The Cloud x The Hero Season3

เราอยากให้คุณลองนึกภาพทีมฟุตบอลทีมหนึ่งที่ประกอบนักเตะที่มีความหลากหลาย ทั้งในเรื่องเพศ อายุ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม การแต่งกาย พูดง่ายๆ ว่าเป็นทีมที่มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ทอม เกย์ กะเทย มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ นักเรียน อาจารย์ คนทำงาน คนนับถือศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม

หลายคนอาจเกิดคำถามว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร แล้วจะเล่นกันอย่างไร กับทีมที่มีความแตกต่าง ผสมปนเปกันมากขนาดนี้

Buku FC

มันเป็นไปได้และเป็นไปแล้วบนผืนแผ่นดินที่มีความเป็นไปได้ในเรื่องนี้น้อยที่สุดอย่างจังหวัดปัตตานี ภายใต้ความพยายามอย่างเต็มกำลังของ อันธิฌา แสงชัย ผู้ก่อตั้งทีมฟุตบอลบูคู (Buku FC) หญิงสาวชาวเชียงใหม่ที่ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ ณ ดินแดนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ความหลากหลายที่ผสมกลมกลืนกันได้แบบนี้ทำให้ทีมฟุตบอลบูคูมีชื่อเสียงในแวดวงนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิความเท่าเทียมทางเพศระดับโลก เราจึงอยากส่งต่อเรื่องราวอันทรงพลังนี้ถึงคุณผ่านบทสนทนานี้

Buku FC

อันธิฌา แสงชัย ผู้จุดไฟส่องแสงสว่างในหมู่ LGBT สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

อันธิฌา หรือ อาจารย์อัน หรือ พี่อันของน้องๆ ในทีมบูคู เอฟซี เล่าให้เราฟังถึงงานที่เธอรับผิดชอบในปัจจุบันว่า “เราทำงานหลักๆ อยู่สามอย่าง หนึ่ง เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สอนเกี่ยวกับปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ สอง เป็นนักกิจกรรมทำงานเกี่ยวกับสิทธิ ความเท่าเทียมทางเพศ และสาม เปิดร้านหนังสือเล็กๆ ที่ปัตตานีมีชื่อว่าร้านหนังสือบูคู (Buku) ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ร้านหนังสือ แต่เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมให้คนได้มาเจอ แลกเปลี่ยน พูดคุยกัน จนเกิดเป็นกลุ่ม Buku Classroom จัดกิจกรรมหลายอย่าง เช่น ห้องเรียนเพศวิถี เปิดพื้นที่ให้คนได้คุยกันในประเด็น Gender, LGBT จนกระทั่ง 2 ปีที่แล้ว เราได้ทำทีมฟุตบอลบูคู (Buku FC) เปลี่ยนพื้นที่จากในวงคุยในห้องให้เป็นกิจกรรมที่สนุกขึ้น

“เริ่มแรกที่ทำห้องเรียนเพศวิถี เราไม่ได้ตั้งใจว่าคนที่เข้าร่วมต้องเป็น LGBT เท่านั้น เราแค่อยากให้มีพื้นที่คุยเรื่องนี้แบบไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ไม่ต้องถูกครหาว่าเป็นอะไร ใครอยากจะแชร์หรือมีคำถามเรื่องนี้จะได้คุยกันอย่างไม่โดนตัดสินเท่านั้นเอง เราอยากให้คนที่สนใจได้เข้าถึงความรู้ งานวิจัยที่ทันสมัย ไม่ใช่ข้อมูลเชิงตีตราหรือข้อมูลประหลาดๆ ในอินเทอร์เน็ต เช่น จะดูว่าใครเป็นเกย์ต้องสังเกตที่นิ้วนั้นนิ้วนี้ว่าเป็นอย่างไร” อาจารย์อันหัวเราะ

“หรือบางคนบอกว่าเพศทั้งหมดมี 16 เพศ ถ้าคุณพูดเรื่องนี้ในวงการ LGBT ที่ต่างประเทศเขาไม่เข้าใจ เพราะมันเป็นเพียงศัพท์ที่วัยรุ่นสร้างขึ้นมา เราจึงคิดว่าน่าจะดีถ้ามีวงคุยเรื่องนี้บนพื้นฐานของข้อมูลที่น่าเชื่อถือ แล้วถ้าจะเกิดเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่ม LGBT ที่เขาพูดหรือแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาได้ เราก็ยินดี”

Buku FC Buku FC

ทำไมต้องฟุตบอล

“ฟุตบอลเป็นกีฬาที่เริ่มต้นง่าย มีลูกบอลลูกหนึ่ง มีพื้นที่กว้างๆ ก็เล่นได้แล้ว และสิ่งที่ลึกไปกว่านั้นก็คือ ฟุตบอลถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของผู้ชาย เราทำประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ เลยคิดว่าตรงนี้แหละคือประตูบานใหญ่ เพราะฟุตบอลไม่ได้เป็นของผู้ชายเท่านั้น ใครๆ ก็เล่นได้ การเล่นฟุตบอลเลยได้ทั้งเรื่องความสนุก ได้ความหมายบางอย่างที่ลึกซึ้ง และเป็นสื่อในตัวเอง ดังนั้น เวลามีผู้หญิงสวมผ้าคลุมฮิญาบลงไปเล่นฟุตบอลในสนามรวมกับคนอื่นๆ ในทีม จึงกลายเป็นข้อความบางอย่างที่น่าสนใจ เพราะต่างจากภาพเดิมๆ ที่คนคุ้นเคย”

