The Cloud x The Hero Season3

ตั้งแต่เกิดจนตั้งไข่ เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ปฏิบัติตามประเพณีและวิถีภูมิปัญญาแบบล้านนาดั้งเดิม

อายุ 18 ปี เขาเข้าศึกษาในคณะวิจิตรศิลป์ สาขาวิชาศิลปะไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ปัจจุบัน ด้วยวัย 27 ปี เขาเป็นนัก ‘ดาครัว’ หรือนักเตรียมของสำหรับการจัดพิธีกรรมท้องถิ่นแบบล้านนาที่อายุน้อยที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ และมีคิวดาครัวตลอดทั้งปีทั้งในและต่างจังหวัด

นั่นคือเรื่องราวพอสังเขปของชายหนุ่มที่ชื่อ ธวัชชัย หินเดช หรือ มงมัน

ธวัชชัย หินเดช, มงมัน, ประเพณีล้านนา

กล้วยคาง่าม ง่ามคากล้วย

สุภาษิตล้านนา แปลว่า คนเราต้องพึ่งพาอาศัยกัน

หากจะเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการเป็น ‘นักดาครัว’ ของมงมัน ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 27 ปีที่แล้ว

เด็กชายมงมันเกิดและเติบโตที่หมู่บ้านบวกครกใต้ หมู่ 9 ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เขาเติบโตในครอบครัวที่มีคุณแม่และคุณยายที่เลี้ยงดูเขา คุณยายประกอบอาชีพทำสวน คุณแม่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป

ธวัชชัย หินเดช, มงมัน, ประเพณีล้านนา ธวัชชัย หินเดช, มงมัน, ประเพณีล้านนา

สิ่งหนึ่งในวัยเด็กที่เด็กชายมงมันจดจำได้ดี คือบรรยากาศในหมู่บ้านที่มีการพึ่งพาอาศัยของเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกัน อันเป็นสิ่งที่ไม่เคยจางหายไปในสังคมชนบทล้านนา

“สังคมล้านนาชนบทที่ผมอาศัยอยู่เป็นสังคมที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สมมติว่าบ้านผมมีงานในหมู่บ้าน ญาติพี่น้องต่างบ้านก็จะมาช่วยกัน เพราะคนสมัยก่อนทำไร่ ทำสวน ทำนา กันเยอะ ทำงานข้าราชการ ครูบาอาจารย์หรืองานประจำกันน้อย แต่ปัจจุบันนี้ลูกหลานไม่ค่อยกลับมารวมตัวกัน จะมาช่วยกันต่อเมื่อมีงานสำคัญจริงๆ หรือไม่ก็มาเพียงใส่ซองช่วยค่าจัดงาน แล้วก็กลับบ้าน เพราะต่างคนต่างมีภาระหน้าที่มากขึ้น

“ตอนผมอายุ 4 – 5 ขวบผมไม่ค่อยมีเพื่อนวัยเดียวกัน เลยไปอยู่วัดกับหลวงลุง หลวงน้า ที่เป็นญาติพี่น้อง เลยได้ซึมซับวัฒนธรรมล้านนาผ่านพุทธศาสนา เช่น ช่วยหลวงลุงคัดลอกคำเทศนาลงในใบลาน หรือช่วยเขียนอักขระล้านนาบนเทียนสำหรับใช้ในการทำบุญต่างๆ เวลาหลวงลุงมีกิจนิมนต์ก็จะได้ตามไปศึกษา เวลาชาวบ้านจัดงาน ก็ไปช่วยคุณตา คุณชาย หรือช่วยชาวบ้าน จัดของเพื่อเตรียมงานต่างๆ เช่น งานขึ้นบ้านใหม่ งานทำบุญบ้าน หรืองานศพ” มงมันเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้วัฒนธรรมล้านนา

เมื่อเวลาผ่านไป ย่อมเกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในสังคมที่มงมันเคยอาศัย

