01

ละครใบ้สไตล์ญี่ปุ่น

“งาน PANTOMIME IN BANGKOK ใหญ่กว่าเทศกาลละครใบ้ที่เราจัดกันในญี่ปุ่นอีกนะ” โยชิสะวะ โคอิจิ โปรดิวเซอร์ละครใบ้ชื่อดังของญี่ปุ่น บอกในสิ่งที่ผมไม่เคยรู้ และคนไทยส่วนใหญ่ก็คงไม่รู้

PANTOMIME IN BANGKOK หรือ ‘ละครใบ้ในกรุงเทพฯ’ กำลังจะจัดครั้งที่ 16 ในรอบ 22 ปี ระหว่างวันที่ 20 – 21 กรกฎาคม 2561 ที่โรงละคร เอ็ม เธียเตอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ซื้อบัตรได้ที่ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา

ผมดูละครใบ้ในกรุงเทพฯ ครั้งที่ 1 สมัยเรียนมหาวิทยาลัย รอบแรก ผมไปดูคนเดียวด้วยความอยากรู้ว่ามันคืออะไร รอบสอง ผมย้อนกลับไปดูใหม่ในวันรุ่งขึ้น พร้อมกับชวนเพื่อนพ้องไปดูด้วย ถึงขนาดว่าออกเงินซื้อตั๋วให้ทุกคนก่อน ถ้าใครดูแล้วไม่ชอบก็ไม่ต้องเอาเงินมาคืน

หลังจบการแสดง ผมได้เงินคืนครบจากทุกคน พร้อมคำขอบคุณมากมาย และหลายคนก็กลายมาเป็นแฟนประจำของละครใบ้ จัดเมื่อไหร่ก็ชวนกันไปดูอีกจนถึงทุกวันนี้

ผมมีนัดคุยกับ 2 บุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการแสดงซึ่งเล่นต่อเนื่องในบ้านเรามายาวนานถึง 2 ทศวรรษ ที่คาเฟ่ย้อนยุคสุดสวยตรงข้ามสถานีรถไฟ JR Shin-Okubo ในเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

นักแสดงผู้เปลี่ยนละครใบ้ญี่ปุ่นให้ไม่เหมือนชาติใดในโลก

สำหรับคนที่ยังนึกไม่ออกว่าละครใบ้คืออะไร เราทำมาความรู้จักกันสักเล็กน้อย

“ละครใบ้ต่างจากการแสดงประเภทอื่นตรงไม่ใช้คำพูด เรื่องไหนที่ไม่สามารถสื่อสารผ่านคำพูดได้มักจะนำมาเล่าผ่านละครใบ้ ความแตกต่างอีกอย่างคือการสร้างพื้นที่ ละครใบ้ไม่มีฉาก แต่คนดูจะใช้จินตนาการสร้างฉากทุกอย่างขึ้นมาเอง ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดที่น่าจะนึกกันออกก็คือ การทำท่าไต่กำแพง” โคจิมะยะนักแสดงละครใบ้และผู้อำนวยการสมาคมนักแสดงละครใบ้อธิบาย

ละครใบ้เหมือนจะเป็นภาษาสากล แต่ละครใบ้ในญี่ปุ่นกลับไม่เหมือนละครใบ้ในถิ่นกำเนิดอย่างยุโรป สิ่งแรกที่สังเกตได้คือ นักแสดงละครใบ้ในญี่ปุ่นไม่ทาหน้าขาว

นักแสดงผู้เปลี่ยนละครใบ้ญี่ปุ่นให้ไม่เหมือนชาติใดในโลก

“จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในยุคของโคจิมะยะ” โยชิสะวะหันหน้าไปมองเพื่อนสนิทผู้สร้างละครใบ้สไตล์ญี่ปุ่นขึ้นมา

นักแสดงละครใบ้คนแรกของญี่ปุ่นชื่อ โยเนยะมะ มะมะโกะ ตอนนี้อายุ 83 ปีแล้ว เธอไปเรียนละครใบ้สายยุโรป หรือสายออร์ทอดอกซ์ มาจากอเมริกา แล้วก็นำสิ่งนี้มาเผยแพร่ที่ญี่ปุ่น

“โคจิมะยะเห็นว่าสิ่งที่รุ่นพี่ทำมีกรอบมากเกินไป เขาเลยใช้เวลา 30 – 40 ปี ค่อยๆ พัฒนาละครใบ้แบบของเขาขึ้นมา เป็นละครใบ้ที่มีบทและวิธีเล่าเรื่องใกล้เคียงกับละครเวที” โปรดิวเซอร์ชื่อดังอธิบาย

ละครใบ้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 200 – 300 ปีที่แล้ว เป็นการแสดงภายใต้แสงไฟที่จำกัด การทาหน้าขาวช่วยให้คนเห็นได้ง่ายขึ้น และต้องเล่นใหญ่เพื่อให้คนเห็นชัด แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีไฟฟ้าใช้ หน้าขาวก็มีความหมายในรูปแบบอื่นแทน คือ แทนการใส่หน้ากาก และเป็นการกำหนดลักษณะของตัวละครให้ชัดเจน เช่น เป็นคนดี เป็นคนเลว

“การทาหน้าขาวเป็นการจำกัดบทบาทของตัวละครที่ผมต้องการ ผมอยากให้ตัวละครมีความเป็นมนุษย์ เลยคิดว่าการทาหน้าขาวไม่ใช่สิ่งที่สำคัญอีกต่อไป” โคจิมะยะเล่าถึงที่มาของการไม่ทาหน้าขาว

บทละครของเขาก็แตกต่างจากละครใบ้ในอดีต โคจิมะยะสนใจเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน แล้วยกเหตุการณ์นั้นขึ้นมาเป็นโลกใบใหม่

“แล้วผมก็ชอบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนที่มีบทบาทต่างกัน โชว์ที่คุณจะได้ดูตอนบ่ายนี้ มีเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไอดอลกับผู้จัดการ คุณรู้จักไอดอลแบบ AKB48 ใช่ไหม ผมลองคิดว่าไอดอลกับผู้จัดการจะมีปฏิสัมพันธ์กันยังไง แล้วก็สร้างเป็นเรื่องขึ้นมา”