แรงบันดาลใจจากทีม Mighty Girl นักสู้ประเทศเพื่อนบ้าน

การสร้างทีมฟุตบอลหญิงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องใหม่และเต็มไปด้วยความท้าทาย หากจะเริ่มนับหนึ่งต้องวางแผนอย่างดี เพื่อให้ความฝันนี้ดำเนินไปอย่างมั่นคง อาจารย์อันจึงศึกษาค้นคว้าจนทราบว่าบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างประเทศกัมพูชาก็จัดตั้งทีมฟุตบอลเพื่อสร้างความตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม

“เราเดินทางไปดูถึงที่เลย ไปคุยกับผู้อำนวยการทีมฟุตบอลหญิงชื่อ Mighty Girl ทีมนี้เขาต่อสู้ประเด็นการแต่งงานของเด็ก (Child Marriage) สืบเนื่องมาจากปัญหาความยากจน เมื่อเด็กผู้หญิงเกิดในครอบครัวยากจน พอโตเป็นสาวมักจะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ถูกให้แต่งงานเลยจะได้ทำมาหากิน ปัญหาคือเด็กผู้หญิงเหล่านี้ไม่มีโอกาสได้เรียนหรือพัฒนาตนเอง คนที่นั่นจึงพยายามแก้ปัญหาโดยการตั้งทีมฟุตบอลแล้วเปิดรับสมัครเด็กๆ เข้ามาอยู่ในทีม จากนั้นก็ให้ทุนการศึกษา ทำเป็นลักษณะค่าย ฝึกซ้อมไปพร้อมกับเรียนหนังสือ พัฒนาศักยภาพ สอนภาษาอังกฤษ อยากเรียนอะไรเขาก็ส่งจนจบปริญญาตรี เวลามีกิจกรรมทั้งในและต่างประเทศเขาก็พาไปดูงาน

“เราก็ได้ไอเดียมาทำในแบบของเรา คือจัดกิจกรรมเตะฟุตบอลเป็นประจำทุกสัปดาห์ เราสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรม เวลาคนมาเล่นฟุตบอลก็ไม่ต้องเสียค่าเข้าร่วม จัดหาสนามให้ มีเสื้อให้ หรือบางคนถ้ามาไกลเราก็มีค่ารถให้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เขามาร่วมกันเล่นได้ เพียงแต่เราไม่มีเงินทุนขนาดจะให้ทุนการศึกษากับเด็กทุกคนอย่างเขา เราจึงโฟกัสแค่โมเดลของการทำกิจกรรม”

Buku FC Buku FC

Buku FC

ลูกฟุตบอลกลมๆ เหมือนกัน แต่เล่นด้วยด้วยวิธีคิดที่แตกต่าง

“วิธีการเตะบอลของเราต่างจากฟุตบอลกระแสหลัก เช่น คนที่เน้นทักษะอาจจะมองว่าคนวิ่งเก่งที่สุด ทักษะดีที่สุด จะต้องชนะ ถ้าคิดแบบนั้นทีมเราไปแข่งกับใครก็ไม่ชนะ (หัวเราะ) หรือตามหลักทั่วไป ถ้าลงเล่น 5 คน เขาก็จะคัดคนที่เก่งที่สุดลงมาเล่น ที่เหลือก็รอข้างสนาม แต่สำหรับเรา สมมติมีคนมา 20 คน เราจะพยายามหาวิธีให้ทุกคนได้เล่น เราไม่ได้เล่นเพื่อการเอาชนะทีมอื่น แต่เล่นเพื่อที่จะบอกว่าคนทุกคนเล่นกีฬาได้ และไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง ไม่จำเป็นต้องคิดว่าการชนะคือการยิงเข้าประตู แต่การชนะอาจจะเป็นการได้เล่นด้วยกัน การได้แสดงออกแล้วรู้สึกปลอดภัย”

แตกต่างอย่างน่ารัก เปิดหน้า เปิดเผยตัวตน ทีมฟุตบอลบูคู

แม้จะชูประเด็นเรื่อง LGBT แต่ไม่ใช่ว่าทีมฟุตบอลบูคูจะมีเพียงกลุ่มคน LGBT เท่านั้น เพราะภาพที่เราเห็นในวันที่มีนัดเตะฟุตบอลกันนั้นเต็มไปด้วยผู้คนทุกเพศทุกวัย บรรยากาศในทีมจึงน่ารัก แต่ในขณะเดียวกันก็เล่นกันอย่างเอาจริงเอาจังเลยทีเดียว

“คนทั่วไปเข้าใจว่าคนที่มาเล่นฟุตบอลกับเรามีแต่กลุ่ม LGBT แต่จริงๆ มีหลากหลายมาก เราขอใช้คำว่า All Genders เพราะมีทุกเพศ ทั้งชายหญิงแท้ ทรานส์เจนเดอร์ ไบเซ็กชวล เกย์ เลสเบี้ยน ทอม ตอนนี้คนที่มาเล่นประจำทุกสัปดาห์มีประมาณ 20 กว่าคน มีทั้งเด็กนักเรียน คนทำงานแล้ว มีนักเตะคนหนึ่ง วันธรรมดาเขาทำงานอยู่ร้านขายข้าวหมกไก่ พอเสาร์-อาทิตย์ตกเย็นก็มาเตะบอลกับเรา