แต่หลายสิ่งที่เคยเกิดขึ้น ยังไม่จางหายไปอย่างถาวร

กิ๋นแล้วหื้อเก็บ เจ็บแล้วหื้อจำ

สุภาษิตล้านนา แปลว่า ให้รู้จักเก็บและจดจำประสบการณ์เอาไว้

ถึงเวลาหนึ่ง เมื่อมงมันต้องเลือกเพื่อศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ทางเลือกเดียวที่เขามีในใจ คือคณะวิจิตรศิลป์ สาขาวิชาศิลปะไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ธวัชชัย หินเดช, มงมัน, ประเพณีล้านนา

“ผมชอบศิลปะวัฒนธรรมล้านนาครับ ผมเห็นผลงานของรุ่นพี่ที่คณะก็เลยอยากเรียนคณะนี้ ตั้งเป้าหมายเลยว่าจะต้องสอบเข้าคณะวิจิตรศิลป์ให้ได้ ก่อนหน้านั้นผมติดคณะอื่น ก็สละสิทธิ์เพื่อจะเรียนคณะนี้ให้ได้ พอสอบติดแล้วก็ได้เรียนทุกอย่างที่เกี่ยวกับศิลปะโดยรวม เน้นไปทางประวัติศาสตร์ ทางความเชื่อก็มี”

นอกเหนือจากความรู้ในห้องเรียนแล้ว สิ่งที่เปิดโลกความรู้ทางวัฒนธรรมล้านนาให้กับมงมัน นั่นคือการไปดูงานในพื้นที่ต่างๆ เพื่อศึกษาวัฒนธรรมเฉพาะในแต่ละพื้นที่

“อาจารย์พาไปดูงานหลายที่ครับ เช่น ไปงานตั้งธรรมหลวง (การแสดงพระธรรมเทศนาที่จัดขึ้นในช่วงประเพณียี่เป็งของภาคเหนือ หรือวันลอยกระทงของภาคกลาง) ที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร หรือไปวัดปงสนุกที่จังหวัดลำปาง จังหวัดน่าน ก็จะได้เห็นวัฒนธรรมที่ต่างกันออกไป เราได้เห็นสิ่งที่ต่างกับวัฒนธรรมที่เชียงใหม่ คือวัฒนธรรมทางภาษา การกิน มหรสพดนตรี หรือบทสวดในการประกอบพิธีก็ต่างกัน” นั่นคือสิ่งที่มงมันได้รับจากการดูงาน

ธวัชชัย หินเดช, มงมัน, ประเพณีล้านนา

ความรู้จากในห้องเรียนและการเดินทางไปชมพิธีกรรมต่างๆ เป็นเพียงความรู้ส่วนหนึ่งที่เขาได้รับเท่านั้น หากแต่มงมันยังค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลในชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ แหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดคือ ประสบการณ์ที่เขาสะสมจากการดาครัวมาตลอดหลายปี

“เรานำแหล่งข้อมูลจากการดาครัวแต่ละที่มาปรับปรุง คุณตาคุณยายรู้เรื่องอะไรเป็นพิเศษ เราก็จะไปถามท่าน เพราะแต่ละคนจะรู้ไม่เหมือนกัน ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดคือคำตอบจากหลายๆ คนรวบรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วก็มาศึกษาข้อมูลที่มีในหนังสือ อ้างอิงในหนังสือ อีกทีว่าจะต้องเป็นแบบไหน”

ธวัชชัย หินเดช, มงมัน, ประเพณีล้านนา ธวัชชัย หินเดช, มงมัน, ประเพณีล้านนา

เกิดเป็นคน ขึ้นห้วยหื้อสุด ขุดฮูไหนหื้อตึก

สุภาษิตล้านนา แปลว่า ทำให้ถึงที่สุด

มงมันซึมซับวัฒนธรรม ความรู้ และเคล็ดลับ ในการ ‘ดาครัว’ จากความทรงจำในวัยเด็ก อีกทั้งเกร็ดความรู้จากผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคยได้รับในการช่วยเหลืองานต่างๆ หรือความรู้จากการเรียนในมหาวิทยาลัย ทำให้มงมันยึดอาชีพ ‘นักดาครัว’ ตั้งแต่อายุ 18 ปี

