ้าน สตูดิโอ,สถาปนิกชุมชน, ชาวปกาเกอะญอ

ตั้งแต่การสร้างฝายมาจนถึงคิดค้นผงชูรสดอย สิ่งเหล่านี้คือการรักษาอย่างกลมกลืนไปกับผืนป่า และเป็นหนึ่งเดียวกับชาวเขาท้องถิ่น เช่นเดียวกับการสร้างอาคารหลังใหม่ของโรงพยาบาลวัดจันทร์ภายใต้ร่มเงาป่าสน

ก่อร่างสร้างฝัน

สถาปนิกชุมชน ใจบ้าน สตูดิโอ คือผู้มาช่วยก่อร่างสร้าง ‘โรงพยาบาลในฝัน’ ร่วมกับโรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาและชาวปกาเกอะญอ

“เรามีไอเดีย มีความคิดเห็น มีความต้องการอยู่เต็มหัวไปหมด แต่ทำออกมาไม่ได้ เพราะเราไม่สามารถออกแบบพื้นที่หรืออาคารได้ ดังนั้น นักออกแบบคือผู้ช่วยถ่ายทอดสิ่งที่เราและชาวบ้านอยากให้โรงพยาบาลเป็น ออกมาเป็นรูปธรรมจริงๆ โดยพวกเขาออกแบบผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม” คุณหมอประจินต์อธิบาย

โรงพยาบาลวัดจันทร์,โรงพยาบาลชุมชน,ใจบ้าน สตูดิโอ,สถาปนิกชุมชน, ชาวปกาเกอะญอ

โรงพยาบาลวัดจันทร์,โรงพยาบาลชุมชน,ใจบ้าน สตูดิโอ,สถาปนิกชุมชน, ชาวปกาเกอะญอ

กระบวนการมีส่วนร่วมทางการออกแบบ หรือ Participatory Design อธิบายอย่างง่าย คือการล้อมวงคุยกับผู้ใช้พื้นที่โรงพยาบาลทุกกลุ่มตั้งแต่บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยที่มาใช้บริการ ไปจนถึงชาวปกาเกอะญอที่อาศัยอยู่โดยรอบ เพื่อรับฟังความต้องการแท้จริงของพวกเขา แล้วนำมาปรับจนกลายเป็นแบบของโรงพยาบาลในฝัน

“คนบ้านจันทร์ไม่อยากเอากล่องสี่เหลี่ยมมาตั้งไว้กลางป่า ขวางทางลมพัด ขวางทางน้ำไหล เราอยากให้โรงพยาบาลในฝันกลมกลืนไปกับผืนดินผืนป่า” คุณหมอประจินต์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

พี่ตี๋-ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร แห่งใจบ้าน สตูดิโอ เล่าให้เราฟังว่า “ในการออกแบบผังโรงพยาบาลและอาคารหลังใหม่นี้ มีโจทย์หลักอยู่ 3 ข้อ ที่ต้องบูรณาการผ่านการออกแบบมาเป็นอาคารหลังใหม่

ข้อแรกคือ บ้านวัดจันทร์เป็นพื้นที่ป่าสนสองใบ สนสามใบ ผสมกับต้นเต็งรัง ดังนั้น การออกแบบต้องคำนึงว่าจะอาคารจะอยู่กับธรรมชาติของป่าสนอย่างไร

โรงพยาบาลวัดจันทร์,โรงพยาบาลชุมชน,ใจบ้าน สตูดิโอ,สถาปนิกชุมชน, ชาวปกาเกอะญอ

ข้อที่สองคือ เรื่องอุณหภูมิ ที่นี่อุณหภูมิเฉลี่ย 2 – 26 องศาเซลเซียส ซึ่งค่อนข้างเย็นมาก โดยเฉพาะหน้าหนาว อย่างที่ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า แม้จะมีอาคารคอนกรีตก็นอนไม่ได้ ต้องมีการก่อไฟ ดังนั้น จะออกแบบอย่างไร ใช้วัสดุอย่างไร ให้อาคารมีความอบอุ่น

ข้อสุดท้ายคือ เรื่องของวัฒนธรรมชนเผ่า พี่น้องปกาเกอะญอมีวัฒนธรรมการรักษา การอยู่อาศัย การอยู่ร่วมกันเป็นสังคมมายาวนานนับร้อยปี จะเอาจุดนี้มาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบพื้นที่เพื่อการรักษาได้อย่างไร