ฟังแล้วก็อยากรู้ว่า เรื่องเล่าของไอดอลสาวที่ถ่ายทอดผ่านละครใบ้จะสนุกแค่ไหน

02

ชุมชนละครใบ้ในญี่ปุ่น

พวกเราเดินจากคาเฟ่มุ่งหน้าไปยังโรงละครขนาดเล็กความจุ 50 ที่นั่ง ซึ่งใช้เป็นที่จัดการแสดงละครใบ้บ่ายนี้ มันเป็นโรงละครขนาดมาตรฐานที่คณะละครใบ้ใช้กัน ถ้าอยากเล่นที่ใหญ่กว่านี้ก็ต้องใช้วิธีจัดร่วมกันหลายๆ คณะ ถึงจะกล้าไปเช่าโรงละครขนาดใหญ่

“คุณอาจมองว่า ซ้อมมาตั้งนานคนดูแค่นี้คงไม่คุ้ม สำหรับละครใบ้แล้ว โรงละครขนาด 50 ที่นั่งคือพื้นที่ที่เราจะเล่นได้เข้าถึงทุกคนจริงๆ แต่ขนาดที่ดีที่สุดเมื่อมองในด้านธุรกิจด้วยก็คือ 200 – 300 ที่นั่ง” โยชิสะวะเล่าระหว่างพาเราเดินไปโรงละคร

ตอนนี้ญี่ปุ่นไม่มีงานละครใบ้ขนาดใหญ่แล้ว พวกเขาเคยทำอยู่ 10 ปี หลังจากปี 2007 รัฐบาลท้องถิ่นตัดงบสนับสนุน ซึ่งการแสดงทุกประเภทโดนเหมือนกันหมด ในญี่ปุ่นเลยเหลือแค่งานละครใบ้เล็กๆ 2 – 3 งาน งานใหญ่ที่สุดในเอเชียอยู่ที่เกาหลีใต้

“ปีที่แล้วผมไปแสดงที่เกาหลีใต้ 7 ครั้ง ทั้งเล่นแบบงานเล็กๆ และในโรงละครขนาด 400 ที่นั่ง งานของเกาหลีใต้ถือว่าใหญ่ที่สุดเพราะจัดกัน 2 – 3 สัปดาห์ เชิญนักแสดงมา 20 – 30 คน ถ้าอยากดูครบทุกคณะอาจจะต้องซื้อบัตรดูสัก 7 รอบ ไม่เหมือนเมืองไทย มีแพ็กเกจเดียว ทุกคนจะได้ดูโชว์ชุดเดียวกันหมด เป็นโชว์ที่เราคัดมาแล้วว่าดีที่สุด” โยชิสะวะเล่าถึงเทศกาลละครใบ้กรุงเทพที่เขาเริ่มต้นบุกเบิกเมื่อ 20 ปีก่อน

แล้วถือว่าเป็นงานละครใบ้ที่ดีที่สุดในเอเชียได้ไหม

“ผมคิดว่าใช่นะ” โยชิสะวะตอบเสียงเบาแบบถ่อมตัว

03

ละครใบ้เดินทางไปเมืองไทย

โคจิมะยะให้พวกเรายืนรอหน้าโรงละครสักครู่

ตอนนี้ข้างในกำลังมีสอนละครใบ้ เป็นหนึ่งในช่องทางการสร้างรายได้ของนักแสดงละครใบ้ที่นี่  ถึงแม้ว่าละครใบ้จะเป็นการแสดงที่มีผู้ชมและผู้เล่นน้อยมากเมื่อเทียบกับการแสดงประเภทอื่น แต่คนมากมายก็อยากเรียนละครใบ้เพราะเป็นพื้นฐานการแสดงที่นำไปใช้ต่อยอดกับการแสดงละครเวที การเล่นตลก และการแสดงประเภทสตรีทโชว์

ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 21 ปีก่อน ผมอยากรู้ว่า เขารู้สึกยังไงกับการนำการแสดงละครใบ้ไปแนะนำให้คนไทยรู้จัก

“ผมไม่ได้กังวลนะ ตื่นเต้นมากกว่า ละครใบ้ไม่มีข้อจำกัดด้านภาษา น่าจะสื่อสารกันได้ ผมไม่ได้คิดว่าเพราะเป็นเมืองไทยเลยอยากเลือกเรื่องประเภทนี้ประเภทนั้นไปแสดง ผมพยายามดูภาพรวมของงานให้สมดุล อยากให้มีทั้งเรื่องตลก เรื่องที่แสดงถึงความเป็นมนุษย์ และการเคลื่อนไหวของร่างกายที่น่าทึ่ง” โปรดิวเซอร์อธิบาย

คำตอบของเขาทำให้ผมนึกถึงการแสดงเรื่องซากุระที่นักแสดงเล่นเป็นต้นซากุระซึ่งมีความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และสุดท้ายมันก็ถูกโค่น การแสดงเรื่องนี้เล่นคนเดียว ไม่มีฉาก ไม่มีคำพูด แต่มันทำให้ผมเสียน้ำตาได้

“เรื่องนั้นมีความเป็นญี่ปุ่นมากนะ แต่คนไทยก็เข้าใจมันได้” โคจิมะยะแสดงความเห็น

โยชิสะวะเสริมว่า ถึงแม้ละครใบ้จะเป็นภาษาสากล แต่ก็มีความแตกต่างในแต่ละประเทศ เช่น การทำท่ากินข้าว ถ้าเป็นที่อินเดียการทำท่าใช้มือหยิบอาหารเข้าปากถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่นจะดูเป็นการกินที่ไม่ค่อยมีมารยาท หรือการลูบหัวเด็กซึ่งบางประเทศไม่ทำ พอนักแสดงเล่นคนดูก็อาจจะไม่เข้าใจว่าทำอะไร

“ผู้ชมชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะที่โตเกียวแทบไม่แสดงความรู้สึกทางสีหน้าเลย หน้านิ่งมาก แต่ผู้ชมชาวไทยขำก็หัวเราะให้นักแสดงได้ยิน ตกใจสีหน้าก็ออก นักแสดงเลยเล่นง่ายกว่า”