“คนอายุมากที่สุดที่เคยมาเตะบอลกับเราอายุ 60 ปี เราก็อยากให้เป็นแบบนั้น คือเราไม่ตั้งคำถามใดๆ กับคนที่เดินเข้ามาเลยว่าเป็นใคร มาจากไหน มีแต่ถามว่ามาเตะบอลด้วยกันใช่มั้ยคะ มาเลย ยินดีต้อนรับ

“เราคิดว่าคนที่มาเล่นกับเราแล้วติดใจ ส่วนหนึ่งคือเขาไม่ชอบความรุนแรง เพราะบรรยากาศการเล่นของเราอะลุ่มอล่วยกันมาก แต่ไม่ได้แปลว่าเราเล่นเหยาะแหยะหรือไม่มีลูกเตะแรงๆ นะคะ เพราะบางทีพอเล่นสนุก อยากจะทำประตูให้ได้ ก็มีลูกแรงๆ กันบ้าง แต่ลึกๆ แล้วไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการอยากเอาชนะ หรืออยากเป็นฮีโร่เพียงคนเดียว อย่างน้องที่เป็นเกย์ก็เตะไปกรี๊ดไป เพราะนี่เป็นพื้นที่ที่เขาทำได้” อาจารย์อันเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

“ผู้ชายที่มาเล่นกับเราเขาพิเศษมาก เราชอบมาก เพราะเขาเปิดกว้าง เตะบอลกับผู้หญิงได้ เวลาเราพูดถึงทีมฟุตบอลที่มีความหลากหลายทางเพศในพื้นที่สามจังหวัดฯ มันดูท้าทายหรือดูซีเรียส แต่ถ้าใครได้มาเห็นภาพจริงๆ ในสนามมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย มันเป็นภาพที่น่ารักมากจริงๆ

“เดือนพฤศจิกายนนี้เรากำลังจะไปเตะบอลกับทีม Play Onside เป็นทีมเด็กไทยกับเด็กหลากหลายชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่แถบชายแดนอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นลักษณะ Border to Border ทีมของเราก็กำลังฝึกซ้อมกันอยู่” อาจารย์อันยิ้มกว้าง

Buku FC Buku FC Buku FC

กระแสต่อต้านและบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของหัวใจทีมบูคู

เป็นไปอย่างที่หลายคนคาดคิดว่าการทำทีมฟุตบอลในแบบของ Buku FC คงจะสร้างแรงกระเพื่อมออกไปในสังคมสามจังหวัดฯ ไม่น้อย เพราะตามหลักศาสนาอิสลามแล้วความรักในเพศเดียวกันถือว่าเป็นบาป ดังนั้น การรวมตัวกันของกลุ่มคน LGBT อย่างทีมบูคู แน่นอนว่าจะต้องเผชิญแรงต่อต้าน ซึ่งอาจารย์อันได้เปิดใจเล่าถึงสิ่งที่เธอเจอว่ามันหนักหนาไม่น้อย ถึงขั้นเกือบจะต้องล้มเลิกการเตะบอลไป

“ที่ผ่านมา เราผ่านเรื่องหนักๆ มาแล้วในช่วงต้นปี 2017 หลังจากสารคดีกางเมืองช่องไทยพีบีเอสมาถ่ายทำเรื่องงานของเรา ตอนสัมภาษณ์เราคุยกันนานหลายชั่วโมงแล้วไปตัดเหลือ 20 นาที ด้วยความที่เรามีความเป็นเฟมินิสม์ในวิธีคิด พอเราพูดเรื่องความไม่เท่าเทียมของหญิงชาย การเลือกปฏิบัติ ก็จะให้เหตุผลที่ค่อนข้างซีเรียส คำพูดลักษณะนี้พอไปอยู่บนแบ็กกราวนด์ที่เป็นภาพมัสยิด ภาพชาวบ้าน มันจึงเหมือนกับว่าเราไปวิพากษ์วิจารณ์สังคม ยิ่งบวกกับภาพผู้หญิงเตะบอล ภาพของคนหลากหลายทางเพศ คนดูก็โยงกันไปหมด กลายเป็นว่าเราทำในสิ่งที่เขาห้ามทุกอย่าง

“คนดูบางส่วนเลยเข้าใจว่าเราพาเด็กผู้หญิงมาเล่นบอลแล้วเด็กจะกลายเป็นทอม นี่เป็นข้อหาใหญ่มาก เจอกระแสตอบกลับแรงๆ ในโซเชียลมีเดีย ถึงขั้นมีคนมาบอกให้เราหยุดเตะบอล วิธีการรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นคือเราใช้วิธีการเขียนบทความลงในเว็บไซต์ประชาไท และ DeepSouthWatch.org เพื่อสื่อสารว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เป็นคำอธิบายอย่างเป็นทางการว่าห้องเรียนเพศวิถีกับการเตะบอลทำให้คนที่มาเข้าร่วมกลายเป็น LGBT ได้จริงหรือไม่ โดยใช้หลักวิชาการเป็นเหตุผล เพราะคนที่มาห้องเรียนเพศวิถี ครึ่งหนึ่งไม่ใช่ LGBT และสิ่งที่เป็นจริงคือเป็นไปไม่ได้ที่การร่วมวงคุยใน 1 วันแล้วคนนั้นจะกลายเป็น LGBT การเตะบอลก็เช่นเดียวกัน