วัฒนธรรมเตาไฟ หัวใจของชุมชน

พี่ตี๋อธิบายขั้นตอนในการขบคิดแก้โจทย์ทั้ง 3 ข้อ “เราเริ่มต้นจากการศึกษารากวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นก่อน ชาวปกาเกอะญอมีวัฒนธรรมร่วมกันอย่างหนึ่ง คือการนั่งล้อมวงเล่นดนตรี ขับร้องบทเพลงอือทา พูดคุยเล่าตำนานคำสอนกันที่หน้า ‘เตาไฟ’

โรงพยาบาลวัดจันทร์,โรงพยาบาลชุมชน,ใจบ้าน สตูดิโอ,สถาปนิกชุมชน, ชาวปกาเกอะญอ

โรงพยาบาลวัดจันทร์,โรงพยาบาลชุมชน,ใจบ้าน สตูดิโอ,สถาปนิกชุมชน, ชาวปกาเกอะญอ

ในเมื่อเตาไฟคือศูนย์รวมจิตใจและการใช้ชีวิตของคนปกาเกอะญอ ดังนั้น นอกจากที่บ้านแล้ว เตาไฟน่าจะเป็นศูนย์กลางของผู้คนนอกบ้านได้ด้วย จึงเป็นที่มาของ ‘อาคารแม่เตาไฟ’ หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘อาคารสืบสานพระปณิธาน’ อาคารหลังใหม่ของโรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา”

อาคารหลังนี้มีฟังก์ชันคือเป็นที่พักคอยของญาติผู้ป่วย พื้นที่ประชุม นั่งรวมตัว พูดคุย จัดกิจกรรมอเนกประสงค์ของชาวบ้าน นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ชาวปกาเกอะญอรัก เคารพเหนือสิ่งอื่นใด และมีลานวัฒนธรรมข้างๆ อาคาร ให้บรรยากาศเหมือนข่วงลานในหมู่บ้านชาวเขาโรงพยาบาลวัดจันทร์,โรงพยาบาลชุมชน,ใจบ้าน สตูดิโอ,สถาปนิกชุมชน, ชาวปกาเกอะญอ

พี่ตี๋เล่าต่อว่า “บ้านของชาวเขาส่วนใหญ่สร้างด้วยเรือนไม้สน ช่วยให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว ที่บ้านวัดจันทร์มีทั้งสนสองใบและสนสามใบ ตามปกติชาวบ้าวเขาจะตัดเฉพาะสนสามใบ ซึ่งเป็นสนต่างถิ่น ไม่มีผลต่อระบบนิเวศในป่า เป็นสนที่ชาวบ้านปลูกเอง ดูแลจนเติบโต และตัดมาใช้ประโยชน์ ส่วนสนสองใบจะอนุรักษ์ไว้”

สนสามใบจึงเป็นวัสดุหลักในการสร้างอาคารแม่เตาไฟ เพราะให้ความอบอุ่นตามภูมิปัญญาดั้งเดิม และหาได้ทั่วไปในผืนป่าสนบ้านจันทร์

นี่คือการสร้างโรงพยาบาลชุมชน ด้วยทรัพยากร แรงงาน และภูมิปัญญาที่มาจากผืนป่าสนบนดอยสูงอย่างแท้จริง

โรงพยาบาลวัดจันทร์,โรงพยาบาลชุมชน,ใจบ้าน สตูดิโอ,สถาปนิกชุมชน, ชาวปกาเกอะญอ โรงพยาบาลวัดจันทร์,โรงพยาบาลชุมชน,ใจบ้าน สตูดิโอ,สถาปนิกชุมชน, ชาวปกาเกอะญอ

“เราใช้ไม้ทุกต้นอย่างคุ้มค่าที่สุด เพราะเป็นไม้สนที่ชาวบ้านปลูก หวงแหนและตัดใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น” พี่ตี๋เอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น

“อาคารแม่เตาไฟจึงไม่ใช่แค่สถาปัตยกรรม แต่เป็นการส่งต่อองค์ความรู้ไปสู่คนรุ่นหลัง เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่บอกเล่าความงดงามสมบูรณ์ของผืนป่า และภูมิปัญญาทรงคุณค่าของชาวปกาเกอะญอที่ซุกซ่อนอย่างเงียบสงบมาหลายร้อยปี”