ธวัชชัย หินเดช, มงมัน, ประเพณีล้านนา

“ตอนที่ผมเริ่มดาครัวจริงๆ จะเป็นช่วงก่อนเข้าไปเรียนที่คณะวิจิตรศิลป์ครับ ช่วยเหลือชุมชน ชาวบ้านมาตลอด การดาครัวมันหมายถึงการตระเตรียมเพื่อพิธีกรรมต่างๆ โดยจะมีวันจริงและวันดา วันดาคือวันเตรียมงาน เราก็ไปช่วยปู่ย่าเขาหาของต่างๆ แต่วัฒนธรรมพวกนี้เริ่มจะจางหายไป เพราะว่าทั้งคุณตา คุณยาย ที่เขาดาครัวมานานก็เสียชีวิตไป เลยไม่มีใครสืบสาน”

ทุกศาสตร์และศิลป์ย่อมมีวิธีการเฉพาะตัว และทักษะสำคัญเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างราบรื่น และสัมฤทธิ์ผล แล้วการดาครัวล่ะ ต้องเริ่มเรียนรู้อย่างไร และใช้ทักษะอะไรบ้าง

“ผมคิดว่าทักษะการดาครัวมีการใช้ฝีมือ ไหวพริบ ความประณีต และความเข้าใจในวัฒนธรรม เพราะแต่ละวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่นมันไม่เหมือนกัน เราเห็นมาตั้งแต่เด็กจึงจำวิธีการ ขั้นตอน หรือของที่ใช้ได้ แต่การดาครัวของคนในชุมชนอาจจะขาดรายละเอียดปลีกย่อยไปบ้าง งานที่ดาออกมามันก็จะไม่ค่อยสวย เมื่อเราก้าวเข้าสู่คณะวิจิตรศิลป์ปุ๊บ เราได้เรียนการจัดการวัฒนธรรมและอีกหลายๆ อย่าง เราก็เลยเอามาประยุกต์ใช้ว่าควรจะทำยังไงให้สวย ให้ออกมาดี แล้วนำความรู้ตรงนี้ไปช่วยชาวบ้านได้”

ธวัชชัย หินเดช, มงมัน, ประเพณีล้านนา ธวัชชัย หินเดช, มงมัน, ประเพณีล้านนา

ไก่เกยจน คนเกยฟ้อน

สุภาษิตล้านนา แปลว่า คนที่มีประสบการณ์ย่อมทำงานที่เคยทำมาแล้วได้

มงมันมีคิวดาครัวที่จังหวัดเชียงใหม่เกือบตลอดทั้งปี เว้นแต่ช่วงเทศกาลเข้าพรรษา เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่พระงดรับกิจนิมนต์ มงมันใช้ช่วงเวลาดังกล่าวสำหรับเตรียม ‘ของดา’ หรืออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อรองรับการว่าจ้างให้เตรียมงานในช่วงเวลาต่างๆ นอกจากจังหวัดเชียงใหม่แล้ว เขายังได้รับความไว้วางใจจากผู้ว่าจ้างในหลายจังหวัด ทั้งเชียงราย ลำพูน ลำปาง สมุทรสงคราม และกรุงเทพฯ ในการดาครัวในพิธีกรรมล้านนาต่างๆ ซึ่งมงมันจะขนของที่ต้องใช้ในพิธีกรรม หรือแม้กระทั่งเป็นผู้ประสานงานบุคคลต่างๆ และการนิมนต์พระสงฆ์เพื่อประกอบพิธีกรรม

หากนับรวมมงมันแล้ว ปัจจุบันมีผู้ประกอบอาชีพ ‘นักดาครัว’ ที่ยึดเป็นอาชีพหลักเพียงแค่ 3 – 4 คนทั่วจังหวัดเชียงใหม่เท่านั้น

โชคดีที่ในวงการนักดาครัว ทุกคนต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เสมือนเป็นพี่น้องที่มีความสนใจและอุดมการณ์เดียวกัน

“คนที่ประกอบอาชีพนี้ก็จะช่วยดึงกันไปทำงานต่างๆ หากต้องการคน หรือต้องการของอะไรที่ขาดเหลือจากพี่คนอื่น ถ้าของบางอย่างขาดไปเราก็ติดต่อขอที่คนนี้ได้ เราช่วยกันได้ หรือคนขาดก็จะขอแรงจากทีมอื่นๆ  ไม่เคยแบ่งแยกว่าใครทำงานให้ใคร”