โคจิมะยะอธิบายความแตกต่างระหว่างการแสดงในญี่ปุ่นกับไทยอีกเรื่อง

“คนไทยเข้าใจละครใบ้แบบลึกซึ้ง เข้าใจเยอะกว่าคนชาติอื่นๆ ผมรู้สึกว่าคนไทยเป็นเหมือนเด็กที่เรียนเก่ง” นักแสดงละครใบ้ผู้มีประสบการณ์มากว่า 30 ปีหัวเราะ

โปรดิวเซอร์เล่าว่า โรงละครขนาด 450 ที่นั่ง ที่กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าโรงละครที่ญี่ปุ่นเยอะ และเป็นขนาดที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ละครใบ้จะเล่นได้แล้ว งานละครใบ้ในกรุงเทพฯ จึงเป็นเวทีที่นักแสดงญี่ปุ่นต่างก็อยากมาเล่น เพราะถือเป็นงานใหญ่ระดับเอเชีย แต่การเลือกคนมาเล่นก็ไม่ง่าย เพราะพวกเขาอยากคัดคนที่ดีที่สุดมา

ละครใบ้ญี่ปุ่น ละครใบ้ญี่ปุ่น ละครใบ้ญี่ปุ่น

“นักแสดงที่พวกเราเลือกมา คือนักแสดงที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น ในสายตาของพวกเรา” โยชิสะวะพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

ปีที่ผ่านมา วงการละครใบ้ของไทยและญี่ปุ่นต่างก็สูญเสียนักแสดงละครใบ้ระดับตำนาน คือพี่อั๋น ไพฑูรย์ ไหลสกุล หรือ คนหน้าขาว ผู้บุกเบิกการแสดงละครใบ้ในไทย และฮอนดะ นักแสดงคู่หูของโคจิมะยะ ละครใบ้ในกรุงเทพฯ ปีนี้เลยอยากให้โอกาสนักแสดงรุ่นใหม่ ก็เลยเป็นส่วนผสมของนักแสดงรุ่นใหญ่กับรุ่นใหม่

นักแสดงที่ต้องจับตาก็คือ คณะอะยุโคจิ หรือการจับคู่กันระหว่างโคจิมะยะกับอะยุมิ นักแสดงสาวหน้าใสวัยยี่สิบกว่าๆ ซึ่งอายุห่างกับโคจิมะยะถึง 34 ปี

ผมกำลังจะได้ดูพวกเขาเล่นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

04

บ้านของละครใบ้

ละครใบ้ญี่ปุ่น ละครใบ้ญี่ปุ่น

การแสดงละครใบ้ในโรงละครที่มีบรรยากาศเรียบง่ายและอบอุ่นเหมือนบ้านจบลงแล้ว

เป็นการแสดง 5 เรื่อง ความยาวรวมกันชั่วโมงนิดๆ เรื่องไอดอลกับผู้จัดการสนุกสมกับที่เขาแนะนำ และอีกเรื่องที่ผมตกใจในวิธีเล่าแบบนอกกรอบมากๆ ก็คือ เรื่องเข็มเครื่องเล่นแผ่นเสียง ที่อะยุมิเล่นเป็นอุปกรณ์ชิ้นนี้

เมื่อสิ้นเสียงปรบมือยาว ทีมงานก็เอาชั้นวางของที่ระลึกพวกเสื้อยืด เข็มกลัด มาตั้งขายบนเวที นักแสดงทั้งคู่ยืนรับแขกอยู่บนเวที คนดูเกือบทุกคนเดินมาขอจับมือและถ่ายรูปคู่ บางคนก็ชวนคุยยืดยาว เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นมาก

นักแสดงผู้เปลี่ยนละครใบ้ญี่ปุ่นให้ไม่เหมือนชาติใดในโลก

พอผู้ชมคนสุดท้ายเดินออกไป เราได้คุยกันต่ออีกนิด

“นักแสดงรุ่นใหญ่มีประสบการณ์เยอะ มีเทคนิคในการเล่นกับคนดูเยอะ แต่นักแสดงรุ่นใหม่สดกว่า มีพลังกว่า เขามีวิธีดึงความสนใจคนดูอีกแบบ” โยชิสะวะวิเคราะห์ความแตกต่างของนักแสดงสองรุ่นให้ฟัง

“พออายุมากขึ้นเราอาจจะไม่คล่องแคล่วเหมือนเด็ก เราต้องตัดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นออกไปให้หมด เหลือแค่การเคลื่อนไหวที่เป็นแกนจริงๆ เท่านั้น” โคจิมะยะอธิบายพร้อมกับเอาผ้าขนหนูซับเหงื่อที่ต้นคอ

ถ้าย้อนกลับไปดูการแสดงที่เพิ่งจบไป อะยุมิเล่นเยอะมาก ส่วนโคจิมะยะเล่นน้อยกว่าเยอะ แต่ทุกการเคลื่อนไหวของเขามีความหมายและมีพลัง อย่างที่เรียกได้ว่า เล่นน้อย แต่ได้มาก

ละครใบ้ญี่ปุ่น

แต่ถึงจะเล่นน้อย นักแสดงวัย 60 ปีคนนี้ก็ซ้อมหนักมาก ไม่ต่างจากตอนหนุ่มๆ

“ผมอยากเล่นให้ได้อย่างน้อยที่สุดอีก 10 ปี” เขาเล่าเป้าหมายให้ฟัง

ถึงตอนนั้นเขาก็จะอายุ 70 ปี ซึ่งถือว่าไม่เยอะเลย เพราะอาจารย์ของเขา ตอนนี้อายุ 71 ปีก็ยังเล่นละครใบ้ได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่ต่างจากนักแสดงละครใบ้คนแรกของญี่ปุ่นวัย 83 ปี ซึ่งตอนนี้ก็ยังแสดงได้เป็นปกติ