โรงพยาบาลวัดจันทร์,โรงพยาบาลชุมชน,ใจบ้าน สตูดิโอ,สถาปนิกชุมชน, ชาวปกาเกอะญอโรงพยาบาลวัดจันทร์,โรงพยาบาลชุมชน,ใจบ้าน สตูดิโอ,สถาปนิกชุมชน, ชาวปกาเกอะญอ

นอกจากนี้ยังมีการวางแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินใหม่เอี่ยม ที่ทุกคนลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าต้องเก็บรักษาป่าอนุรักษ์ด้านหลังโรงพยาบาลไว้

ถัดจากป่าอนุรักษ์ไปคือลานกิจกรรม ที่คนทั่วไปสามารถขออนุญาตเข้ามากางเต็นท์ ก่อกองไฟ นอนกลางดิน กินกลางป่าสนได้

พื้นที่ด้านข้างของโรงพยาบาล กำลังถูกพัฒนาเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ สวนสมุนไพร และฝายชะลอน้ำ ที่ชาวบ้านมาร่วมด้วยช่วยขุด ฝัง ก่อ กันอย่างคึกคัก

โรงพยาบาลวัดจันทร์,โรงพยาบาลชุมชน,ใจบ้าน สตูดิโอ,สถาปนิกชุมชน, ชาวปกาเกอะญอ

โรงพยาบาลวัดจันทร์,โรงพยาบาลชุมชน,ใจบ้าน สตูดิโอ,สถาปนิกชุมชน, ชาวปกาเกอะญอ

ชาวปกาเกอะญอต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า โรงพยาบาลแห่งนี้คือศูนย์กลางความร่วมใจของทุกคนในท้องถิ่น และเรื่องราวการสร้างโรงพยาบาลในฝัน จะกลายเป็นนิทานบทที่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของชนเผ่าที่นี่สืบไป

โรงพยาบาลในฝันของทุกคน

คุณหมอประจินต์เล่าให้ฟังถึงการทำงานกับชุมชนบนดอยว่า “กระบวนการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องธรรมชาติของพื้นที่นี้อยู่แล้ว

“เวลาชาวบ้านจะทำหรือสร้างอะไรที่เป็นสาธารณะร่วมกัน ภาคเหนือเรียกว่า ‘ของหน้าหมู่’ ต้องได้รับการยอมรับจากคนหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน ผู้นำศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ เจ้าหน้าที่หน่วยงานป่าไม้ และนายอำเภอ ดังนั้นทุกขั้นตอน แม้แต่การขออนุญาตใช้ไม้ ก็มีการทำกระบวนการ ทำประชาคมกับหมู่บ้าน”

โรงพยาบาลวัดจันทร์,โรงพยาบาลชุมชน,ใจบ้าน สตูดิโอ,สถาปนิกชุมชน, ชาวปกาเกอะญอ

“การทำงานกับชุมชน จุดเน้นอยู่ที่ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ถ้าเราไม่เคยไปกินข้าว เยี่ยมบ้าน คลุกคลีกับเขา เพื่อพยายามเรียนรู้ว่าวิถีชีวิตเขาเป็นอย่างไร การนั่งล้อมวงกันอยู่หน้ากองไฟเป็นอย่างไร เราจะนึกภาพไม่ออกว่าชาวบ้านเขาอยู่กันอย่างไร ฉะนั้น ถ้าเราเข้าไปหาเขาถึงที่บ้าน การพัฒนาชุมชนก็เกิดขึ้นง่าย”

เรายิ้มไปกับแนวคิดแสนเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนพึ่งพาอาศัยกัน เช่นเดียวกับผืนป่าและสิ่งมีชีวิตมากมายที่อยู่ภายใต้ร่มเงา

ความสำเร็จของภารกิจสร้าง ‘โรงพยาบาลในฝัน’ เกิดขึ้นได้จากความเป็นพลเมืองของทุกคน แม้เป็นเพียงคนตัวเล็กๆ เราก็สามารถใช้ศักยภาพของตัวเองสร้างสังคมที่ดีด้วยกันได้