“แต่ถึงเราเขียนบทความออกไปก็ใช่ว่าบางคนจะอ่าน คนที่ด่าก็ด่าต่อไป เขาไม่สนใจพยายามทำความเข้าใจอยู่แล้ว แต่กับคนกลางๆ ที่กำลังต้องการคำอธิบาย เราคุยกับเขาได้ เหตุการณ์นั้นทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่คนในพื้นที่สามจังหวัดฯ ลุกขึ้นมาคุยกันในเรื่องเพศวิถี เรื่อง LGBT อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะในอดีตถ้าพูดเมื่อไหร่ก็เสี่ยงที่จะถูกตีตรา มันจึงเป็นสิ่งที่พูดไม่ได้ เช่น คนมักจะมองว่าใครมีเพื่อนเกย์คนนั้นก็เป็นเกย์เหมือนกัน หรือไม่คนก็อาจจะคิดว่าถ้าพูดเรื่องนี้แปลว่าคุณสนับสนุนเรื่องนี้ กลายเป็นโดนตีตราหนักขึ้นไปอีก

Buku FC

เพศ ข้อจำกัดทางศาสนา และทางออกของกลุ่ม LGBT ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

มาถึงตรงนี้ หลายคนคงสงสัยว่าแล้วกลุ่ม LGBT ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เคร่งครัดทางศาสนาอิสลามสูงอย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เขาใช้ชีวิตอย่างไร ในเมื่อสิ่งที่เขาเป็นขัดกับหลักทางศาสนา

อาจารย์อันอธิบายให้เราฟังจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในวงคุย Buku Classroom ว่า “กลุ่มคน LGBT ในพื้นที่สามจังหวัดฯ เท่าที่เราสัมผัส มีจุดที่เหมือนกันคือ คนเหล่านี้อยู่ยาก เขาอยู่ด้วยความรู้สึกผิด รู้สึกลึกๆ ว่าตนเองกำลังทำอะไรผิดตลอดเวลา เขาจะพยายามทำให้ตนเองดีในบางเรื่องเป็นการชดเชย เช่น ตั้งใจเรียน หรือเคร่งครัดในศาสนาในส่วนที่เขาทำได้ เช่น น้องคนหนึ่งเป็นทอม แต่เขาละหมาด 5 เวลา ตรงเวลา ถ้าไม่ได้ละหมาดนี่ถึงขั้นร้องไห้เลยนะ

“แต่บางคนก็เป็นอีกขั้วไปเลย คือเขาแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยการออกจากความเคร่งครัดทางศาสนา เพราะในเมื่อเขาได้ออกจากกรอบความเหมาะสมบางอย่างมาแล้ว เรื่องอื่นก็ไม่ทำตามไปเลย รวมถึงเราก็เจอกรณีที่ครอบครัวเข้าใจ คือไม่ได้สนับสนุนว่าสิ่งที่เป็นคือสิ่งที่ดี แต่เขาให้ความรัก ความเข้าใจ ว่าถึงจะเป็นอย่างไรก็ยังเป็นลูก และยินดีที่จะปกป้องสนับสนุนลูกของตนเอง”

Buku FC

Buku FC

Buku FC

Sport Activism การเคลื่อนไหวทางสังคมโดยใช้กีฬา สิ่งที่ทั่วโลกกำลังบูม

ปีนี้อาจารย์อันได้รับเชิญให้ไปเข้าร่วมการอบรมเรื่องฟุตบอลหญิงที่ประเทศเยอรมนี จัดโดยองค์กร Discover Football เธอได้รับความรู้และแรงบันดาลใจมากมายกลับมาเพื่อขับเคลื่อน Buku FC ให้ไปถึงฝั่งฝัน

“ที่นั่น เราพบว่ามันคือโลกอีกใบที่ใหญ่มากๆ Sport Activism หรือการเคลื่อนไหวทางสังคมโดยใช้กีฬา เป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย เพราะถึงเราจะเล่นกีฬา ฟุตบอลนี่คือกีฬาอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่เราไม่เคยใช้เรื่องพวกนี้ในการเคลื่อนไหวทางสังคม ฟุตบอลยังคงเป็นเรื่องของการต่อสู้แข่งขันและเรื่องธุรกิจมาเสมอ

“ในขณะที่นานาชาติเขาขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมโดยใช้กีฬาเป็นเครื่องมือสื่อสารกันมากมาย เช่น ในประเทศแอฟริกาใต้ใช้ฟุตบอลสื่อสารถึงปัญหาความรุนแรงต่อเด็กผู้หญิง ชวนเด็กผู้หญิงออกมาเล่นกีฬาเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเอง รวมไปถึง FIFA ก็มีโครงการสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ เพราะนักกีฬาชายก็มีบางส่วนที่เป็นเกย์ ในอดีตเขาไม่สามารถแสดงตัวตนออกมาได้ แต่ตอนนี้เขากล้าออกมาพูดว่าฉันเป็นนักฟุตบอล ในขณะเดียวกันฉันก็เป็นเกย์ และยังเคยมีการใส่ถุงเท้าสีรุ้งลงเตะในสนามเพื่อรณรงค์เรื่องความหลากหลายทางเพศ คือทั้งทีมก็ไม่ได้เป็น LGBT ทุกคน แต่เขายินดีทำเพื่อสื่อข้อความออกไปสู่ผู้ชม