ทุกวันนี้เขายังตื่นเต้นอยู่ไหม ผมอยากรู้

“เวลาทำละครเรื่องใหม่ๆ ผมกังวลมาก กดดัน เรียกว่าทรมานก็ได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะแปลว่า เรากำลังรู้สึกกับงาน ยังทำงานด้วยความสดเหมือนเด็กๆ การแสดงที่ดีต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ ถ้าคุณมีความกระหายอยากให้คนดูจดจำ อยากให้คนดูร้องไห้ อยากให้คนดูได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ถ้าคุณไม่เข้มงวดกับตัวเองอย่างถึงที่สุด สิ่งนั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้น”

โคจิมะยะทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยพลัง

Facebook l PANTOMIME IN BANGKOK

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ก่อนมิถุนายน 2022 สื่อออนไลน์จากปัตตานีชื่อ The Motive อาจไม่ได้อยู่ในความสนใจของสื่อกระแสหลักหรือชาวเมืองกรุงเสียเท่าไหร่

แต่เมื่อสื่อท้องถิ่นดังกล่าวจัดงานฟอรัม ‘SCENARIO PATANI อนาคตปาตานี : ภาพชายแดนใต้ในวิสัยทัศน์ใหม่’ ตลอด 7 วันเต็ม โดยรวมสปีกเกอร์จากหลายภาคส่วนมาเสวนาถึงพริกถึงขิง ทั้งประเด็นการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกระบวนการสันติภาพ พวกเขาได้กระตุกความสนใจของคนสนใจสังคมการเมืองเข้าอย่างจัง ด้วยรายนามนักการเมืองผู้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทักษิณ ชิณวัตร, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ทำไมสื่อเล็ก ๆ ที่เพิ่งก่อตั้งมาเพียง 2 ปี มีผู้ติดตามราว 5 หมื่นคน ถึงจัดงานที่พาอดีตนายกรัฐมนตรีไทยและอดีตผู้สมัครชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาเข้าร่วมได้  

แถมในงานเสวนาสาธารณะมิติใหม่ ยังมีตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ ไปจนถึงตัวแทนขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (BRN) มาร่วมถกอนาคตของปลายด้ามขวาน เรียกได้ว่าจับเอาทุกสเปกตรัมของความเห็นต่าง มาเจรจากันอย่างเข้มข้นและเป็นรูปธรรม 

เขาทำได้อย่างไร อะไรคือพลังของเหยี่ยวข่าวท้องถิ่นที่ผลักดันการพัฒนาชายแดนใต้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เราชวน อันวาร์-มูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ บรรณาธิการประสานงาน และ ซาฮารี เจ๊ะหลง บรรณาธิการเนื้อหา มาแบ่งปันเบื้องหลังการทำงานให้ฟังกัน

เดอะ สื่อท้องถิ่น

“ถ้าทำแบบเดิมเหมือนสิบปีที่แล้ว เด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่บริโภคสื่อที่เราอยากทำ” 

อันวาร์เปิดเรื่อง ทั้งตัวเขาและซาฮารีมีประสบการณ์ทำ Wartani เครือข่ายคนทำงานสื่อคนรุ่นใหม่ตั้งแต่สิบปีก่อน คลื่นความเปลี่ยนแปลงของโซเชียลมีเดียในทศวรรษถัดมา ทำให้พวกเขาหันมาศึกษาโมเดลของสื่อตระกูลเดอะทั้งหลาย (รวมถึงเดอะคลาวด์) ซึ่งล้วนกำเนิดในกรุงเทพมหานคร 

กล่าวตามตรง เรื่องราวชายแดนใต้ที่คนส่วนกลางอย่างเรา ๆ รับรู้ค่อนข้างผิวเผิน เต็มไปด้วยความน่ากลัวและความไม่รู้ หลายประเด็นถูกกลบหายไม่เป็นที่พูดถึง สื่อเดิมในท้องที่ก็จับประเด็นความมั่นคงเป็นสำคัญ ทั้งที่ยังมีข้อมูลต่าง ๆ อีกมากมายที่น่าสื่อสาร The Motive จึงตั้งใจเป็นสื่อทางเลือกที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ให้ทั้งคนในพื้นที่และคนภายนอกรับรู้ โดยหยิบจับองค์ความรู้หรือบางประเด็นน่าสนใจมาเผยแพร่ด้วยภาษาไทยเป็นหลัก ไม่ใช้ภาษามลายู เพื่อให้ผู้คนนอกพื้นที่ได้เข้าใจแดนใต้ผ่านมุมมองของคนท้องถิ่นจริง ๆ และไม่ใช่สำนักข่าวที่รายงานข่าวสารบ้านเมืองรายวัน 

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

The Motive เกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2020 เมื่อโควิด-19 แพร่กระจายใหม่ ๆ ดินแดนใต้ซึ่งบรรยากาศตึงเครียดจากกฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎหมายความมั่นคง ยิ่งทวีความเครียดเขม็งจากกฎเกณฑ์โรคระบาด คนมีประสบการณ์ทำสื่อไฟแรงจึงช่วยกันรายงานสถิติผลผู้ติดเชื้อโควิดใน 5 จังหวัด จนช่วงแรก ๆ คนในพื้นที่เข้าใจว่า The Motive เป็นสื่อที่เล่าเรื่องโควิดโดยเฉพาะ

“พอโควิดสร่างซาลงไป เราก็เริ่มทำประเด็นการละเมิดสิทธิ ประเด็นความยุติธรรม ประเด็นวัฒนธรรม แล้วก็ประเด็นเศรษฐกิจ เพราะเราคิดว่าที่นี่ยังขาดสื่อที่เล่าเรื่องราวของตัวเอง และคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็ยังมีความเข้าใจน้อยมากต่อประเด็นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ครับ” ซาฮารีเปิดอก 

เขายกตัวอย่างบาดแผลใหญ่ของคนปลายด้ามขวานอย่าง ‘กรณีตากใบ’ เมื่อ 18 ปีก่อน ซึ่งฝังรอยลึกในประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง คนรุ่นใหม่หลายคนอาจเกิดไม่ทัน ยังไม่ทันรู้ความ หรือลืมเลือนเรื่องนี้ไปแล้ว แต่การที่ผู้คนทั่วไทยรู้จักและเข้าใจที่มาที่ไปเรื่องนี้ จะนำมาซึ่งการเข้าใจดินแดนใต้มากขึ้น และส่งผลต่อการผลักดันการฟื้นฟูเปลี่ยนแปลงต่อ ๆ ไป