กลุ่มสถาปนิกชุมชนต่างถิ่นเข้ามาช่วยก่อร่างสร้างฝัน ด้วยการใช้วิชาชีพออกแบบและก่อสร้าง

โรงพยาบาลรักษาเยียวยา มองเห็นคุณค่าและความสำคัญของชุมชน

ในขณะที่ชุมชนถ่ายทอดภูมิปัญญาที่ป่าเขาสั่งสอนมานานนับศตวรรษ เพื่อพัฒนาสิ่งที่ยั่งยืน

แม้ที่นี่จะไม่ใช่โรงพยาบาลที่ทันสมัยที่สุด ใหญ่โตที่สุด มีชื่อเสียงที่สุด แต่ที่นี่คือโรงพยาบาลในฝันของชาวบ้านจันทร์ทุกคน ตั้งแต่รากเหง้าใต้ผืนดิน จนถึงไอหมอกที่โอบกอดความอุดมสมบูรณ์ของป่าสนกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาแห่งนี้เอาไว้

วัฒนธรรมเตาไฟ หัวใจแห่งการเยียวยา โรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา

โรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา กับเอกลักษณ์ที่ทรงคุณค่า "วัฒนธรรมเตาไฟ หัวใจแห่งการเยียวยา" การพัฒนาโรงพยาบาลจากความเข้าใจวิถีชีวิตของชนเผ่าปกาเกอะญอ เพื่อสร้างโรงพยาบาลที่ไม่เป็นเพียงสถานที่รักษา แต่ยังเป็นที่เรียนรู้สืบสานภูมิปัญญาในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติของชุมชน โดยการทำงานในครั้งนี้ ทีมสถาปนิก JaiBaan Studio ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบร่วมกับบุคลากรโรงพยาบาลและผู้คนในชุมชนพบกับสารคดีโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษาเพื่อชุมชนได้ ทั้ง 10 แห่งทั่วประเทศ สะท้อนเรื่องราวการทำงานจริงของบุคลากรทางการแพทย์ ท่ามกลางวิถีชีวิต วัฒนธรรม และการร่วมมือกันของคนในท้องถิ่น เป็นพลังแห่งการขับเคลื่อนโรงพยาบาลของชุมชนในทศวรรษที่ 2 ให้เข้มแข็งต่อไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานนิทรรศการ "โรงพยาบาลชุมชนเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา โรงพยาบาลที่เป็นมากกว่าโรงพยาบาล" วันที่ 7-12 สิงหาคม 2561 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)#โรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ๘๐พรรษา #โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติเพื่อชุมชน #80CHC #BE4H #สสส #สิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างเพื่อสุขภาวะ

Posted by โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติเพื่อชุมชน on Saturday, August 4, 2018

สารคดีและภาพ : ธาริต บรรเทิงจิตร, ภาสุร์ นิมมล, รัฐ รุ่งเรืองตันติสุข และ วีระชัย จิ๋วเจริญ

การออกแบบอย่างมีส่วนร่วมของสถาปนิกชุมชน บุคลากรการแพทย์ และชาวบ้านท้องถิ่น ในการปรับปรุงการใช้ประโยชน์ที่ดิน และสร้าง ‘อาคารสืบสานพระปณิธาน’ อาคารหลังใหม่ของโรงพยาบาลชุมชนทั้ง ๑๐ แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ๆ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่ป่าสนบนดอยที่จังหวัดเชียงใหม่ จนถึงชุมชนมุสลิมเก่าแก่ที่จังหวัดนราธิวาส 

ดำเนินการโดยกลุ่มความร่วมมือภาคีเครือข่าย กองแบบแผน สังกัดกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และกลุ่มวิจัยสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างเพื่อสุขภาวะ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

Facebook: โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติเพื่อชุมชน

Writer

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณรู้จักซีรีส์สืบสวนสอบสวนอย่าง CSI ไหม แล้ว NCIS, Bones หรือ Partners for Justice ล่ะ

ถ้ารู้จัก คงเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ อยู่บ้าง พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อช่วยสืบคดีและค้นหาความจริงผ่านศพ 

ในประเทศไทย นักนิติวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในทีมเบื้องหลังของ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อติดตามคนหายและพาโครงกระดูกนิรนามกลับบ้าน