“ตัวอย่างที่ใกล้ที่สุดคือฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพ ก็รณรงค์เรื่องยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง เพราะในอดีตข่าวกีฬามักถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของผู้ชาย ดังนั้น ผู้สื่อข่าวผู้หญิงจึงมักโดนลวนลามขณะปฏิบัติหน้าที่ ฟุตบอลโลกครั้งนี้จึงรณรงค์โดยการนำคลิปของนักข่าวหญิงที่โดนลวนลามขณะรายงานข่าวมาขึ้นจอระหว่างพักครึ่งการแข่งขัน ซึ่งมีเยอะมาก ต่อกันเป็นความยาวหลายนาที สร้างแรงกระแทกไปสู่ความรู้สึกของผู้ชม ทำให้สังคมเกิดความตระหนักถึงเรื่องนี้ขึ้นมา

“ในโลกของเราก็มีกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคมโดยใช้กีฬาเยอะมากในแทบทุกประเด็นทางสังคม เช่น เรามีเพื่อนที่ทำงานเกี่ยวกับผู้อพยพในฮ่องกง เขาชวนผู้อพยพมาเตะบอลกัน เพราะเดิมทีคนท้องถิ่นรู้สึกว่าผู้อพยพคือคนที่เข้ามาแย่งทรัพยากรที่มีน้อยอยู่แล้ว เป็นคนอันตราย การจัดการแข่งขันฟุตบอลทำให้ผู้ชมได้เห็นผู้อพยพเป็นมนุษย์มนาเหมือนกัน หรือในยุโรปก็มีกิจกรรมคล้ายๆ กัน แต่ทำกับคนไร้บ้าน (Homeless) โดยจัดเป็นทัวร์นาเมนต์เลย ให้คนไร้บ้านมาแข่งฟุตบอล ทั้งหมดก็เพื่อที่จะให้สังคมได้มองเห็นคนเหล่านี้ด้วยมุมมองใหม่

Buku FC
Buku FC ทีมลูกหนังสีรุ้งที่จุดแสงสว่างเรื่องเพศวิถีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เพียงแค่ ‘ความคิด’ ก็สร้างแรงกระเพื่อมในสังคมได้

การขับเคลื่อนทางสังคมหรือการเปลี่ยนแปลงสังคมอาจฟังดูยิ่งใหญ่ ไกลตัว และเกินกำลังของคนธรรมดาสามัญทั่วไป แต่สำหรับอาจารย์อัน เธอมองว่าทุกจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่มักมาจากความคิด หรือกรรมวิธีทางสมองควบรวมกับจิตใจ ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว

“ใครๆ ก็ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อสังคมได้ เมื่อเห็นอะไรบางอย่างเกิดขึ้น แค่คุณคิดกับมันก็แปลว่าคุณกำลังทำแล้วนะ หรือการที่คุณออกมาแล้วสนใจมันสักหน่อยว่ามีอะไรเกิดขึ้นในสังคม แล้วนำไปสู่การคิดต่อ คิดตาม มันก็อาจจะเกิดประโยชน์บางอย่าง เช่น มองเห็นทีมบูคูเตะบอล คุณอาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้นะ นั่นก็เป็นการลงมือทำอย่างหนึ่ง ดีกว่านิ่งเฉยไปเลย เพราะมันจะนำไปสู่การคิดต่อว่าทำไมถึงไม่เห็นด้วย มันมีที่มาที่ไปอย่างไร แล้วสุดท้ายคำตอบอาจจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็มาดูกัน เราคิดว่าทุกคนมีส่วนร่วมกับการทำให้สังคมดีขึ้นได้ ทำได้ง่ายๆ เริ่มต้นจากความคิดของเราเอง”

Buku FC
Buku FC ทีมลูกหนังสีรุ้งที่จุดแสงสว่างเรื่องเพศวิถีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ทีม Buku FC มีกิจกรรมเตะฟุตบอลทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 19.00 – 20.00 น. ที่สนามวิคทรี สเตเดียม จังหวัดปัตตานี เปิดกว้างสำหรับทุกคนที่สนใจกีฬาฟุตบอล สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทีม Buku FC ที่เพจเฟซบุ๊ก Buku Classroom

Writer

Avatar

อาทิตยา อาศิรวาท

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ที่ปัตตานี มีความสุขกับการเดินตลาดเสื้อผ้ามือสอง และปั่นจักรยานถ่ายรูปเล่นในเมืองที่เธอคิดว่าอยู่แล้วสบายใจที่สุด

Photographer

Avatar

อิสมาแอล ยูแม

ผู้ชื่นชอบในงานถ่ายภาพจากปัตตานี ที่นำเอาความชอบ มุมมอง มาทำเป็นอาชีพ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณรู้จักซีรีส์สืบสวนสอบสวนอย่าง CSI ไหม แล้ว NCIS, Bones หรือ Partners for Justice ล่ะ

ถ้ารู้จัก คงเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ อยู่บ้าง พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อช่วยสืบคดีและค้นหาความจริงผ่านศพ 

ในประเทศไทย นักนิติวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในทีมเบื้องหลังของ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อติดตามคนหายและพาโครงกระดูกนิรนามกลับบ้าน

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ‘คนหาย’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเห็นฉลากน้ำดื่มที่มีภาพเด็กหาย เห็นโพสต์ตามหาญาติในเพจมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงประกาศผ่านข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แต่ไม่ว่าชีวิตพวกเขาจะอยู่ในสถานะใด เป้าหมายของ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นก-นฤมล ภราสมพงษ์ นักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มตรวจวิเคราะห์กระดูก กองพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม คือ ‘การพาทุกคนกลับบ้าน’ 

ครั้งนี้ The Cloud จึงขอนำทุกท่านเข้าสู่โลกเบื้องหลังอันเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยริบหรี่ พบเจอกับกลุ่มคนผู้เปี่ยมพลังในการเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

3,291
สถานะ : พบตัว / ส่งคืน

ครอบครัวหนึ่งลาออกจากงาน เดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทยเพื่อตามหาคนรักที่หายไป โดยมีเพียงกระดาษ A4 ที่พรินต์รูปคนสำคัญและความหวังที่จะพาเขานั้นกลับบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคคลสูญหายกว่า 2,346 ราย บุคคลนิรนามอีก 1,663 ราย ศพนิรนามอีก 2,848 ราย และตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันตามสถิติในหน้าเว็บไซต์ของ คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (ค.พ.ศ.)