Scenario Pattani

วัตถุประสงค์ของฟอรัม Scenario Patani คือเพื่อรับฟังวิสัยทัศน์ อนาคตความคิดเห็นของพื้นที่ชายแดนใต้ใน 4 ประเด็น การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกระบวนการสันติภาพ ลำพังการรับฟังวิสัยทัศน์ความคิดเห็นก็เป็นเรื่องท้าทาย เมื่อต้องนำทั้งกลุ่มคนที่ทั้งเห็นด้วยและเห็นต่างกับรัฐมานั่งคุยกัน ในพื้นที่ตรงกลางที่ปลอดภัย

“ปัญหารากเหง้าของชายแดนใต้มีข้อถกเถียงกันเยอะ เราพยายามค่อย ๆ นำเสนอ เพราะว่ามันเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมาก” บรรณาธิการเนื้อหาเอ่ย 

Scenario Patani จุดประกายให้คนทั่วไปมาสนใจเรื่องราวแดนใต้ โดยทีมงานตั้งใจเชิญคนที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยมาแชร์มุมมอง โดยต้องเป็นคนที่มีพื้นเพทัศนคติแตกต่างหลากหลาย ทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยม นักการเมืองบิ๊กเนมทั้งสามซึ่งไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน จึงได้รับการเชิญมาเข้าร่วม และพวกเขาก็ตอบตกลงที่จะเข้ามาตอบคำถาม และแชร์มุมมองต่ออนาคตของชายแดนใต้ เช่นเดียวกับนักวิชาการ นักการเมืองท้องถิ่น นักธุรกิจ นักกิจกรรม ภาคประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งมลายู พุทธ ไทยจีน 

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

แม้เป็นการสื่อสารหลักทางออนไลน์ แต่ก็ทำให้เสียงที่เงียบมานานดังขึ้นได้ ดูได้จากยอดคนเข้าถึงเพจ 350,000 กว่าคนใน 7 วัน โดยมีสื่อพันธมิตรทั้งสื่อท้องถิ่นอย่าง Wartani และ The Reporter ร่วมสนับสนุน

“ทุกเสียงที่ชาวบ้านพูดมาตลอด ดังไม่เท่า 10 นาทีที่คุณทักษิณพูด คุณธนาธรพูด วันสุดท้ายในคนเข้าร่วมฟังไลฟ์ถึง 2,000 คน น่าจะเป็นครั้งแรกที่กลุ่ม BRN พูดคุยและตอบคำถาม Public แบบสด ๆ และคนที่ร่วมฟังเสวนาก็เป็นคน Gen X Gen Y ตามที่ต้องการ เราคิดว่าได้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้สำเร็จ 

“อีกเป้าหมายของเราคือการเปิดพื้นที่พูดคุยประเด็นที่เคยต้องห้าม ดันเพดานให้สูงขึ้น อย่างคำว่า Patani หมายถึงดินแดนปาตานีเดิม ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ เป็นคำแสลงที่รัฐบาลไม่ยอมรับ หลายพรรคการเมืองไม่กล้าเอ่ย เราอยากให้คำนี้ติดปากคน การเปิดพื้นที่ทั้งเรื่องการกระจายอำนาจ การกำหนดชะตากรรมตัวเอง พื้นที่การปกครองพิเศษ จนกระทั่งสูงสุดของเป้าหมายทางกระบวนการเองคือเรื่องเอกราช ควรเป็นเรื่องที่พูดคุยถกเถียงกันได้อย่างปลอดภัย”

‘รังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน’ เป็นแท็กไลน์ของสื่อท้องถิ่น ซึ่งการจัดงานฟอรัมนี้ไม่เพียงกระตุ้นผู้คนทั่วไป แต่ยังกระตุกให้หลายฝ่ายมองเห็นพื้นที่ปรึกษาสาธารณะ (Public Consultation) บนโต๊ะพูดคุยที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน 

“เราพยายาม Process ข้อมูลทั้งหมดจากงาน ทั้งคำว่าการปกครองพิเศษ การปกครองตนเอง การบริหารทรัพยากรของตนเอง การมีอัตลักษณ์ผสมกับ 3 – 4 วัฒนธรรมเป็นของตัวเอง กระบวนการสันติภาพ ให้ทั้งสองฝ่ายรับไป และให้คนในพื้นที่รับไปพูดคุยต่อ เพื่อให้เกิดการถกเถียงในพื้นที่ ไปจนถึงสังคมภายนอก”

“ความขัดแย้งในภาคใต้ 18 ปี ใช้งบประมาณไป 3 แสนล้านกว่าบาท มันเยอะมากนะครับ ซึ่งการแก้ปัญหาก็ยังไม่บรรลุความสงบเสียทีเดียว ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้ควรต้องคุยกันในวงกว้างมาก ๆ เพราะว่ามันใหญ่โต กระทบกับมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญไทย (ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้) เป็นประเด็นที่สำคัญมาก ๆ ครับ” ซาฮารีอธิบายให้เห็นภาพชัดเจน

เสรีภาพแห่งความคิดเห็น

เอกราช เป็นคำที่มีน้ำหนักน่าตกใจ แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ลองจับคำนี้มาวางในที่สว่าง ทำความเข้าใจด้วยการรับฟังสิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยิน หรือถูกปิดไม่ให้ได้ฟังมาก่อน