อย่างที่มงมันบอก จำนวนของนักดาครัวในปัจจุบันถือว่าน้อยมากจนน่าตกใจ

หนึ่งในหนทางการสืบสานหรือรักษาอาชีพใดๆ คือการมีผู้สานต่อ

แต่ทำไมเด็กวัยรุ่นถึงไม่สนใจการดาครัวอีกแล้ว

“ส่วนหนึ่งน่าจะขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูและวัฒนธรรมร่วมสมัย ผมอยู่ในชุมชน ถูกฟูมฟักให้อยู่กับวัฒนธรรมดั้งเดิม ต่างจากเด็กที่เติบโตในเมือง ความรู้สึก ความเข้าใจ เกี่ยวกับวัฒนธรรมที่เคยมีก็จะหายไป เพราะว่าเจอสภาพแวดล้อมใหม่” มงมันตอบคำถาม

สิ่งหนึ่งที่มงมันภาคภูมิใจที่สุดในการเป็นนักดาครัว คือการได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมเทศกาลแสดงศิลปะแห่งลุ่มน้ำโขง หรือ 2017 Asia-Pacific Traditional Arts Festival in Taiwan ณ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน เมื่อปี 2560 มงมันนำศิลปะการทำโคมในประเพณียี่เป็ง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ส่วนหนึ่งสำหรับการดาครัวในวันยี่เป็ง ไปเผยแพร่ในเทศกาลครั้งนี้

จากปากคำของมงมัน การดาครัวนั้นเป็นเรื่องที่เขาสนุกกับมัน และทำมันด้วยความสุข

และจุดประสงค์ที่สำคัญ เขาทำเพื่อรักษาวัฒนธรรมตามแบบต้นฉบับล้านนาดั้งเดิมไม่ให้สูญหายไป

“เราชอบด้านนี้อยู่แล้ว เราออกไปทำงานก็คือเราสนุกกับมัน ไม่เคยบ่นเลยนะว่ามันเหนื่อย มันลำบาก ยิ่งไปเจอชาวบ้านแต่ละที่มาต้อนรับเรามันยิ่งสนุก ถามว่ามันสนุกยังไง เราสนุกที่เราได้ไปรู้ไปเห็นอะไรใหม่ๆ มากกว่า

“ไม่เบื่อเลยนะครับ เราทำไปทุกวันๆ แต่ละวันมันก็มีอุปสรรคที่ไม่เหมือนกัน ไปส่งงานแต่ละงานอุปสรรคไม่เหมือนกัน ทำให้เราได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเอง” มงมันทิ้งท้าย

ถ้ามองแบบกว้างๆ เราจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นงานช่างฝีมือแขนงไหนล้วนแต่เจอปัญหาคล้ายๆ กัน คือไม่มีคนรุ่นใหม่มาสืบทอด แต่ถ้าลองมองดูดีๆ เราก็จะเห็นว่า ตอนนี้เริ่มมีคนหนุ่มสาวเข้าไปเรียนรู้ และสืบทอดงานเหล่านั้นในแบบของพวกเขา เพื่อรักษารากเหง้าบางอย่างของพวกเราเอาไว้

เหมือนอย่างที่มงมันกำลังทำ

ธวัชชัย หินเดช, มงมัน, ประเพณีล้านนา

ภาพ ธวัชชัย หินเดช

Writer

Avatar

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographers

Avatar

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณรู้จักซีรีส์สืบสวนสอบสวนอย่าง CSI ไหม แล้ว NCIS, Bones หรือ Partners for Justice ล่ะ

ถ้ารู้จัก คงเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ อยู่บ้าง พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อช่วยสืบคดีและค้นหาความจริงผ่านศพ 

ในประเทศไทย นักนิติวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในทีมเบื้องหลังของ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อติดตามคนหายและพาโครงกระดูกนิรนามกลับบ้าน

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ‘คนหาย’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเห็นฉลากน้ำดื่มที่มีภาพเด็กหาย เห็นโพสต์ตามหาญาติในเพจมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงประกาศผ่านข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แต่ไม่ว่าชีวิตพวกเขาจะอยู่ในสถานะใด เป้าหมายของ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นก-นฤมล ภราสมพงษ์ นักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มตรวจวิเคราะห์กระดูก กองพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม คือ ‘การพาทุกคนกลับบ้าน’ 