ตัวเลขหลักพันประกอบจากชีวิตหลักหน่วยที่อาจเป็นได้ตั้งแต่คนชราผู้มีโรคอัลไซเมอร์ติดตัว ผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม เด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนจำอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรม

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงทำงานทั้งในแง่ประกาศคนหาย ประกาศคนนิรนาม ประกาศศพนิรนาม จนถึงพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งจากข้อมูล ลายนิ้วมือ ผลทันตกรรม ไปจนถึง DNA เพื่อช่วยในการทำคดี

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

เราขอฉายภาพให้เข้าใจก่อนว่า พวกเขามีภารกิจช่วยคนและศพ ประเทศไทยมี ‘คนหาย’ ที่ไม่แน่ใจในสถานะ พวกเขาคือคนที่ญาติแจ้งความกับตำรวจ และยินยอมเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ ‘สังคม’ ช่วยแจ้งเบาะแส 

ประเทศไทยมี ‘คนนิรนาม’ ที่ยังมีชีวิต แต่จำชื่อตนเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ถูกบ้างผิดบ้าง อีกทั้งบางคนเดินทางข้ามจังหวัด จนการตามหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ประเทศไทยมี ‘ศพนิรนาม’ จำนวนนับพันที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร บางคนมาในสถานะที่ญาติยังจดจำใบหน้าได้ และบางคนมาเพียงกระดูก ถึงอย่างนั้น นักนิติวิทยาศาสตร์ก็มองว่า กระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลก

แต่การนำคนหายและศพกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฐานข้อมูลคนหายในไทยยังกระจัดกระจายไม่รวมเป็นหนึ่ง บ้างไม่ถูกบันทึกลงระบบ ไหนจะเรื่องสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลที่คลุมเครือ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราไม่ทราบว่าญาติของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นใคร จะเปิดเผยข้อมูลลงเว็บให้ญาติมาหาก็ยังมีความก้ำกึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงควรมี พ.ร.บ. บุคคลสูญหาย บุคคลนิรนาม หรือศพไร้ญาติ เพื่อระบุข้อกำหนดให้ชัดเจนในการเก็บ DNA เผยแพร่ข้อมูล รวมถึงทำให้สังคมรู้ว่านี่คือธุระของทุกคน”

นอกจากมูลนิธิกระจกเงาผู้ทำงานด้านบุคคลสูญหายมายาวนาน ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบ CIR เพื่อให้ข้อมูลที่ญาติกรอกและข้อมูลที่หน่วยงานรับแจ้งจับคู่กันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงจัดระเบียบการฝังศพนิรนามในสุสานศพไร้ญาติ เพื่อให้พวกเขายังมีโอกาสกลับสู่ครอบครัว

“ในสุสานต่างจังหวัดไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เราเลยทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสว่างอริยะธรรมสถาน (เม่งเลี้ยง) และกลุ่มสหพุทธรรมสงเคราะห์ (พ้งเลี้ยง) เพื่อสร้างมาตรฐานการเก็บศพ กำหนดว่าเก็บไว้กี่ปี ระบุเงื่อนไขก่อนเผาทำลาย เราไม่อยากให้ถึงวันที่ญาติมา แล้วพบว่าคนในหลุมถูกเผาไปแล้ว 

“แล้วเรายังมีกรณีที่ญาติทราบว่าศพอยู่กับที่นี่ แต่ไม่มีเงินมารับกลับ ทางเราเองก็มีต้นทุนในการดำเนินงานจำกัดสวนทางกับจำนวนคนหาย ในอนาคตจึงมีแผนเปิดมูลนิธิของสถาบันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการเล่าพร้อมพาเราขึ้นไปยังห้องเก็บกระดูก เพื่อพบกับนฤมล นักนิติวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์กระดูก และส่งศพนิรนามกลับบ้าน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จุดเริ่มต้นจากคำถามของคุณหญิงพรทิพย์

“คิดว่าความรู้ของตัวเองมีประโยชน์อะไร ไหนลองบอกมา” คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ (ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและอาจารย์ในสมัยนั้น) ถามนฤมล

เธอเพิ่งส่งใบสมัครเข้าทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และถูกเรียกให้เข้าสัมภาษณ์ภายในไม่กี่วัน

“หนูรู้จักแค่โครงกระดูกมนุษย์และร่างกายมนุษย์ค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลย” เธอตอบ

“งั้นมาลองทำดูโดยใช้ความรู้ที่มี พี่กำลังต้องการความรู้นั้น”

นฤมลเป็นเด็กสายวิทย์ เรียนจบปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าทำงานเป็นนักรังสีเทคนิคในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาโทกายวิภาคศาสตร์ เพราะตนเองคล่องเรื่องกระดูกมนุษย์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความคิดของเธอ

“เพื่อนเคยแซวตอนเรียนปริญญาโทว่า จบแล้วไปทำงานกับอาจารย์พรทิพย์สิ เพราะเรามักเห็นท่านนั่งทานข้าวในโรงอาหาร เราไม่กลัวศพ เราไม่กลัวเลือด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเพื่อน

“พอจบกายวิภาคมา คนส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์ เราก็คิดอย่างนั้น จนไปเจอเว็บไซต์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประกาศรับคนจบปริญญาสาขาที่เราเรียนหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เราก็ส่งไปจนได้สัมภาษณ์กับอาจารย์พรทิพย์ในอีก 2 วันถัดมา”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

ยุคนั้นปริญญาโทกายวิภาคมีนักศึกษาเรียนจบน้อย ในรุ่นของนฤมลมีเพียง 2 คน เธอจึงกลายเป็นบุคลากรคุณภาพในวันที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ถึงขั้นที่คณะกรรมการคุยกันว่า โปรไฟล์นี้คือคนที่คุณหญิงต้องการ

“พอสัมภาษณ์เสร็จเราถามอาจารย์พรทิพย์ว่า หนูได้ไหมคะ ท่านบอกว่า มาทำงานได้เลย อาจารย์มอบหมายให้อยู่ศูนย์พิสูจน์บุคคลสูญหาย จนถึงวันนี้ 19 ปีแล้ว เราก็ยังทำงานที่นี่อยู่”

เข้างานวันแรก ๆ หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพและเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อค้นหากระดูก ฟังดูเหมือนง่าย แต่เส้นทางการทำงานที่แท้จริงขรุขระเสมอ เธอต้องขวนขวายอ่านหนังสือ ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และสอบชิงทุนเพื่อไปศึกษาการทำงานในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนที่ฮาวายใน Forensic Science Academy ห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยา (Central Identification Laboratory, Hawaii) ที่ดีที่สุดในโลก

“อาจารย์พรทิพย์เห็นความสำคัญเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพราะประเทศไทยในอดีตไม่มี กระดูกหรือศพเน่าจึงถูกละเลยเพราะไม่มีข้อมูล แต่ด้วยการขับเคลื่อนของอาจารย์และอีกหลายท่าน ไทยจึงได้ร่วมมือกับต่างประเทศ และตัวเองก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่จนมีความรู้ในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

Diary of Life

หากศพอยู่ในสภาพที่แพทย์ชันสูตรตรวจสอบอะไรต่อไม่ได้ ด่านต่อไปคือการค้นหาข้อมูลจากกระดูก หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพจากห้องแล้วนำไปสลายที่นครนายก เพื่อเอาเนื้อเยื่อออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงตรวจกระดูกอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอย ความผิดปกติ เช่น โรคและบาดแผลต่าง ๆ

“ไม่ใช่ทุกเคสที่มีกุญแจให้เราไข แต่บางเคสมี เช่น Defend Wound คนอาจยกแขนขึ้นมาป้องกันตัวจนเกิดรอยลึกบนกระดูก ถ้าพี่เห็นรอยแตกบนกระดูกเป็นรอยสันคมแนวขนาน แปลว่าอาจเกิดจากของมีคม

“หรือสมมติเจอกองเนื้ออยู่บนพื้น พี่เอามาตรวจแล้วเจอรูกลม ๆ บนกระดูก แปลว่าสาเหตุการตายอาจไม่ใช่รถทับ เพราะมีรอยกระสุน ใครบ้างจะปล่อยให้รถทับแล้วมายิงซ้ำ หรือเจอศพแล้วค่อยมายิง หากพี่ส่งสิ่งที่ตรวจเจอให้พนักงานสอบสวน อย่างน้อยเขาอาจเอาไปเป็นข้อมูลสำหรับทำคดีต่อได้” นฤมลเล่าประสบการณ์

ด้วยความที่คลุกคลีกับศพและกระดูกมานาน เพียงการมองด้วยตาเปล่าก็ทราบได้ว่านั่นคือกระดูกคนหรือสัตว์ เพราะฉะนั้น หากสงสัย โปรดส่งมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราจะนำกระดูกที่ได้ทั้งหมดมาเรียง เพื่อสร้าง Biological Profile ระบุเพศ อายุ เชื้อชาติ ส่วนสูง สาเหตุการตาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการหาคนหายและทำคดี อย่างกระดูกชิ้นนี้ที่มีเหล็กดามอยู่” เธอชี้

เหล็กที่ว่าเป็นข้อมูลพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลชิ้นสำคัญ หากทราบเพิ่มเติมว่าศพนี้เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 19 – 30 ปี มีเหล็กดามเข่า เจ้าหน้าที่จะลดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย โดยตีวงไปยังผู้สูญหายที่เพศ ช่วงอายุ ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลจากญาติตรงกัน

“จากที่มีข้อมูลคนสูญหายเพศชายในระบบ 100 คน อาจเหลือแค่ 20 คนที่ขาเจ็บ หากศพดามเหล็กที่ขาขวา อาจเหลือที่ตรงกันแค่ 5 คน หลังจากนั้นจะมีการ Confirm Test โดยนำญาติมาที่สถาบันฯ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน รูปพรรณสัณฐาน และข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ ถ้าเข้าข่ายจึงส่งไปตรวจ DNA”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ข้อมูล’ โดยเฉพาะข้อมูลจากญาติพี่น้อง หากใครมีประวัติทันตกรรมหรือประวัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลเอกซเรย์ ผ่าตัด หรือดามเหล็ก โปรดเก็บเอาไว้ให้ดี สิ่งนี้คือหลักฐานที่จะตามหาญาติของท่านจนพบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน
'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แล้วในคดีสำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจสอบไม่มีอคติในการทำงาน