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ‘คนหาย’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเห็นฉลากน้ำดื่มที่มีภาพเด็กหาย เห็นโพสต์ตามหาญาติในเพจมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงประกาศผ่านข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แต่ไม่ว่าชีวิตพวกเขาจะอยู่ในสถานะใด เป้าหมายของ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นก-นฤมล ภราสมพงษ์ นักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มตรวจวิเคราะห์กระดูก กองพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม คือ ‘การพาทุกคนกลับบ้าน’ 

ครั้งนี้ The Cloud จึงขอนำทุกท่านเข้าสู่โลกเบื้องหลังอันเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยริบหรี่ พบเจอกับกลุ่มคนผู้เปี่ยมพลังในการเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

3,291
สถานะ : พบตัว / ส่งคืน

ครอบครัวหนึ่งลาออกจากงาน เดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทยเพื่อตามหาคนรักที่หายไป โดยมีเพียงกระดาษ A4 ที่พรินต์รูปคนสำคัญและความหวังที่จะพาเขานั้นกลับบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคคลสูญหายกว่า 2,346 ราย บุคคลนิรนามอีก 1,663 ราย ศพนิรนามอีก 2,848 ราย และตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันตามสถิติในหน้าเว็บไซต์ของ คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (ค.พ.ศ.)

ตัวเลขหลักพันประกอบจากชีวิตหลักหน่วยที่อาจเป็นได้ตั้งแต่คนชราผู้มีโรคอัลไซเมอร์ติดตัว ผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม เด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนจำอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรม

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงทำงานทั้งในแง่ประกาศคนหาย ประกาศคนนิรนาม ประกาศศพนิรนาม จนถึงพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งจากข้อมูล ลายนิ้วมือ ผลทันตกรรม ไปจนถึง DNA เพื่อช่วยในการทำคดี

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

เราขอฉายภาพให้เข้าใจก่อนว่า พวกเขามีภารกิจช่วยคนและศพ ประเทศไทยมี ‘คนหาย’ ที่ไม่แน่ใจในสถานะ พวกเขาคือคนที่ญาติแจ้งความกับตำรวจ และยินยอมเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ ‘สังคม’ ช่วยแจ้งเบาะแส 

ประเทศไทยมี ‘คนนิรนาม’ ที่ยังมีชีวิต แต่จำชื่อตนเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ถูกบ้างผิดบ้าง อีกทั้งบางคนเดินทางข้ามจังหวัด จนการตามหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ประเทศไทยมี ‘ศพนิรนาม’ จำนวนนับพันที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร บางคนมาในสถานะที่ญาติยังจดจำใบหน้าได้ และบางคนมาเพียงกระดูก ถึงอย่างนั้น นักนิติวิทยาศาสตร์ก็มองว่า กระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลก

แต่การนำคนหายและศพกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฐานข้อมูลคนหายในไทยยังกระจัดกระจายไม่รวมเป็นหนึ่ง บ้างไม่ถูกบันทึกลงระบบ ไหนจะเรื่องสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลที่คลุมเครือ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราไม่ทราบว่าญาติของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นใคร จะเปิดเผยข้อมูลลงเว็บให้ญาติมาหาก็ยังมีความก้ำกึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงควรมี พ.ร.บ. บุคคลสูญหาย บุคคลนิรนาม หรือศพไร้ญาติ เพื่อระบุข้อกำหนดให้ชัดเจนในการเก็บ DNA เผยแพร่ข้อมูล รวมถึงทำให้สังคมรู้ว่านี่คือธุระของทุกคน”

นอกจากมูลนิธิกระจกเงาผู้ทำงานด้านบุคคลสูญหายมายาวนาน ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบ CIR เพื่อให้ข้อมูลที่ญาติกรอกและข้อมูลที่หน่วยงานรับแจ้งจับคู่กันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงจัดระเบียบการฝังศพนิรนามในสุสานศพไร้ญาติ เพื่อให้พวกเขายังมีโอกาสกลับสู่ครอบครัว