ครั้งนี้ The Cloud จึงขอนำทุกท่านเข้าสู่โลกเบื้องหลังอันเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยริบหรี่ พบเจอกับกลุ่มคนผู้เปี่ยมพลังในการเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

3,291
สถานะ : พบตัว / ส่งคืน

ครอบครัวหนึ่งลาออกจากงาน เดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทยเพื่อตามหาคนรักที่หายไป โดยมีเพียงกระดาษ A4 ที่พรินต์รูปคนสำคัญและความหวังที่จะพาเขานั้นกลับบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคคลสูญหายกว่า 2,346 ราย บุคคลนิรนามอีก 1,663 ราย ศพนิรนามอีก 2,848 ราย และตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันตามสถิติในหน้าเว็บไซต์ของ คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (ค.พ.ศ.)

ตัวเลขหลักพันประกอบจากชีวิตหลักหน่วยที่อาจเป็นได้ตั้งแต่คนชราผู้มีโรคอัลไซเมอร์ติดตัว ผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม เด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนจำอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรม

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงทำงานทั้งในแง่ประกาศคนหาย ประกาศคนนิรนาม ประกาศศพนิรนาม จนถึงพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งจากข้อมูล ลายนิ้วมือ ผลทันตกรรม ไปจนถึง DNA เพื่อช่วยในการทำคดี

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

เราขอฉายภาพให้เข้าใจก่อนว่า พวกเขามีภารกิจช่วยคนและศพ ประเทศไทยมี ‘คนหาย’ ที่ไม่แน่ใจในสถานะ พวกเขาคือคนที่ญาติแจ้งความกับตำรวจ และยินยอมเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ ‘สังคม’ ช่วยแจ้งเบาะแส 

ประเทศไทยมี ‘คนนิรนาม’ ที่ยังมีชีวิต แต่จำชื่อตนเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ถูกบ้างผิดบ้าง อีกทั้งบางคนเดินทางข้ามจังหวัด จนการตามหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ประเทศไทยมี ‘ศพนิรนาม’ จำนวนนับพันที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร บางคนมาในสถานะที่ญาติยังจดจำใบหน้าได้ และบางคนมาเพียงกระดูก ถึงอย่างนั้น นักนิติวิทยาศาสตร์ก็มองว่า กระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลก

แต่การนำคนหายและศพกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฐานข้อมูลคนหายในไทยยังกระจัดกระจายไม่รวมเป็นหนึ่ง บ้างไม่ถูกบันทึกลงระบบ ไหนจะเรื่องสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลที่คลุมเครือ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราไม่ทราบว่าญาติของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นใคร จะเปิดเผยข้อมูลลงเว็บให้ญาติมาหาก็ยังมีความก้ำกึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงควรมี พ.ร.บ. บุคคลสูญหาย บุคคลนิรนาม หรือศพไร้ญาติ เพื่อระบุข้อกำหนดให้ชัดเจนในการเก็บ DNA เผยแพร่ข้อมูล รวมถึงทำให้สังคมรู้ว่านี่คือธุระของทุกคน”

นอกจากมูลนิธิกระจกเงาผู้ทำงานด้านบุคคลสูญหายมายาวนาน ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบ CIR เพื่อให้ข้อมูลที่ญาติกรอกและข้อมูลที่หน่วยงานรับแจ้งจับคู่กันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงจัดระเบียบการฝังศพนิรนามในสุสานศพไร้ญาติ เพื่อให้พวกเขายังมีโอกาสกลับสู่ครอบครัว

“ในสุสานต่างจังหวัดไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เราเลยทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสว่างอริยะธรรมสถาน (เม่งเลี้ยง) และกลุ่มสหพุทธรรมสงเคราะห์ (พ้งเลี้ยง) เพื่อสร้างมาตรฐานการเก็บศพ กำหนดว่าเก็บไว้กี่ปี ระบุเงื่อนไขก่อนเผาทำลาย เราไม่อยากให้ถึงวันที่ญาติมา แล้วพบว่าคนในหลุมถูกเผาไปแล้ว 