นฤมลบอกว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักสากลที่เรียกว่า Blind Analysis คือเธอไม่ทราบข้อมูลของโครงกระดูกเลย ไม่ว่าจะประวัติ สำนวนคดี หรือสถานที่ที่พบ เพื่อปฏิบัติกับกระดูกทุกโครงอย่างเท่าเทียม

“สุดท้ายพี่จะรู้ข้อมูลเองเมื่อศพบอก สมมติ พี่เจอรากไม้ตามโพรงจมูก พี่จะเขียนลงในรายงานว่ามีรากไม้ ซึ่งอาจตรงกับคดีว่า ตำรวจไปเก็บมาจากป่า ขุดจากดิน หรืองมจากในน้ำ บางทีเราไปพลิกป่าหาเอง ได้มา 1 ชิ้นก็ถือว่าได้ แต่ข้อมูลจะน้อยกว่าได้มาทั้งโครง”

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้สอนเธอว่า กระดูกที่คนอื่นมองเป็นเพียงกระดูก แท้จริงแล้วคือสมุดบันทึกชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็เปิดอ่านได้

“แต่เราคือคนนั้น ใครเคยแขนหัก ขาหัก มันบันทึกอยู่ในกระดูก ต่อให้ผ่านไป 10 – 20 ปีมันก็จะถูกบันทึกอยู่อย่างนั้น พี่จะเห็นร่องรอย พี่จะรู้ว่าเขามีตัวตน แต่ถ้ากระดูกนี้ไปอยู่กับคนอื่น เป็นผู้เคราะห์ร้ายสักคนที่ล้มอยู่ที่ไหนสักแห่ง กระดูกของพวกเขาอาจกระจัดกระจาย ตัวตนแตกสลาย และหายไปตลอดกาล

“อะไรที่จะบอกกับประชาชนได้ คืออยากให้ช่วยแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อเก็บกระดูกที่คุณพบมาให้เรา ไม่ต้องกังวลว่านั่นจะเป็นกระดูกสัตว์แล้วใครจะว่าอะไร หากนั่นเป็นคนที่คุณรัก คุณก็คงคิดเหมือนกันว่าอยากเพิ่มโอกาสในการหาเขาให้เจอ”

'คนหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว' คุยกับทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการพาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จะรอวันได้พบเธอ

“พี่ทำงานนี้มา 19 ปี ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด แต่ก็หาเจอหลายเคส พี่ไม่ได้ไปคุยกับญาติเขาโดยตรง แต่ดีใจอยู่ข้างหลังทุกครั้งที่มีน้องมาบอกว่า เราได้คืนคนสำคัญให้ครอบครัว 

“มีจริง ๆ พ่อแม่ที่แข็งแรงดีเดินออกไปตลาด แต่หายไปเป็น 10 ปี บางคนความจำดีแต่ดันถูกรถเฉี่ยวจนหลงลืม ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ บางคนหนีออกมาเพราะจะกลับบ้าน แต่ดันหลงไปไกลกว่าเดิม ลูกหลานลาออกจากงานเพื่อตามหา หากเขารู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยชีวิตเขาก็ได้เดินต่อ อย่างน้อยเขาก็ได้พ่อแม่คืน

“กระดูกที่คุณเก็บมาให้เราตรวจ คุณรู้ไหมว่าเขาตามหากันขนาดไหน” นฤมลเล่าอย่างตั้งใจ

ภายในห้องเก็บกระดูกของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีกระดูกนิรนามรอคอยการกลับบ้านกว่า 1,600 โครง จาก 4 จังหวัดที่สถาบันรับผิดชอบ อาวุโสที่สุดอยู่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

“เรามีกลุ่มพิสูจน์อัตลักษณ์ที่ติดต่อกับญาติ กลุ่มบริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ กลุ่มห้องปฏิบัติการทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศพ และกลุ่มติดตามคนหายที่ทำงานกับทุกภาคส่วนทั้งตำรวจและโรงพยาบาล คือเก็บข้อมูลกับคนไข้เพื่อตามหาญาติเลย เราไม่อยากให้เขาจากไปแล้วค่อยเก็บข้อมูล เพราะหากเจอเร็วย่อมเป็นประโยชน์กว่า”

นอกจากความรู้สึก การตามหาคนหายและระบุตัวตนศพนิรนามยังเป็นเรื่องของการพิทักษ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะลบคำสบประมาท หาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย คืนความยุติธรรมในคดี รวมถึงมอบสิทธิอันชอบธรรมคืนให้กับครอบครัว ออกใบมรณบัตร สิ้นสุดคดี ยุติการชำระหนี้แทน 

“ทั้งหมดเป็นบริการประชาชน ตั้งแต่แจ้งหาย เก็บหลักฐาน เก็บ DNA จนถึงรับศพกลับบ้าน ไม่มีการเก็บค่าบริการทั้งคนหายและการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม เว้นแต่เป็นการตรวจที่ไม่ใช่ทางคดี

“การพาศพกลับบ้านอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ตาย แต่เป็นการทำเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วมาแจ้งเบาะแส เก็บกระดูกมาพิสูจน์ เราจะพาพวกเขากลับบ้าน”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load