“คำว่าเอกราชไม่ได้เป็นเป้าหมายของแค่ขบวนการ BRN นะครับ มันเป็นอุดมคติของคนที่ถูกกดทับ ของคนที่มีอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากรัฐที่ปกครองส่วนกลาง ในงานวิจัยหลายครั้ง กล่าวถึงโมเดลการปกครองประมาณ 8 โมเดล ตั้งแต่อยู่กับรัฐไทยตามปกติจนถึงแบบมีเอกราช เรารู้ว่ามีความต้องการแบบนี้ แต่มันถูกปิดไว้ ไม่ได้ถูกพูดคุยสาธารณะ” อันวาร์ชี้แจง “ร้านกาแฟ ร้านโรตี ร้านข้าวยำตามชุมชน ควรมีการพูดกันได้ว่าโมเดลไหนที่ตอบโจทย์สันติภาพที่ยั่งยืนของพื้นที่ ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ ตอบโจทย์การศึกษา เศรษฐกิจ ทุก ๆ เรื่องในพื้นที่ สมมติว่าถ้าต้องการเอกราชเราต้องทำยังไง รัฐบาลเอกราชหลังจากนี้ต้องเป็นยังไง เราจะอยู่แบบไหน ภาษีจะบริหารยังไง มันต้องเป็นเรื่องปกติ”

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

สิ่งสำคัญที่พวกเขามองเห็นว่าน่าจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้คือการทำประชามติ ทำความเข้าใจความต้องการแท้จริงของคนในพื้นที่ว่าพอใจกับอะไร ซึ่งความรู้สึกถึงชนชาติอันแตกต่างจากประเทศไม่ใช่เรื่องแปลก มีกรณีศึกษามากมาย อย่างเขตปกครองตนเองในมินดาเนามุสลิม บนเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลลิปปินส์ หรือประเทศสกอตแลนด์ที่เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ไปจนถึงแคว้นประเทศบาสก์และแคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน ซึ่งแต่ละพื้นที่ผ่านทั้งเหตุการณ์ความรุนแรงและการต่อสู้โดยสันติวิธี

“ผมเคยไปโอกินาว่า มีคนที่บอกว่าเขาไม่ใช่คนญี่ปุ่น มีกลุ่มที่ประกาศตัวว่าต้องการเอกราชของโอกินาว่า แล้วก็มีกลุ่มที่ฝักใฝ่แนวคิดคอมมิวนิสต์ คือกฎหมายเขาเปิดกว้าง คุยกันได้ทุกเรื่อง ซึ่งของเรามันยังไม่พัฒนาถึงขั้นนั้น กระบวนการต่าง ๆ คงอีกยาวไกล แต่เราอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจ ไม่ว่าอนาคตอยากให้บ้านเป็นแบบไหนก็ตาม” อันวาร์เอ่ย

“The Motive เป็นสื่อที่เลือกข้างประชาชน ซึ่งประชาชนจะบอกอะไร เราเพียงแค่เอาไมค์ไปจ่อปากเขา หรือเขียนเรื่องราวนำเสนอผ่านเรา จะเป็นเรื่องของรัฐหรือของขบวนการ BRN เราก็สะท้อนความคิดความต้องการของคนออกไป เป็นสื่อท้องถิ่น สื่อทางเลือกที่ต้องการสื่อสารทั้งกับคนในและคนนอก และเปิดพื้นที่สำหรับคนที่อยากพูด แต่ไม่กล้าพูด”

ซาฮารีเสริมต่อ “เราพยายามไม่นำเสนอแค่เพียงปรากฏการณ์เหมือนสื่อหลัก แต่เราอยากนำเสนอเชิงลึกว่าปรากฏการณ์นั้นเกิดขึ้นมายังไง มีเงื่อนไขอะไร ให้คนเข้าใจพื้นที่นี้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ผิวเผิน ถ้าทุก ๆ ภาคส่วนเข้าใจประเด็น 3 จังหวัดจริง ๆ ทิศทางการหาทางออกในทางการเมืองจะเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น

“การที่เราทำสื่อในพื้นที่ความขัดแย้ง แน่นอนมันหนีไม่พ้นเรื่องของการถูกมองว่าเป็นกระบอกเสียงให้กับฝ่ายตรงข้ามรัฐหรือเปล่า ในฐานะที่ผมทำงานด้านสื่อมาสิบกว่าปีในพื้นที่ ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยโดนนะครับ ผมก็เคยถูกเชิญตัวจากกฎอัยการศึกไปเข้าค่ายทหาร อันวาร์เองก็ถูกคดีความอยู่ในเรือนจำมา 5 – 6 ปีเราได้รับผลกระทบมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งด้วย ไม่ใช่ว่าทำงานราบรื่นแบบสายลม แสงแดด ไม่ใช่ครับ เราถูกติดตามจากฝ่ายความมั่นคง ถูกเรียกกินกาแฟปรับทัศนคติอะไรพวกนี้ก็หลายครั้ง 

“แต่ถ้าคนที่ทำงานสื่อไม่กล้าที่จะคิดอะไรนอกกรอบ ไม่กล้าส่งเสียง แล้วชาวบ้านไม่ยิ่งกว่าเหรอครับ เราก็คิดกันอย่างนี้ เราก็ต้องกล้ายกเพดานในสิ่งที่ทุกคนเขาหวาดกลัวให้มันออกมาสู่ Public เพราะถ้าการไม่กล้าพูดในที่แจ้ง รัฐก็จะได้ยินแต่เสียงที่เขาอยากฟัง เสียงที่ไม่ได้ยินเหล่านี้แหละที่ทำสิ่งที่รัฐไม่คาดคิด เช่น ความรุนแรง ความไม่สงบก็ระเบิดออกมา ซึ่งทางออกทางการเมืองที่จะคุยกันเรื่องใหญ่ ๆ เนี่ย ผมคิดว่าก็คุยกันด้วยแนวทางสันติวิธีได้ โดยไม่ต้องใช้กองกำลังหรือความรุนแรง

“เราอาจจะเป็นเฟืองเล็ก ๆ จิ๊กซอว์เล็ก ๆ ที่เริ่มต้นทำให้เห็นภาพ 3 จังหวัดในอีกมุม”