“แล้วเรายังมีกรณีที่ญาติทราบว่าศพอยู่กับที่นี่ แต่ไม่มีเงินมารับกลับ ทางเราเองก็มีต้นทุนในการดำเนินงานจำกัดสวนทางกับจำนวนคนหาย ในอนาคตจึงมีแผนเปิดมูลนิธิของสถาบันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการเล่าพร้อมพาเราขึ้นไปยังห้องเก็บกระดูก เพื่อพบกับนฤมล นักนิติวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์กระดูก และส่งศพนิรนามกลับบ้าน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จุดเริ่มต้นจากคำถามของคุณหญิงพรทิพย์

“คิดว่าความรู้ของตัวเองมีประโยชน์อะไร ไหนลองบอกมา” คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ (ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและอาจารย์ในสมัยนั้น) ถามนฤมล

เธอเพิ่งส่งใบสมัครเข้าทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และถูกเรียกให้เข้าสัมภาษณ์ภายในไม่กี่วัน

“หนูรู้จักแค่โครงกระดูกมนุษย์และร่างกายมนุษย์ค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลย” เธอตอบ

“งั้นมาลองทำดูโดยใช้ความรู้ที่มี พี่กำลังต้องการความรู้นั้น”

นฤมลเป็นเด็กสายวิทย์ เรียนจบปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าทำงานเป็นนักรังสีเทคนิคในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาโทกายวิภาคศาสตร์ เพราะตนเองคล่องเรื่องกระดูกมนุษย์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความคิดของเธอ

“เพื่อนเคยแซวตอนเรียนปริญญาโทว่า จบแล้วไปทำงานกับอาจารย์พรทิพย์สิ เพราะเรามักเห็นท่านนั่งทานข้าวในโรงอาหาร เราไม่กลัวศพ เราไม่กลัวเลือด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเพื่อน

“พอจบกายวิภาคมา คนส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์ เราก็คิดอย่างนั้น จนไปเจอเว็บไซต์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประกาศรับคนจบปริญญาสาขาที่เราเรียนหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เราก็ส่งไปจนได้สัมภาษณ์กับอาจารย์พรทิพย์ในอีก 2 วันถัดมา”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

ยุคนั้นปริญญาโทกายวิภาคมีนักศึกษาเรียนจบน้อย ในรุ่นของนฤมลมีเพียง 2 คน เธอจึงกลายเป็นบุคลากรคุณภาพในวันที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ถึงขั้นที่คณะกรรมการคุยกันว่า โปรไฟล์นี้คือคนที่คุณหญิงต้องการ

“พอสัมภาษณ์เสร็จเราถามอาจารย์พรทิพย์ว่า หนูได้ไหมคะ ท่านบอกว่า มาทำงานได้เลย อาจารย์มอบหมายให้อยู่ศูนย์พิสูจน์บุคคลสูญหาย จนถึงวันนี้ 19 ปีแล้ว เราก็ยังทำงานที่นี่อยู่”

เข้างานวันแรก ๆ หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพและเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อค้นหากระดูก ฟังดูเหมือนง่าย แต่เส้นทางการทำงานที่แท้จริงขรุขระเสมอ เธอต้องขวนขวายอ่านหนังสือ ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และสอบชิงทุนเพื่อไปศึกษาการทำงานในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนที่ฮาวายใน Forensic Science Academy ห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยา (Central Identification Laboratory, Hawaii) ที่ดีที่สุดในโลก

“อาจารย์พรทิพย์เห็นความสำคัญเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพราะประเทศไทยในอดีตไม่มี กระดูกหรือศพเน่าจึงถูกละเลยเพราะไม่มีข้อมูล แต่ด้วยการขับเคลื่อนของอาจารย์และอีกหลายท่าน ไทยจึงได้ร่วมมือกับต่างประเทศ และตัวเองก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่จนมีความรู้ในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

Diary of Life

หากศพอยู่ในสภาพที่แพทย์ชันสูตรตรวจสอบอะไรต่อไม่ได้ ด่านต่อไปคือการค้นหาข้อมูลจากกระดูก หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพจากห้องแล้วนำไปสลายที่นครนายก เพื่อเอาเนื้อเยื่อออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงตรวจกระดูกอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอย ความผิดปกติ เช่น โรคและบาดแผลต่าง ๆ