“ในสุสานต่างจังหวัดไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เราเลยทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสว่างอริยะธรรมสถาน (เม่งเลี้ยง) และกลุ่มสหพุทธรรมสงเคราะห์ (พ้งเลี้ยง) เพื่อสร้างมาตรฐานการเก็บศพ กำหนดว่าเก็บไว้กี่ปี ระบุเงื่อนไขก่อนเผาทำลาย เราไม่อยากให้ถึงวันที่ญาติมา แล้วพบว่าคนในหลุมถูกเผาไปแล้ว 

“แล้วเรายังมีกรณีที่ญาติทราบว่าศพอยู่กับที่นี่ แต่ไม่มีเงินมารับกลับ ทางเราเองก็มีต้นทุนในการดำเนินงานจำกัดสวนทางกับจำนวนคนหาย ในอนาคตจึงมีแผนเปิดมูลนิธิของสถาบันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการเล่าพร้อมพาเราขึ้นไปยังห้องเก็บกระดูก เพื่อพบกับนฤมล นักนิติวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์กระดูก และส่งศพนิรนามกลับบ้าน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จุดเริ่มต้นจากคำถามของคุณหญิงพรทิพย์

“คิดว่าความรู้ของตัวเองมีประโยชน์อะไร ไหนลองบอกมา” คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ (ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและอาจารย์ในสมัยนั้น) ถามนฤมล

เธอเพิ่งส่งใบสมัครเข้าทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และถูกเรียกให้เข้าสัมภาษณ์ภายในไม่กี่วัน

“หนูรู้จักแค่โครงกระดูกมนุษย์และร่างกายมนุษย์ค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลย” เธอตอบ

“งั้นมาลองทำดูโดยใช้ความรู้ที่มี พี่กำลังต้องการความรู้นั้น”

นฤมลเป็นเด็กสายวิทย์ เรียนจบปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าทำงานเป็นนักรังสีเทคนิคในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาโทกายวิภาคศาสตร์ เพราะตนเองคล่องเรื่องกระดูกมนุษย์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความคิดของเธอ

“เพื่อนเคยแซวตอนเรียนปริญญาโทว่า จบแล้วไปทำงานกับอาจารย์พรทิพย์สิ เพราะเรามักเห็นท่านนั่งทานข้าวในโรงอาหาร เราไม่กลัวศพ เราไม่กลัวเลือด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเพื่อน

“พอจบกายวิภาคมา คนส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์ เราก็คิดอย่างนั้น จนไปเจอเว็บไซต์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประกาศรับคนจบปริญญาสาขาที่เราเรียนหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เราก็ส่งไปจนได้สัมภาษณ์กับอาจารย์พรทิพย์ในอีก 2 วันถัดมา”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

ยุคนั้นปริญญาโทกายวิภาคมีนักศึกษาเรียนจบน้อย ในรุ่นของนฤมลมีเพียง 2 คน เธอจึงกลายเป็นบุคลากรคุณภาพในวันที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ถึงขั้นที่คณะกรรมการคุยกันว่า โปรไฟล์นี้คือคนที่คุณหญิงต้องการ

“พอสัมภาษณ์เสร็จเราถามอาจารย์พรทิพย์ว่า หนูได้ไหมคะ ท่านบอกว่า มาทำงานได้เลย อาจารย์มอบหมายให้อยู่ศูนย์พิสูจน์บุคคลสูญหาย จนถึงวันนี้ 19 ปีแล้ว เราก็ยังทำงานที่นี่อยู่”

เข้างานวันแรก ๆ หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพและเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อค้นหากระดูก ฟังดูเหมือนง่าย แต่เส้นทางการทำงานที่แท้จริงขรุขระเสมอ เธอต้องขวนขวายอ่านหนังสือ ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และสอบชิงทุนเพื่อไปศึกษาการทำงานในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนที่ฮาวายใน Forensic Science Academy ห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยา (Central Identification Laboratory, Hawaii) ที่ดีที่สุดในโลก

“อาจารย์พรทิพย์เห็นความสำคัญเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพราะประเทศไทยในอดีตไม่มี กระดูกหรือศพเน่าจึงถูกละเลยเพราะไม่มีข้อมูล แต่ด้วยการขับเคลื่อนของอาจารย์และอีกหลายท่าน ไทยจึงได้ร่วมมือกับต่างประเทศ และตัวเองก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่จนมีความรู้ในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