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

ความขัดแย้งที่เข้มข้น

“พอจะอธิบายให้คนนอก มันอธิบายยากมาก ๆ คนไม่ค่อยจะเข้าใจตรงนี้ครับ” อันวาร์เกริ่น 

“คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าความขัดแย้งที่นี่เกิดขึ้นมา 18 ปีแล้ว แต่สำหรับคนมลายูที่อยู่ในพื้นที่ เรามีเรื่องเล่าของตัวเองที่ผูกกับประวัติศาสตร์ 200 กว่าปี แรงขับแรกของชาวมลายูเมื่อ 200 ปีที่แล้วคือตกเป็นเมืองขึ้นของสยามในสมัยรัชกาลที่ 1 ประมาณปี 1785 เป็นครั้งแรกที่พ่ายแพ้ต่อรัตนโกสินทร์ ตกเป็นเมืองขึ้น พอสมัยรัชกาลที่ 2 มลายูก็ถูกแบ่งเป็น 7 หัวเมือง และต่อมาปี 1902 ซึ่งอยู่ช่วงรัชกาลที่ 5 ก็ยกเลิกหัวเมือง เพื่อสลายอำนาจของเจ้าเมืองสมัยนั้น” เขาเล่าประวัติศาสตร์ความขัดแย้งฉบับย่อ

หลังจากนั้นการต่อสู้ยังดำเนินต่อมาในกลุ่มผู้นำศาสนา นักการเมืองท้องถิ่น และประชาชน ทั้งการต่อสู้ในสภา จนถึงขบวนการใต้ดิน

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

“ความเป็นมาที่สะสมเข้มข้นนี้ไม่เคยจางหายไป ต่อสู้มาทุกรุ่นจนถึงสมัยปัจจุบันที่ก่อเกิดเป็นภาคประชาสังคม NGO ต่อสู้แบบสมัยใหม่กับประเด็นเศรษฐกิจ การละเมิดสิทธิ์

“เบ้าหลอมชุมชนมลายูยังอยู่ เรามี Narrative ของตัวเอง เราเป็นคนไทยเมื่อเข้าไปเรียนประถม มัธยม แต่กลับมาอยู่บ้านพูดภาษามลายู เรียนรู้เรื่องเล่าของกษัตริย์ 18 องค์จนถึงปาตานีล่มสลาย

“การเรียกร้องตลอดมาของมลายูต่อรัฐไทยคือการยอมรับอัตลักษณ์ความเป็นมลายูอย่างเป็นรูปธรรมและจริงใจ คนในพื้นที่รู้สึกว่าถูกกดขี่ทางด้านเศรษฐกิจ ยังมีคนถูกซ้อมทรมาน โครงการพัฒนาหลาย ๆ โครงการก็ไม่มีเสียงของประชาชนอยู่ในนั้นเลย อะไรแบบนี้ทำให้เราไม่อินกับหลายอย่าง เวลาทีมชาติไทยเตะกับมาเลย์ เราก็ไม่เชียร์ไทย” เขายอมรับตรง ๆ 

ซาฮารีเอ่ยถึงความตั้งใจในภาพรวม

“เราอยากให้คนไทยภูมิภาคอื่น ๆ เข้าใจว่าเราอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน คนภาคเหนือเขาก็มีประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ตัวตนล้านนาของเขา คนอีสานก็มีชาติพันธุ์ มีเรื่องราวของตัวเอง อย่าง The Isaan Record พยายามนำเสนอเรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์ชุมชน มีประวัติศาสตร์เรื่องกบฏผีบุญ ก็ไม่ต่างจากคนชาติพันธุ์มลายูที่พยายามจะชูอัตลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา 

“เราต้องรู้จักกัน ดีกว่าเราเกลียดกันทั้งที่ยังไม่รู้จัก วาทกรรมที่บอกว่าคนใต้ใจดำ คนอีสานใจง่าย คนเหนือใจง่าย มันเป็นวาทกรรมที่แยกเราออกจากกัน โครงสร้างความเป็นไทยเดียวนั้นกดทับครอบทุกภูมิภาค ก็พยายามสื่อสารออกไปว่าไม่ใช่เพียงแค่ 3 จังหวัดนะ เรามีปัญหาเหมือน ๆ กัน ถ้าสื่อสารได้ มันจะทำให้เราเข้าใจกันและกันมากขึ้น ยังมีปัญหา มีประเด็นอีกเยอะมากที่จะต้องหาทางออกร่วมกัน” 

สังคมยุคใหม่

กัญชาเสรี สุราท้องถิ่น หรือการสมรสเท่าเทียม เป็นตัวอย่างประเด็นร้อนในสังคมปัจจุบัน ที่ขัดกับความเชื่อดั้งเดิมของชุมชนมุสลิม นับเป็นอีกความซับซ้อนที่ตัวแทน The Motive ทั้งคู่ยอมรับว่ายังเป็นข้อถกเถียงใหญ่ที่ยังไม่อาจหาบทสรุป 

“เราจัดรายการคุยเรื่องเหล่านี้เหมือนกัน ฟีดแบ็กก็มีทั้งด้านบวกและลบ หลายคนก็มองว่าแปลก ๆ นะ เป็นมุสลิม ทำไมต้องคุยประเด็นเหล่านี้ แต่ในเมื่อส่วนกลางกำลังพยายามขยับ ในสภาเขาก็คุยเรื่องนี้อยู่ เราก็หนีไม่พ้นหรอก ยังไงก็ส่งผลต่อพื้นที่ โจทย์ของเราคือแล้วเราจะอยู่ยังไงต่อ” อันวาร์กล่าว

ในฐานะศาสนิกชน พวกเขาอธิบายว่าหลักศาสนาอิสลามหลายอย่างแตกต่างจากโลกเสรีมาก แต่ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 

“ว่ากันตรง ๆ พื้นที่นี้ยังมีความเป็น Conservative สูงมากในภูมิภาคอาเซียน ยึดตามหลักคำสอนทางศาสนาเคร่งครัด แต่ไม่ใช่ว่าตัวสังคมหรือชุมชนมุสลิมจะไม่คิดอยากเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องค่อย ๆ พูดคุย ค่อย ๆ ทำความเข้าใจ ให้คนตกผลึกจริง ๆ ต่อสังคมโลกในปัจจุบัน ซึ่งต้องใช้เวลา” ซาฮารีอธิบายอย่างใจเย็น