“ไม่ใช่ทุกเคสที่มีกุญแจให้เราไข แต่บางเคสมี เช่น Defend Wound คนอาจยกแขนขึ้นมาป้องกันตัวจนเกิดรอยลึกบนกระดูก ถ้าพี่เห็นรอยแตกบนกระดูกเป็นรอยสันคมแนวขนาน แปลว่าอาจเกิดจากของมีคม

“หรือสมมติเจอกองเนื้ออยู่บนพื้น พี่เอามาตรวจแล้วเจอรูกลม ๆ บนกระดูก แปลว่าสาเหตุการตายอาจไม่ใช่รถทับ เพราะมีรอยกระสุน ใครบ้างจะปล่อยให้รถทับแล้วมายิงซ้ำ หรือเจอศพแล้วค่อยมายิง หากพี่ส่งสิ่งที่ตรวจเจอให้พนักงานสอบสวน อย่างน้อยเขาอาจเอาไปเป็นข้อมูลสำหรับทำคดีต่อได้” นฤมลเล่าประสบการณ์

ด้วยความที่คลุกคลีกับศพและกระดูกมานาน เพียงการมองด้วยตาเปล่าก็ทราบได้ว่านั่นคือกระดูกคนหรือสัตว์ เพราะฉะนั้น หากสงสัย โปรดส่งมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราจะนำกระดูกที่ได้ทั้งหมดมาเรียง เพื่อสร้าง Biological Profile ระบุเพศ อายุ เชื้อชาติ ส่วนสูง สาเหตุการตาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการหาคนหายและทำคดี อย่างกระดูกชิ้นนี้ที่มีเหล็กดามอยู่” เธอชี้

เหล็กที่ว่าเป็นข้อมูลพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลชิ้นสำคัญ หากทราบเพิ่มเติมว่าศพนี้เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 19 – 30 ปี มีเหล็กดามเข่า เจ้าหน้าที่จะลดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย โดยตีวงไปยังผู้สูญหายที่เพศ ช่วงอายุ ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลจากญาติตรงกัน

“จากที่มีข้อมูลคนสูญหายเพศชายในระบบ 100 คน อาจเหลือแค่ 20 คนที่ขาเจ็บ หากศพดามเหล็กที่ขาขวา อาจเหลือที่ตรงกันแค่ 5 คน หลังจากนั้นจะมีการ Confirm Test โดยนำญาติมาที่สถาบันฯ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน รูปพรรณสัณฐาน และข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ ถ้าเข้าข่ายจึงส่งไปตรวจ DNA”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ข้อมูล’ โดยเฉพาะข้อมูลจากญาติพี่น้อง หากใครมีประวัติทันตกรรมหรือประวัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลเอกซเรย์ ผ่าตัด หรือดามเหล็ก โปรดเก็บเอาไว้ให้ดี สิ่งนี้คือหลักฐานที่จะตามหาญาติของท่านจนพบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน
'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แล้วในคดีสำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจสอบไม่มีอคติในการทำงาน

นฤมลบอกว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักสากลที่เรียกว่า Blind Analysis คือเธอไม่ทราบข้อมูลของโครงกระดูกเลย ไม่ว่าจะประวัติ สำนวนคดี หรือสถานที่ที่พบ เพื่อปฏิบัติกับกระดูกทุกโครงอย่างเท่าเทียม

“สุดท้ายพี่จะรู้ข้อมูลเองเมื่อศพบอก สมมติ พี่เจอรากไม้ตามโพรงจมูก พี่จะเขียนลงในรายงานว่ามีรากไม้ ซึ่งอาจตรงกับคดีว่า ตำรวจไปเก็บมาจากป่า ขุดจากดิน หรืองมจากในน้ำ บางทีเราไปพลิกป่าหาเอง ได้มา 1 ชิ้นก็ถือว่าได้ แต่ข้อมูลจะน้อยกว่าได้มาทั้งโครง”

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้สอนเธอว่า กระดูกที่คนอื่นมองเป็นเพียงกระดูก แท้จริงแล้วคือสมุดบันทึกชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็เปิดอ่านได้