Diary of Life

หากศพอยู่ในสภาพที่แพทย์ชันสูตรตรวจสอบอะไรต่อไม่ได้ ด่านต่อไปคือการค้นหาข้อมูลจากกระดูก หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพจากห้องแล้วนำไปสลายที่นครนายก เพื่อเอาเนื้อเยื่อออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงตรวจกระดูกอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอย ความผิดปกติ เช่น โรคและบาดแผลต่าง ๆ

“ไม่ใช่ทุกเคสที่มีกุญแจให้เราไข แต่บางเคสมี เช่น Defend Wound คนอาจยกแขนขึ้นมาป้องกันตัวจนเกิดรอยลึกบนกระดูก ถ้าพี่เห็นรอยแตกบนกระดูกเป็นรอยสันคมแนวขนาน แปลว่าอาจเกิดจากของมีคม

“หรือสมมติเจอกองเนื้ออยู่บนพื้น พี่เอามาตรวจแล้วเจอรูกลม ๆ บนกระดูก แปลว่าสาเหตุการตายอาจไม่ใช่รถทับ เพราะมีรอยกระสุน ใครบ้างจะปล่อยให้รถทับแล้วมายิงซ้ำ หรือเจอศพแล้วค่อยมายิง หากพี่ส่งสิ่งที่ตรวจเจอให้พนักงานสอบสวน อย่างน้อยเขาอาจเอาไปเป็นข้อมูลสำหรับทำคดีต่อได้” นฤมลเล่าประสบการณ์

ด้วยความที่คลุกคลีกับศพและกระดูกมานาน เพียงการมองด้วยตาเปล่าก็ทราบได้ว่านั่นคือกระดูกคนหรือสัตว์ เพราะฉะนั้น หากสงสัย โปรดส่งมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราจะนำกระดูกที่ได้ทั้งหมดมาเรียง เพื่อสร้าง Biological Profile ระบุเพศ อายุ เชื้อชาติ ส่วนสูง สาเหตุการตาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการหาคนหายและทำคดี อย่างกระดูกชิ้นนี้ที่มีเหล็กดามอยู่” เธอชี้

เหล็กที่ว่าเป็นข้อมูลพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลชิ้นสำคัญ หากทราบเพิ่มเติมว่าศพนี้เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 19 – 30 ปี มีเหล็กดามเข่า เจ้าหน้าที่จะลดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย โดยตีวงไปยังผู้สูญหายที่เพศ ช่วงอายุ ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลจากญาติตรงกัน

“จากที่มีข้อมูลคนสูญหายเพศชายในระบบ 100 คน อาจเหลือแค่ 20 คนที่ขาเจ็บ หากศพดามเหล็กที่ขาขวา อาจเหลือที่ตรงกันแค่ 5 คน หลังจากนั้นจะมีการ Confirm Test โดยนำญาติมาที่สถาบันฯ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน รูปพรรณสัณฐาน และข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ ถ้าเข้าข่ายจึงส่งไปตรวจ DNA”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ข้อมูล’ โดยเฉพาะข้อมูลจากญาติพี่น้อง หากใครมีประวัติทันตกรรมหรือประวัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลเอกซเรย์ ผ่าตัด หรือดามเหล็ก โปรดเก็บเอาไว้ให้ดี สิ่งนี้คือหลักฐานที่จะตามหาญาติของท่านจนพบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน
'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แล้วในคดีสำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจสอบไม่มีอคติในการทำงาน

นฤมลบอกว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักสากลที่เรียกว่า Blind Analysis คือเธอไม่ทราบข้อมูลของโครงกระดูกเลย ไม่ว่าจะประวัติ สำนวนคดี หรือสถานที่ที่พบ เพื่อปฏิบัติกับกระดูกทุกโครงอย่างเท่าเทียม

“สุดท้ายพี่จะรู้ข้อมูลเองเมื่อศพบอก สมมติ พี่เจอรากไม้ตามโพรงจมูก พี่จะเขียนลงในรายงานว่ามีรากไม้ ซึ่งอาจตรงกับคดีว่า ตำรวจไปเก็บมาจากป่า ขุดจากดิน หรืองมจากในน้ำ บางทีเราไปพลิกป่าหาเอง ได้มา 1 ชิ้นก็ถือว่าได้ แต่ข้อมูลจะน้อยกว่าได้มาทั้งโครง”