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

“The Motive พยายามสร้างพื้นที่พูดคุยตรงนี้ ผมคิดว่าอาจจะยังมีคนไม่เข้าใจอีกเยอะ เราก็ต้องค่อย ๆ สร้างวัฒนธรรมของการวิพากษ์ ของการพูดคุย ของการนำเสนอที่มีวุฒิภาวะ ถึงแม้ว่าเป็นความเห็นที่เราไม่เห็นด้วย เราก็ต้องคุยกัน ต้องเอามากางแล้วก็คุยกันว่าเราไม่เห็นด้วยเพราะอะไร คนที่เห็นด้วย เขาใช้หลักการอะไร คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะพูดคุยกันได้ เพียงแต่ว่าผมคิดว่ามันต้องใช้เวลา ค่อย ๆ นวด ค่อย ๆ ทำให้ประเด็นมันนูนขึ้นมานะครับ”

ไปซ้ายก็โดนว่า ขวาก็โดนตำหนิ แล้วสื่อท้องถิ่นในพื้นที่มุสลิมจะวางตัวอย่างไรในยุคสมัยนี้ 

“ประเด็นที่อ่อนไหว พูดไปยังไงก็ไม่มีทางเพอร์เฟ็กต์สำหรับทุกคน แต่เรากล้าเผชิญกับมันไหม ถ้าเราหนีไม่แตะ ไม่นำเสนอ ไปเสนอเรื่องอื่น เราคงนิยามตัวเองว่าสำนักคอนเทนต์ที่สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ไม่ได้”  

อันวาร์เสริมต่อ

“ในมุมการเมือง The Motive จะไม่ Conservative แล้วก็ไม่ได้ Progressive อะไรมาก เพราะถ้าเราไปสุดข้างใดข้างหนึ่ง อีกข้างจะไม่มาหาเราทันที ในมุมที่คุยศาสนาก็ประมาณนี้ เราอยากให้คนทั้งสองฝั่งมีจุดที่เข้าใจร่วมกัน เพราะสังคมความเป็นจริงก็เป็นแบบนี้ เด็กที่อยู่เอกชน โรงเรียนปอเนาะ เขาก็มีจุดยืนแข็งแบบเขา เด็กที่โตมาในโรงเรียนสามัญ จบมัธยม ออกไปต่อมหาลัยข้างนอก เขาก็เอาแนวคิดข้างนอกมา ซึ่งทั้งสองก็เป็นคนปัตตานีเหมือนกัน แต่คิดต่างกัน ก็ต้องมีพื้นที่มานั่งคุย มานั่งถก ไม่ใช่เพื่อชนะหรือว่าแพ้ แต่ต้องดีไซน์พื้นที่อนาคตปัตตานีว่าเป็นยังไง 

“โดยเฉพาะอัตลักษณ์ ไม่ใช่แค่มลายูเท่านั้นที่มีสิทธิ์เยอะกว่าคนไทย คนจีน ทุกคนต้องมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ถึงแม้จำนวนคนไทยและคนจีนจะมีน้อยกว่า แต่สิทธิพื้นฐานต้องเท่าเทียมกัน”

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

อนาคตสื่อชายแดนใต้

ความตั้งใจของสื่อท้องถิ่นคือการหาโมเดลบริษัทให้ The Motive ไปต่อได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงสื่ออาสาเช่นปัจจุบัน เพื่อจะได้พัฒนาทั้งทักษะการทำงานสื่อของคนในท้องที่ ไม่ว่างาน IT กราฟิก ถ่ายภาพ ตัดต่อ และโจทย์สำคัญคือการสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์สังคมภายนอก 

“ผมว่าประเด็นในสามจังหวัดน่าสนใจตรงที่ไม่ว่าจะแตะตรงไหน ก็เป็นเงื่อนไขหมด เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ถูกลืมมานานมาก เราขาดคนที่ทำงานด้านประเด็น คอนเทนต์เป็นจุดอ่อนของเรามาตลอด ส่วนหนึ่งเพราะเวลาเราคิดในหัว จะคิดเป็นมลายูก่อน แล้วแปรออกมาเป็นคอนเทนต์ที่ทำให้คนไทยเข้าใจ ความซับซ้อนต่างจากคนที่เคยผ่านการเทรนจากส่วนกลาง คนในสามจังหวัดเคยไปฝึกงานกับประชาไท หรือ Voice TV ก็คิดคอนเทนต์ต่างกัน แต่เราอยู่ในพื้นที่มาตลอด เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเราที่จะทำคอนเทนต์ให้น่าสนใจ” 

“ว่ากันตามตรง เราไม่ได้ทำ The Motive เป็นงานหลัก เราไม่ได้มีเงินเดือน ตัวผมเองทำงานดูแลเรื่องฮาลาลในคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี แต่ในอีกด้านหนึ่งมาทำสื่อ หลาย ๆ คนก็เป็นแบบนี้ เราทำงานสื่อเพราะเสียดายหากองค์ความรู้ หรือทักษะด้านการสื่อสารมันจะหายไป ซึ่งไม่ว่าจะมีคนสนใจหรือประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่อย่างน้อย เราก็มีจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมให้คนได้เห็นว่ามีสื่อประเภทนี้อยู่ในพื้นที่” บรรณาธิการเนื้อหาเอ่ยตรงไปตรงมา

“เราต้องเรียนรู้ว่าสื่อกรุงเทพฯ เขาสนใจประเด็นอะไร อนาคตเราอาจจะต้องมีคนที่เป็นคนจากส่วนกลางมาร่วมทีมด้วย เราอยากจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ให้ส่งนักศึกษามาฝึกงานเพื่อพัฒนาทักษะของเขา แล้วอนาคตเขาอาจจะเป็นทีมของ The Motive ก็ได้” บรรณาธิการประสานงานมองอนาคต

“ส่วน Scenario Patani จะจัดอีกไหม ก็คุยกับคนในทีมอยู่ส่วนหนึ่งว่าถ้าในพื้นที่ยังไม่มีอะไร เราจะทำในสิ่งที่ใหม่เสมอ” ซาฮารีตบท้าย

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

ภาพ : The Motive

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load