“แต่เราคือคนนั้น ใครเคยแขนหัก ขาหัก มันบันทึกอยู่ในกระดูก ต่อให้ผ่านไป 10 – 20 ปีมันก็จะถูกบันทึกอยู่อย่างนั้น พี่จะเห็นร่องรอย พี่จะรู้ว่าเขามีตัวตน แต่ถ้ากระดูกนี้ไปอยู่กับคนอื่น เป็นผู้เคราะห์ร้ายสักคนที่ล้มอยู่ที่ไหนสักแห่ง กระดูกของพวกเขาอาจกระจัดกระจาย ตัวตนแตกสลาย และหายไปตลอดกาล

“อะไรที่จะบอกกับประชาชนได้ คืออยากให้ช่วยแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อเก็บกระดูกที่คุณพบมาให้เรา ไม่ต้องกังวลว่านั่นจะเป็นกระดูกสัตว์แล้วใครจะว่าอะไร หากนั่นเป็นคนที่คุณรัก คุณก็คงคิดเหมือนกันว่าอยากเพิ่มโอกาสในการหาเขาให้เจอ”

'คนหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว' คุยกับทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการพาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จะรอวันได้พบเธอ

“พี่ทำงานนี้มา 19 ปี ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด แต่ก็หาเจอหลายเคส พี่ไม่ได้ไปคุยกับญาติเขาโดยตรง แต่ดีใจอยู่ข้างหลังทุกครั้งที่มีน้องมาบอกว่า เราได้คืนคนสำคัญให้ครอบครัว 

“มีจริง ๆ พ่อแม่ที่แข็งแรงดีเดินออกไปตลาด แต่หายไปเป็น 10 ปี บางคนความจำดีแต่ดันถูกรถเฉี่ยวจนหลงลืม ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ บางคนหนีออกมาเพราะจะกลับบ้าน แต่ดันหลงไปไกลกว่าเดิม ลูกหลานลาออกจากงานเพื่อตามหา หากเขารู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยชีวิตเขาก็ได้เดินต่อ อย่างน้อยเขาก็ได้พ่อแม่คืน

“กระดูกที่คุณเก็บมาให้เราตรวจ คุณรู้ไหมว่าเขาตามหากันขนาดไหน” นฤมลเล่าอย่างตั้งใจ

ภายในห้องเก็บกระดูกของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีกระดูกนิรนามรอคอยการกลับบ้านกว่า 1,600 โครง จาก 4 จังหวัดที่สถาบันรับผิดชอบ อาวุโสที่สุดอยู่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

“เรามีกลุ่มพิสูจน์อัตลักษณ์ที่ติดต่อกับญาติ กลุ่มบริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ กลุ่มห้องปฏิบัติการทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศพ และกลุ่มติดตามคนหายที่ทำงานกับทุกภาคส่วนทั้งตำรวจและโรงพยาบาล คือเก็บข้อมูลกับคนไข้เพื่อตามหาญาติเลย เราไม่อยากให้เขาจากไปแล้วค่อยเก็บข้อมูล เพราะหากเจอเร็วย่อมเป็นประโยชน์กว่า”

นอกจากความรู้สึก การตามหาคนหายและระบุตัวตนศพนิรนามยังเป็นเรื่องของการพิทักษ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะลบคำสบประมาท หาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย คืนความยุติธรรมในคดี รวมถึงมอบสิทธิอันชอบธรรมคืนให้กับครอบครัว ออกใบมรณบัตร สิ้นสุดคดี ยุติการชำระหนี้แทน 

“ทั้งหมดเป็นบริการประชาชน ตั้งแต่แจ้งหาย เก็บหลักฐาน เก็บ DNA จนถึงรับศพกลับบ้าน ไม่มีการเก็บค่าบริการทั้งคนหายและการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม เว้นแต่เป็นการตรวจที่ไม่ใช่ทางคดี

“การพาศพกลับบ้านอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ตาย แต่เป็นการทำเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วมาแจ้งเบาะแส เก็บกระดูกมาพิสูจน์ เราจะพาพวกเขากลับบ้าน”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load