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้สอนเธอว่า กระดูกที่คนอื่นมองเป็นเพียงกระดูก แท้จริงแล้วคือสมุดบันทึกชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็เปิดอ่านได้

“แต่เราคือคนนั้น ใครเคยแขนหัก ขาหัก มันบันทึกอยู่ในกระดูก ต่อให้ผ่านไป 10 – 20 ปีมันก็จะถูกบันทึกอยู่อย่างนั้น พี่จะเห็นร่องรอย พี่จะรู้ว่าเขามีตัวตน แต่ถ้ากระดูกนี้ไปอยู่กับคนอื่น เป็นผู้เคราะห์ร้ายสักคนที่ล้มอยู่ที่ไหนสักแห่ง กระดูกของพวกเขาอาจกระจัดกระจาย ตัวตนแตกสลาย และหายไปตลอดกาล

“อะไรที่จะบอกกับประชาชนได้ คืออยากให้ช่วยแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อเก็บกระดูกที่คุณพบมาให้เรา ไม่ต้องกังวลว่านั่นจะเป็นกระดูกสัตว์แล้วใครจะว่าอะไร หากนั่นเป็นคนที่คุณรัก คุณก็คงคิดเหมือนกันว่าอยากเพิ่มโอกาสในการหาเขาให้เจอ”

'คนหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว' คุยกับทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการพาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จะรอวันได้พบเธอ

“พี่ทำงานนี้มา 19 ปี ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด แต่ก็หาเจอหลายเคส พี่ไม่ได้ไปคุยกับญาติเขาโดยตรง แต่ดีใจอยู่ข้างหลังทุกครั้งที่มีน้องมาบอกว่า เราได้คืนคนสำคัญให้ครอบครัว 

“มีจริง ๆ พ่อแม่ที่แข็งแรงดีเดินออกไปตลาด แต่หายไปเป็น 10 ปี บางคนความจำดีแต่ดันถูกรถเฉี่ยวจนหลงลืม ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ บางคนหนีออกมาเพราะจะกลับบ้าน แต่ดันหลงไปไกลกว่าเดิม ลูกหลานลาออกจากงานเพื่อตามหา หากเขารู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยชีวิตเขาก็ได้เดินต่อ อย่างน้อยเขาก็ได้พ่อแม่คืน

“กระดูกที่คุณเก็บมาให้เราตรวจ คุณรู้ไหมว่าเขาตามหากันขนาดไหน” นฤมลเล่าอย่างตั้งใจ

ภายในห้องเก็บกระดูกของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีกระดูกนิรนามรอคอยการกลับบ้านกว่า 1,600 โครง จาก 4 จังหวัดที่สถาบันรับผิดชอบ อาวุโสที่สุดอยู่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

“เรามีกลุ่มพิสูจน์อัตลักษณ์ที่ติดต่อกับญาติ กลุ่มบริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ กลุ่มห้องปฏิบัติการทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศพ และกลุ่มติดตามคนหายที่ทำงานกับทุกภาคส่วนทั้งตำรวจและโรงพยาบาล คือเก็บข้อมูลกับคนไข้เพื่อตามหาญาติเลย เราไม่อยากให้เขาจากไปแล้วค่อยเก็บข้อมูล เพราะหากเจอเร็วย่อมเป็นประโยชน์กว่า”

นอกจากความรู้สึก การตามหาคนหายและระบุตัวตนศพนิรนามยังเป็นเรื่องของการพิทักษ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะลบคำสบประมาท หาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย คืนความยุติธรรมในคดี รวมถึงมอบสิทธิอันชอบธรรมคืนให้กับครอบครัว ออกใบมรณบัตร สิ้นสุดคดี ยุติการชำระหนี้แทน 

“ทั้งหมดเป็นบริการประชาชน ตั้งแต่แจ้งหาย เก็บหลักฐาน เก็บ DNA จนถึงรับศพกลับบ้าน ไม่มีการเก็บค่าบริการทั้งคนหายและการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม เว้นแต่เป็นการตรวจที่ไม่ใช่ทางคดี

“การพาศพกลับบ้านอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ตาย แต่เป็นการทำเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วมาแจ้งเบาะแส เก็บกระดูกมาพิสูจน์ เราจะพาพวกเขากลับบ้าน”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load